ไทย – ลาว

070213_aec-1

คว้าโอกาสเศรษฐกิจลาว 2557: ม้ามืดปีมะเมีย

 

สปป.ลาว เป็นประเทศน่าสนใจลงทุน เนื่องจากมีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง และยังเป็นคู่ค้าสำคัญรายหนึ่งของไทยอีกด้วย

สปป.ลาว เป็นประเทศน่าสนใจลงทุน เนื่องจากมีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง และยังเป็นคู่ค้าสำคัญรายหนึ่งของไทยอีกด้วย

สปป.ลาว เป็นประเทศน่าสนใจลงทุน เนื่องจากมีการเจริญเติบโตต่อเนื่อง และยังเป็นคู่ค้าสำคัญรายหนึ่งของไทยอีกด้วย

ระยะเวลาที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) จะมีผลเต็มรูปแบบในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ก็ใกล้เข้ามาทุกที สปป.ลาวเป็นประเทศที่น่าสนใจศึกษาโอกาสการค้าการลงทุน เพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับไทยทั้งด้านกายภาพ ทั้งมิติด้านสังคมและวัฒนธรรม เศรษฐกิจสปป.ลาวที่กำลังเติบโต ยังคงมีโอกาสด้านการค้าการลงทุนที่คนไทยควรให้ความสำคัญ มีชายแดนติดกับประเทศไทย ทั้งทางบกและทางน้ำเป็นแนวยาวถึง 1,810 กิโลเมตรคนไทยคนลาวมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันรวมทั้งมีประวัติศาสตร์ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมร่วมกัน ที่อาจกล่าวได้ว่าไม่มีสองประเทศใดในโลก ที่จะมีความคล้ายคลึงกันมากเท่าสปป.ลาวกับไทย

เศรษฐกิจของสปป.ลาวมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปรับเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมสู่ระบบเศรษฐกิจเสรีแบบตลาดเมื่อปี 2529 เศรษฐกิจสปป.ลาวขยายตัวอย่างต่อเนื่องในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.2 ต่อปี นับเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน

ทั้งนี้ปี 2556 เศรษฐกิจสปป.ลาวมีอัตราการเจริญเติบโต (GDP) สูงถึงร้อยละ 7.6 ซึ่งสูงมากกว่าจีนที่มีอัตราการเจริญเติบโตร้อยละ 7.5 ในปีเดียวกัน ทว่าเศรษฐกิจสปป.ลาวประสบกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงถึงร้อยละ -21.9 ของ GDP เนื่องจากความต้องการนำเข้าสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น และมีข้อจำกัดด้านศักยภาพการผลิตเพื่อการส่งออก

สปป.ลาวเป็นคู่ค้าสำคัญรายหนึ่งของไทย ไทยได้ดุลการค้ามาโดยตลอด สปป.ลาวส่งออกและนำเข้าสินค้ากับไทยเป็นอันดับหนึ่ง สินค้าหลักที่สปป.ลาวส่งออก คือ แร่ทองคำ ทองแดง และพลังงานไฟฟ้า ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมัน รถยนต์และส่วนประกอบ การส่งออกของ สปป.ลาว ปี 2556 มีมูลค่า 3,451 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 3.9 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 6,940 ล้านดอลลาร์ฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.2 ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมหลักที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของสปป.ลาว คือ การทำเหมืองแร่และพลังงานไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันกำลังมีการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า ทรัพยากรสำคัญของสปป.ลาว ได้แก่ ไม้ ดีบุก ยิบซั่ม ตะกั่ว หินเกลือ เหล็ก ถ่านหินลิกไนต์ สังกะสี ทองคำ อัญมณี หินอ่อน น้ำมัน กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจสปป.ลาวขับเคลื่อนโดยอาศัยรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI)

