ไทย-ลาวร่วมเปิดโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ มูลค่า 300 ล้าน เตรียมขยายเป็นศูนย์กลางผลิต

เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2557 ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว พร้อมด้วย ท่านทอนแก้ว เจ้าเมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ท่านดร.บุญถึง เพ็งทะวงสา หัวหน้าห้องว่าการ กระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว นางอุนนดา พฤฒินารากร ประธานบริษัทSCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด ผู้ประกอบการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าของไทย นายพิสิษฐ อ้นมา ประธานบริษัทแม่โขง ไอ วี เอ็ม จำกัด และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องทั้งทางการไทยและลาว ร่วมเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าน้ำตกตาดสะแลน แห่งแรกของเมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ในงบประมาณก่อสร้าง จำนวน 300 ล้านบาท


ภายใต้การลงทุนของผู้ประกอบการไทย 100 เปอร์เซ็นต์ คือ บริษัท SCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด มีกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 32 เมกะวัตต์ ดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2010  แล้วเสร็จเมื่อปี 2012 ทดลองใช้งานเป็นเวลาประมาณอีก 1 ปี จนกระทั่งมีความพร้อมในเรื่องระบบผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้กับไฟฟ้าของทางการลาว ในระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ที่จะส่งจ่ายไปใช้ในครัวเรือนตามหมู่บ้านต่างๆ ที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ 

นอกจากนี้ ในอนาคตทางการลาวได้ร่วมกับผู้ประกอบการไทย เตรียมพร้อมขยายโครงการก่อสร้างเขื่อนพลังงานน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าที่ไร้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รองรับการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของไทยในอนาคต ซึ่งทางการลาวมีเป้าหมายในปี 2019 จะมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำกว่า 50 แห่ง มูลค่าการก่อสร้างตั้งแต่ 300 – 4,000 ล้านบาท เพื่อจะเป็นประเทศศูนย์กลางในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญ ภายใต้ชื่อ แบตเตอรี่ แห่งเอเชีย ในอนาคต  ที่จะมีการผลิตมูลค่าเป็นเงินปีละหลาย 1,000 ล้านบาท

ท่านคำมะนี อินทิลาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ สปป.ลาว กล่าวว่า สำหรับสปป.ลาว ถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเอื้ออำนวย บวกกับทรัพยากรธรรมชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์ โดยทางรัฐบาลลาวมีแนวทางนโยบายในการที่จะพัฒนาก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ผลิตกระแสไฟฟ้าต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำมีมากกว่า 30 แห่ง ที่ดำเนินก่อสร้างแล้วเสร็จ มีกำลังผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 1 – 1,000 เมกกะวัตต์ และมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่อีก 2 -3 แห่ง ที่มีกำลังการผลิตประมาณ 300 – 400 เมกกะวัตต์

เช่นเดียวกันกับเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำตกตาดสะแลน ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่พึ่งก่อสร้างแล้วเสร็จ มีผู้ประกอบการลงทุนจากไทย คือ บรัท เอสซีไอ มาลงทุนประมาณ 30 ล้าน ในการก่อสร้างสัมปทานประมาณ 30 ปี ในกำลังการผลิต 32 เมกกะวัตต์ ถือเป็นความสำเร็จจุดแรกของแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ทำให้ประชาชนชาวลาวบางพื้นที่ยังขาดแคลนไฟฟ้าได้ใช้ไฟฟ้าส่องสว่าง และประกอบอาชีพหัตถกรรม อุตสาหกรรม และรองรับการขยายความเติบโตของเมือง  

 

ในอนาคตประมาณปี 2016 ลาวจะมีเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ กว่า 30 แห่ง  มีกำลังการผลิตประมาณ 5,000 เมกกะวัตต์  และในปี 2019 จะมีมากกว่า 50 แห่ง ที่สามารถมีกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 7,000 เมกกะวัตต์ โดยจะขยายโครงการต่อเนื่องไปถึงปี 2020 

 

