ภาพกิจกรรม
ภาพกิจกรรม
จุรินทร์ ชู เกษตรตามแนวพระราชดำริ ควบคู่การท่องเที่ยว เป็นทางรอดทุกวิกฤติ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบปะเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว สวนมะพร้าวบ้านพังกา ตําบลตลิ่งงาม อําเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะมาช่วยจัดงานร่วมกับการท่องเที่ยวเพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่มากขึ้น จะมีส่วนช่วยให้คนมาเที่ยวมากขึ้น ส่งเสริมไทยเที่ยวไทยเป็นหลัก ถ้าฝรั่งมาก็ต้องมีมาตรการตรวจโรค สมุยถือว่าทำได้ดี แต่กรณีมีข่าวว่าชาวฝรั่งเศสติดโควิดหนึ่งคนแต่เราจัดการได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงทุกอย่างเรียบร้อย

" อย่าตกใจอย่ากลัว ไม่ใช่เรื่องลบแต่เป็นเรื่องบวก ให้เห็นว่าสมุยมีมาตรการแก้ปัญหาภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงมันใจได้ มาเที่ยวได้ ต่อไปเวลาที่จะต้องดึงนักท่องเที่ยวไทยมาก็ประสานกับกระทรวงพาณิชย์มาจัดกิจกรรมต่างๆดึงคนมาเที่ยวสมุย เช่น สมุยราคาพิเศษ มากินซีฟู้ดซื้อของราคาถูก ก็จะค่อยๆดีขึ้น เราอย่าฝากชีวิตไว้กับพืชเกษตรตัวเดียวบางจังหวัดฝากชีวิตไว้กับการท่องเที่ยว การเกษตรโค่นหมด พอมีปัญหาโควิดจึงไม่มีรายได้จากทางอื่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี และที่นี่ยังฝากอนาคตทางเศรษฐกิจไว้กับสองตัวคือการท่องเที่ยว กับ การเกษตรช่วยให้เรามีทางรอดเวลาที่การท่องเที่ยวตกต่ำยังสามารถเอายาง ปาล์ม ผลไม้ พืชเกษตรตัวอื่นไปขายได้

" เวลาทำการเกษตรก็อย่าทำตัวเดียวให้ทำแบบผสมผสาน ถ้ามีพืชเกษตรตัวอื่น ก็ยังมีพืชเกษตรตัวอื่นขายได้เหมือนที่ในหลวงสอนไว้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องเราต้องเดินไปในแนวทางนี้ เราต้องทำไปเสริมรายได้ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว" นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนมารับผิดชอบพืชเกษตรหลายตัวร่วมกับกระทรวงเกษตรถือว่าปีที่ผ่านมาเราทำราคาพืชผลทางการเกษตรได้ดีพอสมควร ยางราคาก็กระเตื้องขึ้นทั้งปาล์ม ทุเรียน มังคุด เช่น ที่นี่มีมังคุดอินทรีย์ขายได้กิโลกรัมละ 150บาทซึ่งเป็นความต้องการของตลาด มันมังคุดชนิดอื่นราคาก็ดีขึ้นขอให้เราทำให้มีคุณภาพ การทำพืชเกษตรทุกชนิดต้องทำให้มีคุณภาพ และช่วงนี้ได้มี นางเตือนใจ สมวงศ์ เกษตรดรสวนผสม ตามแนวพระราชดำริในหลวงร.9กล่าวต่อรองนายกฯและรมว.พาณิชย์ว่าเธอเป็นชาวสวนเกษตนอินทรีย์และปลูกผลไม้หลายชนิดล้วนได้ราคาดี และยึดหลักการปลูกแบบปลอดสารพิษทำให้เป็นทางเลือกของตลาด

ส่วนการที่เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนเรื่องปัญหาโรคระบาดในพืช นายจุรินทร์ บอกว่าปัญหาใหญ่ของพวกเราตอนนี้เป็นเรื่องด้วงได้พูดกับผู้แทนเกษตรจังหวัดแล้วว่าต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลแบบทั่วและมอบหมายให้นายอำเภอบูรณาการแนวทางและข้อเสนอแนะรวมทั้งอุปสรรคปัญหาที่เกี่ยวกับข้อกฎหมาย

รายงานเกาะสมุย ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบัน มีพื้นที่ที่แมลงศัตรูมะพร้าวเหล่านั้นระบาดทำความเสียหาย และความเดือดร้อนให้แก่ชาวสวน ซึ่งการระบาดของแมลงศัตรูมะพร้าวในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย ในปี 2555ที่มีการระบาดอย่างหนัก พบแมลงศัตรูมะพร้าว ทั้งหมด 4ชนิด ได้แก่ ด้วงแรดมะพร้าว ด้วงงวง แมลงดำหนามมะพร้าว และหนอนหัวดำมะพร้าว และยังมีแนวโน้มที่จะระบาดเพิ่มขึ้นอีก และส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวอย่างรุนแรง

การลงพื้นที่ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีคณะร่วมด้วยนางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน รักษาการอธิบดีกรมการค้าภายใน นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี ส.ส. เขต 2จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธีระพงศ์ ช่วยชู นายอำเภอเกาะสมุย

นายจุรินทร์ ยังได้ขอบคุณพี่น้องชาวสมุยที่เลือกตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ และในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเลือกผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ครบทั้ง 6 คน 6 เขตเลือกตั้งขอขอบคุณในฐานะหัวหน้าพรรคและสั่งการไปแล้วว่าต้องดูแลประชาชน เมื่อชาวบ้านเลือกไปแล้วอย่าทิ้ง ทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ทั้งงานในพรรค งานในสภา

ช่วยส่งออก! จุรินทร์ จับมือภาคเอกชน ลุยคลายปมปัญหาส่งออก เดินหน้าดันตัวเลขการส่งออก นำเงินเข้าประเทศให้มากที่สุดในช่วงวิกฤติของประเทศและโลกในปัจจุบัน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อธิบดีทุกกรมและข้าราชการระดับ10 ร่วมกับภาคเอกชน ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ สมาคมธนาคารไทย และเอ็กซิมแบงค์ ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์มุ่งให้เกิดการจับมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนเป้าหมายเพื่อผลักดันการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศ ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศกำลังประสบกับปัญหาทั้งเรื่องโควิด-19และด้านเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับในหลายประเทศทั้งนี้เพื่อร่วมกันจับมือแก้ปัญหาให้ปรากฏผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

หลังการประชุมนายจุรินทร์ กล่าวว่า การร่วมมือเพื่อแก้ปัญหานั้นแบ่งเป็น 3 หมวด ค่อ การเร่งรัดการส่งออก การค้าชายแดน-การค้าข้ามแดน และยุทธศาสตร์การเจรจาข้อตกลงทางการค้าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน สรุปรวม 15 ประเด็น คือ

1.การเร่งรัดการส่งออกข้าว โดยเฉพาะผ่านการทำ MOU ระหว่างไทยกับจีน มีข้อตกลงที่จะนำเข้าข้าวจากไทย 1,000,000 ตันได้ดำเนินการไปแล้ว 700,000 ตัน ค้างอยู่อีก 300,000 ตัน โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกำลังดำเนินการเสนอราคาอยู่

2.การผลักดันการส่งออกรถยนต์ไปยังประเทศเวียดนาม ที่ติดขัดเรื่องการตรวจสอบมาตรฐานรถยนต์ที่ส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม มีกฎเกณฑ์รายละเอียดในการตรวจสอบ เช่น การตรวจทุกรุ่น ทำให้การส่งออกของไทยติดขัดมีอุปสรรค ขณะนี้กลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันได้มีข้อตกลงที่จะยอมรับการตรวจรถยนต์นำเข้าหรือส่งออกระหว่างกันโดยไม่ต้องตรวจซ้ำซ้อน และเห็นชอบร่วมกันทั้ง 10 ประเทศ โดยทั้งไทยและเวียดนามอยู่ในนั้นด้วย อยู่ในขั้นตอนการลงนามร่วมกันของแต่ละประเทศ คาดว่าภายในกลางปีหน้าจะเสร็จสิ้น จะช่วยให้การส่งออกรถยนต์ไทยไปเวียดนามคล่องตัวขึ้น

3.การส่งออกของไทยไปอินเดีย มีการตรวจสอบรายโรงงานและรายสินค้า ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการส่งออก ที่ประชุมมอบให้กระทรวงพาณิชย์โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หารือทางไกลในวันที่ 29 ตค.นี้ให้สะดวกรวดเร็วและเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายมากขึ้น

4.การส่งออกรถยนต์ รถยนต์ที่ผลิตใหม่ภายในประเทศไทยเวลาจะส่งออกนั้นจะติดขัดเรื่องยังไม่มีทะเบียนต้องไปทำทะเบียน อันนี้เป็นปัญหาอุปสรรคในการส่งออก ได้มอบให้กรมการค้าต่างประเทศไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เป็นต้น

5.ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าไทยว่าปลอดโควิดซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการไปล่วงหน้าแล้ว มีการลงนาม MOU ร่วมกัน 4 กระทรวง ระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย โดยจะมีการออกเอกสารรับรองว่าสินค้าปลอดโควิด-19และกระทรวงพาณิชย์จะจัดงานประชาสัมพันธ์เป็นคลิปVODหลายภาษาออกไปทั่วโลกเพื่อประชาสัมพันธ์ว่าสินค้าของเรามีกระบวนการผลิตที่ปลอดโควิด-19

6.เรื่องต้นทุนการขนส่ง เช่น ค่าระวางเรือกับค่าทำเนียมเรือที่มีราคาสูง และที่อาจมีการยกเลิกตู้ที่ประเทศไทยจองไว้หรือที่การท่าเรือแห่งประเทศไทยบังคับให้ภาคเอกชนหรือผู้ส่งออกต้องไปใช้ท่าเรือชายฝั่ง A0 ซึ่งค่อนข้างคับแคบ ทำให้ติดอุปสรรคที่ต้องการความรวดเร็วการเรียกเก็บค่าการใช้ร่องน้ำ กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับภาคเอกชนในการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางคลี่คลายปัญหานี้โดยเร็วต่อไป

7.เรื่องค่าเงินบาทได้มอบให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปพูดในที่ประชุม ศบศ.หรือศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจต่อไป

8.การที่เวียดนามได้มีการไต่สวนกล่าวหาว่าน้ำตาลไทยทุ่มตลาดในเวียดนาม มอบหมายให้กรมการค้าต่างประเทศร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกน้ำตาลของไทยหารือร่วมกันในการทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อไป

9.การช่วยผู้ส่งออกรายย่อยหรือเอสเอ็มอีนั้น จะให้เอ็กซิมแบงค์ช่วยเพิ่มช่องทางและเพิ่มเป้าหมายที่จะช่วยเอสเอ็มอีให้เพิ่มขึ้นได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และเอ็กซิมแบงค์ช่วยเพิ่มชนิดของสินทรัพย์หรือทรัพย์สินที่นำไปเป็นหลักประกันเงินกู้เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถกู้ได้สะดวกขึ้น

10.การค้าชายแดนและการค้าข้ามแดน อยากให้มีการเปิดด่านหรือจุดผ่อนปรนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะไทยลาวมีทั้งหมด 39 จุดไทยกัมพูชามี 10 จุด มอบหมายให้ผู้แทนของกรมการค้าต่างประเทศไปหาหรือกับหอการค้า กำหนดจุดเร่งด่วนที่เป็นเป้าหมาย ที่จะเร่งช่วยผลักดันให้มีการเปิดด่านต่อไปเพื่อส่งเสริมตัวเลขการส่งออกให้มากขึ้นโดยเร็ว

11.ให้มีการเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 ประเทศ ไทย ลาว และจีน เพราะทั้งสามประเทศมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถ้าสามารถเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งสามเขตนี้ได้ เส้นทางคมนาคมความร่วมมือและการให้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างกัน จะช่วยส่งเสริมการส่งออกให้ทั้งสามประเทศ

12.ต้องการให้มีการพัฒนาส่งเสริมผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ของไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดน โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะร่วมมือกับภาคเอกชนว่าทำเป็นรูปธรรมได้อย่างไร

13.การอำนวยความสะดวกการส่งสินค้าข้ามแดนและสินค้าชายแดนในการออกใบ C/O ซึ่งเอกชนร้องเรียนว่าอาจติดปัญหาอุปสรรค ถึงมอบเป็นนโยบายว่าให้ไปหารือในรายละเอียดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ว่ามีปริมาณการจราจรทาง C/O มากน้อยแค่ไหน ให้ถือหลักว่ากระทรวงพาณิชย์ยินดีให้บริการให้ดีที่สุด แม้แต่ในช่วงวันหยุด เพื่อที่จะเร่งรัดการส่งออกในช่วงวิกฤติ

14.ในเรื่องของยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป้าหมายคือ 1.เราจะเร่งรัดการทำ FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ไทยกับสหราชอาณาจักร ไทยกับแคนาดา ไทยกับ EFTA  และไทยกับกลุ่มประเทศยูเรเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  RCEP ซึ่งจะร่วมมือให้มีการลงนามให้ได้ภายใน พฤศจิกายน 2563 และผมมอบให้มีการทำFTA รายมณฑล คือการทำ MOU ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทย ภาคเอกชน ประกอบกับมนฑลต่างๆหรือรัฐต่างๆของประเทศใหญ่ๆ เพื่อลงลึกในการที่จะให้มีข้อตกลงพิเศษทางการค้าระหว่างกัน ขณะนี้มีความคืบหน้าของกระทรวงพาณิชย์ไทยกับมณฑลไหหลำ ซึ่งไหหลำจะกลายเป็นเมืองปลอดภาษีแห่งถัดไปของจีนหรือจะเป็นฮ่องกงสองในอนาคต เราจะเข้าไปเป็นกลุ่มแรกๆ อีกไม่นานนี้จะลงนามข้อตกลงได้ เพราะยกร่างเสร็จแล้วรอทั้งสองฝ่ายปรับปรุงแก้ไขระหว่างกันจะนำไปสู่การลงนามได้ภายในเวลาเร็ว

และข้อตกลงระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทยกับรัฐเตลังกานาของประเทศอินเดียซึ่งมีความก้าวหน้ามาก ได้มีการกำหนดวันที่จะลงนามร่วมกันแล้วเครื่องวันที่ 18 มกราคมปีหน้า ซึ่งครบรอบหนึ่งปีที่ผมนำเอกชนไปเยือนรัฐเตลังกานาที่ประเทศอินเดีย

15.เมื่อ FTA บรรลุผลมากขึ้น จะมีผู้ได้รับผลกระทบจากการทำ FTA อยู่บ้างในบางกลุ่มของผู้ส่งออกหรือผู้ประกอบการรวมทั้งประชาชนภาคการเกษตร ควรมีการจัดตั้งกองทุน FTA เพื่อไปเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ มอบให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน และอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นเลขานุการยกร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุน FTA ขึ้นมา และต่อไปนี้ภาครัฐกับเอกชนจะจับมือร่วมกันร่วมกันแก้ปัญหา เดินหน้าด้วยกัน เพื่อทำตัวเลขการส่งออกให้ดีที่สุดและนำเงินเข้าประเทศให้มากที่สุดในช่วงวิกฤติของประเทศและวิกฤติโลกในปัจจุบัน

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงพาณิชย์ โดยมี ผู้บริหารและข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี ถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงพาณิชย์ โดยมี ผู้บริหารและข้าราชการ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๓  ณ วัดสมุหประดิษฐา​ราม​ (พระอารามหลวง) ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

รับฟังเกษตรกร! จุรินทร์ นำทีมจิบกาแฟคุยเกษตรกร แจ้งเตรียมความพร้อมประกันรายได้ปาล์มปี2

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายวันชัย วราวิทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์

และคณะร่วมทวง"จิบกาแฟและเสวนาสถานการณ์ปาล์มนำ้มัน" กับตัวแทนเกษตรกรต่อสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในปัจจุบัน  ณ Sky Hill Bar & Restaurant อําเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยแกนนำเกษตรกรแสดงความพอใจต่อนโยบายรัฐบาล เรื่องโครงการประกันรายได้และขอให้ยืนยันว่าจะมีต่อไป นอกจากนั้น มาตรการเสริมสำหรับการดึงปริมาณปาล์มออกไปใช้ตามมาตรการต่างๆหรือเป็นที่พอใจแต่อยากให้ส่งเสริมการใช้น้ำมัน บี 20 เป็นนโยบายคู่ขนานต่อไปด้วยนอกจากนั้นยังสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีรายได้และอยากให้ผลักดันนโยบายพระราชบัญญัติปาล์มน้ำมันให้รวดเร็วขึ้น

 

อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ชี้แจงเกษตรกรว่า นายจุรินทร์เดินหน้าโครงการประกันรายได้สำหรับปาล์มน้ำมันนั้น ผ่านที่ประชุมนโยบายปาล์มแล้วเตรียมเข้าคณะรัฐมนตรี ขณะนี้ให้เกษตรกรเตรียมตัว ขั้นตอนการลงทะเบียนตามกฎเกณฑ์โดยจะประกันรายได้ที่ราคา 4 บาท ที่เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 18% ไม่เกิน 25 ไร่ต่อราย และมาตรการเชิงรุกทุกด้านทั้งการใช้บี 10 และให้ B20 ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก การติดตั้งเครื่องวัดปริมาณปาล์มน้ำมัน การบริหารการนำเข้าโดยกำหนดด่านศุลกากร และการผลักดันนโยบายปาล์มยั่งยืน นอกจากนั้นยังปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศซึ่งขณะนี้ราคาทางการอยู่ที่ 4.20-5 บาทต่อกิโลกรัมซึ่งเป็นที่พอใจของเกษตรกรและเชื่อว่าจะยืนระยะยาวต่อไปได้อีก

สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันปีที่สองนี้เกษตรกรผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการประมาณ 3.7 แสนครัวเรือน รอบนี้ใช้งบประมาณที่บอร์ดเห็นชอบ 8,807 ล้านบาทและได้มีการปรับปรุงการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างทุก 30 วัน

"หรอยแรง" จุรินทร์ เปิดงานประเพณีชักพระ ทอดผ้าป่า แข่งเรือยาวสุราษฎร์ธานี คนหลายหมื่นร่วมคึกครื้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานงานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่าและแข่งเรือยาวฯ ประจำปี 2563ณ บริเวณริมเขื่อนแม่น้ําตาปี(สะพานนริศ) อําเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี

โดยมีประชาชนหลายหมื่นคนร่วมงานประเพณีซึ่งเป็นงานประจำปีเต็มไปด้วยวัฒนธรรมและสีสันท้องถิ่นมีการจัดการแข่งขันเรือยาว ทอดผ้าป่าร่วมด้วย โดยมีนายบัญญัติบรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด สุราษฎร์ธานี 1. สินิตย์ เลิศไกร 2.ภานุ ศรีบุศยกาญจน์ 3. นายวิวรรธน์ นิลวัชรมณี 4.นายสมชาติ ประดิษฐพร 5.นายชุมพล-นางโสภา-นางสาววชิราภรณ์ กาญจนะ และ 6.นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ร่วมด้วย โดยมีประชาชนให้ความสนใจทักทาย ถ่ายภาพอย่างใกล้ชิด

นายจุรินทร์ กล่าวว่า งานประเพณีชักพระ-ทอดผ้าป่า และแข่งเรือยาวฯ ถือเป็นงานบุญของพุทธศาสนิกชนที่ยิ่งใหญ่ และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของพี่น้องชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาตั้งแต่อดีต ที่พี่น้องได้ร่วมสืบสานอนุรักษ์ไว้จนถึงปัจจุบัน และการจัดงานในวันนี้ ถือเป็นอีกปีที่มีการเชื่อมโยงวัฒนธรรมระหว่างภาคใต้และภาคอีสาน ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเจริญและความเกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิดของประเพณี และวัฒนธรรมที่พี่น้องประชาชนทั้ง 2จังหวัด ได้ร่วมกันสร้างขึ้น

"ผมขอขอบคุณคณะกรรมการจัดงานทุกท่านที่ได้ให้ความร่วมมือ เสียสละ ทุ่มเท ในการร่วมกันจัดงานนี้ให้สำเร็จขึ้นมาได้ ตลอดจนขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและประเพณีที่มีค่ายิ่งของพวกเรา จนทำให้เป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วทั้งประเทศ และขอให้ทุกคนร่วมกันอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีอันดีงาม และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด"

สำหรับประเพณีนี้เป็นงานประจำปี ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นที่รวมประชาชนภาคใต้โดยเฉพาะจังหวัดสุราษฎร์ธานีและใกล้เคียงมากที่สุด จะมีพ่อค้าประชาชนหัวหน้าส่วนราชการทั้งหมดมาร่วมกิจกรรมกับภาคประชาชนทั้งวัน

พาณิชย์เกษียณ 132 คน! จุรินทร์ "เชิดชู" ทุกคนที่เสียสละ ทุ่มเท มีโอกาสรับใช้บ้านเมืองในบทบาทข้าราชการ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และข้าราชการระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ร่วมงานวันเกษียณอายุ กระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2563 132คน ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ กล่าวขอบคุณข้าราชการทุกคนทั้งที่ปฎิบัติหน้าที่ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ไม่ว่าจะอยู่ระดับใดก็ตามที่มีส่วนทำให้นโยบายของรัฐบาล นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่งในช่วงปีที่ผ่านมา

ที่สำคัญสำหรับเพื่อนร่วมงานทุกคนที่ต้องเกษียณอายุราชการไปในปีนี้ ผมมั่นใจว่าทุกท่านจะตั้งใจปฏิบัติภารกิจจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายที่จะเกษียณอายุราชการ และแสดงความชื่นชมกับพวกเราทุกคน

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า วาระของตนมีจำกัด เป็นได้แค่ข้าราชการการเมืองแต่ไม่มีโอกาสเป็นข้าราชการประจำที่มีโอกาสรับใช้บ้านเมืองจนกระทั่งถึงอายุเกษียณราชการ ขอแสดงความชื่นชมทุกคนที่ได้ทุ่มเท เสียสละกำลังกาย กำลังใจ กำลังความสามารถตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รู้ว่าตลอดการปฏิบัติภาระหน้าที่ของพวกเรา ไม่มีใครสมหวังทุกเรื่อง ไม่มีใครเสียใจในทุกช่วงชีวิต ไม่มีใครล้มเหลวทั้งหมดและไม่มีใครสำเร็จทั้งหมด แต่ท่านอยู่ได้จนถึงวันเกษียณอายุราชการก็เพราะความเสียสละและภาคภูมิใจในความเป็นข้าราชการที่ได้มีโอกาสรับใช้บ้านเมือง ได้มีโอกาสรับใช้ราชการและได้มีโอกาสรับใช้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกคนมีความภาคภูมิใจเช่นเดียวกับผม ขอแสดงความชื่นชมกับทุกท่านในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทุกท่านมีความสำคัญกับกระทรวงพาณิชย์เช่นเดียวกันและที่สำคัญสิ่งที่ทำได้ทำไม่ว่าจะในฐานะตำแหน่งใดสิ่งที่ท่านได้ทุ่มเทมาตลอดระยะเวลาได้ถูกร้อยเรียงรวบรวมมาเป็นผลงานของกระทรวงพาณิชย์ และผมมั่นใจว่าสิ่งที่ทุกท่านได้ทำมาแม้ท่านจะไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของประเทศเป็นที่รู้จักของคนทุกคน แต่ผมมั่นใจสิ่งที่ท่านได้ทำนั้นได้จารึกไว้ในความทรงจำของประชาชนตลอดไปอย่างแน่นอน ขอให้มีความสุขหลังชีวิตราชการและท่านใดที่ยังมีกำลังความสามารถมีกำลังกายกำลังใจ ก็ยังสามารถรับใช้บ้านเมืองโดยวิธีใดวิธีหนึ่งได้ต่อไป"

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน ตัวแทนข้าราชการที่เกษียณอายุราชการ กล่าวว่า วันที่ 30กันยายน ของทุกปีสำหรับท่านที่อายุครบ 60ปีถือว่าเป็นวันที่ต้องอำลาจากหน่วยงาน จากเจ้านาย จากลูกน้อง จากเพื่อนร่วมงาน ที่เรารักและผูกพันกันมายาวนานในฐานะตัวแทนของข้าราชการที่จะเกษียณในกรมต่างๆของกระทรวงพาณิชย์ ขอขอบคุณท่านจุรินทร์  ลักษณะวิศิษฏ์ ที่ให้เกียรติมาร่วมงานอำลาพวกเราในวันนี้ ขอเป็นตัวแทนของข้าราชการที่เกษียณอายุทั้ง 132คน และขอขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เคยร่วมงานด้วยกันทั้งที่อยู่ในสายงานและนอกสายงาน ที่ได้ช่วยเหลือร่วมแรงร่วมใจ สามารถทำให้งานสำเร็จตามเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ แม้ในปีนี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งยิ่งใหญ่นั่นคือการระบาดของโรคโควิด-19ทำให้หลายโครงการต้องหยุดชะงักชะลอตัวไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ด้วยความมุ่งมั่นการปรับตัว ปรับวิธีคิดอย่างมีสติและคอยให้กำลังใจซึ่งกันและกันทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายไปได้ด้วยดี

" ความรู้สึกส่วนตัวเหนื่อยกับกระทรวงพาณิชย์ เราทำงานอย่างทุ่มเทและเหนื่อย ผมเคยตั้งคำถาม คำตอบที่ผมมีความสุขที่สุดและภาคภูมิใจที่สุด คือ เหนื่อยแต่มีความสุข เราทำงานแล้วเห็นชัดว่าพี่น้องประชาชนได้อะไรจากการทำงานของพวกเรา ซึ่งผมประทับใจตั้งแต่ผมเริ่มรับราชการจนถึงวันสุดท้าย

จะทำงานรับใช้ประชาชนและประเทศชาติไปจนถึงวินาทีสุดท้ายของอายุราชการ และพวกเราทั้ง 132 คนพร้อมที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป"

จุรินทร์ ชู "อาหาร" เป็นทิศทางสินค้าไทย ก้าวไกลในตลาดโลก เน้นเกษตรกรรมเป็นจุดแข็งของประเทศในภาวะวิกฤติ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทิศทางสินค้าไทย ก้าวไกลในตลาดโลก” พร้อมเป็นประธานการมอบรางวัลดีเด่นแต่ละสาขาในการประชุมใหญ่ สามัญประจําปี 2563ของสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่ง ประเทศไทย ณ ห้องบอลรูม 1ชั้น 3โรงแรมดิเอมเมอรัล ถนน รัชดาภิเษก

นายจุรินทร์ แสดงความยินดีกับสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทยที่ครบรอบ 55ปี จากนั้นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์บรรยายว่า ทิศทางสินค้าไทยในตลาดโลกเจอสถานการณ์ โควิด-สงครามการค้าสหรัฐกับจีน-เศรษฐกิจโลกหดตัวและที่สำคัญเทคโนโลยี disruption การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันของเทคโนโลยีกระทบทั้งการค้า การลงทุนทุกฝ่าย

สิ่งที่ประเทศไทยของเราต้องทำคือเมื่อโลกเปลี่ยนเราก็ต้องปรับเพื่อให้ทันกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป ทิศทางสินค้าไทยที่ควรจะก้าวไปให้ไกลในตลาดโลกต้องปรับรูปแบบกลยุทธ์ โดย 1.เปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นใช้การตลาดนำการผลิต 2.เปลี่ยนรูปแบบการผลิตให้ตรงตลาดและต้องเพิ่มนวัตกรรม และไม่ทิ้งจุดแข็งของประเทศไทยที่เป็นเมืองเกษตรกรรมและมีความหลากหลาย ซึ่งอาหารเป็นจุดแข็งและเป็นอนาคต เราต้องเดินหน้าไปสู่การทำให้"อาหารไทยเป็นอาหารโลก" จะต้องทำให้ประเทศไทยเป็น"ศูนย์กลางอาหารคุณภาพมาตรฐานของโลกให้ได้ "

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ไม่กี่วันมานี้ ตนนำกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ทำข้อตดลงร่วมกันโดยมีต่างชาติประเทศผู้นำเข้าสินค้าอาหารสังเกตการณ์ โดยเราจะควบคุมกำกับดูแลการผลิตร่วมกับเอกชนในเรื่องของอาหารให้มีความปลอดภัยและยอมรับได้ว่าเป็น COVID FREE คือไม่มีโควิดและมีการออกใบรับรองคุณภาพจากราชการเพื่อผู้ส่งออกจะได้นำไปแสดงกับผู้นำเข้าในแต่ละประเทศได้ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆของโลกที่ทำแบบนี้ จะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้สินค้าและอาหารไทยก้าวไกลในตลาดโลก

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า รูปแบบการตลาดเรานำเปลี่ยนเป็นใช้ระบบออนไลน์ก็สามารถแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าได้นอกจากนั้นยังใช้ระบบไฮบริด คือเป็นการจัดแสดงสินค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ผสมกันเป็นระบบผสมผสาน โดยเมื่อ 24 กย.ที่ผ่านมาเพิ่งไปเปิดงานแสดงสินค้าเครื่องดื่มและอาหาร THAIFEX-ANUGA ASIA2020 ที่เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบไฮบริดครั้งแรกในโลกและจะเป็นต้นแบบให้ทุกประเทศในโลกทำตามต่อไป

รับมือส่งออก!จุรินทร์ นำพาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ “The Hybrid Edition” นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก พร้อมจับมือ 4 กระทรวง MOU มาตรฐานความปลอดภัยอาหารจากโควิด-19

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน จัดงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020โดยปีนี้เป็นไปตามนโยบายนายจุรินทร์ คือ จัดในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของ ประเทศไทย ตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) เป็นงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition”

          โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า “ปี 2563เป็นปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมหลายๆ อย่างต้องหยุดชะงักหรือชะลอตัว แม้แต่อุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเติบโต ก็ได้รับผลกระทบ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องเผชิญกับสถานการณ์สงครามการค้า เศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนของค่าเงินบาท ดังนั้น การปรับตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวทางการค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ จึงเป็น เรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้กับฐานราก โดยเฉพาะใน ส่วนของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี โอท็อป รวมทั้งไมโครเอสเอ็มอีต่างๆ ที่อยู่ในทุกภาคส่วนของภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นความจำเป็นที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำแนวนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างสองกระทรวงสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับพื้นฐานของประเทศ จนก้าวสู่ตลาดโลก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ สร้างฐานข้อมูล Big Data ร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ มุ่งสู่เป้าหมายให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก” โดยการค้าภายในประเทศ จะมีเซลส์แมนจังหวัดทำหน้าที่ขยายตลาดและหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการทำงานเป็นทีมระหว่างพาณิชย์จังหวัด จับมือกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจ ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สร้างโอกาสการค้าและช่องทางการเข้าสู่ตลาดของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย

          ด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มีกลไกในการเชื่อมโยงตลาดโลกและผู้ประกอบการไทยให้มาเจอกัน ผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ซึ่งได้กระจายที่ตั้งครอบคลุมตลาดคู่ค้าหลักๆ และตลาดที่มีศักยภาพทั่วโลก จำนวน 58แห่ง มีเซลส์แมนประเทศ เปรียบเสมือนทัพหน้าที่จะกรุยทางให้ผลผลิตจากเกษตรกร ผลิตภัณฑ์อาหารจากผู้ผลิตก้าวสู่ตลาด ต่างประเทศอย่างมั่นคง สร้างโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดสำคัญ ได้มีนโยบายเร่งรัดผลักดันการส่งออกภายใต้แนวทาง “รักษาและขยายตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าที่เคยเป็นตลาดสำคัญ” โดยมีคณะผู้บริหาร ระดับสูงเดินทางไปทำความตกลงทางการค้า (MOU) และจับคู่ธุรกิจกับนานาประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19ผมได้เล็งเห็นลู่ทางการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการผลักดันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมถึงร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น อาลีบาบาของจีน

          ในส่วนของอุตสาหกรรม อาหารนั้นแม้จะมีเหตุการณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ในการผลิตและส่งออกอาหารในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยสามารถให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคทั่วโลกได้ว่า อาหารไทยปลอดภัย ปราศจากเชื้อในกระบวนการผลิต จนรัฐบาลไทยสามารถออกหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออกให้กับผู้ผลิตอาหาร เพื่อแสดงต่อผู้ซื้อและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ซึ่งหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย โดยผมได้มอบให้ท่านปลัดทั้ง 4กระทรวงเป็น

ผู้ลงนามความร่วมมือในวันนี้ เพื่อรับรองการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออก (COVID - 19 Prevention Best Practice) สำหรับงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งงานนี้เป็นงานสำคัญที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 30

          "สำหรับการจัดงานในปีนี้ ได้มีการปรับชื่องานเป็น THAIFEX – ANUGA ASIA ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่าง 2งานที่ยิ่งใหญ่ คือ THAIFEX ของประเทศไทย และ ANUGA จากเยอรมนี และยังเป็นปีแรกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานให้เป็นแบบไฮบริด (Hybrid) เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ไวรัสโควิด-19ซึ่งต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยใช้ชื่องานว่า THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” โดยเป็นการผสมผสานการจัดงานระหว่างออฟไลน์และเทคโนโลยีออนไลน์ การจัดงานครั้งนี้ จะเป็นการช่วยกระตุ้นตั้งแต่สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่มของไทยให้ฟื้นตัวกลับมา พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น และเน้นย้ำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยในเรื่องความปลอดภัย และยังสามารถผลิตและส่งออกได้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการบริโภคในโลก ซึ่งแม้ว่าจะมีเรื่องโควิด-19มากระทบ แต่เรา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าแบบออฟไลน์รวม 708บริษัท 1,747คูหา ผมมั่นใจว่าการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จะตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) ของงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” ครั้งนี้และจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งคาดว่าจะได้มูลค่ามากกว่า 6,000ล้านบาท" นายจุรินทร์ กล่าว

