ภาพกิจกรรม
ภาพกิจกรรม
ส่งออก มิ.ย.ทำ”นิวไฮ ใหม่” ในรอบ 11 ปี +43.82% “จุรินทร์”เร่งเครื่องครึ่งปีหลัง จัดหนักกว่า 130 กิจกรรม ทำยอดขายล่วงหน้าแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท
 
 
 
วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 เวลา 10.00 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ 
ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ แถลงข่าวตัวเลขการส่งออกเดือนล่าสุด ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนมิถุนายน 2564
มูลค่าการส่งออกในเดือนมิถุนายน มีมูลค่า 23,699.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯหรือคิดเป็นเงินไทย 738,135.34 ล้านบาท ขยายตัวมากถึง 43.82% ซึ่งถือว่าเป็นนิวไฮใหม่ ที่สูงสุดในรอบ 11 ปี สินค้าสำคัญที่มีอัตราการขยายตัวสูง 1.ผลไม้ขยายตัว 185.10% 2.อัญมณีและเครื่อง ด้วยมูลค่า ประดับ ขยายตัว 90.48% 3.รถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ ขยายตัว 78.5% 4.เครื่องจักรกล ขยายตัว 73.13% และ5.เคมีภัณฑ์ขยายตัว 59.82% เป็นต้น สำหรับผลไม้ที่ขยายตัวสูงสุดถึง 185.10% เป็นทุเรียนขยายตัวถึง 172% มังคุดขยายตัว 488.26% เป็นต้น
 
ในหมวดสินค้าต่างๆนั้นสินค้าด้านการเกษตรยังมีอัตราการขยายตัวที่สูงมากถึง 59.8% และมีอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปีสามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 71,473.5 ล้านบาท ถือเป็นการขยายตัว 9 เดือนต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราขยายตัวถึง 111.9% ผักผลไม้ทั้งสด แช่เย็นแช่แข็งแปรรูป ขยายตัว 110.2% โดยเฉพาะมันสำปะหลังขยายตัวถึง 81.5 % เดือนมิถุนายนนั้นตลาดสำคัญทั้งตลาดหลักตลาดรองมีอัตราการขยายตัวทุกตลาดโดยตลาดหลักขยายตัวถึง 41.2% ประกอบด้วยจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป  CLMV อาเซียน เป็นต้น ตลาดรองขยายตัวถึง 49.5% ทั้งเอเชียใต้ อินเดีย ศรีลังกา บังกลาเทศ ตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา  ลาติน ออสเตรเลีย เป็นต้น
 
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า แผนงานในครึ่งปีหลังกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำตัวเลขให้ได้ดีที่สุดนำตัวเลขเข้าประเทศให้ได้มากที่สุด โดย ประการที่1 กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับภาคเอกชนเดินหน้าทำงานร่วมกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคในรูป กรอ.พาณิชย์ และใช้ทั้งทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ เป็นแม่ทัพร่วมกับภาคเอกชนในการเดินหน้าการส่งออกต่อไป โดย 1.ขณะนี้ได้มีการเตรียมกิจกรรมต่างๆเพื่อส่งเสริมการส่งออกมากกว่า 130 กิจกรรมในครึ่งปีหลัง ซึ่งมีการทำยอดขายสั่งจองล่วงหน้าแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท 2.จะเร่งเปิดตลาดใหม่ที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้ปรากฏตัวเลขชัดเจนเพิ่มขึ้นต่อไป เช่น ตลาดซาอุดิอาระเบีย ซึ่งโอกาสที่ประเทศไทยจะสามารถส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งไปยังตลาดซาอุดิอาระเบียมีความเป็นไปได้มาก และตนได้สั่งการให้ทูตพาณิชย์ที่รับผิดชอบได้ติดตามรายงานทุกสัปดาห์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ ดำเนินการเจรจารวมทั้งการเตรียมการเอกสารต่างๆกก็มีการเป็นไปได้จริงโดยเร็วที่สุด และสำหรับตลาดลาตินอเมริกา แม้เส้นทางจะไกลและเราเสียเปรียบคู่แข่งหลายประเทศค่าขนส่งจะแพง แต่เป็นเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับภาคเอกชนในการบุกตลาดลาตินอเมริกา สินค้าที่คิดว่ามีโอกาสเกิดได้ เช่น สินค้า New Normal ทั้งอาหารเกี่ยวกับสุขภาพ อาหารรูปแบบใหม่ อาหารกระป๋อง เป็นต้น สินค้าที่จะมีอนาคตในตลาดลาตินอเมริกาคือชิ้นส่วนยานยนต์เพราะที่นั่นมีรถต้องซ่อมแซมหรือใช้แล้วจำนวนมาก เป็นต้น 
 
"ซึ่งจำเป็นต้องจับมือกับภาคเอกชนในการแก้ไขปัญหาร่วมกันโดยเฉพาะในเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม ประเด็นที่หนึ่งจะต้องยื่นมือเข้าไปช่วยในภาคการผลิตเพื่อให้คงตัวเลขส่งออก หรือให้มีสินค้าในการสนองความต้องการตลาดโลกได้ต่อไป ปัญหาภาคการผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคมเช่น บางจังหวัดสั่งปิดโรงงานแบบเหมารวม จะต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบส่วนไหนที่มีปัญหาก็ปิดโซนนั้น โซนไหนที่ไม่มีปัญหาควรให้เปิดดำเนินการต่อไปได้ หรือถ้ามีการปิดทั้งโรงงานส่วนไหนที่แก้ไขปัญหาจบแล้วก็ควรจะเปิดให้ดำเนินการผลิตต่อไป เพื่อไม่ให้ภาคการผลิตหยุดชะงักและกระทบกับการส่งออก ซึ่งตนจะเสนอในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าต่อไป " นายจุรินทร์ กล่าว 
 
ประเด็นที่2 เรื่องแรงงานภาคเอกชนเรียกร้องให้มีแรงงานเข้าสู่ระบบมากขึ้นในช่วงที่เรากำลังทำตัวเลขส่งออกซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากกระทรวงแรงงานในการเร่งรัดขึ้นทะเบียนแรงงานที่หมดอายุโดยตนขอให้กระทรวงแรงงานจัดศูนย์ One Stop Service เพื่อรับขึ้นทะเบียนแรงงานหมดอายุในจุดต่างๆเพื่อความรวดเร็วจะได้นำมาใช้ในภาคการผลิตต่อไป ประเด็นที่3 เร่งกระจายวัคซีนเข้าสู่ภาคการผลิตโดยเฉพาะโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกตนได้เรียนในคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาท่านนายกตอบรับและสั่งการให้พิจารณาเรื่องนี้ต่อไปเพื่อไม่ให้กระทบภาคการผลิตที่จะส่งผลต่อตัวเลขการส่งออกในเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม
 
ทางด้าน นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า  กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกรายสินค้านอกจากสินค้าเกษตรที่ขยายตัวถึง 59.8% สูงสุดในรอบ 10 ปี กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรก็ขยายตัว 13.5% และสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 44. 7% ในส่วนของสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่ขยายตัวต่อเนื่อง 22 เดือน คือ หมวดอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัว 27.7% น้ำตาลทรายกลับมาขยายตัวในรอบ 15 เดือนที่ 18.8% แสดงให้เห็นว่าสินค้าในทุกกลุ่มทั้งสินค้าเกษตรสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัวทุกตลาดทั้งตลาดหลัก ตลาดรอง ตลาดส่งออก 50 อันดับแรกซึ่งมีสัดส่วน 97% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทยขยายตัวทุกตลาด อย่างไรก็ตามอัตราการขยายตัวนี้เป็นผลจากการดำเนินงานส่งเสริมการส่งออกที่ทำอย่างต่อเนื่องรวมทั้งได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของภาคการผลิตสะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตโลกอยู่เหนือระดับ 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 โดยผลผลิตคำสั่งซื้อสินค้าใหม่และการจ้างงานในหลายประเทศล้วนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา และยุโรป และปัจจัยเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องก็ช่วยส่งเสริมภาคการส่งออกของไทยด้วย ทั้งนี้ด้านสินค้าส่งออกที่ขยายตัวที่น่าสนใจคือ สินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะผักและผลไม้ ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม น้ำตาลทราย ไก่สดแช่เย็น แช่แข็งและแปรรูป เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง สิ่งปรุงรส เป็นต้น
“จุรินทร์” จับมือ หอการค้าไทย จัดงาน “ภูเก็ต จิวเวลรี่แฟร์” ก.ย.64 พร้อมเร่งวัคซีนอีก 6.3 หมื่นโดสให้พังงา ก่อนเปิด “อันดามัน แซนด์บ็อกซ์” ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ ต่อไป
 
 
 
 
วันที่ 22 กรกฎาคม 2564 เวลา 13.15 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
 
ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งท่ี 3/2564 ผ่าน ZOOM Cloud Meetings ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในการประชุมวันนี้ตนได้แจ้งให้ที่ประชุม ศบศ. ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ได้จับมือกับสภาหอการค้าไทยและสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ จัดงาน Phuket Jewelry Fair ในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ โดยมีเป้าหมายที่จะช่วยประชาสัมพันธ์”ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาซื้ออัญมณีและเครื่องประดับ รวมทั้งดึงผู้นำเข้าจากต่างประเทศเดินทางเข้ามาด้วย ซึ่งการจัดงานนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการส่งออกและการท่องเที่ยวในเวลาเดียวกัน
โดยกำหนดการจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ขณะนี้อยู่ในช่วงการประชุมร่วมกันในรายละเอียดกับสภาหอการค้าและสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทยและเครื่องประดับ 
       นอกจากนั้นขณะนี้ถือว่าเป็นข่าวดีที่ภูเก็ตฉีดวัคซีนครบตามเป้าหมายแล้วจึงเปิดโครงการ ”ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ได้ ในขณะเดียวกันจังหวัดกระบี่ก็ฉีดวัคซีนได้ครบตามเป้าหมายในพื้นที่ที่จะเปิดการท่องเที่ยวได้แล้วเช่นกันคือที่ เกาะพีพี เกาะไหงและอ่าวไร่เลย์ ส่วนจังหวัดพังงายังขาดวัคซีนอยู่อีก 63,000 โดสจึงจะเปิดพื้นที่การท่องเที่ยวบางส่วนได้ เริ่มที่เขาหลัก เกาะยาวน้อย เกาะยาวใหญ่ 
 
"วันนี้ตนจึงขอให้มีการกำชับให้มีการเร่งส่งวัคซีนให้จังหวัดพังงาให้ครบตามเป้าหมาย เพื่อจะได้เปิดพื้นที่การท่องเที่ยว”อันดามัน แซนด์บ็อกซ์” 3 จังหวัด คือ ภูเก็ต กระบี่ พังงาได้ ในวันที่ 1 สิงหาคม 2564 ตามกำหนดเวลาเดิม ซึ่งเหลือเวลาฉีดวัคซีนให้กับจังหวัดพังงาอีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยท่านนายกรับที่จะกำชับให้อีกทางหนึ่ง ส่วนเป้าหมายที่จะเปิดพื้นที่การท่องเที่ยวจังหวัดพังงาต่อไป คือ อ่าวพังงา โดยได้มอบให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยรับไปพิจารณาต่อไป" นายจุรินทร์ กล่าว
 
จุรินทร์ หนุน องค์การเภสัช เร่งนำเข้า Test Kit ขายราคาถูก ส่วน สปสช.แจกฟรีให้ประชาชน
 
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
 
ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ VDO conference ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า
 
ขณะนี้กำลังรอต้นเรื่องจากกระทรวงสาธารณสุข ถ้ากระทรวงสาธารณสุขมีความจำเป็นต้องควบคุมราคากระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการให้ทันที โดยข้อเท็จจริงขณะนี้สำหรับ Antigen Test Kit เพิ่งมีประกาศของกระทรวงสาธารณสุข อนุญาตให้นำไปใช้กับตนเองได้หรือที่เรียกว่า home use ขณะนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการในทางปฏิบัติจริงเพราะ อย.ยังรอรับขึ้นทะเบียนจากผู้ที่ประสงค์จะนำเข้า และจะต้องอนุญาตก่อนจึงสามารถไปจำหน่ายในร้านขายยาที่มีเภสัชกรได้ เท่าที่ตนติดตามล่าสุดยังไม่ได้มีการดำเนินการถึงขั้นที่ อย.อนุญาตแล้วไปจำหน่าย 
อย่างไรก็ตาม Test Kit มีหลายคุณภาพ หลายมาตรฐานและต้นทุนนำเข้าคาดว่าจะมีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงควรเป็นต้นเรื่องในการวินิจฉัยเบื้องต้นได้ว่าคุณภาพ มาตรฐานไหนเป็นอย่างไร ราคาเบื้องต้นควรเป็นอย่างไรกระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานร่วมกันในการให้ความร่วมมือหากจำเป็นต้องควบคุมราคาก็ยินดีดำเนินการให้
ข้อเสนอนโยบายความเห็นของตน ตนคิดว่าระหว่างนี้เราควรเร่งรัดให้มีการนำเข้าให้มากที่สุด เพราะเป็นความจำเป็นในการให้ประชาชนสามารถตรวจโควิดได้ด้วยตนเองเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องโควิด หน่วยงานของรัฐอย่างน้อย 2 หน่วยที่ควรเร่งรัดนำเข้า 1.องค์การเภสัช หากต้องจำหน่ายควรนำเข้ามาในจำหน่ายในราคาที่ถูกที่สุดเพื่อกำหนดเป็นราคาชี้นำตลาด 2.สปสช.ซึ่งมีงบประมาณอยู่แล้ว หากจะเร่งนำเข้ามาเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนฟรีจะเป็นประโยชน์ในการช่วยให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศหรือผู้ที่มีความจำเป็นสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ตรวจได้ด้วยตนเองเท่ากับเป็นการช่วยคัดกรอง “แยกปลาออกจากน้ำ” ไม่ให้คนที่มีความเสี่ยงหรือตรวจเบื้องต้นแล้วพบว่าอาจจะติดเชื้อด้วย Test Kit ไปปนกับคนที่ไม่ป่วยจะช่วยแก้ปัญหาได้มาก 
ขอเสนอให้ 2 หน่วยงานนี้เร่งนำเข้ามาส่วนการอนุญาตภาคเอกชนเป็นเรื่องที่ อย.ต้องดำเนินการตามความเหมาะสมหรือตามทฤษฎีของ อย.ว่าคุณภาพมาตรฐานได้หรือไม่ จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตอย่างไร การคุมราคาจะเป็นเรื่องที่ตามมาซึ่งไม่ยาก โดยจะต้องไม่เป็นการสกัดการนำเข้าเพราะเราอยากเห็นการนำเข้า โดย Test kit เกือบทั้งหมดต้องนำเข้า ที่มีข่าวว่าผลิตในประเทศไทยเท่าที่ดูตัวเลขอย่างน้อยมากมีเพียงแห่งเดียวเท่าที่ตนติดตามจากข่าว
จุรินทร์ ดูแล ผู้ส่งออก เพิ่มสัดส่วนผู้ประกอบการรายจิ๋วรับสิทธิประโยชน์ส่งออก พร้อมขยายกลยุทธ์เมกะเทรนด์ ดึง BCG ตอบวาระชาติ
 