ทั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาลลาวที่สามารถสร้างความร่วมมือในการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ กลายเป็นภารกิจสำคัญที่สามารถดึงนักลงทุนจากไทยมาลงทุน เป็นเงินมหาศาล พร้อมจะขยายโครงการต่อเนื่องไปยังระบบสายส่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันทำให้สปป.ลาว มีไฟฟ้าครอบคลุมพื้นที่กว่า 86 เปอร์เซ็นต์  ถือเป็นความสำเร็จของ สปป.ลาว ในการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ และพร้อมที่จะขับเคลื่อนโครงการขยายกำลังส่งไปสู่ประเทศใกล้เคียง ทั้งไทย เวียดนาม และจีนรองรอบปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้า เตรียมพร้อมพัฒนาให้สปป.ลาว เป็นศูนย์กลางการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของเอเชีย โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าเงินปีละหลาย 1,000 ล้านบาท 

 

ด้านนางอุนนดา  พฤฒินารากร  ประธานบริษัท SCI เมนูเฟคเจอเรอร์ จำกัด ผู้ประกอบการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำผลิตกระแสไฟฟ้าของไทย กล่าวว่า เดิมทางบริษัทประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าครบวงจรมายาวนานกว่า 40 ปี จนเป็นที่ยอมรับของประเทศไทย ทำให้มีศักยภาพ และความมั่นคงในการพัฒนาฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านในรูปแบบอื่นๆ นอกจากการผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับการไฟฟ้า จนได้รับคำแนะนำจาก นายพิสิษฐ  อ้นมา ประธานบริษัทแม่โขง  ไอวีเอ็ม ที่มีศักยภาพในการเจรจาลงทุนกับทางการลาว เป็นที่มาของการประสบความสำเร็จในการลงทุนก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำในลาวเป็นจุดแรก คือ เขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำตกตลาดสะแลน กำลังการผลิต 3.2 เมกกะวัตต์  เพื่อขายกระแสไฟฟ้าให้ทางการไฟฟ้าลาว ในระยะเวลาสัมปทานประมาณ 30 ปี  ถือเป็นการเริ่มต้นในการก่อสร้างโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรก ของแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2010  -2012  และทดลองใช้งานมาเป็นเวลา 1 ปี  สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 14.3 ล้านหน่วยต่อไป  และในปี 2014 คาดว่าจะสามารถผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 16.5 ล้านหน่วยต่อปี มูลค่าเป็นเงินไม่ต่ำกว่าปีละ 40 -50 ล้านบาท    

 

ทั้งนี้ ทางบริษัทยอมรับว่าเป็นการลงทุนที่มั่นคง สอดคล้องแนวทางการพัฒนาตามนโยบายของรัฐบาลลาว ที่ต้องการพัฒนาโครงการก่อสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำต่อเนื่องให้ ลาว เป็นศูนย์กลางการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สำคัญของเอเชีย ส่งผลดีต่อไทยที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอจากปัญหาความไม่เอื้ออำนวยด้านต่างๆ ซึ่งปัจจุบันไทยต้องซื้อพลังงานไฟฟ้าจากลาว ปีละประมาณ 10,000 เมกกะวัตต์  

 

ที่สำคัญในการดำเนินการก่อสร้างได้เน้นในเรื่องของผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากที่สุด โดยทางการลาวได้กำหนดให้ดำเนินการภายใต้กรอบข้อตกลงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และไม่มีการทำลายธรรมชาติเป็นหลัก และในอนาคตกำลังขยายโครงการก่อสร้างต่อเนื่อง เพื่อเป็นฐานการผลิตไฟฟ้าที่สำคัญของเอเชียตามแผนพัฒนาประเทศของรัฐบาลลาว ที่จะเป็นการดึงดูดนักลงทุนหลายประเทศเข้าไปลงทุนก่อสร้างจำนวนมาก กลายเป็นธุรกิจก่อสร้างที่ ที่จะทำเงินหมุนเวียนสะพัดลำดับต้นๆ เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Cr ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

2557 ปีทองการค้าชายแดน โอกาสการค้าการลงทุน-รับเออีซี

ปี 2556 ที่กำลังจะผ่านไป ถือเป็นปีที่สดใสสำหรับการค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากบรรยากาศการค้าขายตามด่านชายแดนไทยทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคัก และมีมูลค่าการค้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้เป็นเพราะด่านชายแดนหลายแห่งมีศักยภาพในการเจริญเติบโตทางการค้ามากขึ้น และมีปัจจัยบวกจากโอกาสและความท้าทายหลายอย่างเข้ามาเสริม ให้การค้า-การลงทุนขยายตัว อาทิ ปัจจัยด้านภูมิศาสตร์ การผ่อนปรนวีซ่าประเทศเพื่อนบ้าน ไม่นับรวมความชื่นชอบสินค้าไทยของเพื่อนบ้านเป็นการส่วนตัว ที่สำคัญ คือการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะเริ่มในปี 2558