          รายงานข่าวกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า มีการจัดงานแสดงสินค้าจริง ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็คแห่งนี้ วันที่ 22-26 กันยายน ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) และผู้ชมงานในไทยที่ประกอบด้วย นักธุรกิจในวงการอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ในไทย 51,869 กิจการ รวมถึงตัวแทนผู้ซื้อจากต่างประเทศ (Buying Agents) ที่มีสำนักงานในไทย และการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริง หรือ Virtual Trade Show ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าต่างประเทศ (Importers) ที่ไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้เป็นผู้ประกอบการไทย 519 บริษัทและตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติจาก 12 ประเทศ ได้แก่ บราซิล แคนาดา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวย์ โปแลนด์ ไต้หวัน อเมริกา และเวียดนาม รวม 189 บริษัท บนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้มาตรการการดูแลสุขอนามัย ของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด

รมช.พาณิชย์จี้เอกชนเร่งปรับตัวรับการค้ายุค NEW NORMAL

 

 

รมช.พาณิชย์เปิดสัมมนาทิศทางและแนวโน้มตลาดเมียนมา จากเหตุการณ์ COVID-19 จี้เอกชนเร่งปรับตัวรับการค้ายุค NEW NORMAL พร้อมดึงกูรูแนะรูปแบบธุรกิจในอนาคต เผย COVID-19 จะทำให้รัฐบาลทั่วโลกเข้าแทรกแซงระบบเศรษฐกิจมากขึ้น

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “ทิศทางและแนวโน้มตลาดเมียนมา...จากเหตุการณ์ COVID-19” ซึ่งจัดโดยสภาธุรกิจไทย-เมียนมา ในวันที่ 27 สิงหาคม 2563     ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี โดยนายวีรศักดิ์ กล่าวว่า ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมมือกัน เพื่อปรับตัวเพื่อก้าวผ่านวิกฤติโควิด-19 ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพียงภาครัฐ โดยภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำรงชีวิตและการทำงาน จากวิถีเดิมไปสู่วิถีการดำรงชีวิตใหม่ หรือ นิวนอร์มัล โดยทุกฝ่ายควรจะต้องเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนี้อย่างลึกซึ้ง และร่วมมือปรับตัวไปด้วยกัน กล่าวคือ   มีความเป็นไปได้ที่การเดินทางระหว่างประเทศของผู้คนทั่วโลกจะไม่กลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวอาจก่อให้เกิด กระแสความนิยมการบริโภคอุปโภคสินค้าและบริการท้องถิ่น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวหาแหล่งวัตถุดิบ หรือฐานการผลิตให้มีระยะทางที่ใกล้กับผู้บริโภคมากที่สุดเพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการค้า โดยปัจจัยสำคัญที่ธุรกิจจำเป็นต้องมีคือ “ภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยง” หรือความสามารถที่จะยืดหยุ่น เรียนรู้ และปรับตัวต่อความเสี่ยงต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ และที่สำคัญที่สุดคือจะต้องทำได้ดีกว่า เหนือกว่าคู่แข่ง เพื่อความอยู่รอดในระยะยาว และในอนาคต ธุรกิจจำเป็นที่จะต้องหันมาให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างผลกระทบที่ดีต่อสังคม และมีการบริหารจัดการที่โปร่งใสเป็นธรรม ดังนั้น บริษัทจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ใหม่ เพราะการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหม่ของโลกในการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไร้การสัมผัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 ด้าน ได้แก่ การค้าออนไลน์ การแพทย์ออนไลน์ และระบบอัตโนมัติต่างๆ ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่าแนวโน้มรูปแบบธุรกิจในอนาคต คือ การลดการติดต่อสัมผัสระหว่างผู้คนให้น้อยที่สุด โดยแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ในเรื่องความสะอาด สุขอนามัยของสินค้าสำคัญมาก ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคจะใช้ระบบเทคโนโลยีเป็นหลัก เพื่อลดการติดต่อสัมผัสทางกายภาพ อาทิ การขาย ไลฟ์-สตรีมมิ่ง การชำระเงินแบบไม่ใช้เงินสด ไม่ใช้การรูดบัตร ไม่ต้องมีการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน  ฯลฯ

นอกจากนี้ การแพร่ระบาดครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการแทรกแซงทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รัฐบาลทั่วโลกได้เร่งประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแผนดังกล่าวโดยส่วนใหญ่จะเน้นการดำเนินการใน 3 ด้าน ได้แก่ การช่วยเหลือประชาชนในความต้องการขั้นพื้นฐาน การจ้างงาน และการช่วยเหลือธุรกิจประเภทต่าง ๆ ให้อยู่รอด โดยผู้นำธุรกิจจะต้องปรับตัวสู่วิถีปกติใหม่ที่มาพร้อมกับการแทรกแซงจากภาครัฐที่มากขึ้น เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติและภาครัฐตัดสินใจจะเริ่มผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ลง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ภาคธุรกิจจะต้องติดตามการปรับเปลี่ยนดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป  อย่างไรก็ตาม เมื่อภาครัฐได้นำภาษีจากประชาชนจำนวนมากไปใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นความท้าทายที่เกิดขึ้นในยุคนิวนอร์มัลคือจะทำให้การตรวจสอบรูปแบบต่างๆ จะต้องยกระดับความเข้มงวดให้มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และภาคธุรกิจจำเป็นจะต้องก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเช่นเดียวกับภาครัฐ ในการรับผิดชอบช่วยเหลือสังคมให้ปรับตัวเข้าสู่นิวนอร์มัลในระยะยาวด้วย

 

ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน สำหรับในบริบทประเทศไทย นายวีรศักดิ์ เห็นว่าจุดแข็งของเศรษฐกิจไทยเพื่อก้าวต่อไปในยุคนิวนอร์มัล ได้แก่ 

-  เป็นศูนย์กลางด้านการบริการสุขภาพ และการให้บริการด้านสุขภาพอย่างรอบด้านและครบวงจร

-  ด้านการผลิตสื่อสร้างสรรค์ (Creative Content)  และการขายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry)

   ผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

-  สินค้าอาหาร และเกษตรแปรรูปจากชุมชน มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน

-  อุตสาหกรรมการให้บริการรูปแบบต่างๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล การค้าออนไลน์

-  อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวท้องถิ่น เน้นสนุก สะอาด ได้ประสบการณ์วัฒนธรรมชุมชน เป็นต้น

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า  ในทุกวิกฤติยังมีโอกาสอยู่เสมอ หากผู้ประกอบการเข้าใจสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกัน ก็จะสามารถประคองธุรกิจให้ผ่านพ้น และยังมีโอกาสจะเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤติอย่างชัดเจน โดยในงานสัมมนาในครั้งนี้ก็ได้มีผู้แทนจากทั้งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มาให้ความรู้ถึงรายละเอียดของมาตรการช่วยเหลือต่างๆ และโอกาสต่างๆ ที่มีในเชิงลึกด้วย

เปิดแล้วทั่วประเทศ !! จุรินทร์ ชู ศูนย์เทคโนโลยีเกษตร และ นวัตกรรม เดินหน้า “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”

วันที่ 10สิงหาคม 2563  เวลา 15.30น. ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี อาจารย์ ดร.มนัญญา ปริยวิชญภักดี รองอธิการบดี ร่วมเปิดศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและ นวัตกรรมเพชรบุรี และสถาบันเกลือ

โดยนายจุรินทร์ ในฐานะประธาน กล่าวว่าวิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต  ยุคนี้จะเป็นยุคแรกที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรจะจับมือกัน กระทรวงเกษตรจะทำหน้าที่เป็นกระทรวงผลิต และกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็นกระทรวงตลาดโดยจะเดินหน้าไปสู่การสร้างเกษตรทันสมัยและพาณิชย์ทันสมัย

“พาณิชย์ทันสมัยคือพาณิชย์ที่จะต้องกำหนดรูปแบบการตลาดที่แตกต่างไปจากในอดีตที่ผ่านมาที่เน้นระบบการค้าแบบออฟไลน์เป็นหลัก  ต่อไปนี้ต้องปรับรูปแบบไปสู่พาณิชย์ทันสมัย เพิ่มรูปแบบการค้าออนไลน์ การค้าแบบเกษตรพันธสัญญา คอนแทรคฟาร์มมิ่ง และผ่านรูปแบบการตลาดแบบเคาน์เตอร์เทรด” รมว.พาณิชย์ กล่าว

นายจุรินทร์  กล่าวต่อว่า  ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว  หลายกลไกที่เป็นหน่วยงานภาคการผลิต ไม่มีเงินและหลายคนไม่มีตังที่จะซื้อสินค้าก็ให้ใช้รูปแบบการเอาสินค้าแลกสินค้าส่วนเหลื่อมค่อยจ่ายตังค์ แล้วเอาสินค้าอื่นมาบวกเพิ่ม เพื่อให้สมดุลกันและแลกเปลี่ยนกัน เป็นรูปแบบการค้ายุคใหม่ที่ต้องดำเนินการเข้มข้นเป็นรูปธรรม  รวมทั้งการค้าชายแดนที่ต้องให้ความสำคัญขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าการส่งออก โดยกระทรวงพาณิชย์จะปรับกลไกของกระทรวงพาณิชย์  โดยให้พาณิชย์จังหวัดต้องปรับเปลี่ยนบทบาทไปเป็นเซลล์แมนจังหวัด ทูตพาณิชย์ประจำประเทศต่างๆ 40 - 50ประเทศ ต้องปรับบทบาทไปเป็นเซลล์แมนประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องทำหน้าที่หัวหน้าเซลล์แมนประเทศ

รมว.พาณิชย์  กล่าวอีกว่า ยุทธศาสตร์หรือวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ก็ส่งผลให้เกษตรต้องปรับรูปแบบให้ทันสมัยและต้องครอบคุมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั้งหมด 5ด้านคือ 1.พืช 2.ปศุสัตว์ 3.ประมง 4.เกษตรแปรรูป 5.เกษตรบริการ  โดยต้องปรับรูปแบบเกษตรการผลิตไปสู่เกษตรยุคใหม่ 5  รูปแบบ 1.เกษตรรวมกลุ่มคือเกษตรแปลงใหญ่ คือสหกรณ์การเกษตรกลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนทางด้านการเกษตรและทุกชนิดที่ไม่ทำคนเดียวหรือต่างคนต่างทำ 2.เกษตรนวัตกรรม เช่น ข้าวสามารถนำไปทำเครื่องสำอางได้กระปุกละเป็นพันบาทแล้ว 3.เกษตรปลอดภัยยิ่งในยุคโควิดและหลังโควิดเกษตรปลอดภัยจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในและเป็นที่ต้องการของโลกหากขาดความปลอดภัยเกษตรประเทศนั้นจะไปได้ยาก 4.เกษตรแปรรูป ต้องไม่ขายเฉพาะเกษตร ขั้นต้นต้องแปรรูปพัฒนาเพิ่มมูลค่า ไปสู่เกษตรมูลค่าสูง

5.เกษตรอัจฉริยะืต้องใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาช่วย

“เกษตรพอเพียงคือรากฐานความเป็นไทยที่ได้รับพระราชทานไว้ที่เราต้องไม่ทิ้งและเดินหน้าไปตามแนวพระราชดำริ

ภายใต้วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาดที่ต้องทำเราจะเดินหน้าไปต้องมีศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม เกิดขึ้นเพื่อให้ประสบความสำเร็จและศูนย์เทคโนโลยีทำคนเดียวไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและทุกภาคส่วนที่จะต้องร่วมมือ การที่จะมีศูนย์ทั้ง 76 จังหวัดเกิดขึ้นสอดคล้องกับ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ไม่ใช่ผลิตในสิ่งที่อยากทำ แต่ตลาดไม่ต้องการ การคิดค้นวิจัยและพัฒนาต้องนับจากการเอาตลาดเป็นตัวตั้งและคิดค้นไป” รมว.พาณิชย์ กล่าว

จุรินทร์ นำ คืนโฉนดให้เกษตรกรภาคกลาง 26 จังหวัด ที่ถูกยึดที่ดินทำกิน โดยใช้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เข้าไปให้การช่วยเหลือ

วันที่ 10 สิงหาคม 2563 เวลา 13.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกรและมอบเช็คชําระหนี้แทนเกษตรกรให้กับสหกรณ์ในจังหวัดภาคกลาง ภายใต้ โครงการรักษาแผ่นดินให้เกษตรกรไทย คืนที่ดินทํากินให้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ณ โรงแรมลองบีชชะอํา จังหวัดเพชรบุรี นายจุรินทร์ กล่าวว่า หนึ่งปีที่ผ่านมาได้ดำเนินการ คือ ประการแรก การบริหารจัดการทั้งหนี้และการฟื้นฟูคณะกรรมการกลางกองทุนฟื้นฟูพัฒนาเกษตรกรไม่สามารถที่จะไปดำเนินการได้ด้วยตัวเองครบถ้วนในทุกพื้นที่ในทุกจังหวัดได้ จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งอนุกรรมการแต่ละจังหวัดเพื่อช่วยดำเนินการและบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการกลาง ได้จัดตั้งครบทั้ง 76 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว

ประการที่สอง การแก้ปัญหาหนี้กับฟื้นฟูเกษตรกรนั้นจำเป็นที่จะต้องมีความคืบหน้าที่มีข้อจำกัดโดยกฎหมาย จึงได้มีการให้ความเห็นชอบเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพื่อเปิดโอกาสให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรสามารถเข้าไปบริหารจัดการหนี้ในส่วนที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่บุคคลค้ำประกันสามารถจัดการได้ ผ่านความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว อยู่ในขั้นตอนกระบวนการของวุฒิสภา เมื่อกฎหมายฉบับนี้แก้ไขบังคับใช้เสร็จสิ้น จะช่วยให้กองทุนสามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรรายย่อยได้ไม่น้อยกว่า 380,000 รายทั่วทั้งประเทศ และที่เป็นหนี้บุคคลค้ำนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้รายย่อยไม่เกินรายละ 200,000 บาท ถึงยังประโยชน์ให้เกษตรกรยากจนรายย่อยที่เป็นหนี้ตัวจริง และมีการอนุมัติงบประมาณบริหารจัดการหนี้ในปี 2563 อีก 1,328 ล้านบาท จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 2,700 รายที่เป็นรูปธรรม และมติล่าสุดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมามีมติเพิ่มเติมโดยใช้อำนาจคณะกรรมการให้เราสามารถขยายการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติม จากเดิมจำกัดเฉพาะหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาทเป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท และกำลังจะมีข่าวดีที่ช่วยลดภาระเกษตรกรที่เป็นหนี้กองทุนได้มีการสั่งการว่าให้ไปเจรจาการกฤษฎีกาและฝ่ายกฎหมายว่าทำได้หรือไม่ คือให้ลูกหนี้ที่ดีเป็นหนี้ต้องมีภาระหรือค่าบริการ ร้อยละหนึ่งให้เป็นร้อยละศูนย์ ถ้าทำได้ก็จะทำให้โดยเร็ว

จากนั้นนายจุรินทร์ ได้มอบนโยบายให้อนุกรรมการจังหวัดทุกท่านตั้งใจปฏิบัติภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฏหมายและตามนโยบายของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้สมบูรณ์แบบและที่สำคัญเมื่อมีนโยบายแล้วชัดเจนแล้วอย่าช้าขอให้ทำให้เร็วการขึ้นทะเบียนการดำเนินการการแก้ไขปัญหาตามนโยบายที่ทำให้เกิดผลปฏิบัติเป็นรูปธรรมกับเกษตรกรในพื้นที่ภายใต้ความรับผิดชอบ อะไรที่เป็นปัญหาอุปสรรคขั้นตอนกระบวนการให้เราจัดการให้สั้นได้ขอให้ดำเนินการ ตรอไปนโยบาย"เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด" เกิดขึ้นให้กระทรวงเกษตรกับกระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกันภายใต้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต ต่อไปนี้เวลาที่พี่น้องผลิตพืชผลทางการเกษตรอย่าทำตามที่เคยทำมาโดยไม่มองการตลาด ขอให้ใช้การตลาดเป็นธงนำเพื่อนำไปสู่การผลิต ถ้าผลิตตามความต้องการของตลาดท่านก็จะขายได้ กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรในการทำการตลาดให้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม นายตุรินทร์ กล่าวต่อเกษตรกรสมาชิกกองทุนฯด้วยว่า ดีใจที่ได้ทำนโยบายที่ให้เกษตรกรที่ได้มีโอกาสเดินหน้าไปสู่ความเป็นไทให้ตนเองด้วยการได้รับหนังสือสำคัญที่ดินคืนกลับสู่อ้อมกอดเพื่อที่จะได้นำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อไป เห็นความก้าวหน้าของกองทุนฯมาเป็นลำดับ แม้บางช่วงจะขาดตอนไปตามนโยบายของแต่ละรัฐบาลแต่ในช่วงรัฐบาลนี้ตนมารับผิดชอบกได้ทำหลายอย่าง โดยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนมีอยู่ 2 เรื่องสำคัญ เพื่อให้กองทุนนี้ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้สินให้กับเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนไว้กับกองทุนและเมื่อจัดการแก้ปัญหาหนี้สินเสร็จสิ้นแล้วก็นำไปสู่การดำเนินการขั้นตอนต่อไปในการฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรให้สามารถยึดอาชีพเกษตรกรรมต่อไปได้

