การประชุมคณะแต่งตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร

นายสรสิทธิ์ ฤทธิ์สรไกร รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เป็นประธานการประชุมณะแต่งตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร

โดยมีผู้แทนจากคณะทำงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนฝ่ายทหารเข้าร่วมประชุม ณ ห้อง 203 ศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร

โดยแจ้งถึงความคืบหน้าแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดมุกดาหาร ทั้ง 3 คณะ

–  คณะทำงานด้านสิทธิประโยชน์ และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านการลงทุน โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร

–  คณะศูนย์บริการเบ็ดเสร็จด้านแรงงาน สาธารณสุข และความมั่นคง โดยแรงงานจังหวัดมุกดาหาร

–  คณะทำงานด้านโคร้งสร้างพื้นฐานและด่านศุลกากร โดยผู้อำนวยการสำนักงานทางหลวงชนบทจังหวัดมุกดาหาร

 

_MG_0285

 

_MG_0293

 

 

 

ภาพกิจกรรมโดย : สำนักงานพาณิชย์จังหวัดมุกดาหาร

อาเซียนเผยสถิติเศรษฐกิจภาพรวมปี 2013

สำนักงานเลขาธิการอาเซียนเปิดเผยสถิติเศรษฐกิจภาพรวมของอาเซียนเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่า GDP ของภูมิภาคเติบโตขึ้นร้อยละ 5.1 โดยมีอัตราการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 และ 7.1 ตามลำดับ

อัตรา GDP ของอาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2012 มาอยู่ที่ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2013 โดยอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในอาเซียน มูลค่ากว่า 8.63 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามมาด้วยไทยและมาเลเซียที่มีเศรษฐกิจมูลค่า 3.88 และ 3.12 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ ขณะที่อัตรา GDP ต่อหัวอยู่ที่ราว 3,837 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี โดยสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอัตรา GDP ต่อหัวสูงสุด 55,183 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี

ด้านการค้าระหว่างประเทศของอาเซียนในรอบปีที่ผ่านมา มีมูลค่ารวม 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นส่งออก 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของอาเซียน (ส่งออกร้อยละ 12 นำเข้าร้อยละ 16) ตามด้วยสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาตามลำดับ

ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศของอาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 1.14 แสนล้านดอลลาร์ เป็น 1.22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น เป็นสองคู่ค้าที่ลงทุนในอาเซียนมากที่สุด รวมกันกว่าร้อยละ 40 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด

แหล่งที่มา: asean.orgAEC

ททท. เดินหน้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จับมือเอกชนส่งเสริมเครือข่ายการตลาดกับเพื่อนบ้าน

ททท. โดยกองตลาดอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ เดินหน้าตอกย้ำส่งเสริมเครือข่ายพันธมิตรการตลาดกับประเทศเพื่อนบ้านใน ๔ เมืองหลักของลาว กัมพูชา และเวียดนาม โดยร่วมกับสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย นำผู้ประกอบการกว่า ๕๐ รายเดินทางไปพบปะเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้าน ที่นครหลวงเวียงจันทน์ กรุงพนมเปญ ฮานอย และโฮจิมินห์ เพื่อแลกเปลี่ยนเจรจาธุรกิจและหารือโอกาสในการส่งเสริมการตลาดท่องเที่ยวตลาด AEC ร่วมกัน
การจัดโครงการส่งเสริมเครือข่าย ๒ ครั้ง ในเส้นทางกรุงเทพฯ-เวียงจันทน์-ฮานอย และกรุงเทพฯ-พนมเปญ-โฮจิมินห์ ในเดือนมิถุนายน และกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจากรัฐมนตรีและหัวหน้าหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงานส่งเสริมเครือข่ายแต่ละครั้ง และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการและสื่อมวลชนในแต่ละพื้นที่เข้าร่วมงานกว่า ๘๐ รายอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ประกอบการที่มีรายการนำเที่ยวเชื่อมโยงไทยกับประเทศ AEC แสดงความสนใจส่งรายชื่อ เพื่อร่วมเผยแพร่บนเว็บไซต์ข้อมูล AEC ของ ททท. บน  www.tourismthailand.org/aec
20140829115409
Mr. Chaleune Warinthrasak รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแถลงการณ์  วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สปป.ลาว และนายวรายุทธ ไชยะกุล อัครราชทูตไทยประจำ สปป.ลาว ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีการเปิดงาน Thai-Lao Tourism Networking Event วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ณ โรงแรม Donchan Palace นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว
20140829115519
Mr. Manh Cuong Pham รองผู้ว่าการ การท่องเที่ยวเวียดนาม และ นายปัญญรักษ์ พูลทรัพย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ให้เกียรติเข้าร่วมพิธีการเปิดงาน Thai – Vietnam Tourism Networking Event     วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ ณ โรงแรม Sofitel Plaza Hanoi กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม
20140829115647
H.E. Dr. Thong Khon รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว กัมพูชา กล่าวต้อนรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทยและกัมพูชา ในพิธีการเปิดงาน Thai-Cambodia Tourism Networking Event วันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๗    ณ โรงแรม Sofitel Phnom Penh Phokeethra กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา
cr : http://www.uasean.com/

