ส่งออก”อิเล็กทรอนิกส์-เครื่องใช้ไฟฟ้า″โคม่า

“ปู″ ห่วงอุตฯไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ หลังส่งออก 8 เดือนรูดกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญ ติดลบ 3.2% คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบหนักสุด เครื่องรับวิทยุ-ทีวีไม่น้อยหน้า ส่วนสายไฟฟ้า-แอร์ได้อานิสงส์อสังหาฯ โต ชี้กระติกน้ำร้อนสูญพันธุ์ ผู้บริโภคหันไปใช้กระติกแบบดิจิทัลแทน

กระทรวง พาณิชย์ได้รายงานการส่งออกสินค้าไทยในรอบ 8 เดือนแรกของปี 2556 ปรากฏสินค้าอุตสาหกรรมในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์มีมูลค่า 20,800 ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว -3.2% โดยสินค้าสำคัญที่อัตราขยายตัวลดลงมากที่สุด ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ 11,693 ล้านเหรียญ หรือ -10.5% ขณะที่หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้ามีมูลค่าส่งออก 15,439 ล้านเหรียญ อัตราขยายตัวเพียง 1.2% ในจำนวนนี้ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ 2,552 ล้านเหรียญ อัตราขยายตัว -7% จน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความกังวลถึงตัวเลขการส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่มี มูลค่าลดลงข้างต้น

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ประจำเดือน สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นรายงานฉบับล่าสุดของสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ปรากฏสถานการณ์การลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกมีมูลค่า 66,220.54 ล้านบาท ประเภทกิจการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนค่อนข้างสูง ได้แก่ กิจการผลิต Printed Circuit Board Assembly รองลงมา ได้แก่ กล้องถ่ายรูปดิจิทัล, เลนส์, ชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปสำหรับกล้องและเลนส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กิจการที่มีมูลค่าการลงทุนเกินกว่า 3,000 ล้านบาท ได้แก่ การผลิตกล้องถ่ายรูปดิจิทัล/เลนส์/ชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปของนักลงทุนญี่ปุ่น มูลค่า 12,252 ล้านบาท, Print Circuit Board Assembly Flexible Printed Circuit ของนักลงทุนญี่ปุ่น 4,324.50 ล้านบาท, Flexible Printed Circuit Board Assembly ของนักลงทุนญี่ปุ่น 4,606.70 ล้านบาท, Printed Circuit Board Assembly ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม ของนักลงทุนแคนาดา 3,106 ล้านบาท และ Printed Circuit Board Assembly (PCBA) และ Electronics Products บริษัทร่วมทุนระหว่างไทย-ออสเตรเลีย-สวีเดน-อังกฤษ มูลค่า 5,760.10 ล้านบาท

สำหรับ สถานการณ์การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.95 ยกเว้นอุตสาหกรรม Monolithic IC มีการปรับตัวลดลง ส่วนอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดัชนีปรับตัวลดลงร้อยละ 3.66 ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เมื่อพิจารณารายละเอียดเป็นรายอุตสาหกรรมพบว่า การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.33 นั้น เป็นผลมาจากสินค้ากระติกน้ำร้อนกับพัดลมมีการผลิตลดลงมาก จากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปซื้อกระติกน้ำร้อนแบบดิจิทัล ทำให้กาต้มน้ำไฟฟ้ามีความต้องการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สายไฟฟ้ากับเครื่องปรับอากาศ มีการผลิตมากขึ้นร้อยละ 15.50 กับ 13.46 ตามลำดับ เป็นผลมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของโครงการอสังหาริมทรัพย์และการวางโครง สร้างพื้นฐานของประเทศ

การผลิตอิเล็กทรอนิกส์ ดัชนีอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงร้อยละ 11.07 เกือบทุกอุตสาหกรรม การผลิต Hard Disk Drive มีประมาณร้อยละ 75 ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่ราคาต่อหน่วยเฉลี่ยของ Hard Disk Drive ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 58 ในขณะที่อุตสาหกรรม Semiconductor ยังมีผู้ประกอบการบางรายที่หยุดการผลิตมาตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่
ปี 2554 ส่งผลให้กำลังการผลิตโดยรวมของ Semiconductor ในประเทศลดลงมาโดยตลอด

สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ได้วิเคราะห์สถานการณ์การส่งออก ตลาดอาเซียนยังคงขยายตัวได้ดีในกลุ่มของเครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น และเครื่องซักผ้า

ขณะที่ตลาดฮ่องกง-ออสเตรเลีย-อินเดีย-เกาหลี ใต้-ไต้หวัน สินค้าเครื่องปรับอากาศ, คอมเพรสเซอร์, ตู้เย็น, กล้อง TV/VDO ยังคงไปได้ ส่วนตลาดส่งออกที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด ได้แก่ จีน สินค้าที่มีมูลค่าการส่งออกลดลงมาก ได้แก่ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์, เครื่องส่ง-เครื่องรับวิทยุโทรเลข, วิทยุโทรศัพท์ และเครื่องเรดาร์ โดยในช่วงไตรมาส 3 มีแนวโน้มว่า ทั้งอุตสาหกรรมจะปรับตัวลดลงร้อยละ 8 แยกเป็นรายอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าลดลงร้อยละ 6 ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ลดลงร้อยละ 10 สิ่งที่เป็นความกังวลของอุตสาหกรรมก็คือ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า

ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ-สหภาพยุโรป ยังไม่มีความแน่นอนในการฟื้นตัว กับความผันผวนของค่าเงินบาทในไตรมาส 4 เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ชี้พลังงานไทยเสี่ยงสุดในอาเซียน แนวโน้มพึ่งพิงนำเข้าเชื้อเพลิง 90%

พล.ต.ท. วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดตัวผลการศึกษา “แนวโน้มพลังงานโลกในอนาคต ฉบับปี 2013 หรือ 2556″ โดยกระทรวงพลังงานร่วมกับทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ว่า ผลการศึกษาเป็นฉบับพิเศษที่มีเนื้อหาครอบคลุมทิศทางพลังงานในอนาคตของเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในปี 2035 (พ.ศ.2573) โดยระบุว่า ภูมิภาคนี้จะมีระบบเศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้น 3 เท่า ทำให้อัตราการใช้น้ำมันเป็น 6.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่ 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน จำนวนนี้เป็นการนำเข้าเพิ่มเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบัน 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปริมาณการใช้ถ่านหินเพิ่มอีก 3 เท่า และก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 80% ส่งผลกระทบต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกจึงเป็นสิ่งที่ภูมิภาคนี้ ต้องตระหนัก
พล.ต.ท.วิเชียรโชติกล่าวว่า การใช้เชื้อเพลิงที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิง 3 ประเภท คือ ถ่านหิน คาดว่าจะใช้ผลิตไฟฟ้าสูงถึง 700 ล้านเมกะวัตต์ พลังงานทดแทน 300 ล้านเมกะวัตต์ และก๊าซธรรมชาติ 200 ล้านเมกะวัตต์ ซึ่งพลังงานทดแทนถือเป็นทางเลือกที่สำคัญ แต่พบว่ายังมีอุปสรรคในการผลิต อาทิ พลังงานทดแทนต้องพึ่งพาธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เกิดปัญหาอุปสรรคจากการออกใบอนุญาตประกอบกิจการไฟฟ้าจากภาครัฐ และปัญหาจากการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงของแต่ละประเทศในภูมิภาค
พล.ต.ท.วิเชียรโชติกล่าวว่า สำหรับประเทศไทยในปี ค.ศ.2035 จะมีการนำเข้าก๊าซสัดส่วนเพิ่มเป็น 90% จากปัจจุบัน 25% และน้ำมันเพิ่มมากกว่า 90% จากปัจจุบันมากกว่า 60% ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านพลังงานมากที่สุดในภูมิภาค แต่พบว่าไทยมีจุดเด่นด้านการสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดแผนการใช้พลังงานทดแทน