การจัดการให้มีสองแบบคือ แบบที่หนึ่งช่วยซื้อหนี้ที่พี่น้องเป็นหนี้สถาบันการเงินหรือหนี้สถาบันการเกษตรในรูปแบบต่างๆเช่น หนี้สหกรณ์ หรือรูปแบบอื่นๆ แล้วชำระหนี้ไม่ได้กำลังจะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์หรือยึดที่ดินทำกินที่พี่น้องเอาไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้ยืมโดยเปิดโอกาสให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เข้าไปซื้อหนี้ แล้วโอนหลักทรัพย์มาไว้ที่กองทุนและให้พี่น้องมาผ่อนชำระหนี้กับกองทุนแทนโดยหลักการคือกองทุนจะไม่ยึดที่ดินทำกินของพี่น้องและเปิดโอกาสให้พี่น้องผ่อนชำระจนหมดสิ้นแล้วก็คืนโฉนดหลักทรัพย์ที่ดินให้กับพี่น้องเหมือนที่เราทำกันวันนี้ให้พี่น้องได้มีที่ดินทำกินต่อไป

" เปิดโอกาสให้กองทุนไปซื้อทรัพย์คือที่ดินที่ถูกยึดไปเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มีความประสงค์ที่จะเอาที่ดินไปทำอย่างอื่นยังเปิดโอกาสให้กองทุนซื้อทรัพย์นั้นกลับมา แต่พี่น้องยังไม่มีกำลังกองทุนฟื้นฟูไปซื้อที่ดินนั้นมาไว้และเปิดโอกาสให้พี่น้องผ่อนชำระจนกระทั่งชำระครบแล้วก็คืนทรัพย์ให้กับพี่น้องกลับไปและเอาไปฟื้นฟูตามนโยบายและระบบการบริหารจัดการ

สำหรับ การติดต่มนโยบายวันนี้ ร่วมด้วย นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสไกร พิมพ์บึง รองเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประธานกรรมการคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี

รองนายกฯ "จุรินทร์ " นำกระทรวงพาณิชย์ลุยตรวจราคาเนื้อหมูเชียงใหม่ พร้อมสั่ง พาณิชย์ทุกจังหวัด ติดตามช่วยประชาชน

วันที่ 1สิงหาคม 2563เวลา 17.00น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์ จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมโครงการลดราคาเนื้อหมูเพื่อทำตลาด  ช่วยประชาชน  ที่ร้านชัยพัฒนาฟาร์ม อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่

นายจุรินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาเนื้อหมูขายปลีกได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบก็พบว่าในช่วงระยะเวลาไม่กี่วันมานี้ราคาหย่อนลงมาแล้วจากที่ตึงมากในช่วง1-2สัปดาห์ ก่อน เพราะว่ามีบางพื้นที่ราคาหมูเนื้อแดงขึ้นไปสูงถึง 170บาทต่อกิโลกรัมถือว่าสูงเกินเหตุอย่างไรก็ตามจากมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วช่วยให้สถานการณ์ราคาขายปลีก ถูกลงในหลายพื้นที่หลายจังหวัดแม้จะไม่ทั้งหมด และมาตรการที่กำหนดไว้ก็คือร่วมมือกันระหว่างสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกับโรงเชือดหรือโรงชำแหละรวมทั้งร้านโมเดิร์นเทรดและห้างค้าปลีกและเขียงหมูที่จำหน่ายในตลาดนัดตลาดสดทั่วไป ได้กำหนดเป็นเกณฑ์ร่วมกันว่าราคาหมูหน้าฟาร์มจะไม่ให้เกินกิโลกรัมละ 80บาท ส่วนออกจากโรงชำแหละไม่ควรเกิน 94บาทถึง 95บาท เพื่อที่จะให้เขียงหมูขายหมูเนื้อแดงได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 150บาท

ขณะนี้ในหลายจังหวัดหลายพื้นที่สามารถคุมระดับราคานี้ได้ แม้จะมีส่วนเกินไปบ้างในบางพื้นที่ เป็นหน้าที่ของพาณิชย์จังหวัดที่จะต้องเข้าไปดูแลและประสานงานควบคุมจัดการว่าทำอย่างไร ที่จะให้กระบวนการทั้งหมดสามารถปรับลดราคาลงมาอยู่ในราคาไม่เกิน 150บาท นอกจากนั้น ได้มีมาตรการเพิ่มเติมกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับห้างโมเดิร์นเทรดและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆในการที่จะจัดจุดจำหน่ายหมูราคาถูก เช่น ที่นี่ ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะหมูเนื้อแดงให้จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 130บาท ขณะนี้ได้รับความร่วมมือสำหรับห้างแม็คโครทั่วทั้งประเทศทุกสาขาขายหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130บาท ท็อปส์ 130บาท ร้านซุปเปอร์ชีฟซึ่งมีอยู่ในภาคใต้หลายจังหวัดก็ 130บาท

ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้พาณิชย์จังหวัดได้ประสานกับสมาคมผู้เลี้ยงหมูภาคเหนือและภาคส่วนต่างๆสามารถจำหน่ายได้ 32 จุด โดยสังเกตจะมีป้ายพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน สามารถขายหมูเนื้อแดงได้กิโลกรัมละ 130 บาท ส่วนหมูชนิดอื่นๆก็จะราคาสูงต่ำต่างกัน เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ และกรมการค้าภายในโดยท่านอธิบดี วิชัย โภชนะกิจ ก็จะประสานห้างโมเดิร์นเทรดและหน่วยงานอื่นๆ ที่จะเพิ่มจุดจำหน่ายในราคา 130 บาทเพิ่มขึ้นอีกในสัปดาห์นี้และสัปดาห์ถัดไป  แล้วจะประชาสัมพันธ์ให้ได้รับทราบต่อไป

จุรินทร์ ลุย ไร่มะเขือเทศ อมก๋อย-เชียงใหม่ เน้นสัญญาซื้อขายจริงและหาตลาดเพิ่มอีก เน้นอมก๋อยโมเดล ให้เกษตร -พาณิชย์ทุกจังหวัด หาตลาดล่วงหน้าสินค้าเกษตร

1 สิงหาคม 2563 14.00 น. ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เวลา 14.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะเกษตรจังหวัดพาณิชย์จังหวัด และผู้ประกอบการซึ่งร่วมเซ็นสัญญาซื้อขายมะเขือเทศ  ลงแปลงไร่มะเขือเทศ  ชาวบ้านพี่น้องชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง  ตรวจเยี่ยมผลผลิตและการทำเกษตรพื้นที่สูงซึ่งเป็นไร่ผสมแบบผสานขั้นบันได  โดยด้านล่างจะเป็นนาดอย  ส่วนใหญ่ประชาชนชาวกะเหรี่ยงจะมีไว้เพื่อปลูกข้าวสำหรับกินเองในครัวเรือน ทั้งปี  ส่วนรายได้จะเก็บเกี่ยวจากการขายผลผลิตมะเขือเทศ 

 นายลอยพอ สุริยะบุปผา  สจ.จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรชาวไร่มะเขือเทศ  ได้นำรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปลงพื้นที่เกษตรกรหนึ่งในชาวไร่อมก๋อย  ที่ได้เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้าเกษตรอำเภอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่  นายลอยพอ กล่าวว่า เกษตรกรยอมรับว่าหากไม่มีส่งการเชื่อมโยงของกระทรวงพาณิชย์นี้จะทำให้ไม่มีตลาดทันท่วงทีกับผลผลิตที่สุกผลร่วงแล้วจะทำให้ราคาตกต่ำ แต่โครงการของนายจุรินทร์ตามรูปแบบ  "อมก๋อยโมเดล"นั้นจะช่วยเกษตรกรให้เก็บผลผลิตเพื่อเข้าตลาดสด   เช่น ตลาดไท  จังหวัดปทุมธานี ตลาดล้านเมือง  จังหวัดเชียงราย  เป็นต้น   ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องเก็บผลผลิตก่อนสุกร่วง  ซึ่งตามราคาที่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายวันนี้จะอยู่ที่  ลูกใหญ่เบอร์หนึ่งราคา  34 บาทมือสอง 32 บาทเบอร์สาม 20 บาท  ผู้ซื้อคือบริษัทหุ่นวิจิตรการเกษตรแอนด์ฟู๊ดจำกัด จังหวัดปทุมธานี  บริษัทมาตาโปรดักส์ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่  บริษัทเจียงฮายมาร์เก็ต จำกัด  (ตลาดล้านเมือง ) จังหวัดเชียงราย เหล่านี้จะ  รับซื้อตามราคาเซ็นสัญญา  ส่วนอีกรายคือบริษัทรอแยลฟู้ด จำกัด (ตราสามแม่ครัว) จังหวัดเชียงใหม่  สำหรับตราสามแม่ครัวนั้นจะรองรับซื้อผลสุกร่วง ไปแล้ว น้ำหนักจะมากกว่าและการรับซื้อจะใช้อีกราคาหนึ่งเป็นกลไก เสริม อย่างไรก็ตามสำหรับการเซ็นสัญญาวันนี้จะมีการรับมะเขือเทศทันทีปริมาณ 2300 ตัน มูลค่า 55 ล้านบาท

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า นายจุรินทร์ให้กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในงรวมทั้งพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้าโมเดลนี้หาตลาดเพิ่มเติม  ให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันในส่วนของผลผลิตการเกษตรในพื้นที่จังหวัดอื่นก็ให้ใช้  รูปแบบเดียวกันกับ  "อมก๋อยโมเดล" นี้ ทั้งนี้ให้พาณิชย์ทุกจังหวัด และเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด สำรวจพืชผลการเกษตรในพื้นที่ตนเอง แล้วประสานผู้ประกอบการทำการเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้านอกเหนือจากนั้นก็ให้ประสานกระทรวงพาณิชย์ผ่านกรมการค้าภายในเพื่อนำมาตรการเสริมเข้าดูแล  ไม่ให้เกษตรกรเกิดความเดือดร้อน

กลุ่มชาติพันธุ์ยิ้มร่า! จุรินทร์ ประกาศ "อมก๋อยโมเดล" หาตลาดให้สินค้าเกษตรบนดอย นำเอกชนผู้ซื้อ MOU มะเขือเทศ-กะหล่ำปลี-บุก-ฟักทอง

 

วันที่ 1สิงหาคม 2563เวลา 10.00น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และคณะกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบปะและร่วมรับฟังปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง  ณ หอประชุมที่ว่าการอําเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนสินค้าทางการเกษตร (มะเขือเทศ ผัก และ บุก) มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน และปรุงอาหารมอบข้าว กล่องให้แก่พี่น้องประชาชน ติดตามโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 4 (พิเศษ)

นายจุรินทร์ ใช้โอกาสนี้พบปะประชาชนชาติพันธุ์กว่า 2000คน  และกล่าวว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมพี่น้องชาวอมก๋อยได้ และทราบจากท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่บอกว่าอมก๋อยไม่ค่อยได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในคณะรัฐบาล ซึ่งล่าสุดปี 2547ผ่านมา 17ปีแล้ว วันนี้ขอทำหน้าที่แทนรัฐบาลและแทนกระทรวงพาณิชย์ มาเยี่ยมพี่น้องที่นี่ มาช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้หาคนรับซื้อพืชเกษตร 5ตัวให้กับพี่น้องคือ มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ฟักทอง พริกและบุก เพื่อให้พี่น้องมีหลักประกันว่าต่อไปนี้เค้าจะมารับซื้อในราคาขั้นต่ำว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละเท่าไร โดยมีพรรคพวกของพี่น้องเองเป็นผู้รวบรวมผลผลิตอาจจะเรียกว่าสหกรณ์หรือกลุ่มสหกรณ์เป็นต้นรวมตัวกันรวมตัวกันและขายให้กับผู้รับซื้อที่กระทรวงพาณิชย์นำมาซื้อโดยให้ทำสัญญากันเลยโดยวันนี้จะมีการเซ็นสัญญา 10สัญญาและตัวแทนเกษตรกรของพี่น้องที่จะมาเซ็นสัญญาจะไปรวบรวมผลผลิตจากพี่น้องตามราคาที่เซ็นสัญญาพี่น้องก็จะมีหลักประกันในการขายผลผลิตทางการเกษตรในราคาที่เป็นธรรมและแน่นอนชัดเจนขึ้น

นายจุรินทร์ระบุว่า เมื่อวานนี้มีโอกาสมานั่งคุยกับพวกเราที่ใต้ต้นมะเดื่อ 30 - 40คน รับทราบว่าพี่น้องที่นี่ปลูกมะเขือเทศมีปัญหามากเพราะว่าเวลาที่น้องปลูกมะเขือเสร็จ ส่งไปขายเป็นเดือนแล้วยังไม่รู้ว่ามะเขือเทศได้กิโลกรัมละกี่บาทจะมารู้ที่หลังซึ่งไม่ยุติธรรมดังนั้นต่อไปนี้การรับซื้อมะเขือเทศจะต้องปิดป้ายราคารับซื้อไว้ให้ชัดเจนทุกวัน ตนจะมอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าภายในลงนามกำหนดว่าการลงรับซื้อมะเขือเทศต้องประกาศปิดป้ายราคา

และวันนี้ตนพาผู้ซื้อมาเซ็นสัญญา มะเขือเทศ กำหนดราคาว่าเบอร์หนึ่งให้รับซื้อกิโลกรัมละ 34บาท เบอร์สอง 32บาท เบอร์สาม 20บาท แต่จะมาเซ็นสัญญา 3เดือนก่อน ตั้งแต่สิงหาคม-ตุลาคม แล้วจะมาเซ็นสัญญารับซื้อ 2,300ตัน โดยผู้ที่รวบรวมเซ็นสัญญาจะต้องไปกระจายแบ่งกันไป กับผู้ปลูกมะเขือเทศที่ลงทะเบียน พี่น้องต้องมาลงทะเบียนจะได้มีชื่ออยู่ในระบบ มอบหมายให้นายอำเภอและเกษตรจังหวัดรวมทั้งพาณิชย์จังหวัดได้ไปจัดจุดบริการให้ทุกตำบล และจะแจ้งว่าไปตำบลที่ไหนอย่างไรจึงให้พี่น้องไปขึ้นทะเบียนเพราะถ้าไม่ขึ้นทะเบียนรัฐบาลจะไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร

สำหรับกะหล่ำปลี มีผู้รวบรวมโดยกำหนดราคานอกฤดูคือตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ กิโลกรัมละ 12บาท ส่วนในฤดูมีนาคมถึงกันยายน กิโลกรัมละ 5บาท ส่วนฟักทองจะรับซื้อ 6,000ตันโดยกำหนดราคาไว้ที่กิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 11บาทตลอดปี สำหรับฟักทองขนาด 2-3กิโลกรัมต่อหัว ตามมาตรฐานที่กำหนด และบุกจะมารับซื้อเซ็นสัญญาวันนี้โดยกำหนดว่าจะรับซื้อ 6,000ตันกิโลกรัมละ 25บาทตลอดปี

" พี่น้องปลูกบุกได้แต่อย่าทำผิดกฎหมายอย่าบุกรุกป่า อย่าตัดไม้ทำลายป่า จะทำให้พื้นที่ป่าเสียหายเพราะป่าคือบ้านของพวกเราทุกคน ถ้าป่าหมดสุดท้ายบ้านเราก็จะกลายเป็นบ้านหัวโล้น คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือรุ่นลูก รุ่นหลานเรา เราต้องช่วยกันแต่ถ้าเราปลูกพืชเกษตรบนที่ดินที่ถูกต้องเหมาะสมเราจะมีโอกาสขายราคาดี ผมจะเป็นคนหนึ่งที่ช่วยพี่น้องกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรมาช่วยพี่น้องต่อไป" นายจุรินทร์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีกว่าด้วยว่า ได้นำโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนมาลดราคาขายของให้พี่น้องด้วยใครพกตังค์มาก็ไปซื้อได้ ราคาสินค้าจะถูกเป็นพิเศษที่ถูกมากที่สุดมี 5ตัวคือ 1.ไข่ไก่ฟองละ 2บาท 2.น้ำมันพืชขวดละ 30บาท 3.น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20บาท 4.ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10บาท 5.ข้าวสาร 5กิโลกรัม 95บาทต่อถุง

และมีเนื้อหมูราคาพิเศษมาขายด้วย หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130บาท พร้อมจะจะมีของยังชีพมามอบให้กับพี่น้องที่มาทุกคนโดยประกอบด้วย 1.ผ้าห่มจากบริษัทไทยเบฟ 2.ไข่ไก่คนละหนึ่งแผงมี 30ฟอง3.น้ำตาลทรายคนละ 1กิโลกรัม 4.น้ำมันพืชยี่ห้อมรกตคนละหนึ่งขวดเป็นต้น