จี้พัฒนาบัณฑิตไทยแข่งกับเพื่อนบ้าน

วันนี้ (28 ส.ค.) ที่โรงแรมรามาการ์เดนส์ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดประชุมสัมมนาวิชาการด้านพัฒนานักศึกษาระดับชาติ ครั้งที่ 4 โดย พระพรหมบัณฑิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยาพิเศษ เรื่อง “สร้างบัณฑิต เพื่ออนาคตประเทศไทย” ว่า ทุกวันนี้เราพบว่า มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่แย่งกันผลิตบัณฑิต แต่ไม่เคยสร้างความร่วมมือว่าจะผลิตบัณฑิตไปในทิศทางใด ทั้งที่แต่ละแห่งก็เก่งและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยจะต้องร่วมมือกันในการพัฒนาการผลิตบัณฑิต ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับประเทศ เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ให้แก่บัณฑิต เพราะแม้จะเป็นบัณฑิตแล้วก็ยังต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สำคัญต้องสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรมและจริยธรรมด้วย เพราะสังคมไม่อยากได้บัณฑิตที่ทุจริตคอรัปชั่น

รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนานิสิตนักศึกษา เพราะเมื่อเขาจบการศึกษาออกไปแล้วเขาจะไม่ได้แข่งขันกับบัณฑิตไทยด้วยกันเองเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับบัณฑิตในภูมิภาคอาเซียนด้วย และขณะนี้หลายประเทศในกลุ่มอาเซียนก็ได้ปรับปลี่ยนวิธีการจัดการศึกษาเพื่อเพิ่มศักยภาพคนรุ่นใหม่มากขึ้น และบัณฑิตไทยเองอาจจะยังไม่รู้ว่าประเทศที่เคยเดินล้าหลังกว่าเรา ตอนนี้เดินแซงหน้าเราไปไกลแล้ว ดังนั้นนิสิตนักศึกษาไทยต้องปรับตัวและพัฒนาตนเองให้มีประสิทธิภาพได้แล้ว

ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันนักศึกษาส่วนใหญ่เริ่มหนีจากโลกแห่งความจริงและไปพักพิงโลกออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาบัณฑิตในศตวรรษหน้าจึงไม่ใช่สอนเฉพาะวิชาความรู้เพียงอย่างเดียวแต่ต้องเพิ่มทักษะชีวิต และนวัตกรรมอื่นๆเข้าไปด้วย โดยนิสิตนักศึกษาต้องคิดวิเคราะห์ และรู้จักสังเคราะห์ แก้ไขปัญหาของตนเองร่วมกับผู้อื่นได้

cr : http://www.dailynews.co.th/

โอกาสดีสำหรับอัญมณีไทยและเครื่องประดับในตลาด AEC

ผู้อำนวยการสถาบันอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติกล่าวว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นหนึ่งในสามของอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด

            เพราะการเติบโตของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่เพิ่มขึ้น สถาบันอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติจึงได้เปิดการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ สำหรับผู้ค้าและสถาบันที่เป็นองค์การมหาชน โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เพื่อสามารถแข่งขันในการตลาดโลกได้

            บรูไน,มาเลเซียและสิงคโปร์ เป็นตลาดที่สำคัญ สำหรับอัญมณีและเครื่องประดับในอาเซียน ซึ่งมีมูลค่าการซื้อขายรวมเป็น 90 เปอร์เซ็นต์จากทั้งภูมิภาค โดยมีกัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า, ฟิลิปปินส์และเวียดนามเป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญ

            สำหรับประเทศไทยนั้นมีข้อได้เปรียบได้ในด้านชื่อเสียงในงานฝีมืออัญมณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตั้งชิ้นส่วนของเครื่องประดับด้วยมือ นอกจากนี้อัญมณีและเครื่องประดับไทยยังมีความหลากหลายของวัสดุและการออกแบบที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมไปถึงเทคนิคพิเศษทางอัญมณีของไทย ซึ่งได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

            การรวมกลุ่มของประเทศในภูมิภาคอาเซียน เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะช่วยให้แนวโน้มการเติบโต สำหรับธุรกิจอัญมณีไทยและอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เพิ่มขึ้นเนื่องจากจำนวนความต้องการของตลาดอาเซียน นอกจากนี้ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีศุลกากร เมื่อประชาคมเศรษฐกิจเปิดอย่างเต็มรูปแบบในปี 2015 โดยมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับได้มากขึ้น

            ธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของไทย มีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบด้วย 82,700,000 ดอลลาร์สหรัฐในมูลค่าการนำเข้า และ 52,400,000 ดอลลาร์สหรัฐในมูลค่าการส่งออก ทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นหนึ่งในรายได้ที่สำคัญของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการสร้างงานให้แก่แรงงาน 1.1 ล้านคน 

           หากประชาคมเศรษฐกิจเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ นั้นถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ที่จะขยายตลาดไปยังตลาดโลกและตลาดประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนได้อย่างเสรี

 

ข้อมูล: thailand.prd.go.th / th.aectourismthai.com
ภาพประกอบ:  gemjewelryguide.blogspot.com

อินโดนิเซียเตรียมสอนเพศศึกษาทุกชั้นปี

กระทรวงศึกษาธิการและวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย เตรียมบรรจุเนื้อหาเพศศึกษาลงในหลักสูตรทุกระดับชั้น เพื่อป้องกันการคุกคามทางเพศในโรงเรียน

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการการศึกษาเด็กปฐมวัย นายเออร์มาน ซยามซุดดิน กล่าวว่า กระทรวงฯ จะบรรจุหัวข้ออนามัยการเจริญพันธุ์ลงในหลักสูตรทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปฐมวัยไปถึงระดับมัธยม หลังจากในช่วงที่ผ่านมา มีรายงานเรื่องความรุนแรงทางเพศกับเด็กหลายกรณีในอินโดนีเซีย หนึ่งในนั้น เกิดขึ้นในโรงเรียนนานาชาติจาการ์ตา และกรณีของพ่อค้าขายอาหารในชวาตะวันตก ที่ใช้ชื่อปลอมว่า เอมอน ถูกกล่าวหาว่า ล่วงละเมิดทางเพศเด็กหลายร้อยคน

หนึ่งในความพยายามที่ประธานาธิบดียุดโดโยโนกำหนดไว้ในกรอบคำแนะนำของประธานาธิบดีสำหรับการคุ้มครองเด็ก คือการให้ความสำคัญกับการศึกษาและเพิ่มการตระหนักรู้ของสังคมเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศ ขณะที่หลายองค์กรจี้ให้รัฐบาลกำหนดการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนด้วย
อินโดนิเซียเตรียมสอนเพศศึกษาทุกชั้นปี
http://aseanwatch.org/2014/05/25/อินโดนีเซียเตรียมสอนเพ-2/

 

CR : ASEAN Watch