 
นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (21 ก.ค. 64) ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2564 ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่ม "บุคคลธรรมดาที่มีอนาคตเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่" เข้าไปในรายละเอียดกลุ่มเป้าหมายประเภทของผู้ประกอบการที่กองทุนฯ ส่งเสริมและสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงเพิ่มการส่งเสริม “ในยุค New Normal” เข้าไปในเป้าประสงค์ของกองทุนฯ อีกด้วย
 
นอกเหนือจากนี้ ยังมีการเพิ่มกลุ่มสินค้าและบริการ “เมกะเทรนด์” มี BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเมกะเทรนด์ เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย
 
นางมัลลิกา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประธานได้สั่งการที่ประชุมเรื่องนโยบายในการพัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้กับภาคการผลิตฐานราก ทั้ง SME และ Micro SME ว่ากองทุนฯ จะต้องจัดเกณฑ์การคัดเลือกผู้ประกอบการในการเข้าร่วมโครงการต่างๆ โดยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กและรายย่อมให้ได้ไปเปิดตลาดในต่างประเทศ โดยจะต้องมีจำนวนผู้ประกอบการขนาดข้างต้นได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าร่วมโครงการต่างๆ ที่ได้รับการจัดสรรเงินโดยกองทุนฯ อย่างน้อยร้อยละ 10-15 และตนจะติดตามผลการดำเนินการดังกล่าวในการประชุมครั้งต่อไป
จุรินทร์ กดปุ่ม "พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน Lot 12 ออนไลน์" ลุยลดกว่า 12,600 รายการ สูงสุด 85%
 
 
วันที่ 30 มิถุนายน 2564 เวลา 10.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร. สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าวโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 12 (Online) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์โดยนายจุรินทร์เป็นประธาน 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 12 Online ถือเป็นการลดราคาสินค้าและบริการทั้งหมดรวม 6 กลุ่มด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม เป็นเวลา 1 เดือนเต็มคาดว่าพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน (Online) Lot 12 นี้จะช่วยลดค่าครองชีพได้ให้กับพี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และจะมีผลในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท สำหรับสินค้าและบริการที่จะลดราคาออนไลน์ 6 กลุ่ม ประกอบด้วย 
 
กลุ่มที่ 1 กลุ่มการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งมี 4 แพลตฟอร์มที่เข้าร่วมโครงการ 1.Lazada 2.Shopee 3.Ohlala 4.JJ Mall โดยจะลดราคาสินค้าสูงสุด 30% และ Lazada จะลดค่าจัดส่งสำหรับ 3 ชิ้นขึ้นไปลด 30 บาท ถ้าซื้อครบ 99 บาทขึ้นไปจะลดค่าจัดส่ง 40 บาท 
 
กลุ่มที่ 2 กลุ่มให้บริการจัดส่งสินค้า ประกอบด้วย เคอรี่ Grab Lalamove DHL และไปรษณีย์ไทย โดยจะลดค่าบริการจัดส่งสูงสุด 77% และลดค่ากล่อง 38%
 
กลุ่มที่ 3 กลุ่มฟาสฟู๊ด มีบริษัทเข้าร่วม 4 บริษัท 1.Burger King 2.Pizza Hut 3.The Pizza Company 4.KFC ลดค่าอาหารสูงสุดถึง 50% มีอาหารทั้งหมด 23 รายการ
 
กลุ่มที่ 4 กลุ่มให้บริการอินเตอร์เน็ตมี 4 ราย 1.ทรู 2.AIS 3.DTAC และ 4.โทรคมนาคมหรือ NT สำหรับทรู AIS และ DTAC จะลดค่าบริการมือถือเหลือ 75 บาทต่อเดือน ส่วน NT จะลดค่าบริการเน็ตบ้านฟรี 3 เดือน เดือนถัดไปคิดเดือนละ 300 บาท
 
กลุ่มที่ 5 คือกลุ่มอุปกรณ์และสื่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย AIS DTAC และทรู โดยทั้ง 3 บริษัทนี้จะลดราคามือถือ15 รายการ ลดราคาสูงสุด 75% ส่วนแท็บแล็ตจะลดราคา 27 รายการ ลดสูงสุด 68%
 
และกลุ่มที่ 6 จะลดราคาสินค้าในห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อซึ่งมีด้วยกันทั้งสิ้น 16 ห้าง ประกอบด้วย แม็คโคร The Mall เซ็นทรัล BigC Tops CP Freshmart โลตัส Foodland Maxvalue B2S Supersports Office Mate Power Buy 7-11  Boots และ Watsons
 
โดยทั้งหมดนี้สามารถซื้อผ่านระบบออนไลน์ของแต่ละห้าง สินค้าที่จะลดราคามีด้วยกัน 11 หมวด 12,600 รายการ ลดราคาสูงสุด 85% โดย 11 หมวดนั้นจะประกอบด้วย 1.หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 2.อาหารสำเร็จรูปปรุงสำเร็จแช่แข็ง 3.ซอสปรุงรส 4.ของใช้ประจำวัน 5.ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย  6.ผลิตภัณฑ์ซักล้าง 7.เครื่องใช้ไฟฟ้า 8.เครื่องสำอาง 9.เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน 10.อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ และ 11. อื่นๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องครัว เป็นต้น
 
"กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว 11 Lot ด้วยกันสามารถช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้จำนวนมาก แต่ด้วยสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันที่เรากำลังประสบกับภาวะการแพร่ระบาดของโควิด มีความจำเป็นที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากต้องกักตัวอยู่กับบ้านหรือไม่สะดวกในการออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านตามเงื่อนไขที่ ศบค.กำหนดในแต่ละพื้นที่การซื้อสินค้าออนไลน์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์กระทรวงพาณิชย์จึงได้พิจารณาว่าถ้าเข้ามามีส่วนร่วมมือกับภาคเอกชนในการช่วยลดราคาสินค้าและบริการให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยโควิดในปัจจุบันสามารถซื้อบริการผ่านระบบออนไลน์ได้ในราคาพิเศษจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการสนองนโยบาย ศบค.และเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภคคนไทยทุกคนรวมทั้งจะเป็นประโยชน์กับภาคเอกชนผู้ประกอบการที่เข้ามามีส่วนช่วยแก้ปัญหาวิกฤติให้กับประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันด้วยจึงเป็นที่มาของ พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Online lot 12 วันนี้" นายจุรินทร์ กล่าว 
 
จากนั้นรายงานระบุว่าบรรยากาศในงานนั้นนายจุรินทร์ได้พบกับภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือและได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสานงานเพื่อความคล่องตัวต่อประชาชนผู้บริโภคมากที่สุด โดยภาคเอกชนชื่นชมและตอบรับตอบโครงการที่ทำมาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมในภาวะวิกฤติและได้พูดถึงแพกเกจเงื่อนไขต่างๆที่ลดราคาให้ประชาชนอย่างน่าสนใจและต่างพร้อมยินดีร่วมกันช่วยประชาชน นอกจากนั้นยังได้มีการเชื่อม VDO  conference ถึงผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมแต่อาจไม่ได้มาอยู่ที่งานด้วยทั้งนี้เพื่อรับทราบนโยบายและแนวทางร่วมกัน
ถวายพระพร เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร  ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ บันทึกเทปถวายพระพร  เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๖๔  ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)

พาณิชย์สุดยอด ! “จุรินทร์ “ประกาศ ตัวเลขส่งออก พค. +41.59 % สูงสุดในรอบ 11 ปี สินค้าเกษตร-อาหาร ดีต่อเนื่อง "สั่งพาณิชย์ลุยต่อ 5 แผนบุกตลาด"
 
 
วันที่ 24 มิถุนายน 2564 เวลา 9.30 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและคณะ แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย ประจําเดือนพฤษภาคม 2564 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนพฤษภาคมปีนี้ มีมูลค่า 23,057.91 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 714,885.27 ล้านบาท ขยายตัว 41.59% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี หากหักน้ำมัน ทองคำ ยุทธปัจจัยออกจะบวกถึง 45.87% คิดเป็นมูลค่ารวม 5  เดือน(ม.ค.-พ.ค.64)ขยายตัวรวมกัน 10.78% หากหักน้ำมัน ทองคำ ยุทธปัจจัยออกจะบวกถึง 17.13% เหตุผลสำคัญมี 2 ข้อ คือ 1.เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะตลาดสำคัญเช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่นเป็นต้น และ 2.เพราะแผนการส่งออกและภาคปฏิบัติจริงที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนมาโดยต่อเนื่องและใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมาในรูป กรอ.พาณิชย์ ทำให้สามารถแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆได้รวดเร็วทันท่วงทีและมีการจัดทำแผนเชิงรุกร่วมกันในปี 2564 ที่มีเป้าหมายและรายละเอียดชัดเจนแต่ต้นทำให้ตัวเลขการส่งออกปีนี้ค่อยๆเป็นบวกตามลำดับ สำหรับตลาดสำคัญนั้นประกอบด้วย จีนสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เอเชียใต้อาเซียน เป็นต้น สินค้าที่สำคัญประกอบด้วยสินค้าเกษตรและอาหาร สำหรับอาหารเฉพาะผักผลไม้แช่เย็นแช่แข็งซึ่งกระทรวงพาณิชย์เร่งรัดแก้ไขปัญหาอุปสรรคบริเวณด่านชายแดนและด่านข้ามแดนเชิงรุกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกผักผลไม้แช่เย็นแช่แข็งเป็นบวกถึง 31.9%โดยเฉพาะทุเรียนบวกถึง 95% และสินค้า Work from Home ผลิตภัณฑ์ป้องกันโควิด เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก อาหารสัตว์เลี้ยงและรถยนต์ เป็นต้น
 
"สำหรับรถยนต์หลังจากที่ผมและกระทรวงพาณิชย์พยายามเจรจากับเวียดนามมาหลายครั้งตั้งแต่การประชุม RCEP และส่งผลให้ต่อมาเวียดนามปรับปรุงกฎระเบียบในการนำเข้ารถยนต์จากที่ต้องตรวจรถยนต์ที่นำเข้าจากไทยทุกล็อตที่ตรวจทั้งสองฝั่งเวียดนามยอมเปลี่ยนเป็นตรวจฝั่งใดฝั่งหนึ่งและสุ่มตรวจเท่านั้น ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ของไทยไปเวียดนามขยายตัวถึง 922% และส่งออกไปทั่วโลกขยายตัวถึง 170%" นายจุรินทร์ กล่าว 
 
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า แผนงานที่กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อไปประกอบด้วย 1.เร่งรัดการเปิดตลาดใหม่ให้มีผลทางภาคปฏิบัติเป็นรูปธรรม โดยเร็วทั้งตลาดตะวันออกกลาง ตลาดกลุ่มประเทศรัสเซีย ตลาดกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ตลาดกลุ่มประเทศแอฟริกา 2.รุกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนต่อเนื่องต่อไปโดยจะเร่งเปิดด่านซึ่งมีอยู่ 97 ด่านที่ปัจจุบันเปิดได้แค่ 45 ด่านให้เปิดด่านเพิ่มขึ้นเป้าหมายระยะสั้นเร่งเปิดให้ได้อย่างน้อยเพิ่มอีก 11 ด่าน วันที่ 9-11 กรกฎาคมนี้ตนจะเดินทางไปดูด่านบริเวณชายแดนลาวซึ่งถือเป็นด่านสำคัญที่จะทะลุไปเวียดนามและไปจีน เช่น ด่านปากแซง นาตาล ท่าเทียบเรือมุกดาหาร ท่าเทียบเรือนครพนม และท่าเทียบเรือหนองคาย เป็นต้น ที่จะเร่งรัดให้เปิดด่านเร็วขึ้น 3.เร่งส่งเสริมการส่งออกและการเจรจาการค้ารวมทั้งการทำสัญญาส่งสินค้าออกด้วยระบบออนไลน์ต่อไป และเมื่อไหร่ที่ทำระบบออฟไลน์เพิ่มขึ้นได้จะเร่งดำเนินการให้ผสมผสานในรูปแบบไฮบริด 4.เร่งรัดดำเนินการ MINI-FTA ทั้งกับไห่หนาน หรือมณฑลไหหลำของจีน รัฐเตลังคานาของอินเดีย เมืองคยองกีของเกาหลี หรือโคฟุของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้สัญญาณล่าสุดอาจลงนามได้ในช่วงสิงหาคม 5.เร่งสร้างแม่ทัพการค้าและแม่ทัพการส่งออกรุ่นใหม่ของไทยเพื่อเป็นอนาคตสำหรับการนำเงินเข้าประเทศต่อไปในเรื่องโครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ซึ่งปีนี้มั่นใจว่าสร้างได้ครบ 12,000 คนทั่วประเทศแน่นอน
 
