ภาพกิจกรรม
ภาพกิจกรรม
รองนายกฯ "จุรินทร์ " นำกระทรวงพาณิชย์ลุยตรวจราคาเนื้อหมูเชียงใหม่ พร้อมสั่ง พาณิชย์ทุกจังหวัด ติดตามช่วยประชาชน

วันที่ 1สิงหาคม 2563เวลา 17.00น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายประเสริฐ ฝ่ายชาวนา พาณิชย์ จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจเยี่ยมโครงการลดราคาเนื้อหมูเพื่อทำตลาด  ช่วยประชาชน  ที่ร้านชัยพัฒนาฟาร์ม อำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่

นายจุรินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาเนื้อหมูขายปลีกได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบก็พบว่าในช่วงระยะเวลาไม่กี่วันมานี้ราคาหย่อนลงมาแล้วจากที่ตึงมากในช่วง1-2สัปดาห์ ก่อน เพราะว่ามีบางพื้นที่ราคาหมูเนื้อแดงขึ้นไปสูงถึง 170บาทต่อกิโลกรัมถือว่าสูงเกินเหตุอย่างไรก็ตามจากมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงสัปดาห์ที่แล้วช่วยให้สถานการณ์ราคาขายปลีก ถูกลงในหลายพื้นที่หลายจังหวัดแม้จะไม่ทั้งหมด และมาตรการที่กำหนดไว้ก็คือร่วมมือกันระหว่างสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกับโรงเชือดหรือโรงชำแหละรวมทั้งร้านโมเดิร์นเทรดและห้างค้าปลีกและเขียงหมูที่จำหน่ายในตลาดนัดตลาดสดทั่วไป ได้กำหนดเป็นเกณฑ์ร่วมกันว่าราคาหมูหน้าฟาร์มจะไม่ให้เกินกิโลกรัมละ 80บาท ส่วนออกจากโรงชำแหละไม่ควรเกิน 94บาทถึง 95บาท เพื่อที่จะให้เขียงหมูขายหมูเนื้อแดงได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 150บาท

ขณะนี้ในหลายจังหวัดหลายพื้นที่สามารถคุมระดับราคานี้ได้ แม้จะมีส่วนเกินไปบ้างในบางพื้นที่ เป็นหน้าที่ของพาณิชย์จังหวัดที่จะต้องเข้าไปดูแลและประสานงานควบคุมจัดการว่าทำอย่างไร ที่จะให้กระบวนการทั้งหมดสามารถปรับลดราคาลงมาอยู่ในราคาไม่เกิน 150บาท นอกจากนั้น ได้มีมาตรการเพิ่มเติมกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับห้างโมเดิร์นเทรดและสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติรวมทั้งหน่วยงานอื่นๆในการที่จะจัดจุดจำหน่ายหมูราคาถูก เช่น ที่นี่ ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะหมูเนื้อแดงให้จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 130บาท ขณะนี้ได้รับความร่วมมือสำหรับห้างแม็คโครทั่วทั้งประเทศทุกสาขาขายหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130บาท ท็อปส์ 130บาท ร้านซุปเปอร์ชีฟซึ่งมีอยู่ในภาคใต้หลายจังหวัดก็ 130บาท

ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้พาณิชย์จังหวัดได้ประสานกับสมาคมผู้เลี้ยงหมูภาคเหนือและภาคส่วนต่างๆสามารถจำหน่ายได้ 32 จุด โดยสังเกตจะมีป้ายพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน สามารถขายหมูเนื้อแดงได้กิโลกรัมละ 130 บาท ส่วนหมูชนิดอื่นๆก็จะราคาสูงต่ำต่างกัน เป็นไปตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ และกรมการค้าภายในโดยท่านอธิบดี วิชัย โภชนะกิจ ก็จะประสานห้างโมเดิร์นเทรดและหน่วยงานอื่นๆ ที่จะเพิ่มจุดจำหน่ายในราคา 130 บาทเพิ่มขึ้นอีกในสัปดาห์นี้และสัปดาห์ถัดไป  แล้วจะประชาสัมพันธ์ให้ได้รับทราบต่อไป

จุรินทร์ ลุย ไร่มะเขือเทศ อมก๋อย-เชียงใหม่ เน้นสัญญาซื้อขายจริงและหาตลาดเพิ่มอีก เน้นอมก๋อยโมเดล ให้เกษตร -พาณิชย์ทุกจังหวัด หาตลาดล่วงหน้าสินค้าเกษตร

1 สิงหาคม 2563 14.00 น. ที่อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เวลา 14.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะเกษตรจังหวัดพาณิชย์จังหวัด และผู้ประกอบการซึ่งร่วมเซ็นสัญญาซื้อขายมะเขือเทศ  ลงแปลงไร่มะเขือเทศ  ชาวบ้านพี่น้องชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง  ตรวจเยี่ยมผลผลิตและการทำเกษตรพื้นที่สูงซึ่งเป็นไร่ผสมแบบผสานขั้นบันได  โดยด้านล่างจะเป็นนาดอย  ส่วนใหญ่ประชาชนชาวกะเหรี่ยงจะมีไว้เพื่อปลูกข้าวสำหรับกินเองในครัวเรือน ทั้งปี  ส่วนรายได้จะเก็บเกี่ยวจากการขายผลผลิตมะเขือเทศ 

 นายลอยพอ สุริยะบุปผา  สจ.จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรชาวไร่มะเขือเทศ  ได้นำรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปลงพื้นที่เกษตรกรหนึ่งในชาวไร่อมก๋อย  ที่ได้เข้าร่วมโครงการเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้าเกษตรอำเภอ อมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่  นายลอยพอ กล่าวว่า เกษตรกรยอมรับว่าหากไม่มีส่งการเชื่อมโยงของกระทรวงพาณิชย์นี้จะทำให้ไม่มีตลาดทันท่วงทีกับผลผลิตที่สุกผลร่วงแล้วจะทำให้ราคาตกต่ำ แต่โครงการของนายจุรินทร์ตามรูปแบบ  "อมก๋อยโมเดล"นั้นจะช่วยเกษตรกรให้เก็บผลผลิตเพื่อเข้าตลาดสด   เช่น ตลาดไท  จังหวัดปทุมธานี ตลาดล้านเมือง  จังหวัดเชียงราย  เป็นต้น   ทั้งนี้เกษตรกรจะต้องเก็บผลผลิตก่อนสุกร่วง  ซึ่งตามราคาที่มีการเซ็นสัญญาซื้อขายวันนี้จะอยู่ที่  ลูกใหญ่เบอร์หนึ่งราคา  34 บาทมือสอง 32 บาทเบอร์สาม 20 บาท  ผู้ซื้อคือบริษัทหุ่นวิจิตรการเกษตรแอนด์ฟู๊ดจำกัด จังหวัดปทุมธานี  บริษัทมาตาโปรดักส์ จำกัด จังหวัดเชียงใหม่  บริษัทเจียงฮายมาร์เก็ต จำกัด  (ตลาดล้านเมือง ) จังหวัดเชียงราย เหล่านี้จะ  รับซื้อตามราคาเซ็นสัญญา  ส่วนอีกรายคือบริษัทรอแยลฟู้ด จำกัด (ตราสามแม่ครัว) จังหวัดเชียงใหม่  สำหรับตราสามแม่ครัวนั้นจะรองรับซื้อผลสุกร่วง ไปแล้ว น้ำหนักจะมากกว่าและการรับซื้อจะใช้อีกราคาหนึ่งเป็นกลไก เสริม อย่างไรก็ตามสำหรับการเซ็นสัญญาวันนี้จะมีการรับมะเขือเทศทันทีปริมาณ 2300 ตัน มูลค่า 55 ล้านบาท

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า นายจุรินทร์ให้กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในงรวมทั้งพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้าโมเดลนี้หาตลาดเพิ่มเติม  ให้กับเกษตรกร ขณะเดียวกันในส่วนของผลผลิตการเกษตรในพื้นที่จังหวัดอื่นก็ให้ใช้  รูปแบบเดียวกันกับ  "อมก๋อยโมเดล" นี้ ทั้งนี้ให้พาณิชย์ทุกจังหวัด และเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด สำรวจพืชผลการเกษตรในพื้นที่ตนเอง แล้วประสานผู้ประกอบการทำการเชื่อมโยงการซื้อขายสินค้านอกเหนือจากนั้นก็ให้ประสานกระทรวงพาณิชย์ผ่านกรมการค้าภายในเพื่อนำมาตรการเสริมเข้าดูแล  ไม่ให้เกษตรกรเกิดความเดือดร้อน

กลุ่มชาติพันธุ์ยิ้มร่า! จุรินทร์ ประกาศ "อมก๋อยโมเดล" หาตลาดให้สินค้าเกษตรบนดอย นำเอกชนผู้ซื้อ MOU มะเขือเทศ-กะหล่ำปลี-บุก-ฟักทอง

 

วันที่ 1สิงหาคม 2563เวลา 10.00น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  และคณะกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ พบปะและร่วมรับฟังปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง  ณ หอประชุมที่ว่าการอําเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นสักขีพยานลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนสินค้าทางการเกษตร (มะเขือเทศ ผัก และ บุก) มอบถุงยังชีพบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน และปรุงอาหารมอบข้าว กล่องให้แก่พี่น้องประชาชน ติดตามโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 4 (พิเศษ)

นายจุรินทร์ ใช้โอกาสนี้พบปะประชาชนชาติพันธุ์กว่า 2000คน  และกล่าวว่า ดีใจที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมพี่น้องชาวอมก๋อยได้ และทราบจากท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่บอกว่าอมก๋อยไม่ค่อยได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในคณะรัฐบาล ซึ่งล่าสุดปี 2547ผ่านมา 17ปีแล้ว วันนี้ขอทำหน้าที่แทนรัฐบาลและแทนกระทรวงพาณิชย์ มาเยี่ยมพี่น้องที่นี่ มาช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้หาคนรับซื้อพืชเกษตร 5ตัวให้กับพี่น้องคือ มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ฟักทอง พริกและบุก เพื่อให้พี่น้องมีหลักประกันว่าต่อไปนี้เค้าจะมารับซื้อในราคาขั้นต่ำว่าไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละเท่าไร โดยมีพรรคพวกของพี่น้องเองเป็นผู้รวบรวมผลผลิตอาจจะเรียกว่าสหกรณ์หรือกลุ่มสหกรณ์เป็นต้นรวมตัวกันรวมตัวกันและขายให้กับผู้รับซื้อที่กระทรวงพาณิชย์นำมาซื้อโดยให้ทำสัญญากันเลยโดยวันนี้จะมีการเซ็นสัญญา 10สัญญาและตัวแทนเกษตรกรของพี่น้องที่จะมาเซ็นสัญญาจะไปรวบรวมผลผลิตจากพี่น้องตามราคาที่เซ็นสัญญาพี่น้องก็จะมีหลักประกันในการขายผลผลิตทางการเกษตรในราคาที่เป็นธรรมและแน่นอนชัดเจนขึ้น

นายจุรินทร์ระบุว่า เมื่อวานนี้มีโอกาสมานั่งคุยกับพวกเราที่ใต้ต้นมะเดื่อ 30 - 40คน รับทราบว่าพี่น้องที่นี่ปลูกมะเขือเทศมีปัญหามากเพราะว่าเวลาที่น้องปลูกมะเขือเสร็จ ส่งไปขายเป็นเดือนแล้วยังไม่รู้ว่ามะเขือเทศได้กิโลกรัมละกี่บาทจะมารู้ที่หลังซึ่งไม่ยุติธรรมดังนั้นต่อไปนี้การรับซื้อมะเขือเทศจะต้องปิดป้ายราคารับซื้อไว้ให้ชัดเจนทุกวัน ตนจะมอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าภายในลงนามกำหนดว่าการลงรับซื้อมะเขือเทศต้องประกาศปิดป้ายราคา

และวันนี้ตนพาผู้ซื้อมาเซ็นสัญญา มะเขือเทศ กำหนดราคาว่าเบอร์หนึ่งให้รับซื้อกิโลกรัมละ 34บาท เบอร์สอง 32บาท เบอร์สาม 20บาท แต่จะมาเซ็นสัญญา 3เดือนก่อน ตั้งแต่สิงหาคม-ตุลาคม แล้วจะมาเซ็นสัญญารับซื้อ 2,300ตัน โดยผู้ที่รวบรวมเซ็นสัญญาจะต้องไปกระจายแบ่งกันไป กับผู้ปลูกมะเขือเทศที่ลงทะเบียน พี่น้องต้องมาลงทะเบียนจะได้มีชื่ออยู่ในระบบ มอบหมายให้นายอำเภอและเกษตรจังหวัดรวมทั้งพาณิชย์จังหวัดได้ไปจัดจุดบริการให้ทุกตำบล และจะแจ้งว่าไปตำบลที่ไหนอย่างไรจึงให้พี่น้องไปขึ้นทะเบียนเพราะถ้าไม่ขึ้นทะเบียนรัฐบาลจะไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร

สำหรับกะหล่ำปลี มีผู้รวบรวมโดยกำหนดราคานอกฤดูคือตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ กิโลกรัมละ 12บาท ส่วนในฤดูมีนาคมถึงกันยายน กิโลกรัมละ 5บาท ส่วนฟักทองจะรับซื้อ 6,000ตันโดยกำหนดราคาไว้ที่กิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 11บาทตลอดปี สำหรับฟักทองขนาด 2-3กิโลกรัมต่อหัว ตามมาตรฐานที่กำหนด และบุกจะมารับซื้อเซ็นสัญญาวันนี้โดยกำหนดว่าจะรับซื้อ 6,000ตันกิโลกรัมละ 25บาทตลอดปี

" พี่น้องปลูกบุกได้แต่อย่าทำผิดกฎหมายอย่าบุกรุกป่า อย่าตัดไม้ทำลายป่า จะทำให้พื้นที่ป่าเสียหายเพราะป่าคือบ้านของพวกเราทุกคน ถ้าป่าหมดสุดท้ายบ้านเราก็จะกลายเป็นบ้านหัวโล้น คนที่ได้รับผลกระทบที่สุดคือรุ่นลูก รุ่นหลานเรา เราต้องช่วยกันแต่ถ้าเราปลูกพืชเกษตรบนที่ดินที่ถูกต้องเหมาะสมเราจะมีโอกาสขายราคาดี ผมจะเป็นคนหนึ่งที่ช่วยพี่น้องกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรมาช่วยพี่น้องต่อไป" นายจุรินทร์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีกว่าด้วยว่า ได้นำโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนมาลดราคาขายของให้พี่น้องด้วยใครพกตังค์มาก็ไปซื้อได้ ราคาสินค้าจะถูกเป็นพิเศษที่ถูกมากที่สุดมี 5ตัวคือ 1.ไข่ไก่ฟองละ 2บาท 2.น้ำมันพืชขวดละ 30บาท 3.น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20บาท 4.ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10บาท 5.ข้าวสาร 5กิโลกรัม 95บาทต่อถุง

และมีเนื้อหมูราคาพิเศษมาขายด้วย หมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130บาท พร้อมจะจะมีของยังชีพมามอบให้กับพี่น้องที่มาทุกคนโดยประกอบด้วย 1.ผ้าห่มจากบริษัทไทยเบฟ 2.ไข่ไก่คนละหนึ่งแผงมี 30ฟอง3.น้ำตาลทรายคนละ 1กิโลกรัม 4.น้ำมันพืชยี่ห้อมรกตคนละหนึ่งขวดเป็นต้น

" ต่อไปจะเป็น “อมก๋อยโมเดล”เพื่อที่จะนำไปใช้ต่อไป เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าพี่น้องจะนำสินค้าไปขายได้ดีขึ้นและมีราคาที่พี่น้องคาดหวังได้ชัดเจนขึ้น คำนวณรายได้รายจ่ายของพี่น้องในการปรับปรุงชีวิตได้ชัดเจนเป็นขึ้น หวังว่าตัวแทนทั้งสองฝ่ายจะซื่อตรงต่อกันและปฏิบัติตามสัญญาที่ลงนามไว้ ถือเป็นการลงนามตามกฏหมายซึ่งผูกพันทั้งสองฝ่ายขอแสดงความยินดีกับพี่น้องทุกคน" นายจุรินทร์ กล่าว