ด้วยเหตุนี้ ทุนธุรกิจไทยและทุนจากประเทศเพื่อนบ้านจึงพาเหรดเข้ามาลงทุนตามแนวชายแดน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคและรับกระแสเออีซีอย่างไม่ขาดสาย ทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ค้าปลีก ท่องเที่ยว โลจิสติกส์ ฯลฯ

 

โดยเฉพาะการลงทุนบริเวณชายแดนที่มีมูลค่าการค้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด่านสะเดา จังหวัดสงขลา, ด่านแม่สอด ตาก, ด่านคลองใหญ่ ตราด, ด่านเชียงของ เชียงราย, ด่านสิงขร ประจวบคีรีขันธ์ ไม่นับรวมด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี ที่จะกลายเป็นประตูการค้าสู่เมกะโปรเจ็กต์ทวายในอนาคต

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ปี 2555 ที่ผ่านมา การค้าชายแดนไทยกับ 4 ประเทศเพื่อนบ้าน คือมาเลเซีย พม่า ลาว และกัมพูชา มีมูลค่ารวมสูงถึง 9.1 แสนล้านบาท

ขณะที่ปี 2556 (มกราคม-ตุลาคม) มูลค่าการค้าพุ่งสูงถึง 7.6 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ร้อยละ 0.48 เป็นการส่งออก 4.6 แสนล้านบาท และนำเข้า 3.0 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 3.05

โดยการค้าชายแดนด้านมาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุดถึง 4.16 แสนล้านบาท รองลงมาได้แก่พม่า มีมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท ลาว 1.08 แสนล้านบาท และกัมพูชา 77.6 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 2 ปีข้างหน้า ตัวเลขรวมดังกล่าวจะขยับสูงขึ้นถึง 1 ล้านล้านบาท

สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ ประกอบด้วยสินค้าในกลุ่มอุปโภค-บริโภค ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า, สินค้าเครื่องจักรกลในการก่อสร้างและส่วนประกอบ, กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์, ไม้แปรรูป ฯลฯ

เมื่อสำรวจด่านชายแดนสำคัญ ๆ พบว่า “ด่านสะเดา″ และ “ด่านปาดังเบซาร์” จังหวัดสงขลา มีนักท่องเที่ยวผ่านเข้าออก 4.6 ล้านคน มีมูลค่าสินค้าส่งออกและนำเข้ารวมกันปีละกว่า 3 แสนล้านบาท และอาจแตะถึง 5 แสนล้านบาท เมื่อประตูเออีซีเปิด “ด่านแม่สอด-เมียวดี” จังหวัดตาก มีมูลค่าการค้าประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในปี 2557 จะพุ่งสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท

“ด่านอรัญประเทศ” จังหวัดสระแก้ว มีมูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นทุกปีกว่า 15-20% ปีงบประมาณ 2556 มีมูลค่าการค้ารวม 5.9 หมื่นล้านบาท เป็นส่งออกกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2555 ที่มีมูลค่าการค้ารวม 4.7 หมื่นล้านบาท

“ด่านสิงขร” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันมีมูลค่าการค้าปีละ 200 ล้านบาท แต่หากเปิดเป็นด่านถาวร คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 3,000 ล้านบาท หรือปีละ 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่ “ด่านคลองใหญ่” จังหวัดตราด มีมูลค่าการค้าทะลุ 3 หมื่นล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้ว

“วิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย เปิดเผยว่า แม้ปีนี้เศรษฐกิจภาคเหนือจะชะลอตัว แต่ภาคการค้าชายแดนดีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งน่าเป็นห่วง คือการผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่มีการเสนอรัฐบาลไว้นานแล้ว แต่กลับต้องหยุดชะงักลงจากปัญหาทางการเมือง เช่น เขตเศรษฐกิจแม่สอด หรือเชียงราย ซึ่งภาคธุรกิจ