การลงทุนในสปป.ลาวส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากจีนและเวียดนาม อันดับสามคือนักลงทุนไทย กลุ่มธุรกิจที่ได้รับความสนใจในการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ คือ กิจการการทำเหมือง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 และด้านกิจการการผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ส่วนกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ ที่มีการลงทุนจากต่างประเทศ เช่น ด้านการเกษตร ด้านโรงแรมและร้านอาหาร ด้านการสื่อสาร สำหรับการลงทุนของไทยในสปป.ลาวในช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนด้านการเกษตร ด้านการบริการ ด้านโรงแรมและร้านอาหาร และด้านอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ประเด็นที่กำลังได้รับการจับตามองกรณีเศรษฐกิจสปป.ลาว คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แลกด้วยการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ปัญหามลภาวะที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ รัฐบาล สปป.ลาวตระหนักถึงประเด็นดังกล่าว ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรแต่เพียงอย่างเดียว ธุรกิจการท่องเที่ยวและการเกษตรเพื่อการส่งออกจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลสปป.ลาว ให้ความสำคัญ รางวัล “แหล่งท่องเที่ยวยอดเยี่ยมของโลก 2556” ที่ได้จากยุโรป เป็นตัวกระตุ้นการท่องเที่ยวของ สปป.ลาว ได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีการเพาะปลูก ภาคอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นโอกาสที่น่าสนใจ การเกษตรของสปป.ลาวยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนามากนัก เกษตรกรลาวยังเคยชินกับการทำการเกษตรแบบยังชีพ อิงธรรมชาติ ลงทุนน้อย ดังนั้น หากมีการร่วมทุนในอุตสาหกรรมการเกษตรร่วมกันในรูปแบบของเกษตรกรพันธะสัญญา (Contract Farming) ย่อมก่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน และนักลงทุนไทยก็สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของสปป.ลาว

แต่นักลงทุนไทยต้องมีแผนดำเนินงานเป็นขั้นตอน มีการฝึกอบรมเกษตรกรลาวทั้งในห้องเรียนและฝึกภาคปฏิบัติ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการผลิต และสร้างความมั่นใจว่าผลตอบแทนจะคุ้มค่าต่อการลงทุน ที่สำคัญนักลงทุนควรคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม มีความซื่อสัตย์ในการดำเนินธุรกิจ โดยไม่ควรนำสินค้าที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาขายในสปป. ลาว และควรคำถึงถึงผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เช่นกัน

ไทยเริ่มใช้ Form D แบบใหม่ 1 ก.ค. 57

ประเทศสมาชิกอาเซียนได้เห็นชอบร่วมกันให้ยกเลิกการแสดงราคา FOB บนหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าของอาเซียน (Form D) สำหรับสินค้าที่ผลิตได้ตามเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าใน 3 รูปแบบ คือ 1) สินค้าที่ผลิตในประเทศทั้งหมด (WO) 2) สินค้าที่ผลิตโดยการเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากร (CTC) และ 3) สินค้าที่ผลิตโดยผ่านขบวนการผลิต (Process Rules) ทั้งนี้ ได้ปรับรูปแบบ Form D ในช่อง 9 ดังนี้ 

ดังนั้น การแสดงราคา FOB ในช่อง 9 บน Form D จะกระทำเมื่อสินค้าผลิตได้ตามเกณฑ์ ถิ่นกำเนิดสินค้าแบบการใช้สัดส่วนการผลิต (RVC) เท่านั้น โดยมีผลทันทีกับ 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย บรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ยกเว้น กัมพูชาและเมียนมาร์ ที่ขอขยายเวลาดำเนินการออกไปอีก 2 ปี 
ทั้งนี้ Form D รูปแบบใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2557 โดยกำหนดระยะเวลาสำหรับการปรับเปลี่ยน 6 เดือน ในส่วนของไทย จะเริ่มใช้ Form D รูปแบบใหม่ ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2557 พร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับ Form D ที่จะส่งออกไปยัง กัมพูชาและ เมียนมาร์ กรมการค้าต่างประเทศจะออก Form D รูปแบบเก่าไปก่อน จนกว่าทั้งสองประเทศจะพร้อมดำเนินการใช้ Form D รูปแบบใหม่

FormDNew

 

“ลาว” ติดโผโตเร็วสุดในโลก

สำนัก ข่าววีโอเอ ลาว รายงานว่า ลาวเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศที่เศรษฐกิจจะโตเร็วสุดในปีนี้ ซึ่งจะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 8.5% ตามการวิจัยของ The Economist Intelligence Unit


โดยระบุเพิ่มเติมว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้เป็นผลมาจากการให้สัมปทานต่างชาติเข้ามาทำสัมปทานและขายทรัพยากรธรรมชาติอย่างกว้างขวาง

ด้านนายทองสิน ทำมะวง นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจของลาวยังไม่มั่นคง และมีศักยภาพน้อย ถึงแม้จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่พื้นฐานการผลิตสินค้ายังพึ่งพิงการขุดค้นทรัพยากรธรรมชาติ

ทั้งนี้ สปป.ลาวให้สัมปทานบริษัทต่างชาติกว่า 470 โครงการ มีมูลค่ารวมกันถึง 5,900 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ สปป.ลาวมีแผนที่จะร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 8 ระหว่างปี 2559-2563 ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ สปป.ลาวมีการเติบโตระหว่าง 8.5-9%

