ปูชวนจีนซื้อข้าวยางตลาดล่วงหน้า ทวิภาคี2ฝ่ายในAPEC-ดันเปิดเสรีเป้าหมายโบกอร์

        นายกฯยิ่งลักษณ์ใช้เวที “APEC 2013″ อินโดนีเซีย 3-9 ต.ค. จีบผู้นำจีนร่วมมือซื้อขายข้าว-ยางพาราล่วงหน้า ส่วน “นิวัฒน์ธำรง” โชว์สานต่อเป้าหมายโบกอร์ให้ทันปี 58 ชูโครงการลงทุนรัฐบาล 2 ล้านล้านบาท เชื่อมโยงไทย-ภูมิภาค ลดต้นทุนโลจิสติกส์

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก (APEC Economic Leaders′ Meeting : AELM) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2556 ณ เมืองบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งในโอกาสนี้นายกรัฐมนตรีมีกำหนดหารือระดับทวิภาคีกับผู้นำจีนในวันที่ 5 ตุลาคม 2556 เบื้องต้นฝ่ายไทยเตรียมผลักดันให้เกิดความร่วมมือเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าไทย-จีน เพื่อระบายสต๊อกสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งข้าวและยางพาราในสต๊อกของรัฐบาล โดยไทยมุ่งหวังทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะจีนถือว่าเป็นตลาดสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเอเปก (APEC Ministerial Meeting : AMM) ซึ่งจะเริ่มประชุมก่อนตั้งแต่ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2556 เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญในการประชุมครั้งนี้ สมาชิกจะร่วมการพัฒนาเอเปกให้มีความแข็งแกร่งและเติบโต ตามหัวข้อ “Resilient Asia-Pacific, Engine of Global Growth” โดยยังคงมุ่งสู่เป้าหมายโบกอร์ เพื่อเปิดเสรีการค้าและการลงทุนในภูมิภาคในปี 2563 ซึ่งทำให้เกิดประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกเอเปก และให้ความสำคัญกับการดำเนินการลดภาษีสินค้าสิ่งแวดล้อม ภายหลังจากในปีที่ผ่านมา ทางผู้นำเอเปกให้การรับรองรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม 54 รายการ เพื่อนำมาลดอัตราภาษีศุลกากรให้เหลือไม่เกิน 5% ภายในปี 2558 ให้สำเร็จด้วย

ที่สำคัญทางกลุ่มเอเปก ที่ต้องการจะส่งเสริมความเชื่อมโยงในภูมิภาค ให้เกิดการผลักดันการลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค พร้อมดึงภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแผนการลงทุนในโครงการลงทุนรถไฟฟ้า 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ในการเชื่อมโยงไทยเข้ากับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค และช่วยลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศต่อไป

นอกจากนี้ สมาชิกจะมุ่งเน้นหารือถึงแนวทางการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนและเท่าเทียม เน้นการพัฒนาศักยภาพให้ SMEs เพื่อก่อให้เกิดการขยายของตลาดไปยังต่างประเทศ ตลอดจนการให้ความสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหาร สนับสนุนให้การค้าสินค้าเกษตรมีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น รวมถึงช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

“ไทยมุ่งหวังให้การประชุมครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้การประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 9 (MC 9) ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นต่อเนื่องที่บาหลี ในเดือนธันวาคมนี้ได้ประสบผลสำเร็จ โดยต้องการให้สมาชิก WTO สามารถมีข้อตกลงในบางเรื่องได้ก่อน เพื่อจะเป็นก้าวสำคัญให้การเจรจา WTO ให้เดินหน้าได้ต่อไป และเรียกความเชื่อมั่นของ WTO กลับคืนมา″

แหล่งข่าวจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกล่าวว่า ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปกในช่วง 2 วันแรก ระหว่างวันที่ 3-4 ตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งเน้นให้การประชุมเอเปกมีส่วนสนับสนุนการประชุม WTO ที่จะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ และหารือถึงการจัดทำข้อบท (Wording) สินค้าสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีความเห็นที่ขัดแย้งกัน เพราะฝ่ายสหรัฐเห็นว่าควรจะนำเรื่องนี้ไปเจรจาใน WTO ต่อ แต่ฝ่ายอินโดนีเซียพยายามให้จัดกลุ่มสินค้าน้ำมันปาล์ม ยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าที่อินโดนีเซียมีศักยภาพในการผลิตไปไว้ในรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม ทำให้หลายประเทศรวมถึงไทยไม่รับข้อเสนอ

พร้อมกันนี้ ไทยอาจจะติดตามความก้าวหน้าจากประเทศสมาชิกเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ตามกระบวนการอยู่ระหว่างการปรับปรุงกรอบการเจรจา เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และผ่านการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟสบุ๊คกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/prachachatonline

สำรวจ…มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ติดปีกเมืองคู่แฝดการค้า-ลงทุนใหม่

        จากเมืองเล็ก ๆ สงบเงียบริมแม่น้ำโขง “จังหวัดมุกดาหาร และแขวงสะหวันนะเขต” ถูกปลุกให้เข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ทันที หลังจากมีการเปิดใช้สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2550 เป็นต้นมา พร้อมทั้งมีการพัฒนาให้สอดคล้องไปกับเส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC)

        ทั้งนี้ จังหวัดมุกดาหารมีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่บนเส้นทางแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก เป็นประตูด้านตะวันออกของไทยเชื่อมเข้าสู่ สปป.ลาว และเวียดนามตอนกลาง ขณะที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เป็นประตูด้านตะวันตกที่เชื่อมสู่ประเทศพม่า
นายสมศักดิ์ สีบุญเรือง เลขาธิการหอการค้าจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า หลังจากมีการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวก็ขยายตัวมากเช่นกัน มีคนไทยประมาณ 1 แสนคน เดินทางไปท่องเที่ยวใน สปป.ลาว และเวียดนาม โดยใช้เส้นทางสัญจรผ่านถนน R9 และในตอนนี้ก็มีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้น และยังสามารถเชื่อมโยงการค้าไปสู่ประเทศจีนได้ด้วย ฉะนั้นระเบียงเศรษฐกิจ EWEC จะเป็นเส้นทางสายไหมยุคใหม่ได้อย่างแน่นอน
จากการสำรวจของ “ประชาชาติธุรกิจ” พบว่า ปัจจุบันในเขตตัวเมืองมุกดาหารมีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคการค้าปลีก มีกลุ่มทุนจากกรุงเทพฯเข้ามาปักหลักที่เมืองชายแดนแห่งนี้หลายรายแล้ว เช่น กลุ่มโกลบอลเฮ้าส์ กลุ่มไทวัสดุ รวมถึงห้างบิ๊กซีและแม็คโคร ซึ่งรูปแบบการลงทุนไม่ใช่การขยายตลาดในจังหวัดมุกดาหารเท่านั้น แต่จะใช้มุกดาหารเป็นฐานเพื่อรุกเข้าไปเจาะตลาดในลาวและเวียดนาม