อยากให้รัฐบาลดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วน เพื่อผลักดันเศรษฐกิจชายแดนให้เติบโตต่อไป

เช่นเดียวกับ “ประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร” ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชี้ว่า การค้าชายแดนส่งผลให้บรรยากาศการค้าในจังหวัดที่ติดชายแดน สปป.ลาว 10 จังหวัดได้รับผลประโยชน์จากการค้า-การลงทุน และการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก ทั้งนี้ เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับลาวอยู่

ในเกณฑ์ที่ดีมาก สามารถส่งผ่านสินค้าไปประเทศโลกที่ 3 ได้ในอัตราที่สูง โดยเฉพาะด่านใหม่ ๆ เช่น ด่านท่าลี่ จังหวัดเลย ซึ่งจะเป็นด่านรองรับเส้นทางอาร์ 3 ในอนาคต

ด้าน “สุมิตร เขียวขจี” ประธานหอการค้าจังหวัดตราด มองว่า แนวโน้มการค้าชายแดนปี 2557 น่าจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงด้วยปัจจัยบวกหลายอย่าง เช่น การเปิดจุดผ่านแดนถาวรเพิ่มขึ้น ฉะนั้น เมื่อเศรษฐกิจอาเซียนเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน ประตูการค้าชายแดนจะเป็นโอกาสของประเทศไทยอย่างมหาศาล

ขณะที่ “ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์” ประธานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ภาคกลาง เห็นว่า รัฐบาลต้องเร่งผลักดันให้ด่านสิงขร ด่านพุน้ำร้อน เป็นด่านถาวรโดยเร็ว เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ

ทั้งหมดนี้คือโอกาสแห่งการค้าชายแดนไทยในยุคเศรษฐกิจไร้พรมแดน

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

สำรวจผู้บริโภคเพื่อนบ้าน เจาะตลาด “เมียนมาร์-ลาว”

การรู้จักพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศที่เราต้องการไปลงทุนเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ ไม่ว่าธุรกิจใด โดยเฉพาะประเทศใกล้เคียงที่นักธุรกิจไม่ต้องบุกตลาดไกล ๆ อย่าง สปป.ลาวและเมียนมาร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา “ส่องผู้บริโภคลาว เมียนมาร์ อยู่อย่างไร กินอย่างไร” ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกต โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในสาขาอาหารและเฟอร์นิเจอร์ของ สปป.ลาวและเมียนมาร์ จากศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสานอีกด้วย 

“แฟรนไชส์อาหาร” เมียนมาร์

นายธนันทธรรมม์ กัณหะวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Make IT Happen International หนึ่งในผู้ร่วมเสวนา กล่าวว่า ขณะนี้การลงทุนในเมียนมาร์มีความคึกคักมาก ที่สำคัญคือชาวเมียนมาร์มีทัศนคติที่ดีต่อนักลงทุนไทย เนื่องจากนักลงทุนไทยเป็นมิตร มีความเข้าใจในคนท้องถิ่น 

อีกประการหนึ่งคือคนไทยมีความเข้าใจว่าธุรกิจในเมียนมาร์ต้องอาศัยการรอคอย หรือเข้าใจว่ามีการดำเนินการช้า ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวของประชากรในเมียนมาร์จะไม่สูงนัก แต่เริ่มมีกลุ่มธุรกิจที่เริ่มมองลู่ทางการนำแฟรนไชส์จำพวกอาหารและเครื่องดื่มเข้ามาลงทุนในเมียนมาร์แล้ว

นายธนันทธรรมม์กล่าวว่า มีนักธุรกิจชาวเมียนมาร์มาขอคำปรึกษาทางธุรกิจ และดูลู่ทางเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มที่ยังไม่มีในเมียนมาร์ อาทิ ธุรกิจอาหารญี่ปุ่น เพื่อเจาะตลาดคนญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานระยะยาวในเมียนมาร์ 

คาดเทรนด์บ้าน “โมเดิร์น” มาแรง

จากการสำรวจพบว่ามีชาวเมียนมาร์กลุ่มที่กลับมาจากเรียนหรือทำงานต่างประเทศมีรสนิยมในการแต่งบ้านแบบโมเดิร์น การแต่งบ้านแบบนี้จึงน่าจะได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งนี้ ชาวเมียนมาร์ส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับความเป็นอยู่แบบเดิม ๆ 