ส่วนประเทศที่ติดอันดับเติบโตเร็วอื่นๆ ได้แก่  ติมอร์-เลสเต อิรัก มองโกเลีย เซียร์ราลีโอน เติร์กเมนิสถาน ภูฏาน ลิเบีย เอริเทรีย และแซมเบีย  

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

ไทย-ลาวร่วมเปิดโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ มูลค่า 300 ล้าน เตรียมขยายเป็นศูนย์กลางผลิต

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว พร้อมด้วย ท่านทอนแก้ว เจ้าเมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่านดร.บุญถึง เพ็งทะวงสา หัวหน้าห้องว่าการ กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว นางอุนนดา พฤฒินารากร ประธานบริษัทSCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด ผู้ประกอบการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าของไทย นายพิสิษฐ อ้นมา ประธานบริษัทแม่โขง ไอ วี เอ็ม จำกัด และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งทางการไทยและลาว ร่วมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าน้ำตกตาดสะแลน แห่งแรกของเมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ในงบประมาณก่อสร้าง จำนวน 300 ล้านบาท


ภายใต้การลงทุนของผู้ประกอบการไทย 100 เปอร์เซ็นต์ คือ บริษัท SCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 32 เมกะวัตต์ ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2010  แล้วเสร็จเมื่อปี 2012 ทดลองใช้งานเป็นเวลาประมาณอีก 1 ปี จนกระทั่งมีความพร้อมในเรื่องระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้กับไฟฟ้าของทางการลาว ในระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ที่จะส่งจ่ายไปใช้ในครัวเรือนตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ 

นอกจากนี้ ในอนาคตทางการลาวได้ร่วมกับผู้ประกอบการไทย เตรียมพร้อมขยายโครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าที่ไร้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รองรับการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของไทยในอนาคต ซึ่งทางการลาวมีเป้าหมายในปี 2019 จะมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 50 แห่ง มูลค่าการก่อสร้างตั้งแต่ 300 – 4,000 ล้านบาท เพื่อจะเป็นประเทศศูนย์กลางในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญ ภายใต้ชื่อ แบตเตอรี่ แห่งเอเชีย ในอนาคต  ที่จะมีการผลิตมูลค่าเป็นเงินปีละหลาย 1,000 ล้านบาท

ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว กล่าวว่า สำหรับสปป.ลาว ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย บวกกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยทางรัฐบาลลาวมีแนวทางนโยบายในการที่จะพัฒนาก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ผลิตกระแสไฟฟ้าต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมีมากกว่า 30 แห่ง ที่ดำเนินก่อสร้างแล้วเสร็จ มีกำลังผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 1 – 1,000 เมกกะวัตต์ และมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่อีก 2 -3 แห่ง ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 300 – 400 เมกกะวัตต์

เช่นเดียวกันกับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำตกตาดสะแลน ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่พึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ มีผู้ประกอบการลงทุนจากไทย คือ บรัท เอสซีไอ มาลงทุนประมาณ 30 ล้าน ในการก่อสร้างสัมปทานประมาณ 30 ปี ในกำลังการผลิต 32 เมกกะวัตต์ ถือเป็นความสำเร็จจุดแรกของแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ทำให้ประชาชนชาวลาวบางพื้นที่ยังขาดแคลนไฟฟ้าได้ใช้ไฟฟ้าส่องสว่าง และประกอบอาชีพหัตถกรรม อุตสาหกรรม และรองรับการขยายความเติบโตของเมือง  

 

ในอนาคตประมาณปี 2016 ลาวจะมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ กว่า 30 แห่ง  มีกำลังการผลิตประมาณ 5,000 เมกกะวัตต์  และในปี 2019 จะมีมากกว่า 50 แห่ง ที่สามารถมีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 7,000 เมกกะวัตต์ โดยจะขยายโครงการต่อเนื่องไปถึงปี 2020 

 

ทั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาลลาวที่สามารถสร้างความร่วมมือในการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ กลายเป็นภารกิจสำคัญที่สามารถดึงนักลงทุนจากไทยมาลงทุน เป็นเงินมหาศาล พร้อมจะขยายโครงการต่อเนื่องไปยังระบบสายส่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันทำให้สปป.ลาว มีไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่กว่า 86 เปอร์เซ็นต์  ถือเป็นความสำเร็จของ สปป.ลาว ในการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการขยายกำลังส่งไปสู่ประเทศใกล้เคียง ทั้งไทย เวียดนาม และจีนรองรอบปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า เตรียมพร้อมพัฒนาให้สปป.ลาว เป็นศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของเอเชีย โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าเงินปีละหลาย 1,000 ล้านบาท 