ทางด้านนายลอยพอ สุริยะบุปผา สมาชิกสภาจังหวัดเชียงใหม่  เป็นตัวแทนประชาชนกล่าวขอบคุณ พร้อมบอกว่าเป็นเวลาที่ยาวนานที่ผู้บริหารระดับสูงของ ประเทศขึ้นมาบนดอยอมก๋อยจึงเป็นที่ตื้นต้นใจมาก และต้องขอบคุณน้ำใจจากรัฐบาลและรองนายกฯจุรินทร์ที่ทำงานจริงจังและนำการซื้อขายให้เกิดขึ้นจริงด้วยการช่วยหาตลาดให้เกษตรกรพื้นที่สูง และที่ประทับใจมากคือเมื่อไปพบเพื่อร้องเรียนแล้วทางรองนายกฯได้เดินทางขึ้นมาช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ

“จุรินทร์” ปลื้ม “ศิลปาชีพทอใจ วิถีใหม่ ใต้ร่มพระบารมี” ยอดขายวันเดียว 20 ล้านบาท
 
วันที่ 2 สิงหาคม 2563 เวลา 14.00 น. ที่อาคารแสดงสินค้าอิมแพ็ค ฮอลล์ 5-7 เมืองทองธานี
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน “ศิลปาชีพทอใจ วิถีใหม่ ใต้ร่มพระบารมี”
 
นายจุรินทร์ กล่าวภายหลังการเปิดงานว่า งานในวันนี้ถือว่าเป็นงานสำคัญของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศซึ่งเป็นองค์การมหาชนภายใต้สังกัดของกระทรวงพาณิชย์ที่รับผิดชอบในเรื่องของการตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศิลปสชีพ ซึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้ทรงริเริ่มไว้ในรูปของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพตั้งแต่ปี 2519 
 
ซึ่งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ มีหน้าที่เข้ามาดูแลเรื่องการตลาดทั้ง ในประเทศและต่างประเทศ วันนี้เป็นการจัดงานใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศขึ้นมา ถือเป็นงานใหญ่งานแรกภายใต้สถานการณ์โควิด แต่งานจัดในรูปแบบ social distancing เต็มรูปแบบ  โดยมีไฮไลท์คือการแสดงของงานศิลปาชีพชิ้นเอกสำคัญครบถ้วนทั้งหมดรวมทั้งการนำงานชิ้นสำคัญมาประมูลเพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มาประมูลและมีการนำดีไซน์เนอร์จากต่างประเทศกว่า 60 ประเทศมาใช้ผ้าวัสดุของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ซึ่งผู้อำนวยการรายงานว่าจากนี้ไปทางดีไซเนอร์ทั้ง 60 ท่านนี้จะทำหน้าที่เหมือนเป็นทูตของศิลปาชีพ ในแต่ละประเทศในการช่วยเผยแพร่งานศิลปะชีพและอาจจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายการตลาดให้กับศูนย์ศิลปาชีพด้วย
เพื่อที่จะให้งานศิลปาชีพนั้นเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้นในตลาดต่างประเทศและจะขยายต่อไปในอนาคต
 
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้เป็นการจัดงานในช่วงวันที่ 1-5 สิงหาคม โดยจัดตั้งแต่ 10.00 - 22.00 น.ของทุกวันโดยตั้งเป้าหมายว่ายอดขายไม่ต่ำกว่า40 ล้านบาท แต่รายงานเมื่อสักครู่เพียงวันแรกได้ถึง 20 ล้านบาทแล้ว คาดว่าจะได้ยอดขายมากกว่านั้นมาก คงบรรลุเป้าหมายทางการตลาด ซึ่งถ้าการจัดงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จก็จะได้มีการจัดให้ถี่ขึ้น เพราะเราต้องการให้งานของศิลปาชีพกระจายไปทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ
 
 “ขอถือโอกาสนี้เชิญชวนพี่น้อง ประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มาร่วมชมกันตั้งแต่วันที่ 1-5 สิงหาคม 2563” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร พัฒนานักบริหารการพาณิชย์ระดับสูง (พ.นพส.) รุ่นที่ 1

นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร พัฒนานักบริหารการพาณิชย์ระดับสูง (พ.นพส.) รุ่นที่ 1  ณ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563

จุรินทร์ ลงพื้นที่ ราชบุรี ช่วยผู้พิการ-ผู้ป่วยติดเตียง เดินหน้า 4 มาตรการ ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

 

วันที่ 14มิถุนายน 2563เวลา  10.30น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบปะเยี่ยมเยียนและมอบเครื่องอุปโภคบริโภค ให้กับพี่น้องประชาชน ที่ วัดอัมพวนาราม (วัดดงมะม่วง) อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยมี ส.ส.ราชบุรี อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ มิสแกรนด์ ราชบุรี นางสาวภัทราพร ไล้ปรีดา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายชยาวุธ จันทร ร่วมคณะ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ในฐานะผู้ประสานงานการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ กล่าวว่า วันนี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มาเยี่ยมเยียนพี่น้องกลุ่มเปราะบาง ผู้พิการในตำบลสวนกล้วย อำเภอบ้านโป่ง มารับถุงยังชีพที่ได้รับการสนับสนุนจากห้างแม็คโครและซีพี นำเครื่องอุปโภคบริโภคมามอบให้กับกลุ่มเปราะบาง  กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง กลุ่มผู้พิการซึ่งเป็นกลุ่มพิเศษที่จะต้องได้รับโอกาสจากทางสังคม เพื่อเป็นกำลังใจในภาวะวิกฤติที่เราได้ฝ่าวิกฤตินี้ไปด้วยกัน ทางรัฐบาลนั้นได้นำพาพี่น้องประชาชนก้าวข้ามวิกฤตนี้สามารถระงับยับยั้งการแพ่รระบาดของโรคไวรัสได้เป็นอย่างดี

"ในนามตัวแทนของพี่น้องราชบุรีขอขอบคุณทางรัฐบาล ในการแก้ปัญหาวิกฤติไวรัสโคโรนาให้พี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยจากการแพ่รระบาดในครั้งนี้ ท่านจุรินทร์ก็กำกับดูแลกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลปากท้องของพี่น้องประชาชนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนได้เป็นอย่างดี ได้ผลักดันราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำมาเป็นเวลาหลายปี

พี่น้องกลุ่มเกษตรกรที่รอการแก้ไขปัญหาจากทางรัฐบาล วันนี้สินค้าเกษตรหลายตัวภายใต้การบริหารงานของคณะรองนายกรัฐมนตรีจุรินทร์ได้สูงขึ้นเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชน และยังได้ให้เงินเยียวยาให้กับพี่น้องกลุ่มเปราะบางไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ที่เป็นผู้พิการ กลุ่มเด็กแรกเกิด ขอขอบพระคุณรัฐบาลและท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขอเป็นตัวแทนพี่น้องราชบุรีเขตสี่ขอบคุณท่านมา ณ โอกาสนี้ " นายอัครเดช กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อประชาชนว่าเป็นโอกาสดีมากที่ได้  ส.ส. มีคุณภาพมาดูแลทั้งงานสภา งานพรรค และงานพื้นที่ เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพมาก  สำหรับการสัญจรพบพี่น้องประชาชนในนามของตนนั้นเนื่องจากประเทศเจอสภาวะวิกฤตสิ่งใดที่สามารถช่วยบรรเทาทุกข์ประชาชนได้ก็จะทำอย่างเต็มที่   นอกเหนือจากการบริหารนโยบาย  ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าการดูแลจ่ายชดเชยเยียวยาประชาชนเนื่องจากโรคระบาด โควิด-19และเร่งรัดโครงการที่จะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่ม ทางด้านเกษตรกรนั้น ก็จะเดินหน้าโครงการประกันรายได้ต่อไปพร้อมทั้งดูแลราคาพืชผลการเกษตร และเูแลจ่ายเงินรับเยียวยาให้ด้วยเช่นกัน   และว่าจังหวัดราชบุรี  ทุกอำเภอเป็นหนึ่งในจำนวน 878อำเภอที่กระทรวงพาณิชย์ใช้โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ทั้งเพื่อบรรเทาทุกข์ และลดค่าของชีพประชาชนจึงเชิญชวนพี่น้องประชาชนให้คอยติดตามเพราะล้วนมีสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันจะได้ไม่ต้องซื้อแพง  หมดนี้จากความห่วงใยของรัฐบาล 

" ผมเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ และที่ผ่านมาได้มีมติหลายเรื่องช่วยคนพิการ เช่น 1.เอาเงินกองทุนผู้พิการให้โดยตรงกับผู้พิการคนละ 1,000บาทขณะนี้กำลังทยอยโอนเข้าบัญชีให้เป็นพิเศษ แต่จ่ายครั้งเดียวจากกองทุน 2.เพิ่มเบี้ยยังชีพผู้พิการจาก 800บาทเป็น 1,000บาท สำหรับผู้ที่มีบัตรและสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตร เด็กอายุต่ำกว่า 18ปีจะเพิ่มจาก 800บาทเป็น 1,000บาทเช่นเดียวกันทุกคนทั่วประเทศ 3.ผู้พิการคนไหนที่เป็นหนี้กองทุนผู้พิการก็จะพักหนี้ให้เป็นเวลาหนึ่งปี และอันสุดท้าย4.ผู้พิการท่านใดต้องการประกอบอาชีพ แต่ไม่มีเงินทุน ได้จัดเงินกู้ให้ไม่เกินคนละ 10,000บาท โดยปลอดดอกและสามารถชำระคืนได้ถึงห้าปีและไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

เรื่องเงินเยียวยาเกษตรกร จะมีเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร เฉลิมชัย ศรีอ่อน ก็ได้ดำเนินการโอนให้กับพี่น้องไปแล้วด้วยความรวดเร็วรวมทั้งกลุ่มเปราะบางอย่างพวกเราหลายคน จะได้รับเงินเยียวยาเดือนละ 5,000 เป็นเวลาสามเดือนเช่นเดียวกัน โดยจะมีกระบวนการคัดกรอง ถ้าใครยังไม่ขึ้นทะเบียนก็ไปดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการ " นายจุรินทร์กล่าว

จุรินทร์ จับมือ เฉลิมชัย นำ กระทรวงพาณิชย์-กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด " เดินหน้ายุทธศาสตร์ "ตลาดนำการผลิต" ลุยนำสินค้าเกษตรบุกตลาดโลก พาเกษตรกรก้ามข้ามความยากจน
 
 
วันที่ 10 มิถุนายน 2563 
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รอง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นำ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือสร้างประเทศเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มจีดีพีประเทศ และเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งทั้ง 2 กระทรวงมีพันธกิจร่วมกัน คือ สร้าง Single Big Data ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน สร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด
 
โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  จะนำกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภายใต้นิยาม"พาณิชย์ทันสมัย" นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำ สร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ ขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีและการค้าออนไลน์ สร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้น ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทย โดยมุ่งไปทั้งตลาดในประเทศและต่าง ประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนจังหวัดประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ผู้ประกอบการในจังหวัด
ด้านตลาดต่างประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนประเทศประกอบด้วยทูตพาณิชย์กับผู้ส่งออกภาคเอกชน มีช่องทางการตลาด คือ ออนไลน์ (แพลตฟอร์มรายการสินค้าเพื่อรองรับนิวนอร์มอล) ออฟไลน์ (โมเดิร์นเทรด ,สมาร์ทโชวห่วย ,ธงฟ้า ,โมบายมาร์เก็ต ,โมบาย ,รถพุ่มพวง,คาราวาน ,ตลาดต่างๆ,ตลาดกลาง ,ตลาดสด) คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (ทำเกษตรพันธสัญญา)เคาน์เตอร์เทรด (สร้างเวทีสร้างจับคู่ให้มากขึ้น)
 
" วันนี้ต้องถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันนึงของประเทศไทย คือ เป็นการเปิดศักราชใหม่อย่างเป็นรูปธรรมในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสองกระทรวงหลักคือกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวใจสำคัญของวันนี้ก็คือการเปิดวิสัยทัศน์สำคัญร่วมกันของทั้งสองกระทรวงภายใต้วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคนโดยใช้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิตและภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้มีเป้าหมายชัดเจน คือเป้าหมายในการเดินหน้ายุทธศาสตร์เป็นเป้าหมาย 1 สร้า3 เพิ่ม หนึ่งสร้างที่ว่าก็คือการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก ส่วนเป้าหมายสามเพิ่ม ที่ว่าก็คือเพิ่มที่หนึ่ง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มที่สองก็คือการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และเพิ่มที่สามก็คือการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในทุกระดับ โดยการที่จะบรรลุหนึ่งสร้างสามเพิ่มนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีพันธกิจร่วม 4 พันธกิจด้วยกันพันธกิจร่วมที่หนึ่งก็คือการที่จะต้องร่วมกันสองกระทรวงในการสร้าง Single Big Data ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งสองกระทรวงได้ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกันเสียที ไม่มีของเขาของเรา ไม่มีของพาณิชย์ไม่มีของเกษตร มีแต่ Single Big Data ร่วมของประเทศทั้งด้านการผลิตและการตลาด" นายจุรินทร์ กล่าว 
 
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า พันธกิจร่วมที่สอง ก็คือการที่เราจะต้องร่วมกับสองกระทรวงสร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พานิชย์ตลาด ให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อให้ภาคการผลิตคือภาคการเกษตร ภาคการแปรรูป อุตสาหกรรม ภาคการค้า การลงทุนการส่งออกได้สามารถมาใช้แพลตฟอร์มกลางที่ว่านี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลแลกเปลี่ยนพันธสัญญาในการซื้อขายและการทำการตลาดร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต พันธกิจร่วมที่สาม ก็คือการที่สองกระทรวงจะต้องร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสินค้าเกษตรของท่านโดยจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายของการตลาดและการผลิตยุคใหม่ที่โลกต้องการและเป็นการสะท้อนว่าเราเดินไปสู่ยุทธศาสตร์ ตลาดนำ การผลิต เพราะถ้าตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ก็จะขายยากในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสำคัญของโลกในประเทศที่มีศักยภาพมีที่ดี มีรายได้สูง
 
พันธกิจร่วมประการที่สี่ อยู่ที่กระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำร่วมกันก็คือในเรื่องของการที่จะต้องพัฒนาคนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตรงตามความต้องการของตลาดร่วมกันทั้งคนทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งสองกระทรวงต้องพัฒนาไปด้วยกันพร้อมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์สร้างโอกาสไทยทุกคน นี่คือ 4 พันธกิจร่วมเบื้องต้นที่ขอเปิดวิสัยทัศน์ในวันนี้ ที่สองกระทรวงจะทำร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การที่จะบรรลุพันธกิจรวม 4 พันธกิจ จะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันสองกระทรวง โดยมีประธานทั้งสองกระทรวงเป็นผู้ไปทำธุรกิจร่วมกัน ในการจัดทำเป้าหมายที่เป็นตัวเลขชัดเจน ไปทำแผนปฏิบัติทำโครงการขับเคลื่อน ทำตัวชี้วัด และไปทำทุกอย่างให้ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ต่อไปตนแนะนำว่านอกจากคณะทำงานชุดรวมแล้วต้องมีคณะทำงานแต่ละชุดที่จะบรรลุเป้าหมายพันธกิจร่วม 4 ชุดนี้และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของการเป็นเกษตรทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกันต้องเดินหน้าไปสู่การเป็นพาณิชย์ทันสมัย
 
พาณิชย์ทันสมัย คือ ประการที่หนึ่งต้องเป็นพาณิชย์ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำจากทุกมุมโลกจากทุกข้อมูล จากทุกแหล่งมาบูรณาการและมากลั่นกรองเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การดำเนินการทางการตลาดที่ถูกต้องชัดเจน
พาณิชย์ทันสมัยประการที่สองก็คือกระทรวงพาณิชย์ต้องสร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพให้ได้ เซลล์แมนจังหวัดไม่ใช่แค่พาณิชย์จังหวัดคนเดียวแล้วตั้งตัวเองเป็นเซลล์แมนจังหวัดแต่เซลล์ในจังหวัดต้องประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน ภาคการผลิตและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงานเซลล์ทีมเซลล์แมนจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ทางการตลาดภายใต้หลักพาณิชย์ทันสมัย ทีมเซลล์แมนประเทศต้องประกอบ ด้วยพาณิชย์และภาคเอกชน ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้ง ผู้นำเข้าในตลาดประเทศนั้น มารวมตัวกันเป็นทีมเซลล์แมนประเทศ จึงจะเป็นพาณิชย์ทันสมัย 
 
