ข่าวรัฐมนตรี
ข่าวรัฐมนตรี
นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมสินค้า GI จากทุกภาคทั่วประเทศที่ร่วมงานแสดงสินค้า ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม 2564 ณ ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 1 เม.ย 64)

นายสินิตย์  เลิศไกร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมสินค้า GI จากทุกภาคทั่วประเทศที่ร่วมงานแสดงสินค้า ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่  31 มีนาคม  2564  ณ ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์  (สำนักงานรัฐมนตรี 1 เม.ย 64)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการบุกตลาดจีน หัวข้อ “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม 2564 ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ (สร.31 มี.ค.64)

 

 

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการบุกตลาดจีน หัวข้อ “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายการค่าตลาดจีนในยุค New Normal”  เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม  2564  ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าฯ รัชดาภิเษก  (สร. 31 มี.ค. 64)

          กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสมาคมการค้าไทย-ไห่หนาน จัดกิจกรรมการบุกตลาดจีน “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน)” ภายใต้โครงการผลักดันการค้าระหว่างประเทศพันธมิตร (Strategic Partnership) ในตลาดจีน วันพุธที่ 31 มีนาคม 2564 โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อเร่งผลักดันการส่งออกไปตลาดจีน เน้นธุรกิจอาหารและบริการ หลังเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มสดใส ฟื้นตัวจากโควิด หวังใช้ มินิเอฟทีเอ (Mini-FTA) เชื่อมจีนรายมณฑล งานนี้มีนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน นายนที เมฆรุ่งโรจน์ นายกสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย นายวรพจน์ เพียรอภิธรรม นายกสมาคมการค้าไทยไหหลำและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมที่ห้องสัมมนา 4 (Auditorium) สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ถนนรัชดาภิเษก)พร้อมสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประจำประเทศจีนและพาณิชย์จังหวัดเป้าหมายเข้าร่วม ผ่านระบบออนไลน์

          นายจุรินทร์ เปิดงานและกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “นโยบายการค้าสู่ตลาดจีน ในยุค New Normal” ในงานกิจกรรมการบุกตลาดจีนฯ“พาณิชย์บุกตลาดจีน เช่ือมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) หลังจากนั้นนายจุรินทร์ กล่าวว่าสำหรับมินิเอฟทีเอระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานหรือไหหลำของจีน มีการดำเนินการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายละเอียดระหว่างไทยกับจีน ฝ่ายไทยนั้นเสร็จสิ้นแล้วรอฝ่ายจีนซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบรายละเอียดในระดับประเทศและระดับมณฑลคาดว่าปลายเดือนเมษายนนี้จะมีการลงนามได้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการค้าหรือประเทศที่เรามีมินิเอฟทีเอเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกคาดว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไหหลำมากขึ้น

          ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าไทยส่งออกไปไหหลำประมาณ 7,000 ล้านบาท เชื่อว่าตัวเลขจะมากขึ้นเพราะไหหลำจะได้รับการพัฒนาเป็นฟรีพอร์ต เป็นฮ่องกง 2 ถือเป็นโอกาสดีที่สุดและเรามองเห็นตั้งแต่ท่านสีจิ้นผิง ประกาศนโยบายแล้ว เราถึงเข้าไปทำมินิเอฟทีเอด้วยกัน และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนทั้งสมาคมการค้าไทยไหหลำก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมูลค่าการค้าปีที่แล้วระหว่างไทยกับจีน บวก 4.4% คาดว่าปี 64 จะมากกว่านั้นเพราะเศรษฐกิจจีนถือว่าฟื้นตัวเร็วที่สุดในโลกและไทยมีความสำคัญทางการค้าที่ดีกับจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แล้ว

          " นอกจากไทย-ไห่หนานแล้วจะยังมีมินิเอฟทีเอ ไทยกับรัฐเตลังกานาของอินเดีย รัฐนี้เป็นรัฐที่จะมีการพัฒนาไปเป็นเมืองเฟอร์นิเจอร์ มีเฟอร์นิเจอร์ปาร์ค เกิดขึ้นที่ไฮเดอราบัด เป็นโอกาสทองของการส่งออกไม้ยางไทยที่จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือส่งออกไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป และจะทำกับเมืองไทฟูของญี่ปุ่นที่เป็นเมืองอัญมณี หวังว่าจะช่วยให้การส่งอัญมณีเครื่องประดับของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และเมืองคย็องกีของเกาหลี ซึ่งมีกลุ่มชาวเอเชียอยู่จำนวนมากหวังว่าจะช่วยเพิ่มตัวเลขการส่งออกอาหารด้วย เชื่อว่าปีนี้น่าจะจบได้ทั้งหมด ผมคิดว่าเอฟทีเอในภาพรวมอย่างเดียวไม่พอ เราต้องลงลึกในระดับมณฑลในระดับรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะในประเทศที่มีรัฐขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5%-4% และมีความเป็นได้เป็นไปได้ที่จะถึงเป้าหรือเกินเป้าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วและวัคซีนกระจายไปได้เร็วทั้งโลกในภาพรวม" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

​​          รายงานข่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุด้วยว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งรัดการสร้างความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเจรจารายมณฑล/รัฐ/เมือง กับประเทศพันธมิตรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่มีแผนความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกัน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าเพื่อขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร (Joint Economic and Trade Committee : JETCO) ​จีนในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอด 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 (ค.ศ. 2013)  ประกอบกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของจีนที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้แต่ละมณฑลมีความแข็งแกร่ง โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของแต่ละมณฑล โดยเฉพาะในเชิงภูมิศาสตร์

 ​         ไห่หนาน เป็นมณฑลที่เล็กที่สุด ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area : GBA) และเชื่อมโยงมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงภูมิภาคตามเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ปัจจุบัน ไห่หนานได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปักกิ่งในการพัฒนาให้ก้าวสู่เขตการค้าเสรีระดับโลกในปี 2593 ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานจะเป็นโอกาสในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

          ด้วยศักยภาพและความสำคัญของมณฑลไห่หนาน การเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าในเวทีระดับมณฑลระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับมณฑลไห่หนานจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของรัฐในการส่งเสริมโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจกับจีนผ่านมณฑลไห่หนาน ควบคู่กับการใช้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในเชิงชาติพันธุ์ของภาคเอกชน สำหรับโอกาสของสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดไห่หนาน ได้แก่ สินค้าเกษตร/ เกษตรแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาหารสำเร็จรูป ของใช้ตกแต่งบ้าน สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนธุรกิจบริการด้านการเงิน เป็นต้น