" ต่อไปจะเป็น “อมก๋อยโมเดล”เพื่อที่จะนำไปใช้ต่อไป เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าพี่น้องจะนำสินค้าไปขายได้ดีขึ้นและมีราคาที่พี่น้องคาดหวังได้ชัดเจนขึ้น คำนวณรายได้รายจ่ายของพี่น้องในการปรับปรุงชีวิตได้ชัดเจนเป็นขึ้น หวังว่าตัวแทนทั้งสองฝ่ายจะซื่อตรงต่อกันและปฏิบัติตามสัญญาที่ลงนามไว้ ถือเป็นการลงนามตามกฏหมายซึ่งผูกพันทั้งสองฝ่ายขอแสดงความยินดีกับพี่น้องทุกคน" นายจุรินทร์ กล่าว

ทางด้านนายลอยพอ สุริยะบุปผา สมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่  เป็นตัวแทนประชาชนกล่าวขอบคุณ พร้อมบอกว่าเป็นเวลาที่ยาวนานที่ผู้บริหารระดับสูงของ ประเทศขึ้นมาบนดอยอมก๋อยจึงเป็นที่ตื้นต้นใจมาก และต้องขอบคุณน้ำใจจากรัฐบาลและรองนายกฯจุรินทร์ที่ทำงานจริงจังและนำการซื้อขายให้เกิดขึ้นจริงด้วยการช่วยหาตลาดให้เกษตรกรพื้นที่สูง และที่ประทับใจมากคือเมื่อไปพบเพื่อร้องเรียนแล้วทางรองนายกฯได้เดินทางขึ้นมาช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

“จุรินทร์” ปลื้ม “ศิลปาชีพทอใจ วิถีใหม่ ใต้ร่มพระบารมี” ยอดขายวันเดียว 20 ล้านบาท
 
วันที่ 2 สิงหาคม 2563 เวลา 14.00 น. ที่อาคารแสดงสินค้าอิมแพ็ค ฮอลล์ 5-7 เมืองทองธานี
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน “ศิลปาชีพทอใจ วิถีใหม่ ใต้ร่มพระบารมี”
 
นายจุรินทร์ กล่าวภายหลังการเปิดงานว่า งานในวันนี้ถือว่าเป็นงานสำคัญของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศซึ่งเป็นองค์การมหาชนภายใต้สังกัดของกระทรวงพาณิชย์ที่รับผิดชอบในเรื่องของการตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศิลปสชีพ ซึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงริเริ่มไว้ในรูปของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพตั้งแต่ปี 2519 
 
ซึ่งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ มีหน้าที่เข้ามาดูแลเรื่องการตลาดทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ วันนี้เป็นการจัดงานใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศขึ้นมา ถือเป็นงานใหญ่งานแรกภายใต้สถานการณ์โควิด แต่งานจัดในรูปแบบ social distancing เต็มรูปแบบ  โดยมีไฮไลท์คือการแสดงของงานศิลปาชีพชิ้นเอกสำคัญครบถ้วนทั้งหมดรวมทั้งการนำงานชิ้นสำคัญมาประมูลเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มาประมูลและมีการนำดีไซน์เนอร์จากต่างประเทศกว่า 60 ประเทศมาใช้ผ้าวัสดุของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งผู้อำนวยการรายงานว่าจากนี้ไปทางดีไซเนอร์ทั้ง 60 ท่านนี้จะทำหน้าที่เหมือนเป็นทูตของศิลปาชีพ ในแต่ละประเทศในการช่วยเผยแพร่งานศิลปะชีพและอาจจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายการตลาดให้กับศูนย์ศิลปาชีพด้วย
เพื่อที่จะให้งานศิลปาชีพนั้นเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้นในตลาดต่างประเทศและจะขยายต่อไปในอนาคต
 
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานในช่วงวันที่ 1-5 สิงหาคม โดยจัดตั้งแต่ 10.00 - 22.00 น.ของทุกวันโดยตั้งเป้าหมายว่ายอดขายไม่ต่ำกว่า40 ล้านบาท แต่รายงานเมื่อสักครู่เพียงวันแรกได้ถึง 20 ล้านบาทแล้ว คาดว่าจะได้ยอดขายมากกว่านั้นมาก คงบรรลุเป้าหมายทางการตลาด ซึ่งถ้าการจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จก็จะได้มีการจัดให้ถี่ขึ้น เพราะเราต้องการให้งานของศิลปาชีพกระจายไปทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ
 
 “ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนพี่น้อง ประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มาร่วมชมกันตั้งแต่วันที่ 1-5 สิงหาคม 2563” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร พัฒนานักบริหารการพาณิชย์ระดับสูง (พ.นพส.) รุ่นที่ 1

นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร พัฒนานักบริหารการพาณิชย์ระดับสูง (พ.นพส.) รุ่นที่ 1  ณ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563

จุรินทร์ ลงพื้นที่ ราชบุรี ช่วยผู้พิการ-ผู้ป่วยติดเตียง เดินหน้า 4 มาตรการ ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

 

วันที่ 14มิถุนายน 2563เวลา  10.30น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบปะเยี่ยมเยียนและมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับพี่น้องประชาชน ที่ วัดอัมพวนาราม (วัดดงมะม่วง) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยมี ส.ส.ราชบุรี อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ มิสแกรนด์ ราชบุรี นางสาวภัทราพร ไล้ปรีดา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายชยาวุธ จันทร ร่วมคณะ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ในฐานะผู้ประสานงานการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ กล่าวว่า วันนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มาเยี่ยมเยียนพี่น้องกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการในตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง มารับถุงยังชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากห้างแม็คโครและซีพี นำเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับกลุ่มเปราะบาง  กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มผู้พิการซึ่งเป็นกลุ่มพิเศษที่จะต้องได้รับโอกาสจากทางสังคม เพื่อเป็นกำลังใจในภาวะวิกฤติที่เราได้ฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ทางรัฐบาลนั้นได้นำพาพี่น้องประชาชนก้าวข้ามวิกฤตนี้สามารถระงับยับยั้งการแพ่รระบาดของโรคไวรัสได้เป็นอย่างดี

"ในนามตัวแทนของพี่น้องราชบุรีขอขอบคุณทางรัฐบาล ในการแก้ปัญหาวิกฤติไวรัสโคโรนาให้พี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากการแพ่รระบาดในครั้งนี้ ท่านจุรินทร์ก็กำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลปากท้องของพี่น้องประชาชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี ได้ผลักดันราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำมาเป็นเวลาหลายปี

พี่น้องกลุ่มเกษตรกรที่รอการแก้ไขปัญหาจากทางรัฐบาล วันนี้สินค้าเกษตรหลายตัวภายใต้การบริหารงานของคณะรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ได้สูงขึ้นเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน และยังได้ให้เงินเยียวยาให้กับพี่น้องกลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ที่เป็นผู้พิการ กลุ่มเด็กแรกเกิด ขอขอบพระคุณรัฐบาลและท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขอเป็นตัวแทนพี่น้องราชบุรีเขตสี่ขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้ " นายอัครเดช กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อประชาชนว่าเป็นโอกาสดีมากที่ได้  ส.ส. มีคุณภาพมาดูแลทั้งงานสภา งานพรรค และงานพื้นที่ เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพมาก  สำหรับการสัญจรพบพี่น้องประชาชนในนามของตนนั้นเนื่องจากประเทศเจอสภาวะวิกฤตสิ่งใดที่สามารถช่วยบรรเทาทุกข์ประชาชนได้ก็จะทำอย่างเต็มที่   นอกเหนือจากการบริหารนโยบาย  ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าการดูแลจ่ายชดเชยเยียวยาประชาชนเนื่องจากโรคระบาด โควิด-19และเร่งรัดโครงการที่จะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่ม ทางด้านเกษตรกรนั้น ก็จะเดินหน้าโครงการประกันรายได้ต่อไปพร้อมทั้งดูแลราคาพืชผลการเกษตร และเูแลจ่ายเงินรับเยียวยาให้ด้วยเช่นกัน   และว่าจังหวัดราชบุรี  ทุกอำเภอเป็นหนึ่งในจำนวน 878อำเภอที่กระทรวงพาณิชย์ใช้โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ทั้งเพื่อบรรเทาทุกข์ และลดค่าของชีพประชาชนจึงเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้คอยติดตามเพราะล้วนมีสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันจะได้ไม่ต้องซื้อแพง  หมดนี้จากความห่วงใยของรัฐบาล 

" ผมเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ และที่ผ่านมาได้มีมติหลายเรื่องช่วยคนพิการ เช่น 1.เอาเงินกองทุนผู้พิการให้โดยตรงกับผู้พิการคนละ 1,000บาทขณะนี้กำลังทยอยโอนเข้าบัญชีให้เป็นพิเศษ แต่จ่ายครั้งเดียวจากกองทุน 2.เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้พิการจาก 800บาทเป็น 1,000บาท สำหรับผู้ที่มีบัตรและสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตร เด็กอายุต่ำกว่า 18ปีจะเพิ่มจาก 800บาทเป็น 1,000บาทเช่นเดียวกันทุกคนทั่วประเทศ 3.ผู้พิการคนไหนที่เป็นหนี้กองทุนผู้พิการก็จะพักหนี้ให้เป็นเวลาหนึ่งปี และอันสุดท้าย4.ผู้พิการท่านใดต้องการประกอบอาชีพ แต่ไม่มีเงินทุน ได้จัดเงินกู้ให้ไม่เกินคนละ 10,000บาท โดยปลอดดอกและสามารถชำระคืนได้ถึงห้าปีและไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

เรื่องเงินเยียวยาเกษตรกร จะมีเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เฉลิมชัย ศรีอ่อน ก็ได้ดำเนินการโอนให้กับพี่น้องไปแล้วด้วยความรวดเร็วรวมทั้งกลุ่มเปราะบางอย่างพวกเราหลายคน จะได้รับเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 เป็นเวลาสามเดือนเช่นเดียวกัน โดยจะมีกระบวนการคัดกรอง ถ้าใครยังไม่ขึ้นทะเบียนก็ไปดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการ " นายจุรินทร์กล่าว

จุรินทร์ จับมือ เฉลิมชัย นำ กระทรวงพาณิชย์-กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด " เดินหน้ายุทธศาสตร์ "ตลาดนำการผลิต" ลุยนำสินค้าเกษตรบุกตลาดโลก พาเกษตรกรก้ามข้ามความยากจน
 
 
วันที่ 10 มิถุนายน 2563 
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นำ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือสร้างประเทศเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มจีดีพีประเทศ และเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงมีพันธกิจร่วมกัน คือ สร้าง Single Big Data ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน สร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด
 
โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  จะนำกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภายใต้นิยาม"พาณิชย์ทันสมัย" นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำ สร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ ขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีและการค้าออนไลน์ สร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้น ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทย โดยมุ่งไปทั้งตลาดในประเทศและต่าง ประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนจังหวัดประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ผู้ประกอบการในจังหวัด
ด้านตลาดต่างประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนประเทศประกอบด้วยทูตพาณิชย์กับผู้ส่งออกภาคเอกชน มีช่องทางการตลาด คือ ออนไลน์ (แพลตฟอร์มรายการสินค้าเพื่อรองรับนิวนอร์มอล) ออฟไลน์ (โมเดิร์นเทรด ,สมาร์ทโชวห่วย ,ธงฟ้า ,โมบายมาร์เก็ต ,โมบาย ,รถพุ่มพวง,คาราวาน ,ตลาดต่างๆ,ตลาดกลาง ,ตลาดสด) คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (ทำเกษตรพันธสัญญา)เคาน์เตอร์เทรด (สร้างเวทีสร้างจับคู่ให้มากขึ้น)
 
" วันนี้ต้องถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันนึงของประเทศไทย คือ เป็นการเปิดศักราชใหม่อย่างเป็นรูปธรรมในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสองกระทรวงหลักคือกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวใจสำคัญของวันนี้ก็คือการเปิดวิสัยทัศน์สำคัญร่วมกันของทั้งสองกระทรวงภายใต้วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคนโดยใช้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิตและภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้มีเป้าหมายชัดเจน คือเป้าหมายในการเดินหน้ายุทธศาสตร์เป็นเป้าหมาย 1 สร้า3 เพิ่ม หนึ่งสร้างที่ว่าก็คือการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก ส่วนเป้าหมายสามเพิ่ม ที่ว่าก็คือเพิ่มที่หนึ่ง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มที่สองก็คือการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และเพิ่มที่สามก็คือการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในทุกระดับ โดยการที่จะบรรลุหนึ่งสร้างสามเพิ่มนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีพันธกิจร่วม 4 พันธกิจด้วยกันพันธกิจร่วมที่หนึ่งก็คือการที่จะต้องร่วมกันสองกระทรวงในการสร้าง Single Big Data ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งสองกระทรวงได้ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกันเสียที ไม่มีของเขาของเรา ไม่มีของพาณิชย์ไม่มีของเกษตร มีแต่ Single Big Data ร่วมของประเทศทั้งด้านการผลิตและการตลาด" นายจุรินทร์ กล่าว 
 
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า พันธกิจร่วมที่สอง ก็คือการที่เราจะต้องร่วมกับสองกระทรวงสร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พานิชย์ตลาด ให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อให้ภาคการผลิตคือภาคการเกษตร ภาคการแปรรูป อุตสาหกรรม ภาคการค้า การลงทุนการส่งออกได้สามารถมาใช้แพลตฟอร์มกลางที่ว่านี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลแลกเปลี่ยนพันธสัญญาในการซื้อขายและการทำการตลาดร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต พันธกิจร่วมที่สาม ก็คือการที่สองกระทรวงจะต้องร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสินค้าเกษตรของท่านโดยจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายของการตลาดและการผลิตยุคใหม่ที่โลกต้องการและเป็นการสะท้อนว่าเราเดินไปสู่ยุทธศาสตร์ ตลาดนำ การผลิต เพราะถ้าตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ก็จะขายยากในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสำคัญของโลกในประเทศที่มีศักยภาพมีที่ดี มีรายได้สูง
 
พันธกิจร่วมประการที่สี่ อยู่ที่กระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำร่วมกันก็คือในเรื่องของการที่จะต้องพัฒนาคนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตรงตามความต้องการของตลาดร่วมกันทั้งคนทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งสองกระทรวงต้องพัฒนาไปด้วยกันพร้อมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์สร้างโอกาสไทยทุกคน นี่คือ 4 พันธกิจร่วมเบื้องต้นที่ขอเปิดวิสัยทัศน์ในวันนี้ ที่สองกระทรวงจะทำร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การที่จะบรรลุพันธกิจรวม 4 พันธกิจ จะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันสองกระทรวง โดยมีประธานทั้งสองกระทรวงเป็นผู้ไปทำธุรกิจร่วมกัน ในการจัดทำเป้าหมายที่เป็นตัวเลขชัดเจน ไปทำแผนปฏิบัติทำโครงการขับเคลื่อน ทำตัวชี้วัด และไปทำทุกอย่างให้ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ต่อไปตนแนะนำว่านอกจากคณะทำงานชุดรวมแล้วต้องมีคณะทำงานแต่ละชุดที่จะบรรลุเป้าหมายพันธกิจร่วม 4 ชุดนี้และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของการเป็นเกษตรทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกันต้องเดินหน้าไปสู่การเป็นพาณิชย์ทันสมัย
 
พาณิชย์ทันสมัย คือ ประการที่หนึ่งต้องเป็นพาณิชย์ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำจากทุกมุมโลกจากทุกข้อมูล จากทุกแหล่งมาบูรณาการและมากลั่นกรองเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การดำเนินการทางการตลาดที่ถูกต้องชัดเจน
พาณิชย์ทันสมัยประการที่สองก็คือกระทรวงพาณิชย์ต้องสร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพให้ได้ เซลล์แมนจังหวัดไม่ใช่แค่พาณิชย์จังหวัดคนเดียวแล้วตั้งตัวเองเป็นเซลล์แมนจังหวัดแต่เซลล์ในจังหวัดต้องประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน ภาคการผลิตและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงานเซลล์ทีมเซลล์แมนจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ทางการตลาดภายใต้หลักพาณิชย์ทันสมัย ทีมเซลล์แมนประเทศต้องประกอบ ด้วยพาณิชย์และภาคเอกชน ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้ง ผู้นำเข้าในตลาดประเทศนั้น มารวมตัวกันเป็นทีมเซลล์แมนประเทศ จึงจะเป็นพาณิชย์ทันสมัย 
 
ประการที่สาม จะต้องมีการขยายตลาดการค้าออนไลน์ซึ่งถือว่าเป็นระบบการค้าแบบที่เรายังไม่นำมาใช้อย่างแพร่หลายจริงจัง ต่อไปจะเป็น New Normal ตัวจริงของตลาดโลกขึ้นมา เพราะเมื่อคนนับหนึ่งจากการระบบใช้ ecommerce การใช้การค้าออนไลน์ต่อไป ก็คงจะชินกับระบบนี้และสะดวกคล่องตัวโดยไม่ต้องเดินทางไปพบตัวเอง แค่ซื้อบนจอรวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อไป เราต้องเดินไปสู่การใช้ blockchain ในการเจรจาติดต่อกัน การขายและการลงทุนอนาคต ประการที่สี่ก็จะต้องเน้นในการสร้างโมเดลการค้ารูปแบบใหม่ๆให้เกิดขึ้นเพิ่มเติม เช่นในอนาคตอาจจะต้องนำทั้งหมด drop off ศูนย์รวม ศูนย์กระจายสินค้ามาใช้มากขึ้นรวมทั้งการเชื่อมระบบทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยไม่แยกส่วนก็จะเป็นโมเดลทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยกันสองกระทรวงพัฒนาร่วมกัน
 