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า มาตรการประหยัดพลังงานเป็นแนวทางหนึ่งที่ผลการศึกษาให้ความสำคัญ โดยระบุว่าอาเซียนควรลงทุนด้านนี้ 3.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยภายใน 5 ปีจะคืนทุน เพราะช่วยประหยัดมากถึง 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และกระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 2% ในปี 2035 ลดการใช้น้ำมันมากถึง 7 แสนบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่า 3 หมื่นล้านบาทต่อปี

ที่มา : นสพ.มติชน

ส่งออกถอดใจปีนี้โตไม่ถึง2.5% ปีหน้ากระอักลูกค้าขอลดราคา ขู่หันซื้อจากจีน-อาเซียนแทน

พาณิชย์เตรียมเชิญอุตฯส่งออกหลัก 5-6 กลุ่มหารือ หวังโหมส่งออกปลายปีให้ได้ตามเป้า ขณะที่ผู้ส่งออกชี้ปีนี้โตไม่น่าจะถึง 2.5% ส่วนปีหน้าส่อแววหืดจับ ลูกค้าต่อรองขอลดราคา 3-5% ขู่หันไปซื้อจากจีน-อาเซียนแทน แถมค้าชายแดนวูบ พิษยางราคาตก สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซบเซา

นางอัมพวัน พิชาลัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมจะเชิญผู้ผลิตและส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก 5-6 กลุ่ม อาทิ กลุ่มสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป กลุ่มอุตสาหกรรมหนัก กลุ่มธุรกิจบริการ และกลุ่มไลฟ์สไตล์ เข้าหารือและร่วมประเมินสถานการณ์ส่งออกไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 และแนวโน้มการส่งออกปี 2557 โดยเน้นหารือถึงปัจจัยลบและบวกต่อการส่งออก รวมถึงกำหนดแนวทางและเป้าหมายในการผลักดันการส่งออกในแต่ละกลุ่ม โดยผลสรุปของการหารือ จะนำเสนอในการประชุมร่วมกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการส่งออกในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งมีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน

นางอัมพวันกล่าวว่า เบื้องต้นจากการสอบถามภาคเอกชนและผู้ส่งออก เชื่อว่ากำลังซื้อและเศรษฐกิจโลกเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 4 ปีนี้ และความวิตกต่อการพิจารณางบประมาณในสหรัฐ ก็ไม่น่าจะกระทบต่อยอดสั่งซื้อ 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ เพราะคำสั่งซื้อเกิดขึ้นแล้ว แต่วิตกต่อการสั่งซื้อเฉพาะหน้าและผู้ค้ารายเล็กๆ อาจยังต้องติดตามสถานการณ์ โดยรวมเห็นว่าการส่งออกปีหน้าจะดีกว่าปีนี้

แหล่งข่าวจากผู้ส่งออกเปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับคำสั่งซื้อต้นปี 2557 ลูกค้าส่วนใหญ่ขอปรับราคาลง 3-5% และอ้างหันซื้อประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนและจีน หากไม่ปรับลดราคา อีกทั้งผู้ผลิตสินค้าหลายรายการที่ตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้านแทนไทยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เริ่มกำลังการผลิตและหาตลาดส่งออก ผลจากนโยบายปรับเพิ่มค่าแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท และการเพิ่มเงื่อนไขดึงนักลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น รวมถึงหลายประเทศเพื่อนบ้านไทยยังได้สิทธิทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) โดยเฉพาะกลุ่มเสื้อผ้า สิ่งทอ รองเท้า โดยบางบริษัทใช้ไทยเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่เท่านั้น

“คำสั่งซื้อเพื่อขายปลายปี จะเหลือแค่ประเทศในเอเชีย และลูกค้ารายย่อย ฉะนั้นเป็นที่แน่ชัดว่าการส่งออกปี 2556 น่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 2.5%” แหล่งข่าวกล่าว