สำหรับการค้าชายแดนไทย-สปป.ลาว ในปี 2555 มีมูลค่าการค้ารวม 28,678 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 12,006 ล้านบาท และนำเข้า 16,670 ล้านบาท และในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2556 มีมูลค่าการค้า 5,174 ล้านบาท แบ่งเป็นการ

ส่งออก 2,160 ล้านบาท และนำเข้า 3,014 ล้านบาท

สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างและส่วนประกอบ น้ำมันเบนซิน เหล็กและเหล็กกล้า ส่วนสินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ ทองแดงและผลิตภัณฑ์ไม้แปรรูป ผลไม้และของปรุงแต่งจากผลไม้ ผัก ลวดและสายเคเบิล

อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว พบว่า จังหวัดมุกดาหารยังไม่มีโครงการพัฒนาที่โดดเด่น ขณะที่ในฝั่งสะหวันนะเขตมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโนขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากมีการผลักดันมานานเกือบ 10 ปี โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณที่ติดกับสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 กำลังมีการก่อสร้างร้านค้า อาคารพาณิชย์ และบ้านพักอาศัยอย่างคึกคัก
วันนี้สะหวันนะเขตเป็นเมืองที่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับสองรองจากนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นจุดศูนย์กลางในการกระจายสินค้าไปยังแขวงใกล้เคียง รวมทั้งเวียดนามและไทย และกำลังจะกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหม่ของ สปป.ลาว

ปัจจุบันการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวัน-เซโน (Savan-SENO Special Economic Zone) มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่โซนซี หรือสะหวันพาร์ค เป็นเขตอุตสาหกรรมและ

การค้ามีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดนั้น บริษัท สะหวัน แปซิฟิก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กลุ่มทุนจากประเทศมาเลเซียได้เข้ามาร่วมทุนกับ สปป.ลาว พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 4,000 ไร่

ผู้บริหารของบริษัท สะหวัน แปซิฟิก

ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการแล้ว จำนวน 32 บริษัท มูลค่าเงินลงทุน 90 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,700 ล้านบาท ได้แก่ นักลงทุนลาว 11 ราย มาเลเซีย 4 ราย ไทย 4 ราย ญี่ปุ่น 3 ราย ฝรั่งเศส 2 ราย ฮอลแลนด์ 2 ราย ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนจากออสเตรเลีย เบลเยียม ฮ่องกง เกาหลี และบริษัทร่วมทุนลาวกับมาเลเซียและญี่ปุ่นอีกแห่งละ 1 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีกลุ่ม AEROWORKS มาตั้งโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินด้วย ล่าสุดกลุ่มแคนนอนและบริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ในเครือโตโยต้าก็เข้ามาตั้งโรงงานที่สะหวันนะเขตเช่นกัน
นอกจากนี้ สะหวันนะเขตยังมีสนามบินภายในประเทศและระหว่างประเทศอยู่ในเมืองไกสอน พมวิหาน โดยมีเที่ยวบินไป-กลับระหว่างสะหวันนะเขต-กรุงเทพฯ และระหว่างสะหวันนะเขต-นครหลวงเวียงจันทน์

ในขณะที่ฝั่งมุกดาหารยังไม่มีสนามบิน ต้องใช้บริการในจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น ได้แก่ สนามบินนครพนม และสนามบินอุบลราชธานี ล่าสุดมีการผลักดันให้มีการก่อสร้างสนามบินที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร เพื่อรองรับการเดินทางในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ มุกดาหาร ยโสธร และอำนาจเจริญ
ข้อมูลจากสถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต ระบุว่า การลงทุนของไทยในแขวงสะหวันนะเขต ได้แก่ 1.กลุ่มไทยฮั้วยางพารา ลงทุนปลูกยางพารา 2.กลุ่มน้ำตาลมิตรผล ปลูกอ้อยและผลิตน้ำตาลในนามบริษัทน้ำตาลมิตรลาว 3.กลุ่มดั๊บเบิล เอ ในนามบริษัทไชโยเอเอลาว รับซื้อและปลูกยูคาลิปตัส และกำลังขอสัมปทานพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 4.บริษัทสะหวันก้าวหน้าการเกษตร ปลูกถั่วลิสงและร้านขายสินค้าพื้นเมืองลาว (ODOP)

5.บริษัท เคพี-นิซเซอิ มิซูกิ ลาว จำกัด ประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ลงทุนโดยบริษัท นิซเซอิ มิซูกิ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น กับบริษัท เคพี จำกัด (จำหน่ายรถยนต์โตโยต้า อะไหล่ และให้บริการ) 6.กลุ่มบริษัท Lao World ลงทุนสร้างศูนย์การค้าและการประชุม SAVAN-ITECC แห่งแรกในเมืองไกสอน พมวิหาน 7.สถานเสริมความงามวุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และ 8.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

นี่คือสถานการณ์การลงทุนในแขวงสะหวันนะเขต ขณะที่ฝั่งมุกดาหารของไทย รัฐบาลเพิ่งจะมีมติให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจังหวัดมุกดาหาร นครพนม และหนองคาย และเห็นชอบโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายบ้านไผ่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด มุกดาหาร นครพนม เพื่อสนับสนุนให้มุกดาหารเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์

วันนี้ เมืองคู่แฝดทางเศรษฐกิจ “มุกดาหารและสะหวันนะเขต” จึงเริ่มโดดเด่นเป็นที่หมายตาของนักลงทุนไทย-เทศ

ร่วมเป็นแฟนเพจเฟซบุ๊คกับประชาชาติธุรกิจออนไลน์ที่
www.facebook.com/prachachat
ทวิตเตอร์ @prachachat