ประการที่สาม จะต้องมีการขยายตลาดการค้าออนไลน์ซึ่งถือว่าเป็นระบบการค้าแบบที่เรายังไม่นำมาใช้อย่างแพร่หลายจริงจัง ต่อไปจะเป็น New Normal ตัวจริงของตลาดโลกขึ้นมา เพราะเมื่อคนนับหนึ่งจากการระบบใช้ ecommerce การใช้การค้าออนไลน์ต่อไป ก็คงจะชินกับระบบนี้และสะดวกคล่องตัวโดยไม่ต้องเดินทางไปพบตัวเอง แค่ซื้อบนจอรวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อไป เราต้องเดินไปสู่การใช้ blockchain ในการเจรจาติดต่อกัน การขายและการลงทุนอนาคต ประการที่สี่ก็จะต้องเน้นในการสร้างโมเดลการค้ารูปแบบใหม่ๆให้เกิดขึ้นเพิ่มเติม เช่นในอนาคตอาจจะต้องนำทั้งหมด drop off ศูนย์รวม ศูนย์กระจายสินค้ามาใช้มากขึ้นรวมทั้งการเชื่อมระบบทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยไม่แยกส่วนก็จะเป็นโมเดลทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยกันสองกระทรวงพัฒนาร่วมกัน
 
และประการสุดท้ายนิยามของพาณิชน์ทันสมัย ก็คือเราจะต้องสามารถเดินหน้าไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรที่เราจับมือกับกระทรวงเกษตรให้ขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยกันสร้างแบรนด์ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หรือการสร้าง Trust Mark ให้เกิดขึ้นกับตลาดโลกทั้งโลกนี่คือนิยามของคำว่าพาณิชย์ทันสมัย
สำหรับช่องทางการตลาดที่จะนำสินค้าเกษตรไปขายให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเราจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศตลาดในประเทศ ที่ว่าก็จะทีมเซลล์แมนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญตลาดต่างประเทศก็จะมีทีมเซลล์แมนประเทศ ในการที่จะไปทำตลาดในต่างประเทศของโลก ส่วนช่องทางการตลาดเราได้คุยกันระหว่างสองกระทรวงและได้ข้อสรุปร่วมกันว่าอย่างน้อย 4 ช่องทางการตลาด
 
ช่องทางตลาดที่หนึ่งคือตลาดออฟไลน์ซึ่งถือว่าเป็นตลาดดั้งเดิมในตลาดรูปแบบเดิมที่เราได้ใช้มาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ยังสามารถพัฒนารูปแบบไปได้อีกเยอะ ไม่จำเป็นต้องอยู่รูปแบบเดิม เพื่อนำไปสู่พาณิชย์ทันสมัย ประกอบด้วยโมเดิร์นเทรด สมาร์ทโชวห่วย ที่ผมมีนโยบายยกระดับโชวห่วยขึ้น เป็นสมาร์ทโชวห่วย มีการใช้เทคโนโลยีรูปแบบการบริหารจัดการเข้ามาช่วยภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้านธงฟ้าก็ยังถือเป็นช่องทางตลาดอ๊อฟ ไลน์ของเราอีกช่องทางหนึ่ง โมบายมาร์เก็ตที่ผมจะเป็นตลาดชั่วคราวที่ไม่จำเป็นต้องไปสร้างอาคารขนาดใหญ่ ก็คือตลาดชั่วคราว ตลาดเฉพาะกิจที่ต้องทำงานเชิงรุกของทีมเซลล์แมนจังหวัดในการเป็นช่องทางระบายสินค้าทางการเกษตร เช่น ต้องสนองความต้องการตลาด และระบายสินค้าเกษตรต้องทำที่หนึ่งสัปดาห์จบ ถ้าสินค้าหมด นี่ก็คือทิศทางของตลาดอ๊อฟไลน์ที่เรียกว่าโมบายมาร์เก็ต รถพุ่มพวงก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถสนองต่อความต้องการของตลาดอ๊อฟไลน์ได้ คาราวานสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็นตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดต้องชม เป็นต้น นี่คือตลาดอ๊อฟไลน์
 
ตลาดที่สอง ก็คือตลาดออนไลน์ ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นตลาดออนไลน์นั้นจะต้องมีแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและแพลตฟอร์มต่างประเทศ และแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่เราจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นและเป็นช่องทางระบายสินค้าเกษตรต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สามการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ซึ่งขณะนี้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว จะช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีหลักประกันว่า ถ้าลงนามในเกษตรพันธสัญญาแล้วเค้ามีหลักประกันเรื่องราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ โดยผู้ซื้อผู้บริโภคหรือจะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของ value chain ในภาคการผลิตสินค้าต่อเนื่องอย่างไร และจะเป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรให้ความสำคัญร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการ ช่องทางสุดท้ายสี่คือการนำ counter trade มาใช้โดยการสร้างเวทีจับคู่การค้าการผลิตมาพบกันให้มากขึ้นในรูปของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือรูปแบบใดก็สุดแล้วแต่ ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณีทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ นี่คือวิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน
 
" วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน ถัดจากนี้ไปทั้งสองกระทรวงและบุคลากรทั้งสองกระทรวงยังมีภารกิจอีกเยอะที่จะต้องนำวิสัยทัศน์นี้หลักคิดนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อเกษตรกรเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจระดับกลางของผู้ประกอบการและระดับรวมในฐานะผู้ส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศและสร้างความหวังให้กับประเทศของเราต่อไป ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่รายละเอียดสุดท้ายเพราะนี่คือการเริ่มต้นเฉพาะความคิดของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรคิดว่าภาคส่วนอื่นๆควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแสดงความคิดเห็นช่วยสะท้อนมุมมองของภาคอื่นๆซึ่งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ยินดีรับฟังและจะนำไปปรับต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติให้ได้จริงให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเป้าหมายการปรับปรุงถ้าจำเป็นต้องเกิดขึ้น " นายจุรินทร์ กล่าววิสัยทัศน์
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากร ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีถวายราชสักการะ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3มิถุนายน 2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563

“จุรินทร์” นำ”กระทรวงพาณิชย์” ร่วมกับ “สมาคมชาวปักษ์ใต้” สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ศรีอ่อน และ บริษัท CPF ทำอาหารกล่อง และมอบถุงยังชีพประชาชนชาวใต้ ในกรุงเทพมหานคร
 
เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (17 พ.ค.) ที่ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกสำนักนายกฯ  นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกวุฒิสภา และ ทีมผู้บริหารสมาคมชาวปักษ์ใต้ เดินทางมามอบถุงยังชีพให้แก่ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จำนวน 10 ชุมชน รวม 500 ราย ในเขตตลิ่งชัน
 
นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมด้วยสมาคมชาวปักษ์ใต้ ได้นำอาหารปรุงสุก พร้อมด้วยถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด และน้ำดื่ม มาร่วมกันบริจาคให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งผู้ที่มารับมีทั้งคนใต้ และประชาชนในพื้นที่ ถือว่าเป็นความร่วมมือของทุกองค์กรภาคส่วน ที่เสียสละช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 
 
“เราตั้งใจจะทำให้ประชาชน ทั้งนี้ผมมีกำหนดการที่จะไปมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนทั่วประเทศไทย เพื่อสร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคน”
 
ส่วนมาตรการการเยียวยาช่วยเหลือ
กลุ่มซาเล้ง ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือนั้น นายจุรินทร์  ระบุว่า กลุ่มซาเล้งถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ ในการที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนของไทย โดยการช่วยเก็บเศษกระดาษเพื่อให้โรงงานต่าง ๆ รับไปรีไซเคิล อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ราคากระดาษตกเหลือกิโลกรัมละ 0.50 สตางค์ จนตอนนี้สามารถช่วยเหลือให้ราคาขยับมาที่กิโลกรัมละ 2-3 บาท รวมถึงการพูดคุยกับโรงงานกระดาษและโรงงานต้มกระดาษ เพื่อที่จะนำไปทำกระดาษรีไซเคิล  และกล่องบรรจุหีบห่อในประเทศไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ช่วยทำให้มีข้อยุติว่าต่อจากนี้ร้านรับซื้อของเก่า จะช่วยรับซื้อเศษกระดาษในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตของชาวซาเล้งดีขึ้น รวมถึงผู้ที่มีจิตกุศลได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือ แจกถุงยังชีพให้กับคนกลุ่มนี้ ตนมีความตั้งใจทำการแจกให้ครบทุกพื้นที่ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้ และรวมทั้งในภาคกลางอีกด้วย เพื่อที่จะเร่งช่วยเหลือพี่น้องประชาชนซาเล้งทั่วประเทศ
 
นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ยังกล่าวถึงโครงการพาณิชย์ลดราคา ช่วยประชาชน ล็อตที่ 3 ที่มีการลดราคาสินค้าสูงสุดถึงร้อยละ 68 นั้น ได้รับเสียงตอบรับจา กประชาชนเป็นอย่างดี ประกอบกับวันนี้เป็นวันเเรกที่รัฐบาลได้มีการผ่อนปรนคลายล็อคให้ห้างสรรพสินค้าต่างๆกลับมาเปิดทำการได้ เชื่อว่าประชาชนจะมีโอกาสออกไปจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น เเละตนหวังว่าโครงการลดราคาช่วยประชาชน จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้ถึงร้อยละ 60 เเละช่วยให้ประชาชนมีความสุขมากยิ่งขึ้น 
 
“อย่างไรก็ตามก็อยากให้ประชาชนทุกคนเดินทางออกจากบ้านจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวังเเม้สถานการณ์ต่างๆจะเริ่มดีขึ้น เเต่ก็ยิ่งนิ่งนอนใจไม่ได้ ฉะนั้นเราทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกันไม่ให้เกิดการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในรอบที่สอง “ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยด้วยห่วงใยประชาชน
“พาณิชย์”เปิด “ตู้พาณิชย์ปันสุข” หน้ากระทรวงฯ นำสินค้าอุปโภคบริโภคใส่ตู้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงการบริโภคสินค้าที่จำเป็น พร้อมเปิดโอกาสให้ข้าราชการ ผู้ที่มีกำลัง ร่วมแบ่งปัน

นายบุญยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เปิด “ตู้พาณิชย์ปันสุข” หน้ากระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมแบ่งปันสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ที่อยู่ในพื้นที่รอบกระทรวงพาณิชย์ และใกล้เคียง ได้มีโอกาสรับการแบ่งปันจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ที่ประชาชนต้องเพิ่มระยะห่างทางสังคม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้ประชาชนบางกลุ่มมีรายได้ลดลง

 ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้เปิดโอกาสให้ข้าราชการ และประชาชน ที่มีกำลัง และต้องการที่จะแบ่งปัน สามารถนำสินค้าเข้าไปใส่ไว้ในตู้พาณิชย์ปันสุข เพื่อร่วมกันแบ่งปันได้ด้วย

 “กระทรวงพาณิชย์ได้เห็นถึงความสำคัญของการแบ่งปัน และต้องการช่วยเหลือสังคม จึงได้เปิดตู้พาณิชย์ปันสุข เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการบริโภคสินค้าให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย และแม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ แต่กระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชน โดยขอให้หยิบแต่พอดี ซึ่งได้จำกัดไว้คนละ 3-4 ชิ้น เพื่อให้คนข้างหลังได้มีโอกาสได้รับสินค้า”นายบุณยฤทธิ์กล่าว

มาม่า ประกาศลดราคามาม่าคัพ ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ช่วยเหลือคนไทยในสถานการณ์โควิด-19

มาม่า ขานรับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” ร่วมมือร้านค้าพันธมิตร ลดราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าคัพทุกรสชาติ เหลือเพียง 10 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงที่เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการมาเป็นล็อตที่ 2 แล้ว มีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 6 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง กลุ่มซอสปรุงรส กลุ่มของใช้ประจำวัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง ลดสูงสุดร้อยละ 68 และมีสินค้าร่วมลดราคา 3,025 รายการ มีผู้ประกอบการร่วมโครงการ 51 ราย ซึ่งการจัดโครงการได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์โดยเข้าร่วมโครงการทั้ง 2 ล็อต และเนื่องจากสินค้าของสหพัฒน์ล้วนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงช่วยบรรเทาความเดือนร้อนและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี  

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การระบาดของ
โควิด–19 ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจซึ่งหลายคนรายได้ลดลง บริษัทฯ จึงได้เข้าร่วมโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เพื่อช่วยเหลือและลดค่าครองชีพของประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มาม่ายังได้จัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” โดยร่วมกับร้านค้าพันธมิตร ปรับลดราคาผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าชนิดคัพทุกรสชาติ จากราคา 13 บาท เหลือ 10 บาท ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2563 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของมาม่าคัพที่มีการลดราคา 

สำหรับร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมจัดแคมเปญนี้ ประกอบด้วย เซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์มาร์เก็ต กูร์เม่ต์มาร์เก็ต ลอว์สัน เจซีเอ็กซ์เพรส แม็กซ์แวลู ฟู้ดแลนด์ ซีพีเฟรชมาร์ท วิลล่ามาร์เก็ต จิฟฟี่ สปาร์ และซูรูฮะ รวมถึงร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งผู้สนใจสามารถซื้อมาม่าคัพในราคา 10 บาท ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชั้นนำ รวมทั้งร้านธงฟ้าทั่วประเทศ

“มาม่าเป็นสินค้าที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนานในทุกสถานการณ์ สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็นับว่าเป็นวิกฤตที่หนัก กระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ ซึ่งมาม่าก็ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง การลดราคามาม่าคัพก็เป็นการช่วยเหลืออีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชนได้” นายเวทิต กล่าว

เกษตรกร รุด "มอบชะลอมถั่ว"ขอบคุณ “จุรินทร์” เหตุถอนวาระ CPTPP รับสุดซึ้งใจไม่"ลืมรากหญ้า"

30 เมษายน 2563 11:00น. ที่ กระทรวงพาณิชย์

สมาคมผู้ปลูกมันสำปะหลัง และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ หอบหิ้วชะลอมถั่ว ฝักยาว  มะม่วงพื้นบ้าน  มะเขือและผัก เข้าพบและมอบเพื่อแสดงความขอบคุณ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต่อกรณีถอนวาระพิจารณา cptpp ออกจากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ นายบุญกอง สวงโท เกษตรกรจากจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า พี่น้องเกษตรกรมีความวิตกกังวลใจมาก ว่าการที่ไทยจะเข้าร่วมใน cptpp แต่ทันทีที่ รองนายกฯได้ถอนเรื่องออกทางเกษตรกรก็มีความสบายใจ จึงมาให้กำลังใจในความกล้าหาญของท่าน แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ตั้งจากคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาก็ตาม ซึ่ง  ถือว่านายจุรินทร์เป็นนักบริหารมืออาชีพ  เห็นสภาพความจำเป็น  เห็นความปัญหา อันอาจที่จะเกี่ยวข้องกับเกษตรกรอย่างพวกเราท่านก็ไม่ได้นิ่งดูดาย

“ในวิกฤติโควิด ก็ยังเรื่องราวดีๆ เข้ามาคือท่านรองนายกฯจุรินทร์ ไม่ได้อยู่นิ่งดูดาย  ท่านก็ยังทำงานทุกวัน  ทำงานเชิงรุก  เราเห็นท่านผ่านทางสื่อ แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นห่วง ให้ความดูแลพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดีตามบทบาทหน้าที่ของท่าน

เราเป็นตัวแทนจากเกษตรกรจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ ที่เรามาวันนี้นั้นมาให้กำลังใจ และมาขอบพระคุณท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้วยความเคารพยิ่ง

เราก็ขอขอบคุณท่านที่ผลักดันนโยบายการประกันรายได้เกษตรกร  พวกเรามีความภูมิใจและดีใจที่ท่านได้ดำเนินการตามที่ท่านได้ประกาศนโยบายไว้ และเป็นหลักประกันว่าพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ได้รับอานิสงส์จากการที่ท่านได้บริหารราชการแผ่นดินที่ไม่ลืมรากหญ้า” เกษตรกรจากจังหวัดชัยภูมิ กล่าว