นางปานจิตต์ พิศวง รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กำลังอยู่ระหว่างการประชุมหารือและเพิ่มมาตรการผลักดันการค้าชายแดน หลังตัวเลขปีนี้ต่ำกว่าปีก่อน ทั้งนี้ สาเหตุที่มูลค่าการค้าชายแดนลดลง มาจากราคายางพาราที่ปรับลดลง และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชะลอตัวลง

ที่มา นสพ.มติชน

ปูชวนจีนซื้อข้าวยางตลาดล่วงหน้า ทวิภาคี2ฝ่ายในAPEC-ดันเปิดเสรีเป้าหมายโบกอร์

        นายกฯยิ่งลักษณ์ใช้เวที “APEC 2013″ อินโดนีเซีย 3-9 ต.ค. จีบผู้นำจีนร่วมมือซื้อขายข้าว-ยางพาราล่วงหน้า ส่วน “นิวัฒน์ธำรง” โชว์สานต่อเป้าหมายโบกอร์ให้ทันปี 58 ชูโครงการลงทุนรัฐบาล 2 ล้านล้านบาท เชื่อมโยงไทย-ภูมิภาค ลดต้นทุนโลจิสติกส์

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC Economic Leaders′ Meeting : AELM) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2556 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือระดับทวิภาคีกับผู้นำจีนในวันที่ 5 ตุลาคม 2556 เบื้องต้นฝ่ายไทยเตรียมผลักดันให้เกิดความร่วมมือเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าไทย-จีน เพื่อระบายสต๊อกสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าวและยางพาราในสต๊อกของรัฐบาล โดยไทยมุ่งหวังทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะจีนถือว่าเป็นตลาดสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปก (APEC Ministerial Meeting : AMM) ซึ่งจะเริ่มประชุมก่อนตั้งแต่ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2556 เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ สมาชิกจะร่วมการพัฒนาเอเปกให้มีความแข็งแกร่งและเติบโต ตามหัวข้อ “Resilient Asia-Pacific, Engine of Global Growth” โดยยังคงมุ่งสู่เป้าหมายโบกอร์ เพื่อเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในภูมิภาคในปี 2563 ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกเอเปก และให้ความสำคัญกับการดำเนินการลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากในปีที่ผ่านมา ทางผู้นำเอเปกให้การรับรองรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม 54 รายการ เพื่อนำมาลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือไม่เกิน 5% ภายในปี 2558 ให้สำเร็จด้วย

ที่สำคัญทางกลุ่มเอเปก ที่ต้องการจะส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ให้เกิดการผลักดันการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค พร้อมดึงภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนในโครงการลงทุนรถไฟฟ้า 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการเชื่อมโยงไทยเข้ากับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค และช่วยลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศต่อไป

นอกจากนี้ สมาชิกจะมุ่งเน้นหารือถึงแนวทางการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม เน้นการพัฒนาศักยภาพให้ SMEs เพื่อก่อให้เกิดการขยายของตลาดไปยังต่างประเทศ ตลอดจนการให้ความสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนให้การค้าสินค้าเกษตรมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

“ไทยมุ่งหวังให้การประชุมครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้การประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 (MC 9) ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นต่อเนื่องที่บาหลี ในเดือนธันวาคมนี้ได้ประสบผลสำเร็จ โดยต้องการให้สมาชิก WTO สามารถมีข้อตกลงในบางเรื่องได้ก่อน เพื่อจะเป็นก้าวสำคัญให้การเจรจา WTO ให้เดินหน้าได้ต่อไป และเรียกความเชื่อมั่นของ WTO กลับคืนมา″

แหล่งข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปกในช่วง 2 วันแรก ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งเน้นให้การประชุมเอเปกมีส่วนสนับสนุนการประชุม WTO ที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ และหารือถึงการจัดทำข้อบท (Wording) สินค้าสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เพราะฝ่ายสหรัฐเห็นว่าควรจะนำเรื่องนี้ไปเจรจาใน WTO ต่อ แต่ฝ่ายอินโดนีเซียพยายามให้จัดกลุ่มสินค้าน้ำมันปาล์ม ยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าที่อินโดนีเซียมีศักยภาพในการผลิตไปไว้ในรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายประเทศรวมถึงไทยไม่รับข้อเสนอ