ด้านนายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า  นโยบายกระทรวงพาณิชย์ผลักดันในทุกทางช่องทางสำคัญทำให้ตัวเลขการส่งออกเป็นรูปธรรมและจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและภาพรวมตลาดสำคัญมีการขยายตัวในหลายประเทศ ภาพรวมการส่งออกไปกลุ่มตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 39.9 โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ขยายตัวดีต่อเนื่องร้อยละ 44.9 ร้อยละ 25.5 ร้อยละ 27.4 ตามลำดับ ตลาดสหภาพยุโรปและ CLMV ขยายตัวเร่งขึ้น ร้อยละ 54.9 และร้อยละ 46.8 ตามลำดับ ส่วนตลาดอาเซียนกลับมาขยายตัวร้อยละ 51.0 ส่วนปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกนั้นคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่หลายประเทศเริ่มมีอัตราลดลงราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้น สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว เช่นยางพารา ผัก ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง สิ่งปรุงอาหาร อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่สดแช่เย็น-แช่แข็งและแปรรูป รถยนต์อุปกรณ์กับส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เป็นต้น 
 
อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์และทีม กรอ.พณ.จะได้กำหนดวันประชุมหารือร่วมภาครัฐกับเอกชน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากต้องเดินหน้าผลักดันการส่งออกโดยแก้ไขปัญหาตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งเร่งรัดการเปิดด่านชายแดนเพิ่มเติมและผลักดันการลงนามความตกลงยอมรับร่วมสินค้ายานยนต์ MRA ของอาเซียนตามนโยบายต่อไป
สนั่นไร่มันโคราช ! "จุรินทร์” ประกาศเดินหน้าประกันรายได้มันสำปะหลัง ปี 3 ตั้งเป้าคลอดยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย "ชูตลาดจีนมีอนาคต"
 
 
 
วันที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 15.00 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พบปะเกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลังและตรวจเยี่ยมโรงแป้งมันสําปะหลังบริษัทสงวนวงษ์อุตสาหกรรม จํากัด อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า
ดีใจกับพี่น้องชาวไร่มันสำปะหลังที่นี่ ได้ราคามาตรฐาน 2.30-2.50 ที่เชื้อแป้ง 25% ถือว่าราคาพอไปได้และถ้าเมื่อไหร่ราคาตกต่ำกว่า 2.50 บาทจะมีตัวช่วยคือนโยบายประกันรายได้ชาวไร่มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นนโยบายของตนเพราะตนเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนโยบายนี้เป็นนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอก่อนเข้าร่วมรัฐบาล โดยนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ประกอบด้วยพืช 5 ชนิด มีข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ทำให้พี่น้องมีหลักประกัน ถ้าราคาตกต่ำกว่า 2.50 บาทจะมีส่วนต่างทำให้มีรายได้ 2 ทาง ตราบเท่าที่พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเราจะผลักดันนโยบายประกันรายได้เกษตรกรชาวไร่มันต่อไป โดยทำมา 2 ปีแล้วปีนี้จะเป็นปีที่ 3 และจะเดินหน้าต่อไปโดยตนจะนำเรื่องเข้าเสนอต่อคณะรัฐมนตรีสำหรับปีที่ 3 นี้
 
นายบุญมา พลภักดี ตัวแทนเกษตรกร กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านรองนายกฯที่ช่วยให้เกษตรมีรายได้ 3 ทาง จากการแปรรูปมันสำปะหลัง โครงการประกันรายได้มันสำปะหลังและจำหน่ายสินค้าจากมันสำปะหลัง จากนั้นได้สาธิตการใช้เครื่องสับมันขนาดย่อมที่นายจุรินทร์ได้อนุมัติโครงการมอบเครื่องสับมันขนาดย่อมให้แก่เกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังไปก่อนหน้านี้
 
หลังจากนั้น นายจุรินทร์ได้ให้สัมภาษณ์ว่า การทำยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทย จะรวมทุกเรื่องไม่เฉพาะนวัตกรรม แต่รวมถึงกระบวนการผลิตต้นน้ำจนถึงการตลาดปลายน้ำ ครบวงจรคาดว่าไม่เกิน 6 เดือนถึง 1 ปี จะประกาศยุทธศาสตร์มันสำปะหลังไทยได้ เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์แม่บทในการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนในการวิจัยและพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าสูง เกษตรมูลค่าสูงได้ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแนวทางนี้ 
ซึ่งผลได้จะตกกับเกษตรกรและประเทศโดยรวมในการส่งสินค้ามูลค่าสูงออกไปจำหน่ายในต่างประเทศนำรายได้เข้าประเทศ โดยตลาดใหญ่ของมันสำปะหลังอยู่ที่ประเทศจีน โดยหลักตลาดจีนมี 2 ส่วน คือประเทศไทยเข้าเฉพาะตลาดเอทานอลเป็นหลักแต่ยังมีตลาดอาหารสัตว์ที่เรายังไม่ได้เข้าไปเชิงลึกยังสามารถเข้าไปได้อีก และมีอีกหลายมณฑลที่มีความต้องการ ตลาดจีนยังเป็นตลาดใหญ่ที่มีอนาคตสำหรับมันสำปะหลังไทย นอกจากนี้ยังมีตลาดยุโรป นิวซีแลนด์ออสเตรเลีย ที่สามารถนำมันสำปะหลังไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้ เราต้องขยายองค์ความรู้ในการนำมันสำปะหลังไปผสมเป็นอาหารสัตว์ซึ่งบางประเทศไม่ใช้มันสำปะหลัง ต้องไปประชาสัมพันธ์และเจาะตลาดต่อไปในอนาคต 
 
สำหรับการตรวจเยี่ยมลงพื้นที่ครั้งนี้ โดยมี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัด นครราชสีมา เข้าร่วมด้วย พร้อมทั้งนายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร่วมด้วย
จุรินทร์ ลงเสาเอกบ้านมั่นคง-ขอนแก่น เดินหน้าจัดหาที่อยู่อาศัยให้รายย่อยผ่อนราคาถูก ประกาศ ! พร้อมพิจารณาลดค่าผ่อนชำระให้รายย่อยจากปัญหาโควิด

 

วันที่ 18 มิถุนายน 2564 เวลา 11.30  น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์
นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสุธรรม ระหงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ประธานบริหารกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และนายวรทัศน์ ธุลีจันทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ติดตามโครงการบ้านมั่นคงภาคอีสานจังหวัดขอนแก่น
 
โดยนายจุรินทร์ เป็นประธานในพิธียกเสาเอกโครงการบ้านมั่นคงแก่นนครและติดตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตศูนย์คนไร้บ้านจังหวัดขอนแก่น ณ สหกรณ์เคหสถานแก่นนคร อําเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจจะมาทำ 2 เรื่อง 1.ร่วมพิธีวางเสาเอกให้กลับบ้านมั่นคง ในฐานะที่ตนเป็นรองนายกรัฐมนตรีและมีหน้าที่กำกับติดตามงานของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 
2.ตั้งใจมาติดตามงานในอดีตหลาย 10 ปีมาแล้วที่ได้ริเริ่มไว้ คืองานบ้านมั่นคง ที่เริ่มไว้ตั้งแต่ปี 2543 ที่เริ่มสมัยรัฐบาลชวน 2 (นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 )แล้วตนในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายก โดยตั้งใจให้เป็นคำตอบของพี่น้องประชาชนที่ไม่มีบ้านหรือมีบ้านแต่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง เพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ไร้บ้านได้รวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ ถือหุ้นสหกรณ์ แล้วนำมาซื้อที่ดินและผ่อนด้วยเงื่อนไขผ่อนปรน และมีบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน โดยที่ผ่านมา 20 ปีสามารถสร้างได้ 200,000 หลัง และตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้ได้ 1,300,000 หลังในปี 2579 เป็นเวลา 15 ปี  และมีโครงการบ้านพอเพียง ที่ช่วยซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหลังละไม่เกิน 20,000 บาท
 
" สำหรับจังหวัดขอนแก่นทำโครงการบ้านมั่นคงไปแล้ว 163 ชุมชน 7,051 หลัง สำหรับโครงการบ้านมั่นคงสหกรณ์เคหสถานแก่นนครจำกัด มี 333 หลัง ดำเนินการไปแล้ว 281 หลัง และวันนี้ที่วางเสาเอกจะทำอีก 46 หลัง ใช้เงิน 187 ล้านบาท จะสร้างเสร็จภายในปี 2564 นี้ ดีใจที่ได้มาพบพี่น้องทุกคนขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนด้วยที่ต้องฝ่าวิกฤตโควิด และเรื่องประเด็นปัญหาเรื่องอาชีพ กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วย เช่น จัดตลาดนัด จัดอบรมการค้าออนไลน์ โดยให้พาณิชย์จังหวัดมาช่วยประสานกับ ผอ.พอช.ขอนแก่น " นายจุรินทร์ กล่าว 
 
นายปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) นโยบายนี้เป็นนโยบายดีต้องขอบคุณนายกชวน หลีกภัย โครงการนี้เกิดขึ้นสมัยนายกชวนและมาต่อยอดในสมัยรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ ตั้งงบประมาณไว้สำหรับบ้านมั่นคงเพิ่มเติมอีก 3,000 ล้านบาทและมีโครงการเกี่ยวกับการยกระดับเป็นบ้านพอเพียงเพื่องบซ่อมแซมอีกจำนวน 1,000 กว่าล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งต้นมาและวันนี้รองนายกฯจุรินทร์ มามอบและมาต่อยอดซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
 
ด้าน นายธีระศักดิ์ ฑีฆายุพันธุ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครขอนแก่น กล่าวว่าเป็นบุญของชาวขอนแก่นที่รอคอยผู้ใหญ่สักท่านมาช่วยแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ยังหาโมเดลเพื่อตอบสนองไม่ได้ กระทรวงที่มีบทบาทเด่นที่สุดในประเทศไทยที่สร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยคือกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และพอช.ที่ทำงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละ โดยพื้นที่แห่งนี้ในอดีตเป็นป่าที่ชุมชนที่โดนไล่บ้านรวมตัวกันหาที่อยู่อาศัย ห ลายคนมาดูมาลูบคลำบ้านแล้วบอกว่านี่คือบ้านในฝัน หลายคนไม่เคยมีแม้แต่ห้องน้ำ  มีบ้านสร้างเสร็จแล้ว 47 ครัวเรือน เป็นชุมชนล่าสุดของเทศบาลนครขอนแก่นเป็นชุมชนที่ 95 ก้าวหน้านคร วันนี้เป็นเวลาแห่งความหวังของพวกเรา
ชาวโคราชเฮ “จุรินทร์”จัดโมบายพาณิชย์ลดราคา! ขายของถูก ลดสูงสุด 60%

 

วันที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 14.30 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดและปล่อยขบวนรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน จังหวัดนครราชสีมา ณ ลานเอนกประสงค์ ชุมชนหัวทะเล หน้าตลาดพระโคราช อําเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า
วันนี้เปิดตัวโครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน ที่จังหวัดนครราชสีมาโดยจัดรถโมบายจำนวน 20 คัน เพื่อตระเวนไปจำหน่ายสินค้าราคาถูกในเขตในชุมชนต่างๆในเขตเทศบาลนครโคราชและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย.-16 ก.ค. 2564 เป็นเวลา 30 วัน
โดยสินค้าประกอบด้วยสินค้าอุปโภคและบริโภค สินค้าสำคัญ 6 รายการ เช่น ข้าวหอมมะลิถุงละ 5 กิโลกรัม 150 บาท ตกกิโลกรัมละ 30 บาท น้ำมันพืชขวดละ 43 บาท ปลากระป๋องกระป๋องละ 10 บาท น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20 บาท บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท และไข่ไก่แผงละ 30 ฟอง ราคา 83 บาท ฟองละ 2.77 บาท
และสินค้าอุปโภคอื่นๆ ซึ่งลดราคาสูงสุดถึง 60% โดยจะมีสินค้าทั้งหมด 75 รายการ
 
และผู้ที่ต้องการทราบว่ารถโมบายจะไปที่ไหนบ้างที่โคราชเข้าไปที่เว็บไซต์ https://โมบายพาณิชย์.com/ จะมีอะไรละเอียดบอกว่าไปชุมชนไหนวันที่เท่าไหร่ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ทุกจังหวัดช่วงประสบภัยโควิด
 
โดยมี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน
นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายกอบชัย บุญอรณะ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมด้วย
"จุรินทร์" ออนทัวร์อีสาน ลุยแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร มอบเช็ค-แจกโฉนดคืนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟู
 
 
วันที่ 17 มิถุนายน 2564 เวลา 14.00 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ นายนิพนธ์ บุญญามณี  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
นายสมยศ ภิราญคำ รองเลขาธิการ รักษาการในตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคณะได้มาพิธีมอบเช็คชําระหนี้และมอบโฉนดที่ดินของกองทุนฟื้นฟูเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้แก่เกษตรกรจังหวัดอุดรธานี ณ ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ฮอลล์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งนายนายจุรินทร์ เป็นประธาน 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลชวน 2 (สมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี) และผู้ที่มีส่วนในการเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูคนหนึ่งคือตนร่วมด้วยซึ่งกองทุนฯดำเนินงานกิจกรรมสำคัญ 2 เรื่อง 1.เพื่อช่วยแก้ปัญหาหนี้สินให้กับพี่น้องเกษตรกร ไปช่วยรับซื้อหนี้หรือรับซื้อทรัพย์สินที่ถูกยึดจากการเป็นหนี้คืน แล้วมาผ่อนคืนกับกองทุนฯช่วยให้เกษตรกรไม่สูญเสียที่ดินทำกิน 2.ช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของเกษตรกร 
 