นายธนันทธรรมม์กล่าวว่า “เทรนด์การแต่งบ้านและการอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมใหม่ ๆ ที่มีรูปแบบเหมือนในไทย เริ่มเข้ามามากขึ้น เป็นผลจากลูกหลานของคนรวยเมียนมาร์ที่เรียนอยู่ต่างประเทศ หรือบางคนทำงานเมืองนอกกำลังกลับเข้ามา คนเหล่านี้คิดว่าการกลับมาประเทศเป็นโอกาสใหม่ ๆของพวกเขา และยิ่งประเทศเปิดมากขึ้น ยิ่งมีแนวโน้มที่สินค้าในหมวดตกแต่งที่อยู่อาศัยจะมีโอกาสมากขึ้นอย่างแน่นอน” 

ด้านนายณรงค์กร จิตรถาวรกุล อุปนายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน ให้มุมมองว่า ผู้บริโภคในเมียนมาร์น่าสนใจมาก เพราะประเทศอยู่ช่วงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ทั้งธุรกิจสื่อสาร และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะมีลูกจ้างต่างชาติเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจย่างกุ้ง 

“มีผู้บริโภคกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน กลุ่มที่อยู่อาศัยระยะยาวในเมียนมาร์ และกลุ่มชาวเมียนมาร์ที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนมาก คนเหล่านี้มีกำลังทรัพย์ มีความรู้ และมีไลฟ์สไตล์อีกแบบ ในอนาคต ขนาดครอบครัวของชาวเมียนมาร์จะเล็กลง อสังหาริมทรัพย์จำพวกคอนโดมิเนียม แฟลตจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตลาดสินค้าจำพวกของแต่งบ้านและสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันจะโตมากขึ้นเรื่อย ๆ” นายณรงค์กรกล่าว

อีกไม่นานนัก เมียนมาร์ถูกคาดหวังว่าจะเป็นประเทศที่มีการพัฒนารวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนาที่เปิดรับการลงทุน ตลอดจนประชากรเมียนมาร์ที่ไหลกลับประเทศ นายณรงค์กรให้ทรรศนะว่า “เมียนมาร์พัฒนาเร็วมาก เร็วกว่าสมัยเวียดนามเปิดประเทศ และต่างชาติกำลังเข้ามามาก ซึ่งสินค้าจำพวกของตกแต่งบ้านและสินค้าบริโภคจะต้องเจาะกลุ่มชาวต่างชาติและกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็นหลัก”

ตลาดลาวเน้น “การค้า″ เป็นหลัก

นางกรรณิการ์ ชินประสิทธิ์ชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสารตราสินค้า บริษัทแบล็คแคนยอน เปิดเผยว่า การลงทุนในด้านธุรกิจอาหารในแบบโมเดิร์นเป็นโอกาสที่ดี เนื่องจากชาวลาวเสพสื่อจากประเทศไทยโดยตรง จึงมีความนิยมในการบริโภคไม่ต่างจากชาวไทย ด้วยเส้นพรมแดนที่ยาวระหว่างไทยกับลาว ตลอดจนการข้ามแดนที่สะดวกและง่ายขึ้น ทำให้ปัจจุบันนี้ชาวลาวนิยมเข้ามาซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในอุดรธานี หรืออุบลราชธานีมากขึ้น 

นางกรรณิการ์กล่าวว่า ปัจจุบันนี้คนลาวนิยมเข้ามาเที่ยวในไทยลักษณะไปเช้าเย็นกลับ ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับร้านค้าปลีกที่จะได้รับอานิสงส์ โดยควรจัดหาสินค้าที่ชาวลาวสนใจมาขายด้วย หรืออาจต่อยอดทางธุรกิจด้านอื่น ๆ ได้อีก หากเข้าใจผู้บริโภคเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม พบว่าคนรุ่นใหม่ชาวเมียนมาร์ก็นิยมเข้ามาดูงานแสดงสินค้าในไทย เพื่อหาสินค้ากลับไปขายที่ประเทศ

เจาะตลาดอาหาร “เวียงจันทน์”