พร้อมกันนี้ ไทยอาจจะติดตามความก้าวหน้าจากประเทศสมาชิกเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ตามกระบวนการอยู่ระหว่างการปรับปรุงกรอบการเจรจา เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และผ่านการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/prachachatonline

สำรวจ…มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ติดปีกเมืองคู่แฝดการค้า-ลงทุนใหม่

        จากเมืองเล็ก ๆ สงบเงียบริมแม่น้ำโขง “จังหวัดมุกดาหาร และแขวงสะหวันนะเขต” ถูกปลุกให้เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ทันที หลังจากมีการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 เป็นต้นมา พร้อมทั้งมีการพัฒนาให้สอดคล้องไปกับเส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC)

        ทั้งนี้ จังหวัดมุกดาหารมีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่บนเส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก เป็นประตูด้านตะวันออกของไทยเชื่อมเข้าสู่ สปป.ลาว และเวียดนามตอนกลาง ขณะที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นประตูด้านตะวันตกที่เชื่อมสู่ประเทศพม่า
นายสมศักดิ์ สีบุญเรือง เลขาธิการหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า หลังจากมีการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมากเช่นกัน มีคนไทยประมาณ 1 แสนคน เดินทางไปท่องเที่ยวใน สปป.ลาว และเวียดนาม โดยใช้เส้นทางสัญจรผ่านถนน R9 และในตอนนี้ก็มีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้น และยังสามารถเชื่อมโยงการค้าไปสู่ประเทศจีนได้ด้วย ฉะนั้นระเบียงเศรษฐกิจ EWEC จะเป็นเส้นทางสายไหมยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน
จากการสำรวจของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า ปัจจุบันในเขตตัวเมืองมุกดาหารมีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคการค้าปลีก มีกลุ่มทุนจากกรุงเทพฯเข้ามาปักหลักที่เมืองชายแดนแห่งนี้หลายรายแล้ว เช่น กลุ่มโกลบอลเฮ้าส์ กลุ่มไทวัสดุ รวมถึงห้างบิ๊กซีและแม็คโคร ซึ่งรูปแบบการลงทุนไม่ใช่การขยายตลาดในจังหวัดมุกดาหารเท่านั้น แต่จะใช้มุกดาหารเป็นฐานเพื่อรุกเข้าไปเจาะตลาดในลาวและเวียดนาม

สำหรับการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ในปี 2555 มีมูลค่าการค้ารวม 28,678 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 12,006 ล้านบาท และนำเข้า 16,670 ล้านบาท และในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2556 มีมูลค่าการค้า 5,174 ล้านบาท แบ่งเป็นการ

ส่งออก 2,160 ล้านบาท และนำเข้า 3,014 ล้านบาท

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างและส่วนประกอบ น้ำมันเบนซิน เหล็กและเหล็กกล้า ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป ผลไม้และของปรุงแต่งจากผลไม้ ผัก ลวดและสายเคเบิล

อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว พบว่า จังหวัดมุกดาหารยังไม่มีโครงการพัฒนาที่โดดเด่น ขณะที่ในฝั่งสะหวันนะเขตมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโนขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากมีการผลักดันมานานเกือบ 10 ปี โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณที่ติดกับสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 กำลังมีการก่อสร้างร้านค้า อาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยอย่างคึกคัก
วันนี้สะหวันนะเขตเป็นเมืองที่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับสองรองจากนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังแขวงใกล้เคียง รวมทั้งเวียดนามและไทย และกำลังจะกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ของ สปป.ลาว

ปัจจุบันการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน (Savan-SENO Special Economic Zone) มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่โซนซี หรือสะหวันพาร์ค เป็นเขตอุตสาหกรรมและ