คาราวาน การค้าและท่องเที่ยว ลาวเหนือ เมืองหลวงพระบางมรดกโลก

ไทยรั้งท้ายอันดับการศึกษาโครงสร้างพื้นฐาน

จากการวิเคราะห์ในส่วนของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งเป็นแนวที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย เนื่องจากจะทำให้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลง ได้คุณภาพสินค้าดีขึ้น หรือสามารถผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่เข้ากับยุคสมัย เช่น เรื่องของสีเขียวหรือการได้ Carbon Credit เป็นต้น แต่เห็นภาพแล้วก็น่าท้อแท้ใจ เพราะอันดับที่ประเทศถูกจัดไว้ในด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีก็คือ อันดับที่ 50 จาก 59 ประเทศคือพูดง่ายๆ ว่าอีก 8 ประเทศก็รั้งท้าย ด้านการศึกษาอยู่อันดับที่ 52 คืออีก 6 ประเทศก็รั้งท้ายเช่นกัน แต่ถ้ามาดูนโยบายการเงินการคลังไทยอยู่อันดับที่ 6 ซึ่งนับว่าดีมาก ซึ่งพอจะวิเคราะห์ได้ว่าประเทศไทยไม่ได้นาจุดแข็งด้านการเงินการคลังมาใช้เพื่อวางรากฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หรือแม้แต่ระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้อง

ผลผลิตและประสิทธิภาพของภาคธุรกิจก็เช่นกัน ไทยเกือบรั้งท้าย คือ อยู่ที่อันดับถึง 57 ซึ่งถ้าพิจารณาประกอบกับตัววัดประสิทธิภาพทางธุรกิจที่เขาใช้ เช่น สภาวะแวดล้อมของประเทศว่าเอื้ออำนวยให้ธุรกิจและองค์กรต่างๆ ดำเนินงานได้อย่างสร้างสรรค์หรือไม่ ก็จะชี้ได้ว่าเห็นทีจะต้องปรับปรุงอีกมาก ยิ่งในภาวะที่จะเป็น AEC (ASEAN Economic Community) ที่ประเทศจะต้องเปิดมากขึ้น

ยิ่งถ้ามาดูต่อไปว่า ประเทศไทยมีงบประมาณในการทาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันเพียง 0.2% ของ GDP (Gross Domestic Production) ต่ำกว่ามาเลเซีย ซึ่งมีอยู่ 0.7% ของGDP และสิงคโปร์ซึ่งอยู่ที่ 20.9% ของ GDP นอกจากนี้ เอกชนเองก็ยังลงทุนน้อยกว่ารัฐบาลคือประมาณ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนของรัฐบาล กำลังคนเองก็มีปัญหาเนื่องจากประเทศไทยมีกำลังคนในการทาวิจัยและพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ประมาณ 9 คนต่อประชากร 10,000 คน ในปี ค.ศ. 2012 แต่ก็ยังดีกว่ามาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ที่มีอยู่ 7 คน 1 คนและ 1 คน ตามลำดับ ต่อประชากร 10,000 คนแต่สิงคโปร์มีอยู่ถึง 72 คนต่อประชากร 10,000 คน ขณะที่ตัวเลขทั่วๆ ไปที่ถือว่าใช้ได้ก็คือผู้วิจัย 26 คนต่อประชากร 10,000 คน

เหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีกว่าจะเป็น AEC ก็ต้องช่วยกันผลักดัน มองในแง่บวกรัฐบาลเองก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะเพิ่มค่าใช้จ่ายในการทาวิจัยและพัฒนาให้เป็น 1% ของ GDP แผนพัฒนา 10 ปี ด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ฯลฯ ฉบับแรกของไทย ที่เพิ่งผ่าน ครม.ไปเมื่อส.ค. ปีที่แล้ว ก็วางไว้ว่าจะเพิ่มกำลังคนที่จะทำการศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็น 15 คนต่อประชากร 10,000 คน นอกจากนี้ยังจะมองว่าให้เอกชนลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ให้รัฐบาลลงทุนเพียง 30 เปอร์เซ็นต์

ก็ลองพิจารณากันดูว่า อะไรจะเป็นเรื่องหนักใจที่สุดเรื่องของกำลังคนนั้นต้องแก้ไขตั้งแต่ระบบการศึกษา ค่านิยมของสังคม และยังมาพันกับภาคเอกชนอีกเพราะถ้าภาคเอกชนมีการทาวิจัยพัฒนามากขึ้น นักศึกษาก็จะเลือกประกอบวิชาชีพทางด้านนี้มากขึ้น เพราะมี Carrier Path ที่ดีมีค่าตอบแทนที่คุ้มกับความเหนื่อยยากไม่ใช่เรียนจบแค่ปริญญาตรีหรือปริญญาโทแล้วก็หันเหไปเรียนวิชาอื่นประกอบวิชาชีพอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า

ปัจจุบันภาคเอกชนไทยที่เป็นบริษัทใหญ่ๆ และมีการทาวิจัยพัฒนาก็นับบริษัทได้ และไม่เกิน 8-9 บริษัท ทำอย่างไรจะให้บริษัทเหล่านี้รวมถึง SME (Small and Medium Enterprise) มีแรงจูงใจที่จะทาวิจัยเพิ่มขึ้น

ส่วนงบประมาณในการวิจัยพัฒนาที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1% ของ GDP นั้นไม่น่าจะยาก ถ้าผู้บริหารในระดับการเมืองให้ความสนใจและสั่งการลงมาว่าให้เกิดขึ้นจริงๆ

ที่มา :  พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ (โพสต์ทูเดย์)

อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/773#ixzz2f76ZrTuw

ความเข้าใจผิด และ โอกาส ของไทยใน 6 ประเทศอาเซียน (บทความแนะนำ)

ท่ามกลางความตื่นตัวของคนไทยกับการก้าวสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า และเนื่องจากในวันที่ 8 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันอาเซียน ถือโอกาสที่กระทรวงการต่างประเทศจัดประชุมเอกอัครราชทูตไทยจาก 9 ประเทศในอาเซียนไปเมื่อเร็วๆ นี้ ให้เอกอัครราชทูตไทยในประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 9 ประเทศเล่าว่า สิ่งที่คนไทยควรรู้หรืออะไรที่คนไทยยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเทศอาเซียน และโอกาสของไทยในประเทศนั้นๆ คืออะไร