 

ด้านนางอุนนดา  พฤฒินารากร  ประธานบริษัท SCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด ผู้ประกอบการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าของไทย กล่าวว่า เดิมทางบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าครบวงจรมายาวนานกว่า 40 ปี จนเป็นที่ยอมรับของประเทศไทย ทำให้มีศักยภาพ และความมั่นคงในการพัฒนาฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบอื่นๆ นอกจากการผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการไฟฟ้า จนได้รับคำแนะนำจาก นายพิสิษฐ  อ้นมา ประธานบริษัทแม่โขง  ไอวีเอ็ม ที่มีศักยภาพในการเจรจาลงทุนกับทางการลาว เป็นที่มาของการประสบความสำเร็จในการลงทุนก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในลาวเป็นจุดแรก คือ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำตกตลาดสะแลน กำลังการผลิต 3.2 เมกกะวัตต์  เพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้ทางการไฟฟ้าลาว ในระยะเวลาสัมปทานประมาณ 30 ปี  ถือเป็นการเริ่มต้นในการก่อสร้างโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรก ของแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2010  -2012  และทดลองใช้งานมาเป็นเวลา 1 ปี  สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 14.3 ล้านหน่วยต่อไป  และในปี 2014 คาดว่าจะสามารถผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 16.5 ล้านหน่วยต่อปี มูลค่าเป็นเงินไม่ต่ำกว่าปีละ 40 -50 ล้านบาท    

 

ทั้งนี้ ทางบริษัทยอมรับว่าเป็นการลงทุนที่มั่นคง สอดคล้องแนวทางการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาลลาว ที่ต้องการพัฒนาโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำต่อเนื่องให้ ลาว เป็นศูนย์กลางการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญของเอเชีย ส่งผลดีต่อไทยที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอจากปัญหาความไม่เอื้ออำนวยด้านต่างๆ ซึ่งปัจจุบันไทยต้องซื้อพลังงานไฟฟ้าจากลาว ปีละประมาณ 10,000 เมกกะวัตต์  

 

ที่สำคัญในการดำเนินการก่อสร้างได้เน้นในเรื่องของผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด โดยทางการลาวได้กำหนดให้ดำเนินการภายใต้กรอบข้อตกลงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่มีการทำลายธรรมชาติเป็นหลัก และในอนาคตกำลังขยายโครงการก่อสร้างต่อเนื่อง เพื่อเป็นฐานการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของเอเชียตามแผนพัฒนาประเทศของรัฐบาลลาว ที่จะเป็นการดึงดูดนักลงทุนหลายประเทศเข้าไปลงทุนก่อสร้างจำนวนมาก กลายเป็นธุรกิจก่อสร้างที่ ที่จะทำเงินหมุนเวียนสะพัดลำดับต้นๆ เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Cr ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

2557 ปีทองการค้าชายแดน โอกาสการค้าการลงทุน-รับเออีซี

ปี 2556 ที่กำลังจะผ่านไป ถือเป็นปีที่สดใสสำหรับการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากบรรยากาศการค้าขายตามด่านชายแดนไทยทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก และมีมูลค่าการค้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้เป็นเพราะด่านชายแดนหลายแห่งมีศักยภาพในการเจริญเติบโตทางการค้ามากขึ้น และมีปัจจัยบวกจากโอกาสและความท้าทายหลายอย่างเข้ามาเสริม ให้การค้า-การลงทุนขยายตัว อาทิ ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ การผ่อนปรนวีซ่าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่นับรวมความชื่นชอบสินค้าไทยของเพื่อนบ้านเป็นการส่วนตัว ที่สำคัญ คือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเริ่มในปี 2558

ด้วยเหตุนี้ ทุนธุรกิจไทยและทุนจากประเทศเพื่อนบ้านจึงพาเหรดเข้ามาลงทุนตามแนวชายแดน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคและรับกระแสเออีซีอย่างไม่ขาดสาย ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ค้าปลีก ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ฯลฯ

 

โดยเฉพาะการลงทุนบริเวณชายแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด่านสะเดา จังหวัดสงขลา, ด่านแม่สอด ตาก, ด่านคลองใหญ่ ตราด, ด่านเชียงของ เชียงราย, ด่านสิงขร ประจวบคีรีขันธ์ ไม่นับรวมด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี ที่จะกลายเป็นประตูการค้าสู่เมกะโปรเจ็กต์ทวายในอนาคต