การค้ามีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดนั้น บริษัท สะหวัน แปซิฟิก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กลุ่มทุนจากประเทศมาเลเซียได้เข้ามาร่วมทุนกับ สปป.ลาว พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 4,000 ไร่

ผู้บริหารของบริษัท สะหวัน แปซิฟิก

ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการแล้ว จำนวน 32 บริษัท มูลค่าเงินลงทุน 90 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,700 ล้านบาท ได้แก่ นักลงทุนลาว 11 ราย มาเลเซีย 4 ราย ไทย 4 ราย ญี่ปุ่น 3 ราย ฝรั่งเศส 2 ราย ฮอลแลนด์ 2 ราย ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนจากออสเตรเลีย เบลเยียม ฮ่องกง เกาหลี และบริษัทร่วมทุนลาวกับมาเลเซียและญี่ปุ่นอีกแห่งละ 1 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่ม AEROWORKS มาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินด้วย ล่าสุดกลุ่มแคนนอนและบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ในเครือโตโยต้าก็เข้ามาตั้งโรงงานที่สะหวันนะเขตเช่นกัน
นอกจากนี้ สะหวันนะเขตยังมีสนามบินภายในประเทศและระหว่างประเทศอยู่ในเมืองไกสอน พมวิหาน โดยมีเที่ยวบินไป-กลับระหว่างสะหวันนะเขต-กรุงเทพฯ และระหว่างสะหวันนะเขต-นครหลวงเวียงจันทน์

ในขณะที่ฝั่งมุกดาหารยังไม่มีสนามบิน ต้องใช้บริการในจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น ได้แก่ สนามบินนครพนม และสนามบินอุบลราชธานี ล่าสุดมีการผลักดันให้มีการก่อสร้างสนามบินที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เพื่อรองรับการเดินทางในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ มุกดาหาร ยโสธร และอำนาจเจริญ
ข้อมูลจากสถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ระบุว่า การลงทุนของไทยในแขวงสะหวันนะเขต ได้แก่ 1.กลุ่มไทยฮั้วยางพารา ลงทุนปลูกยางพารา 2.กลุ่มน้ำตาลมิตรผล ปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลในนามบริษัทน้ำตาลมิตรลาว 3.กลุ่มดั๊บเบิล เอ ในนามบริษัทไชโยเอเอลาว รับซื้อและปลูกยูคาลิปตัส และกำลังขอสัมปทานพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 4.บริษัทสะหวันก้าวหน้าการเกษตร ปลูกถั่วลิสงและร้านขายสินค้าพื้นเมืองลาว (ODOP)

5.บริษัท เคพี-นิซเซอิ มิซูกิ ลาว จำกัด ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนโดยบริษัท นิซเซอิ มิซูกิ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น กับบริษัท เคพี จำกัด (จำหน่ายรถยนต์โตโยต้า อะไหล่ และให้บริการ) 6.กลุ่มบริษัท Lao World ลงทุนสร้างศูนย์การค้าและการประชุม SAVAN-ITECC แห่งแรกในเมืองไกสอน พมวิหาน 7.สถานเสริมความงามวุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และ 8.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

นี่คือสถานการณ์การลงทุนในแขวงสะหวันนะเขต ขณะที่ฝั่งมุกดาหารของไทย รัฐบาลเพิ่งจะมีมติให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจังหวัดมุกดาหาร นครพนม และหนองคาย และเห็นชอบโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายบ้านไผ่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร นครพนม เพื่อสนับสนุนให้มุกดาหารเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์

วันนี้ เมืองคู่แฝดทางเศรษฐกิจ “มุกดาหารและสะหวันนะเขต” จึงเริ่มโดดเด่นเป็นที่หมายตาของนักลงทุนไทย-เทศ

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ที่
www.facebook.com/prachachat
ทวิตเตอร์ @prachachat

คาราวาน การค้าและท่องเที่ยว ลาวเหนือ เมืองหลวงพระบางมรดกโลก