ภาพกิจกรรม
ภาพกิจกรรม
จุรินทร์ ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

 

2 เมษายน 2564 เวลา 13.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธี ลงนามถวายพระพรสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
จุรินทร์ ควง สินิตย์ ประชุมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ทันที เดินหน้า 14 แผนงาน พร้อมแบ่ง 3 กรมและ 3 องค์การ ให้รัฐมนตรีช่วยคนใหม่ดูแล ด้าน "สินิตย์" ประกาศ "พร้อมทำงานเป็นทีม"

 

วันที่ 29 มีนาคม 2564 เวลา 9.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกันหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เดินทางเข้ามารับหน้าที่วันนี้ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จัดพิธีต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

 
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น
 
จากนั้น นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มีนาคม 2564 นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฎิบัติหน้าที่ให้ดีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน วันนี้ตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี
 
และต่อจากนั้น นายจุรินทร์ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยจะมอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับรัฐมนตรีช่วย"วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล " ก่อนหน้านี้ทุกประการโดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป จากนั้นและนายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงานและ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้ว
จุรินทร์ รับรายงานผลสืบสวน "ทุจริตซื้อถุงมือยางเทียม อคส." พร้อมฟันวินัย และ ส่งให้ ป.ป.ช.ประกอบคดี

 

วันที่ 19 มีนาคม 2564 เวลา 11.50 น. นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า(อคส.) พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่ได้ตั้งขึ้นตามระเบียบ อคส. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยของพนักงานปี 2561 เข้ารายงานผลต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
โดยภายหลังการรายงาน นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าหรือ อคส. ได้รายงานความคืบหน้าของการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดในกรณีการจะซื้อถุงมือยางเทียมของอคส.โดยแจ้งวันนี้ว่าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ได้ตั้งขึ้นตามระเบียบ อคส. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยของพนักงานปี 2561 ได้สอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้วและมีมติ 3 ข้อ คือ 1.ได้ข้อสรุปว่ามีผู้กล่าวหา 3 คน ที่มีมูลว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงเห็นควรตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งจะมีโทษสูงสุดถึงไล่ออกหรือให้ออก 2.คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงพบความเสียหายที่ก่อให้เกิดกับองค์การคลังสินค้าประกอบด้วยเงินจำนวน 2,000 ล้านบาท บวกดอกเบี้ย และบวกความเสียหายอื่นๆ จึงเห็นควรตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการกระทำผิดทางละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ปี 2539 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ปี 2539 และ 3.เห็นควรส่งผลการสืบสวนข้อเท็จจริงไปยัง ป.ป.ช. เพื่อประกอบการพิจารณาในการไต่สวนคดีจัดซื้อถุงมือยางเทียมของ อคส.ต่อไป
 
" ผมได้กำชับและสั่งการว่าให้เร่งดำเนินการตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงให้บังเกิดผลต่อไปโดยเร็วที่สุดเพื่อแจ้งให้สาธารณะรับทราบว่า อคส.มีความตั้งใจในการหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็ว เรื่องนี้ผมจะไม่ปล่อยไว้ใครกระทำความผิดและเกี่ยวข้องกับการกระทำที่มิชอบจะจัดการโดยเด็ดขาด ทั้งเรื่องทางวินัย ทางแพ่ง หรือทางอาญา และกำชับให้ผู้อำนวยการ อคส.ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการทุกชุดที่ชอบด้วยกฎหมายให้เต็มที่ เพื่อให้สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายได้โดยเร็วที่สุดและเพื่อให้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดกับ อคส.ให้ได้เร็วที่สุด " นายจุรินทร์ กล่าว 
 
ด้านนายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต ผู้อำนวยการ องค์การคลังสินค้า(อคส.) กล่าวว่า วันนี้จะรวบรวมสำนวนทั้งหมด 900 กว่าหน้าส่ง ป.ป.ช.โดยมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ต้องได้คืนหมดพร้อมดอกเบี้ย เพราะใครจะเป็นตัวกลางตัวการร่วมหรือสนับสนุนก็จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดตามบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ส่วนทางด้าน พ.ต.อ.สุรพงศ์ ระบุว่า ข้อมูลพยานหลักฐานขณะนี้เพียงพอที่สามารถพิจารณาว่ามีมูลความผิดวินัยร้ายแรงได้ตามที่รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ตรวจหาเชื้อ Covid-19 คัดกรองเชิงรุกผู้ค้าในตลาดนัดสวัสดิการกระทรวงพาณิชย์

เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม 2564  ทีมควบคุมโรคอำเภอเมืองนนทบุรี ร่วมกับ ทีมเทศบาลนครนนทบุรี รพ.พระนั่งเกล้า ออกตรวจคัดกรองเชิงรุกผู้ค้าในตลาดนัดสวัสดิการกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 60 ราย เก็บตัวอย่างตรวจหาเชื้อ Covid-19   โดยมีท่านวันเพ็ญ  นิโครวนจำรัส ที่ปรึกษาการพาณิชย์ เข้าร่วมสังเกตการณ์ผลการตรวจไม่พบเชื้อ

งานแถลงข่าวการดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการฉวยโอกาสโก่งราคาสินค้าตามโครงการคนละครึ่งและเราชนะ
 
 
ตามที่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการปลัดกระทรวงพาณิชย์ให้พาณิชย์ทุกจังหวัดลงพื้นที่ตรวจตราราคาสินค้าโดยเข้มงวด ป้องปรามไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โดยเฉพาะร้านค้าในโครงการของรัฐบาล
นายสุพพัต อ่องแสงคุณ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวง เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการสั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ดำเนินการกำกับดูแล ไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร และปิดป้ายแสดงสินค้าให้ชัดเจน ตาม พรบ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรวจติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเราชนะ คนละครึ่ง รวมถึงร้านธงฟ้าประชารัฐ อย่างใกล้ชิด พร้อมชี้แจงสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติตาม พรบ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ ให้มีการปิดป้ายแสดงราคาอย่างชัดเจน ตรวจสอบการจำหน่าย และป้องปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าแพงเกินสมควร กรณีมีข้อร้องเรียนการกระทำความผิด ให้ดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด และรายงานผลให้กระทรวงฯ ทราบทันที
เพื่อให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนทั่วไป ให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดประชาสัมพันธ์การดำเนินการ โดยเน้นการป้องปรามการกระทำความผิดของร้านค้า หากพบหลักฐานว่าร้านค้าใดจำหน่ายสินค้าราคาแพงเกินสมควร จะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 29 โดยมีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบการกระทำความผิดให้แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ
รัฐสภาเห็นชอบ! จุรินทร์ นำพาณิชย์ ชู ความสำเร็จ RCEP "รัฐสภาโหวตเห็นชอบให้สัตยาบันความตกลง คาดมีผลบังคับใช้ปีนี้

 

วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564  วันนี้ที่ประชุมรัฐสภาได้โหวตเห็นชอบให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ  RCEP(Regional Comprehensive Economic Partnership Agreement ) ด้วยคะแนนเสียง 526 เสียง โดยก่อนหน้านี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมการประชุมรัฐสภา โดยการประชุมครั้งนี้ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำเสนอข้อมูล รวมถึงเหตุผลความจำเป็น และประโยชน์ที่ไทยจะ ได้รับในการให้สัตยาบันความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ของไทยต่อรัฐสภา 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในนามคณะรัฐมนตรีตนขอเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบการให้สัตยาบันการเข้าเป็นภาคีความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือที่เรียกว่าอาร์เซป โดยข้อตกลง RCEP นั้นถือเป็นการต่อยอด FTA ระหว่างอาเซียน +1 กับประเทศต่างๆ เช่น อาเซียน + จีน,อาเซียน + ญี่ปุ่น,อาเซียน + เกาหลี ,อาเซียน + ออสเตรเลีย,อาเซียน + นิวซีแลนด์ และอาเซียน + อินเดีย รวมกันจะกลายมาเป็น RCEP ซึ่ง RCEP นี้ถือเป็น FTA ฉบับที่ 14 ของประเทศไทยถ้ามีผลบังคับใช้ในอนาคต
 
เริ่มแรกได้มีการเจรจามาเป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปีมีประเด็นสำคัญ 20 ประเด็นเรียกว่า 20 ข้อบท และช่วงระยะเวลา 8-9 ปีที่ผ่านมา สามารถดำเนินการบรรลุข้อตกลงได้เพียง 7 ประเด็นยังค้างอยู่ 13 ประเด็น จนกระทั่งปีที่แล้วในช่วงระยะเวลาที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียนและตนได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นประธานรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในการเข้าร่วมประชุมเพื่อดำเนินการให้บรรลุข้อตกลง RCEP อย่างที่ค้างคามา สุดท้ายปีที่แล้วเราสามารถดำเนินการให้ที่ประชุม RCEP บรรลุข้อตกลงได้ทั้ง 20 ข้อบทหรือ 20 ประเด็น แล้วนำมาซึ่งการลงนามที่ทำเนียบรัฐบาลกับท่านนายกรัฐมนตรีร่วมกับประเทศอื่นๆอีก 14 ประเทศ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 
 
โดยประเทศที่เข้าร่วมลงนามมีทั้งหมด 15 ประเทศ ผลของการบรรลุข้อตกลง RCEP และการลงนามนี้ RCEP จะกลายเป็น FTA ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมี GDP รวมกันถึง 1 ใน 3 ของโลก และประชากรในกลุ่มประเทศ RCEP 15 ประเทศนี้ มีด้วยกัน 2,200 ล้านคน คิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรโลก มูลค่าการค้าของไทยกับประเทศอาเซียนคิดเป็น 2 ใน 3 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยทั้งหมด ตกเป็นมูลค่าการค้า 8.5 ล้านล้านบาท ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับถ้าข้อตกลง RCEP มีผลบังคับใช้ เราจะได้รับประโยชน์ทั้งในเรื่องของการค้าสินค้าและบริการ สำหรับสินค้าจะประกอบไปด้วย สินค้าทางด้านเกษตร อาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม 
 
สำหรับสินค้าเกษตรที่จะได้รับประโยชน์ เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง สินค้าประมง เป็นต้น สำหรับอาหาร เช่น ผัก ผลไม้สดและแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม ประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า กระดาษ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องแต่งกาย และมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น สำหรับภาคบริการ เช่นธุรกิจก่อสร้างที่ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพในเรื่องนี้รวมทั้งธุรกิจในเรื่องของการค้าปลีก
และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ และธุรกิจดิจิตอลคอนเทนท์ เช่น ภาพยนตร์ บันเทิง อนิเมชั่น เป็นต้น
 
หลังที่ประชุมรัฐสภาถ้าให้ความเห็นชอบหน่วยงานของรัฐยังมีภารกิจอีก 4 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการก่อนส่งเรื่องไปให้สัตยาบันกับเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา ประกอบด้วย
 
1.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมศุลกากรต้องมีการปรับพิกัดอัตราศุลกากรจาก HS 2012 ให้เป็น HS 2017 รวมทั้งต้องออกประกาศกระทรวงการคลัง เพื่อยกเว้นอากรและลดอัตราอากรศุลกากรภายใต้ความตกลง RCEP 
 
2.เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการของกรมศุลกากรให้สอดคล้องกับข้อตกลง RCEP 
 
3.เกี่ยวข้องกับกรมการค้าต่างประเทศ ต้องไปหารือกับกลุ่มประเทศสมาชิกในเรื่องแนวปฏิบัติของการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าหรือที่เรียกกันว่าใบ C/O และปรับแนวปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อตกลง
 
4.สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมจะต้องออกประกาศกระทรวงฯเรื่องเงื่อนไขการนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ที่จะนำเข้ามาผลิตรถยนต์ 125 รายการ 
ซึ่งเป็นภารกิจ 4 เรื่องที่หน่วยงานของรัฐจะต้องไปดำเนินการหลังจากที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ 
 