พิษณุ จันทร์วิทัน ออท.ณ สปป.ลาว
ปัญหาที่พบคือเรายังขาดความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับลาว ตั้งแต่เรื่องการเมือง การปกครอง และสังคม เช่นข้าราชการไทยที่ชายแดนยังไม่เข้าใจว่าลาวเขาปกครองกันอย่างไร เข้าใจว่าเจ้าแขวงของลาวเทียบเท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัดของไทย ทั้งที่เขาเป็นกรรมการศูนย์กลางพรรคซึ่งเทียบเท่ากับรัฐมนตรี และบางท่านก็เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว การบริหารจัดการของเขาต่างจากเรา เพราะเขาเป็นสังคมนิยม บางอย่างก็ยังมีข้อจำกัด อาทิ เรื่องอยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนและการสร้างครอบครัวความเข้าใจผิดระหว่างกันเกิดได้ง่าย อย่าลืมว่าสื่อต่างๆ ของไทยโดยเฉพาะโทรทัศน์เขาเสพ 100% เขาดูละครและข่าวไทย พูดจาอะไรเขาก็ฟังหมดและเข้าใจกันหมด ฉะนั้นต้องระมัดระวัง ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ให้ไปยกยอปอปั้น แต่เราไม่ควรพูดจาดูแคลนให้ร้ายหรือพูดอะไรไม่ดีต่อกัน

การที่มีชายแดนติดต่อกัน มีเรื่องท้าทายเกิดขึ้นทุกวัน ทั้งจากการไม่รู้กฎหมาย การค้าขายต้องทำอย่างสุจริต มองถึงประโยชน์ระยะยาว ไม่ใช่คิดแค่ตีหัวเข้าบ้านหรือทำอะไรนอกระบบ

ขณะที่ โอกาสของไทยคือโอกาสจากการพูดภาษาและมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน ความเข้าอกเข้าใจก็มีมากกว่าประเทศอื่น ลาวยังเป็นประเทศที่มีศักยภาพและเป็นศูนย์กลางเช่นเดียวกับไทย ยังมีโอกาสพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวได้อีกมาก ถ้าเส้นทางคมนาคมสะดวก ไทย-ลาวสามารถร่วมมือกันได้อีกมาก ตั้งแต่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวร่วมกันหรือการย้ายฐานการผลิตไปยังลาว.

มารุต จิตรปฏิมา ออท. ณ สิงคโปร์
สิ่งได้ทราบก่อนเดินทางมาประจำการที่สิงคโปร์คือคนไทยมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิงคโปร์ โดยมองว่าเวลาไทยเกิดเหตุอะไร สิงคโปร์จะเสนอข่าวเยอะมาก ใช้โอกาสในการทำให้ไทยดูไม่ดีเพราะเป็นคู่แข่งกัน เพื่อที่เขาจะได้ดูดีขึ้นในสายตาของคนอื่น ชอบแทงข้างหลัง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะข่าวที่ดีเกี่ยวกับไทยสิงคโปร์ก็นำเสนอ อย่างที่กรุงเทพฯได้รับรางวัลเมืองน่าเที่ยวอันดับหนึ่ง สื่อสิงคโปร์ก็นำเสนอเช่นกัน โดยมองว่าสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กมาก เขาอยู่ได้ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ การที่เขาจะพัฒนาเศรษฐกิจให้ดีก็ต้องขึ้นกับสภาพแวดล้อมในภูมิภาคที่ดีด้วย อยากให้เข้าใจว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่เปราะบางต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของโลก สิงคโปร์ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับไทย เพราะเขาต้องการมิตร ถ้าสถานการณ์ในไทยไม่ดีก็มีผลกระทบกับสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน แต่สิงคโปร์เขาชัดเจนในสิ่งที่เขาคิด ผลประโยชน์ประเทศต้องมาก่อน ถ้าผลประโยชน์ขัดกันเขาก็บอกว่าไม่

ส่วนโอกาสของไทยในสิงคโปร์ ในฐานะที่เขาเป็นประเทศที่นำเข้าอาหาร สินค้าสำเร็จรูปและผักผลไม้ก็มีโอกาสมาก โดยเฉพาะสินค้าออร์แกนิก ปัจจุบันสิงคโปร์เข้ามาทำคอนแทร็กต์ฟาร์มิ่งในไทย แต่เนื่องจากเขามีกฎระเบียบเข้มงวดโดยเฉพาะเรื่องสุขอนามัยพืชและสัตว์จึงต้องระวังไม่ให้มีสารตกค้าง ถ้าเราผลิตสินค้าได้ดีและมีคุณภาพก็จะเป็นที่ต้องการของเขา เพราะไทยมีข้อดีที่อยู่ใกล้ การขนส่งก็ทำได้ไม่ลำบาก นอกจากนี้ 15% ของตลาดอาหารฮาลาลทั่วโลกก็เป็นของสิงคโปร์ หากหาคู่ค้าที่ดีก็น่าจะมีโอกาส แต่ทั้งหมดนั้นเราต้องวิจัย พัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุมคุณภาพให้ได้ด้วย

ภาสกร ศิริยะพันธุ์ออท. ณ อินโดนีเซีย
คนไทยอาจรู้จักอินโดนีเซียน้อยกว่าเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน เพราะความห่างไกลทางภูมิศาสตร์ คนไทยเดินทางไปอินโดนีเซียปีละ 7-8 หมื่นคน ขณะที่ คนอินโดนีเซียมาไทยปีละ 4 แสน ซึ่งถือว่าไม่มากทั้งสองฝ่าย การติดต่อระหว่างประชาชนหรือการท่องเที่ยวยังน้อย ส่วนใหญ่คนที่เดินทาง ไปมาคือนักธุรกิจเพราะอินโดนีเซียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน สินค้าที่ขายในอินโดนีเซียนำเข้าไปจากไทยเยอะ อาทิ สบู่ ยาสีฟัน ซึ่งบริษัทต่างชาติที่ผลิตในไทยส่งไปขาย เขารู้จักอาหารไทย ขณะที่ทุเรียนหมอนทองก็เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมแพร่หลาย