และประการสุดท้ายนิยามของพาณิชน์ทันสมัย ก็คือเราจะต้องสามารถเดินหน้าไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรที่เราจับมือกับกระทรวงเกษตรให้ขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยกันสร้างแบรนด์ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หรือการสร้าง Trust Mark ให้เกิดขึ้นกับตลาดโลกทั้งโลกนี่คือนิยามของคำว่าพาณิชย์ทันสมัย
สำหรับช่องทางการตลาดที่จะนำสินค้าเกษตรไปขายให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเราจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศตลาดในประเทศ ที่ว่าก็จะทีมเซลล์แมนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญตลาดต่างประเทศก็จะมีทีมเซลล์แมนประเทศ ในการที่จะไปทำตลาดในต่างประเทศของโลก ส่วนช่องทางการตลาดเราได้คุยกันระหว่างสองกระทรวงและได้ข้อสรุปร่วมกันว่าอย่างน้อย 4 ช่องทางการตลาด
 
ช่องทางตลาดที่หนึ่งคือตลาดออฟไลน์ซึ่งถือว่าเป็นตลาดดั้งเดิมในตลาดรูปแบบเดิมที่เราได้ใช้มาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ยังสามารถพัฒนารูปแบบไปได้อีกเยอะ ไม่จำเป็นต้องอยู่รูปแบบเดิม เพื่อนำไปสู่พาณิชย์ทันสมัย ประกอบด้วยโมเดิร์นเทรด สมาร์ทโชวห่วย ที่ผมมีนโยบายยกระดับโชวห่วยขึ้น เป็นสมาร์ทโชวห่วย มีการใช้เทคโนโลยีรูปแบบการบริหารจัดการเข้ามาช่วยภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้านธงฟ้าก็ยังถือเป็นช่องทางตลาดอ๊อฟ ไลน์ของเราอีกช่องทางหนึ่ง โมบายมาร์เก็ตที่ผมจะเป็นตลาดชั่วคราวที่ไม่จำเป็นต้องไปสร้างอาคารขนาดใหญ่ ก็คือตลาดชั่วคราว ตลาดเฉพาะกิจที่ต้องทำงานเชิงรุกของทีมเซลล์แมนจังหวัดในการเป็นช่องทางระบายสินค้าทางการเกษตร เช่น ต้องสนองความต้องการตลาด และระบายสินค้าเกษตรต้องทำที่หนึ่งสัปดาห์จบ ถ้าสินค้าหมด นี่ก็คือทิศทางของตลาดอ๊อฟไลน์ที่เรียกว่าโมบายมาร์เก็ต รถพุ่มพวงก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถสนองต่อความต้องการของตลาดอ๊อฟไลน์ได้ คาราวานสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็นตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดต้องชม เป็นต้น นี่คือตลาดอ๊อฟไลน์
 
ตลาดที่สอง ก็คือตลาดออนไลน์ ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นตลาดออนไลน์นั้นจะต้องมีแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและแพลตฟอร์มต่างประเทศ และแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่เราจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นและเป็นช่องทางระบายสินค้าเกษตรต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สามการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ซึ่งขณะนี้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว จะช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีหลักประกันว่า ถ้าลงนามในเกษตรพันธสัญญาแล้วเค้ามีหลักประกันเรื่องราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ โดยผู้ซื้อผู้บริโภคหรือจะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของ value chain ในภาคการผลิตสินค้าต่อเนื่องอย่างไร และจะเป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรให้ความสำคัญร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการ ช่องทางสุดท้ายสี่คือการนำ counter trade มาใช้โดยการสร้างเวทีจับคู่การค้าการผลิตมาพบกันให้มากขึ้นในรูปของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือรูปแบบใดก็สุดแล้วแต่ ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณีทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ นี่คือวิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน
 
" วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน ถัดจากนี้ไปทั้งสองกระทรวงและบุคลากรทั้งสองกระทรวงยังมีภารกิจอีกเยอะที่จะต้องนำวิสัยทัศน์นี้หลักคิดนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อเกษตรกรเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจระดับกลางของผู้ประกอบการและระดับรวมในฐานะผู้ส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศและสร้างความหวังให้กับประเทศของเราต่อไป ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่รายละเอียดสุดท้ายเพราะนี่คือการเริ่มต้นเฉพาะความคิดของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรคิดว่าภาคส่วนอื่นๆควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแสดงความคิดเห็นช่วยสะท้อนมุมมองของภาคอื่นๆซึ่งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ยินดีรับฟังและจะนำไปปรับต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติให้ได้จริงให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเป้าหมายการปรับปรุงถ้าจำเป็นต้องเกิดขึ้น " นายจุรินทร์ กล่าววิสัยทัศน์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีถวายราชสักการะ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3มิถุนายน 2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563

“จุรินทร์” นำ”กระทรวงพาณิชย์” ร่วมกับ “สมาคมชาวปักษ์ใต้” สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ศรีอ่อน และ บริษัท CPF ทำอาหารกล่อง และมอบถุงยังชีพประชาชนชาวใต้ ในกรุงเทพมหานคร
 
เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (17 พ.ค.) ที่ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกสำนักนายกฯ  นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา และ ทีมผู้บริหารสมาคมชาวปักษ์ใต้ เดินทางมามอบถุงยังชีพให้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวน 10 ชุมชน รวม 500 ราย ในเขตตลิ่งชัน
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมด้วยสมาคมชาวปักษ์ใต้ ได้นำอาหารปรุงสุก พร้อมด้วยถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด และน้ำดื่ม มาร่วมกันบริจาคให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งผู้ที่มารับมีทั้งคนใต้ และประชาชนในพื้นที่ ถือว่าเป็นความร่วมมือของทุกองค์กรภาคส่วน ที่เสียสละช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 
 
“เราตั้งใจจะทำให้ประชาชน ทั้งนี้ผมมีกำหนดการที่จะไปมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนทั่วประเทศไทย เพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคน”
 
ส่วนมาตรการการเยียวยาช่วยเหลือ
กลุ่มซาเล้ง ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือนั้น นายจุรินทร์  ระบุว่า กลุ่มซาเล้งถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ ในการที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนของไทย โดยการช่วยเก็บเศษกระดาษเพื่อให้โรงงานต่าง ๆ รับไปรีไซเคิล อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ราคากระดาษตกเหลือกิโลกรัมละ 0.50 สตางค์ จนตอนนี้สามารถช่วยเหลือให้ราคาขยับมาที่กิโลกรัมละ 2-3 บาท รวมถึงการพูดคุยกับโรงงานกระดาษและโรงงานต้มกระดาษ เพื่อที่จะนำไปทำกระดาษรีไซเคิล  และกล่องบรรจุหีบห่อในประเทศไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ช่วยทำให้มีข้อยุติว่าต่อจากนี้ร้านรับซื้อของเก่า จะช่วยรับซื้อเศษกระดาษในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตของชาวซาเล้งดีขึ้น รวมถึงผู้ที่มีจิตกุศลได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือ แจกถุงยังชีพให้กับคนกลุ่มนี้ ตนมีความตั้งใจทำการแจกให้ครบทุกพื้นที่ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ และรวมทั้งในภาคกลางอีกด้วย เพื่อที่จะเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนซาเล้งทั่วประเทศ
 
นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงโครงการพาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน ล็อตที่ 3 ที่มีการลดราคาสินค้าสูงสุดถึงร้อยละ 68 นั้น ได้รับเสียงตอบรับจา กประชาชนเป็นอย่างดี ประกอบกับวันนี้เป็นวันเเรกที่รัฐบาลได้มีการผ่อนปรนคลายล็อคให้ห้างสรรพสินค้าต่างๆกลับมาเปิดทำการได้ เชื่อว่าประชาชนจะมีโอกาสออกไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น เเละตนหวังว่าโครงการลดราคาช่วยประชาชน จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ถึงร้อยละ 60 เเละช่วยให้ประชาชนมีความสุขมากยิ่งขึ้น 
 
“อย่างไรก็ตามก็อยากให้ประชาชนทุกคนเดินทางออกจากบ้านจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวังเเม้สถานการณ์ต่างๆจะเริ่มดีขึ้น เเต่ก็ยิ่งนิ่งนอนใจไม่ได้ ฉะนั้นเราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันไม่ให้เกิดการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในรอบที่สอง “ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยด้วยห่วงใยประชาชน
“พาณิชย์”เปิด “ตู้พาณิชย์ปันสุข” หน้ากระทรวงฯ นำสินค้าอุปโภคบริโภคใส่ตู้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการบริโภคสินค้าที่จำเป็น พร้อมเปิดโอกาสให้ข้าราชการ ผู้ที่มีกำลัง ร่วมแบ่งปัน

นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิด “ตู้พาณิชย์ปันสุข” หน้ากระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมแบ่งปันสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่อยู่ในพื้นที่รอบกระทรวงพาณิชย์ และใกล้เคียง ได้มีโอกาสรับการแบ่งปันจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ที่ประชาชนต้องเพิ่มระยะห่างทางสังคม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีรายได้ลดลง

 ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการ และประชาชน ที่มีกำลัง และต้องการที่จะแบ่งปัน สามารถนำสินค้าเข้าไปใส่ไว้ในตู้พาณิชย์ปันสุข เพื่อร่วมกันแบ่งปันได้ด้วย

 “กระทรวงพาณิชย์ได้เห็นถึงความสำคัญของการแบ่งปัน และต้องการช่วยเหลือสังคม จึงได้เปิดตู้พาณิชย์ปันสุข เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริโภคสินค้าให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย และแม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่กระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชน โดยขอให้หยิบแต่พอดี ซึ่งได้จำกัดไว้คนละ 3-4 ชิ้น เพื่อให้คนข้างหลังได้มีโอกาสได้รับสินค้า”นายบุณยฤทธิ์กล่าว

มาม่า ประกาศลดราคามาม่าคัพ ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือคนไทยในสถานการณ์โควิด-19

มาม่า ขานรับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” ร่วมมือร้านค้าพันธมิตร ลดราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าคัพทุกรสชาติ เหลือเพียง 10 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงที่เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการมาเป็นล็อตที่ 2 แล้ว มีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 6 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง กลุ่มซอสปรุงรส กลุ่มของใช้ประจำวัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง ลดสูงสุดร้อยละ 68 และมีสินค้าร่วมลดราคา 3,025 รายการ มีผู้ประกอบการร่วมโครงการ 51 ราย ซึ่งการจัดโครงการได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์โดยเข้าร่วมโครงการทั้ง 2 ล็อต และเนื่องจากสินค้าของสหพัฒน์ล้วนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงช่วยบรรเทาความเดือนร้อนและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี  

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การระบาดของ
โควิด–19 ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจซึ่งหลายคนรายได้ลดลง บริษัทฯ จึงได้เข้าร่วมโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เพื่อช่วยเหลือและลดค่าครองชีพของประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มาม่ายังได้จัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” โดยร่วมกับร้านค้าพันธมิตร ปรับลดราคาผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าชนิดคัพทุกรสชาติ จากราคา 13 บาท เหลือ 10 บาท ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2563 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของมาม่าคัพที่มีการลดราคา 

สำหรับร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมจัดแคมเปญนี้ ประกอบด้วย เซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์มาร์เก็ต กูร์เม่ต์มาร์เก็ต ลอว์สัน เจซีเอ็กซ์เพรส แม็กซ์แวลู ฟู้ดแลนด์ ซีพีเฟรชมาร์ท วิลล่ามาร์เก็ต จิฟฟี่ สปาร์ และซูรูฮะ รวมถึงร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งผู้สนใจสามารถซื้อมาม่าคัพในราคา 10 บาท ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชั้นนำ รวมทั้งร้านธงฟ้าทั่วประเทศ

“มาม่าเป็นสินค้าที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนานในทุกสถานการณ์ สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็นับว่าเป็นวิกฤตที่หนัก กระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ ซึ่งมาม่าก็ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง การลดราคามาม่าคัพก็เป็นการช่วยเหลืออีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชนได้” นายเวทิต กล่าว

เกษตรกร รุด "มอบชะลอมถั่ว"ขอบคุณ “จุรินทร์” เหตุถอนวาระ CPTPP รับสุดซึ้งใจไม่"ลืมรากหญ้า"

30 เมษายน 2563 11:00น. ที่ กระทรวงพาณิชย์

สมาคมผู้ปลูกมันสำปะหลัง และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ หอบหิ้วชะลอมถั่ว ฝักยาว  มะม่วงพื้นบ้าน  มะเขือและผัก เข้าพบและมอบเพื่อแสดงความขอบคุณ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อกรณีถอนวาระพิจารณา cptpp ออกจากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายบุญกอง สวงโท เกษตรกรจากจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า พี่น้องเกษตรกรมีความวิตกกังวลใจมาก ว่าการที่ไทยจะเข้าร่วมใน cptpp แต่ทันทีที่ รองนายกฯได้ถอนเรื่องออกทางเกษตรกรก็มีความสบายใจ จึงมาให้กำลังใจในความกล้าหาญของท่าน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ตั้งจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาก็ตาม ซึ่ง  ถือว่านายจุรินทร์เป็นนักบริหารมืออาชีพ  เห็นสภาพความจำเป็น  เห็นความปัญหา อันอาจที่จะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรอย่างพวกเราท่านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย

“ในวิกฤติโควิด ก็ยังเรื่องราวดีๆ เข้ามาคือท่านรองนายกฯจุรินทร์ ไม่ได้อยู่นิ่งดูดาย  ท่านก็ยังทำงานทุกวัน  ทำงานเชิงรุก  เราเห็นท่านผ่านทางสื่อ แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นห่วง ให้ความดูแลพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดีตามบทบาทหน้าที่ของท่าน

เราเป็นตัวแทนจากเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ ที่เรามาวันนี้นั้นมาให้กำลังใจ และมาขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

เราก็ขอขอบคุณท่านที่ผลักดันนโยบายการประกันรายได้เกษตรกร  พวกเรามีความภูมิใจและดีใจที่ท่านได้ดำเนินการตามที่ท่านได้ประกาศนโยบายไว้ และเป็นหลักประกันว่าพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ได้รับอานิสงส์จากการที่ท่านได้บริหารราชการแผ่นดินที่ไม่ลืมรากหญ้า” เกษตรกรจากจังหวัดชัยภูมิ กล่าว

นายสมชาย ปฐมศิริ  นักวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบ รมว.พาณิชย์ ว่า ที่มาในวันนี้ เพราะทราบข่าวว่าท่านรองนายกฯ จุรินทร์  ได้ถอนวาระการประชุมเรื่องซีพีทีพีพี  ออกจากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี จึงมาแสดงความขอบคุณ กับการที่ท่านยุติเรื่องนี้ อย่างน้อยๆ ก็เป็นการชั่วคราวก่อน และมาให้กำลังใจท่านในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป เพื่อให้เรื่องนี้มีความประจักษ์ชัดเจนก่อนที่จะมีการดำเนินการในเชิงลึก เพราะเรื่องนี้อาจจะมีผลกระทบในเชิงกว้าง กับ เกษตรกร  สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม

“พาณิชย์” เผยล่าสุดยอดจับเพิ่มเป็น 405 ราย ขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ แพงเกินจริงและไม่ปิดป้ายแสดงราคา

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 28 เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ เพิ่มอีก 8 ราย ดังนี้

กรุงเทพฯ 4 ราย โดยทำการล่อซื้อและจับกุมร้านขายยา 1 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาบรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 570 - 830 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ11.40 - 16.60 บาท) รวม 1,800 ชิ้น และร้านค้าจำหน่ายหน้ากากอนามัย ร้านค้าทั่วไป 1ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ บรรจุแพคละ 5 ชิ้น ในราคา 75 บาท/แพค  (เฉลี่ยชิ้นละ 15 บาท) ทั้ง 2 ราย ถูกแจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 29และร้านขายยา เพิ่มอีก 2 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาซึ่งเป็นการกระทำความผิด ตามมาตรา 28

 

ต่างจังหวัด 4 ราย แยกเป็นการกระทำความผิด ดังนี้

-          กระทำความผิดตามมาตรา 28ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยโดยไม่ปิดป้ายแสดง   

ราคาขาย จำนวน 2 ราย เป็นร้านค้าทั่วไปในจังหวัดเพชรบูรณ์

-        กระทำความผิดตามมาตรา  29ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร โดยเจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อและจับกุมร้านขายยา  1 ราย ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุแพคละ 5ชิ้น ในราคาแพคละ 85 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 17 บาท) หน้ากากอนามัย 3D กรอง    PM 2.5  บรรจุแพคละ 3 ชิ้น ในราคาแพคละ 210 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 70 บาท) หน้ากากอนามัยแบบผ้า ราคาชิ้นละ 35 บาท หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา ราคาชิ้นละ 17 บาท หน้ากากอนามัยมัสลิน ราคาชิ้นละ 35 บาท และหน้ากากอนามัยแบบคาร์บอน กรอง 5 ชั้น ราคาชิ้นละ 75 บาท