ในช่วงปีกว่าที่ตนเข้ามามีการปรับปรุงแก้ไขพัฒนาปัญหาของพี่น้องเกษตรกรเช่น 1.มีสำนักงานครบเกือบทุกจังหวัดและมีการตั้งคณะอนุกรรมการประจำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งเกษตรกรจะได้รับการดูแลทั่วถึงทั้ง 76 จังหวัด2.แก้ไขปัญหาหนี้บุคคลค้ำที่เมื่อก่อนเข้าไปจัดการไม่ได้ มีการแก้ไขกฎหมายให้ซื้อหนี้บุคคลค้ำได้ ส่วนใหญ่เป็นหนี้รายย่อยไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย มีจำนวนหลาย 38,000 รายที่ขึ้นทะเบียน 3.หนี้ที่เกิน 2.5 ล้านบาท สามารถขยายเพดานช่วยเหลือจาก 2.5 ล้านบาทเป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท 4.จัดเงินงบประมาณเพื่อฟื้นฟูอาชีพและคุณภาพชีวิต เตรียมไว้ 340 ล้านบาท และสำหรับจังหวัดอุดรธานี 7,500,000 บาทในการช่วยฟื้นฟูอาชีพให้กับเกษตรกรชาวอุดรจำนวน 200 คน 15 โครงการ และช่วยจัดซื้อหนี้ของเกษตรกรจำนวน 5 รายเป็นหนี้สหกรณ์ 2 สหกรณ์เป็นเงิน 5,600,000 บาท และคืนโฉนดออกใบประกาศนียบัตรรับรองให้กับเกษตรกรที่เป็นหนี้กองทุนฟื้นฟูและชำระหนี้หมดแล้วจำนวน 30 ราย 
 
" ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องเกษตรกรทุกคนและขอมอบนโยบายให้กับอนุกรรมการจังหวัดและสำนักงานกองทุนฟื้นฟูจังหวัดได้เร่งรัดดำเนินการตามนโยบายของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ตนเป็นประธาน ที่สำคัญขอให้เอาใจใส่และลงลึกในการเข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหาหนี้สินและฟื้นฟูเกษตรกรอย่างแท้จริงรวมทั้งให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ที่เข้ามาเป็นอีกภาคส่วนหนึ่งที่จับมือกับกองทุนฟื้นฟูในการช่วยฟื้นฟูเกษตรกรโดยใช้ระบบการตลาดช่วยแก้ปัญหา " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
 
รายงานข่าวสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ระบุว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์กำกับดูแลในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นคนมีความตั้งใจและใส่ใจในการกำกับดูแลเป็นอย่างมากซึ่งการมอบเช็คชำระหนี้และมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่เกษตรกรสมาชิกกองทุนมีทั่วประเทศและนายจุรินทร์เร่งรัดกำกับนโยบายเพื่อช่วยเกษตรกรให้เร็วที่สุดเป้าหมายคือ "ทำได้ไว ทำได้จริง"
เกาะติด "จับคู่กู้เงิน" จุรินทร์ ตามใกล้ชิด ยอดกู้พุ่งกว่า 3,000 ราย "ออมสิน"สูงสุด ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ เดินหน้าต่อ "ช่วยร้านอาหารฝ่าโควิด"

 

วันที่ 14 มิถุนายน 2564 เวลา 14.00 น.  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์

ผู้บริหารสถาบันการเงิน ติดตามความคืบหน้าโครงการ “จับคู่กู้เงิน” สถาบันการเงินกับร้านอาหาร ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใช้เวลาเดินสำรวจติดตามสอบถามสถาบันการเงินที่ให้ความร่วมมือกับโครงการเกี่ยวกับความคืบหน้าและเงื่อนไขที่โครงการอย่างละเอียด บรรยากาศระหว่างนั้นผู้บริหารธนาคารได้ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามรวมทั้งประจำแต่ละบูธเพื่อตอบข้อซักถามเงื่อนไขต่างๆที่ร้านอาหารทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาได้มาติดต่อที่กระทรวงพาณิชย์วันนี้
 
ภายหลังจากนั้น นายจุรินทร์ กล่าวสรุปว่า ความคืบหน้าโครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร ที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7-20 มิถุนายน 2564 เพื่อให้ร้านอาหารทั่วประเทศซึ่งมีอยู่ประมาณ 120,000 ร้าน ที่จดทะเบียนบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ของสถาบันการเงินต่างๆ กระทรวงพาณิชย์ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคาร SME D Bank ธนาคารกรุงไทย ธนาคาร ธ.ก.ส. และบสย. เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี รวมทั้งเงื่อนไขผ่อนปรนอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือร้านอาหารให้สามารถต่อลมหายใจต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์ในช่วงวิกฤติโควิด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดห้องเพื่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถมาพบกับทั้ง 5 สถาบันการเงินได้ที่นี่โดยตรง
 
รวมทั้งสามารถเดินทางไปที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือไปที่สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งโดยตรงที่สำนักงานสาขาทั่วประเทศเพื่อยื่นเรื่องขอกู้เงินตามโครงการจับคู่กู้เงินของกระทรวงพาณิชย์จะได้รับการดูแลเรื่องการให้ข้อมูลเงื่อนไขและรับเรื่องขอกู้ 
นับตั้งแต่วันที่ 7-14 มิถุนายนเป็นเวลา 7 วันสถาบันการเงินต่างๆได้เปิดโอกาสให้ร้านอาหารขอกู้ได้ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ มีการยื่นขอสินเชื่อดังนี้ ธนาคารออมสินมีผู้ยื่นขอกู้แล้วรวม 2,520 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 750 ล้านบาท ธนาคาร SME D Bank มีผู้ยื่นขอกู้ 146 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 64 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทยมีผู้ยื่นขอกู้ 98 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 43 ล้านบาท ธ.ก.ส.ยื่นขอกู้ 49 ราย วงเงินขอสินเชื่อ 22 ล้านบาท ส่วน บสย.มีผู้ยื่นขอ 188 ราย โดยมีผู้ติดต่อขอสินเชื่อรวม 3,001 รายวงเงินที่ขอสินเชื่อรวมกัน 880 ล้านบาท ส่วนสำหรับ บสย.ที่มีผู้ยื่นขอ 188 รายนั้นแจ้งว่ายินดีค้ำประกันให้ทุกรายที่ธนาคารปล่อยกู้ให้
 
" และโครงการที่ออกบูธจะไปจบโครงการในวันที่ 20 มิถุนายน 2564 ที่จะถึงแต่ท่านสามารถไปที่สาขาต่างๆของสถาบันการเงินเหล่านี้ได้และในบางจังหวัดผมได้สั่งการให้มีการดำเนินการจัดสถานที่ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกับที่จัดที่กระทรวงพาณิชย์ เช่น ที่จังหวัดภูเก็ตจากการไปตรวจราชการได้รับรายชื่อร้านอาหารรวม 300 กว่ารายที่ประสงค์จะยื่นขอกู้ จึงสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดภูเก็ตจัดสถานที่เป็นกรณีเฉพาะให้พบกับ 5 สถาบันการเงินสาขาที่นั่นโดยตรง ได้รับแจ้งว่าจะดำเนินการตั้งแต่วันพุธที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นไป และจะพิจารณาข้อมูลต่อไปว่าสุดท้ายได้มีการอนุมัติวงเงินไปเท่าไหร่เพราะต้องรอให้สถาบันการเงินนั้นนั้นได้มีเวลาพิจารณาโดยพูดคุยกันแล้วว่าจะพิจารณาให้สั้นที่สุดภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยมีผู้ยื่นขอกู้ออนไลน์กับธนาคารออมสินถึง 2,326 ราย " นายจุรินทร์ กล่าว
พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน Lot11 "Food Delivery" จุรินทร์ "นำเคาะ" ลดGPเหลือ 25% ลดค่าอาหารสูงสุด 60%

วันที่ 28 พฤษภาคม 2564 เวลา 12.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” Lot 11 (Food Delivery)

นายจุรินทร์ กล่าวว่า

วันนี้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมกันให้ความช่วยเหลือร้านอาหาร โดยประชุมร่วมกับแพลตฟอร์มทั้งหมด 5 แพลตฟอร์ม ที่ให้บริการ Food Delivery และตัวแทนร้านอาหารทั่วประเทศ เช่น สมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร สมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมร้านอาหารไทยและสตรีทฟู้ด สมาคมร้านอาหารและบันเทิงเชียงใหม่ ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร เป็นต้น และผู้แทนสถาบันการเงิน 6 สถาบัน 1.SME D Bank 2.ธนาคารกรุงไทย 3.ธนาคารออมสิน 4.ธนาคารอิสลาม 5.ธ.ก.ส. และ6. บสย.

มี 2 ประเด็น เพื่อช่วยสนับสนุนร้านอาหารในภาวะวิกฤตโควิด

ประเด็นที่ 1 จัดโครงการพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot 11 เพื่อช่วยเหลือบุคคล 

2 กลุ่ม 1.กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารที่ขายอาหารผ่านแพลตฟอร์ม 2.กลุ่มผู้บริโภคซึ่งซื้ออาหารผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ

โดยสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารจะมีการลดค่า GP ที่แพลตฟอร์มคิดกับร้านอาหารจากเฉลี่ย 35% -25% ลงมาเหลือ 25%

มีแพลตฟอร์มที่จะเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 5 แพลตฟอร์ม 1.Robinhood 2. foodpanda 3.Grab 4.Gojek และ 5.Lineman

ลดค่า GP เหลือ 25% ในภาพรวม ยกเว้น Robinhood ไม่คิดค่า GP และ foodpanda ไม่คิดค่า GP สำหรับร้านใหม่

สำหรับผู้บริโภคมี 2 ส่วน 1.ลดราคาอาหารที่ขายผ่านแพลตฟอร์มทั้ง 5 แพลตฟอร์มสูงสุด 60% และจะลดค่าขนส่ง 4 แพลตฟอร์ม ใน 3-5 กิโลเมตรแรก ลดสูงสุดจาก 40 บาทเหลือ 0 บาท ประกอบด้วย 1.Robinhood 2.foodpanda 3.Grab และ 4.Gojek

ตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2564  ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับค่า GP ส่วนค่าอาหารจะลดทั่วประเทศ

และประเด็นที่ 2 จัดโครงการแมตช์ชิ่งเงินกู้ให้กับร้านอาหารทั่วประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นตัวกลางช่วยร้านอาหารสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี  ได้รับความร่วมมือจาก 6 สถาบันการเงิน ประกอบด้วย 1.SME D Bank 2.ธนาคารกรุงไทย 3.ธนาคารออมสิน 4.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 5.ธ.ก.ส. และ 6.บสย.

มีการจัด 2 กิจกรรม 1.ให้สถาบันการเงินให้ข้อมูลกับร้านอาหารที่สนใจเข้าถึงแหล่งเงินกู้วันที่ 1-6 มิถุนายน 2564ในรูปแบบออนไลน์ และต่างจังหวัดจะให้พาณิชย์จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการให้ร้านอาหารที่สนใจสอบถามข้อมูลจากสถาบันการเงิน 2.จะมีการจับแมตช์ชิ่งให้ยื่นเรื่องเพื่อขอกู้เงินตามเงื่อนไขทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ในวันที่ 7-20 มิถุนายน 2564

เพื่อช่วยให้ร้านอาหารในช่วงวิกฤติโควิดได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี

โดยร้านอาหารที่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่จดทะเบียนไว้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นนิติบุคคล 15,967 ร้าน และบุคคลธรรมดา 103,000 ร้าน รวมแล้ว 118,967 ร้าน

โดยผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจะสูญเสียรายได้ 250-350 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

จุรินทร์"ลุย"แหลมฉบัง ! นำตรวจ"เรือสินค้าขนาดใหญ่" แก้ตู้สินค้าส่งออกขาดแคลน ช่วยส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 35,000 ล้านบาท ชี้ชัด งานเป็นรูปธรรมความร่วมมือ "พาณิชย์-ภาคเอกชน-กรมเจ้าท่า"

 

วันที่ 26 พฤษภาคม 2564 เวลา 15.00 น.
 