" หลังการดำเนินการ 4 เรื่องจบ ประเทศไทยจะได้ดำเนินการยื่นการให้สัตยาบันต่อเลขาธิการอาเซียน ที่กรุงจาการ์ตา และถือว่าจบกระบวนการให้สัตยาบันของประเทศไทย ภายหลังจากที่ประเทศต่างๆให้สัตยาบันแล้วจะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องให้สัตยาบันครบทั้ง 15 ประเทศ ถ้าในกลุ่มของประเทศอาเซียนมี 6 ประเทศ และกลุ่มนอกประเทศอาเซียนให้สัตยาบัน 3 ประเทศรวมกับ อาเซียน 6 ประเทศ เป็น 9 ประเทศก็ถือว่าให้ข้อตกลง RCEP มีผลบังคับใช้ได้ " นายจุรินทร์ กล่าว 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรัฐสภาวันนี้ได้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายสอบถามซึ่งนายจุรินทร์ได้ตอบคำถามจนสิ้นสงสัย จากนั้นประธานรัฐสภาได้ให้สมาชิกลงคะแนนผ่านความเห็นชอบให้สัตยาบันความตกลง RCEP คาดว่าจะมีผลใช้บังคับปีนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป สำหรับความตกลง RCEP ยังช่วยให้ผู้ประกอบการ และ SMEs ของไทยสามารถลดต้นทุนและวางแผนธุรกิจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งยังได้ประโยชน์จากกฎถิ่นกำเนิดสินค้าเดียวกัน มีกฎระเบียบทางการค้าและพิธีการศุลกากรที่ โปร่งใส ชัดเจน ลดขั้นตอนและความซับซ้อนจากเดิม ซึ่งช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมการค้าที่โปร่งใสมากขึ้น นอกจากนี้ RCEP ยังกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์ รวมถึงคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับการค้าออนไลน์ และทำให้ประชาชนในฐานะผู้บริโภคได้ประโยชน์ จากความตกลง RCEP มากขึ้น
 
ด้านรายงานกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า สำหรับในปี 2563 การค้าของไทยกว่าครึ่งพึ่งพาตลาด RCEP โดยการค้ารวมระหว่างไทยกับสมาชิก RCEP มี มูลค่า 2.52 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 7.87 ล้านล้านบาท (57.5% ของการค้ารวมของไทย) โดยไทยส่งออก ไป RCEP มูลค่า 1.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.83 ล้านล้านบาท (53.3% ของการส่งออกไทย) สินค้า ส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ามันสำเร็จรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เป็นต้น
จุรินทร์ นำพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ตรุษจีน พร้อมตรวจราคาสินค้า ก่อนปล่อยคาราวานขายไข่ถูก และตั้งจุดหมูธงฟ้าราคาประหยัดทุกจังหวัด

 

วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564  10.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ผู้ประกอบการ ตรวจราคาสินค้าเพื่อดูแลผู้บริโภคช่วงเทศกาล ตรุษจีนโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน" ณ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต เขตทวีวัฒนา กทม. โดยบรรยากาศวันนี้  ตรวจราคาสินค้า หมู ไข่ ไก่ ส้ม ของไหว้ และน้ำมันปาล์ม จากนั้นได้นำปล่อยขบวนคาราวานไข่ราคาถูก-น้ำมันปาล์มลดราคา! ร่วมกับผู้บริหาร ปตท.-บางจาก-พีที และมอบนโยบายพาณิชย์จังหวัดด้วยการกำชับตรวจราคาสินค้าและการติดป้ายราคาเพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชนทุกจังหวัด
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นช่วงที่กระทรวงพาณิชย์รณรงค์ให้ผู้ค้าขายสินค้าที่จำเป็นในช่วงตรุษจีนในราคาประหยัด เพื่อกำหนดราคาชี้นำตลาดในราคาพิเศษเพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนที่จำเป็นจะต้องทำพิธีไหว้บรรพบุรุษเนื่องในเทศกาลตรุษจีน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน 1.รถโมบายขายสินค้าสำคัญในราคาพิเศษเช่น ไข่ไก่ แผงละ 30 ฟอง 70 บาท เฉลี่ยฟองละ 2.33 บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 42 บาทโดยเฉพาะยี่ห้อมรกตที่เข้าร่วมรายการ โดยรถโมบายจะกระจายไปทั่วกรุงเทพและปริมณฑลและต่างจังหวัด 2.ตลาดสดที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ในเขตกรุงเทพมีอยู่ด้วยกัน 20 ตลาดใหญ่และต่างจังหวัดมี 393 ตลาด กระจายทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขายไข่ไก่ แผงละ 70 บาทและหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130 บาทถือว่าถูกกว่าราคาตลาดทั่วไป 3.ตลาดสดยุติธรรมของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศในกรุงเทพมีอยู่ด้วยกัน 20 ตลาดในส่วนภูมิภาคมีทั้งหมด 40 กว่าจังหวัด 70 กว่าตลาดด้วยกัน จะขายสินค้าที่จำเป็นเช่นหมูเนื้อแดง ไข่ไก่ ในราคาพิเศษและไก่จะขายในกิโลกรัมละ 70-80 บาท
 
" เมื่อเปรียบเทียบราคาของที่จำเป็นต่อการใช้ไหว้บรรพบุรุษปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้ราคาต่ำลงมาเนื่องจากความต้องการลดลงและผลจากโควิดทำให้สินค้าต้องลดราคาลงมาบางส่วน ประกอบกับมาตรการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ค้าและสมาคมตลาดสดไทย สมาคมการค้าตลาดการค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และบริษัทโลจิสติกส์ เช่น  นิ่มซี่เส็ง และแฟลช ทั้งนี้ จะช่วยลดภาระให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศโดยการลดราคาเริ่มตั้งแต่วันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ และตนได้กำชับพาณิชย์จังหวัดทั่วทั้งประเทศให้ออกตรวจตลาดอยากให้ดำเนินการโดยเคร่งครัดอย่าให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคหากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฏหมาย " นายจุรินทร์ กล่าว
รมว.พาณิชย์ สั่ง พาณิชย์ทุกจังหวัด ตรวจราคาสินค้า ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาช่วงตรุษจีน
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งการผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ออกตรวจตลาดทุกพื้นที่ในความรับผิดชอบ โดยกำชับห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาดโดยเฉพาะช่วงตรุษจีน ที่คนไทยเชื้อสายจีนจำเป็นต้องจับจ่ายใช้สอยเพื่อทำบุญในช่วงวันขึ้นปีใหม่ของจีน หากพบการกระทำความผิดกฎหมายให้ดำเนินการตามกฏหมายอย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จัดพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชนอย่างต่อเนื่องจนถึงล็อตที่9 และเริ่มไปตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นการลดราคาผ่าน 11 แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ประชาชนนิยมใช้ในปัจจุบันในสถานการณ์โควิด ซึ่งประชาชนใช้ช่องทางสั่งอาหาร เครื่องอุปโภคและบริการขนส่งแบบเดลิเวอรี่ และได้กำชับให้พาณิชย์ทุกจังหวัดสำรวจราคาสินค้าพร้อมการตรวจการปิดป้ายราคาสินค้ามาอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการปิดป้ายราคารับซื้อพืชผลทางการเกษตรด้วย
อย่างไรก็ตามรายงานจากกรมการค้าภายใน ระบุด้วยว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการที่เปิดโครงการจำหน่ายสินค้าบริโภคราคาถูกที่จำเป็นในช่วงเทศกาลตรุษจีน ไม่ว่าจะเป็น หมู ไก่ ไข่ และน้ำมันพืช เป็นต้น
“วีรศักดิ์”ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษ ย้ำที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยต้องป้องกันไม่ให้มีปัญหา​โควิดระบาดระลอก 2

 

“วีรศักดิ์”ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานีและศรีสะเกษ ย้ำที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยต้องป้องกันไม่ให้มีปัญหา​โควิดระบาดระลอก 2 พร้อมสั่งเร่งรัดเจรจาแก้ปัญหาการค้าชายแดนเพื่อให้เกษตรกร​จำหน่ายผลผลิตได้ดีขึ้น และต้องทำแผนช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างชัดเจน เน้นสร้างอัตลักษณ์​สินค้าชุมชน
 
 นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 4-5 ก.พ.2564 ว่า จากการประชุมร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด เพื่อติดตามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา​การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด 19 ในส่วนของจังหวัดอุบลราชธานี​ พบว่า ขณะนี้จังหวัดอุบลราชธานี​ได้ประกาศ​ปิดทำการด่านชายแดน จุดผ่านแดนถาวร และจุดผ่อนปรนการค้าทุกจุดเป็นการชั่วคราว ยกเว้นจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็กเพียงจุดเดียว ที่ยังคงสามารถ​เปิดทำการเพื่อการส่งออกและนำเข้าสินค้าได้ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 ซึ่งก็มีปัญหา​ผู้ประกอบการ​ไม่สามารถส่งออกสินค้า​เกษตร​ออกไปจำหน่ายได้ โดยเฉพาะ​สินค้าประมง จึงได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด​อุบลราชธานี​เร่งประสานงานไปยังฝ่าย สปป.ลาว เพื่อพูดคุยแก้ปัญหา​ในระดับพื้นที่ก่อน หากไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับจังหวัด และต้องการการสนับสนุนในระดับกระทรวงหรือระดับรัฐบาล ก็ขอให้เสนอเข้ามาเพื่อนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณา​แก้ไขปัญหา​ในที่ประชุม​คณะรัฐมนตรี​ต่อไป นอกจากนี้ยังสั่งการให้ทำแผนจ้างงานนักศึกษาจบใหม่ รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ​ภาครัฐให้เร็วขึ้น หลังพบว่าจังหวัด​อุบล​ราชธานี​ยังเบิกจ่ายงบประมาณ​ไปใช้แก้ปัญหาในพื้นที่​ล่าช้า
  
ในส่วนของจังหวัดศรีสะเกษ​ รมช.พาณิชย์​ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดยุทธศาสตร์​ให้จังหวัดศรีสะเกษ​เป็นจังหวัดต้นแบบในการนำร่องลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตร​โดยเฉพาะ​การเลี้ยงโคเนื้อ​ลงให้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์​ หลังพบว่าเกษตรกร​ยังมีปัญหา​ต้นทุนสูง ขาดความรู้ในการปรับปรุง​พันธุ์​ การเลี้ยงการจัดการ การป้องกันโรค และที่สำ​คัญคือ​ขสดแคลนพืชอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ ทำให้ได้ผลผลิต​ที่ได้จากการเลี้ยงโคลดลง นอกจากนี้ จ.ศรีสะเกษ​ ยังมีปัญหา​การขาดแคลนน้ำอุปโภค​บริโภค​ ซึ่งทางจังหวัดได้เสนอแผนการแก้ไขปัญหาไปยังกระทรวงทรัพยา​กรธรรมชาติ​และสิ่งแวดล้อม​เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว
 
"ผมรับปากจะเร่งผลักดันการแก้ปัญหา​เรื่องขาดแคลนน้ำของจังวัดศรีสะเกษ​ในระดับนโยบาย​ เพราะน้ำเป็นต้นทุนของทุกชีวิต โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง หากไม่มีน้ำเพียงพอหล่อเลี้ยงต้นทุเรียน หอมแดง และพืชเกษตร​อื่นๆ จะกระทบกับรายได้เกษตร และภาคอุตสาหกรรม​ จึงต้องเร่งรัดผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหา​อย่างเป็นรูปธรรม" นายวีร​ศักดิ์​ กล่าว 
 
นอกจากนี้ รมช.พาณิชย์​ยังได้กำชับที่ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยระดับจังหวัด​ ทั้งจ.อุบล​ราชธานี​และศรีสะเกษ​ ว่าจะต้องดำเนินการตามมาตร​การทางสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดในทุกๆ มิติ เพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหา​โควิดระบาดระลอก 2 พร้อมทั้งต้องทำแผนช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจในพื้นที่อย่างเป็น​รูปธรรม​ เพื่อให้เศรษฐกิจ​ของจ.อุบล​ราชธานี​และศรีสะเกษ​ ฟื้นตัวอย่างชัดเจน เช่น การลดต้นทุน​การผลิต และสร้างอัตลักษณ์​สินค้าชุมชนผ่านงานวิจัยพืชพันธุ์​ใหม่ และสร้างนวัตกรรม​ในผลิตภัณฑ์​ ให้สอดรับกับพฤติกรรม​ของผู้บริโภค​ในยุค New Normal และ Next Normal​ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ​อนามัยมากขึ้น 
 