          การค้าระหว่างไทย – จีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.21 ของการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยปี 2563 ไทย – จีนมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท (79,606 ล้านเหรียญสหรัฐ) ไทยส่งออกไปยังจีนมูลค่า 9.2 แสนล้านบาท (29,530 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ และเคมีภัณฑ์ ในขณะที่ไทยนำเข้าจากจีนมีมูลค่ามากถึง 1.5 ล้านล้านบาท (49,852 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าฯ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการค้าระหว่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรฯ

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์  นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าฯ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรฯ ในรูปแบบสามมิติ (Hologram) ร่วมกับนางเอลิซาเบธ ทรัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 

          นายจุรินทร์กล่าวว่า การค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในปีที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากในอดีตเพราะสถานการณ์ของโควิด การร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องร่วมมือเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ประเทศ ได้เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่มูลค่าระหว่างกันให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนบนรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างกันที่มั่นคงยาวนานกว่า 165 ปี  ตลอดปีที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ประเทศไทย และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อทบทวนนโยบายการค้าระหว่างกันจนในที่สุดได้เกิดผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในวันนี้คือการลงนามใน MoU ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (Joint Economic and Trade Committee: JETCO) ขึ้นมา JETCO จะเป็นเวทีหารือเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการตั้งแต่สหราชอาณาจักรได้ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

          ยินดีที่รับทราบว่าไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้ลงนามกับสหราชอาณาจักร เพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีในการทำงานร่วมกันลดอุปสรรคด้านการค้าเพิ่มการลงทุนขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอีโดยเริ่มจากสาขาที่มีความสำคัญ ได้แก่ เกษตรและอาหาร การเงิน สุขภาพ และเทคโนโลยีซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพและมีทรัพยากรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันล้วนเป็นสาขาธุรกิจแห่งอนาคต ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

          หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานร่วมกันในระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือเอกชนต่อเอกชนภายใต้ JETCO จะมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศของเราทั้งสองซึ่งเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ การค้าที่สำคัญให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นและการมีการทำ FTA ระหว่างกันในอนาคตด้วย

          โดยคาดว่า จะสามารถเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีก 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในปี 2567

          ทั้งนี้ ในปี 2563 การค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรมีมูลค่าการค้ารวม 4,875.69 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.51 แสนล้านบาท) ไทยส่งออก 3,087.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (9.56 หมื่นล้านบาท) และนำเข้า 1,788.49 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.55 หมื่นล้านบาท) สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปสหราชอาณาจักร เช่น ไก่แปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รถยนต์และอุปกรณ์ แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม เป็นต้นกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “เปิดตัวศูนย์อาร์เซ็ป (RCEP Center)” โดยมี นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564

 

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “เปิดตัวศูนย์อาร์เซ็ป (RCEP Center)” โดยมี นายสินิตย์  เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานด้วย  เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม  2564  ณ ศูนย์บริการข้อมูล FTA (FTA Center)ชั้น 3 กรมเจรจาการค้าฯ  (สร. 29 มี.ค. 64)         

          นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าข้อตกลง RCEP ได้มีการเจรจามาตลอด 8 ปีและประสบความสำเร็จในปีที่แล้ว เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและตนได้มีโอกาสเป็นประธานรัฐมนตรีเศรษฐกิจในการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงครบถ้วนจากที่ค้างคากว่า 13 ข้อบท จาก 20 ข้อบท นำมาสู่การลงนามร่วมกัน 15 ประเทศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 RCEP จึงเป็น FTA ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีจีดีพีรวมกันถึง 1 ใน 3 ของจีดีพีโลกและมีประชากรรวมกัน 1 ใน 3 ของโลก 2.2 พันล้านคน มูลค่าการค้าของไทยที่ค้าขายกับต่างประเทศ เฉพาะในกลุ่มประเทศ RCEP อีก 14 ประเทศที่เหลือมูลค่าการค้าของไทยคิดเป็น 2 ใน 3 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดที่ไทยค้าขายกับต่างประเทศ ตัวเลขการค้า 8.5 ล้านล้านบาท ประโยชน์สำหรับประเทศไทยจะสามารถส่งออกทั้งสินค้าและบริการได้คล่องตัวสะดวกขึ้นภายใต้อัตราภาษีศูนย์ ที่จะเกิดขึ้นในทันทีที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้และอนาคตตามเงื่อนไขที่กำหนด

          ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ประมง ผักผลไม้ อาหารทั้งแช่แข็งและแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ากระดาษ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องแต่งกาย ส่วนประกอบจักรยานยนต์ สำหรับภาคบริการจะได้ประโยชน์จากด้านการก่อสร้างซึ่งไทยมีศักยภาพ ด้านบริการสุขภาพ ภาพยนตร์ บันเทิง อนิเมชั่นที่เรียกว่าดิจิทัลคอนเทนท์ รวมทั้งภาคค้าปลีก

          สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเร่งรัดการให้สัตยาบันซึ่งมีขั้นตอน 2 เรื่อง 1.ต้องผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา ตนได้นำเสนอเข้าที่ประชุมร่วมและได้รับความเห็นชอบแล้ว และ2.ดำเนินการกระบวนการภายในของหน่วยงานราชการต่างๆอย่างน้อย 3 หน่วยงาน 1.กรมการค้าต่างประเทศ ออกแบบ COให้จบ และประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน 2.กรมศุลกากรต้องประกาศอัตราภาษีให้สอดคล้องกับข้อตกลง 3.กระทรวงอุตสาหกรรมต้องออกประกาศเรื่องการนำเข้ารถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ตามข้อตกลง RCEP จากนั้นกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงต่างประเทศจะประสานงานการยื่นเรื่องให้สัตยาบันไปยังเลขาธิการอาเซียน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ RCEP ต่อไป ถือว่าจบการให้สัตยาบันของไทย

          โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศต้องให้สัตยาบันอย่างน้อย 6 ประเทศ และนอกประเทศอาเซียน 5ประเทศ ไม่น้อยกว่า 3 ประเทศ เป็นอย่างน้อย 3 + 6 เป็น 9 ประเทศถึงจะถือว่ามีการให้สัตยาบัน RCEP และบังคับใช้ได้ต่อไป