อินโดนีเซียเป็นคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในอาเซียน ข้อดีคือไม่มีความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างกัน อินโดนีเซียเป็นมุสลิมสายกลาง ไม่สุดโต่ง กระทั่งรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียยังให้การรับรองศาสนาถึง 6 ศาสนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการนับถือศาสนาต่างไม่ใช่อุปสรรคในการติดต่อระหว่างกัน แต่เป็นเพราะความห่างไกล
โอกาสในอินโดนีเซียคือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ประชากรมากถึง 248 ล้านคน ในจำนวนนี้ 118 ล้านคนอยู่ในวัยทำงาน และ 74 ล้านคนเป็นชนชั้นกลางซึ่งมีกำลังซื้อมาก เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตจากการส่งออกสินค้า แต่การบริโภคและการลงทุนในประเทศก็สำคัญ โดยเฉพาะขณะนี้อินโดนีเซียเปิดให้มีการลงทุนในประเทศซึ่งก็มีผู้สนใจเข้าไปลงทุน แต่ขณะนี้นักธุรกิจไทยยังเข้าไปไม่มาก จะมีก็แต่รายใหญ่อย่างซีพี บ้านปู เอสซีจี หรือ ปตท. ส่วนรายย่อยมักจะเป็นการเอาของไปขายให้กับคนชั้นกลาง อาทิ เครื่องประดับ เสื้อผ้า เพราะตลาดใหญ่มาก

ข้อเสียคืออินโดนีเซียเป็นเกาะถึง 17,900 เกาะ ต้นทุนการขนส่งสินค้าสูง ท่าเรือยังไม่มาก เป้าหมายสำคัญของเขาคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุน

กฤต ไกรจิตติออท. ณ มาเลเซีย
ประวัติศาสตร์ไทย-มาเลเซีย มีความใกล้ชิดกันตั้งแต่อดีต 4 รัฐทางเหนือของมาเลเซียมีความใกล้ชิดกับไทยเป็นพิเศษ ตวนกูอับดุล ราห์มาน บิดาแห่งเอกราชของมาเลเซีย ซึ่งเป็นลูกเจ้าพระยาไทรบุรีก็มีแม่เป็นคนไทย มองว่าเรามีบรรพบุรุษร่วมกันมา ผู้คนในกลันตัน เคดะห์ ปะลิส ก็มีญาติพี่น้องอยู่ในไทย ดังนั้น มาเลเซียจึงไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน แต่เป็นญาติพี่น้องนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค ของมาเลเซียกล่าวกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า มาเลเซียต้องช่วยเหลือไทยในการแก้ไขปัญหาภาคใต้เพราะความมั่นคงของไทยก็คือความมั่นคงของมาเลเซียและอาเซียน หากปัญหายังมีการค้าขายลงทุนในพื้นที่ก็จะไม่สะดวก จึงให้ความสำคัญลำดับต้นกับการพัฒนาพื้นที่ชายแดนทางตอนเหนือของมาเลเซียและตอนใต้ของไทย

โอกาสของไทยในมาเลเซียคือธุรกิจที่เกี่ยวกับโลกมุสลิมซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องอาหารฮาลาล แต่ยังรวมถึงเรื่องท่องเที่ยว มาเลเซียมองตัวเองเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวมุสลิม ดังนั้น จึงน่าจะร่วมมือทางธุรกิจกันได้ และยังมีเรื่องยางพารา นอกจากนี้ การค้าชายแดนก็จะมีบทบาทสำคัญ เพราะถนนหนทางไปสิงคโปร์ก็ต้องผ่านมาเลเซียแต่ยังคงมีปัญหารถสินค้าติดที่ด่าน ขณะที่รถโดยสารขนาดใหญ่ของไทยก็ยังเข้าไปที่มาเลเซียไม่ได้

ธัชชยุติ ภักดีออท. ณ กัมพูชา
มองว่ากัมพูชาเป็นประเทศยากจน ไม่มีการพัฒนาการทำธุรกิจ เพราะเห็นแค่ที่คนกัมพูชามาเป็นแรงงาน แต่ขณะนี้คนกัมพูชาซึ่งเคยอยู่ในต่างประเทศกลับเข้ามาทำธุรกิจในกัมพูชามากขึ้น นักธุรกิจในกัมพูชาปัจจุบันเป็นคนรุ่นใหม่เข้ามาเศรษฐกิจกัมพูชาจึงเหมือนเข้าสู่ยุคใหม่ และอย่านึกว่านักธุรกิจกัมพูชาไม่เก่ง หลายคนกลับมาจากออสเตรเลียและสหรัฐ คนมี กำลังซื้อก็มีมาก นอกจากนี้ เขายังมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำมาก สามารถผลิตสินค้าเกษตรเลี้ยงตัวเองและส่งออกได้ อย่างไรก็ดี หากจะเข้าไปทำธุรกิจในกัมพูชา เราก็ต้องฉลาดในการดำเนินการ ต้องศึกษาหาข้อมูล ทราบถึงกฎหมายกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ดี

โอกาสในการลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชา ที่จริงก็มีบริษัทไทยรายใหญ่ไปลงทุนอยู่แล้ว อาทิ สิ่งทอ รองเท้า และโรงสี นอกเหนือจากนี้การที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปนครวัดนครธมมากซึ่งปีนี้คาดว่าจะถึง 4 ล้านคน ไทยน่าจะส่งผักผลไม้และดอกไม้เข้าไปได้ เพราะกัมพูชาก็ชื่นชมที่ไทยมีความสามารถทางด้านเกษตรดีมาก

ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย ออท. ณ ฟิลิปปินส์
คนยังเข้าใจว่าฟิลิปปินส์เป็นประเทศยากจนทั้งที่จริงแล้วฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากร แต่มีประชากรมากทำให้มีปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ แม้จะมีคนจนมากแต่ก็มีคนรวยระดับโลกเยอะเช่นกัน ความจริงแล้วฟิลิปปินส์มี ศักยภาพสูง มีบุคลากรระดับโลกมาก ความสามารถด้านภาษาอังกฤษก็สูง คนฟิลิปปินส์ที่ไปทำงานทั่วโลกมีทั้งนักบัญชี วิศวกร ผู้บริหาร หรือกระทั่งครูในโรงเรียนนานาชาติ ดังนั้น ฟิลิปปินส์มีความพร้อมหลายอย่าง แต่คนอาจเห็นข่าวว่าบ้านเมืองเขาจลาจลวุ่นวาย แต่คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ เป็นคาทอลิกเคร่งครัด