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกัน และคณะกรรมการขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด เพื่อกำกับ ติดตาม เร่งรัด ช่วยเหลือเยียวยา และขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ โดยเริ่มจากปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนเร่งด่วน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมและรวดเร็วทันเหตุการณ์ และยังได้แต่งตั้งรัฐมนตรีให้กับกำกับดูแลในแต่ละจังหวัด โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบจังหวัดอุบลราชธานีกับศรีสะเกษ

 

จุรินทร์ เดินหน้า "ช่วยประชาชน" ลดค่าครองชีพ นำ 11 แพลตฟอร์มขายออนไลน์ และ ตลาดสด ลดกว่า 500 ล้านบาท ในโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Platform
 
 
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 9.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน
คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ 
ภาคเอกชน เปิดโครงการลดค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง  “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” ผ่าน  Platform ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวง พาณิชย์
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า งานพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชนโดยกระทรวงพาณิชย์ถือเป็นนโยบายที่มีความสำคัญและได้ดำเนินการมาต่อเนื่องถึง Lot ที่ 8 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนและ 8 Lot ที่ผ่านมาสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้คนไทยทั้งประเทศได้จำนวนมหาศาลทั้งการลดราคาสินค้าและค่าบริการ ผลของการดำเนินโครงการผลิตลดราคาช่วยประชาชนที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่พอใจของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ดูได้จากผลการสำรวจปรากฏว่าโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ติดอันดับ 1 ในการสร้างความพึงพอใจของประชาชนด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน จากผลการสำรวจ
 
วันนี้เป็นการเปิดตัวงานพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot ที่ 9 หรือ เรียกว่า “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ผ่านแพลตฟอร์ม” มีแพลตฟอร์มที่เข้าร่วมลดราคากับกระทรวงพาณิชย์จำนวน 11 แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย
1) foodpanda 2) Grab 3) Lineman 4) Robinhood 5) Gojek 6) Lazada 7) Shopee 8) Ohlala 9) จตุจักรมอลล์ 10) Lalamove และ11) ไปรษณีย์ไทยภายใต้แอปพลิเคชั่นThailandpostmart.com
 
" กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณแพลตฟอร์มทั้ง 11 แพลตฟอร์มโดยมีร้านค้าร่วมโครงการผ่าน 11 แพลตฟอร์มรวมกันมากกว่า 100,000 ร้านค้า และมีสินค้าเข้าร่วมโครงการมากกว่า 1,000,000 รายการ ซึ่งแพลตฟอร์มจะสูญเสียรายได้จากการเข้าร่วมโครงการมีมูลค่ารวมกันประมาณ 500 ล้านบาท โดยพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot 9 แพลตฟอร์มนี้ เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม " นายจุรินทร์ กล่าว 
 
และกล่าวด้วยว่า การลดราคาแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ประกอบด้วย
1.ค่าอาหารและเครื่องดื่มลดสูงสุดร้อยละ 60
 
2.กลุ่มค่าจัดส่ง ลดร้อยละ 20-100 ในบางรายการ เช่น 5 กิโลเมตรแรกปกติเสียค่าบริการ แต่ถ้าสั่งผ่าน Grab หรือ Lineman จะฟรี สำหรับ Robinhood ชั่วโมงเร่งด่วนจะลด 40% นอกชั่วโมงเร่งด่วนจะลดค่าจัดส่งถึง 80% เป็นต้น
 
3.ค่าบริการการชำระค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ปกติจะมีค่าบริการโดยจะมีการลดราคา เช่น ชำระค่าไฟฟ้าถ้าเกินกว่า 700 บาท จะลดค่าบริการ100 บาท ค่าประปาถ้าชำระเกินกว่า 200 บาทจะลด 50 บาท ผ่านแพลตฟอร์ม Lazada 
 
ส่วนการคิดค่าจัดส่งผลไม้ไปรษณีย์ไทยหรือ Thailandpostmart.com รับส่วนลด 20% ถ้าซื้อยาจากโรงพยาบาลจะลดค่าจัดส่ง 40%โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงถ้าซื้อของไหว้ตรุษจีนผ่านไปรษณีย์ไทยจะไม่คิดค่าจัดส่ง เป็นต้น
 
4.การซื้อของจากตลาดสดจะได้รับค่าบริการพิเศษ ซื้อของผ่านแพลตฟอร์มประกอบด้วย foodpanda Grab Lineman  Robinhood และ Lalamove ไปยังตลาดสด 29 แห่งที่มาร่วมโครงการโดยลดค่าใช้พื้นที่หรือที่เรียกว่าค่า GP ให้กับผู้มาขายของในตลาดสดหรือส่งของผ่านแพลตฟอร์มลด 50-100% แต่ถ้าซื้อของที่ตลาดสดสำหรับ foodpanda จะไม่คิดค่าจัดส่งสำหรับ Lalamove ถ้าซื้อผ่านมอเตอร์ไซค์จะลดค่าจัดส่ง 40บาท ถ้าซื้อผ่านรถยนต์จะลดราคา 100 บาท
 
" โดยพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot ที่ 9 หรือ พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Platform จะดำเนินการ 1 เดือนเต็มถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 หวังว่าจะช่วยลดค่าครองชีพให้กับคนไทยทั้งประเทศที่ใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท"
 
จุรินทร์ นำ ให้บริการ MOC Online One Stop Service ช่วยประชาชนรับบริการจากรัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว ด้วยระบบออนไลน์ของกระทรวงพาณิชย์

 

วันที่ 29 มกราคม 2564 เวลา 10.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศทุกประเทศและสำนักงานพาณิชย์ทุกจังหวัดซึ่งเป็นทีมเซลล์แมนทั้งหมด แถลงข่าวเปิดตัว MOC Online One Stop Service บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ ของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์และลดขั้นตอนการรับบริการของประชาชน 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า การทำหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ปีนี้มีแผนงานสำคัญ 1 ใน 14 แผนคือการเปิดให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ของกระทรวงพาณิชย์ “MOC Online One Stop Service” เกิดจากการรวบรวมบริการออนไลน์บนเว็บไซต์แอพพลิเคชั่นต่างๆของกระทรวงพาณิชย์รวม 9 หน่วยงาน นำมาไว้ที่จุดเดียว ผ่าน www.moc.go.th การให้บริการแบบ One Stop Service ให้บริการเบ็ดเสร็จจุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ ทั้งสิ้น 85 บริการ 4 ด้าน 1.จดทะเบียนธุรกิจ 22 บริการ 2.ทรัพย์สินทางปัญญา 11 บริการ 3.การค้าระหว่างประเทศ 28 บริการ 4.การค้าในประเทศ 24 บริการรวม 85 บริการ โดยผ่านการสำรวจจากทุกภาคส่วนทั้งผู้รับบริการ เกษตรกร ภาคการผลิต การส่งออก ภาคบริการและภาคธุรกิจทั่วไป
 
รูปแบบของการให้บริการในหลายบริการนี้ ผู้รับบริการไม่จำเป็นต้องไปที่กระทรวงพาณิชย์หรือไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแต่มาขอรับบริการผ่านระบบได้จบในจุดเดียว ทั้งเรื่องทะเบียนธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญา การขอใบอนุญาตใบขนสินค้าเกษตร หรือบริการอื่นๆในเวลาที่รวดเร็ว และที่สำคัญ 85 บริการนี้จะรวมการให้บริการเรื่องสถิติข้อมูลข่าวสารที่สำคัญนอกเหนือจากตัวเลขจะมีการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่ตนเน้นเป็นพิเศษเพราะนำไปใช้ประกอบในการซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆทั้งภาคการเกษตรและภาคอื่นที่เกี่ยวข้อง ช่วยวิเคราะห์ในภาคการลงทุนภาคธุรกิจได้ด้วยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและจะมีการให้บริการผ่านการแชท (Chat) โดยมีเจ้าหน้าที่ให้บริการตอบคำถามและต่อไปจะให้บริการได้ 24 ชม.ให้ผู้รับบริการสะดวกที่สุด
 
1.เพื่อสะท้อนการมุ่งมั่นตั้งใจของการให้บริการกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการพัฒนาการให้บริการให้ง่ายต่อการรับบริการและสะดวกรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
2.เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของ 1 ใน 14 แผนงานของกระทรวงพาณิชย์ที่แถลงไว้ว่าจะเป็นผลงานของปี 2564 ที่ได้ผลสัมฤทธิ์ตั้งแต่ต้นปี ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม
3.เพื่อสนองนโยบาย e-Government ของรัฐบาลในยุค New Normal ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องการเห็นทุกกระทรวงพัฒนาไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยในการงานราชการเพื่อให้บริการพี่น้องประชาชน
4.มุ่งหวังในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยตัวหนึ่ง เป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในปี 2563 อันดับของประเทศไทยสูงขึ้นถึง 6 อันดับ ทำให้ประเทศไทยเข้ามาสู่ลำดับที่ 21 ของโลก หวังว่าจากนี้ไปภายใต้การร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์ในการให้บริการประชาชนให้เกิดความง่ายในการทำธุรกิจการลงทุนในประเทศ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจะดีขึ้นต่อไป และเราจะไม่หยุดเท่านี้เราจะเร่งพัฒนาเพิ่มเติมอีกให้เร็วขึ้นกว่านี้ สะดวกกว่านี้ ง่ายกว่านี้และเพิ่มการให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ให้มีการบริการมากขึ้นกว่า 85 บริการ
จุรินทร์ ลุยเชืยงใหม่! ประชุมช่วยชาวไร่กระเทียมภาคเหนือ "เชิงรุก" นำเกษตรกร-ผู้ค้าทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากิโลละ 13.50 บาท นำตลาดสูงกว่าราคาตกเขียวปัจจุบันที่ถูกกดเหลือ 8 บาท

 

วันที่ 23 มกราคม 2564 เวลา 12.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประชุมวางแผนเชิงรุกรองรับการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร (กระเทียม) ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
 
ภายหลังการประชุม นายจุรินทร์ กล่าวว่าในภาพรวมผลผลิตกระเทียมในแต่ละปีจะมีประมาณ 80,000 ตัน คิดเป็นกระเทียมสด 230,000 ตัน บริโภคภายในประเทศ 170,000 ตัน จึงนำเข้าประมาณ 60,000 ตัน การนำเข้าเป็นไปตามข้อตกลงด WTO โดยกำหนดเงื่อนไขต่างๆ และมีภาษีนำเข้าร้อยละ 57 ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทรวงพาณิชย์เป็นห่วงว่าผู้ปลูกกระเทียมจะได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควรเพราะมีข่าวว่ามีการตกเขียวกระเทียมสดล่วงหน้าในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งคิดว่าเป็นราคาที่ต่ำเกษตรกรควรได้ราคาดีกว่านี้
กระเทียมกำลังจะออกมากในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จึงประชุมแก้ปัญหาเชิงรุกล่วงหน้าโดยกรมการค้าภายในประสานงานกับทีมเซลล์แมนจังหวัดที่พาณิชย์ ร่วมกับภาคเอกชนจัดให้มีการเจรจาซื้อขายกระเทียมสดล่วงหน้าในราคาที่คิดว่าเป็นธรรม 8 สัญญา มีภาคเอกชน 8 บริษัทเป็นผู้ซื้อและกลุ่มเกษตรกร 8 กลุ่มเป็นผู้ขายในราคากระเทียมสดกิโลกรัมละ 13.50 บาท 
เป็นราคาชี้นำตลาดในฤดูกาลผลิตนี้
 