นายณรงค์กรได้ให้มุมมองว่า การทำตลาดกับลาวไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนเปิดโรงงานโดยตรง แต่ให้อาศัยการค้าชายแดน อย่างไรก็ตาม หากต้องการจะบุกตลาด ควรเข้าไปใน สปป.ลาว ช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยต้องคำนึงถึงประเด็นสำคัญ คือ สปป.ลาวเป็นประเทศที่มีประชากรไม่เยอะ และกระจุกตัวอยู่ 3 เมืองหลัก ได้แก่ปากเซ, เวียงจันทน์ และหลวงพระบาง ดังนั้นการเข้าไปตั้งโรงงาน อาจจะไม่คุ้มค่า

นอกจากนี้ นายณรงค์กรยังให้คำแนะนำว่า แนวโน้มการเจาะตลาดธุรกิจอาหาร ให้มองกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนหรือทำงานใน สปป.ลาวเป็นหลักและการลงทุนในธุรกิจสาขาอาหาร ควรเน้นที่เวียงจันทน์ เพราะมีฐานลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติ 

ทั้งนี้ นอกเหนือจากการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเมียนมาร์และ สปป.ลาวแล้ว ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสานได้จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมครอบคลุมประเทศแถบลุ่มแม่น้ำโขงและจีนตอนใต้อีกด้วย ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ อยู่ใน www.ecberkku.com/asean                    

 

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ตลาดไททุ่มงบฯ2.6พันล.ยกระดับ ดันไทยศูนย์กลางค้าส่งผัก-ผลไม้สดรับเปิดเออีซี

“ตลาดไท” ค้าส่งผักและผลไม้สดใหญ่สุดของไทย ย่านรังสิต ประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ ทุ่ม 2.6 พันล้านยกระดับมุ่งสู่ฮับค้าส่งผักผลไม้สด มูลค่ารวม 2.7 ล้านล้านบาทรับเปิดเออีซีปี 2558

นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์จำกัด เจ้าของตลาดไท เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนลงทุน 2,600 ล้านบาทภายในปีนี้และปีหน้า เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสำหรับการค้าส่งผักและผลไม้สดของภูมิภาคอาเซียน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 2558
ปัจจุบันธุรกิจตลาดค้าส่งผักและผลไม้สดของไทย มีตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของทั้งประเทศ มีสินค้าเกษตรผ่านเข้าออกมากกว่า 15,000 ตันต่อวัน ถือเป็นศักยภาพและเป็นโอกาสในการเดินหน้าเชิงรุกผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นฮับสำหรับการค้าในอาเซียน โดยกลยุทธ์ของตลาดไทคือขยับตัวให้รวดเร็วและลงทุนด้วยงบฯมหาศาล เพื่อยกระดับตลาดไท
“ถ้าตลาดไทประสบความสำเร็จ จะช่วยภาคการเกษตรโดยรวมของไทยได้ โดยการเปิดตลาดใหม่ ๆ ในภูมิภาค เพื่อเพิ่มลูกค้าให้กับเกษตรกรไทย ซึ่งจะส่งผลทำให้ราคาสินค้าของเกษตรกรไทยดีขึ้นตามไปด้วย” นายประดิษฐ์กล่าว