          กระทรวงพาณิชย์จะต้องประสานงานกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการเกษตรเร่งรัดในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ส่งออก เอสเอ็มอี ภาคการเกษตร รับทราบข้อมูลและเนื้อหาสำคัญในข้อตกลง ให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงได้

          หัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ในภาพของสินค้า มีสินค้า 40,000 รายการโดยประมาณที่ต้องลดภาษีให้กับประเทศไทยให้เหลือศูนย์ และ 40,000 รายการนั้นมี 29,000 รายการที่คาดว่าจะสามารถลดได้ทันทีในวันที่ 1 มกราคม 2565 ส่วนที่เหลือประมาณ 9,000 รายการ จะลดภายใน 10 ถึง 20 ปีให้อัตราภาษีเป็นศูนย์ตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ สำหรับภาคบริการที่ให้ประเทศไทยได้รับสิทธิพิเศษสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 70 เป็นต้น เป็นการขยายโอกาสให้กับนักลงทุนไทย

          "วันนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเดินหน้าของกระทรวงพาณิชย์ที่เราได้มีการจัดตั้ง RCEP Center หรือศูนย์ให้บริการข้อมูล RCEP มีการให้บริการ 6 เรื่อง 1.รายละเอียด 2.สติการค้าระหว่างประเทศ 3.อัตราภาษี 4.ถิ่นกำเนิดสินค้า 5.มาตรการการค้าของไทย 6.ระบบติดตามเฝ้าระวัง

          โดยมีทั้งแบบออฟไลน์ตั้งอยู่ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการให้บริการออนไลน์ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.moc.go.th ที่ RCEP Center จะมีข้อมูลการให้บริการ ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ชิ้นโบว์แดงชิ้นหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์และของรัฐบาล" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีต้อนรับ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 (สร.พณ.)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกันหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เดินทางเข้ามารับหน้าที่วันนี้ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จัดพิธีต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น

          จากนั้น นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มีนาคม 2564 นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฎิบัติหน้าที่ให้ดีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน วันนี้ตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี

         และต่อจากนั้น นายจุรินทร์ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยจะมอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับรัฐมนตรีช่วย"วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล" ก่อนหน้านี้ทุกประการโดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป จากนั้นและนายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงานและ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือ เรื่อง “ทิศทางตลาดข้าวไทย ปี 2564” เมื่อวันพุธที่ 24 มีนาคม 2564 ณ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กรุงเทพฯ (สร. 24 มี.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมทิศทางตลาดข้าวไทยปี 2564นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ร.ต.ท. เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ทูตพาณิชย์ 17ประเทศ จากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ(สคต.) และมีพาณิชย์จังหวัด 20จังหวัด ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference พร้อมกัน ณ ห้องประชุมชั้น 2สมาคม ผู้ส่งออกข้าวไทย

          ภายหลังการประชุมซึ่งใช้เวลาตั้งแต่ 10.00น.นายจุรินทร์ กล่าวว่า นำกระทรวงพาณิชย์มาเยี่ยมสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและการประชุมหารือก็ได้ข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับเป้าการส่งออกและทิศทางตลาดข้าวไทยปี64คือ

         มีการกำหนดเป้าหมายการส่งออกข้าวในปี 2564ตั้งเป้าไว้ที่ 6ล้านตัน จากปีที่แล้วส่งออกข้าว 5.7ล้านตัน มุ่งเน้นตลาดสำคัญ 3ตลาด คือ 1.ตลาดพรีเมียม 2.ตลาดทั่วไป 3.ตลาดเฉพาะ โดยตลาดพรีเมียมนั้นเน้นข้าวหอมมะลิกับข้าวหอมไทย ข้าวหอมมะลิตั้งเป้าขยายตัว ร้อยละ 4.8ข้าวหอมไทยร้อยละ 5.2

         ตลาดทั่วไปนั้นเน้นข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยข้าวขาวตั้งเป้าร้อยละ 4.7ข้าวนึ่งร้อยละ 4.9ส่วนตลาดเฉพาะ เน้นข้าวเหนียว ข้าวกล้องและข้าวสี โดยข้าวเหนียวตั้งเป้าขยายตัว 3.6%ข้าวกล้องและข้าวสีตั้งเป้าขยายตัว 12.5%

         นายจุรินทร์ กล่าวว่า มีตลาดหนึ่งที่เราประสบความสำเร็จในการสร้างอัตราการขยายตัวได้สูงมาก คือ ตลาดแคนาดา ทีมเซลล์แมนประเทศที่โตรอนโตประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่เปิดตลาดข้าว เพิ่มการนำเข้าข้าวไปแคนาดาจากปี 62  คือ 80,000ตัน เป็น 120,000ตันในปี 63เพิ่มขึ้นร้อยละ 21โดยมีกลยุทธ์หลัก เช่น มุ่งเน้นการขายข้าวไทยออนไลน์ไปยังผู้บริโภคและตัวแทนค้าส่งที่สำคัญ ทำประชาสัมพันธ์ข้าวไทยไม่ต้องรับประทานแบบวิถีไทยเท่านั้น สามารถนำไปประยุกต์กับอาหารพื้นถิ่นของแคนาดาได้เช่นทำสลัดข้าว เป็นต้น และทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนสอนทำอาหารในประเทศแคนาดาและโปรโมทข้าวไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแคนาดา ประชาสัมพันธ์ว่าข้าวไทยเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ มีน้ำตาลต่ำ โดยคนแคนาดามีน้ำตาลในเลือดสูงถึงร้อยละ 28เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นของสำนักงานทีมเซลล์แมนประเทศที่แคนาดา

        " ทิศทางการส่งออกข้าวไทยปี 2564มี 6มาตรการ คือ มาตรการที่ 1กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและสำนักงานในต่างประเทศทั้งหมดเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับข้าวไทย เป็นข้าวที่มีคุณภาพ มีความหลากหลาย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยใช้ Think Rice Think Thailand ถ้าคิดถึงข้าวต้องคิดถึงประเทศไทย ทุกสำนักงานทีมเซลล์แมนประเทศทั่วโลกใช้ธีมนี้ในการทำประชาสัมพันธ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