นายสมชาย ปฐมศิริ  นักวิชาการมหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์หลังเข้าพบ รมว.พาณิชย์ ว่า ที่มาในวันนี้ เพราะทราบข่าวว่าท่านรองนายกฯ จุรินทร์  ได้ถอนวาระการประชุมเรื่องซีพีทีพีพี  ออกจากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี จึงมาแสดงความขอบคุณ กับการที่ท่านยุติเรื่องนี้ อย่างน้อยๆ ก็เป็นการชั่วคราวก่อน และมาให้กำลังใจท่านในการทำงานเพื่อประชาชนต่อไป เพื่อให้เรื่องนี้มีความประจักษ์ชัดเจนก่อนที่จะมีการดำเนินการในเชิงลึก เพราะเรื่องนี้อาจจะมีผลกระทบในเชิงกว้าง กับ เกษตรกร  สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม

“พาณิชย์” เผยล่าสุดยอดจับเพิ่มเป็น 405 ราย ขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ แพงเกินจริงและไม่ปิดป้ายแสดงราคา

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 28 เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ เพิ่มอีก 8 ราย ดังนี้

กรุงเทพฯ 4 ราย โดยทำการล่อซื้อและจับกุมร้านขายยา 1 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาบรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 570 - 830 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ11.40 - 16.60 บาท) รวม 1,800 ชิ้น และร้านค้าจำหน่ายหน้ากากอนามัย ร้านค้าทั่วไป 1ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ บรรจุแพคละ 5 ชิ้น ในราคา 75 บาท/แพค  (เฉลี่ยชิ้นละ 15 บาท) ทั้ง 2 ราย ถูกแจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 29และร้านขายยา เพิ่มอีก 2 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาซึ่งเป็นการกระทำความผิด ตามมาตรา 28

 

ต่างจังหวัด 4 ราย แยกเป็นการกระทำความผิด ดังนี้

-          กระทำความผิดตามมาตรา 28ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยโดยไม่ปิดป้ายแสดง   

ราคาขาย จำนวน 2 ราย เป็นร้านค้าทั่วไปในจังหวัดเพชรบูรณ์

-        กระทำความผิดตามมาตรา  29ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร โดยเจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อและจับกุมร้านขายยา  1 ราย ในจังหวัดนครศรีธรรมราช พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุแพคละ 5ชิ้น ในราคาแพคละ 85 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 17 บาท) หน้ากากอนามัย 3D กรอง    PM 2.5  บรรจุแพคละ 3 ชิ้น ในราคาแพคละ 210 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 70 บาท) หน้ากากอนามัยแบบผ้า ราคาชิ้นละ 35 บาท หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา ราคาชิ้นละ 17 บาท หน้ากากอนามัยมัสลิน ราคาชิ้นละ 35 บาท และหน้ากากอนามัยแบบคาร์บอน กรอง 5 ชั้น ราคาชิ้นละ 75 บาท

-       กระทำความผิดตามมาตรา 25 (5) และมาตรา 29 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิตคงเหลือ และจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร โดยเจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก 1 ราย ในจังหวัดชลบุรี           พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยบรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 650 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13 บาท) และได้ทำการขยายผลเข้าตรวจค้นที่พักและยึดของกลางเป็นหน้ากากอนามัยจำนวน 30,250 ชิ้น  

ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มีจำนวนเพิ่มถึง 405 ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 180 ราย และต่างจังหวัด 225 ราย

 

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี     หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา 26 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย มาตรา 28 ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาทและมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควร            มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายสุพพัต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า (โควิด – 19) อยากย้ำเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมกักตุน และขายสินค้าแพงเกินจริง  โดยเฉพาะสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมเช่น ไข่ไก่ สินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้า          ที่มีความจำเป็นในสถานการณ์ดังกล่าว  หากพบการกระทำความผิดกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542เพราะถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน “หากพบมีการกักตุนสินค้าและขายสินค้าแพงเกินจริง สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่                  สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นายสุพพัตกล่าว

‘จุรินทร์’ประชุมร่วมผู้ประกอบการส่งออกอาหารทะเลแปรรูป-แช่แข็ง เร่งโปรโมทภาพลักษณ์อุตสาหกรรมอาหารไทย จับมือ 3 กระทรวง “พณ.-กษ.-สธ.” ออกใบรับรองอาหารไทยไร้โควิด หวังตีตลาดโลกทำเงินเข้าประเทศ

24 เมษายน 2563   13.00-16.00น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือผู้ผลิตสินค้าและเกษตรกรกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร   ที่ บริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน) จังหวัดสมุทรสาคร โดยหลังการประชุม นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางมาหารือร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้แปรรูปและผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเลแปรรูปของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ รองอธิบดีกรมประมง กรมปศุสัตว์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร สมาคมแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยง สมาคมบรรจุภัณฑ์โลหะไทย สมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งภาคตะวันออก หอการค้าสมุทรสาคร

โดยภาพรวมของอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปของไทยตัวเลขมูลค่าการตลาดทั้งหมดในภาพรวมของปีที่แล้ว 2562 ประมาณ 172,235 ล้านบาท ผลผลิตทั้งหมด 1,188,523 ตัน บริโภคในประเทศร้อยละ 22 ส่งออกร้อยละ 78 โดยประมาณการส่งออกปีที่แล้ว 2562 ทั้งหมด 173,961.78 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.28% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด สำหรับไตรมาสแรกยอดส่งออกทั้งหมด 37,910 ล้านบาท สำหรับไตรมาสแรกนั้น ติดลบร้อยละ 9.77 ดังนั้นวันนี้ได้หารือร่วมกันกับภาคเอกชนไม่ได้หมายถึงศักยภาพการส่งออกของเราไม่ดี แต่เกิดจากการล็อคดาวน์ ของประเทศคู่ค้าของเราหลายประเทศในโลกจึงส่งผลกระทบต่อตัวเลขอย่างไรก็ตามได้หารือร่วมกันทั้งกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนว่าโอกาสที่เราจะพลิกฟื้นตัวเลขกลับมาเป็นบวกก็ยังมีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะจับมือร่วมกันในการทำตัวเลขที่ดีขึ้นคาดว่าในไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่จะเพิ่มตัวเลขกลับมาเป็นบวกได้

สำหรับตลาดหลักประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนและออสเตรเลียเป็นด้านหลัก สำหรับสหรัฐอเมริกาเราส่งออกร้อยละ 21.4 ญี่ปุ่นร้อยละ 20.7 จีนร้อยละ 6.3 และออสเตรเลียร้อยละ 5.4 ผลิตภัณฑ์สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิดในภาพรวมประกอบด้วย 1. ปลาทูน่ากระป๋องปลาซาร์ดีนกระป๋อง 2.อาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากทูน่า3.กุ้ง 4.ปลาหมึก 5.ปลา หมวดสำคัญของเราอันหนึ่งก็คือทูน่ากระป๋องซึ่งประเทศไทยส่งออกเป็นลำดับหนึ่งของโลกมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 28.5 มูลค่าการส่งออกปีที่แล้ว 67,673.3 ล้านบาท สำหรับปีนี้สามารถทำยอดออกมาเป็นบวกได้ร้อยละ 3 ส่วนไตรมาสที่สองภาคเอกชนประเมินว่าจะสามารถทำตัวเลขเป็นบวกได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 สำหรับตลาดหลักของมีสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

วันนี้ได้มีการจัดทำแผนที่จะเดินหน้าร่วมกันทั้งในส่วนของกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์และในส่วนของภาคเอกชนได้กำหนดเป้าหมายว่าสำหรับไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่ของปีนี้จะพยายามช่วยกันทำให้ตัวเลขการส่งออกเป็นบวก

โดยมีการดำเนินการร่วมกันใน 4 มาตรการ มาตรการที่หนึ่งการช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะกระป๋อง ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องรับซื้อจากในประเทศซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูง กรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยนัดผู้ผลิตเหล็กผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและผู้แปรรูปและผู้ส่งออกในเรื่องอาหารทะเลมาพบเพื่อหาทางร่วมกันในการที่จะลดต้นทุน

มาตรการที่สอง คือ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดในการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรหรือ uk ถ้าเป็นไปได้จะเดินหน้าทำ FTA กับแอฟริกาและกลุ่มประเทศยูเรเซียรวมทั้งการดำเนินหน้าที่จะผลักดันให้เกิดการลงนามในข้อตกลงRCEPให้ได้ในปีนี้

มาตรการที่สาม กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับภาคเอกชนในการเดินหน้าหาส่วนแบ่งเพิ่มเติมประกอบด้วย 4 ตลาด 1.จีน 2.รัสเซีย 3.แอฟริกาใต้ 4.อเมริกาใต้ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็จะไปทำแผนงานที่เป็นรูปธรรมออกมาว่าเราจะจับมือเดินไปตลาดเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

ประการสุดท้าย มาตรการที่สี่ ต้องจับมือกันระหว่างรัฐกับเอกชนในการช่วยทำประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับของชาวโลกมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติโควิดเพื่อให้คนทั้งโลกได้เกิดความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทยที่ส่งออกไปนั้นปลอดจากโควิดโดยจะสามกระทรวงนอกจากกระทรวงพาณิชย์แล้วยังมีกระทรวงเกษตรกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทในการจับมือร่วมกันทำ MOUในการไปให้หนังสือรับรอง COVID free certificate ว่าผลิตภัณฑ์จากโรงงานปลอดจากเชื้อโควิดได้ 100% เพื่อที่จะใช้เป็นอีกเอกสารในการโฆษณาอาหารไทยกับตลาดโลกต่อไปเพื่อทำตัวเลขในไตรมาสสามกับสี่ให้ดีขึ้นสำหรับหมวดอาหารทะเลแปรรูปแช่แข็ง

ทางด้านภาคเอกชน  ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยกล่าวว่าในส่วนแรกอย่าลืมว่าบ้านเรามีการทำตลาดอาหารสำเร็จรูปปลากระป๋องแช่แข็งทำเยอะมากกับกลุ่มรีเทลเลอร์หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต. เราทำกับฟู้ดเซอร์วิสน้อย แต่ตอนนี้ผลกระทบจากโควิดกลุ่มการบริการอาหารเช่น ภัตตาคาร โรงแรม การบินการบินมีปัญหาหมดแต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตขายดีมากเพราะคนซื้อของกลับบ้านกิน จึงเป็นโอกาสทางการตลาดของอาหารแช่แข็ง ไม่มีปัญหาลูกค้าสั่งซื้อเยอะ ในส่วนที่สองคือวัตถุดิบค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพในแง่ของจำนวนกับราคาดีพอควร กุ้งที่มีปัญหาอยู่ในแง่จำนวน ที่ผ่านมาทางรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรก็ได้ทำงานอย่างเคร่งเครียดโดยกรมประมง กับผู้เลี้ยงและสมาคมมาเดือนกว่าถึงสองเดือนแล้วในการหามาตรการช่วยเหลือทั้งห่วงโซ่

ดร ชนินทร์ ชลิศราพงศ์  นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยกล่าวว่าตอนนี้ ปัญหาคลี่คลายดีมากก็คิดว่าอาหารทะเลโดยเฉพาะปลาสามารถมีวัตถุดิบเพียงพอในการป้อนตลาดต่างประเทศเรามั่นใจว่าปีนี้ทั้งปีตัวเลขจะโตไม่ต่ำกว่า 10%

จับเพิ่ม อีก 8 ราย...ขายหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ แพงเกินจริง...พบส่วนใหญ่เป็นร้านค้าออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊ก และแอปพลิเคชั่นไลน์ ยอดรวมสูงถึง 382 ราย

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 22 เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ เพิ่มอีก 8 ราย ดังนี้

กรุงเทพฯ 2 ราย โดยทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก 1 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 575 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 11.50 บาท) จำนวน 119 กล่อง รวม 5,950 ชิ้น และร้านค้าจำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ อีก 1 ราย จำหน่ายหน้ากากอนามัยบรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 700 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ   14 บาท) รวม 30,000 ชิ้น แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยสูงกว่าราคาที่กำหนด และราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 25 (1) และมาตรา 29

 

ต่างจังหวัด6 ราย แยกเป็นการกระทำความผิด ดังนี้

-  กระทำความผิดตามมาตรา 28ข้อหาจำหน่ายเจลแอลกอฮอล์โดยไม่ปิดป้ายแสดง ราคาขาย จำนวน 1 ราย เป็นร้านค้าแผงลอยในจังหวัดนครสวรรค์

-       กระทำความผิดตามมาตรา  29ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร โดยเจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก จำนวน 4 รายได้แก่ จังหวัดชลบุรี 1 ราย พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50ชิ้น ในราคากล่องละ 590 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 11.80 บาท) จังหวัดนครสวรรค์ 1 รายพบจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 650 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13 บาท) และจังหวัดพิษณุโลก 2 รายพบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 680 - 690 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13.60 - 13.80บาท) รวม 150 ชิ้น นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยเป็นร้านค้าทั่วไป ในจังหวัดพิษณุโลกอีก 1 รายพร้อมของกลางเป็นหน้ากากอนามัยบรรจุกล่อง 50 ชิ้น

ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มีจำนวนเพิ่มถึง 382 ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 172 ราย และต่างจังหวัด 210 ราย

สำหรับสถานการณ์การจำหน่ายไข่ไก่ในขณะนี้  โดยรวมความต้องการซื้อไข่ไก่ลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติประชาชนซื้อเท่าที่พอเพียงต่อการบริโภค อีกทั้งมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น สามารถสั่งซื้อและส่งสินค้าได้ตามปกติ ทั้งนี้ จากการติดตาม ตรวจสอบ และจับกุม ยังคงพบการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ในความผิดจำหน่ายไข่ไก่โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย ตามมาตรา 28 เพิ่ม 1 ราย ในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้ยอดรวมการจับกุมเพิ่มเป็น 28ราย (สถิติจับกุม  ณ วันที่ 21 เม.ย.63)

 

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี      หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา 26 ข้อหา เป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย มาตรา 28 ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาทและมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควร       มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายสุพพัต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า (โควิด – 19) อยากย้ำเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมกักตุน และขายสินค้าแพงเกินจริง  โดยเฉพาะสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมเช่น ไข่ไก่ สินค้าอุปโภค บริโภคต่างๆ ซึ่งเป็นสินค้า          ที่มีความจำเป็นในสถานการณ์ดังกล่าว  หากพบการกระทำความผิดกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542เพราะถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน “หากพบมีการกักตุนสินค้าและขายสินค้าแพงเกินจริง สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่                  สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นายสุพพัตกล่าว

“จุรินทร์”นำพาณิชย์-เกษตรฯ พบ”เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป”ร่วมกำหนด 10 มาตรการเชิงรุก จับมือเอกชนบุกตลาดโลก โปรโมทอาหารไทยนำรายได้เข้าประเทศช่วยเกษตรกร
 
23 เมษายน 2563 เวลา 13.00 น.
 