ด้านนายเกรแฮม แซนเดอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด กล่าวว่า เพื่อดำเนินการตามกลยุทธ์ดังกล่าว ขณะนี้บริษัทได้เพิ่มบริการเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของโมเดิร์นเทรดมากยิ่งขึ้น โดยเปิดศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าใหม่ในตลาดไท ทำหน้าที่ป้อนสินค้าให้กับโมเดิร์นเทรด โดยมีเทสโก้ โลตัส เป็นหนึ่งในลูกค้าหลักที่จะใช้บริการศูนย์ดังกล่าว
สำหรับศูนย์แห่งนี้สามารถรองรับสินค้าได้ 1,000 ตันต่อวัน โดยบริษัทจะลงทุน 1,000 ล้านบาทในช่วงต้นปี 2557 เพื่อขยายขีดความสามารถของศูนย์แห่งนี้ให้รองรับสินค้าได้ถึง 3,000 ตันต่อวัน พร้อมเพิ่มคลังสินค้าสำหรับการผลิต การบรรจุหีบห่อ และห้องเย็น เพื่อยกระดับศูนย์ให้มีความทันสมัยรองรับลูกค้าตลาดค้าส่งในปัจจุบัน รวมถึงลูกค้าโมเดิร์นเทรด
นายเกรแฮมกล่าวว่า นอกจากนี้ตลาดไทยังได้เปิดศูนย์คอนเทนเนอร์ใหม่ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน เพื่อเป็นแหล่งค้าขายผักและผลไม้นำเข้า ด้วยงบประมาณ 130 ล้านบาท รองรับได้ 13,140 คอนเทนเนอร์ต่อปี ทั้งนี้การนำเข้าผลไม้สดถือเป็นหนึ่งในภาคการนำเข้าที่มีอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุดของไทย โดยขยายตัวแบบก้าวกระโดดมากกว่า 26% ในปี 2555 ทำให้ภาคการนำเข้าผลไม้สดรวมมีมูลค่า 24,663 ล้านบาท
ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างประเมินโครงการลงทุนเพิ่มเติมมูลค่า 600 ล้านบาท เพื่อซื้อที่ดินใกล้ตลาดไทเพิ่ม เพื่อขยายขีดความสามารถของศูนย์คอนเทนเนอร์ขึ้นเป็น 60,000 คอนเทนเนอร์ต่อปี
นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานหลักของตลาดไท ด้วยงบฯการลงทุนประมาณ 900 ล้านบาท ติดตั้งโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกแกนหลักยาว 2 กิโลเมตร เครื่องสูบน้ำที่มีความสามารถในการสูบน้ำได้ 500 คิวบิกเมตรต่อวัน จำนวน 4 เครื่อง และโรงบำบัดน้ำเสีย 2 โรงที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ตลอดจนโครงการก่อสร้างและซ่อมแซมส่วนหลักอื่น ๆ ที่กำลังตามมา เป้าหมายเพื่อสร้างตลาดไทให้เป็นตลาดค้าส่งผักและผลไม้ที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หากนับประเทศในเออีซีทั้งหมด ตลาดผักและผลไม้สดมีมูลค่ารวมกันประมาณ 2.7 ล้านล้านบาท โดยเป็นมูลค่าการนำเข้าและส่งออกระหว่างประเทศในเออีซีด้วยกัน รวมประมาณ 495,000 ล้านบาทต่อปี โดยผลิตผลไม้ได้ประมาณ 7,000,000 ตันต่อปี โดยส่งออกมากกว่า 2.7 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 89,000 ล้านบาท
สำหรับผลไม้ที่ส่งออกมากที่สุด 3 ชนิด ได้แก่ สับปะรด ส่งออกคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด รองลงมาคือลำไย คิดเป็นสัดส่วน 16% และทุเรียน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ผลิตผักได้ประมาณ 3,300,000 ตันต่อปี ส่งออกประมาณ 249,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 9,900 ล้านบาท โดยผักที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ มันสำปะหลัง ถั่วแดง และหอมแดง
ตลาดไทก่อตั้งในปี 2540 ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 450 ไร่ในย่านรังสิต เป็นสถานที่ทำมาค้าขายของประชาชนมากกว่า 100,000 คน และร้านค้า 3,000 ร้าน มีเงินหมุนเวียนประมาณ 500 ล้านบาทต่อวัน โดยเป็นตลาดค้าส่งผักและผลไม้สดที่ใหญ่ที่สุดของไทย

แหล่งที่มา:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์    วันที่ข้อมูล:2 ธันวาคม 2556

กพร.เปิดอบรมภาษาต่างประเทศ รองรับAECโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เปิดเผยว่า กพร.เล็งเห็นความสำคัญในการติดต่อสื่อสารระหว่างการทำงานและบริการนักท่องเที่ยว จึงได้จัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมภาษาต่างประเทศขึ้น เพื่อรองรับการเข้าสู่การประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะส่งผลให้ชาติสมาชิกและนานาชาติอื่นๆ เดินทางเข้ามาทำงานและท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นจำนวนมาก จึงได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมภาษาเกาหลี และภาษาอังกฤษ ขึ้น ซึ่งจะใช้ระยะเวลาการฝึกอบรม 30 ชั่วโมง ในวันเสาร์-อาทิตย์ ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน – 14 ธันวาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.เป็นการจัดอบรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้ที่วิทยาลัยการแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-2454317