         มาตรการที่ 2เร่งรัดเปิดตลาด G to G เชิงรุก ได้กำหนดไว้ทั้งหมด 4ตลาดใหญ่ ประกอบด้วยอินโดนีเซียไม่กี่วันที่ผ่านมาที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ MoU กับอินโดนีเซีย เปิดตลาดข้าวอินโดนิเซีย 4ปีจำนวนไม่เกิน 4,000,000ตัน อีกตลาดคือตลาดบังกลาเทศ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในการทำ MoU ในระบบ G to G กับบังคลาเทศ 5ปี 5,000,000ตัน ตลาดอิรักซึ่งเป็นตลาดที่เราประสบปัญหาหลายปีที่ผ่านมาเพราะผู้ส่งออกข้าวไทยรายหนึ่งส่งข้าวด้อยคุณภาพไปทำให้อิรักแบนข้าวไทยเป็นเวลาหลายปี ขณะนี้ประสบความสำเร็จแล้วอิรักเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถเข้าไปประมูลขายข้าวในอิรักได้แล้ว แต่ยังติดเรื่องความเข้าใจมาตรฐานข้าวขาว 100%ข้าวของเราคือข้าว 5%ซึ่งจะต้องมีการทำความเข้าใจ และการส่งข้าวไปยังอิรัก ต้องมีเอกสารรับรองจากสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย ขณะนี้เราไม่มีสถานทูตอิรักประจำประเทศไทย จะมีการเจรจาขอปรับเงื่อนไขลดอุปสรรค ตลาดที่4คือตลาดจีนที่ได้ทำ MoU ในอดีตและจีนยังมีภาระตาม MoU ที่ต้องนำเข้าข้าวเก่าอีก 300,000ตัน ตกค้างต้องเดินหน้าต่อไป

          มาตรการที่ 3กำหนดร่วมกันในการเจรจา FTA  จะต้องหยิบประเด็นขอให้ประเทศนั้นลดภาษีนำเข้าข้าวไปเป็นประเด็นหนึ่งในการเจรจา ทั้ง FTA ระหว่างไทย-เม็กซิโก EU UK หรือประเทศอื่น นำประเด็นในการเจรจาลดอุปสรรคงาน ขั้นตอนและเงื่อนไขอื่นๆในการเจรจาด้วย

          มาตรการที่ 4จับมือร่วมกับกระทรวงอื่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลดต้นทุนการส่งออก เช่น ค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

          มาตรการที่ 5เร่งรัดขยายช่องทางการตลาดทั้งในรูปแบบออฟไลน์ ออนไลน์ให้ฟรีโดยทีมเซลล์แมนประเทศ เร่งดำเนินการพบปะและจัดกิจกรรม

          มาตรการที่ 6สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะจับมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระทรวงพาณิชย์ในการแสวงหาข้าวพันธุ์ใหม่ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดจะให้มีการประกวดข้าวพันธุ์ใหม่ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนาของทุกภาคส่วน ได้เข้ามาร่วมประกวดโดยแบ่งออกเป็น 3กลุ่ม ข้าวหอม ข้าวนุ่ม และข้าวแข็ง

          มุ่งเน้นทั้งกระบวนการปลูก การสี และรสชาติแนะนำพันธ์ุมาเปรียบเทียบกับพันธุ์ปัจจุบันที่มีอยู่ นำไปทำการค้าเชิงพาณิชย์และขยายตลาดส่งออกเพิ่มขีดความสามารถให้กับข้าวของไทยในตลาดโลกต่อไป" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          จากนั้นนายจุรินทร์ ได้ลงนามเซ็นต์ MOU หรือข้อตกลงการค้าข้าวให้กับประเทศอินโดนิเซียตามที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ซึ่งวันนี้เป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการค้าข้าวระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับกระทรวงการค้าแห่งประเทศอินโดนิเซีย

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีการจัดกิจกรรมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มีนาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 22 มี.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีการจัดกิจกรรมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2564 โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันจันทร์ที่ 22 มีนาคม  2564  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร  ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สร. 22 มี.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานการขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการ ผลไม้ปี 2564 โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในและตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมที่กระทรวงพาณิชย์วันนี้

          โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับปี 2564 ผลผลิตโดยรวมของผลไม้คาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 5.4 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปี 2563 จึงต้องร่วมมือกันทำงานหนักเพราะผลผลิตจะออกมาก ได้มีมาตรการเชิงรุก 16 มาตรการ ในการช่วยเหลือผลไม้ไทยปี 64 ประกอบด้วย

          1.เร่งรัดการตรวจรับรอง GAP ที่เป็นเอกสารสำคัญในการส่งออกผลไม้ไทย โดยกรมวิชาการเกษตรจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการตั้งเป้าหมายว่าปี 2564 จะดำเนินการตรวจรับรองให้เสร็จสิ้นอย่างน้อย 120,000 แปลง

          2.จะผ่อนปรนกฎระเบียบการเคลื่อนย้ายแรงงาน ปีที่แล้วสามารถขนย้ายแรงงานเพื่อเก็บผลไม้ข้ามจังหวัดได้ ปีนี้จะกำหนดมาตรการเคลื่อนย้ายแรงงานเก็บผลไม้จากภาคตะวันออกไปสู่ภาคใต้ได้ด้วย

          3.กอ.รมน. จะสนับสนุนกำลังพลในการช่วยเก็บเกี่ยวและขนย้ายผลไม้เช่น ลองกอง จากสวนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย

          4.จะส่งเสริมการรับซื้อผลไม้ของผู้ประกอบการที่รวบรวมผลไม้ กิโลกรัมละ 3 บาท

          5.สนับสนุนให้มีรถเร่ไปซื้อผลไม้เพื่อนำไปขายปลีกให้กับผู้บริโภคจำนวน 4,000 ตัน โดยกระทรวงพาณิชย์ ช่วยสนับสนุนรถเร่คันละ 1,500 บาท ให้กระจายได้คล่องตัวขึ้น

          6.สำหรับผลไม้ที่จะส่งไปขายผ่านไปรษณีย์ไทยจะช่วยสนับสนุนลดค่าใช้จ่าย จาก 10 กิโลกรัม 95 บาท ลดเหลือ 30 บาท ส่งเสริมให้ชาวสวนขายผลไม้ผ่านไปรษณีย์ ตั้งเป้าหมายไว้ 2,000 ตัน จากปีที่แล้ว 400 ตัน 

          7.กระทรวงพาณิชย์จะประสานงานเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรจำหน่ายผลไม้โดยตรงได้ที่ตลาดกลาง ตลาดสด สนามบิน ห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ห้างท้องถิ่น รวมถึงปั๊มน้ำมัน

          8.ช่วยเร่งรัดผลักดันการส่งออกผลไม้ช่วยสนับสนุนผู้ส่งออกผลไม้กิโลละ 2.50 บาท มีเป้าหมาย 60,000 ตัน