 
" ให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนและทุกฝ่ายทำสัญญาเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้เกษตรกรชาวไร่กระเทียมขายกระเทียมได้ในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นกว่าราคาตกเขียวที่กิโลกรัมละ 8 บาท และกำหนดมาตรการเสริมในช่วงที่กระเทียมออกมาก มีมาตรการชะลอขาย ถ้าเกษตรกรผู้รวบรวมกระเทียมหรือสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรชะลอขายกระทรวงพาณิชย์จะมีวงเงินช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ผู้รวบรวมกระเทียม ประมาณ 6 เดือนเมื่อราคาดีค่อยขายช่วยดอกเบี้ยร้อยละ 3 และมาตรการทางกฎหมายให้มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดโดยเฉพาะปัญหาการลักลอบการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศวันนี้มีการสั่งการให้กรมศุลกากรตำรวจและฝ่ายความมั่นคงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเคร่งครัดการแก้ปัญหาลักลอบการนำเข้า จะนำเรื่องนี้ไปเรียนให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบอีกครั้งหนึ่งในวันอังคารให้ท่านนายกได้สั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้ากระเทียมต่อไป
เข้มงวดการออกไปอนุญาตนำเข้ากระเทียมให้มีการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพของกระเทียมที่นำเข้า เข้มงวดการตรวจสอบการขนย้าย หากตรวจพบจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
มาตรการระยะยาวที่กระทรวงเกษตรฯจะเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาพันธุ์กระเทียมให้กระเทียมไทยเป็นกระเทียมที่มีคุณภาพ เรียกว่า “ใหญ่ ง่าย ดี“กลีบใหญ่ แกะง่าย และมีคุณภาพดี รสชาติดี และเร่งรัดการส่งเสริมการปลูกกระเทียมออร์แกนนิคและเปิดตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ส่งเสริมการนำกระเทียมไปสร้างนวัตกรรมทางอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเร่งรัดให้ อย. ออกใบอนุญาตให้กับนวัตกรรมเหล่านี้ต่อไป " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตรปลัดกระทรวงพาณิชย์และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564  ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

จุรินทร์ นำทีม ปชป.ลงใต้ มอบถุงยังชีพช่วยน้ำท่วม ปัตตานี ยะลา นราธิวาส 10,000 ชุด พร้อมกำชับ พณ.จว. ดูแลสินค้าอย่าให้ขาดแคลนและฉวยโอกาสขึ้นราคาเด็ดขาด

 

วันที่ 14 มกราคม 2564 เวลา 13.30  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และคณะลงพื้นที่มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ โดยเวลา 13.30 น.ที่โรงเรียนวัดโคกหญ้าคา ตำบลคลองใหม่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 14.25 น. มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ โรงเรียนบ้านบินยา หมู่ 2 ตำบลคลองใหม่ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี 15.50 น. มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ อบต.มะนังดาลำ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี จากนั้น 16.45 น. ตรวจเยี่ยมโครงการพาณิชย์ลดราคา! เพื่อประชาชน New Year Grand Sale 2021 ณ ร้านอีฟ แอนด์ อาร์ม มินิมาร์ท อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี 17.20 น. มอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ โรงเรียนบ้านกลาพอ ตำบลเตราะบอน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี
 
โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า นำคณะพรรคประชาธิปัตย์และถุงยังชีพทั้งหมดรวมแล้ว 2,000 ชุด 4 จุด โดยมูลนิธิ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ที่มีตนเป็นประธาน ได้มีการจัดถุงยังชีพสำหรับลงไปช่วยเหลือพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 10,000 ชุด โดย 2,000 ชุดนี้อยู่ในจำนวนนั้นด้วย จะมาช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะของมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นอกจากที่ส่วนราชการต่างๆ ที่มีหน้าที่ดำเนินการตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานอยู่แล้ว
 
นายจุรินทร์ บอกด้วยว่า ครั้งนี้จะไปตรวจโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ล็อตที่ 8 ที่อำเภอสายบุรีด้วย ซึ่ง ล็อต 8 ลดราคามาตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมและจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2564 มีสินค้าที่เข้าร่วมรายการ ถึง 22,000 รายการ ลดสูงสุดถึงร้อยละ 85 ส่วน ภาคบริการมีมากกว่า 500 บริการ ที่ร่วมลดราคาลดสูงสุดถึงร้อยละ 87 
 
" นอกจากนั้นยังได้กำชับให้พาณิชย์จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมไปตรวจตราเรื่องสินค้าอย่าให้เกิดการขาดแคลนเพราะพื้นที่น้ำท่วมหลายครั้งจะพบปัญหาการขาดแคลนสินค้าตามมา รวมทั้งเข้าไปตรวจตราอย่าให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าซ้ำเติมผู้ประสบอุทกภัยเกิดขึ้นเด็ดขาด" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
เกรซ-หมอก้อง นำทีม ช่วยนายกฯประยุทธ์-จุรินทร์ รณรงค์หน้ากากผ้า หน้ากากทางเลือก

 

วันที่ 12 มกราคม 2564 เวลา 8.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับศิลปินดารา เช่น เกรท วรินทร หมอก้อง สรวิชญ์  หมิง จิรกิติยา และ เบน สันติราษฏร์ ร่วมรณรงค์การใช้หน้ากากผ้าหน้ากากทางเลือกพร้อมด้วยผู้นำชุมชน จากหมู่บ้านที่ทำมาค้าขายและตลาดในความส่งเสริมของกรมการค้าภายใน ประชาสัมพันธ์ผู้บริโภคยุคใหม่ “ฉลาดซื้อ ประหยัดใช้” รณรงค์ใช้หน้ากากผ้าและหน้ากากทางเลือก ทดแทนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ให้เพียงพอต่อบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย ได้ใช้เป็นลำดับแรก
 
ทั้งนี้ได้นำผลิตภัณฑ์หน้ากากผ้าฝีมือการตัดเย็บจากเครือข่ายกรมการค้าภายใน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หมู่บ้านทำมาค้าขาย กลุ่มโอทอปและผลิตภัณฑ์จากศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(องค์การมหาชน) มาประชาสัมพันธ์แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอีกด้วย
 
“หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ผลิตโดยโรงงานในปัจจุบัน 30 กว่าโรงงานในประเทศไทยยังคุมราคาอยู่ที่ไม่เกินชิ้นละ 2.50 บาท จากการตรวจสอบที่ผ่านมาราคาเฉลี่ยยังไม่เกิน 2.50 บาท ถ้ามีกรณีที่ขายเกินราคาหรือไม่ติดป้ายก็จะมีการดำเนินคดีทันที และจะมีการจับกุมดำเนินคดีหากขายเกินสมควรหรือค้ากำไรเกินควร” รมว.พาณิชย์ กล่าว
 
นายจุรินทร์  กล่าวต่อว่า ส่วนหน้ากากผ้าสามารถขายได้ตามกลไกตลาด และรัฐบาลส่งเสริมให้มีการผลิตเพื่อประชาชนจะได้ใช้ได้ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ให้การรับรองแล้วว่าสามารถป้องกันได้และใช้สำหรับผู้ที่ไม่ป่วยและคนปกติ ส่วนบุคลากรทางการแพทย์ผู้ป่วยหรือกลุ่มเสี่ยงจึงใช้หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้หน้ากากผ้าจากฝีมือคนไทย ซึ่งเป็นการนำเศษผ้าจากการตัดเย็บผลิตภัณฑ์ผ้าและเครื่องแต่งกาย อย่างผ้าฝ้ายพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ ผ้าไหมพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ หรือการใช้ผ้าพื้นถิ่นของชุมชนต่างๆมาออกแบบหน้ากากผ้า ซึ่งนอกจากจะใช้ทดแทนหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรคไวรัสโคโรนา2019 แล้วยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชน กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ให้มีความมั่นคงและเข้มแข็งเป็นโอกาสของชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย
 
นอกจากนั้นในจุรินทร์ได้มอบหมายให้พาณิชย์ทุกจังหวัดออกตรวจตลาด-ร้านค้า ที่มีการจำหน่ายทั้งสินค้าหน้ากากและสินค้าอุปโภคบริโภคพร้อมรายงานความเคลื่อนไหวโดยให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ติคตามดูแลทั้งปริมาณและราคาทั้งนี้เพื่อช่วยประชาชนอย่างทั่วถึง และป้องกันการทำผิดกฎหมายขายเกินราคารวมทั้งการเข้มงวดกับทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการจัดจำหน่ายด้วยเช่นกัน และหากประชาชนพบเห็นการขายเกินราคาให้ประสานงานที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน
กางแผนพาณิชย์ปี64 ! จุรินทร์นำ 14 ภารกิจช่วยประชาชน "ฝ่าโควิด-19" พลิกกลยุทธ์การค้าและเจรจาออนไลน์ พร้อมชูยุทธศาสตร์ 5 ปีหวังนำรายได้เข้าประเทศ
 
 
 
วันที่ 7 มกราคม 2564 เวลา 10.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวทิศทางกระทรวงพาณิชย์ปี 2564 และการแก้ไขปัญหาภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนงานที่จะเดินหน้าเฉพาะในเรื่องสำคัญประกอบด้วยแผนงานต่อเนื่องจากปีที่แล้วและแผนงานที่เริ่มต้นใหม่ในปี 2564 มี 3 ส่วน 1.การเดินหน้าใช้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” 2.การเร่งรัดการนำรายได้เข้าประเทศ มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับภาคบริการควบคู่กันไปด้วย 3.มุ่งเน้นการทำงานกับทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชนในรูปของกลไก กรอ.พาณิชย์
ประกอบด้วย 14 แผนงาน
 
1.เดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรปีที่ 2 
2.โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ลงลึกระดับตำบล
3.เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดโดยใช้ยุทธศาสตร์”ตลาดนำการผลิต”
4.แผนงานอาหารไทยอาหารโลก และมุ่งเน้นการส่งออกอาหารฮาลาล อาหารมังสวิรัติและอาหารแนวใหม่ที่กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก
5.ให้ความสำคัญ กระตุ้นทุกภาคส่วนให้ใช้ระบบการค้าออนไลน์มากขึ้น ขึ้นแพลตฟอร์ม และสร้างแพลตฟอร์มกลาง เช่น สร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดให้เป็นเซลล์แมนแม่ไก่ในการเผยแพร่ความรู้เรื่องการค้าออนไลน์ให้กับผู้ผลิตและภาคเศรษฐกิจฐานรากในจังหวัด เป็นต้น
6.พัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้กับภาคบริการ ทั้งกับผู้ค้าปลีก ค้าส่ง สมาร์ทโชห่วย กลุ่มโลจิสติกส์ กลุ่ม wellness กลุ่มดิจิตอลคอนเทนท์ กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มบริการการพิมพ์ เน้นการทำฐานข้อมูลภาคบริการ ช่วยแก้ปัญหาและเพิ่มช่องทางการตลาดให้ภาคบริการ
7.พัฒนาศักยภาพทางการตลาดให้กับภาคการผลิตฐานราก ทั้ง SME และ Micro SME อบรมให้ความรู้หาตลาดและเปิดโอกาสทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำ blockchain มาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดที่กว้างขึ้นต่อไปในอนาคต
8.เร่งรัดการส่งออกในยุค New Normal โดยการใช้นวัตกรรมใหม่ทางการตลาดของกระทรวงพาณิชย์ ใช้แพลตฟอร์มที่มีศักยภาพทั้งของไทยและแพลตฟอร์มระดับโลกเป็นช่องทาง เน้นการจัดเอ็กซิบิชั่นในรูปแบบไฮบริดและ Mirror Mirror และอื่นๆ เข้าไปช่วยแก้ปัญหาเรื่องการส่งออกที่จะต้องพัฒนายุคโควิด
9.เดินหน้าการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนเชิงรุก ฝ่าวิกฤตโควิด ด่านที่เปิดอยู่แล้วนั้นถ้าไม่จำเป็นจะไม่ปิด และทันทีที่สถานการณ์โควิดดีขึ้นจะเปิดด่านโดยเร็วที่สุด
10.เร่งรัดการเจรจาการค้าเพื่อขยายการค้าของไทยไปยังตลาดโลกในทุกรูปแบบ โดยการเจรจา FTA โดยจะเร่งรัดการให้สัตยาบัน  RCEP เพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ภายในกลางปีนี้ และเริ่มเปิดเจรจา FTA กับ 5 กลุ่มประเทศสำคัญ เช่น EU UK EFTA สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย อาเซียน-แคนนาดา และอื่นๆ และเร่งรัดนโยบายใหม่ การลงนาม Mini FTA และจัดตั้งกองทุน FTA เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม  สร้างระบบจับตามองสำหรับเป็นประโยชน์กับผู้ส่งออกและผู้นำเข้าของไทย
11.ด้านทรัพย์สินทางปัญญ เร่งรัดการจดทะเบียน GI สำหรับสินค้าที่มีศักยภาพของไทยในพื้นถิ่นภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศสิ้นปี 63 สามารถจดทะเบียน GI ได้ 134 รายการ ครบทุกจังหวัดยกเว้นจังหวัดอ่างทองที่กำลังเร่งรัดอยู่ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในภาพรวมทั้งปี ถ้าไม่มีจะมีมูลค่าสินค้า 20,000 ล้านบาท เมื่อมี GI สามารถเพิ่มมูลค่าได้เป็น 36,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้นถึง 16,000 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์จะสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและให้ประชาชนเห็นความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้นเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และจะสร้างระบบเตือนในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา early warning เพื่อให้ภาคการผลิตของไทยได้เตรียมการสำหรับการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของคนไทย เมื่อสินค้าเหล่านั้นหมดสิทธิบัตรแล้ว และลดเวลาการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้สั้นลงให้เร็วขึ้น และให้ความคุ้มครองเชิงรุกกับทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในต่างประเทศที่ถูกละเมิด และเริ่มต้นไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ค้าขายอยู่บนแพลตฟอร์มต่างๆ 
12.แผนการให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนรวดเร็วเชิงรุก มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วในการให้บริการผ่านระบบอีเล็คทรอนิกส์ สนองนโยบายE-Government ของรัฐบาล และเพิ่มช่องทางการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ให้สามารถเพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่านไลน์ เป็นต้น
13.ร่วมงานกับทุกภาคส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนในรูป กรอ.พาณิชย์เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การค้าไทย 5 ปี เป็นครั้งแรกของประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นแผนยุทธศาสตร์แม่บทเพิ่มมูลค่าการค้าทั้งภายในและระหว่างประเทศในปี 64-68
14.เดินหน้าให้บริการประชาชนแบบ One Stop Service ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวโดยมีบริการทั้งหมดรวมกัน 85 บริการ 
 