15.00 น.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมเรือสินค้า MSC Amsterdam และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า
สถานการการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในปี 2564 ตัวขับเคลื่อนสำคัญคือการส่งออกและต้นปีนี้การส่งออกก็เป็นบวก เดือนมีนาคมเป็นบวกถึง 8.47% และเดือนเมษายนบวกถึง 13.09% และยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น การส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ปัญหาการส่งออกจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ การส่งออกประกอบด้วยการขนสินค้าทางบก ทางอากาศและทางเรือ การขนส่งสินค้าทางเรือมีประเด็นปัญหาคือตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าเพื่อลงเรือส่งออกขาดแคลนเนื่องจากก่อนเกิดสถานการณ์โควิดมีการส่งสินค้าไปสหรัฐและสหภาพยุโรปจำนวนมากแต่ส่งสินค้ากลับมาน้อย ตู้ไปค้างอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่ประเทศจีนมีศักยภาพสามารถนำตู้ไปใช้ในการส่งออกได้มาก สำหรับประเทศไทยเมื่อผมได้ประชุม กรอ.พาณิชย์ การท่าเรือร่วมกับภาคเอกชนมาโดยใกล้ชิดได้ข้อสรุปว่าจากนี้ไปเราจะแก้ปัญหาโดยจะเปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เข้ามาแหลมฉบังให้เรือขนาด 300-400 เมตรเข้ามาเทียบท่าได้จะช่วยให้ เราสามารถไปปลายทางได้เลยช่วยลดต้นทุนสามารถขนตู้เปล่าและตู้ที่มีสินค้าเข้ามา จะมีตู้เปล่าที่ส่งสินค้าออกได้มากขึ้น หลังจากที่ตนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การท่าเรือแก้ประกาศจับประกาศใหม่อนุญาตให้เรือ 300-400 เมตรเข้าเทียบท่าได้ มีมาหลายลำแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 และ 17 เมษายน 2564 20 เมษายน 2564 และวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นลำใหญ่ขนาด 399 เมตร สามารถบรรทุกตู้เข้ามาได้ประมาณ 12,000 ตู้ และวันนี้เรือสินค้า MSC Amsterdam ขนาด 399 เมตรสามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาได้ประมาณ 4,000 ตู้ สามารถบรรจุสินค้าลงไปได้ประมาณ 80,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสินค้าที่ส่งออกประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังมีอีกสองลำที่จะเข้ามาวันที่ 2 มิถุนายน 395 เมตรและ 19 มิถุนายน 398 เมตร
 
" รวมแล้วทั้งหมดจะเป็น 7 ลำ สามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาประมาณ 23,000 ตู้ สามารถขนสินค้าออกไปได้ประมาณ 458,000 ตันรวมมูลค่าให้การส่งออกเพิ่มขึ้นจากการได้ตู้เปล่าประมาณ 35,000 ล้านบาท คือผลที่เป็นรูปธรรมจากการร่วมกันแก้ปัญหาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชนและกรมเจ้าท่า
 ขณะนี้ตู้เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลความต้องการใช้ตู้เปล่าเดือนหนึ่งประมาณ 128,000 ตู้ เรามีตู้ประมาณ 130,000 ตู้ เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลแล้ว แต่ต้องติดตามสถานการณ์และกรมเจ้าท่าต้องอำนวยความสะดวกโดยเร็วที่สุด เปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เอาตู้เปล่าเข้ามาและเราส่งสินค้าออกไปได้มากขึ้นจะช่วยให้ตัวเลขส่งออกของเราเป็นบวกได้ต่อและจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป
 
ผมเชื่อว่าศักยภาพการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศยังมีเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนสายการเดินเรือต้องเข้ามาช่วยในการจัดหาตู้และกรมเจ้าท่าต้องอนุญาตโดยเร็วในการดำเนินการ และได้มีประกาศใหม่ให้ใบอนุญาตสำหรับเรือขนตู้ขนาด 300-400 เมตรภายในเวลา 2 ปี แต่ตนจะไปเจรจาว่าทำไมไม่เป็นตลอดไปเพราะการส่งออกยังเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ หากจำเป็นต้องปรับปรุงร่องน้ำหรือปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ก็จะต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับตัวเลขการส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศตนเชื่อว่าคุ้มแน่นอน " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
จุรินทร์ "ช่วยผู้พิการ" ดัน ศปก. ศบค. ฉีดวัคซีนให้ก่อน พร้อมเปิด รพ.สนามเพื่อผู้พิการป่วยโควิด ที่ปทุมธานี 1 มิถุนายน นี้
 
 
วันที่ 26 พฤษภาคม 2564 เวลา 10.30 น.
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
 
ตรวจเยี่ยมการเตรียมความพร้อมการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามบ้านวิทยาศาสตร์ สิรินธร เพื่อคนพิการ ณ อาคารบ้านวิทยาศาสตร์ สิรินธร อุทยาน วิทยาศาสตร์ประเทศไทย อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี
 
ระหว่างการ ตรวจเยี่ยมนั้น นายสาธิต ปิตุเตชะ กล่าวว่า การระบาดในระลอกนี้ต้องยอมรับว่าได้กระจายตัวอยู่ในสังคมและในทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นคนพิการหรือคนในครอบครัว เดิมกระทรวงสาธารณสุขมีนวัตกรรมต่างๆที่จะดูแลผู้ติดเชื้อในแต่ละส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีอาการหรือไม่มีอาการหรือมีอาการรุนแรงอาการหนัก แต่ละกลุ่มต้องการการดูแลที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนนี้ต้องการการดูแลคนพิการซึ่งต้องใช้ผู้มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ 
กระทรวงสาธารณสุขโดยสถาบันสิรินธร มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในการดูแลคนพิการจึงเข้ามาจัดตั้งโรงพยาบาลสนามให้ดูแลผู้ติดเชื้อที่เป็นผู้พิการร่วมกันกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินที่ต้องจัดการแบบพิเศษให้ความสำคัญและรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์เสนอให้ ศปก.( ศูนย์ปฏิบัติการ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 หรือ ศปก.ศบค.ให้วัคซีนกับผู้พิการในทุกกลุ่มทุกประเภท และมีความซับซ้อนว่าผู้ติดเชื้อในชุมชนบางครั้งเป็นคนในชุมชนเดียวกัน จึงได้มีการจัดการบ้านร้อยวิถี เพื่อไปดำเนินการบุคคลในกลุ่มนี้ ที่เป็นการจัดการพิเศษที่แตกต่างกับบุคคลอื่น  
 
ด้านนายจุรินทร์ วันนี้ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กล่าวว่า ได้ติดตามให้การสนับสนุนในการช่วยเหลือผู้พิการ ในฐานะหน่วยงานสำคัญที่เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการโดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)เป็นเลขานุการโดยคณะกรรมการฯได้มีมติในหลายเรื่องเช่น
เรื่องที่หนึ่ง มีมติขยายอายุบัตรประจำตัวผู้พิการต่อไปอีก 6 เดือน ในช่วงโควิดนี้การเดินทางไปต่ออายุบัตรก็เป็นอุปสรรค เรื่องที่สอง ตั้งแต่ปีที่แล้วมีกองทุนคนพิการในการให้การสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอก ปลอดหลักทรัพย์ ได้มีมติหลักล่าสุดให้ขยายเวลาขอกู้เงินได้เพื่อไปประกอบอาชีพในช่วงวิกฤติโควิด จากหมดอายุวันที่ 31 พฤษภาคมต่อไปให้ถึง 30 กันยายน 2564 เรื่องที่สามผู้ที่เป็นหนี้กองทุนผู้พิการอยู่แล้วให้สามารถพักหนี้ได้ โดยสามารถพักหนี้ตั้งแต่ 31 มีนาคม 2564 ยืดไปได้อีกหนึ่งปีถึง 31 มีนาคม 2565 ซึ่งมีผู้ยื่นพักหนี้แล้ว 10,000 กว่าคนทั่วประเทศ
 
" และอีกเรื่องหนึ่งที่ประชุมมีมติให้เสนอให้ ศปก. ศบค.ได้ช่วยจัดลำดับความสำคัญในการได้รับวัคซีนให้กับผู้พิการทั่วทั้งประเทศให้ต่อจากผู้สูงอายุ ผู้ป่วย 7 โรค เพราะผู้พิการจำนวนหนึ่งอยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่ม 7 โรคแต่ยังมีอีก 800,000 คนทั่วประเทศที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้และควรได้รับการฉีดวัคซีนในลำดับต้น
 
วันนี้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพื่อคนพิการ โดยตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดให้บริการได้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2564 ตนและคณะกรรมการแห่งชาติทั้งหมดจะช่วยดูความพร้อมและช่วยประชาสัมพันธ์ โดยที่นี่จะเป็นต้นแบบในการดำเนินการต่อไปถ้ามีความจำเป็นในพื้นที่ต่างๆ ขอขอบคุณทั้ง 3 กระทรวง ทุกหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมให้ทุกอย่างสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีขอบคุณบุคลากรทุกท่าน ที่ทำให้ทุกอย่างมีความหวังสำหรับคนพิการ " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กล่าว
จุรินทร์ นำ "พาณิชย์" จับมือ หอการค้านานาชาติ ผลักดันการส่งออก "ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย"
 
 
วันศุกร์ ที่ 21 พ.ค. 2564 
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึง การต้อนรับคณะกรรมการหอการค้านานาชาติหรือที่รู้จักในนาม ICC (International Chamber of Commerce) ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ เป็นประธาน เข้าแนะนำคณะกรรมการชุดใหม่ พร้อมกับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกระทรวงพาณิชย์ 15.30 น.วานนี้ (20 พ.ค. 2564)
 
หลังการหารือ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นอีกครั้งหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้มีโอกาสต้อนรับคณะกรรมการหอการค้านานาชาติหรือ ICC ที่มีคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์  เป็นประธาน เข้าแนะนำคณะกรรมการชุดใหม่พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับกระทรวงพาณิชย์ โดยหอการค้านานาชาติมีสมาชิกอยู่ทั่วโลก 130 ประเทศ มีบริษัทที่อยู่ภายใต้หอการค้านานาชาติทั้งหมด 45 ล้านบริษัท และประเทศไทยถือว่ามีหอการค้านานาชาติประจำประเทศไทยมากกว่า 20 ปีแล้ว โดยกระทรวงพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและประสานงานทำหน้าที่ร่วมกันมาโดยตลอด ภารกิจสำคัญของหอการค้านานาชาติคือทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคเอกชนของโลกซึ่งมีที่นั่งอยู่ใน UN ด้วย ในฐานะตัวแทนภาคเอกชน และทำหน้าที่ร่วมพิจารณากฎระเบียบด้านการค้า การลงทุนต่างๆที่จะออกมาบังคับใช้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ จะมีส่วนสำคัญในการส่งสัญญาณล่วงหน้าให้ภาคเอกชนไทยที่เป็นสมาชิกได้รับทราบเพื่อเตรียมการรองรับเมื่อกฎกติกาเหล่านี้ได้รับการบังคับใช้ ว่าจะเตรียมการล่วงหน้าอย่างไรในฐานะสมาชิก และกฎระเบียบต่างๆที่จะออกมาในอนาคตต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลง เช่น การให้ความสำคัญกับการค้าแบบอีคอมเมิร์ซมากขึ้น หรือให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเป็นต้น เป็นทิศทางที่หอการค้านานาชาติจะได้ดำเนินการต่อไปภายใต้ความร่วมมือของหอการค้านานาชาติไทยด้วย
 
ด้าน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานคณะกรรมการบริหารหอการค้านานาชาติแห่งไทย กล่าวว่า สาเหตุที่มาวันนี้เหตุการณ์ของโควิดส่งผลกระทบที่รุนแรงกับเศรษฐกิจทั่วโลกและประเทศไทย วันนี้การส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญมากที่สุดของเศรษฐกิจไทยที่เห็นความชัดเจนในการเติบโต การส่งออกทั่วโลกให้ความสำคัญและอุปสรรคในการส่งออกนำเข้า ICC มีเครือข่ายสามารถเข้ามาช่วยร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนการเจริญเติบโตการส่งออกการค้าการลงทุนและแก้ไขอุปสรรค สามารถใช้เครือข่ายของ ICC ที่มี 130 ประเทศทั่วโลกผลักดันให้เพิ่มขึ้น
 
รายการข่าว สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ภารกิจและบทบาทสำคัญของหอการค้านานาชาติก็คือ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคเอกชนของโลก ซึ่งมีที่นั่งอยู่ใน UN ด้วย ในฐานะเป็นตัวแทนภาคเอกชน และทำหน้าที่ในการร่วมพิจารณากฎระเบียบ ทางด้านการค้า การลงทุนต่างๆ ที่จะออกมาบังคับใช้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญถือเสมือนการส่งสัญญาณล่วงหน้าให้ภาคเอกชนไทยที่เป็นสมาชิกได้รับทราบด้วย เพื่อเตรียมการรองรับกรณีที่กฎกติกาเหล่านี้ได้รับการบังคับใช้ นอกจากนั้นกฎระเบียบต่างๆ จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น การให้ความสำคัญกับการค้าแบบอีคอมเมิร์ชมากขึ้น หรือการให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ก็เป็นทิศทางที่หอการค้านานาชาติจะได้ดำเนินการต่อไปภายใต้ของหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทยด้วย 
 
กระทรวงพาณิชย์ มีกลไกสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคารไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ ในรูปแบบ กรอ. พาณิชย์ ตลอดรวมถึงหอการค้านานาชาติ ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ที่จะร่วมกันผลักดันการค้าการส่งออก นำรายได้เข้าสู่ประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำงานร่วมมือกันเป็นอย่างดี และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคโควิด เพื่อให้สามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ สามารถเดินหน้าด้านการส่งออก ขณะนี้ประเทศไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดของการส่งออกที่ตัวเลขติดลบมาแล้ว เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 โดยการส่งออกเริ่มกลับมาเป็นบวกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 เป็นต้นมา และคาดว่าตัวเลขจะกลับมาเป็นบวกอย่างต่อเนื่องในปี 2564 ซึ่งสะท้อนให้เห็นความร่วมมืออย่างแข็งขันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และเอกชนที่ทำให้การส่งออกยังเป็นพระเอกดัน GDP ของประเทศให้เป็นบวกในปี 2564 นี้ต่อไป
ทูตมองโกเลีย เข้าพบ ‘จุรินทร์’ ตั้งเป้าการค้า 3,000 ล้านบาท ดันส่งออก ‘ข้าว-ยาง-อาหาร’ เพิ่ม พร้อมจับมือหาเส้นทางขนสินค้าทางบก ลดต้นทุน

‘จุรินทร์’หารือเอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เตรียมขยายตลาดส่งออกข้าว ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์ยางและเครื่องมือแพทย์ และกระดาษ ไปมองโกเลีย พร้อมเชิญชวนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและบริการทางการแพทย์ในไทย ตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าสองฝ่ายแตะ 3,000 ล้านบาท ให้ได้ในปี 2566  

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนายทูมูร์ อามาร์ซานา (H.E. Mr.Tumar Amarsanaa) เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กระทรวงพาณิชย์ได้มีโอกาสต้อนรับท่านทูตจากมองโกเลียหลังจากมีความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ มา 47 ปี โดยมองโกเลียมีประชากร 3,300,000 คน มี GDP ประมาณ 440,000 ล้านบาท ซึ่งไทยยังสามารถใช้มองโกเลียเป็นประตูการค้าสู่รัสเซียหรือกลุ่มประเทศที่แตกตัวจากรัสเซียได้ ขณะเดียวกันมองโกเลียก็สามารถใช้ไทยเป็นประตูการค้าสู่อาเซียนได้