          9.ใช้อมก๋อยโมเดลหรือเรียกว่า เกษตรพันธสัญญา ทำสัญญาล่วงหน้าให้เกษตรสามารถขายผลไม้ได้ปริมาณ 20,000 ตัน

          10.การนำผลไม้ขึ้นเครื่องบิน ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับสายการบินทุกสายการบินและให้ความร่วมมือในการเปิดโอกาสให้ผู้โดยสารโหลดผลไม้ขึ้นเครื่องบินได้ 25 กิโลกรัมฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย         

          11.กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆส่งเสริมการค้าออนไลน์โดยจัดอบรมกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์หรือรูปแบบอื่นๆให้มีความรู้ในการขายผลไม้ออนไลน์ และสนับสนุนให้ไปขายบนแพลตฟอร์มปีนี้ เพิ่มเป็น 11 แพลตฟอร์ม

          12.ส่งเสริมการขายผลไม้ในตลาดต่างประเทศอย่างเข้มข้น จัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2021 วันที่ 29 กันยายนถึง 3 ตุลาคม 64 จัดกิจกรรม Thai Fruit Golden Months ปีที่แล้วจัด 9 เมือง ปีนี้จัด 14 เมืองของจีนที่เป็นตลาดใหญ่สุดของประเทศไทย และนำผู้ประกอบการผลไม้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ

          13.ส่งเสริมการส่งออกออนไลน์ผลไม้ไทย จัดให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกจะจับคู่ธุรกิจออนไลน์ โดยทีมเซลล์แมนประเทศเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงพฤศจิกายน 64 เช่น จัดงาน In-Store Promotion หรือจัดตามห้างสรรพสินค้าประเทศต่างๆ เช่นอินเดียจัดในเดือนมิถุนายน และเจรจาจับคู่ธุรกิจด้วยระบบออนไลน์ 40 บริษัทส่งออกผลไม้ไทย และผู้นำเข้า 170 บริษัทจากทั่วโลกวันที่ 25 มีนาคม 2564

          14.ส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทยในต่างประเทศในรูปแบบผสมผสานที่เรียกว่าไฮบริด ปีนี้จัด 7 ครั้งกระจายทั้งปี เพื่อส่งเสริมการส่งออกผลไม้ไทย จับคู่ซื้อผลไม้จริงด้วยระบบไฮบริดในประเทศต่างๆเช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา เอเชียใต้ อินเดียบังกลาเทศ ปากีสถาน เป็นต้น

          15.เร่งการประชาสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นให้ผลไม้ไทยทำสื่อ 5 ภาษา อังกฤษ ไทย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี

          16.กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจะบังคับใช้มาตรการทางกฏหมายโดยเคร่งครัดทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ให้ล้งรับซื้อผลไม้ต้องติดป้ายราคารับซื้อ ณ เวลา 8.00 น. ทุกวันเพื่อเกษตรกรจะได้รู้ล่วงหน้า พ.ร.บ.มาตราชั่งตวงวัด จับกุมผู้โกงน้ำหนักดัดแปลงเครื่องชั่งเอาเปรียบเกษตรกร พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าป้องกันการผูกขาด การฮั้วและการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมโดยเคร่งครัด

          " ขอให้ทุกหน่วยงานราชการภาคเอกชนและเกษตรกรที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดและทีมเซลล์แมนจังหวัด และทีมเซลล์แมนประเทศในการขับเคลื่อนผลไม้ไทยปี 2564" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

------------------------------------------------

นางสาวอิตเซล การินา เซน ชัน (Ms.Itzel Karina Chen Chan) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐปานามาประจำประเทศไทย และคณะเข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564 ณ ห้องรับรองสำนักงานรัฐมนตรี

นางสาวอิตเซล การินา เซน ชัน (Ms.Itzel Karina Chen Chan) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐปานามาประจำประเทศไทย และคณะเข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการค้าระหว่างกัน เมื่อวันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564 ณ ห้องรับรองข้างห้องสํานักงานรัฐมนตรี ชั้น 11 (สร. 19 มี.ค. 64)

H.E. Dr. Sarah Taylor เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการค้าระหว่างกัน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม 2564 ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 (สร. 11

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย สานต่อความสัมพันธ์ทางการทูต พร้อมขอให้แคนาดานำเข้าสินค้าเกษตรไทย ทั้งข้าว ผลไม้สดและผลไม้แช่แข็ง มั่นใจไทยผลิตและส่งออกสินค้าได้ต่อเนื่อง แม้ในช่วงโควิด-19 หนุนอาเซียนเจรจาเปิด FTA อาเซียน-แคนาดา ขยายช่องทางการค้าเจาะตลาดอเมริกาเหนือ

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการหารือกับนางซาราห์ เทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้พบหารือกัน ภายหลังจากที่เอกอัครราชทูตเข้ารับตำแหน่ง เมื่อเดือนมิถุนายน 2563 อีกทั้ง เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2563 เป็นวันครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-แคนาดา ซึ่งที่ผ่านมาการค้าและการลงทุนระหว่างกันมีพัฒนาการที่ดีและขยายตัวต่อเนื่อง โดยไทยและแคนาดายังเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) อีกด้วย

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ ได้ขอให้แคนาดาสนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทย อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลแปรรูป ผลไม้สดและผลไม้แช่แข็ง อาทิ ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลิ้นจี่ มะม่วง มะพร้าว ลองกอง และมะขาม ไปตลาดแคนาดา พร้อมให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพการผลิตของไทยที่สามารถส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงสถานการณ์ของโควิด-19 นอกจากนี้ ไทยให้ความมั่นใจถึงคุณภาพสินค้าไทย โดยตอนนี้ ภาครัฐและเอกชนร่วมทำหนังสือรับรอง COVID free certificate เพื่อเป็นเอกสารรับรองการปลอดเชื้อโควิด สำหรับใช้โฆษณาอาหารไทยกับตลาดโลก

          นายจุรินทร์ เสริมว่า ได้ขอให้แคนาดาสนับสนุนอาหารไทย ส่งเสริมให้รู้จักอาหารไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งรสชาติ คุณภาพที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย เน้นย้ำทูตพาณิชย์ติดตามคุณภาพและมาตรฐานของร้านอาหารไทยในแคนาดา รวมถึงสนับสนุนการบรรจุหลักสูตรอาหารในโรงสอนทำอาหารในแคนาดา