โอกาสในการลงทุน และปัญหารวมถึงอุปสรรคของฟิลิปปินส์ก็มีเหมือนประเทศอื่นๆ คือต้องศึกษาให้ดี และควรหาหุ้นส่วนในการทำธุรกิจ ไม่ใช่เข้าไปลุยทำเลยเพราะสังคมฟิลิปปินส์รวมตัวกันเหนียวแน่นมาก เขายึดคำกล่าวว่า family first, friend second บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในฟิลิปปินส์มีไม่ถึง 10 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ส่วนเอสเอ็มอีการเข้าไปลงทุนอาจทำได้ลำบาก แต่การส่งสินค้าไปขายน่าจะทำได้ เพราะคนในประเทศมีมากกว่า 100 ล้านคน

โดย : วรรัตน์ ตานิกูจิ

อ่านต่อ: http://www.thai-aec.com/822#ixzz2f75Im1vX

ทำความรู้จัก GMS ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก เฟซบุ๊ก คลับหอการค้าจังหวัดทั่วประเทศ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินคำว่า GMS ในข่าวเศรษฐกิจกันอยู่บ่อย ๆ และอาจสงสัยว่า GMS นี้คืออะไร แล้วมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจบ้านเราอย่างไร วันนี้กระปุกดอทคอม มีข้อมูลมาฝากเพื่อน ๆ กันจ้า

กรอบความร่วมมือ GMS (Greater Mekong Subregion) หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ประกอบไปด้วย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยจะครอบคลุมเนื้อที่ 2.34 ล้านตารางกิโลเมตร  มีประชากรรวม 257.5 ล้านคน

โดยโครงการนี้มีชื่อเต็มว่า GMS Economic Corridors หรือก็คือ ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน, ยกระดับการครองชีพ, การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน, การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน คือ สนับสนุนให้มีการเชื่อมโยงระหว่างกัน (Connectivity) เพื่อให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) โดยการรวมกลุ่มกันในอนุภูมิภาค (Community)

โครงการนี้ได้รับเงินอุดหนุนจาก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ADB (Asian Development Bank) ในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานหลายแขนง โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมทางถนน แต่ก็รวมถึงระบบไฟฟ้า โทรคมนาคม สิ่งแวดล้อม และกฎหมายด้วย

สำหรับสาขาความร่วมมือของ GMS มี 9 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

โดยแผนงานที่มีความสำคัญในลำดับสูง (Flagship Programs) จำนวน 11 แผนงาน ได้แก่

 1) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

 2) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic
Corridor)

 3) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

 4) แผนงานพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม (Telecommunications Backbone)

 5) แผนงานซื้อขายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า (Regional Power Interconnection and Trading Arrangements)

 6) แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน(Facilitating Cross-Border Trade and Investment)

 7) แผนงานเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน (Enhancing Private Sector Participation and Competitiveness)

 8) แผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะความชำนาญ (Developing Human Resources and Skills Competencies)

 9) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อม (Strategic Environment Framework)

 10) แผนงานการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการทรัพยากรน้ำ (Flood Control and Water Resource Management)

 11) แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)

แนวทางการดำเนินงานภายใต้กรอบ GMS

 1. โครงการพัฒนาภายใต้กรอบความร่วมมือ GMS ในปัจจุบันส่วนใหญ่เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา และสะพานข้ามแม่น้ำโขงตามแนวพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจที่สำคัญ 3 แนว คือ แนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridors), แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) และแนวใต้ (Southern Economic Corridor)

 2. ADB ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักด้านเงินทุนและวิชาการของการพัฒนาโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจ GMS โดยการจัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการ(RETA 6450: Enhancing Transport and Trade Facilitation in GMS) เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าและการขนส่ง โดยเน้น 4 เรื่องหลัก ๆ คือ

(1) การสร้างความเข้มแข็งด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS)

(2) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ระดับประเทศและอนุภูมิภาค GMS เพื่อลดอุปสรรคทางด้านกฎระเบียบ และต้นทุนด้านค่าใช้จ่ายและเวลา

(3) การจัดตั้งองค์กร/สถาบันผู้เชี่ยวชาญในการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่งและการค้า

(4) การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันในอนุภูมิภาค

ซึ่งใน 3 กิจกรรมแรกอยู่ระหว่างการหารือในเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการใช้มาตรการ SPS และโลจิสติกส์ ของประเทศสมาชิก GMS ซึ่งกรมการค้าต่างประเทศในฐานะผู้ประสานงานหลักในสาขาการอำนวยความสะดวกทางการค้าก็ได้ชี้แจงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าต่างประเทศเพื่อใช้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการทั้งสองของ ADB ต่อไป

ปัจจุบัน แนวพื้นที่เศรษฐกิจ (Economic Corridor) ใน GMS แบ่งออกเป็น 3 แนว ได้แก่ แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC), แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North South Economic Corridor: NSEC) และแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

1. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC) เชื่อมโยงเวียดนาม-ลาว-ไทย-พม่า

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC) เป็น
การเชื่อมโยงพื้นที่ด้านตะวันออกจากเวียดนาม ผ่าน สปป.ลาว บนเส้นทาง R 9 ข้ามสะพานแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 เข้าสู่ไทย และไปสู่สหภาพพม่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างทะเลจีนใต้กับทะเลอันดามัน โดยมีระยะทางรวมประมาณ 1,450 กิโลเมตร

 เส้นทาง R9 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

เมาะละแหม่ง – เมียวะดี (พม่า) – แม่สอด – พิษณุโลก – ขอนแก่น – กาฬสินธุ์ – มุกดาหาร (ไทย) – สะหวันนะเขต – แดนสะหวัน (ลาว)- ลาวบาว – เว้ – ดองฮา – ดานัง (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : เมียวะดี (พม่า) – แม่สอด (ไทย)
(ii) จุดข้ามแดน : มุกดาหาร (ไทย) – สะหวันนะเขต (ลาว)
(iii) จุดข้ามแดน : แดนสะหวัน (ลาว) – ลาวบาว (เวียดนาม)

 แนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (R 9)

ถนน แม่สอด – มุกดาหาร (770 กม.) – ยกระดับให้เป็นทางด่วน 4 เลน

- เป็นทางด่วน 4 เลนแล้ว (233 กม.)
- อยู่ระหว่างก่อสร้าง (75 กม.)
- วางแผนที่จะยกระดับภายใน 5 ปี (262 กม.)