 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร  พบและประชุมร่วมกับเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาช่วงสถานการณ์โควิด หน้าโรงงานเทพผดุงพร  พุทธมณฑลสาย4  หลังจากนั้นได้กล่าวว่า  วันนี้เป็นการ"พลิกโควิดเป็นโอกาส" ของกระทรวงพาณิชย์ในการที่เดินทางไปพบกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูป ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกในทุกภาคส่วนและทุกภาคอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและกำหนดแนวทางที่จะเดินหน้า เพื่อนำรายได้เข้าประเทศและช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเป็นห่วงโซ่การผลิตต้นทาง
วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้เดินทางมาหารือร่วมกันกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและเกษตรกรที่เกี่ยวข้องผู้เข้าร่วมหารือประกอบด้วยสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป ประธานกลุ่มผู้ผลิตอาหารทะเล ประธานกลุ่มผัก-ผลไม้ ประธานกลุ่มเครื่องปรุงรส กลุ่มสับปะรด ข้าวโพดหวานและเกษตรกร จากจังหวัดสมุทรสงครามราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์เข้าร่วมหารือด้วยรวมทั้งมีกลุ่มอุตสาหกรรม
 
สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศตัวเลขเมื่อปี 2562 มูลค่ารวมกัน 870,000 ล้านบาท ปริมาณการผลิตทั้งหมดใช้บริโภคในประเทศร้อยละ 84 ส่งออกร้อยละ 16 สำหรับการส่งออกปีที่แล้วมูลค่า 579,000 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 7.6 ของการส่งออกรวมทั้งหมด อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศไทยนั้น ถือเป็นผู้ส่งออกเป็นอันดับ 10 ของโลกอย่างไรก็ตามก็มีสินค้าที่เราส่งออกเป็นลำดับ 1 ของโลกอยู่สามตัวด้วยกันประกอบด้วยสับปะรดกระป๋อง มะพร้าวกะทิ และข้าวโพดหวานกระป๋องสามตัวนี้เราส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก
 
สำหรับไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศไทยนั้นได้ส่งออกแล้วเป็นมูลค่า 137,756 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการส่งออกประกอบด้วยอาหารทะเลสำเร็จรูปอาหารสำเร็จรูปผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป สับปะรดกระป๋องผลิตภัณฑ์กะทิ และข้าวโพดหวานอย่างไรก็ตามจากการหารือร่วมกันในวันนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเราจะร่วมมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรและภาคเกษตรกรรวม ทั้งผู้ประกอบการส่งออก แปรรูป เพื่อกำหนดมาตรการที่จะเดินไปข้างหน้าในช่วงวิกฤติโควิดและหลังวิกฤติโควิดประกอบด้วย 10 มาตรการในภาพรวม
 
มาตรการที่1 ในภาวะวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและในโลก เรามีความเห็นร่วมกันว่าถือเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารของประเทศและเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่เราจะได้รับมือจับมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนในการทำประชาสัมพันธ์และทำการส่งเสริมการขายสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลกกับผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทยซึ่งจะเดินหน้าไปด้วยกันในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำคลิปขึ้นมา 10 ภาษาเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์อาหารไทยในสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์กับสายตาชาวโลก
 
มาตรการที่2 ทูตพาณิชย์ของกระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะจะต้องประชุมออนไลน์ร่วมกับภาคเอกชนในภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจอาหารสำเร็จรูปด้วยทุกเดือนถ้าเป็นไปได้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
 
มาตรการที่3 จากกำหนดแผนงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ในการทำแผนเปิดตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้ SME ได้มีโอกาส โดยเฉพาะตลาดสำคัญหนึ่งตลาดอาเซียน สองกลุ่มประเทศเอเชีย สามกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง สี่กลุ่มประเทศรัสเซียและประเทศที่แตกออกมาจากรัสเซีย
 
มาตรการที่4 กระทรวงพาณิชย์กับเอกชนจะร่วมมือกันเร่งรัดในการเจรจาจัดทำ FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรของประเทศอังกฤษต่อไปโดยเร็ว
 
มาตรการที่5 กระทรวงพาณิชย์ควรได้มีการจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพในการเป็นช่องทางระบายสินค้าด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรรวมทั้งผู้ผลิตแปรรูปและผู้ส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
 
มาตรการที่6 จะเร่งรัดแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปในเรื่องของการขนส่งในรูปแบบผลส่งต่างๆไม่ว่าจะอากาศทางเรือทางบกโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้การส่งออกสินค้าทางบกผ่านเวียดนามและลาวไปจีนก็ยังติดขัด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรในการเร่งรัดดำเนินการเหล่านี้โดยเร็วต่อไปรวมทั้งในส่วนของด่านไทยมาเลเซียที่ด่านนอกสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ซึ่งในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะเดินทางไปด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันการขนส่งทางบกสินค้าไปจีนอีกช่องทางหนึ่งก็คือช่องทางบริเวณด่านตงซิง ซึ่งผมได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งได้เร่งดำเนินการเปิดด่าน ถ้าเปิดด่านได้จะช่วยระบาย สินค้าไปยังจีนได้สะดวกขึ้น
 
มาตรการที่7 จะใช้กลไกเกษตรพันธสัญญาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
 
มาตรการที่8 กระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนจะช่วยกันส่งเสริมการบริโภคน้ำผลไม้ 100% ของไทยซึ่งยังติดปัญหาอุปสรรคบางประการในเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่ยังกำหนดเก็บภาษีในรูปแบบภาษีความหวาน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และเอกชนไม่ได้ขัดข้องในประเด็นนี้แต่เห็นว่ากรมสรรพสามิตควรจะได้ปรับปรุงทบทวนในเรื่องของความหวานที่เกิดจากผลไม้ธรรมชาติจริงๆเพื่อส่งเสริมการดื่มน้ำผลไม้ของไทยให้มากขึ้นโดยไม่ไปเก็บหรือเพิ่มภาษีความหวานในส่วนของน้ำผลไม้ธรรมชาติ
 
มาตรการที่9 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการใช้ห้องเย็นที่มีอยู่ 600 กว่าแห่งในประเทศไทยให้เป็นประโยชน์ในการชะลอพืชผลทางการเกษตรสำคัญที่จะออกสู่ตลาดและมีผลกระทบทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำให้มากขึ้น
 
" ประการสุดท้าย มาตรการที่ 10 ขณะนี้การส่งออกสับปะรดกระป๋องที่เราส่งออกไปลำดับหนึ่งของโลกไปออสเตรเลียมีปัญหาในเรื่องของการตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างสูง กับการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องที่เราส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปก็มีการตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างสูงก็จะมอบหมายให้พูดพาณิชย์ของเราเร่งเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหานี้ต่อไปเพื่อจะได้ทำตัวเลขส่งออกให้มากขึ้นและนำรายได้เข้าประเทศในช่วงนี้ นี่คือ 10 มาตรการที่จะจับมือร่วมกันเดินหน้าต่อไปและช่วยกับชาวเกษตรกรได้ในที่สุด" นายจุรินทร์ กล่าว
“พาณิชย์” เผยล่าสุดยอดเพิ่มเป็น 369 ราย ...พบชาวกัมพูชา ขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ไม่ปิดป้ายแสดงราคาขายและขายแพงเกินจริง….

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 20 เม.ย.2563 ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัยเพิ่ม 3 ราย แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 1 ราย พบเป็นร้ายขายยาจำหน่ายแอลกอฮอล์ 70 % ขนาด 450 มล. กระทำความผิดข้อหาจำหน่ายแอลกอฮอล์โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 ในต่างจังหวัด   2 ราย ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น 1 ราย เจ้าหน้าที่ได้ทำการล่อซื้อและจับกุมร้านค้าจำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่าน   ทางเฟซบุ๊ก 1 ราย พบของกลางเป็นหน้ากากอนามัยยี่ห้อต่างๆ นำเข้า จากต่างประเทศ บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 700 – 800 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ14 – 16 บาท) จำนวน 809 กล่อง รวม 40,450 ชิ้น แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยอนามัยสูงเกินราคาที่กำหนด และแพงเกินสมควร ตามมาตรา 25 และมาตรา 29 และจังหวัดราชบุรี 1 ราย โดยการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายชาวกัมพูชา พบของกลางเป็นหน้ากากอนามัย บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น จำนวน 282 กล่อง (รวม 14,100 ชิ้น) นอกจากนี้ยังพบสเปย์แอลกอฮอล์ 75 % ขนาด 150 มล. จำนวน 70 ขวด แอลกอฮอล์ ขนาด 150 มล. จำนวน 42 ขวด และเจลล้างมือชนิดหลอด ขนาด 50 มล. จำนวน 48 หลอด แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอออล์ โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาและจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 28 และมาตรา 29                           

          โดยสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มียอดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 369 ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 169 ราย และต่างจังหวัด 200 ราย

          ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง มาตรา26 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย  มาตรา28 ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทและมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          นายสุพพัตกล่าวว่า อยากเตือนประชาชนอย่ากักตุนสินค้า หรือค้ากำไรเกินควร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด –19 ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน หากพบมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที และจะติดตามตรวจสอบ จับกุม อย่างต่อเนื่อง “หากประชาชนพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร ร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และ ในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นายสุพพัตกล่าว

“จุรินทร์” บุกห้างโมเดิร์นเทรด นำเกษตรกรทำสัญญาขายผลไม้ 16,700 ตัน 762 ล้านบาท พร้อมสั่งพาณิชย์ทั่วประเทศทำหน้าที่”เซลล์แมนจังหวัด”ขายผลไม้ให้เกษตรกร

วันจันทร์ที่ 20เมษายน 2563เวลา 10.00น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมTops market ในห้างเซ็นทรัล ตามโครงการความร่วมมือระบายสินค้าเกษตร-ผลไม้ กับห้างสรรพสินค้า

 ที่ Tops market สาขาแจ้งวัฒนะ โดยนายจุรินทร์ ใช้เวลาช่วงเช้าของวันนี้ตรวจเยี่ยมโครงการความร่วมมือเชื่อมโยงและกระจายสินค้าเกษตร-ผลไม้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด ซึ่งมีทั้งวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี สหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตร จังหวัดตราดวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตมะม่วงส่งออกอำเภอบางแพจังหวัดราชบุรีกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์วิถีธรรมชาติจังหวัดกำแพงเพชรและเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี สุโขทัยอุทัยธานี นครปฐม สมุทรสาครสุพรรณบุรี ยะลา และอื่นๆ  บรรยากาศเต็มไปด้วยความกลุ่มใจของกลุ่มเกษตรกรที่ได้มีโอกาส สินค้าเกษตรเข้าร่วมรายการในห้างสรรพสินค้าใหญ่

หลังการตรวจเยี่ยม นายจุรินทร์ กล่าวว่า  โครงการความร่วมมือนี้เกิดจาก นโยบายที่ได้ทำข้อตกลง MOU เมื่อวันที่ 9มีนาคม  2563ในทุกห้างสรรพสินค้า  โดยหลักการร่วมมือกัน “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อร่วมมือกันทำงานให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพจากเกษตรกรและกระทรวงพาณิชย์ช่วยระบายสินค้าทางการเกษตรไปยังตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับระยะเวลานี้ที่จำเป็นต้องเร่งทำเป็นกรณีพิเศษคือเรื่องผลไม้ ซึ่งผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้วจะออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วง 3-4เดือนถัดจากนี้ไป สำหรับการเตรียมการเรื่องตลาดผลไม้นั้นได้มีการประชุมร่วมกันกับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ ล้ง สหกรณ์การเกษตร กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรผู้ทำผลไม้แปรรูป และผู้ส่งออกร่วมกัน

" แต่ว่าในช่วงที่ผ่านมาเราต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19เกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องปรับแผนงานทั้งหมดเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ขณะนี้เราได้ข้อสรุปร่วมกันว่าสำหรับผลไม้นั้นจะต้องช่วยกันดำเนินการนอกจากทางด้านการผลิตที่ผลไม้ไทยถือว่ามีคุณภาพมากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทางด้านการตลาดต้องดำเนินการทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ และขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการช่วยระบายผลไม้ทั้งในส่วนตลาดออฟไลน์ และตลาดออนไลน์ควบคู่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะสำหรับตลาดต่างประเทศขณะนี้ประสบปัญหาอยู่ว่าเรื่องผลไม้ในภาพรวมเราจะต้องส่งออกตัวสำคัญร้อยละ 60ต้องปรับ มาเป็นตลาดในประเทศเพื่อช่วยชาวสวนเพิ่มให้มากขึ้นและส่วนของตลาดออนไลน์ในสัปดาห์นี้กระทรวงพาณิชย์จะได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียงหลายแพลตฟอร์มเพื่อนำผลิตผลของเกษตรกรขึ้นไปบนออนไลน์เพื่อที่จะได้ช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้กับเกษตรกรแต่สำหรับตลาดออฟไลน์นั้น ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้รับความร่วมมืออย่างดีกับตลาดค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ " นายจุรินทร์ กล่าว

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ไปประชุมร่วมกับสมาคมค้าส่งค้าปลีกสินค้าเกษตรไทยและสมาคมตลาดสดในการช่วยระบายผลไม้ไปยังตลาดในประเทศที่ตลาดไท นอกจากเราใช้ตลอดค้าส่ง อันที่สองเราใช้ตลาดในท้องถิ่นพาณิชย์จังหวัดจะประสานกับเกษตรกรเพื่อช่วยระบายผลไม้ในประเทศ ในจังหวัดต่างๆให้ได้มากที่สุด ประการที่สาม ในการที่ได้สั่งการให้เตรียมการที่จะนำสหกรณ์การเกษตรที่ผลิตผลเม้ทั่วทั้งประเทศที่กระทรวงเกษตรส่งรายชื่อมาให้มีทั้งหมด 114สหกรณ์ด้วยกันจะต้องประชุมร่วมกันกับพาณิชย์จังหวัด 76จังหวัดเพื่อให้พาณิชย์จังหวัดไปสำรวจตลาดที่ตนเองรับผิดชอบและทำการสั่งซื้อเพื่อที่จะไประบายในจังหวัดของตัวเองช่วยให้ลองกองจากนราธิวาส สามารถขายที่อุบล ที่อีสานที่ภาคเหนือที่กรุงเทพได้ช่วยให้มะม่วงจากอีสานจากภาคเหนือมาขายกรุงเทพภายภาคหน้าอื่นได้สลับกันโดยพาณิชย์จังหวัดจะเป็นสื่อกลางทำหน้าที่เซลล์แมนจังหวัดขายผลไม้ให้เกษตรกรและ

ประการที่สี่ การร่วมมือกับโมเดิร์นเทรดต่างๆมีการทำ MOU ร่วมกันเมื่อวันที่ 9มีนาคม 2563ที่ผ่านมาและที่มาที่ท็อปส์วันนี้ก็เกิดจาก MOU ที่เราได้ลงนามร่วมกันที่จะช่วยเป็นแหล่งระบายผลไม้ให้กับเกษตรกรซึ่งเราได้รับความร่วมมือจากทั้งบิ๊กซีโลตัส เดอะมอล์ แมคโคร ท็อปส์ มาร์เก็ต ที่มาเยี่ยมวันนี้ ขอบคุณท็อปส์ด้วยที่เป็นหนึ่งในสี่โมเดิร์นเทรดใหญ่ในการที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์โดยได้ทำสัญญา 40สัญญา เพื่อระบายผลไม้จากหลายจังหวัดทั่วประเทศซึ่งช่วยให้สามารถขายผลไม้จากสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศได้ถึง 16,700ตันและมีมูลราคา 762ล้านบาทสำหรับความร่วมมือที่วันนี้ซึ่งท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ช่วยระบายในหลายสาขาของท็อปส์ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้ได้มีโอกาสในการระบายผลไม้ของตนเองผ่านโมเดิร์นเทรดขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทางท็อปส์ซุปเปอร์มาร์เก็ตในวันนี้

 และผู้สื่อข่าวรายงานว่า  โดยก่อนหน้านี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2563ออกมา 3  มาตรการ ประกอบด้วย

มาตรการที่ 1ส่งเสริมการซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยมีการทำข้อตกลงระหว่าง Tops Market/ The Mall / Makro/ Lotus / Big C กับ สถาบัน เกษตรกรจากจังหวัดเชียงใหม่ ลําพูน น่าน สุโขทัย ตราด จันทบุรี กว่า 40สัญญา โดยมีผลไม้ 9ชนิด ได้แก่ ส้มเขียวหวาน ลําไย ลิ้นจี่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สละ และสับปะรด ปริมาณรวม 16,699.30ตัน มูลค่ารวมกว่า 761.988ล้านบาท

มาตรการที่ 2  เพิ่มช่องทางการจัดจําหน่าย  โดยจับมือกับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาจํากัด(CPN) จัดพื้นที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ให้เกษตรกร จําหน่ายผักและผลไม้ให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านกิจกรรม “ตลาดผลไม้รวมใจ” ระหว่างวันที่ 15 - 30เม.ย. 63โดยมีเซ็นทรัล 5สาขา (ประกอบด้วย เวสเกต /ลาดพร้าว / พระราม 2/พระราม3/อิสวิลล์)และมีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วม 14กลุ่ม (พะเยา /อุตรดิตถ์/ พิจิตร/ ศรีสะเกษ/ อุดรธานี /ลพบุรี / จันทบุรี/ นครปฐม / ราชบุรี/ สมุทรสาคร / ปทุมธานี / ปัตตานี)