          นายจุรินทร์ เพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายยังเห็นว่าการจัดทำเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา จะเป็นประโยชน์ในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งช่วยยกระดับการแข่งขันของประเทศอาเซียนให้เข้าสู่ตลาดแคนาดาได้ ทั้งนี้ สำหรับการตัดสินใจทำเอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา อาเซียนทั้ง 10 ประเทศ จะต้องเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมแนะให้แคนาดาทำงานใกล้ชิดกับประเทศอาเซียนอื่นด้วย นอกจากนี้ แคนาดาพร้อมให้การสนับสนุนไทยหากจะเข้าร่วมความตกลง CPTPP โดยมองว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

          ทั้งนี้ ในปี 2563 การค้ารวมระหว่างไทยกับแคนาดา มีมูลค่า 2,308.49 ล้านเหรียญสหรัฐ (69,255 ล้านบาท) โดยไทยส่งออกไปแคนาดา มูลค่า 1,540.97 ล้านเหรียญสหรัฐ (46,229 ล้านบาท) และนำเข้าจากแคนาดา มูลค่า 767.52 ล้านเหรียญสหรัฐ (23,026 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนประกอบ เตาอบไมโครเวฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้ความร้อน เป็นต้น ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญจากแคนาดา เช่น พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เยื่อกระดาษและเศษกระดาษ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เป็นต้น

------------------------------------------------

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิด “กิจกรรมยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ ประจำปี 2564” เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

          พาณิชย์ ดึงโมเดลแฟรนไชส์ช่วยกระตุ้นธุรกิจไทยให้เติบโต หลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 ที่กำลังคลี่คลายลง พร้อมชวนธุรกิจแฟรนไชส์ฉีดวัคซีนรูปแบบภูมิความรู้สร้างการบริหารจัดการ    ที่เป็นระบบ มีมาตรฐานคุณภาพระดับสากลในกิจกรรมยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ ประจำปี 2564 (Franchise Standard)จบกิจกรรมจะได้รับโอกาสมากมาย ทั้งการประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักผ่านสื่อต่างๆ ได้รับตรา Franchise Standardการันตีความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหนในการเข้าดูงานในแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าและความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรมยกระดับธุรกิจสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ ประจำปี 2564 (Franchise Standard)ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า กิจกรรมฯ ในวันนี้ (5 มีนาคม 2564)เป็นก้าวสำคัญที่จะนำพาธุรกิจแฟรนไชส์ไทยให้เติบโต เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพาประเทศให้ก้าวพ้นวิกฤตเศรษฐกิจหลังจากที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้การดำเนินธุรกิจมีความผ่อนคลายมากขึ้นและเข้าสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง โดยแฟรนไชส์จะเป็นโมเดล ที่ช่วยขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องเติบโตไปควบคู่กับมาตรฐานการบริหารจัดการจึงจะทำให้ธุรกิจขยายไปได้อย่างไม่รู้จบ

          รมช.พณ. กล่าวต่อว่า “ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่องให้มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบ มีมาตรฐานคุณภาพ โดยกิจกรรมฯ ในครั้งนี้จะเป็นการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ให้เข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน (Franchise Standard)หลักสูตรเข้มข้น 6 วัน เริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม-เมษายน 2564 ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับการพัฒนาภายใต้ 5 ขั้นตอนคือ 1) สร้างองค์ความรู้ด้านคุณภาพมาตรฐาน 2) ให้คำแนะนำโดยทีมที่ปรึกษาด้านแฟรนไชส์พื้นที่ ณ สถานประกอบธุรกิจ 3) เชื่อมโยงเครือข่ายและต่อยอดธุรกิจ 4) ศึกษาดูงาน ณ ธุรกิจแฟรนไชส์ต้นแบบ (Best Practice) และ 5) เข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อนำเสนอศักยภาพของธุรกิจให้นักลงทุนและผู้บริโภคได้รู้จัก (Business Showcase) ทั้งนี้ กิจกรรมฯภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษ หัวข้อ “ทางรอดธุรกิจแฟรนไชส์ในยุค Covid-19” และ “การสร้างองค์ความรู้เกณฑ์มาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” จากผู้เชี่ยวชาญในแวดวงธุรกิจแฟรนไชส์ที่จะมาถ่ายทอดความรู้ ซึ่งจะช่วยปูทางให้ธุรกิจที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมได้มองเห็นภาพกิจกรรมฯ แบบองค์รวมอีกด้วย”       

          “ธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมฯ จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ พร้อมเครื่องหมาย Franchise Standardสำหรับนำไปใช้ประชาสัมพันธ์สินค้าหรือบริการเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและการันตีคุณภาพธุรกิจ       เปิดประสบการณ์ในการเข้าไปศึกษาดูงานจากธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จระดับประเทศ เพื่อต่อยอดธุรกิจผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าจากพันธมิตรของกรมฯ รวมทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ธุรกิจให้แก่ผู้สนใจนำธุรกิจแฟรนไชส์ไปประกอบอาชีพ ผ่านเว็บไซต์กรมฯ อีกด้วย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือแก่คู่ค้าหรือนักลงทุน”

          “ธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้-13 มีนาคม 2564 ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th     โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2547 5953 สายด่วน 1570 อีเมล์ franchisedbd@gmail.com”

          “ปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์ไทยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 2.5แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีธุรกิจแฟรนไชส์สัญชาติไทยกว่า 600 แบรนด์ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นธุรกิจประเภทอาหารและเครื่องดื่ม โดยกิจกรรมฯ ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีธุรกิจที่ผ่านการพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพฯ รวมทั้งสิ้น 351 กิจการ หากพิจารณารายได้ขั้นต่ำของธุรกิจแฟรนไชส์ที่ผ่านการพัฒนาฯ สามารถสร้างรายได้อยู่ที่ 1.8 ล้านบาท/ปี จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 631.8 ล้านบาท และถ้าธุรกิจสามารถขยายแฟรนไชส์ได้เพิ่มแม้เพียงแค่ 1 สาขา ก็จะเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้เป็น 1,263.6 ล้านบาท ดังนั้น แฟรนไชส์จึงเป็นธุรกิจที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญและนำมาเป็นพระเอกในการดึงเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเฟื่องฟูได้อีกครั้ง” รมช.พณ. กล่าวในท้ายที่สุด

---------------------------------------------------

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันจันทร์ที่ 1 มีนาคม 2564 ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา (สำนักงานรัฐมนตรี 3 มี.ค 64)

          นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานอบรม “โครงการพัฒนาอัตลักษณ์ ยกระดับเครื่องประดับอีสานใต้ ก้าวไกลโกอินเตอร์” และชมนิทรรศการผลงานของผู้ประกอบการ “โครงการพัฒนาเครื่องประดับชนเผ่าเอกลักษณ์ ทางวัฒนธรรมแห่งดินแดนอีสานใต้ ปี 2563”  เมื่อวันจันทร์ที่  1 มีนาคม  2564  ณ โรงแรมสีมาธานี จังหวัดนครราชสีมา 

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ในโอกาสให้เกียรติเป็นประธานในพิธีการเปิดการอบรมโครงการพัฒนาอัตลักษณ์ ยกระดับเครื่องประดับอีสานใต้ ก้าวไกลโกอินเตอร์ ห้องเรย์ โรงแรมเรย์โฮเทล จังหวัดบุรีรัมย์ ว่า อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย โดยเป็น สินค้าซึ่งติดอันดับ 1 ใน 3 รายการสินค้าส่งออกหลักที่นำรายได้เข้าประเทศ ก่อให้เกิดเม็ดเงิน หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเกือบหนึ่งล้านล้านบาท) ซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการที่เป็น SMEs กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 12,500 แห่ง ยังไม่รวมกิจการ ในครัวเรือนอีกจำนวนมาก ทำให้เกิดการจ้างงานตลอดห่วงโซ่อุปทานนับล้านคน สร้างและกระจายรายได้ ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค

          บุรีรัมย์ได้ชื่อว่า จังหวัดที่ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านศิลปะขอม ซึ่งจะเห็นได้จากแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองกีฬามาตรฐานโลก ซึ่งมีสนามช้างอารีนา ทีมฟุตบอลปราสาทสายฟ้า สนามแข่งรถมาตรฐานโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองเกษตรกรรมและหัตถกรรม จนทำให้เป็นที่รู้จักดังคำขวัญที่ว่า "เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม เลิศล้ำเมืองกีฬา" ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีศักยภาพ และมั่นใจว่าผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับของบุรีรัมย์ จะนำแรงบันดาลใจเหล่านี้มาสร้างสรรค์พัฒนาต่อยอดในการออกแบบเครื่องประดับ และสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดการค้าอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้อย่างแน่นอน โดยมอบหมายให้ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้เข้าไปบูรณาการและดำเนินการร่วมกับท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

          นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการ GIT ได้เสริมว่า โครงการพัฒนาอัตลักษณ์ ยกระดับเครื่องประดับอีสานใต้ ก้าวไกลโกอินเตอร์ (อีสานมอร์เดิ้น) เป็นการต่อยอดโครงการที่สถาบันได้ลงพื้นที่ 5 จังหวัดอีสานใต้ อันประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งมีส่วนช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ให้แก่ช่างฝีมือและผู้ประกอบการทั้งในภูมิภาค ที่มุ่งเน้นความสามารถในการพัฒนาด้านเทคนิคการผลิตและการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างแบรนด์ เพิ่มการเข้าถึงช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ให้ชุมชนพึ่งตัวเองได้ในระยะยาวต่อไป โดยคาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมอบรมไม่น้อยกว่า 200 คน และสถาบันจะคัดเลือกผู้ประกอบเหลือเพียง 20 ราย มาสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ และนักออกแบบแถวหน้าของประเทศ เพื่อพัฒนา และออกแบบเครื่องประดับต้นแบบที่มาจากแนวคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ของ “อีสานใต้” อย่างแท้จริง พร้อมขยายสู่สากล

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมกิจกรรมรณรงค์บริโภคช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2564 “ตลาดสดยุติธรรม ลดราคาช่วยประชาชน” เมื่อวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ณ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ (สร.11 ก.พ. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบการ ตรวจราคาสินค้าเพื่อดูแลผู้บริโภคช่วงเทศกาล ตรุษจีนโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน" ณ ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต เขตทวีวัฒนา กทม. โดยบรรยากาศวันนี้  ตรวจราคาสินค้า หมู ไข่ ไก่ ส้ม ของไหว้ และน้ำมันปาล์ม จากนั้นได้นำปล่อยขบวนคาราวานไข่ราคาถูก-น้ำมันปาล์มลดราคา! ร่วมกับผู้บริหาร ปตท.-บางจาก-พีที และมอบนโยบายพาณิชย์จังหวัดด้วยการกำชับตรวจราคาสินค้าและการติดป้ายราคาเพื่อความเป็นธรรมต่อประชาชนทุกจังหวัด

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า เป็นช่วงที่กระทรวงพาณิชย์รณรงค์ให้ผู้ค้าขายสินค้าที่จำเป็นในช่วงตรุษจีนในราคาประหยัด เพื่อกำหนดราคาชี้นำตลาดในราคาพิเศษเพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนที่จำเป็นจะต้องทำพิธีไหว้บรรพบุรุษเนื่องในเทศกาลตรุษจีน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน 1.รถโมบายขายสินค้าสำคัญในราคาพิเศษเช่น ไข่ไก่ แผงละ 30 ฟอง 70 บาท เฉลี่ยฟองละ 2.33 บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 42 บาทโดยเฉพาะยี่ห้อมรกตที่เข้าร่วมรายการ โดยรถโมบายจะกระจายไปทั่วกรุงเทพและปริมณฑลและต่างจังหวัด 2.ตลาดสดที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ในเขตกรุงเทพมีอยู่ด้วยกัน 20 ตลาดใหญ่และต่างจังหวัดมี 393 ตลาด กระจายทุกจังหวัดทั่วประเทศ ขายไข่ไก่ แผงละ 70 บาทและหมูเนื้อแดงกิโลกรัมละ 130 บาทถือว่าถูกกว่าราคาตลาดทั่วไป 3.ตลาดสดยุติธรรมของกระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศในกรุงเทพมีอยู่ด้วยกัน 20 ตลาดในส่วนภูมิภาคมีทั้งหมด 40 กว่าจังหวัด 70 กว่าตลาดด้วยกัน จะขายสินค้าที่จำเป็นเช่นหมูเนื้อแดง ไข่ไก่ ในราคาพิเศษและไก่จะขายในกิโลกรัมละ 70-80 บาท