-       กระทำความผิดตามมาตรา 25 (5) และมาตรา 29 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิตคงเหลือ และจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร โดยเจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก 1 ราย ในจังหวัดชลบุรี           พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยบรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 650 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13 บาท) และได้ทำการขยายผลเข้าตรวจค้นที่พักและยึดของกลางเป็นหน้ากากอนามัยจำนวน 30,250 ชิ้น  

ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มีจำนวนเพิ่มถึง 405 ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 180 ราย และต่างจังหวัด 225 ราย

 

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี     หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา 26 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย มาตรา 28 ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาทและมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควร            มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายสุพพัต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า (โควิด – 19) อยากย้ำเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมกักตุน และขายสินค้าแพงเกินจริง  โดยเฉพาะสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมเช่น ไข่ไก่ สินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้า          ที่มีความจำเป็นในสถานการณ์ดังกล่าว  หากพบการกระทำความผิดกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542เพราะถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน “หากพบมีการกักตุนสินค้าและขายสินค้าแพงเกินจริง สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่                  สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นายสุพพัตกล่าว

‘จุรินทร์’ประชุมร่วมผู้ประกอบการส่งออกอาหารทะเลแปรรูป-แช่แข็ง เร่งโปรโมทภาพลักษณ์อุตสาหกรรมอาหารไทย จับมือ 3 กระทรวง “พณ.-กษ.-สธ.” ออกใบรับรองอาหารไทยไร้โควิด หวังตีตลาดโลกทำเงินเข้าประเทศ

24 เมษายน 2563   13.00-16.00น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือผู้ผลิตสินค้าและเกษตรกรกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร   ที่ บริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน) จังหวัดสมุทรสาคร โดยหลังการประชุม นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางมาหารือร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้แปรรูปและผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเลแปรรูปของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ รองอธิบดีกรมประมง กรมปศุสัตว์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร สมาคมแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยง สมาคมบรรจุภัณฑ์โลหะไทย สมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งภาคตะวันออก หอการค้าสมุทรสาคร

โดยภาพรวมของอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปของไทยตัวเลขมูลค่าการตลาดทั้งหมดในภาพรวมของปีที่แล้ว 2562 ประมาณ 172,235 ล้านบาท ผลผลิตทั้งหมด 1,188,523 ตัน บริโภคในประเทศร้อยละ 22 ส่งออกร้อยละ 78 โดยประมาณการส่งออกปีที่แล้ว 2562 ทั้งหมด 173,961.78 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.28% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด สำหรับไตรมาสแรกยอดส่งออกทั้งหมด 37,910 ล้านบาท สำหรับไตรมาสแรกนั้น ติดลบร้อยละ 9.77 ดังนั้นวันนี้ได้หารือร่วมกันกับภาคเอกชนไม่ได้หมายถึงศักยภาพการส่งออกของเราไม่ดี แต่เกิดจากการล็อคดาวน์ ของประเทศคู่ค้าของเราหลายประเทศในโลกจึงส่งผลกระทบต่อตัวเลขอย่างไรก็ตามได้หารือร่วมกันทั้งกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนว่าโอกาสที่เราจะพลิกฟื้นตัวเลขกลับมาเป็นบวกก็ยังมีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะจับมือร่วมกันในการทำตัวเลขที่ดีขึ้นคาดว่าในไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่จะเพิ่มตัวเลขกลับมาเป็นบวกได้

สำหรับตลาดหลักประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนและออสเตรเลียเป็นด้านหลัก สำหรับสหรัฐอเมริกาเราส่งออกร้อยละ 21.4 ญี่ปุ่นร้อยละ 20.7 จีนร้อยละ 6.3 และออสเตรเลียร้อยละ 5.4 ผลิตภัณฑ์สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิดในภาพรวมประกอบด้วย 1. ปลาทูน่ากระป๋องปลาซาร์ดีนกระป๋อง 2.อาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากทูน่า3.กุ้ง 4.ปลาหมึก 5.ปลา หมวดสำคัญของเราอันหนึ่งก็คือทูน่ากระป๋องซึ่งประเทศไทยส่งออกเป็นลำดับหนึ่งของโลกมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 28.5 มูลค่าการส่งออกปีที่แล้ว 67,673.3 ล้านบาท สำหรับปีนี้สามารถทำยอดออกมาเป็นบวกได้ร้อยละ 3 ส่วนไตรมาสที่สองภาคเอกชนประเมินว่าจะสามารถทำตัวเลขเป็นบวกได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 สำหรับตลาดหลักของมีสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

วันนี้ได้มีการจัดทำแผนที่จะเดินหน้าร่วมกันทั้งในส่วนของกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์และในส่วนของภาคเอกชนได้กำหนดเป้าหมายว่าสำหรับไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่ของปีนี้จะพยายามช่วยกันทำให้ตัวเลขการส่งออกเป็นบวก

โดยมีการดำเนินการร่วมกันใน 4 มาตรการ มาตรการที่หนึ่งการช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะกระป๋อง ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องรับซื้อจากในประเทศซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูง กรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยนัดผู้ผลิตเหล็กผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและผู้แปรรูปและผู้ส่งออกในเรื่องอาหารทะเลมาพบเพื่อหาทางร่วมกันในการที่จะลดต้นทุน

มาตรการที่สอง คือ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดในการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรหรือ uk ถ้าเป็นไปได้จะเดินหน้าทำ FTA กับแอฟริกาและกลุ่มประเทศยูเรเซียรวมทั้งการดำเนินหน้าที่จะผลักดันให้เกิดการลงนามในข้อตกลงRCEPให้ได้ในปีนี้

มาตรการที่สาม กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับภาคเอกชนในการเดินหน้าหาส่วนแบ่งเพิ่มเติมประกอบด้วย 4 ตลาด 1.จีน 2.รัสเซีย 3.แอฟริกาใต้ 4.อเมริกาใต้ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็จะไปทำแผนงานที่เป็นรูปธรรมออกมาว่าเราจะจับมือเดินไปตลาดเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

ประการสุดท้าย มาตรการที่สี่ ต้องจับมือกันระหว่างรัฐกับเอกชนในการช่วยทำประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับของชาวโลกมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติโควิดเพื่อให้คนทั้งโลกได้เกิดความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทยที่ส่งออกไปนั้นปลอดจากโควิดโดยจะสามกระทรวงนอกจากกระทรวงพาณิชย์แล้วยังมีกระทรวงเกษตรกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทในการจับมือร่วมกันทำ MOUในการไปให้หนังสือรับรอง COVID free certificate ว่าผลิตภัณฑ์จากโรงงานปลอดจากเชื้อโควิดได้ 100% เพื่อที่จะใช้เป็นอีกเอกสารในการโฆษณาอาหารไทยกับตลาดโลกต่อไปเพื่อทำตัวเลขในไตรมาสสามกับสี่ให้ดีขึ้นสำหรับหมวดอาหารทะเลแปรรูปแช่แข็ง

ทางด้านภาคเอกชน  ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยกล่าวว่าในส่วนแรกอย่าลืมว่าบ้านเรามีการทำตลาดอาหารสำเร็จรูปปลากระป๋องแช่แข็งทำเยอะมากกับกลุ่มรีเทลเลอร์หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต. เราทำกับฟู้ดเซอร์วิสน้อย แต่ตอนนี้ผลกระทบจากโควิดกลุ่มการบริการอาหารเช่น ภัตตาคาร โรงแรม การบินการบินมีปัญหาหมดแต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตขายดีมากเพราะคนซื้อของกลับบ้านกิน จึงเป็นโอกาสทางการตลาดของอาหารแช่แข็ง ไม่มีปัญหาลูกค้าสั่งซื้อเยอะ ในส่วนที่สองคือวัตถุดิบค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพในแง่ของจำนวนกับราคาดีพอควร กุ้งที่มีปัญหาอยู่ในแง่จำนวน ที่ผ่านมาทางรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรก็ได้ทำงานอย่างเคร่งเครียดโดยกรมประมง กับผู้เลี้ยงและสมาคมมาเดือนกว่าถึงสองเดือนแล้วในการหามาตรการช่วยเหลือทั้งห่วงโซ่

ดร ชนินทร์ ชลิศราพงศ์  นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยกล่าวว่าตอนนี้ ปัญหาคลี่คลายดีมากก็คิดว่าอาหารทะเลโดยเฉพาะปลาสามารถมีวัตถุดิบเพียงพอในการป้อนตลาดต่างประเทศเรามั่นใจว่าปีนี้ทั้งปีตัวเลขจะโตไม่ต่ำกว่า 10%

จับเพิ่ม อีก 8 ราย...ขายหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ แพงเกินจริง...พบส่วนใหญ่เป็นร้านค้าออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชั่นไลน์ ยอดรวมสูงถึง 382 ราย

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 22 เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ เพิ่มอีก 8 ราย ดังนี้

กรุงเทพฯ 2 ราย โดยทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก 1 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 575 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 11.50 บาท) จำนวน 119 กล่อง รวม 5,950 ชิ้น และร้านค้าจำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ อีก 1 ราย จำหน่ายหน้ากากอนามัยบรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 700 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ   14 บาท) รวม 30,000 ชิ้น แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยสูงกว่าราคาที่กำหนด และราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 25 (1) และมาตรา 29

 

ต่างจังหวัด6 ราย แยกเป็นการกระทำความผิด ดังนี้

-  กระทำความผิดตามมาตรา 28ข้อหาจำหน่ายเจลแอลกอฮอล์โดยไม่ปิดป้ายแสดง ราคาขาย จำนวน 1 ราย เป็นร้านค้าแผงลอยในจังหวัดนครสวรรค์

-       กระทำความผิดตามมาตรา  29ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร โดยเจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก จำนวน 4 รายได้แก่ จังหวัดชลบุรี 1 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50ชิ้น ในราคากล่องละ 590 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 11.80 บาท) จังหวัดนครสวรรค์ 1 รายพบจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 650 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13 บาท) และจังหวัดพิษณุโลก 2 รายพบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 680 - 690 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13.60 - 13.80บาท) รวม 150 ชิ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยเป็นร้านค้าทั่วไป ในจังหวัดพิษณุโลกอีก 1 รายพร้อมของกลางเป็นหน้ากากอนามัยบรรจุกล่อง 50 ชิ้น

ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มีจำนวนเพิ่มถึง 382 ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 172 ราย และต่างจังหวัด 210 ราย

สำหรับสถานการณ์การจำหน่ายไข่ไก่ในขณะนี้  โดยรวมความต้องการซื้อไข่ไก่ลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติประชาชนซื้อเท่าที่พอเพียงต่อการบริโภค อีกทั้งมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น สามารถสั่งซื้อและส่งสินค้าได้ตามปกติ ทั้งนี้ จากการติดตาม ตรวจสอบ และจับกุม ยังคงพบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ในความผิดจำหน่ายไข่ไก่โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย ตามมาตรา 28 เพิ่ม 1 ราย ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้ยอดรวมการจับกุมเพิ่มเป็น 28ราย (สถิติจับกุม  ณ วันที่ 21 เม.ย.63)

 

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี      หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา 26 ข้อหา เป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย มาตรา 28 ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาทและมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควร       มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายสุพพัต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า (โควิด – 19) อยากย้ำเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมกักตุน และขายสินค้าแพงเกินจริง  โดยเฉพาะสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมเช่น ไข่ไก่ สินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้า          ที่มีความจำเป็นในสถานการณ์ดังกล่าว  หากพบการกระทำความผิดกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542เพราะถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน “หากพบมีการกักตุนสินค้าและขายสินค้าแพงเกินจริง สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่                  สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นายสุพพัตกล่าว

“จุรินทร์”นำพาณิชย์-เกษตรฯ พบ”เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป”ร่วมกำหนด 10 มาตรการเชิงรุก จับมือเอกชนบุกตลาดโลก โปรโมทอาหารไทยนำรายได้เข้าประเทศช่วยเกษตรกร
 
23 เมษายน 2563 เวลา 13.00 น.
 
 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร  พบและประชุมร่วมกับเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาช่วงสถานการณ์โควิด หน้าโรงงานเทพผดุงพร  พุทธมณฑลสาย4  หลังจากนั้นได้กล่าวว่า  วันนี้เป็นการ"พลิกโควิดเป็นโอกาส" ของกระทรวงพาณิชย์ในการที่เดินทางไปพบกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูป ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกในทุกภาคส่วนและทุกภาคอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและกำหนดแนวทางที่จะเดินหน้า เพื่อนำรายได้เข้าประเทศและช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเป็นห่วงโซ่การผลิตต้นทาง
วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เดินทางมาหารือร่วมกันกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและเกษตรกรที่เกี่ยวข้องผู้เข้าร่วมหารือประกอบด้วยสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ประธานกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเล ประธานกลุ่มผัก-ผลไม้ ประธานกลุ่มเครื่องปรุงรส กลุ่มสับปะรด ข้าวโพดหวานและเกษตรกร จากจังหวัดสมุทรสงครามราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์เข้าร่วมหารือด้วยรวมทั้งมีกลุ่มอุตสาหกรรม
 
สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศตัวเลขเมื่อปี 2562 มูลค่ารวมกัน 870,000 ล้านบาท ปริมาณการผลิตทั้งหมดใช้บริโภคในประเทศร้อยละ 84 ส่งออกร้อยละ 16 สำหรับการส่งออกปีที่แล้วมูลค่า 579,000 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 7.6 ของการส่งออกรวมทั้งหมด อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศไทยนั้น ถือเป็นผู้ส่งออกเป็นอันดับ 10 ของโลกอย่างไรก็ตามก็มีสินค้าที่เราส่งออกเป็นลำดับ 1 ของโลกอยู่สามตัวด้วยกันประกอบด้วยสับปะรดกระป๋อง มะพร้าวกะทิ และข้าวโพดหวานกระป๋องสามตัวนี้เราส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก
 
สำหรับไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศไทยนั้นได้ส่งออกแล้วเป็นมูลค่า 137,756 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการส่งออกประกอบด้วยอาหารทะเลสำเร็จรูปอาหารสำเร็จรูปผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป สับปะรดกระป๋องผลิตภัณฑ์กะทิ และข้าวโพดหวานอย่างไรก็ตามจากการหารือร่วมกันในวันนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเราจะร่วมมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรและภาคเกษตรกรรวม ทั้งผู้ประกอบการส่งออก แปรรูป เพื่อกำหนดมาตรการที่จะเดินไปข้างหน้าในช่วงวิกฤติโควิดและหลังวิกฤติโควิดประกอบด้วย 10 มาตรการในภาพรวม
 
มาตรการที่1 ในภาวะวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและในโลก เรามีความเห็นร่วมกันว่าถือเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารของประเทศและเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่เราจะได้รับมือจับมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนในการทำประชาสัมพันธ์และทำการส่งเสริมการขายสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลกกับผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทยซึ่งจะเดินหน้าไปด้วยกันในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำคลิปขึ้นมา 10 ภาษาเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์อาหารไทยในสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์กับสายตาชาวโลก
 
มาตรการที่2 ทูตพาณิชย์ของกระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะจะต้องประชุมออนไลน์ร่วมกับภาคเอกชนในภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจอาหารสำเร็จรูปด้วยทุกเดือนถ้าเป็นไปได้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
 
มาตรการที่3 จากกำหนดแผนงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ในการทำแผนเปิดตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้ SME ได้มีโอกาส โดยเฉพาะตลาดสำคัญหนึ่งตลาดอาเซียน สองกลุ่มประเทศเอเชีย สามกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง สี่กลุ่มประเทศรัสเซียและประเทศที่แตกออกมาจากรัสเซีย
 
มาตรการที่4 กระทรวงพาณิชย์กับเอกชนจะร่วมมือกันเร่งรัดในการเจรจาจัดทำ FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรของประเทศอังกฤษต่อไปโดยเร็ว
 
มาตรการที่5 กระทรวงพาณิชย์ควรได้มีการจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพในการเป็นช่องทางระบายสินค้าด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรรวมทั้งผู้ผลิตแปรรูปและผู้ส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 
มาตรการที่6 จะเร่งรัดแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปในเรื่องของการขนส่งในรูปแบบผลส่งต่างๆไม่ว่าจะอากาศทางเรือทางบกโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้การส่งออกสินค้าทางบกผ่านเวียดนามและลาวไปจีนก็ยังติดขัด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรในการเร่งรัดดำเนินการเหล่านี้โดยเร็วต่อไปรวมทั้งในส่วนของด่านไทยมาเลเซียที่ด่านนอกสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ซึ่งในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะเดินทางไปด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันการขนส่งทางบกสินค้าไปจีนอีกช่องทางหนึ่งก็คือช่องทางบริเวณด่านตงซิง ซึ่งผมได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งได้เร่งดำเนินการเปิดด่าน ถ้าเปิดด่านได้จะช่วยระบาย สินค้าไปยังจีนได้สะดวกขึ้น
 
มาตรการที่7 จะใช้กลไกเกษตรพันธสัญญาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
 
มาตรการที่8 กระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนจะช่วยกันส่งเสริมการบริโภคน้ำผลไม้ 100% ของไทยซึ่งยังติดปัญหาอุปสรรคบางประการในเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่ยังกำหนดเก็บภาษีในรูปแบบภาษีความหวาน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และเอกชนไม่ได้ขัดข้องในประเด็นนี้แต่เห็นว่ากรมสรรพสามิตควรจะได้ปรับปรุงทบทวนในเรื่องของความหวานที่เกิดจากผลไม้ธรรมชาติจริงๆเพื่อส่งเสริมการดื่มน้ำผลไม้ของไทยให้มากขึ้นโดยไม่ไปเก็บหรือเพิ่มภาษีความหวานในส่วนของน้ำผลไม้ธรรมชาติ
 
มาตรการที่9 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการใช้ห้องเย็นที่มีอยู่ 600 กว่าแห่งในประเทศไทยให้เป็นประโยชน์ในการชะลอพืชผลทางการเกษตรสำคัญที่จะออกสู่ตลาดและมีผลกระทบทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำให้มากขึ้น
 
" ประการสุดท้าย มาตรการที่ 10 ขณะนี้การส่งออกสับปะรดกระป๋องที่เราส่งออกไปลำดับหนึ่งของโลกไปออสเตรเลียมีปัญหาในเรื่องของการตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างสูง กับการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องที่เราส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปก็มีการตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างสูงก็จะมอบหมายให้พูดพาณิชย์ของเราเร่งเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหานี้ต่อไปเพื่อจะได้ทำตัวเลขส่งออกให้มากขึ้นและนำรายได้เข้าประเทศในช่วงนี้ นี่คือ 10 มาตรการที่จะจับมือร่วมกันเดินหน้าต่อไปและช่วยกับชาวเกษตรกรได้ในที่สุด" นายจุรินทร์ กล่าว
“พาณิชย์” เผยล่าสุดยอดเพิ่มเป็น 369 ราย ...พบชาวกัมพูชา ขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ไม่ปิดป้ายแสดงราคาขายและขายแพงเกินจริง….