ทั้งนี้เพื่อเดินหน้าให้เห็นว่ากระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงกับประโยชน์สูงสุดของประเทศต่อไปในปี 2564
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย ผู้บริหาร ข้าราชการ จิตอาสาพระราชทาน กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรม “พาณิชย์..จิตอาสา สานฝันปันสุขให้น้อง”

 

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย ผู้บริหาร ข้าราชการ จิตอาสาพระราชทาน กระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรม “พาณิชย์..จิตอาสา สานฝันปันสุขให้น้อง” มอบอุปกรณ์กีฬาและอุปกรณ์สนับสนุนการศึกษา ให้แก่โรงเรียนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 10 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนศรีบุณยานนท์, โรงเรียนทับทิมสยาม 05, โรงเรียนบ้านไร่ป้า, โรงเรียนบ้านตากประถมวิทยา, โรงเรียนบ้านนาตาโพ, โรงเรียนบ้านนาอุดม, โรงเรียนบ้านห้วยทราย, โรงเรียนบ้านขอนแป้น, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านคอแลน, และโรงเรียนบ้านต้นหยี วันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2563 เวลา 13.30 น. ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์

“พาณิชย์” ยันสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ ขอความร่วมมืออย่าซื้อกักตุน ซื้อให้พอใช้

 

  21 ธันวาคม 2563  “โฆษกกระทรวงพาณิชย์” ยันสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอกับความต้องการ ขอความร่วมมือประชาชนอย่าซื้อกักตุน ให้ซื้อเพียงพอกับที่ต้องใช้ หลังมีการระบาดของโควิด-19 ในบางจังหวัด เผยผู้ผลิตพร้อมป้อนสินค้าเต็มที่ ระบบขนส่งยังเป็นปกติ และมีการส่งทีมตรวจสอบติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนหน้ากากอนามัย ก็มีเพียงพอ ย้ำหากพบการกักตุน ขายแพง แจ้งสายด่วน 1569 จะจัดการตามกฎหมายทันที 
 
 นายสุพพัต อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ขอแจ้งข่าวไปยังพี่น้องประชาชนว่าอย่าตื่นตระหนกกับข่าวการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในบางจังหวัด และบางพื้นที่        แต่ขอให้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อย่าเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง และขอชี้แจงว่าสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอกับความต้องการ หากไม่มีการกักตุนหรือนำออกไปใช้นอกระบบ เพราะผู้ผลิตยังสามารถผลิตได้ ไม่มีปัญหาติดขัดอะไร และยังมีการเร่งผลิตสินค้าเพื่อป้อนความต้องการอย่างเต็มที่ ขณะที่ภาคการขนส่งก็ไม่มีปัญหา แม้จะมีการล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ แต่ก็ยังขนส่งได้เป็นปกติ 
 
  “ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสินค้ามีเพียงพอกับความต้องการ ผู้ผลิตก็มีการผลิตเต็มที่ การขนส่งก็ไม่มีปัญหา จึงไม่ควรซื้อกักตุน เพราะจะยิ่งเป็นการสร้างความตื่นตระหนก และในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เอง     มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบสถานการณ์สินค้า และราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด หากพบพื้นที่ไหน          มีปัญหา ก็จะเร่งประสาน นำสินค้าเข้าพื้นที่ต่อไป”
 
 นอกจากนี้ ในส่วนของหน้ากากอนามัย ได้รับการยืนยันจากผู้ผลิตว่าสินค้ามีเพียงพอกับ            ความต้องการ เพราะก่อนหน้านี้ มีการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง มีสต็อกคงเหลืออยู่ และยังมีการผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขอให้ประชาชนเบาใจได้ แต่หากมีการพบเห็นการขายแพง กักตุน หรือเอารัดเอาเปรียบ ขอให้แจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ จะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที 
 
 
 
  นายสุพพัตกล่าวว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กำชับพาณิชย์จังหวัดและค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ ให้ติดตามสถานการณ์ความต้องการสินค้าป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าหน้ากากอนามัยที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้น และต้องมีราคาจำหน่ายให้เป็นไปตามประกาศของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้รวมถึงหน้ากากนำเข้า และหน้ากากที่มีคุณภาพสูงด้วย รวมถึงให้ดูแลอย่าให้เกิดการกักตุนสินค้า หรือฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาขายปลีก จนประชาชนเดือดร้อน
 
  อย่างไรก็ตาม ล่าสุดกรมการค้าภายในได้เชิญผู้ผลิต หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแพลตฟอร์มออนไลน์ มาหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตและจำหน่ายหน้ากากอนามัยแล้ว โดยยืนยันว่ากำลังการผลิตมีเพียงพอกับความต้องการ มีโรงงานผลิตรวม 30 โรง ผลิตได้วันละ 5 ล้านชิ้น และได้ยืนยันราคาจำหน่ายสำหรับหน้ากากที่ผลิตในประเทศไม่เกินชิ้นละ 2.50 บาท ส่วนหน้ากากนำเข้าให้จำหน่ายได้ตามโครงสร้างราคา       ที่กำหนดไว้เดิม และในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้ช่วยตรวจสอบและดูแลการจำหน่าย อย่าให้มีการปรับขึ้นราคาเกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ หากมีการขายเกินราคาควบคุม มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีกักตุน หรือค้ากำไรเกินควร มีโทษจำคุก 7 ปี ปรับ 1.4 แสนบาท หรือ  ทั้งจำทั้งปรับ
***********************************
 
         
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติเป็นประธานและมอบนโยบายในกิจกรรมการอบรมให้ความรู้ หัวข้อ “กฎหมายว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดของพนักงานในหน่วยงานของรัฐ” วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2563

 

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์  ให้เกียรติเป็นประธานและมอบนโยบายในกิจกรรมการอบรมให้ความรู้  หัวข้อ “กฎหมายว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และความผิดของพนักงานในหน่วยงานของรัฐ” วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

ช่วยชาวนา ! "จุรินทร์" ประกาศเกณฑ์กลางข้าวงวด 6 เคาะจ่ายส่วนต่างชาวนาวันนี้อีกกว่า 7 หมื่นราย ใกล้ปีใหม่จ่ายชาวนาทะลุกว่า 4 ล้านรายแล้ว

 

17 ธันวาคม 2563 เวลา 8.00 น.นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563/64 งวดที่ 6 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 ตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือโครงการประกันรายได้ชาวนาปี2 โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยทางกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563/64 งวดที่ 6 สำหรับเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 7-13 ธันวาคม 2563 ดังนี้คือ 

1.ข้าวเปลือกหอมมะลิ เกณฑ์กลางตันละ 12,212.42 บาท ชดเชยตันละ 2,727.58 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 38,186.12 บาท 
2.ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ เกณฑ์กลางตันละ 11,800.74 บาทชดเชยตันละ 2,199.26 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 35,188.14 บาท
3. ข้าวเปลือกเจ้า เกณฑ์กลางตันละ 9,215.15 บาท ชดเชยตันละ 784.85 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 23,545.50 บาท 

4.ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี เกณฑ์กลางตันละ 10,182.17 บาท ชดเชยตันละ 817.83 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 20,445.75 บาท

 5.ข้าวเปลือกเหนียว เกณฑ์กลางตันละ 11,246.87 บาท ชดเชยตันละ 753.13 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 12,050.080 บาท 

นางมัลลิกา กล่าวว่า จากประกาศนี้นายจุรินทร์ให้แจ้งเกษตรกรทราบทั่วกัน ทั้งนี้ขั้นตอนจากนี้คือกรมส่งเสริมเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส. จะประสานงานกันโดยขั้นตอนสุดท้ายคือ ธ.ก.ส.มีหน้าที่โอนเงินส่วนต่างให้กับบัญชีเกษตรกรโดยตรงซึ่งจะต้องภายใน 3 วันทำการจะตรงกับวันนี้ วันที่ 17 ธันวาคม 2563 โดยมีเกษตรกรได้รับชดเชยตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร งวดนี้จำนวน 74,497 ครัวเรือน ทั้งนี้เกษตรกรกลุ่มนี้สามารถตรวจสอบบัญชีหลังวันนี้ที่ 17 ได้เลย 
" อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 เป็นต้นมาเราได้จ่ายเงินประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวไปช่วยเกษตรกรชาวนาแล้วเกือบ 4 ล้านราย ขณะนี้ยังคงเหลือชาวนาที่แจ้งเก็บเกี่ยวข้าวอีกไม่กี่หมื่นรายซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวนาภาคอีสาน โดยสัปดาห์หน้าก็จะประกาศราคาเกณฑ์กลางอีกและจ่ายเงินในกลุ่มต่อไปให้ทันได้ใช้เงินส่งท้ายปีจากนั้นจะเป็นต้นปีหน้า เป็นงวดชาวนาบางส่วนในพื้นที่ภาคใต้กว่า 3 แสนรายเท่านั้น และเพื่อดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้สูงขึ้นจึงมีการพิจารณาราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงทุกสัปดาห์ โครงการประกันรายได้เกษตรกรมีเงินส่วนต่างถึงมือเกษตรกรเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่หายหกตกหล่นเพราะผ่านบัญชีโดยตรงของเกษตรกรเองจึงเป็นโครงการที่ชาวนาประทับใจรัฐบาลอย่างยิ่งขณะนี้เรายังเดินหน้าโครงการต่อไป" นางมัลลิกา กล่าว

“จุรินทร์”จัดหนัก!!! “ลดกระหน่ำ ข้ามปี” 45 วันเต็ม เป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน ทั้งสินค้ากว่า 22,000 รายการ บริการกว่า 500 รายการ ลดสูงสุด 87 % หากใช้ร่วมกับ”คนละครึ่ง” ควัก 100 บาทซื้อของได้ 1,000 บาท

 

16 ธันวาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวโครงการ “พาณิชย์ลดกระหน่ำ ข้ามปี! New Year Grand Sale 2021” ในวันนี้ 16 ธันวาคม 2563 ที่กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนมาโดยตลอด และในโอกาสขึ้นปีใหม่ในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนและทุกภาคส่วนช่วยกันลดราคาสินค้าและบริการเพื่อเป็นของขวัญให้กับประชาชนระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 รวมระยะเวลา 45 วัน 
 
นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เข้าไปช่วยดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนโดยต่อเนื่องโดยเฉพาะโครงการพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชนได้ดำเนินการมา 7 Lot ด้วยกัน ครั้งนี้จะเป็นอีก Lot หนึ่งเป็นพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 8 แต่เนื่องในโอกาสที่จะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ ช่วยสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ จึงขอเรียกว่า"พาณิชย์ลดกระหน่ำ ข้ามปี! New Year Grand Sale 2021 " โดยจะมีความแตกต่างจากที่ผ่านมา 4 ประเด็น 1.ก่อนหน้านี้ลดเฉพาะราคาสินค้าครั้งนี้ลดราคาทั้งสินค้าและบริการในช่วงปีใหม่ 2.ลดทั้งการขายออฟไลน์และออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นรูปแบบเฉพาะออฟไลน์ 3.ครั้งนี้ลดมากที่สุดนานที่สุดมีหมวดรายการสินค้าและบริการเข้าร่วมมากที่สุด มีภาคเอกชนทุกภาคส่วนเข้าร่วมมากที่สุด 4.มีร้านธงฟ้าซึ่งกระจายอยู่ในชนบททั่วทั้งประเทศเข้าร่วมถึง 2,159 แห่ง กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค 
 
ครั้งนี้เป็นการลดราคาใน 4 กลุ่มสินค้าและบริการหลักคือ 1.สินค้าต่างๆ ที่มีสินค้าเข้าร่วมกว่า 22,000 รายการ ใน 15 หมวดสินค้า เช่น อาหารและเครื่องดื่ม อาหารปรุงสำเร็จ ซอสปรุงรส ของใช้ในชีวิตประจำวัน ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย ผลิตภัณฑ์ซักล้าง อาหารเสริม เครื่องครัว เครื่องสำอาง และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มาเข้าร่วมเป็นครั้งแรก และยังมียารักษาโรค เวชภัณฑ์ ยางรถยนตร์ อุปกรณ์งานช่าง วัสดุก่อสร้าง รวมถึงอุปกรณ์ตกแต่งบ้านและหมวดอื่นๆที่เกี่ยวข้องรวม 15 หมวด ลดสูงสุดถึง 85% 2.หมวดบริการ มีมาเข้าร่วมกว่า 500 รายการ ลดราคาสูงสุดถึง 87% ใน 4 หมวดบริการสำคัญ ประกอบด้วย 1.บริการทางการแพทย์ 2.ศูนย์บริการยานยนต์ 3.โรงแรมที่พัก และ 4.ร้านอาหารซึ่งมีสมาคมภัตตาคารเป็นหัวเรือใหญ่ร่วมกับร้านอาหารทั่วประเทศเข้าร่วม 3.หมวดแพลตฟอร์มสำคัญ 4 แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย 1.ไปรษณีย์ไทยมหาชนจำกัด ซึ่งลดราคาสินค้าที่จำหน่ายบนแพลตฟอร์มไปรษณีย์ไทย หรือ thaipostmart.com ลดทั้งค่าสินค้าและค่าขนส่ง 2. grab food ลดทั้งราคาสินค้าและค่าขนส่ง โดยลดในส่วนของคูปองถึง 50% 3.ลาซาด้า ลดราคาสินค้าในลาซาด้ามากกว่าที่ลดปกติ และ4.ชอบไทย ลดราคาสินค้าถึง 60% โดยแพลตฟอร์มจะลดทั้งราคาสินค้าและค่าขนส่ง และหมวดที่ 4.โลจิสติกส์จะมีสายการบิน 3 สายการบินที่เข้าร่วมรายการกับพาณิชย์ลดกระหน่ำข้ามปี คือ นกแอร์ ไทยสมายล์และไลออนแอร์ เพิ่มน้ำหนักโดยไม่คิดมูลค่าให้กับผู้โดยสาร 5-15 กิโลกรัม
โดยสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ผ่านคิวอาร์โค้ดที่ติดอยู่ในป้าย พาณิชย์ลดกระหน่ำ ข้ามปี! New Year Grand Sale 2021 ที่ปรากฏอยู่ในห้างร้านสินค้าต่างๆ ตั้งแต่วันนี้วันที่ 16 ธันวาคมถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 
 
" หวังว่างานนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องคนไทยทั่วทั้งประเทศไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และขอฝากพาณิชย์จังหวัดทั่วทั้งประเทศ ให้ช่วยติดตามเพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จและประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ในตำบลหมู่บ้าน ให้เข้าใจและได้รับรู้ถึงโครงการ พาณิชย์ลดกระหน่ำ ข้ามปี! New Year Grand Sale 2021 และช่วยตรวจตราราคาสินค้าให้เป็นไปตามภารกิจทั่วทั้งประเทศ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมการค้าส่ง – ปลีกไทย  ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น รวมมากกว่า 16,900 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ประกอบการธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการยานยนต์ ยางรถยนต์ โรงพยาบาล โรงแรม และสมาคมภัตตาคารไทย โดยในงานมีการลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และบริการต่างๆ และมีการจำหน่ายสินค้าผ่านร้านธงฟ้าพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในระดับตำบลทั่วประเทศ ซึ่งสามารถช่วยลดค่าครองชีพให้ผู้บริโภคในวงกว้างได้อย่างแท้จริง" นายจุรินทร์ กล่าว 
 
และครั้งนี้ มีการจำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย สินค้าหมวดยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง เครื่องเขียน ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์ ร้านอาหารชื่อดัง สายการบิน  โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา บริการโลจิสติกส์ ดิจิตอลแพลตฟอร์ม รวมทั้งสินค้าจากร้านธงฟ้า และห้างท้องถิ่น รวมสินค้าและบริการมากกว่า 22,000 รายการ ลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 87 ซึ่งคาดว่าสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนประมาณ 1,000 ล้านบาท และจะมีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่าย และกระตุ้นให้ประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยให้เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นไปด้วย 
 
กรมการค้าภายใน ระบุด้วยว่ากระทรวงพาณิชย์ ยังได้นำร่องออกร้านจัดงานเพื่อบริการประชาชนร้านอเนกประสงค์ของกระทรวงเองตั้งแต่ 16-18 ธันวาคม 2563 นี้ด้วย ซึ่งพี่น้องประชาชนและพี่น้องราชการที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสามารถมาจับจ่ายได้นอกจากการลดราคาแล้วยังมีบริการร้านคนละครึ่งมาออกบูธร่วมอยู่ด้วย ส่วนการลดกระหน่ำ ข้ามปี! นั้นจะดำเนินการตั้งแต่วันนี้ คือวันที่ 16 ธันวาคม 2563 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2564 พร้อมกันทั้งประเทศใกล้ที่ไหนไปที่นั่นได้เลย
ของขวัญปีใหม่ชาวนา! จุรินทร์ จี้ ตรวจการโอนเงินส่วนต่างชาวนางวดที่5 ให้ชาวนาได้เฮ! รับปีใหม่ เงินออกวันนี้ 14 ธ.ค.63

 

14 ธันวาคม 2563  เวลา 9.30 น.นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงความเป็นห่วงชาวนาซึ่งจะต้องได้รับส่วนต่างประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวงวดที่ 5 ในวันนี้ (14ธันวาคม2563) จึงให้ประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส.ทั้งนี้เพื่อการติดตามการกดปุ่มโอนเงินให้ถึงมือชาวนาที่จะได้รับส่วนต่างงวดที่ 5 ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ที่รออยู่ 
 
นางมัลลิกา กล่าวว่า สืบเนื่องจากการประชุมอนุเกณฑ์กลางอ้างอิง กระทรวงพาณิชย์ประชุมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 แล้วตามระเบียบทางธ.ก.ส.จะโอนเงินใน 3 วันทำการหลังจากประชุมแต่ด้วยติดวันหยุดต่อเนื่องจึงคาดว่าสามารถดำเนินการได้วันนี้ โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563 / 2564 งวดที่5 สำหรับเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน ถึง 6 ธันวาคม 2563 ราคาเกณฑ์กลางต่อตัน คือ ข้าวหอมมะลิ 12,232.86 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 11,726 .91 บาท ข้าวเปลือกจ้าว 9,189.93 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 10,079.73 บาทข้าวเปลือกเหนียว 11,213.54 บาท 
 
เนื่องจากข้าวเปลือกหอมมะลิ ประกันรายได้ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน จะได้ส่วนต่างตันละ 2,767 บาท จึงได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 38,739 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ประกันรายได้ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 2,273 บาท จะได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 36,369 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ประกันรายได้ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 810 บาท จะได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 24,302 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ประกันรายได้ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 920 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 23,006 บาท และ ข้าวเหนียวประกันรายได้ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 786 บาท จะได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 12,583 บาท
 
ทั้งนี้ชาวนาจะได้ส่วนต่างจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับปริมาณการแจ้งปลูกตามจริงไว้ตอนขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเกษตรตำบล-เกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตร คอยดูแลการขึ้นทะเบียนมาก่อนหน้านี้และการจ่ายเงินก็ไม่เกินจำนวนตันที่รัฐระบุไว้ ในส่วนของงวดที่5 เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือชาวนาประมาณ 300,000 กว่าราย ซึ่งเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงนี้ สำหรับการประกันรายได้ชาวนาหรือประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวปี2 นั้นนายจุรินทร์ให้ความสำคัญมากเพราะชาวนาเกิดปัญหาหลายสภาพเมื่อราคาข้าวไม่ถึงราคาเป้าหมายประกันรายได้จึงให้ติดตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องแทนชาวนาอย่างใกล้ชิดและรีบจ่ายเงินเป็นของขวัญปีใหม่ให้ชาวนาเหมือนเกษตรกรชาวสวนยาง ข้าวโพด มันสำปะหลัง ส่วนชาวสวนปาล์มนั้นปัจจุบันนี้ด้วยมาตรการเสริมของรัฐทำให้ปาล์มราคาดีมากทะลุเป้าหมายราคาประกันรายได้ไปมากแล้ว 
 
"สำหรับข้าว เราเริ่มจ่ายส่วนต่างมาร่วมเดือนแล้วโดยงวดที่1จ่ายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 จากนั้นทะยอยจ่ายทุกสัปดาห์ตามการอ้างอิงราคากลางและจ่ายหลังจากการเก็บเกี่ยวตามเวลาเก็บเกี่ยวที่ชาวนาแจ้งตอนลงทะเบียนไว้ จึงอยากให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับตัวอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะประกาศกระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ผลักดันนโยบายประกันรายได้และทำงานอย่างใส่ใจมาตลอดแม้บางจังหวะอาจมีปัญหาทางเทคนิคด้านงบประมาณบ้างแต่ก็ผลักดันการแก้ไขเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้รวดเร็วอย่างล่าสุดส่วนต่างข้าวงวดนี้เป็นงบประมาณตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 63 คือการอนุมัติให้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการจากที่อนุมัติไว้เบื้องต้น จำนวน 18,096 ล้านบาท เพิ่มเติมอีก 28,711 ล้านบาท รวมเป็น 46,807 ล้านบาท ดังนั้นสำหรับเกษตรกรที่แจ้งวันที่คาดว่าเก็บเกี่ยวในช่วงวันที่ 15 - 29 พ.ย.2563 หมายถึงงวดที่ 2 บางส่วน และงวดที่ 3 งวดที่4 ซึ่งตกค้างอยู่จำนวน 2.22 ล้านครัวเรือน ทางธ.ก.ส.รายงานว่าได้โอนให้ไปตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2563 แล้วจึงขอแจ้งย้ำให้ทราบว่า ธ.ก.ส.โอนเงินให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวเป็นเงินรวมจำนวน 20,218 ล้านบาทแล้ว ดังนั้นพี่น้องเกษตรกรชาวนาท่านใดยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีก็ให้ไปตรวจสอบบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ หรือ ธ.ก.ส.ใกล้บ้านได้เลย ส่วนเกษตรกรในงวดที่5 ก็สามารถตรวจสอบบัญชีได้หลังจากนี้ " นางมัลลิกา กล่าว 
 
ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุด้วยว่าหลังจากนี้อยากให้ชาวนาพัฒนาคุณภาพข้าวโดยเฉพาะให้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวเพราะมันเป็นมูลค่าเพิ่มและสืบเนื่องจากปีนี้ไทยเราได้รับรางวัลชนะเลิศ   World’s Best Rice Award 2020 ข้าวที่ดีที่สุดในโลกปี 2020 คือ ข้าวพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายน 2563 นี้ ยืนยันได้ว่าคุณภาพของข้าวไทยไม่เป็นรองใครในโลก ถ้าเราสามารถช่วยกันพัฒนาและเดินตามนโยบายของท่านรองนายกฯจุรินทร์ที่กำลังทำยุทธศาสตร์นโยบายข้าว รางวัลนี้จึงเป็นรูปธรรมของการประกาศยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563-2567 ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลแล้วมีการตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าใน 5 ปีนี้เราจะทำให้ไทยเป็นผู้นำการผลิต ผู้นำการตลาดข้าว และผู้นำผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก รางวัลนี้เป็นการยกระดับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพข้าวของไทยในตลาดโลก ส่งผลดีกับทั้งตัวเกษตรกรและการส่งออกข้าวของประเทศไทยต่อไปในอนาคตด้วย
กระตุ้นเศรษฐกิจภูเก็ต! จุรินทร์ ยกขบวนพาณิชย์ ลุยฟื้นช่วยเศรษฐกิจภูเก็ต กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศเต็มเหนี่ยว