สะพาน สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต)

- สร้างเสร็จแล้ว โดยได้รับเงินกู้จาก JBIC
- เปิดใช้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549

 EWEC มีจุดที่เชื่อมต่อกับเส้นทางในแนวเหนือ-ใต้หลายเส้นทาง ได้แก่ 

(1) ย่างกุ้ง- ดาไว

(2) เชียงใหม่-กรุงเทพฯ

(3) หนองคาย- กรุงเทพฯ

(4) เส้นทางหมายเลข 13 ในลาว

(5) ทางด่วน 1A ในเวียดนาม

EWEC จึงมีบทบาทสำคัญในการเป็นทางเปิดไปสู่ท่าเรือสำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคกลางของลาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เมืองขนาดกลางหลายเมืองในประเทศ GMS 4 ประเทศ

 วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม EWEC คือ 

(1) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และการพัฒนาระหว่างประเทศลาว พม่า ไทย และเวียดนาม

(2) เพื่อลดต้นทุนการขนส่งในพื้นที่ และทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและคนโดยสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

(3) เพื่อลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชนบทและพื้นที่ชายแดน เพิ่มรายได้ในกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำ สร้างโอกาสการจ้างงานสำหรับสตรี และส่งเสริมการท่องเที่ยว และเน้นการสร้างโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและการท่องเที่ยว

 โครงการด้านการขนส่งภายใต้ EWEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. การพัฒนาเส้นทางการขนส่งตะวันออก-ตะวันตก

2. การพัฒนาการขนส่งทางน้ำ

3. การพัฒนาเส้นทางรถไฟ

4. การปรับปรุงท่าอากาศยานสะหวันนะเขต

5. การอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน

6. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

 โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้แก่

7. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

8. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

9. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

10. การพัฒนาการท่องเที่ยว

11. การริเริ่มเขตเศรษฐกิจ

12. การริเริ่มของคณะทำงาน AMEICC (Japan) ในการพัฒนาพื้นที่ตะวันตก-ตะวันออก

2. แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North South Economic Corridor: NSEC) เชื่อมโยงไทย-พม่า/ลาว-จีน

 NSEC ประกอบด้วยเส้นทางหลัก 3 เส้นทาง ได้แก่

(1) เส้นทาง R3E : คุนหมิง – ยูซี – หยวนเจียง – โมเฮย – ซิเมา – เฉียวเมิงหยาง – บ่อหาน (จีน) – บ่อเต็น – ห้วยทราย (ลาว) – เชียงของ – เชียงราย – ตาก – กรุงเทพฯ (ไทย)
(i) จุดข้ามแดน : บ่อหาน (จีน) – บ่อเต็น (ลาว)
(ii) จุดข้ามแดน : ห้วยทราย (ลาว) – เชียงของ (ไทย)

(2) เส้นทาง R3W : เชียงตุง – ท่าขี้เหล็ก (พม่า) – แม่สาย – เชียงราย – ตาก – กรุงเทพฯ (ไทย)

(i) จุดข้ามแดน: ท่าขี้เหล็ก (พม่า) – แม่สาย (ไทย)

(3) เส้นทาง R5 : คุนหมิง – หมี่เหลอ – หยินซ่อ – ไคหยวน – เม่งซือ – เฮียโค่ว (จีน) – ลาวไค – ฮานอย – ไฮฟอง (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน: เฮียโค่ว (จีน) – ลาวไค (เวียดนาม)

 แนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (R3)

ไทย – สปป.ลาว – จีน (R3E)

ถนน
- กรุงเทพฯ – เชียงราย (830 กม.)
- เชียงราย – เชียงของ (110 กม.)
- ถนนในสปป.ลาว (228 กม.)

สะพาน
- สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ (ADB ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค)

ไทย – พม่า –จีน (R3W)

ถนน
- กรุงเทพฯ – แม่สาย (890 กม.)
- New Mae Sai Bypass (8 กม.)

สะพาน
- สะพานข้ามแม่น้ำสายแห่งที่ 2

 วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม NSEC คือ 

(1) เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าและการพัฒนาระหว่างลาว พม่า ไทย เวียดนาม และจีน

(2) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งในพื้นที่ภายใต้โครงการและทำให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและคนมีประสิทธิภาพ

(3) เพื่อลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชนบทและชายแดน เพิ่มรายได้ของกลุ่มคนรายได้ต่ำ สร้างโอกาสในการจ้างงานสำหรับสตรี และส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

 โครงการด้านการขนส่งภายใต้ NSEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงการปรับปรุงถนน เชียงราย – คุนหมิง ผ่านลาว

2. โครงการปรับปรุงถนน เชียงราย – คุนหมิง ผ่านพม่า

3. โครงการปรับปรุงถนน ห้วยโก๋น (จ.น่าน) – ปากแบ่ง – อุดมไชย – บ่อเต็น – เชียงรุ้ง – คุนหมิง

4. โครงการเส้นทางคมนาคม คุนหมิง – ฮานอย- ไฮฟอง

5. การยกระดับเส้นทางรถไฟคุนหมิง – ไฮฟอง – ยินเวียน – ลาวไค และเส้นทางรถไฟต้าลี่ – หลุ่ยลี่

6. การพัฒนาท่าอากาศยานที่หลวงน้ำทาและห้วยทราย

7. การพัฒนาพื้นที่ตอนบนของ Lancang / ความตกลงว่าด้วยการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้ำโขง

8. การอำนวยความสะดวกข้ามพรมแดนในการเคลื่อนย้ายสินค้าและคน

9. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

 โครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ

10. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

11. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

12. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13. การพัฒนาการท่องเที่ยวในแม่น้ำโขง

14. การศึกษาก่อนการลงทุนในเขตเศรษฐกิจเหนือ-ใต้

15. การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนพิเศษในจังหวัดเชียงราย

3. แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เชื่อมโยงไทย-กัมพูชา-เวียดนาม

แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เป็นการพัฒนาแนว เส้นทางเชื่อมระหว่างไทย-กัมพูชา-เวียดนาม มีเส้นทางสำคัญ 2 เส้นทางคือ เส้นทาง R1 และ R10