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 20 เม.ย.2563 ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัยเพิ่ม 3 ราย แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 1 ราย พบเป็นร้ายขายยาจำหน่ายแอลกอฮอล์ 70 % ขนาด 450 มล. กระทำความผิดข้อหาจำหน่ายแอลกอฮอล์โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 ในต่างจังหวัด   2 ราย ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น 1 ราย เจ้าหน้าที่ได้ทำการล่อซื้อและจับกุมร้านค้าจำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่าน   ทางเฟซบุ๊ก 1 ราย พบของกลางเป็นหน้ากากอนามัยยี่ห้อต่างๆ นำเข้า จากต่างประเทศ บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 700 – 800 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ14 – 16 บาท) จำนวน 809 กล่อง รวม 40,450 ชิ้น แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยอนามัยสูงเกินราคาที่กำหนด และแพงเกินสมควร ตามมาตรา 25 และมาตรา 29 และจังหวัดราชบุรี 1 ราย โดยการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายชาวกัมพูชา พบของกลางเป็นหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น จำนวน 282 กล่อง (รวม 14,100 ชิ้น) นอกจากนี้ยังพบสเปย์แอลกอฮอล์ 75 % ขนาด 150 มล. จำนวน 70 ขวด แอลกอฮอล์ ขนาด 150 มล. จำนวน 42 ขวด และเจลล้างมือชนิดหลอด ขนาด 50 มล. จำนวน 48 หลอด แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอออล์ โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาและจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 28 และมาตรา 29                           

          โดยสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มียอดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 369 ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 169 ราย และต่างจังหวัด 200 ราย

          ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง มาตรา26 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย  มาตรา28 ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทและมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          นายสุพพัตกล่าวว่า อยากเตือนประชาชนอย่ากักตุนสินค้า หรือค้ากำไรเกินควร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด –19 ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน หากพบมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที และจะติดตามตรวจสอบ จับกุม อย่างต่อเนื่อง “หากประชาชนพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร ร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และ ในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นายสุพพัตกล่าว

“จุรินทร์” บุกห้างโมเดิร์นเทรด นำเกษตรกรทำสัญญาขายผลไม้ 16,700 ตัน 762 ล้านบาท พร้อมสั่งพาณิชย์ทั่วประเทศทำหน้าที่”เซลล์แมนจังหวัด”ขายผลไม้ให้เกษตรกร

วันจันทร์ที่ 20เมษายน 2563เวลา 10.00น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมTops market ในห้างเซ็นทรัล ตามโครงการความร่วมมือระบายสินค้าเกษตร-ผลไม้ กับห้างสรรพสินค้า

 ที่ Tops market สาขาแจ้งวัฒนะ โดยนายจุรินทร์ ใช้เวลาช่วงเช้าของวันนี้ตรวจเยี่ยมโครงการความร่วมมือเชื่อมโยงและกระจายสินค้าเกษตร-ผลไม้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด ซึ่งมีทั้งวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี สหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตร จังหวัดตราดวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออกอำเภอบางแพจังหวัดราชบุรีกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์วิถีธรรมชาติจังหวัดกำแพงเพชรและเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี สุโขทัยอุทัยธานี นครปฐม สมุทรสาครสุพรรณบุรี ยะลา และอื่นๆ  บรรยากาศเต็มไปด้วยความกลุ่มใจของกลุ่มเกษตรกรที่ได้มีโอกาส สินค้าเกษตรเข้าร่วมรายการในห้างสรรพสินค้าใหญ่

หลังการตรวจเยี่ยม นายจุรินทร์ กล่าวว่า  โครงการความร่วมมือนี้เกิดจาก นโยบายที่ได้ทำข้อตกลง MOU เมื่อวันที่ 9มีนาคม  2563ในทุกห้างสรรพสินค้า  โดยหลักการร่วมมือกัน “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อร่วมมือกันทำงานให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพจากเกษตรกรและกระทรวงพาณิชย์ช่วยระบายสินค้าทางการเกษตรไปยังตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับระยะเวลานี้ที่จำเป็นต้องเร่งทำเป็นกรณีพิเศษคือเรื่องผลไม้ ซึ่งผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้วจะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วง 3-4เดือนถัดจากนี้ไป สำหรับการเตรียมการเรื่องตลาดผลไม้นั้นได้มีการประชุมร่วมกันกับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ล้ง สหกรณ์การเกษตร กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้ทำผลไม้แปรรูป และผู้ส่งออกร่วมกัน

" แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาเราต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องปรับแผนงานทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ขณะนี้เราได้ข้อสรุปร่วมกันว่าสำหรับผลไม้นั้นจะต้องช่วยกันดำเนินการนอกจากทางด้านการผลิตที่ผลไม้ไทยถือว่ามีคุณภาพมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทางด้านการตลาดต้องดำเนินการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ และขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการช่วยระบายผลไม้ทั้งในส่วนตลาดออฟไลน์ และตลาดออนไลน์ควบคู่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะสำหรับตลาดต่างประเทศขณะนี้ประสบปัญหาอยู่ว่าเรื่องผลไม้ในภาพรวมเราจะต้องส่งออกตัวสำคัญร้อยละ 60ต้องปรับ มาเป็นตลาดในประเทศเพื่อช่วยชาวสวนเพิ่มให้มากขึ้นและส่วนของตลาดออนไลน์ในสัปดาห์นี้กระทรวงพาณิชย์จะได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงหลายแพลตฟอร์มเพื่อนำผลิตผลของเกษตรกรขึ้นไปบนออนไลน์เพื่อที่จะได้ช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้กับเกษตรกรแต่สำหรับตลาดออฟไลน์นั้น ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้รับความร่วมมืออย่างดีกับตลาดค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ " นายจุรินทร์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ไปประชุมร่วมกับสมาคมค้าส่งค้าปลีกสินค้าเกษตรไทยและสมาคมตลาดสดในการช่วยระบายผลไม้ไปยังตลาดในประเทศที่ตลาดไท นอกจากเราใช้ตลอดค้าส่ง อันที่สองเราใช้ตลาดในท้องถิ่นพาณิชย์จังหวัดจะประสานกับเกษตรกรเพื่อช่วยระบายผลไม้ในประเทศ ในจังหวัดต่างๆให้ได้มากที่สุด ประการที่สาม ในการที่ได้สั่งการให้เตรียมการที่จะนำสหกรณ์การเกษตรที่ผลิตผลเม้ทั่วทั้งประเทศที่กระทรวงเกษตรส่งรายชื่อมาให้มีทั้งหมด 114สหกรณ์ด้วยกันจะต้องประชุมร่วมกันกับพาณิชย์จังหวัด 76จังหวัดเพื่อให้พาณิชย์จังหวัดไปสำรวจตลาดที่ตนเองรับผิดชอบและทำการสั่งซื้อเพื่อที่จะไประบายในจังหวัดของตัวเองช่วยให้ลองกองจากนราธิวาส สามารถขายที่อุบล ที่อีสานที่ภาคเหนือที่กรุงเทพได้ช่วยให้มะม่วงจากอีสานจากภาคเหนือมาขายกรุงเทพภายภาคหน้าอื่นได้สลับกันโดยพาณิชย์จังหวัดจะเป็นสื่อกลางทำหน้าที่เซลล์แมนจังหวัดขายผลไม้ให้เกษตรกรและ

ประการที่สี่ การร่วมมือกับโมเดิร์นเทรดต่างๆมีการทำ MOU ร่วมกันเมื่อวันที่ 9มีนาคม 2563ที่ผ่านมาและที่มาที่ท็อปส์วันนี้ก็เกิดจาก MOU ที่เราได้ลงนามร่วมกันที่จะช่วยเป็นแหล่งระบายผลไม้ให้กับเกษตรกรซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากทั้งบิ๊กซีโลตัส เดอะมอล์ แมคโคร ท็อปส์ มาร์เก็ต ที่มาเยี่ยมวันนี้ ขอบคุณท็อปส์ด้วยที่เป็นหนึ่งในสี่โมเดิร์นเทรดใหญ่ในการที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์โดยได้ทำสัญญา 40สัญญา เพื่อระบายผลไม้จากหลายจังหวัดทั่วประเทศซึ่งช่วยให้สามารถขายผลไม้จากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศได้ถึง 16,700ตันและมีมูลราคา 762ล้านบาทสำหรับความร่วมมือที่วันนี้ซึ่งท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ช่วยระบายในหลายสาขาของท็อปส์ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้มีโอกาสในการระบายผลไม้ของตนเองผ่านโมเดิร์นเทรดขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทางท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตในวันนี้

 และผู้สื่อข่าวรายงานว่า  โดยก่อนหน้านี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2563ออกมา 3  มาตรการ ประกอบด้วย

มาตรการที่ 1ส่งเสริมการซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีการทำข้อตกลงระหว่าง Tops Market/ The Mall / Makro/ Lotus / Big C กับ สถาบัน เกษตรกรจากจังหวัดเชียงใหม่ ลําพูน น่าน สุโขทัย ตราด จันทบุรี กว่า 40สัญญา โดยมีผลไม้ 9ชนิด ได้แก่ ส้มเขียวหวาน ลําไย ลิ้นจี่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สละ และสับปะรด ปริมาณรวม 16,699.30ตัน มูลค่ารวมกว่า 761.988ล้านบาท

มาตรการที่ 2  เพิ่มช่องทางการจัดจําหน่าย  โดยจับมือกับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจํากัด(CPN) จัดพื้นที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้เกษตรกร จําหน่ายผักและผลไม้ให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านกิจกรรม “ตลาดผลไม้รวมใจ” ระหว่างวันที่ 15 - 30เม.ย. 63โดยมีเซ็นทรัล 5สาขา (ประกอบด้วย เวสเกต /ลาดพร้าว / พระราม 2/พระราม3/อิสวิลล์)และมีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วม 14กลุ่ม (พะเยา /อุตรดิตถ์/ พิจิตร/ ศรีสะเกษ/ อุดรธานี /ลพบุรี / จันทบุรี/ นครปฐม / ราชบุรี/ สมุทรสาคร / ปทุมธานี / ปัตตานี)

มาตรการที่ 3มาตรการรณรงค์การบริโภคในประเทศ เชิญชวนให้ประชาชนในประเทศบริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล คนไทย ได้บริโภคผลไม้เกรดส่งออก รสชาติอร่อย ในราคา เหมาะสม

และภายใต้ ความร่วมมือการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 และการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ COVID-19 ห้างท็อปส์ได้มีมาตรการเกษตรกรทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดย ช่องทางออฟไลน์ ท็อปส์รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปทั่วประเทศ จาก 1,170 ชุมชน 24,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ สินค้าเกษตรกว่า 9,000 รายการ และช่องทางออนไลน์ สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่าน www.tops.co.th และแอปพลิเคชั่น Grab ครอบคลุมพื้นที่บริการ 41 จังหวัดซึ่งจากสถานการณ์ COVID-19 พบว่า ผู้บริโภคนิยมสั่งซื้อผัก ผลไม้ อาหารสดเพิ่มมากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

“โฆษกกระทรวงพาณิชย์”เผย “จุรินทร์”เตรียมนัดหารือเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าและธุรกิจบริการ เดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย หลังเจอโควิด-19

โฆษกกระทรวงพาณิชย์เผย จุรินทร์ เตรียมนัดหารือเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าและธุรกิจบริการ เดินหน้า พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย หลังเจอโควิด-19 คิวต่อไปพบผู้ผลิตและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ผู้ส่งออกไก่สด ไก่แปรรูป อาหารสำเร็จรูป ผักผลไม้ อาหารแช่เยือกแข็ง เพื่อรับฟังปัญหาและช่วยสร้างโอกาสส่งออก ต่อด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ หวังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยค้าขายออนไลน์ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายสุพพัต อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการที่จะพบปะกับภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้าและธุรกิจบริการ เพื่อหารือถึงการเตรียมพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการผลิต การตลาด การค้าในประเทศ และการส่งออกต่างประเทศ ในช่วงหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยรัฐมนตรีจะไปรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการทำงานกับภาคเอกชนเป็นรายอุตสาหกรรม ก่อนที่จะนำมาประมวลผลและจัดทำมาตรการเชิงรุกในการขับเคลื่อนต่อไป

สำหรับกำหนดการพบปะกับภาคเอกชนครั้งต่อไป กำหนดไว้วันที่ 22 เมษายน 2563 จะหารือกับกลุ่มผู้ผลิตไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เช่น สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร บมจ.เบทาโกร บมจ.จีเอฟพีที และสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิต การค้าภายในประเทศและการส่งออก เพราะเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความต้องการของผู้บริโภค และมีโอกาสในการขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น

ส่วนสินค้าตัวถัดมา จะนัดหารือกับกลุ่มผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กลุ่มผักผลไม้ เช่น สับปะรด ข้าวโพดหวาน ทูน่า อาหารทะเล เครื่องดื่มและนม ในวันที่ 23 เมษายน 2563 และจะเชิญเกษตรกรจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์และสมุทรสงคราม มาร่วมหารือด้วย ที่โรงงานเทพผดุงพร ซึ่งผลิตน้ำมะพร้าวและกะทิ ที่พุทธมณฑลสาย 4 โดยต้องการที่จะประเมินสถานการณ์การผลิตและการส่งออก และต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือ ในด้านไหน เพื่อที่จะส่งออกได้เพิ่มขึ้น

จากนั้น ได้นัดหารือกับสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง   ณ ห้องประชุมโรงงานอาหารทะเล Sea Value ณ ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อติดตามสถานการณ์ การผลิต การตลาด และการส่งออก ร่วมกับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ส่งออก เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้เข้าไปช่วยเหลือและช่วยผลักดันให้มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันสินค้าอาหารทะเลของไทย มีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในวันที่ 27 เมษายน 2563 นายจุรินทร์ได้นัดหารือกับกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งที่ขายสินค้าในประเทศ และต่างประเทศ ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือในการใช้ช่องทางออนไลน์ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ผู้ผลิตสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป ไปจนถึงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ให้มีโอกาสในการขายสินค้าทางออนไลน์ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 นายจุรินทร์ได้หารือกับสมาคมตลาดกลาง สมาคมตลาดสดไทย และเกษตรกรกลุ่มผักผลไม้ ณ ตลาดไท เพื่อหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ให้มีช่องทางการจำหน่ายผลไม้ในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด ทั้งตลาดในประเทศและส่งออกต่างประเทศ จากนั้นวันที่ 18 เมษายน 2563 ได้หารือกับเกษตรกร สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ณ ท่าเรือขนข้าว บจก.พงษ์ลาภ จ.ปทุมธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ข้าว ทั้งข้าวสาร ข้าวสารบรรจุถุง และข้าวส่งออก เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล ทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออกแล้ว