 

11 ธ.ค.2563 เวลา 16.30 น.  นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “ธงฟ้า on the beach & Seafood festival หรอยริมเล @ป่าตอง" ณ บริเวณชายหาดป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์
อธิบดีกรมการค้าภายใน อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ พร้อมรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง นางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตพึ่งพาเศรษฐกิจขาเดียวคือการท่องเที่ยวทำให้กระทบมากในเรื่องเศรษกิจหดตัวและซ้ำกับโควิด-19 ถ้าเทียบกับจังหวัดรอบข้างพึ่งพา 2 ขาคือท่องเที่ยวและการเกษตรด้วย เมื่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศหายแต่ยังเหลือคนเที่ยวในประเทศ รัฐบาลเห็นใจอยากเปิดประเทศให้เร็วที่สุดแต่ต้องคำนึงถึงทั้งเรื่องสุขภาพและเศรษฐกิจไปด้วยต้องตอบโจทก์ทั้ง 2 ข้อ ดังนั้นเวลานี้จึงต้องกระตุ้นให้ไทยเที่ยวไทย โดยรัฐบาลมีนโยบายในการกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อให้ฟื้นจากผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ให้ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดที่พึ่งพาการท่องเที่ยว จากนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวให้ผู้ประกอบการ และชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น 
 
ในการนี้กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มีภารกิจสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและช่องทางการกระจายสินค้า สำหรับเกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน (OTOP) ผ่านการจัดกิจกรรมงานแสดงสินค้า ซึ่งในขณะเดียวกัน จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพดี ในราคาเป็นธรรมได้อีกด้วย จับมือกับหลายฝ่ายเพื่อต่อลมหายใจให้ชาวป่าตองและภูเก็ต 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้การจัดงาน “ธงฟ้า on the beach & Seafood festival หรอยริมเล @ป่าตอง” โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายและศักยภาพของประเทศข้างต้น มีสินค้าราคาย่อมเยามาขายให้ประชาชนเสริมไปด้วยในช่วง 3 วันคือ 11-13 ธ.ค. 2563 ซึ่งถือโอกาสดีที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้ไปร่วมซื้อหาสินค้าและลิ้มรสอาหารอร่อยและคุณภาพดี รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคราคาเป็นธรรมภายในงาน โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานอาหารทะเลมาแล้ว 5 ครั้ง ที่กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ภูเก็ต พังงา และสงขลา ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก
 
" สำหรับการจัดงานในวันนี้ ผมขอขอบคุณจังหวัดภูเก็ตที่อนุเคราะห์สถานที่จัดงาน เพื่อให้เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ค้า รวมถึงวิสาหกิจชุมชน (OTOP) นำสินค้าอาหารทะเล ผลไม้ อาหารท้องถิ่น และสินค้าอุปโภคบริโภค มาจำหน่ายให้แก่พี่น้องชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยว และขอบคุณนักช้อปทุกท่านที่มาอุดหนุนสินค้าและเลือกชิมอาหารรสเลิศในวันนี้ รวมทั้งขอบคุณกรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ที่ร่วมกันจัดงานในวันนี้ขึ้น และในโอกาสนี้ ขออวยพรให้การจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ บัดนี้ ถึงเวลาอันสมควรแล้ว ผมขอเปิดงาน “ธงฟ้า on the beach & Seafood festival หรอยริมเล @ป่าตอง” อย่างเป็นทางการ ขอบคุณครับ "
สนั่นพังงา! "จุรินทร์"เคาะจ่ายประกันรายได้ยางพาราทั่วประเทศวันนี้ ชาวสวนยาง"ยิ้มรับเงินส่วนต่างถ้วนหน้า" ทั้งบัตรเขียว-บัตรชมพู
 
 
 
11 ธ.ค.2563 เวลา 10.30 น.  นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน Kick off หรือกดปุ่มจ่ายโอนเงินส่วนต่างประกันรายได้ชาวสวนยางพาราปีที่ 2 ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบเรื่องที่นายจุรินทร์เสนอเรื่องเข้าจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรได้รับเงินส่วนต่างจะมีทั้งเกษตรกรชาวสวนยางที่ถือบัตรสีเขียวหรือผู้มีเอกสารสิทธิและที่ถือบัตรสีชมพูหรือเกษตรกรกลุ่มด้อยโอกาสที่แจ้งปลูก โดยผู้ถือบัตรสีเขียวมีประมาณ 9.6 แสนราย ส่วนผู้ถือบัตรสีชมพูจะมีประมาณ 3.4 แสนราย รวมแล้วจะมีเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้รับสิทธิเงินส่วนต่างประมาณ 1.3 ล้านรายทั่วประเทศ แต่ด้วยการประกาศราคาเกณฑ์กลางงวดนี้จะได้รับการชดเชย 2 ชนิดคือยางก้อนถ้วย น้ำยางสดเท่านั้น เพราะน้ำยางดิบได้ประโยชน์จากราคายางที่สูงทะลุราคาประกันรายได้ไปแล้ว 
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เกษตรกรชาวสวนยางพาราจะได้รับส่วนต่างพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งนายจุรินทร์ระบุว่าโครงการประกันรายได้เกิดจากนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าร่วมรัฐบาลและให้หลักประกันความมั่นคงทางอาชีพเกษตรกรและแถลงต่อรัฐสภามาแล้วและได้ดำเนินการสำเร็จมาแล้ว 1 ปีขณะนี้เดินหน้าปีที่2 โครงการนี้มีหลักคือถ้าราคายางตกต่ำเกษตรกรจะได้ส่วนต่างมาชดเชย เกษตรกรจะได้เงิน 2 กระเป๋านั่นเอง และการจ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 หรือประกันรายได้ยางพาราปี2 สำหรับโครงการดังกล่าวนี้ทั่วประเทศจะครอบคลุมเกษตรกรชาวสวนยางพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 18 ล้านไร่ โดยยึดหลักเกณฑ์เดิมตามโครงการระยะที่ 1 ประกันรายได้ยาง 3 ชนิด
 
คือ 1)ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม 2)น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม และ3)ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา 23 บาทต่อกิโลกรัม โดยกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ คือ ผลผลิตยางแห้ง (DRC 100%) จำนวนไม่เกิน 20 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และผลผลิตยางก้อนถ้วย (DRC 50%) จำนวนไม่เกิน 40 กิโลกรัม/ไร่/เดือน สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไปที่เปิดกรีดยางไปแล้วรายละไม่เกิน 25 ไร่ มีสัดส่วนแบ่งรายได้ระหว่างเจ้าของ 60% และคนกรีดยาง 40% ส่วนระยะเวลาโครงการ เดือนกันยายน 2563 – กันยายน 2564 
 
รายงานข่าวการยางแห่งประเทศไทย ระบุว่าสำหรับจังหวัดพังงา ข้อมูลโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดพังงาพื้นที่สวนยางทั้งหมด 734,430 ไร่ชาวสวนยางขึ้นทะเบียนและแจ้งพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทยจำนวน 34,095 รายเนื้อที่สวนยางบัตรสีเขียว 20,694 ราย พื้นที่ 302,904 ไร่ บัตรสีชมพู 13,401 รายพื้นที่ 214,509 ราย โดยเมื่อปีก่อนเกษตรกรชาวสวนยางได้รับเงินช่วยเหลือไปแล้วจำนวน 20,600 ราย ส่วนปีนี้โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่2 จ่ายเงินรอบที่หนึ่งในวันที่ 11 ธันวาคม 2563 เกษตรกรพังงาได้รับเงินช่วยเหลือ 16,421 ราย แบ่งเป็นบัตรเขียวจำนวน 13,652 ราย บัตรชมพูจำนวน 4179 รายแต่งวดนี้ชดเชยเฉพาะยางก้อนถ้วยและน้ำยางสดเนื่องจากราคายางแผ่นดิบสูงกว่าราคาประกัน
 
ด้านนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย ระบุว่า ส่วนมาตรการเสริมที่นายจุรินทร์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และดูแลกระทรวงเกษตรฯผลักดันให้รัฐบาลอนุมัติซึ่งเป็นมาตรการคู่ขนานที่เป็นปัจจัยกระตุ้นราคาที่สำคัญคือ 1. มาตรการกำกับดูแลด้านปริมาณ ผู้ประกอบกิจการยางที่มีปริมาณการรับซื้อตั้งแต่เดือนละ 5,000 กก.ขึ้นไป แจ้งปริมาณการซื้อ ปริมาณการจำหน่าย ปริมาณการใช้ไป ปริมาณคงเหลือ และ สถานที่เก็บสินค้ายางพารา ตลอดจนให้จัดทำบัญชีคุมรายวัน 2. ส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ ระหว่าง ต.ค. 62 - ก.ย. 65 3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อ 5 โครงการ คือ โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาจ่ายเงินกู้ 1 เม.ย. 63 - 31 มี.ค. 64 โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรเพื่อแปรรูปยางพารา วงเงิน 5,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 1 ก.ย. 57 - 31 ธ.ค. 67 โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยาง (ยางแห้ง) (20,000 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินงาน ม.ค. 63 – ธ.ค. 64 โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ ปี 59 – 69 โดยสนับสนุนวงเงินชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ อัตราร้อยละ 3 ไม่เกิน 600 ล้านบาท
จ่ายอีก! ส่วนต่างช่วยชาวนา จุรินทร์ ประกาศเกณฑ์กลางข้าวงวดที่ 5 พบข้าวหอมมะลิได้รับชดเชยสูงสุดกว่า 38,700 บาท ชาวนาได้โชคจากข้าวทั้ง 5 ชนิด

 

 
 
 
 
 
9 ธันวาคม 2563 เวลา 9.30 น.นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้แจ้งชาวนาหรือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกรณีประกาศกระทรวงพาณิชย์ล่าสุด ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 63 อนุมัติให้ปรับเพิ่มกรอบวงเงินโครงการจากที่อนุมัติไว้เบื้องต้น จำนวน 18,096 ล้านบาท เพิ่มเติมอีก 28,711 ล้านบาท เป็น 46,807 ล้านบาท 
 
ดังนั้นสำหรับเกษตรกรที่แจ้งวันที่คาดว่าเก็บเกี่ยวในช่วงวันที่ 15 - 29 พ.ย.2563  (งวดที่ 2 บางส่วน งวดที่ 3, 4) ซึ่งยังไม่ได้รับเงินชดเชย จำนวน 2.22 ล้านครัวเรือน ขอแจ้งให้ทราบว่า ธ.ก.ส.จะโอนเงินให้เกษตรกรกลุ่มดังกล่าวเป็นเงิน จำนวน 20,218 ล้านบาท ในวันนี้ คือ วันที่ 9 ธ.ค. 2563 
 
ส่วนงวด ที่ 5 จะโอนประมาณวันจันทร์ 14 ธันวาคม 2563 เนื่องจากประชุมอนุเกณฑ์กลางอ้างอิงประชุมเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 แล้ว ธ.ก.ส. จะโอนเงินใน 3 วันทำการหลังจากประชุม ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า  โดยประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2563 / 2564 งวดที่ 5 สำหรับเกษตรกรที่เก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 6 ธันวาคม 2563 ราคาเกณฑ์กลางต่อตันช่วงนี้คือ เข้าหอมมะลิ 12,232.86 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 11,726 .91 บาท ข้าวเปลือกเจ้า 9,189.93 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 10,079.73 บาทข้าวเปลือกเหนียว 11,213.54 บาท 
 