 เส้นทาง R1 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

กรุงเทพฯ – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – อรัญประเทศ หรือ กรุงเทพฯ – แหลมฉบัง – พนมสารคาม – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – อรัญประเทศ (ไทย) – ปอยเปต – ศรีโสภณ – เปอสาด – พนมเปญ –นาคหลวง – บาเวด (กัมพูชา) – มอคไบ – โฮจิมินต์ซิตี้ – วังเตา (เวียดนาม)
(i) จุดข้ามแดน : อรัญประเทศ (ไทย) – ปอยเปต (กัมพูชา)
(ii) จุดข้ามแดน : บาเวด (กัมพูชา) – มอคไบ (เวียดนาม)

 เส้นทาง R10 มีจุดเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่าง ๆ ดังนี้

กรุงเทพฯ – ตราด – หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม – เกาะกง – สะแรอัมเปิล – กำพต – ลอก (กัมพูชา) – ฮาเตียน – คาเมา – นามคาน (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม (กัมพูชา)

 วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม SEC คือ 

(1) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค สนับสนุนการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ สนับสนุนการขยายตัวของการค้าและการลงทุน และอำนวยความสะดวกการแลกเปลี่ยนและการพัฒนาตามแนวพื้นที่ด้านตะวันออก-ตะวันตก ระหว่างไทย กัมพูชา เวียดนาม และบางส่วนทางตอนใต้ของลาว

(2) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่ครอบคลุมเมืองสำคัญใน ไทย กัมพูชา และเวียดนามโดยผ่านโครงสร้างเครือข่ายถนนและทางรถไฟ

 โครงการด้านการขนส่งภายใต้ SEC ที่สำคัญ ได้แก่

1. โครงการปรับปรุงเส้นทาง R1 กรุงเทพฯ – พนมเปญ – โฮจิมินห์ซิตี้ – วังเตา

2. โครงการพัฒนาเส้นทาง R 10 กรุงเทพ – เกาะกง – กำพต (กัมพูชา) – ฮาเตียน – คาเมา – นามคาน (เวียดนาม)

3. โครงการปรับปรุงเส้นทาง ตอนใต้ของลาว – สีหนุวิลล์

4. โครงการพัฒนาเส้นทางตะวันตกตอนกลางของกัมพูชา – ตะวันออก

5. โครงการพัฒนาทางรถไฟ ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม

6. โครงการปรับปรุงท่าเรือในพนมเปญและสีหนุวิลล์ (กัมพูชา) และในวังเตา (เวียดนาม)

7. โครงการยกระดับท่าอากาศยานปากเซ (ลาว) และท่าอากาศยานรัตนคีรีและสะตรึงเตร็ง (กัมพูชา)

8. การอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน

9. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง

 โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ได้แก่

10. การเชื่อมโยงระบบสายส่งไฟฟ้า

11. การส่งเสริมการจัดทำความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาค

12. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม

13. การพัมนาการท่องเที่ยวแม่น้ำโขง

14. แผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-กัมพูชา

4. แนวพื้นที่เศรษฐกิจอื่น

(1) เส้นทาง : คุนหมิง – ฉูฉง – ต้าลี่ – เป่าซาน – หลุ่ยลี่ (จีน) – มูเซ – ลาชิโอ (พม่า)

(i) จุดข้ามแดน : หลุ่ยลี่ (จีน) – มูเซ (พม่า)

(2) เส้นทาง : เวียงจันทน์ – บ้านลาว – ท่าแขก – เซโน – ปากเซ (ลาว) – สะตรึงเตร็ง – Kratie – พนมเปญ – สีหนุวิลล์

(i) จุดข้ามแดน : ชายแดนเวียนขาม (ลาว) – ดองกระลอ (กัมพูชา)

(3) เส้นทาง : นาเตย – อุดมไชย – ปักมอง – หลวงพระบาง – เวียงจันทน์ – ท่านาแล้ง (ลาว) – หนองคาย – อุดรธานี – ขอนแก่น – กรุงเทพฯ (ไทย)

(i) จุดข้ามแดน : ท่านาแล้ง (ลาว) – หนองคาย (ไทย)

(4) เส้นทาง : เวียงจันทน์ – ปอลิคัมไซ (ลาว) – ฮาติน (เวียดนาม)

(i) จุดข้ามแดน : นำเพา (ลาว) – เคาโทร (เวียดนาม)

(5) เส้นทาง : จำปาสัก (ลาว) – อุบลราชธานี (ไทย)

(i) จุดผ่านแดน : วังเตา (ลาว) – ช่องเม็ก (ไทย)

ทั้งนี้ สำหรับจังหวัดของไทยซึ่งตั้งอยู่ตามแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ (Economic Corridors) มี 26 จังหวัด สามารถสรุปได้ดังนี้

 แนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) ประกอบด้วย 7 จังหวัด ได้แก่ ตาก สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร

 แนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC) ประกอบด้วย 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง นครสวรรค์ อยุธยา ลำพูน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร (ตาก พิษณุโลก) กรุงเทพฯ

 แนวตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) ประกอบด้วย 8 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี

ผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนา

 1. ระดับประเทศ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวพื้นที่พัฒนาซึ่งเป็นพื้นที่ยากจนส่งผลต่อการกระจายรายได้และบรรเทาความยากจนประชาชน ผ่อนคลายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงทั้งภายในและประเทศเพื่อนบ้าน บริการทางการศึกษา สาธารณสุข เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

 2. ระดับกลุ่ม GMS ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของ GMS กับกลุ่มประเทศอื่นในที่สุด

 3. แนวทางการดำเนินการร่วม 6 ประเทศ ประกอบด้วย การพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยง และพัฒนาพื้นที่เป้าหมายหลัก ปรับปรุงนโยบาย กฎระเบียบ พิธีการ แผนงานการสนับสนุนระบบข้อมูลการค้าและการลงทุน การศึกษาวิจัยโครงการต่าง ๆ การพัฒนาทักษะฝีมือ โดยเฉพาะในพื้นที่เป้าหมาย เพิ่มความสามารถในการเข้าถึงแหล่งทุนและเงินอุดหนุน การพัฒนาองค์กรและสถาบันเพื่อรองรับการพัฒนาในพื้นที่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
npu.ac.th
siamintelligence.com
nesdb.go.th
thaifta.com