มาตรการที่ 3มาตรการรณรงค์การบริโภคในประเทศ เชิญชวนให้ประชาชนในประเทศบริโภคผลไม้ไทยตามฤดูกาล คนไทย ได้บริโภคผลไม้เกรดส่งออก รสชาติอร่อย ในราคา เหมาะสม

และภายใต้ ความร่วมมือการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 และการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ COVID-19 ห้างท็อปส์ได้มีมาตรการเกษตรกรทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ โดย ช่องทางออฟไลน์ ท็อปส์รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปทั่วประเทศ จาก 1,170 ชุมชน 24,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ สินค้าเกษตรกว่า 9,000 รายการ และช่องทางออนไลน์ สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่าน www.tops.co.th และแอปพลิเคชั่น Grab ครอบคลุมพื้นที่บริการ 41 จังหวัดซึ่งจากสถานการณ์ COVID-19 พบว่า ผู้บริโภคนิยมสั่งซื้อผัก ผลไม้ อาหารสดเพิ่มมากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์

“โฆษกกระทรวงพาณิชย์”เผย “จุรินทร์”เตรียมนัดหารือเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าและธุรกิจบริการ เดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย หลังเจอโควิด-19

โฆษกกระทรวงพาณิชย์เผย จุรินทร์ เตรียมนัดหารือเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าและธุรกิจบริการ เดินหน้า พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย หลังเจอโควิด-19 คิวต่อไปพบผู้ผลิตและเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ผู้ส่งออกไก่สด ไก่แปรรูป อาหารสำเร็จรูป ผักผลไม้ อาหารแช่เยือกแข็ง เพื่อรับฟังปัญหาและช่วยสร้างโอกาสส่งออก ต่อด้วยแพลตฟอร์มออนไลน์ หวังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยค้าขายออนไลน์ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายสุพพัต อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการที่จะพบปะกับภาคเอกชนผู้ผลิตสินค้าและธุรกิจบริการ เพื่อหารือถึงการเตรียมพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการผลิต การตลาด การค้าในประเทศ และการส่งออกต่างประเทศ ในช่วงหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยรัฐมนตรีจะไปรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และแนวทางการทำงานกับภาคเอกชนเป็นรายอุตสาหกรรม ก่อนที่จะนำมาประมวลผลและจัดทำมาตรการเชิงรุกในการขับเคลื่อนต่อไป

สำหรับกำหนดการพบปะกับภาคเอกชนครั้งต่อไป กำหนดไว้วันที่ 22 เมษายน 2563 จะหารือกับกลุ่มผู้ผลิตไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป เช่น สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร บมจ.เบทาโกร บมจ.จีเอฟพีที และสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิต การค้าภายในประเทศและการส่งออก เพราะเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีความต้องการของผู้บริโภค และมีโอกาสในการขยายตลาดส่งออกได้เพิ่มขึ้น

ส่วนสินค้าตัวถัดมา จะนัดหารือกับกลุ่มผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กลุ่มผักผลไม้ เช่น สับปะรด ข้าวโพดหวาน ทูน่า อาหารทะเล เครื่องดื่มและนม ในวันที่ 23 เมษายน 2563 และจะเชิญเกษตรกรจาก จ.ประจวบคีรีขันธ์และสมุทรสงคราม มาร่วมหารือด้วย ที่โรงงานเทพผดุงพร ซึ่งผลิตน้ำมะพร้าวและกะทิ ที่พุทธมณฑลสาย 4 โดยต้องการที่จะประเมินสถานการณ์การผลิตและการส่งออก และต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือ ในด้านไหน เพื่อที่จะส่งออกได้เพิ่มขึ้น

จากนั้น ได้นัดหารือกับสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง   ณ ห้องประชุมโรงงานอาหารทะเล Sea Value ณ ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เพื่อติดตามสถานการณ์ การผลิต การตลาด และการส่งออก ร่วมกับเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ส่งออก เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้เข้าไปช่วยเหลือและช่วยผลักดันให้มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันสินค้าอาหารทะเลของไทย มีความต้องการเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในวันที่ 27 เมษายน 2563 นายจุรินทร์ได้นัดหารือกับกลุ่มแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งที่ขายสินค้าในประเทศ และต่างประเทศ ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือในการใช้ช่องทางออนไลน์ช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) ผู้ผลิตสินค้าชุมชน สินค้าโอทอป ไปจนถึงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ให้มีโอกาสในการขายสินค้าทางออนไลน์ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2563 นายจุรินทร์ได้หารือกับสมาคมตลาดกลาง สมาคมตลาดสดไทย และเกษตรกรกลุ่มผักผลไม้ ณ ตลาดไท เพื่อหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ให้มีช่องทางการจำหน่ายผลไม้ในช่วงที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด ทั้งตลาดในประเทศและส่งออกต่างประเทศ จากนั้นวันที่ 18 เมษายน 2563 ได้หารือกับเกษตรกร สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย ณ ท่าเรือขนข้าว บจก.พงษ์ลาภ จ.ปทุมธานี เพื่อติดตามสถานการณ์ข้าว ทั้งข้าวสาร ข้าวสารบรรจุถุง และข้าวส่งออก เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล ทั้งการบริโภคในประเทศและการส่งออกแล้ว

“พาณิชย์” เผย ล่าสุดจับเพิ่มวันเดียว 17 ราย ขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์แพงเกินจริง...ยอดรวมสูงถึง 336 ราย

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 15เม.ย. 2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ เพิ่มวันเดียวสูงถึง 17ราย ดังนี้

กรุงเทพฯ 3 ราย เป็นร้านขายยา 1 ราย พบผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาสีฟ้า บรรจุซองใส10 ชิ้น/แพค ในราคาชิ้นละ 25 บาท โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย จึงแจ้งข้อหากระทำความผิดตามมาตรา 28  นอกจากนี้ยังพบร้านค้าจำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก 1 ราย โดยทำการล่อซื้อและจับกุม พบขายหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา บรรจุกล่องละ 50 ชิ้น ในราคา 650 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13 บาท) รวม 8,850ชิ้น และอีก 1 ราย เป็นร้านค้าทั่วไป บรรจุกล่อง 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 850 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 17 บาท)  โดยทั้ง 2 ราย กระทำความผิดข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 29

 

ต่างจังหวัด 14  รายแยกเป็นการกระทำความผิด ดังนี้

-    กระทำความผิด ตามมาตรา 28ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยโดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย จำนวน  7 ราย ได้แก่จังหวัดสตูล 1รายจังหวัดสมุทรสาคร 2ราย จังหวัดมุกดาหาร 1 ราย (จำหน่าย ผ่านทางเฟซบุ๊ก) และจังหวัดอุดรธานี 3 ราย (จำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก)

-       กระทำความผิดตามมาตรา 25 (5)ข้อหาไม่แจ้งต้นทุน ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ต่อ กกร.เป็นโรงงานผลิตเจลล้างมือแอลกอฮอล์ ในจังหวัดปทุมธานี 1 ราย        

-       กระทำความผิดตามมาตรา 25  ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยสูงเกินราคาที่กำหนด โดยการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก 1 ราย ในราคากล่องละ 750 บาท   (เฉลี่ยชิ้นละ 15 บาท) ผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางแอปพลิเคชั่นไลน์ 1 ราย ในราคากล่องละ 890 บาท  (เฉลี่ยชิ้นละ 17.80 บาท) และร้านค้าทั่วไปอีก 1ราย จำหน่ายหน้ากากอนามัย ในราคากล่องละ 700 บาท(เฉลี่ยชิ้นละ 14 บาท) ในจังหวัดอุดรธานี 3 ราย

-       กระทำความผิดตามมาตรา 29ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยสูงเกินสมควร โดยการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก  พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย บรรจุกล่อง 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 650 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13 บาท) ในจังหวัดอุตรดิตถ์ 1 ราย

-       กระทำความผิดตามมาตรา 25 และมาตรา 29ข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุมและจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควร เป็นร้านค้าทั่วไปพบจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical mask)ในราคากล่องละ 660 – 780 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13.20 – 15.60 บาท) ในจังหวัดขอนแก่น 2 ราย

ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มีจำนวนสูงขึ้นถึง 336 ราย  แยกเป็น กรุงเทพฯ 159ราย และต่างจังหวัด 177 ราย

สำหรับสถานการณ์การจำหน่ายไข่ไก่ในขณะนี้ คาดจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จากสถิติการจับกุมผู้จำหน่ายไข่ไก่เกินราคาทั่วประเทศ ที่กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542ไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่ม ยอดรวมยังคงอยู่ที่ 26 ราย โดยรวมความต้องการซื้อไข่ไก่ลดลงจนเข้าสู่ภาวะปกติประชาชนซื้อเท่าที่พอเพียงต่อการบริโภค อีกทั้งมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น สามารถสั่งซื้อและส่งสินค้าได้ตามปกติ

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ  ปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา26 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย มาตรา 28ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท และมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษ  จำคุกไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าติดตามตรวจสอบ และจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการตรวจสอบการจำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าที่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุมเช่น ไข่ไก่ หากพบขายเกินราคาควบคุม และแพงเกินจริงมีการกักตุนสินค้า หรือเอาเปรียบประชาชน จะดำเนินคดีตามกฏหมายขั้นเด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโควิด – 19  “หากพบมีการขายร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และในต่างจังหวัดร้องเรียน            ได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นางลลิดากล่าว

จับเพิ่ม อีก 8 ราย....พบต่างจังหวัดคดีพุ่งไม่หยุด พบขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ แพงเกินจริงทั้งออนไลน์และร้านทั่วไป.....ล่าสุดยอดสะสมทั่วประเทศรวม 319 ราย

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 14เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์เพิ่มอีก 8ราย แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 1 ราย เป็นร้านค้าทั่วไป พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา ในราคาชิ้นละ20 บาท แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 29

ส่วนในต่างจังหวัดสามารถจับกุมเพิ่ม 7รายแบ่งเป็น ร้านจำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟซบุ๊ก 2 รายได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์  1 รายโดยเจ้าหน้าที่ทำการล่อซื้อและจับกุม พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical mask) ในราคากล่องละ 690 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13.80 บาท)         จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 1 ราย จำหน่ายหน้ากากอนามัยบรรจุ 10 ชิ้น/แพค ในราคา 130 บาท(เฉลี่ยชิ้นละ 13 บาท) ร้านค้าทั่วไปในจังหวัดพิษณุโลก 3ราย โดยทำการล่อซื้อและจับกุมพบจำหน่าย หน้ากากอนามัยบรรจุกล่อง 50 ชิ้น ในราคากล่องละ 760 – 790 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ15.20 – 15.80 บาท)  โดยทั้ง 5 รายกระทำความผิดข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยราคาสูงเกินสมควร ตามมาตรา 29  นอกจากนี้พบผู้กระทำความผิดในจังหวัดกาฬสินธุ์ 1 รายเป็นร้านค้าทั่วไปจำหน่ายเจลแอลกอฮอล์ โดยไม่ปิดป้ายแสดงราคา จึงแจ้งข้อหากระทำความผิด ตามมาตรา 28 และเจ้าหน้าที่ยังได้เข้าตรวจค้นโรงงานในจังหวัดปทุมธานี อีก 1 รายลักลอบผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ (Surgical mask)ชนิด 3 ชั้น พบหน้ากากอนามัย จำนวน 138,000 ชิ้น จึงยึดเป็นของกลาง และแจ้งข้อหากระทำความผิด เป็นผู้ผลิตไม่แจ้งต้นทุน ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิตต่อ กกร. ตามมาตรา 25 (5)โดยสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณี หน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 319 ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 156ราย และต่างจังหวัด 163 ราย

สำหรับสถานการณ์ราคาไข่ไก่เริ่มปรับลดลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากขณะนี้มีปริมาณผลผลิต    ไข่ไก่กระจายเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ฟาร์มไข่ไก่ที่ได้รับคำสั่งซื้อมีการชะลอตัวลงจากหลายสัปดาห์ก่อน ทำให้สามารถส่งไข่ไก่ให้กับผู้ค้าส่งได้มากขึ้น และมีสินค้าเพียงพอที่จะกระจายต่อไปยังผู้ค้าปลีก อีกทั้งผู้จำหน่ายรายใหญ่ทั้ง ซีพี เบทาโกร มีการกระจายผลผลิตไข่ไก่เข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น โดยมีสินค้าวางจำหน่ายทุกวันในห้างโมเดิร์นเทรด เช่น แมคโคร บิ๊กซี เทสโก้โลตัส และไม่จำกัดจำนวนการซื้อของประชาชน เนื่องจากความต้องการในการซื้อไข่ไก่ของผู้บริโภคมีปริมาณลดลงจากเดิม ซึ่งสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายไข่ไก่เกินราคาทั่วประเทศ ณ วันที่ 14 เมษายน 2563 จึงไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม ยอดรวม 26 ราย คงที่

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี      หรือปรับ ไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา26 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย  มาตรา28 ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท และมาตรา 29 ข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

          รองโฆษกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเจ้าหน้าลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อติดตามตรวจสอบ จับกุมผู้กระทำความผิดตามข้อร้องเรียนทุกวัน และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อยากจะย้ำเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมกักตุนสินค้า และค้ากำไรเกินควร ซึ่งถือเป็นการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าจำเป็นอื่น ๆ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งหากพบมีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จะถูกดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดทันที โดยผู้บริโภคพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด นางลลิดากล่าว

“พาณิชย์” เผยล่าสุดจับร้านขายยาจำหน่ายเจลล้างมือแอลกอฮอล์ ไม่ปิดป้ายแสดงราคา และหน้ากากอนามัยแพงเกินจริง เพิ่มอีก 3 ราย ยอดรวมทั่วประเทศ 309 ราย

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 12เม.ย. 2563ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์  ในกรุงเทพฯ เพิ่ม 3ราย พบร้านขายยา จำหน่ายเจลล้างมือแอลกอฮอล์ ขนาด 450 มล. และขนาด 300มล. โดยไม่มีการปิดป้ายแสดงราคาขาย จำนวน 2 ราย แจ้งข้อหากระทำความผิดไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย ตามมาตรา 28  ส่วนอีก 1 ราย  พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยบรรจุซองใส จำนวน 2 ชิ้น จำหน่ายในราคาซองละ 40 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 20บาท) กระทำความผิดข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยสูงเกินราคาควบคุมและแพงเกินสมควร          ตามมาตรา 25 (1) และมาตรา 29 

ส่วนในต่างจังหวัดไม่มีการจับกุมผู้กระทำความผิดเพิ่มโดยสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และแอลกอฮอล์ มียอดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 309ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 154ราย และต่างจังหวัด 155รายสำหรับสถานการณ์ไข่ไก่โดยรวมความต้องการซื้อไข่ไก่ของประชาชนมีปริมาณลดลงจนเริ่มเข้า สู่ภาวะปกติ จึงไม่พบการกระทำความผิดเพิ่ม

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา 26 ข้อหาเป็นผู้ผลิตไม่แจ้งชื่อ ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย  มาตรา 28 ข้อหาไม่ปิดป้าย แสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท และมาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษ    จำคุกไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

          นายสุพพัตกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์จะเฝ้าติดตามตรวจสอบ จับกุมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง  ย้ำพบการกระทำความผิดจับทันที จับทุกวันไม่มีเว้นวันหยุด เตือนประชาชนอย่ากักตุนสินค้า หรือค้ากำไรเกินควร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 หากพบมีการที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการก็จะถูกดำเนินคดีทันที  “ผู้บริโภคพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และ ในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด” นายสุพพัตกล่าว

“จุรินทร์ “ ประธานประชุม “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ -มันสำปะหลัง” หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ชูนโยบาย”เกษตรผลิต พาณิชย์การตลาด”

 

เห็นชอบประกันภัย 7 อย่างผู้ปลูกข้าวโพด  ช่วยเหลือผู้ปลูกมันสำปะหลัง ที่ตกหล่นยังไม่ได้รับเงินส่วนต่างประกันรายได้   เตรียมนำเข้า ประชุม ครม. ขอเพิ่มงบช่วยเหลือเกษตรกร


วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2563 เวลา09.30 -13.00 น.  ที่กระทรวงพาณิชย์ 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธาน การประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  - มันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2563 ภายหลังการประชุม  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  ประธานในที่ประชุม แถลงผลการประชุมว่า  

วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ให้ความเห็นชอบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด 2 เรื่อง คือ เรื่องที่หนึ่งการประกันภัยพืชผลหรือการประกันภัยข้าวโพดจะช่วยให้ชาวไร่ข้าวโพด หากประสบภัย7 ชนิด หรือประสบภัยจากโรคระบาดจะได้รับเงินชดเชยเพื่อช่วยเหลือพืชผลทางการเกษตรที่เสียหาย โดยรัฐบาลกับ ธกส.จะร่วมมือกันในการจ่ายเบี้ยประกันแทนชาวไร่ข้าวโพดไร่ละ 160 บาท โดยเบี้ยประกัน 160 บาทต่อไร่นั้น รัฐบาลจะจ่ายให้ 96 บาท และ ธกส. จะช่วยจ่ายให้ 64 บาท ถ้าชาวไร่ข้าวโพดผลผลิตเสียหายจากเหตุ 7 ชนิด เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ เป็นต้น จะได้รับเงินชดเชยไร่ละ 1,500 บาท แต่ถ้าเกิดจากโรคระบาดจะได้รับการชดเชยไร่ละ 750 บาท โดยจะใช้วงเงินทั้งหมด 313 ล้านบาท เพื่อดำเนินการเรื่องนี้โดยให้ ธกส. สำรองจ่ายไปก่อนและรัฐบาลจะตั้งวงเงินชดเชยให้ในปีถัดไป

เรื่องที่สองการขยายระยะเวลานโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดซึ่งแต่เดิมนั้นได้กำหนดระยะเวลาการประกันรายได้ไว้สำหรับผู้ปลูกข้าวโพดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ไปจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ทำให้เกษตรกรที่ปลูกในช่วงเดือนนี้ไม่สามารถได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้ได้ วันนี้ที่ประชุมจึงมีมติให้ความเห็นชอบว่าเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 สามารถได้รับเงินจากโครงการประกันรายได้ได้ด้วยโดยมีเกษตรกรอยู่ประมาณ 150,000 ราย ใช้วงเงินงบประมาณ 670 ล้านบาทจะได้รับเงินส่วนต่างชดเชยกิโลกรัมละ 29 สตางค์โดยประมาณ ซึ่งจะให้ ธกส. สำรองจ่ายไปก่อนและรัฐบาลจัดตั้งงบประมาณชดเชยให้ในปีถัดไป พร้อมทั้งจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

สำหรับเรื่องมันสำปะหลัง ที่ประชุมมีความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ 2 เรื่องด้วยกัน 
เรื่องที่ 1 การปฎิบัติตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งได้มีการประกันรายได้ไว้ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาทและมีการกำหนดการจ่ายเงินส่วนต่างรวม 12 งวด คือเดือนละ 1 งวดทุกวันที่ 1 ของเดือน ที่ผ่านมาได้มีการจ่ายไปแล้ว 5 งวดด้วยกัน ยังเหลืออยู่อีก 7 งวดซึ่งงวดถัดไปวันที่ 1 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมาราคาหัวมันสดตกต่ำลงไปมากส่วนหนึ่งเกิดจากภัยแล้งทำให้เชื้อแป้งไม่ได้ตามเกณฑ์ที่ควรจะเป็นทำให้เกษตรกรมีรายได้ในราคาที่ต่ำลงประกอบกับโควิดทำให้ความต้องการในตลาดต่างประเทศมีปัญหาในเรื่องของการส่งออกหลายส่วน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างเพิ่มมากขึ้น ทำให้งวดที่ 6 ถึงงวดที่ 12 ที่ยังค้างอยู่นั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินเพิ่มเติมอีกประมาณ 460 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยดูแลในงบประมาณส่วนนี้ต่อไป โดยจะขอให้ ธกส. ได้จ่ายสำรองไปก่อนและรัฐบาลก็จะตั้งจ่ายชดเชยในปีถัดไป 

เรื่องที่ 2 เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่าควรขอความร่วมมือจากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังทั้งหมด 4 สมาคมด้วยกันประกอบด้วย สมาคมแป้งมัน สมาคมการค้ามันสำปะหลัง สมาคมมันสำปะหลังภาคอีสาน และสมาคมมันสำปะหลังภาคตะวันออก ได้หารือร่วมกันเพื่อที่จะหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในช่วงระยะเวลาวิกฤตในปัจจุบันนี้ โดยขอให้หารือกันว่าสามารถที่จะช่วยรับซื้อหัวมันสดจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 2.30 บาท ที่เชื้อแป้ง 25% ได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นในยามวิกฤตและขณะเดียวกันเพื่อเป็นการลดภาระการจ่ายเงินส่วนต่างของรัฐบาลไปอีกจำนวนหนึ่งได้ด้วยในเวลาเดียวกันซึ่งขอให้ 4 สมาคมนี้ ได้ไปหารือร่วมกันกับผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์และขอคำตอบว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่อย่างไรโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตามสำหรับนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่ได้ดำเนินการมาของรัฐบาลทั้งในส่วนของข้าว มัน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดนั้นมีความคืบหน้าเป็นลำดับ เกษตรกรจำนวนมากได้รับเงินส่วนต่างไปโดยลำดับ อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังมีเกษตรกรจำนวนหนึ่งที่ยังประสบปัญหาติดขัดไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในเรื่องใดก็ตามที่มีสิทธิ์แต่ยังไม่ได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่วันนี้ได้มีการสั่งการให้กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องจากเกษตรกรที่ เชื่อว่าตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้แต่ยังไม่ได้รับเงินเนื่องจากติดปัญหาอุปสรรค นอกจากจะไปร้องเรียนที่เกษตรตำบล กำนันผู้ใหญ่บ้าน หรือที่ ธกส. โดยตรงแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็จะเปิดรับเรื่องจากเกษตรกรโดยตรงผ่านหมายเลข 1569 โดยจะจัดเจ้าหน้าที่ไว้รับเรื่องนี้เป็นการเฉพาะและตรวจแยกข้อมูลเพื่อที่จะได้สั่งการไปยังผู้รับผิดชอบในแต่ละจังหวัดให้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินส่วนต่างให้ได้รับเงินส่วนต่างโดยเร็ว

“เรื่องที่ผมได้เคยเรียนให้ทุกท่านได้รับทราบว่าภายใต้สถานการณ์วิกฤติโควิดที่เกิดขึ้นและรัฐบาลมีนโยบายที่จะออกพระราชกำหนดในการกู้เงินเพื่อมาใช้ในการเยียวยาและสนับสนุนให้ภาคส่วนต่าง ๆ สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดีถือว่าเป็นนโยบายที่สังคมให้การตอบรับมาก” นายจุรินทร์กล่าว

ในส่วนของกระทรวงเกษตรกับกระทรวงพาณิชย์นั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้คิดว่าจะต้องมีการดำเนินการบูรณาการร่วมกันในการทำงานเพราะทั้งหมดทั้ง 2 ส่วน ก็มีเป้าหมายเพื่อที่จะช่วยเหลือเกษตรกรจะดำเนินการบูรณาการร่วมกันภายใต้หลักการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” เพื่อควบคู่กันไปและจะมีการดำเนินการในโครงการต่าง ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรแบบครบวงจรทั้งในภาคการผลิตและภาคการแปรรูปรวมทั้งการตลาด ต่อไปไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรครัวละ 5,000 บาท ซึ่งกระทรวงเกษตรได้เตรียมการในการตั้งเรื่องที่เกี่ยวกับในเรื่องนี้แล้วและจะช่วยเหลือทั้งในส่วนของเกษตรด้านพืช ปศุสัตว์ ประมง และเกษตรแปรรูปต่อไปในภาคส่วนต่าง ๆ รวมทั้งการเตรียมการที่จะลดต้นทุนการผลิตปุ๋ยหรือในเรื่องอื่นๆ เรื่องของแหล่งน้ำ ในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐานขึ้น รวมทั้งในเรื่องของการประสานการตลาด ซึ่งจะมุ่งเน้น 3 ส่วนทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ หมายรวมถึงการส่งออกและตลาดอีคอมเมิร์ซหรือตลาดออนไลน์ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นตลาดออนไลน์เพื่อการค้าในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม โดยทั้งหมดนี้ภายใต้หลักการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีเพื่อขอการสนับสนุนต่อไปเพื่อให้รัฐบาลสามารถที่จะเดินหน้าในการเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

“พาณิชย์” รายงานผลการจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ ทั้งขายผ่านออนไลน์ และร้านค้าทั่วไป เพิ่มอีก 9 ราย ทำให้ยอดการจับกุมเพิ่มเป็น 285 ราย ส่วนสถานการณ์ไข่ไก่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ โดยยอดรวมทั้งประเทศ 26 ราย คงที่ไม่มีคดีเพิ่ม

นายสุพพัต  อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า ณ วันที่ 9เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ เพิ่มอีก 9ราย แบ่งเป็น กรุงเทพฯ 4รายโดยเป็นการล่อซื้อและจับกุม ผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยกล่องละ      50ชิ้น ในราคากล่องละ 665 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13.30บาท) รวม 1,750 ชิ้น และร้านขายยา 1 ราย จำหน่ายหน้ากากอนามัยบรรจุ 10 ชิ้น/แพค ในราคา 200 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 20 บาท) ทั้งสองรายกระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินราคาสมควร ตามมาตรา 29  และยังจับกุมผู้จำหน่ายแอลกอฮอล์ ได้ 1 ราย ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคา ตามมาตรา 28  นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตอีก 1 ราย พบของกลางเป็นหน้ากากอนามัยแบบธรรมดา (สีเขียว) จำนวน 300 ชิ้น หน้ากากอนามัยแบบคาร์บอน จำนวน 44,350 ชิ้น พร้อมกันนี้ยังได้เข้าตรวจค้นโกดังจัดเก็บหน้ากากอนามัยบริเวณใกล้เคียงพบหน้ากากอนามัยอีก จำนวน 215,000 ชิ้น ได้ทำการยึดของกลางและแจ้งข้อหาป็นผู้ผลิตไม่แจ้งต้นทุน ราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิตต่อ กกร. ตามมาตรา 25 (5)

ในส่วนของต่างจังหวัดจับกุมได้เพิ่ม 5ราย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา 1 รายเป็นร้านค้าออนไลน์ บนเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่ทำการการล่อซื้อและจับกุม พบจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคา กล่องละ 850 บาท จังหวัดชลบุรี 1รายเป็นร้านค้าทั่วไปจำหน่ายหน้ากาอนามัยขนิดกรอง 4 ชั้น ในราคา กล่องละ 790 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 15.8 บาท) ทั้งสองรายกระทำความผิดข้อหาจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินราคาสมควร ตามมาตรา 29  จังหวัดกาฬสินธุ์ 1 รายเป็นร้านค้าทั่วไปพบจำหน่ายหน้ากากอนามัยโดย ไม่ปิดป้าย แสดงราคา ตามมาตรา 28  จังหวัดสมุทรสงคราม 1 รายกระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัย ในราคา 120 บาท/แพค (เฉลี่ยชิ้นละ 12 บาท) แจ้งข้อหาจำหน่ายเกินราคาควบคุม ตามมาตรา 25 และ

 

จังหวัดเพชรบูรณ์  1 รายจำหน่ายหน้ากากอนามัยในราคากล่องละ 760 บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 15.20บาท) ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 285ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 140ราย และ ต่างจังหวัด 145ราย สำหรับการจับกุมกรณีผู้จำหน่ายไข่ไก่แพงเกินจริงทั่วประเทศ ณ วันที่ 9 เม.ย. 2563ไม่พบผู้กระทำความผิด

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืน หรือจนกว่าจะแจ้ง  มาตรา 28ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท และมาตรา 29 ข้อหาขายแพงเกินสมควรมีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

          นายสุพพัตกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าตรวจสอบ และจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือและแอลกอฮอล์ ที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ อย่างต่อเนื่องเพราะถือเป็นสินค้าที่มีความจำเป็นในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19                       ทั้งนี้ การตรวจสอบและจับกุม ยังรวมถึงสินค้าที่ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม แต่หากพบว่ามีการขายแพง มีการกักตุนสินค้า หรือมีการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ก็จะดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด หากผู้บริโภคพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร ร้องเรียนได้ทันที ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด จะมีการเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทันที นายสุพพัตกล่าว

“พาณิชย์” เผยจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินจริง ยอดรวมทั่วประเทศ 276 ราย ทั้งร้านค้าออนไลน์ และร้านค้าทั่วไป ส่วนสถานการณ์การจำหน่ายไข่ไก่เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ

กระทรวงพาณิชย์รายงานผลการจับกุมสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ ณ วันที่ 8เมษายน2563สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินจริงทั้งขายผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์และร้านค้าทั่วไป เพิ่มอีก 3ราย ทำให้ยอดการจับกุม รวม 276ราย ส่วนไข่ไก่ยอดรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 26ราย ไม่พบการกระทำความผิดเพิ่ม

นายสุพพัต อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ และศูนย์ปฏิบัติการด้านการควบคุมสินค้า (ศปส) ฝ่ายสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 8เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัยได้เพิ่มอีก 3ราย แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 1ราย เป็นการล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ พบจำหน่ายหน้ากากอนามัย กล่องละ 50ชิ้น ราคากล่องละ 770บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 15.40บาท) รวม 20,000ชิ้น แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคาควบคุม และจำหน่ายแพงเกินราคาสมควร ตามมาตรา 25และ 29

ส่วนในต่างจังหวัดจับกุมได้เพิ่ม 2ราย ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา 1 ราย โดยการล่อซื้อและจับกุมเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์เสริมสวยจำหน่ายหน้ากากอนามัย ในราคาชิ้นละ 20 บาท จำนวน 122 ชิ้น จึงแจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินราคาสมควร ตามมาตรา 29 และจังหวัดอุทัยธานี  1 ราย เป็นร้านค้าทั่วไปพบจำหน่ายหน้ากากอนามัย ในราคาชิ้นละ 20 บาท แจ้งข้อหากระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยโดยไม่ปิดป้ายแสดงราคาและจำหน่ายเกินราคาควบคุม โดยสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์และแอลกอฮอล์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 276ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 136ราย และต่างจังหวัด 140ราย

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง มาตรา 28ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท มาตรา 29ข้อหาขายแพงเกินสมควร มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

นายสุพพัตกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสถิติการจับกุมกรณีผู้จำหน่ายไข่ไก่แพงเกินจริงทั่วประเทศ  ณ วันที่ 8 เม.ย.2563ยอดรวมการจับกุมดำเนินคดีอยู่ที่ 26ราย คงที่ ไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่มเติม เนื่องจากความต้องการซื้อไข่ไก่ในการบริโภคมีปริมาณลดลงจนเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ และมีปริมาณผลผลิตไข่ไก่กระจายเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีวางจำหน่ายทุกวันในห้างโมเดิร์นเทรด เช่นแม็คโคร โลตัส บิ๊กซี เทสโก้โลตัส และร้านค้าปลีกรายย่อย มีสินค้าวางจำหน่าย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะลงพื้นที่ตรวจสอบและจับกุมอย่างต่อเนื่อง ย้ำ “หากผู้บริโภคพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร ร้องเรียนได้ทันที ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด จะมีการเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทันที” นายสุพพัตกล่าว

“พาณิชย์” เผยล่าสุดพบผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินจริง ยอดจับกุมทั่วประเทศเพิ่ม 6 ราย ส่วนสถานการณ์การจำหน่ายไข่ไก่ดีขึ้นไม่พบคดีเพิ่ม

รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ รายงานผลการจับกุมสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์  ณ วันที่ 7เมษายน 2563สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินจริงทั้งขายผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ และร้านค้าทั่วไป เพิ่มอีก 6ราย ทำให้ยอดการจับกุม รวม 273ราย ส่วนไข่ไก่ไม่พบการกระทำความผิดเพิ่ม รวมยอดทั้งประเทศยังคงอยู่ที่ 26ราย

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 7เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ     พ.ศ. 2542สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัยได้เพิ่มอีก 6ราย แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 3ราย โดยเจ้าหน้าที่โทรศัพท์ล่อซื้อและจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัย 1ราย จำหน่ายหน้ากากอนามัยกล่องละ 50ชิ้น ราคากล่องละ 725บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 13.50บาท) ผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ 1 ราย พบจำหน่ายในราคากล่องละ 660บาท (เฉลี่ยชิ้นละ13บาท) รวม 15,000ชิ้น ทั้ง 2 ราย กระทำความผิดข้อหาขายแพงเกินราคาสมควรและอีก 1ราย เป็นการตรวจค้นสถานที่พบของกลางเป็นหน้ากากอนามัยจำนวน 1,650 ชิ้น จึงแจ้งข้อหากระทำความผิดตาม มาตรา 25 (5) ไม่แจ้งปริมาณราคาจำหน่ายต่อ กกร.