เนื่องจากข้าวเปลือกหอมมะลิ ประกันรายได้ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 2,767 บาท จึงได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 38,739 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ประกันรายได้ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 2,273 บาทได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 36,369 บาท ข้าวเปลือกเจ้า ประกันรายได้ตันละ 10,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 810 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 24,302 บาท ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ประกันรายได้ตันละ 11,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 920 บาท ได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 23,006 บาท และ ข้าวเหนียวประกันรายได้ตันละ 12,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ได้ส่วนต่างตันละ 786 บาท จะได้รับชดเชยสูงสุดครัวเรือนละ 12,583 บาท
 
" ทั้งนี้ชาวนาจะได้ส่วนต่างจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับปริมาณการแจ้งปลูกไว้ตอนขึ้นทะเบียนและการจ่ายก็ไม่เกินจำนวนตันที่รัฐระบุไว้  สำหรับงวดนี้มีเกษตรกรได้รับชดเชยตามข้อมูลที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 300,227 ครัวเรือน สำหรับประกันรายได้ชานนา หรือประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวปี 2 นี้นั้น เริ่มจ่ายส่วนต่างมาร่วมเดือนแล้ว โดยงวดที่1 จ่ายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 มาแล้วจากนั้นทะยอยจ่ายทุกสัปดาห์และเริ่มจ่ายหลังจากเก็บเกี่ยวตามเวลาเก็บเกี่ยวที่ไว้ " ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว
จ่ายแล้ว! จุรินทร์ เผย ครม.เห็นชอบ โอนเงินส่วนต่าง “ยางพารา” ทั้งบัตรเขียว-บัตรสีชมพู 1.3 ล้านรายทั่วประเทศ เริ่ม 11 ธ.ค. นี้
 
 
8 ธันวาคม 2563  เวลา 13.00 น. ที่ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
 
นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็น ประกันรายได้ยางพารา ซึ่งมีเกษตรกรได้สอบถามมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ว่าสำหรับผู้ถือบัตรสีชมพูจะสามารถได้รับเงินส่วนต่างหรือไม่นั้น วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ ซึ่งมีผลชัดเจนแล้วว่า ผู้ที่จะได้รับเงินส่วนต่างจะมีทั้งเกษตรกรชาวสวนยางที่ถือบัตรสีเขียว และที่ถือบัตรสีชมพูด้วย โดยผู้ถือบัตรสีเขียวมีประมาณ 9.6 แสนราย ส่วนผู้ถือบัตรสีชมพู จะมีประมาณ 3.4 แสนราย รวมแล้วจะมีเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้รับเงินส่วนต่างประมาณ 1.3 ล้านรายทั่วประเทศจากทุกภาค
 
การจ่ายเงินส่วนต่างจะแบ่งเป็น 6 งวด เดือนละ 1 งวด โดยจะเริ่มจ่ายเงินส่วนต่างงวดแรกในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ส่วนเงินส่วนต่างที่ได้มีการคำนวนออกมาสำหรับงวดแรกนั้นก็จะเป็นดังนี้ คือ น้ำยางข้น จะมีเงินส่วนต่าง กก.ละ 4.14 บาท ยางก้อนถ้วย ได้ กก.ละ 3.19 บาท ส่วนยางแผ่นดิบ จะไม่มีเงินส่วนต่างเพราะขณะนี้ราคายางแผ่นดิบทะลุเลย 60 บาทเลยเพดานประกันรายได้ไปแล้ว โดยราคาที่เป็นทางการเมื่อวานนี้ ยางแผ่นดิบชั้น 3 กก.ละ 65 บาท ชาวสวนได้ประโยชน์ 
 
สำหรับภาพรวมทั้งหมดของเงินส่วนต่างงวดแรกรวม 1,789 ล้านบาท ซึ่งราคายางในปัจจุบันถือว่ากระเตื้องดีขึ้นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว เพราะปีที่ผ่านมา ราคายางแผ่นดิบโดยเฉลี่ย กก.ละ 40 บาท แต่ช่วงเวลานี้มีราคาทรงตัวมาหลายสัปดาห์แล้ว โดยเพิ่มขึ้นเป็น กก.ละ 60 กว่าบาท ส่วนราคาน้ำยาง กก.ละ 55-57 บาท ยางก้อนถ้วยราคาวานนี้ กก.ละ 21.25 บาท บางช่วงมีราคา 22-23 บาท ซึ่งถือว่าราคายางในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก 
 
อย่างไรก็ตาม การยางแห่งประเทศไทยรายงานว่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะ Kick off จ่ายเงินส่วนต่างพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 11 ธันวาคม 2563 เวลา 10.30 น.โดยจะมีการจัดงานที่อำเภอท้ายเหมืองจังหวัดพังงา ด้วย ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นการรับรู้ประชาชนและเกษตรกรชาวสวนยาง
วันพ่อแห่งชาติ ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2563

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล  พิธีวางพานพุ่มและพิธีถวายบังคม และจุดเทียนมหามงคล เนื่องในวันคล้าย วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ  ณ ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2563

“จุรินทร์”ลุย นครศรีธรรมราช พัทลุง สั่ง รมต.และ ส.ส. ปชป.ระดมลงพื้นที่น้ำท่วมใต้ต่อเนื่อง เผยมูลนิธิ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ส่งถุงยังชีพเข้าพื้นที่แล้ว 20,000 ชุด

วันที่ 6 ธันวาคม 2563 เวลา 10.00 น. ที่ สนามบินหาดใหญ่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ประเด็นลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม

นายจุรินทร์กล่าวว่า วันนี้ผมมาในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเยี่ยมพื้นที่น้ำท่วมเพราะพี่น้องประชาชนชาวภาคใต้หลายจังหวัดประสบภัยน้ำท่วมและได้รับความเดือดร้อนมาก สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการกำชับให้บุคลากรของพรรคทั้ง 2 ส่วนทั้งส่วนที่อยู่ในคณะรัฐบาลเช่น รัฐมนตรีต่างๆได้ลงพื้นที่ไปตรวจเยี่ยมพื้นที่และขณะเดียวกันก็ไปร่วมแก้ปัญหาและส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชน ก่อนหน้านี้ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านถาวร เสนเนียม ได้ลงพื้นที่ไปก่อนหน้านี้หลายวัน วันนี้ได้มีโอกาสมาลงพื้นที่พบปะกับผู้ประสบภัยและเป็นกำลังใจให้ รวมทั้งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่จังหวัดพัทลุงและนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุงไปที่อำเภอกงหรา อำเภอเมืองและพื้นที่อื่นๆ จังหวัดนครศรีธรรมราชไปที่อำเภอทุ่งสงและพื้นที่อื่นๆ สำหรับสิ่งของที่จะมอบได้นำถุงยังชีพจากมูลนิธิหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ประมาณ 5,000 ชุด ก่อนหน้านี้มูลนิธิหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ได้จัดถุงยังชีพไปแล้ว 15,000 ชุดให้ผู้แทนราษฎรของพรรคไปช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยในพื้นที่จนถึงขณะนี้จัดไปแล้ว 20,000 ชุด พรรคจะกำชับให้รัฐมนตรีของพรรคกับผู้แทนราษฎรของพรรคได้ลงพื้นให้ช่วยพี่น้องประชาชนซึ่งได้ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้วและดำเนินการต่อไปโดยต่อเนื่องจนกว่าทุกข์ของพี่น้องชาวใต้จะหมดสิ้นไป

จุรินทร์ นำ พาณิชย์ จับมือ ยุติธรรม ลุยระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญายุคใหม่ใช้ "ไกล่เกลี่ยออนไลน์"

7 ธันวาคม 2563 เวลา 9.30 น.

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กับ สถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนากระบวนการระงับข้อผิดพลาดด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นสักขีพยานทั้งนี้เป็นความร่วมมือในการพัฒนาระบบระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ หรือ Online Dispute Resolution ( ODR ) ความร่วมมือนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกกับผู้ประกอบการในการไกล่เกลียข้อพิพาทและลดจำนวนคดีขึ้นสู่ศาล

โดยนายจุรินทร์ กล่าวให้นโยบายว่า ทรัพย์สินทางปัญญาถือว่ามีความสำคัญมีบทบาทในการพัฒนาการค้าทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์และบริการสร้างมูลค่าเพิ่มและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจมาตลอดโดยต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับในกระบวนการเศรษฐกิจของโลกแต่เกิดการละเมิดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่สุจริต เกิดข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมามากขึ้นในเชิงปริมาณโดยต่อเนื่องและมีการนำคดีข้อพิพาทต่างๆขึ้นสู่ศาลทรัพย์สินทางปัญญา ดังนั้นเพื่อไม่ให้คดีทรัพย์สินทางปัญญาเข้าศาลมากโดยไม่จำเป็นกรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงได้นำกระบวนการอนุญาโตตุลาการและกระบวนการไกล่เกลี่ยละงับข้อพิพาทมาใช้ ในช่วง 18 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดผลทำให้การเจรจาตกลงนั้นเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็วและเป็นที่ยอมรับของผู้พิพาทและเป็นกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับของกระบวนการทรัพย์สินทางปัญญาของโลก

กระทรวงพาณิชย์จึงปรับใช้ออนไลน์ซึ่งเป็นนโยบายเพื่อการลดขั้นตอนใช้เวลาให้สั้นที่สุดสำหรับประชาชนที่มารับบริการจากรัฐ เป็นการตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคสังคมดิจิทัล และที่ผ่านมากรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ รับเรื่องข้อพิพาทของประชาชนทั้งหมด 621 เรื่อง สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการเข้ามาให้บริการแก่ประชาชนสำเร็จ 331 เรื่องคิดเป็น 54% ของข้อพิพาททั้งหมด และนับจากนี้ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการนำระบบออนไลน์มาปรับใช้ในการระงับข้อพิพาททั้งนี้เพื่อปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพและทันสมัยทันใจประชาชนมากขึ้น ซึ่งข้อตกลงผ่านระบบออนไลน์จะทำให้ประชาชนได้รับบริการอย่างสะดวกรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการเผชิญหน้าของคู่กรณี

ด้านนายสมศักดิ์  กล่าวว่า ระบบระงับข้อพิพาทออนไลน์เป็นระบบการระงับข้อพิพาทสมัยใหม่ที่ทําให้การระงับ ข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ทําให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาสามารถเข้าถึงกระบวนการระงับข้อพิพาทได้โดยง่าย สะดวกเพราะสามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา และยังประหยัดค่าใช้จ่าย อีกทั้งประหยัดเวลาในการเดินทางอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าระบบการระงับข้อพิพาทออนไลน์สามารถให้บริการแก่ประชาชนได้เป็นอย่างดีและยังแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองต่อนโยบาย 4.0 ของรัฐบาลที่ให้ความสําคัญกับการพัฒนาและการนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ด้านธุรกิจการค้าและการลงทุน และเมื่อโลกเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางความคิดในทุกภาคส่วนจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะภาครัฐที่จะมีการนําเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้เป็นเครื่องมือที่สําคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ

" ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่เห็นถึงความสําคัญของระบบการระงับข้อพิพาทออนไลน์ และหวังว่าระบบระงับข้อพิพาทดังกล่าวจะช่วยให้การบริการแก่ประชาชนของกรมทรัพย์สินทางปัญญามีความสะดวก รวดเร็ว มีความทันสมัยและสามารถส่งเสริมให้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย เจริญก้าวหน้าต่อไป " นายสมศักดิ์ กล่าว

และรายงานจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ทั้งนี้ประชาชนสามารถเข้ารับบริการได้นับแต่เดือน มกราคม 2564 เป็นต้นไปซึ่งนายจุรินทร์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มอบเป็นของขวัญปีใหม่จากกระทรวงพาณิชย์ให้แก่ประชาชน โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://thac.go.th และสามารถศึกษาขั้นตอนการดำเนินการได้ที่เว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา www.ipthailand.go.th

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล “Digital Government Awards 2020” ประจำปี 2563

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563  ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ ชั้น 3 สโมสรทหารบก วิภาวดีฯ กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงาน ที่ได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้ได้รับโล่รางวัลรัฐบาลดิจิทัลระดับหน่วยงาน โดยนางเดือนเพ็ญ กรองมาลัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้แทนกระทรวงฯ เข้ารับมอบรางวัล พร้อมทั้งร่วมออกบูธนิทรรศการเพื่อแสดงผลงานด้านรัฐบาลดิจิทัลที่โดดเด่นของกระทรวงพาณิชย์