ผู้ประกอบการขนส่งแนะรัฐคุมต้นทุนพลังงานต่อเนื่อง เผยเปิด AEC ต่างชาติบุกรายย่อยเตรียมสูญพันธุ์

หวั่นเปิด AEC ผู้ประกอบการขนส่งไทยไม่ปรับตัวสูญพันธุ์แน่ “ประธานสมาพันธ์ขนส่งฯ” เผยเจอทั้งกฏหมายเปิดต่างชาติถือหุ้น 70% แถมมีช่องว่างกรอบ WTO เปิดทางต่างชาติถือสิทธิ์รถลาว 100% เจาะตลาดไทยอีก พร้อมจี้รัฐดูแลราคาน้ำมันและเอ็นจีวีต่อเนื่อง ชี้ปล่อยลอยตัวเมื่อไรค่าขนส่งขึ้นแน่

นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ความพร้อมในด้านระบบขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ และนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท จะช่วยให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการกระจายสินค้าหรือฮับลอจิสติกส์สู่ภูมิภาคเมื่อเปิด AEC ในปี 2558 ได้ โดยในส่วนของผู้ประกอบการขนส่งจะต้องปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งกังวลว่าหลังเปิด AEC จะมีการแก้กฎหมายเปิดเสรีการค้าและบริการให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินการภาคขนส่งเพิ่มเป็น 70% ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการขนส่งรายย่อยของไทยที่มีจำนวนมากสู้ไม่ไหว และตลาดการขนส่งจะตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ

ทั้งนี้ สหพันธ์ขนส่งมีสมาชิก 11 สมาคม มีผู้ประกอบการรวมประมาณ 10,000 รายหรือแค่ 5% กระจายอยู่ทุกภาค ผนึกกำลังเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการรับงานและกระจายไปยังสมาชิก แต่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการทั่วประเทศทั้งหมด 200,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีรถ 1-3 คันที่ไม่เข้าร่วมในสมาคม ซึ่งเมื่อเปิด AEC หากไม่เร่งรวมตัวกันเองเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ก็ต้องเลิกกิจการหรือถูกต่างชาติเข้ามาเทกโอเวอร์ไปในที่สุด

“นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญคือการลงทุนในประเทศลาวที่ล่าสุดลาวได้เข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งมีกรอบเงื่อนไขให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนดำเนินการภาคขนส่งได้ 100% ซึ่งตามกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง รถจากลาวจะวิ่งเข้ามาไทยได้ ดังนั้นจะเป็นอีกประเด็นที่น่ากลัวสำหรับผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยเข้าใจและตื่นตัวมากกว่านี้” นายยูกล่าว

สำหรับต้นทุนค่าขนส่งในปัจจุบันที่ภาครัฐตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก็าซเอ็นจีวีส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานคงที่ ส่วนต้นทุนวัสดุสิ้นเปลือง เช่น น้ำมันเครื่อง ยาง ปรับขึ้นตามกลไกตลาด แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ ดังนั้น หากรัฐยังคงราคาพลังงานไว้เท่าเดิมผู้ประกอบการจะยังไม่ปรับขึ้นค่าขนส่ง โดยกังวลในเรื่องที่ ปตท.มีนโยบายขึ้นราคาเอ็นจีวี

เพราะหากปรับขึ้นจริงค่าขนส่งต้องปรับขึ้นแน่นอน ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในหลายภาคของไทยนั้นทำให้ผู้ประกอบการขนส่งมีต้นทุนเพิ่มในการวิ่งอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ถูกน้ำท่วมบ้างแต่ไม่มากเท่าน้ำท่วมปี 2554 โดยยืนยันไม่มีการเพิ่มค่าขนส่งเพราะถือว่าเป็นอุทกภัยและไม่ต้องการให้ประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น โดยสมาพันธ์ฯ ได้หารือกับหน่วยงานในแต่ละภาคเพื่อร่วมมือกันปลูกป่าเพื่อสร้างแนวป้องกันน้ำแบบยั่งยืนอีกด้วย

ที่มา http://www.manager.co.th/iBizChannel/ViewNews.aspx?NewsID=9560000124568