“จากการหารือมองโกเลียต้องการขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างกัน และส่งออกเนื้อสัตว์ และนมมาไทย ตลาดใหญ่มองโกเลียคือ จีนและรัสเซีย โดยไทยยินดีให้การสนับสนุนโดยต้องผ่านการรับรองความปลอดภัยด้านอาหาร ผ่านกรมวิชาการเกษตรและกรมปศุสัตว์ของไทย และดำเนินการขั้นตอนให้ครบถ้วน จากนั้นกระทรวงพาณิชย์ยินดีให้การสนับสนุน และท่านทูตขอให้ช่วยสนับสนุนการจัดทำข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งขณะนี้ไทยกำลังจะทำโมเดลกลางรูปแบบการคุ้มครองการลงทุนที่เป็นมาตรฐาน จะสามารถนำไปใช้กับทุกประเทศในโลก และยังสนใจทำข้อตกลงเรื่องการไม่จัดเก็บภาษีซ้อน และมีความเห็นเรื่องการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าจากไทยไปมองโกเลีย เนื่องจากต้นทุนค่อนข้างสูง เพราะห่างไกลและเน้นการขนส่งสินค้าทางเรือเป็นหลัก ควรเพิ่มเส้นทางทางบกเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง และมองโกเลียสนใจที่จะต้อนรับการลงทุนทางด้านสุขภาพจากนักลงทุนชาวไทยเพราะมีโรงพยาบาลบางแห่งเริ่มไปลงทุนในมองโกเลีย” นายจุรินทร์กล่าว

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน และได้เชิญให้ท่านทูตประสานเอกชนหรือผู้นำเข้าของมองโกเลีย เข้าร่วมชมงาน และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ ในงาน THAIFAXที่จะจัดขึ้นในเดือนกันยายน 2564 สนับสนุนการนำเข้าสินค้าอาหารของไทย เช่น ข้าว เครื่องปรุงรส อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ยางและเครื่องมือแพทย์ และกระดาษ เป็นต้น สำหรับประเด็นถัดมา เมื่อสถานการณ์การเดินทางระหว่างประเทศกลับมาเป็นปกติ จะเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวจากมองโกเลียเข้ามาท่องเที่ยวในไทย โดยเฉพาะการเข้ามารับบริการด้านสุขภาพ

ภายหลังการหารือได้ข้อสรุปร่วมกัน คือ ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าจะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน จากมูลค่า 1,140 ล้านบาท ในปี 2563 เป็น 3,000 ล้านบาท ในปี 2566 เสนอให้มีการจัดตั้งอนุกรรมการทางการค้าภายใต้คณะทำงานร่วมเจรจาระหว่างไทยกับมองโกเลีย โดยกระทรวงพาณิชย์รับจะเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งจะเร่งกำหนดข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองการลงทุนระหว่างกัน และเร่งบังคับใช้ข้อตกลงการจัดเก็บภาษีซ้อนโดยเร็ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะทำงานร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

ปัจจุบัน มองโกเลียเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 6 ของไทยในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออก และอันดับที่ 126 ในตลาดโลก มูลค่าการค้าในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา (2559-2563) เฉลี่ยปีละ 49.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,540ล้านบาท) โดยในปี 2563 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 36.68 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,150 ล้านบาท) ลดลง 0.63%จากปี 2562 สำหรับในช่วง 3 เดือน ของปี 2564 (ม.ค.-มี.ค.) การค้าสองฝ่ายปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20.21%มูลค่ารวม 13.46 ล้านเหรียญสหรัฐ (423ล้านบาท) สินค้าส่งออกศักยภาพของไทย ได้แก่ กระดาษและผลิตภัณฑ์กระดาษ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ สิ่งปรุงรสอาหาร และผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากมองโกเลีย ได้แก่ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ สบู่ ผงซักฟอกและเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ

บันทึกเทปถวายพระพร เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายสินิตย์  เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์     

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์  นายทศพล  ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และนายวุฒิไกร  ลีวีระพันธุ์  อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา  บันทึกเทปถวายพระพร เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา  พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๔  ณ  สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) 

 
“ปลัดพาณิชย์”เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามการเชื่อมโยงส่งออกผลไม้ไทยจากพาณิชย์จังหวัดสู่ตลาดฮ่องกง ปริมาณ 2,200 ตัน มูลค่า 100 ล้านบาท
 
 
 เผยเป็นผลงานตามนโยบาย “จุรินทร์” ที่ให้สร้างโมเดลการค้าใหม่รับยุค New Normal ใช้ช่องทางการเจรจาทำความตกลงการซื้อขายผ่านออนไลน์ โดยความร่วมมือของเซลส์แมนจังหวัดและเซลส์แมนประเทศ 
 
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 14 พ.ค. 2564 กระทรวงพาณิชย์เป็นสักขีพยานการลงนาม Memorandum of Purchasing (MOP) การเชื่อมโยงส่งออกผลไม้ไทยจากพาณิชย์จังหวัดสู่ตลาดฮ่องกง ผ่านระบบ Zoom ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการลงนามซื้อขายมะม่วงระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าฮ่องกง ปริมาณรวม 2,200 ตัน มูลค่ารวม 100 ล้านบาท โดยมี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายรณรงค์  พูลพิพัฒน์) ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว(นายเกียรติศักดิ์ จันทรา) รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี (นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช) รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (นายวิทยากร มณีเนตร) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง (นางชณันภัสร์ พิศาลอภิพงศ์) พาณิชย์จังหวัดปทุมธานี (นางรวีพรรณ ช้างเย็นฉ่ำ) ประธานหอการค้าจังหวัดปทุมธานี (นายสุรพงษ์ เป้ากลาง) พาณิชย์จังหวัดสระแก้ว (นางสาวนงเยาว์ ศรีฉันทะมิตร) เกษตรจังหวัดสระแก้ว (นายประจักร์ ประสงค์สุข) ประธานหอการค้าจังหวัดสระแก้ว (นายบำรุง ล้อเจริญวัฒนะชัย) และประธาน MOC Biz Club จังหวัดสระแก้ว (นายเกษมสันต์ ศรีโสภา) ร่วมเป็นสักขีพยาน
 
สำหรับการซื้อขายมะม่วงดังกล่าว แยกเป็นจังหวัดปทุมธานี ปริมาณ 1,200 ตัน มูลค่า 55 ล้านบาท ระหว่างบริษัท Freco Asia Company Limited ผู้ส่งออกไทย กับบริษัท Shing Kee Lan Company Limited ผู้นำเข้าฮ่องกง และจังหวัดสระแก้ว ปริมาณ 1,000 ตัน มูลค่า 45 ล้านบาท ระหว่าง เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมะม่วงจังหวัดสระแก้ว ผู้ส่งออกไทย กับบริษัท Chiang Mai Herbs Trading Limited ผู้นำเข้าฮ่องกง 
และ “การซื้อขายมะม่วงในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย เข้าสู่ตลาดฮ่องกงได้เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ช่วยให้มีความรู้ในการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพมาตรฐานและตรงตามที่ตลาดต้องการ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น จากการกิจกรรม Online Business Matching ที่สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ในช่วงต้นปี ทำให้สถิติการส่งออกมะม่วงจากประเทศไทยสู่ฮ่องกงในไตรมาสแรกของปี 2564 เติบโตร้อยละ 464 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา รวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย โดยเกิดเทรนด์การนำมะม่วงน้ำดอกไม้ไทยเป็นของฝากที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลไม้ไทย” นายบุณยฤทธิ์กล่าว 
 
การลงนามซื้อขายผ่านทางออนไลน์ ยังเป็นสร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้นรองรับยุค New Normal ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัด ในฐานะเซลส์แมนจังหวัด ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด และทูตพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนประเทศ ทำงานร่วมกับผู้ส่งออก ผู้นำเข้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ และให้เซลล์แมนจังหวัดและเซลล์แมนประเทศประสานการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าของจังหวัดไปยังตลาดต่างประเทศให้มากยิ่งขึ้น
 
โดยเฉพาะในส่วนของจังหวัดสระแก้ว จะมีการต่อยอดทำเป็น “สระแก้วโมเดล” ในการพัฒนามะม่วงน้ำดอกไม้ เพื่อส่งออกไปยังตลาดฮ่องกง ให้มีคุณภาพมาตรฐานระดับสูง โดยจะร่วมมือกันระหว่างสำนักงานพาณิชย์จังหวัดกับสำนักงานเกษตรจังหวัดและเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนมะม่วงจังหวัดสระแก้ว เพื่อการส่งออกที่ยั่งยืน
 
นอกจากนี้เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จและฤดูการเก็บเกี่ยวผลไม้ที่ใกล้เข้ามา สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง เตรียมการจัด “การเจรจาธุรกิจออนไลน์ Online Business Matching ผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดฮ่องกง” ระหว่างวันที่ 24 – 28 พฤษภาคม 2564 โดยมีผลไม้เป้าหมายคือ ทุเรียน มังคุด ส้มโอ เงาะ ลำไย เนื่องจากเป็นที่นิยมของชาวฮ่องกง ขณะนี้มีเกษตรกรและผู้ประกอบการสมัครเข้าร่วมจำนวน 20 ราย จาก 11 จังหวัด โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมตรวจสอบศักยภาพและความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้นำเข้าว่าจะได้รับสินค้าที่ดีมีคุณภาพสูงระดับส่งออก อีกทั้งจะมีการดำเนินการลักษณะนี้โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ในประเทศอื่น ๆ ด้วย และมีการจัดงานส่งเสริมผลไม้ไทยในตลาดฮ่องกงและจีน อาทิ งาน Thai Fruits Festival และ Thai Fruits Golden Month ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2564
 
ทั้งนี้ ภาพการค้ารวมระหว่างไทย – ฮ่องกง ในปี 2563 มีมูลค่า 13,297.80 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยการส่งออกสินค้าไทยไปฮ่องกง มีมูลค่า 11,292.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และการนำเข้าสินค้าจากฮ่องกงไปไทย 
มีมูลค่า 2,005.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในส่วนของการส่งออกสินค้าผลไม้มีมูลค่า 361.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ 
มีอัตราขยายตัวร้อยละ 23.90 ในไตรมาสแรกของปี 2564 สถิติการส่งออกมะม่วงจากประเทศไทยสู่ฮ่องกง
มีมูลค่า 1.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 464
จุรินทร์ นำ พาณิชย์จัดโมบายพาณิชย์ ลดราคา ! ช่วยประชาชน 730 คัน ลดสูงสุด 60% ช่วยประชาชนช่วงโควิด ตระเวนจอดขายของราคาถูก 500 ชุมชน ทั้งกรุงเทพและปริมณฑล
 
วันที่ 10 พฤษภาคม 2564 เวลา 9:30 น. นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน  งาน Mobile พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน Lot 10 ณ บริเวณป้ายกระทรวงพาณิชย์ (ร้ัวด้านหน้าริมถนน)
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเปิดตัวโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot ที่ 10 ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 9 Lot โดย Lot นี้ กระทรวงพาณิชย์จัดในรูปแบบรถ Mobile พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน ที่จะตระเวนไปจำหน่ายสินค้าราคาถูกทั่วกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด เพื่อที่จะให้สามารถนำสินค้าและให้บริการสินค้าต่างๆในราคาถูกไปจำหน่ายให้พี่น้องประชาชนถึงชุมชนต่างๆ ให้พี่น้องประชาชนที่จำเป็นต้องกักตัวอยู่ในชุมชนสามารถได้รับบริการที่ทั่วถึง โดยได้จัดรถ Mobile ทั้งหมด 730 คัน วิ่งกระจายไปทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ส่วนนึงจะไปจอดที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ทั่วกรุงเทพมหานคร จอดประมาณครึ่งวัน แล้วจะตระเวนไปตามจุดและชุมชนต่างๆ จะเข้าไปในชุมชนประมาณ 400-500 ชุมชน สินค้าราคาถูกประกอบด้วย 2 ส่วน 1.สินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค 6 ชนิด และ 2.สินค้าอุปโภคบริโภค 6 หมวด 
สำหรับสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน 6 ชนิดประกอบด้วย 1.ข้าวสารถุงเป็นข้าวหอมมะลิ กิโลกรัมละ 30 บาท 2.ไข่ไก่ เบอร์สาม 3-4 แผงละ 30 ฟอง ราคา 83 บาท ตกฟองละ 2.77 บาท 3.น้ำมันพืชขนาด 1 ลิตร ขวดละ 43 บาท 4.น้ำตาลถุงละ 1 กิโลกรัม 20 บาท 5.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท และ 6.ปลากระป๋อง กระป๋องละ 12 บาท
 
และสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคอีก 6 หมวด หมวดที่หนึ่งอาหารสำเร็จรูปมี 11 รายการ ลดสูงสุด 33% หมวดที่สองซอสปรุงรส 16 รายการ ลดสูงสุด 28% หมวดที่สามของใช้ประจำวัน 16 รายการ ลดสูงสุด 50% หมวดที่สี่สินค้าสำหรับชำระร่างกาย 4 รายการ ลดสูงสุด 60% หมวดที่ห้าสินค้าสำหรับการซักล้าง 23 รายการ ลดสูงสุด 54% และหมวดที่หกยา 3 รายการ ลดสูงสุด 23% โดยภาพรวมสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค 6 หมวดนี้ ลดราคาเฉลี่ยสูงสุด 60%
 
โดยจะเริ่มดำเนินการออกให้บริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประมาณ 400-500 ชุมชนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเป็นเวลา 30 วันถึงวันที่ 8 มิถุนายน
คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาท
 
ได้รับความร่วมมือจากตลาดทั้งหมด 7 ตลาด 1.ตลาดสี่มุมเมือง 2.ตลาดไท 3.ตลาดยิ่งเจริญ 4.ตลาดมีนบุรี 5. ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต
6.ตลาดเสรีสายห้า และ 7.ตลาดบางใหญ่
จุรินทร์ ถกฮ่องกงวันนี้ "ชู" ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อน พร้อมดันส่งออกสินค้าเกษตร ข้าวผลไม้และธุรกิจบริการ
 