ส่วนในต่างจังหวัดจับกุมได้เพิ่ม 3ราย ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดมหาสารคาม ทั้ง 3 ราย เป็นร้านค้าทั่วไปกระทำความผิดข้อหา จำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินราคาสมควร (มาตรา 29) ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์และแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นเป็น 273ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 135ราย และต่างจังหวัด 138ราย

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่แจ้งต้นทุนราคาซื้อ ราคาจำหน่าย ปริมาณการผลิต ปริมาณคงเหลือ ตามมาตรา 25 (5) มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับไม่เกินวันละ 2,000 บาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนหรือจนกว่าจะแจ้ง ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มาตรา 28มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท ข้อหาขายแพงเกินสมควร (มาตรา 29) มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นางลลิดากล่าวว่า จากการติดตาม พบว่าสถานการณ์ไข่ไก่ดีขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเข้าสู่ภาวะปกติโดยสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายไข่ไก่เกินราคาทั่วประเทศ ณ วันที่7เม.ย. 2563ไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่ม ยอดรวมการจับกุมทั่วประเทศอยู่ที่ 26ราย เท่าเดิม

“หากประชาชนพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือค้ากำไรเกินควร ขอให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด จะมีการเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทันที”นางลลิดากล่าว

“พาณิชย์” เผยล่าสุดพบผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์แพงเกินจริง ส่วนสถานการณ์การจำหน่ายไข่ไก่ไม่พบคดีเพิ่ม (ประจำวันที่ 6 เมษายน 2563)

 รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ รายงานผลการจับกุมสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ ณ วันที่ 5เมษายน 2563สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์แพงเกินจริงทั้งขายผ่านออนไลน์และร้านค้าทั่วไป เพิ่มอีก 5ราย  ทำให้ยอดการจับกุม รวม 265ราย ส่วนไข่ไก่ไม่พบการกระทำความผิดเพิ่ม รวมยอดทั้งประเทศยังคงอยู่ที่ 26ราย ย้ำกระทรวงพาณิชย์จะลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง หากผู้บริโภคพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร สามารถร้องเรียนได้ทันที

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 5เม.ย. 2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ ได้เพิ่ม อีก 5ราย แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 2ราย โดยเป็นการจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าทางแอปพลิเคชั่นไลน์ 1ราย ในเขตสายไหม จำหน่ายหน้ากากอนามัย กล่องละ 50ชิ้น ราคากล่องละ 750บาท (เฉลี่ยชิ้นละ 15บาท)แจ้งข้อหาขายแพงเกินราคาสมควร และอีก 1ราย เป็นสถานที่ผลิตเจลแอลกอฮอล์ในเขตแจ้งวัฒนะ ข้อหากระทำความผิดตาม มาตรา 25 (5) ไม่แจ้งราคาต้นทุนการผลิต

ส่วนในต่างจังหวัดจับกุมได้เพิ่ม 3ราย โดยพบผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินราคาสมควร (มาตรา 29) จำนวน 2ราย จังหวัดนครราชสีมา 1ราย โดยทำการล่อซื้อจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยผ่านทางเฟสบุ๊ก จำหน่ายในราคากล่องละ 730บาท (เฉลี่ยชิ้นละ14.60บาท) รวม 5,000ชิ้น และที่จังหวัดปราจีนบุรี 1ราย นอกจากนี้ยังได้เข้าตรวจค้นหน้ากากอนามัยและจับกุมชาวจีน ในจังหวัดชลบุรี อีก 1ราย ในข้อหาไม่แจ้งปริมาณและปฏิเสธการจำหน่ายสินค้าควบคุม มาตรา 25 (5) และมาตรา 30ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์และแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นเป็น 265ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 131ราย และต่างจังหวัด 134ราย

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มาตรา 28มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท ข้อหาขายแพงเกินสมควร (มาตรา 29) มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นางลลิดา กล่าวว่า สำหรับการจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายไข่ไก่เกินราคาทั่วประเทศ ณ วันที่ 5เม.ย. 2563ไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่ม  ยอดรวมทั่วประเทศอยู่ที่ 26ราย อย่างไรก็ตาม จากการติดตาม พบว่าสถานการณ์ไข่ไก่ดีขึ้นเรื่อยๆ และกำลังเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งขณะนี้การผลิตและการกระจายผลผลิตไข่ไก่   ดีขึ้น โดยการขอความร่วมมือห้างค้าปลีกค้าส่ง ให้จำกัดการจำหน่ายไม่เกินคนละ 1-2แผง เพื่อให้กระจายได้ทั่วถึง รวมถึงมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ ทั้งการห้ามส่งออกไข่ไก่เป็นระยะเวลา 30วัน การกำหนดราคาหน้าฟาร์มไม่ควรเกินฟองละ 2.80บาท การร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ในการชะลอการปลดแม่ไก่ยืนกรงออกไป รวมถึงการออกมาตรการให้ผู้ครอบครองไข่ไก่ตั้งแต่ 1แสนฟองต่อวัน ต้องแจ้งปริมาณการผลิต การรับซื้อ การจำหน่ายและสต๊อก รวมทั้งสถานที่เก็บ ให้กับกระทรวงพาณิชย์ทราบทุกวันตั้งแต่วันที่ 7เม.ย.2563เป็นต้นไป

“หากประชาชนพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือค้ากำไรเกินควร ขอให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด จะมีการเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทันที” นางลลิดากล่าว

“พาณิชย์” สรุปผลการจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัย/แอลกอฮอล์/ไข่ไก่ กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (ประจำวันที่ 5 เมษายน 2563)

“พาณิชย์”สรุปผลการจับกุมสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ เผยวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ก็ไม่หยุดจับผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือได้อีก 6ราย ทั้งจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก และร้านทั่วไป ทำยอดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 260ราย ส่วนไข่ไก่ไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่มเติมหลังสถานการณ์ดีขึ้น

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ว่า เมื่อวันที่ 4เม.ย.2563กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542  อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นวันหยุดราชการ (เสาร์-อาทิตย์) ก็ยังคงออกตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดตามนโยบายรัฐบาล โดยสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือได้อีก 6ราย แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 5ราย เป็นการจับกุมแผงจำหน่ายที่เขตหลักสี่ ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายเจลล้างมือ     2ราย จับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัยทางเฟซบุ๊ก จำนวน 50กล่อง ราคากล่องละ 700บาท หรือเฉลี่ยชิ้นละ 14บาท ที่เขตวัฒนา 1ราย ซึ่งได้ส่งดำเนินคดีความผิดตามมาตรา 29จับกุมผู้ไม่แจ้งสต๊อก 1ราย มีจำนวนสินค้า 18,000ชิ้น ส่งดำเนินคดีตามมาตรา 25 (5) และจับแผงจำหน่ายที่รัชดาภิเษก 1ราย จำหน่ายหน้ากากอนามัยซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาชิ้นละ 22บาท ส่งดำเนินคดีตามมาตรา 29ส่วนในต่างจังหวัดจับกุมได้เพิ่ม 1ราย ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งได้ส่งดำเนินคดีในข้อหาขายเกินราคา ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์และแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นเป็น 260ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 129ราย และต่างจังหวัด 131ราย

สำหรับโทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) และมาตรา 25 (5) ไม่แจ้งต้นทุนซื้อขายสต๊อก มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มาตรา 28มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท ข้อหาขายแพงเกินสมควร (มาตรา 29) มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นางลลิดา กล่าวว่า การจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายไข่ไก่เกินราคาทั่วประเทศ ณ วันที่ 4เม.ย.2563ไม่มีการจับกุม ไม่พบผู้กระทำความผิดเพิ่มเติมเพราะขณะนี้ ปริมาณไข่ไก่ได้เข้าสู่ตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะการกระจายจากฟาร์มไปยังผู้ค้าส่งและจากผู้ค้าส่งไปยังผู้ค้าปลีก รวมถึงผู้จำหน่ายรายใหญ่ ทั้งซีพี เบทาโกร ได้เร่งกระจายเข้าสู่ห้างโมเดิร์นเทรด ทำให้สินค้ามีปริมาณเพิ่มขึ้นและในส่วนของผู้บริโภค พบว่า มีการซื้อสินค้าลดลง เนื่องจากมีปริมาณที่เคยซื้อสต๊อกไว้ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ผลจากปริมาณไข่ไก่ในระบบที่เพิ่มสูงขึ้น ได้รับผลดีจากมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ ทั้งการห้ามส่งออกไข่ไก่ 30วัน การกำหนดราคาหน้าฟาร์ม การร่วมมือกับ กรมปศุสัตว์ชะลอการปลดแม่ไก่ยืนกรง การขอความร่วมมือห้างค้าส่งค้าปลีก จำกัดการซื้อคนละ 1-2แผง เพื่อให้กระจายได้ทั่วถึง และการให้ผู้ครอบครองไข่ไก่ตั้งแต่ 1แสนฟองต่อวันแจ้งปริมาณการผลิต การรับซื้อ การจำหน่ายสต๊อกสินค้าและสถานที่เก็บ เริ่ม 7เม.ย. 2563ซึ่งจะทำให้มีการติดตามปริมาณไข่ไก่ได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือค้ากำไรเกินควร โดยเฉพาะสินค้าที่มีความจำเป็นในปัจจุบัน เช่น ไข่ไก่ หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ขอให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดหรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดต่อไป

“พาณิชย์” สรุปผลการจับกุมผู้จำหน่ายหน้ากากอนามัย/ไข่ไก่ กระทำความผิด ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 (ประจำวันที่ 4 เมษายน 2563)

“พาณิชย์”สรุปผลการจับกุมสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ สามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยแพงเกินจริงได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับได้อีก 6ราย ทั้งขายผ่านเฟซบุ๊ก และร้านค้าทั่วไป ส่งผลให้ยอดรวมจับกุมได้แล้ว 254ราย ส่วนไข่ไก่จับไม่ปิดป้ายแสดงราคาได้เพิ่ม 2ราย รวมยอดทั้งประเทศ 26ราย เผยขณะนี้สถานการณ์ไข่ไก่ดีขึ้นต่อเนื่อง หลังใช้มาตรการเข้ม ย้ำหากผู้บริโภคพบเห็นการกักตุนหรือค้ากำไรเกินควร ร้องเรียนได้ทันที

นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการกรณีสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ของกระทรวงพาณิชย์ ว่า เมื่อวันที่ 3เม.ย.2563ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย ได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีก 6ราย แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 2ราย โดยเป็นการจับกุมผู้จำหน่ายสินค้าทางเฟซบุ๊ก ราคากล่องละ 733บาท หรือเฉลี่ยชิ้นละ 14.67บาท รวม 6,000ชิ้น และอีกรายเป็นร้านค้าทั่วไป จำหน่ายราคาชิ้นละ 20บาท ซึ่งได้ส่งดำเนินคดีตามมาตรา 29แล้วทั้ง 2ราย

ส่วนในต่างจังหวัดจับกุมได้เพิ่ม 4ราย โดยพบผู้กระทำผิดตามมาตรา 25ที่จังหวัดเชียงใหม่ 1ราย ทำผิดมาตรา 29ที่จังหวัดปราจีนบุรี 1ราย และทำผิดมาตรา 25และ 29ที่จังหวัดภูเก็ต 2ราย ทำให้สถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดกรณีหน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ และแอลกอฮอล์ เพิ่มขึ้นเป็น 254ราย แยกเป็นกรุงเทพฯ 124ราย และต่างจังหวัด 130ราย

ทั้งนี้ โทษที่ผู้กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 5ปี ปรับไม่เกิน 1แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มาตรา 28มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1หมื่นบาท ข้อหาขายแพงเกินสมควร (มาตรา 29) มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7ปี ปรับไม่เกิน 1.4แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นางลลิดากล่าวว่า สำหรับการจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายไข่ไก่เกินราคาทั่วประเทศ ณ วันที่ 3เม.ย.2563สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 2ราย ที่จังหวัดกาญจนบุรีและสกลนคร ในข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคา ทำให้มียอดการดำเนินคดีสะสมรวม 26ราย แยกเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล3ราย ได้แก่ ไม่ปิดป้ายแสดงราคา 1ราย และค้ากำไรเกินควร 2ราย และต่างจังหวัด 23ราย ได้แก่ ไม่ปิดป้ายแสดงราคา 15ราย ที่จังหวัดสกลนคร พังงา พระนครศรีอยุธยา พิษณุโลก เชียงราย กาฬสินธุ์ นนทบุรี นครราชสีมา สิงห์บุรี จันทบุรี และเพชรบูรณ์ จังหวัดละ 1ราย และกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี จังหวัดละ 2ราย และค้ากำไรเกินควร 6ราย ได้แก่ จังหวัดนครปฐม สระแก้ว อ่างทอง พิษณุโลก จังหวัดละ 1ราย และนครสวรรค์ 2ราย และไม่ปิดป้ายกับค้ากำไรเกินควร 2ราย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามสถานการณ์ไข่ไก่ พบว่า ขณะนี้การผลิตและการจำหน่ายในจังหวัดต่างๆ ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลดีจากมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการ ทั้งการห้ามส่งออกไข่ไก่เป็นระยะเวลา 30วัน การกำหนดราคาหน้าฟาร์มไม่ควรเกินฟองละ 2.80บาท การร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ในการชะลอการปลดแม่ไก่ยืนกรงออกไป และการขอความร่วมมือห้างค้าปลีกค้าส่ง ให้จำกัดการจำหน่ายไม่เกินคนละ 1-2แผง เพื่อให้กระจายได้ทั่วถึง รวมถึงการออกมาตรการให้ผู้ครอบครองไข่ไก่ตั้งแต่ 1แสนฟองต่อวัน ต้องแจ้งปริมาณการผลิต การรับซื้อ การจำหน่าย และสต๊อก รวมทั้งสถานที่เก็บ ให้กับกระทรวงพาณิชย์ทราบทุกวันตั้งแต่วันที่ 7เม.ย.2563เป็นต้นไป ทำให้สถานการณ์ไข่ไก่เข้าสู่ภาวะปกติ

“หากประชาชนพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือค้ากำไรเกินควร ขอให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และในต่างจังหวัดร้องเรียนได้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด จะมีการเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดทันที”นางลลิดา กล่าว

“กระทรวงพาณิชย์”รับมอบเงินบริจาคจากสมาคมโรงสีข้าวไทยและสมาคมผู้รวบรวมและ จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ เข้ากองทุนสนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโรคไวรัสโควิด-19

นายสุพพัต อ่องแสงคุณ โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า (วันที่ 3 เม.ย. 63) นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย พร้อมผู้แทนสมาคมโรงสีข้าวไทยและสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ได้เข้าพบและมอบเงินจำนวน 4,050,000บาท เพื่อสมทบเข้ากองทุนสนับสนุนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เป็นตัวแทนรับมอบและได้ส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวฯให้กับนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการเรื่องการร้องทุกข์ ผู้แทนจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

“กระทรวงพาณิชย์ต้องขอขอบคุณทั้ง 2สมาคม ที่ได้แสดงความตั้งใจและเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19ของรัฐบาล โดยเงินจำนวนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่จะป้องกันการแพร่ระบาดในประเทศไทยให้อยู่ในวงจำกัด และลดผลกระทบ   ต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” นายสุพพัตกล่าว