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2555 ที่ผ่านมา การค้าชายแดนไทยกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือมาเลเซีย พม่า ลาว และกัมพูชา มีมูลค่ารวมสูงถึง 9.1 แสนล้านบาท

ขณะที่ปี 2556 (มกราคม-ตุลาคม) มูลค่าการค้าพุ่งสูงถึง 7.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 0.48 เป็นการส่งออก 4.6 แสนล้านบาท และนำเข้า 3.0 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 3.05

โดยการค้าชายแดนด้านมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุดถึง 4.16 แสนล้านบาท รองลงมาได้แก่พม่า มีมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท ลาว 1.08 แสนล้านบาท และกัมพูชา 77.6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 2 ปีข้างหน้า ตัวเลขรวมดังกล่าวจะขยับสูงขึ้นถึง 1 ล้านล้านบาท

สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ ประกอบด้วยสินค้าในกลุ่มอุปโภค-บริโภค ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า, สินค้าเครื่องจักรกลในการก่อสร้างและส่วนประกอบ, กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์, ไม้แปรรูป ฯลฯ

เมื่อสำรวจด่านชายแดนสำคัญ ๆ พบว่า “ด่านสะเดา″ และ “ด่านปาดังเบซาร์” จังหวัดสงขลา มีนักท่องเที่ยวผ่านเข้าออก 4.6 ล้านคน มีมูลค่าสินค้าส่งออกและนำเข้ารวมกันปีละกว่า 3 แสนล้านบาท และอาจแตะถึง 5 แสนล้านบาท เมื่อประตูเออีซีเปิด “ด่านแม่สอด-เมียวดี” จังหวัดตาก มีมูลค่าการค้าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปี 2557 จะพุ่งสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท

“ด่านอรัญประเทศ” จังหวัดสระแก้ว มีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นทุกปีกว่า 15-20% ปีงบประมาณ 2556 มีมูลค่าการค้ารวม 5.9 หมื่นล้านบาท เป็นส่งออกกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2555 ที่มีมูลค่าการค้ารวม 4.7 หมื่นล้านบาท

“ด่านสิงขร” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันมีมูลค่าการค้าปีละ 200 ล้านบาท แต่หากเปิดเป็นด่านถาวร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 3,000 ล้านบาท หรือปีละ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ “ด่านคลองใหญ่” จังหวัดตราด มีมูลค่าการค้าทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้ว

“วิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย เปิดเผยว่า แม้ปีนี้เศรษฐกิจภาคเหนือจะชะลอตัว แต่ภาคการค้าชายแดนดีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งน่าเป็นห่วง คือการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่มีการเสนอรัฐบาลไว้นานแล้ว แต่กลับต้องหยุดชะงักลงจากปัญหาทางการเมือง เช่น เขตเศรษฐกิจแม่สอด หรือเชียงราย ซึ่งภาคธุรกิจ

อยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตต่อไป

เช่นเดียวกับ “ประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชี้ว่า การค้าชายแดนส่งผลให้บรรยากาศการค้าในจังหวัดที่ติดชายแดน สปป.ลาว 10 จังหวัดได้รับผลประโยชน์จากการค้า-การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก ทั้งนี้ เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวอยู่

ในเกณฑ์ที่ดีมาก สามารถส่งผ่านสินค้าไปประเทศโลกที่ 3 ได้ในอัตราที่สูง โดยเฉพาะด่านใหม่ ๆ เช่น ด่านท่าลี่ จังหวัดเลย ซึ่งจะเป็นด่านรองรับเส้นทางอาร์ 3 ในอนาคต

ด้าน “สุมิตร เขียวขจี” ประธานหอการค้าจังหวัดตราด มองว่า แนวโน้มการค้าชายแดนปี 2557 น่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงด้วยปัจจัยบวกหลายอย่าง เช่น การเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มขึ้น ฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจอาเซียนเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน ประตูการค้าชายแดนจะเป็นโอกาสของประเทศไทยอย่างมหาศาล

ขณะที่ “ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์” ประธานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ภาคกลาง เห็นว่า รัฐบาลต้องเร่งผลักดันให้ด่านสิงขร ด่านพุน้ำร้อน เป็นด่านถาวรโดยเร็ว เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ

ทั้งหมดนี้คือโอกาสแห่งการค้าชายแดนไทยในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