 
 
วันที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 14:30 น.
นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 
 
การหารือระดับรัฐมนตรีระหว่างรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกง (Mr.Edward Yau) ผ่านระบบออนไลน์ Video Conference ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า 
ประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์และการพัฒนาเศรษฐกิจฮ่องกง นายเอ็ดเวิร์ด เหยา นำมาหารือมี 3 ประเด็น
1.เชิญตนไปกล่าวปาฐกถาในงานการประชุมสุดยอด Belt and Road Summit ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “Driving Growth Through Fostering regional and International Trade”  ระหว่างวันที่ 13 - 14 กันยายน 2564 ณ เมืองฮ่องกง โดยการประชุมดังกล่าวจะมีผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาล ผู้นำภาคเอกชนจากทั่วโลกเข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมองหาโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน 
2.ท่านรัฐมนตรีพาณิชย์ฮ่องกงแจ้งว่าท่านสนใจที่จะนำฮ่องกงเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิก RCEP ร่วมกับ 15 ประเทศที่มีประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น โดยตนได้เรียนให้ท่านทราบเงื่อนไขของการรับสมาชิกใหม่ของ RCEP นั้นเริ่มต้นจากการให้ RCEP มีผลบังคับใช้เสียก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่บังคับใช้อยู่ในขั้นตอนของการให้สัตยาบันของแต่ละประเทศ แต่ตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าให้ RCEP มีผลบังคับใช้โดยเร่งให้สัตยาบันให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ และโดยข้อตกลงระบุว่าการรับสมาชิกใหม่จะต้องหลังจากบังคับใช้แล้ว 18 เดือน โดยสำหรับประเทศไทยยินดีต้อนรับฮ่องกง
3.ท่านรัฐมนตรีแจ้งให้ทราบว่าท่านสนใจที่จะทำ FTA กับประเทศไทย ขณะนี้ FTA ไทยฮ่องกงอยู่ระหว่างการศึกษา กระทรวงพาณิชย์ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำการศึกษา คาดว่าจะเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ 
 
และสำหรับประเด็นที่ตนนำมาหารือกับท่านรัฐมนตรีฮ่องกงคือ ประเด็นที่หนึ่งประเทศไทยยืนยันที่จะเป็นประเทศที่ส่งออกอาหารไปให้กับชาวฮ่องกง ประเทศไทยยังยินดีที่จะเป็นแหล่งผลิตอาหารป้อนให้กับชาวฮ่องกงต่อไปเพราะถือว่าตลาดฮ่องกงเป็นตลาดที่มีการค้ากับประเทศไทยมายาวนานและเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดี ท่านไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลน อย่างน้อยที่สุดประเทศไทยก็ยินดีที่จะส่งอาหารไปจำหน่ายให้ฮ่องกง อาหารของประเทศไทยนอกจากมีคุณภาพแล้วยังมีความปลอดภัยสูงโดยเฉพาะกระบวนการผลิตนั้นปลอดโควิด 100% ประเด็นที่สองธุรกิจบริการ 1.เรื่องธุรกิจอนิเมชั่นและภาพยนตร์ ปัจจุบันประเทศไทยมีพัฒนาการทางด้านการผลิตอนิเมชั่นและการตัดต่อภาพยนตร์ที่อยู่ในศักยภาพขั้นสูง และสามารถร่วมมือกับฮ่องกงผลิตอนิเมชั่นและผลิตภาพยนตร์เพื่อจำหน่ายยังต่างประเทศต่อไปได้ จะดำเนินการร่วมกันในรูปแบบทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกันกรณีพิเศษก็ได้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีฮ่องกงสนับสนุนนักลงทุนอนิเมชั่นและภาพยนตร์สามารถร่วมมือกับไทยได้เป็นอย่างดี ในอนาคตถ้ามีโอกาสเดินมาในประเทศไทยอยากจะไปดูพัฒนาการของธุรกิจอนิเมชั่นและดิจิตอลคอนเทนท์ของประเทศไทย 
2.การท่องเที่ยว ประเทศไทยพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวจากฮ่องกง เพราะฮ่องกงถือเป็นตลาดท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดตลาดหนึ่งของประเทศไทย และยินดีต้อนรับผู้สูงอายุที่มาจะมาใช้ธุรกิจ Wellness หรือธุรกิจบริการด้านสุขภาพในประเทศไทยประเทศไทยมีความพร้อมเป็นอย่างสูงหลังหมดสถานการณ์โควิดไปแล้ว
และมีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า ไทยกับฮ่องกงอาจสามารถร่วมมือกันทำการท่องเที่ยวในรูปแบบ Travel Bubble เช่นเดียวกับที่ฮ่องกงกำลังเจรจากับสิงคโปร์ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อยู่ในขณะนี้ได้ในอนาคต
 
ฮ่องกงถือว่าเป็นคู่ค้าที่สำคัญลำดับที่ 8 ของประเทศไทย มีมูลค่าการค้ารวม 413,000 ล้านบาท โดยสินค้าที่ฮ่องกงนำเข้าจากประเทศไทยที่สำคัญและขยายตัวในอัตราสูงประกอบด้วย 1.เนื้อหมูหรือเนื้อสุกรแช่แข็ง ปีที่แล้วบวกถึง 345%มะม่วงสดบวกถึง 400% สบู่และเครื่องสำอางบวกถึง 216% เป็นต้น
“จุรินทร์” สั่งกรมการค้าต่างประเทศเร่งเจรจาแก้ปัญหาเมียนมาห้ามนำเข้าเครื่องดื่มทางบกจากไทย

 

วันที่ 27 เมษายน 2564
 เวลา 10.45 น.
ที่กระทรวงพาณิชย์
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 
ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นแผนรับมือพม่างดการนำเข้าสินค้าเครื่องดื่มชั่วคราว ว่า ได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ประจำเมียนมาว่าในวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 อาจจะมีคำสั่งเรื่องสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่ม ที่เมียนมาอาจระงับไม่ให้นำเข้าผ่านด่านทางบก แต่ให้นำเข้าผ่านด่านทางเรืออย่างเดียว ซึ่งในเรื่องนี้ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ เร่งดำเนินการเจรจากับเมียนมา โดยช่วงบ่ายวันนี้จะมีการนัดหารือกับอธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศของเมียนมา เพื่อถามถึงสาเหตุและหนทางในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา
 
โดยสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่มนั้น ประเทศไทยส่งออกไปยังเมียนมาปีละประมาณ 10,000 ล้านบาท เมื่อมีการหารือกันแล้วจะแจ้งข้อเท็จจริงรวมทั้งความคืบหน้าในการหาทางออกร่วมกันต่อไป  เพราะที่ผ่านมาทุกอย่างก็ดำเนินการไปได้ด้วยดี ตัวเลขการค้าชายแดนไทยกับเมียนมายังเดินหน้าต่อไปได้ เรื่องนี้เป็นกรณีเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่ม เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม น้ำผลไม้ และนมเปรี้ยว เป็นต้น 
โดยจะกระทบทำให้เราต้องไปส่งทางเรือทำให้มีต้นทุนการขนส่งมากขึ้นแทนที่จะส่งไปทางบก ซึ่งที่ผ่านมาเราส่งผ่านด่านใหญ่ 3 ด่าน คือ 1.แม่สอด 2.แม่สาย 3.ที่ระนอง 
 
“บ่ายวันนี้จะมีการหารือกันระหว่างฝ่ายไทยกับเมียนมา และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้งครับ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
“จุรินทร์” แจงมาตรการรับมือโควิดพาณิชย์ สั่งคุมเข้มค่าบริการดีลิเวอรี่กันเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมเปิดบริการ วัน สต๊อป เซอร์วิส 85 กิจกรรมผ่านระบบออนไลน์

 

วันที่ 27 เมษายน 2564 
เวลา 10.45 น.
ที่กระทรวงพาณิชย์
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
 
ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ในการรับมือโควิดรอบ 3 ว่า
ได้มีการดำเนินการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนทุกระดับ ทั้ง กรอ.พาณิชย์ ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการที่กระทรวงพาณิชย์ทุกหน่วยงานกับภาคเอกชน ทั้งสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาคมผู้ส่งสินค้าทางเรือ และภาคส่วนอื่นๆ ในส่วนของภาคเอกชนเรามีการประชุมหารือร่วมกัน 
 
ในช่วงสถานการณ์โควิดได้มีการดำเนินการ เช่น เร่งรัดการส่งออกปรับเปลี่ยนรูปแบบจากระบบออฟไลน์เป็นระบบออนไลน์  เรื่องการเข้าไปกำกับดูแลควบคุมราคาสินค้าบริการ นอกจากการตรวจตราตามวิธีปกติ โดยพาณิชย์แต่ละจังหวัดเข้าไปดำเนินการแล้ว ก็จะมุ่งเข้าไปตรวจสอบอัตราค่าบริการในส่วนของธุรกิจเดลิเวอรี่มากขึ้น เพราะในช่วงโควิดประชาชนมาใช้การส่งเดลิเวอรี่มากขึ้น เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบเรื่องของราคาค่าบริการกับภาคประชาชน
 
นอกจากนั้นการให้บริการของกระทรวงพาณิชย์ที่มีต่อผู้ประกอบการทุกระดับ ทั้งการจดทะเบียนนิติบุคคล การยกเลิกการแจ้งงบดุล การใช้บริการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงพาณิชย์ ขณะนี้เป็นการได้มีการปรับรูปแบบมาเป็นการให้บริการออนไลน์ แบบ One Stop Service ให้ได้รับบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ในเวลารวดเร็วโดยไม่ต้องเดินทางไปที่กระทรวงพาณิชย์ หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดอีกต่อไป ได้เปิดให้บริการไปแล้ว 85 บริการ และจะมีการเพิ่มการให้บริการมากขึ้นไป ภายใน 1-2 เดือนนี้ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับความสะดวก 
 
และในส่วนของสำนักงานกระทรวงพาณิชย์ ทั้งสำนักรัฐมนตรี สำนักปลัด กรมต่างๆมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อโควิด และกำชับเจ้าหน้าที่ให้ระมัดระวัง จัดระบบให้เจ้าหน้าที่ Work from Home แบ่งกะกัน โดยปลัดกระทรวงประชุมกับอธิบดีและมอบหมายให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลไปก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์แล้ว
 
 
“ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดตรวจตราเรื่องราคาสินค้าต่างๆที่จำหน่ายในภูมิภาค และในกรุงเทพมหานคร ไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าเอาเปรียบผู้บริโภค สินค้าบางอย่างต้องติดป้ายแสดงราคา บางอย่างถ้าจะมีการขึ้นราคาบต้องขออนุญาต แต่กระทรวงก็ยังไม่อนุญาตในการที่จะไปปรับราคาขึ้นใดๆทั้งสิ้น  แต่ที่เน้นเป็นพิเศษ คือ อัตราค่าบริการในช่วงสถานการณ์โควิด ทำให้พี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศ หันมาใช้บริการสั่งสินค้า สั่งอาหารทางเดลิเวอรี่มากขึ้น อันนี้ต้องเข้าไปกำกับดูแลไม่ให้เป็นภาระกับพี่น้องกับประชาชน เพราะเราต้องการสนับสนุนให้พี่น้องประชาชนทำงานที่บ้านและอยู่กับบ้านเป็นด้านหลัก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
จุรินทร์ ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

 

2 เมษายน 2564 เวลา 13.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธี ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
จุรินทร์ ควง สินิตย์ ประชุมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ทันที เดินหน้า 14 แผนงาน พร้อมแบ่ง 3 กรมและ 3 องค์การ ให้รัฐมนตรีช่วยคนใหม่ดูแล ด้าน "สินิตย์" ประกาศ "พร้อมทำงานเป็นทีม"

 

วันที่ 29 มีนาคม 2564 เวลา 9.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกันหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เดินทางเข้ามารับหน้าที่วันนี้ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จัดพิธีต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

 
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น
 
จากนั้น นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มีนาคม 2564 นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฎิบัติหน้าที่ให้ดีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน วันนี้ตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี
 
และต่อจากนั้น นายจุรินทร์ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยจะมอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับรัฐมนตรีช่วย"วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล " ก่อนหน้านี้ทุกประการโดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป จากนั้นและนายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงานและ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้ว
จุรินทร์ รับรายงานผลสืบสวน "ทุจริตซื้อถุงมือยางเทียม อคส." พร้อมฟันวินัย และ ส่งให้ ป.ป.ช.ประกอบคดี

 

วันที่ 19 มีนาคม 2564 เวลา 11.50 น. นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า(อคส.) พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่ได้ตั้งขึ้นตามระเบียบ อคส. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยของพนักงานปี 2561 เข้ารายงานผลต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
โดยภายหลังการรายงาน นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าหรือ อคส. ได้รายงานความคืบหน้าของการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดในกรณีการจะซื้อถุงมือยางเทียมของอคส.โดยแจ้งวันนี้ว่าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ได้ตั้งขึ้นตามระเบียบ อคส. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยของพนักงานปี 2561 ได้สอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้วและมีมติ 3 ข้อ คือ 1.ได้ข้อสรุปว่ามีผู้กล่าวหา 3 คน ที่มีมูลว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงเห็นควรตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งจะมีโทษสูงสุดถึงไล่ออกหรือให้ออก 2.คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงพบความเสียหายที่ก่อให้เกิดกับองค์การคลังสินค้าประกอบด้วยเงินจำนวน 2,000 ล้านบาท บวกดอกเบี้ย และบวกความเสียหายอื่นๆ จึงเห็นควรตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการกระทำผิดทางละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ปี 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ปี 2539 และ 3.เห็นควรส่งผลการสืบสวนข้อเท็จจริงไปยัง ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณาในการไต่สวนคดีจัดซื้อถุงมือยางเทียมของ อคส.ต่อไป
 
" ผมได้กำชับและสั่งการว่าให้เร่งดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงให้บังเกิดผลต่อไปโดยเร็วที่สุดเพื่อแจ้งให้สาธารณะรับทราบว่า อคส.มีความตั้งใจในการหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว เรื่องนี้ผมจะไม่ปล่อยไว้ใครกระทำความผิดและเกี่ยวข้องกับการกระทำที่มิชอบจะจัดการโดยเด็ดขาด ทั้งเรื่องทางวินัย ทางแพ่ง หรือทางอาญา และกำชับให้ผู้อำนวยการ อคส.ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการทุกชุดที่ชอบด้วยกฎหมายให้เต็มที่ เพื่อให้สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้โดยเร็วที่สุดและเพื่อให้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดกับ อคส.ให้ได้เร็วที่สุด " นายจุรินทร์ กล่าว 
 
ด้านนายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า(อคส.) กล่าวว่า วันนี้จะรวบรวมสำนวนทั้งหมด 900 กว่าหน้าส่ง ป.ป.ช.โดยมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ต้องได้คืนหมดพร้อมดอกเบี้ย เพราะใครจะเป็นตัวกลางตัวการร่วมหรือสนับสนุนก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดตามบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ส่วนทางด้าน พ.ต.อ.สุรพงศ์ ระบุว่า ข้อมูลพยานหลักฐานขณะนี้เพียงพอที่สามารถพิจารณาว่ามีมูลความผิดวินัยร้ายแรงได้ตามที่รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ตรวจหาเชื้อ Covid-19 คัดกรองเชิงรุกผู้ค้าในตลาดนัดสวัสดิการกระทรวงพาณิชย์

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2564  ทีมควบคุมโรคอำเภอเมืองนนทบุรี ร่วมกับ ทีมเทศบาลนครนนทบุรี รพ.พระนั่งเกล้า ออกตรวจคัดกรองเชิงรุกผู้ค้าในตลาดนัดสวัสดิการกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 60 ราย เก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ Covid-19   โดยมีท่านวันเพ็ญ  นิโครวนจำรัส ที่ปรึกษาการพาณิชย์ เข้าร่วมสังเกตการณ์ผลการตรวจไม่พบเชื้อ

งานแถลงข่าวการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการฉวยโอกาสโก่งราคาสินค้าตามโครงการคนละครึ่งและเราชนะ
 
 
ตามที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการปลัดกระทรวงพาณิชย์ให้พาณิชย์ทุกจังหวัดลงพื้นที่ตรวจตราราคาสินค้าโดยเข้มงวด ป้องปรามไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะร้านค้าในโครงการของรัฐบาล
นายสุพพัต อ่องแสงคุณ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวง เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการกำกับดูแล ไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร และปิดป้ายแสดงสินค้าให้ชัดเจน ตาม พรบ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเราชนะ คนละครึ่ง รวมถึงร้านธงฟ้าประชารัฐ อย่างใกล้ชิด พร้อมชี้แจงสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตาม พรบ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ ให้มีการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน ตรวจสอบการจำหน่าย และป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าแพงเกินสมควร กรณีมีข้อร้องเรียนการกระทำความผิด ให้ดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด และรายงานผลให้กระทรวงฯ ทราบทันที
เพื่อให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนทั่วไป ให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดประชาสัมพันธ์การดำเนินการ โดยเน้นการป้องปรามการกระทำความผิดของร้านค้า หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร จะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 29 โดยมีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบการกระทำความผิดให้แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
รัฐสภาเห็นชอบ! จุรินทร์ นำพาณิชย์ ชู ความสำเร็จ RCEP "รัฐสภาโหวตเห็นชอบให้สัตยาบันความตกลง คาดมีผลบังคับใช้ปีนี้

 

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564  วันนี้ที่ประชุมรัฐสภาได้โหวตเห็นชอบให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ  RCEP(Regional Comprehensive Economic Partnership Agreement ) ด้วยคะแนนเสียง 526 เสียง โดยก่อนหน้านี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมการประชุมรัฐสภา โดยการประชุมครั้งนี้ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอข้อมูล รวมถึงเหตุผลความจำเป็น และประโยชน์ที่ไทยจะ ได้รับในการให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ของไทยต่อรัฐสภา 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในนามคณะรัฐมนตรีตนขอเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบการให้สัตยาบันการเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือที่เรียกว่าอาร์เซป โดยข้อตกลง RCEP นั้นถือเป็นการต่อยอด FTA ระหว่างอาเซียน +1 กับประเทศต่างๆ เช่น อาเซียน + จีน,อาเซียน + ญี่ปุ่น,อาเซียน + เกาหลี ,อาเซียน + ออสเตรเลีย,อาเซียน + นิวซีแลนด์ และอาเซียน + อินเดีย รวมกันจะกลายมาเป็น RCEP ซึ่ง RCEP นี้ถือเป็น FTA ฉบับที่ 14 ของประเทศไทยถ้ามีผลบังคับใช้ในอนาคต
 
เริ่มแรกได้มีการเจรจามาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปีมีประเด็นสำคัญ 20 ประเด็นเรียกว่า 20 ข้อบท และช่วงระยะเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินการบรรลุข้อตกลงได้เพียง 7 ประเด็นยังค้างอยู่ 13 ประเด็น จนกระทั่งปีที่แล้วในช่วงระยะเวลาที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนและตนได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นประธานรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในการเข้าร่วมประชุมเพื่อดำเนินการให้บรรลุข้อตกลง RCEP อย่างที่ค้างคามา สุดท้ายปีที่แล้วเราสามารถดำเนินการให้ที่ประชุม RCEP บรรลุข้อตกลงได้ทั้ง 20 ข้อบทหรือ 20 ประเด็น แล้วนำมาซึ่งการลงนามที่ทำเนียบรัฐบาลกับท่านนายกรัฐมนตรีร่วมกับประเทศอื่นๆอีก 14 ประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 
 
โดยประเทศที่เข้าร่วมลงนามมีทั้งหมด 15 ประเทศ ผลของการบรรลุข้อตกลง RCEP และการลงนามนี้ RCEP จะกลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมี GDP รวมกันถึง 1 ใน 3 ของโลก และประชากรในกลุ่มประเทศ RCEP 15 ประเทศนี้ มีด้วยกัน 2,200 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก มูลค่าการค้าของไทยกับประเทศอาเซียนคิดเป็น 2 ใน 3 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยทั้งหมด ตกเป็นมูลค่าการค้า 8.5 ล้านล้านบาท ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับถ้าข้อตกลง RCEP มีผลบังคับใช้ เราจะได้รับประโยชน์ทั้งในเรื่องของการค้าสินค้าและบริการ สำหรับสินค้าจะประกอบไปด้วย สินค้าทางด้านเกษตร อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม 
 
สำหรับสินค้าเกษตรที่จะได้รับประโยชน์ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง สินค้าประมง เป็นต้น สำหรับอาหาร เช่น ผัก ผลไม้สดและแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า กระดาษ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องแต่งกาย และมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น สำหรับภาคบริการ เช่นธุรกิจก่อสร้างที่ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพในเรื่องนี้รวมทั้งธุรกิจในเรื่องของการค้าปลีก
และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ และธุรกิจดิจิตอลคอนเทนท์ เช่น ภาพยนตร์ บันเทิง อนิเมชั่น เป็นต้น
 
หลังที่ประชุมรัฐสภาถ้าให้ความเห็นชอบหน่วยงานของรัฐยังมีภารกิจอีก 4 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการก่อนส่งเรื่องไปให้สัตยาบันกับเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ประกอบด้วย
 
1.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมศุลกากรต้องมีการปรับพิกัดอัตราศุลกากรจาก HS 2012 ให้เป็น HS 2017 รวมทั้งต้องออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรภายใต้ความตกลง RCEP 
 
2.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการของกรมศุลกากรให้สอดคล้องกับข้อตกลง RCEP 
 
3.เกี่ยวข้องกับกรมการค้าต่างประเทศ ต้องไปหารือกับกลุ่มประเทศสมาชิกในเรื่องแนวปฏิบัติของการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือที่เรียกกันว่าใบ C/O และปรับแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อตกลง
 
4.สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะต้องออกประกาศกระทรวงฯเรื่องเงื่อนไขการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ที่จะนำเข้ามาผลิตรถยนต์ 125 รายการ 
ซึ่งเป็นภารกิจ 4 เรื่องที่หน่วยงานของรัฐจะต้องไปดำเนินการหลังจากที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ 
 
" หลังการดำเนินการ 4 เรื่องจบ ประเทศไทยจะได้ดำเนินการยื่นการให้สัตยาบันต่อเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา และถือว่าจบกระบวนการให้สัตยาบันของประเทศไทย ภายหลังจากที่ประเทศต่างๆให้สัตยาบันแล้วจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องให้สัตยาบันครบทั้ง 15 ประเทศ ถ้าในกลุ่มของประเทศอาเซียนมี 6 ประเทศ และกลุ่มนอกประเทศอาเซียนให้สัตยาบัน 3 ประเทศรวมกับ อาเซียน 6 ประเทศ เป็น 9 ประเทศก็ถือว่าให้ข้อตกลง RCEP มีผลบังคับใช้ได้ " นายจุรินทร์ กล่าว 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐสภาวันนี้ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายสอบถามซึ่งนายจุรินทร์ได้ตอบคำถามจนสิ้นสงสัย จากนั้นประธานรัฐสภาได้ให้สมาชิกลงคะแนนผ่านความเห็นชอบให้สัตยาบันความตกลง RCEP คาดว่าจะมีผลใช้บังคับปีนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป สำหรับความตกลง RCEP ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ และ SMEs ของไทยสามารถลดต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งยังได้ประโยชน์จากกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเดียวกัน มีกฎระเบียบทางการค้าและพิธีการศุลกากรที่ โปร่งใส ชัดเจน ลดขั้นตอนและความซับซ้อนจากเดิม ซึ่งช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมการค้าที่โปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ RCEP ยังกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ รวมถึงคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับการค้าออนไลน์ และทำให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคได้ประโยชน์ จากความตกลง RCEP มากขึ้น
 
ด้านรายงานกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า สำหรับในปี 2563 การค้าของไทยกว่าครึ่งพึ่งพาตลาด RCEP โดยการค้ารวมระหว่างไทยกับสมาชิก RCEP มี มูลค่า 2.52 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.87 ล้านล้านบาท (57.5% ของการค้ารวมของไทย) โดยไทยส่งออก ไป RCEP มูลค่า 1.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.83 ล้านล้านบาท (53.3% ของการส่งออกไทย) สินค้า ส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ามันสำเร็จรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เป็นต้น
จุรินทร์ นำพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ตรุษจีน พร้อมตรวจราคาสินค้า ก่อนปล่อยคาราวานขายไข่ถูก และตั้งจุดหมูธงฟ้าราคาประหยัดทุกจังหวัด

 

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564  10.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ผู้ประกอบการ ตรวจราคาสินค้าเพื่อดูแลผู้บริโภคช่วงเทศกาล ตรุษจีนโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน" ณ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต เขตทวีวัฒนา กทม. โดยบรรยากาศวันนี้  ตรวจราคาสินค้า หมู ไข่ ไก่ ส้ม ของไหว้ และน้ำมันปาล์ม จากนั้นได้นำปล่อยขบวนคาราวานไข่ราคาถูก-น้ำมันปาล์มลดราคา! ร่วมกับผู้บริหาร ปตท.-บางจาก-พีที และมอบนโยบายพาณิชย์จังหวัดด้วยการกำชับตรวจราคาสินค้าและการติดป้ายราคาเพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชนทุกจังหวัด
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นช่วงที่กระทรวงพาณิชย์รณรงค์ให้ผู้ค้าขายสินค้าที่จำเป็นในช่วงตรุษจีนในราคาประหยัด เพื่อกำหนดราคาชี้นำตลาดในราคาพิเศษเพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนที่จำเป็นจะต้องทำพิธีไหว้บรรพบุรุษเนื่องในเทศกาลตรุษจีน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน 1.รถโมบายขายสินค้าสำคัญในราคาพิเศษเช่น ไข่ไก่ แผงละ 30 ฟอง 70 บาท เฉลี่ยฟองละ 2.33 บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 42 บาทโดยเฉพาะยี่ห้อมรกตที่เข้าร่วมรายการ โดยรถโมบายจะกระจายไปทั่วกรุงเทพและปริมณฑลและต่างจังหวัด 2.ตลาดสดที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ในเขตกรุงเทพมีอยู่ด้วยกัน 20 ตลาดใหญ่และต่างจังหวัดมี 393 ตลาด กระจายทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขายไข่ไก่ แผงละ 70 บาทและหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130 บาทถือว่าถูกกว่าราคาตลาดทั่วไป 3.ตลาดสดยุติธรรมของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศในกรุงเทพมีอยู่ด้วยกัน 20 ตลาดในส่วนภูมิภาคมีทั้งหมด 40 กว่าจังหวัด 70 กว่าตลาดด้วยกัน จะขายสินค้าที่จำเป็นเช่นหมูเนื้อแดง ไข่ไก่ ในราคาพิเศษและไก่จะขายในกิโลกรัมละ 70-80 บาท
 
" เมื่อเปรียบเทียบราคาของที่จำเป็นต่อการใช้ไหว้บรรพบุรุษปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้ราคาต่ำลงมาเนื่องจากความต้องการลดลงและผลจากโควิดทำให้สินค้าต้องลดราคาลงมาบางส่วน ประกอบกับมาตรการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ค้าและสมาคมตลาดสดไทย สมาคมการค้าตลาดการค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และบริษัทโลจิสติกส์ เช่น  นิ่มซี่เส็ง และแฟลช ทั้งนี้ จะช่วยลดภาระให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศโดยการลดราคาเริ่มตั้งแต่วันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ และตนได้กำชับพาณิชย์จังหวัดทั่วทั้งประเทศให้ออกตรวจตลาดอยากให้ดำเนินการโดยเคร่งครัดอย่าให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคหากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฏหมาย " นายจุรินทร์ กล่าว