          " เมื่อเปรียบเทียบราคาของที่จำเป็นต่อการใช้ไหว้บรรพบุรุษปีนี้เทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้ราคาต่ำลงมาเนื่องจากความต้องการลดลงและผลจากโควิดทำให้สินค้าต้องลดราคาลงมาบางส่วน ประกอบกับมาตรการกระทรวงพาณิชย์ที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ค้าและสมาคมตลาดสดไทย สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และบริษัทโลจิสติกส์ เช่น  นิ่มซี่เส็ง และแฟลช ทั้งนี้ จะช่วยลดภาระให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยเชื้อสายจีนทั่วประเทศโดยการลดราคาเริ่มตั้งแต่วันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ และตนได้กำชับพาณิชย์จังหวัดทั่วทั้งประเทศให้ออกตรวจตลาดอยากให้ดำเนินการโดยเคร่งครัดอย่าให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในช่วงเทศกาลตรุษจีนเพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคหากพบการกระทำความผิดให้ดำเนินการตามกฏหมาย " นายจุรินทร์ กล่าว

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและะเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ 2564 ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มีเรื่องสำคัญ 3 ประเด็นที่มีการหารือร่วมกันในที่ประชุม ประเด็นที่หนึ่ง สถานการณ์ในเมียนมา ถึงขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อภาคการค้าและภาคธุรกิจ ยังสามารถดำเนินการทางธุรกรรมได้ตามปกติ การค้าขายระหว่างกันยังสามารถดำเนินการได้ เมียนมาถือว่าเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในเรื่องการค้าชายแดนถือว่าไม่ได้รับผลกระทบด่านสำคัญ 3 ด่านที่เป็นด่านถาวรในการส่งออกสินค้าของไทยทั้งด่านแม่สาย แม่สอด หรือระนอง สามารถส่งออกสินค้าได้ตามปกติโดยเฉพาะด่านที่กาญจนบุรี สังขละบุรีที่ปิดไปคาดว่าจะสามารถเปิดด่านได้ในเร็ววัน กระทรวงพาณิชย์ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์ในเมียนมาติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และรายงานกลับมาทุกวันและจะอัพเดทสถานการณ์ในเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับการค้าการลงทุนการทำธุรกิจให้ทราบผ่านเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ทุกวัน

          ประเด็นที่สอง ประเมินสถานการณ์ส่งออกในปี 2564 ได้หารือร่วมกันกับภาคเอกได้ประเมินปี 2564 คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.5-4 โดยประมาณส่กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าโอกาสที่จะถึงร้อยละ 4 มีความเป็นไปได้สูง

          ประเด็นที่สาม การแก้ไขปัญหาอุปสรรคการส่งออก มีรายละเอียดในหลายประเด็น เช่นการส่งออกรถยนต์ไปยังเวียดนามที่ผ่านมาติดขัดในเรื่องกฎระเบียบในการนำตัวอย่างรถยนต์ไปตรวจสอบแทบทุกล็อต ต่อไปนี้มีมาตรการที่เป็นข้อตกลงร่วมกันในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เรียกว่า MRA ได้มีการลงนามข้อตกลงร่วมกันครบถ้วนทั้ง 10 ประเทศแล้วเหลือขั้นตอนที่จะให้สัตยาบันของแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยจะเร่งนำนำเข้าให้สัตยาบันผ่านสภาให้เร็วที่สุดคาดว่าจะทันในสมัยประชุมนี้ ส่งผลต่อการส่งออกรถยนต์ไปเวียดนามได้ง่ายขึ้น และปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเป็นอุปสรรคการส่งรถยนต์ คือการลำเลียงรถที่ผลิตจากโรงงานไปยังท่าเรือเพื่อการส่งออกซึ่งทุกคันจะไม่มีทะเบียนเพราะเป็นรถใหม่แต่อาจถูกดำเนินคดีข้อหาไม่มีทะเบียนจากเจ้าหน้าที่ ตนได้สั่งการให้หารือร่วมกันกับทุกหน่วยงานขณะนี้ได้มีมาตรการให้สามารถดำเนินการได้โดยเจ้าหน้าที่ต้องไม่ไปจับกุมดำเนินคดีเพราะเป็นข้อยกเว้นตามกฎหมายที่สามารถทำได้

           และเรื่องการแก้ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนเพื่อการส่งออก ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาที่กระทบไปทั่วโลกหลายประเทศประสบปัญหาเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกันกับภาคเอกชนหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ และเอกชนในส่วนอื่นๆ รวมทั้งกรมศุลกากรในเรื่องของการท่าเรือและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องได้ แนวทางว่าการแก้ปัญหาจะประกอบด้วย 1.สำหรับสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องส่งออกโดยการใช้ตู้จะหลีกเลี่ยงการใช้ตู้คอนเทนเนอร์จะใช้เรือที่ขนสินค้าส่งออกแทนเช่น ผลไม้ มะพร้าว หรือพืชเกษตรชนิดอื่นรวมทั้งไม้ยางพาราเป็นต้น โดยมีการเตรียมเรือไว้จำนวนหนึ่ง จะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อลดการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 2.ส่งเสริมให้มีการนำให้เรือบรรทุกสินค้านำตู้เปล่าเข้ามาโดยใช้มาตรการจูงใจเช่น ลดค่าธรรมเนียมนำเข้าตู้เปล่า การท่าเรือจะเป็นผู้ดำเนินการต่อไปโดยเป็นผู้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ คาดว่าจากเร็วที่สุดอาจเป็นวันอังคารที่จะถึงนี้ 3.เรื่องที่เอกชนมาเรียกร้องมาว่าอยากเปิดโอกาสให้เรือขนาด 400 เมตรซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่และมีสายการเดินเรืออยู่ประมาณ 6 สายการเดินเรือเข้ามาเทียบท่าที่แหลมฉบังโดยไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องอนุญาตโดยใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่โดยไม่จำเป็น กระทรวงพาณิชย์ภาคเอกชนได้หารือร่วมกันกับการท่าเรือและได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะอนุญาตให้เรือที่มีขนาดใหญ่ 400 เมตร สามารถเข้ามาเทียบท่าและรับสินค้าไทยเพื่อการส่งออกได้โดยขออนุญาตใช้เวลาแค่หนึ่งวันและใบอนุญาตจะมีอายุ 2 ปี สินค้าส่งออกขึ้นเรือใหญ่และไปสู่ประเทศปลายทางได้เลย จากที่จะต้องไปถ่ายลงเรือใหญ่ที่สิงคโปร์หรือท่าอื่นๆทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เป็นการลดต้นทุนไปในตัว และมาตรการหนึ่งที่เข้ามาช่วยเสริม คือสินค้าบางอย่างที่ส่งไปจีน จะเน้นการขนส่งทางรถหรือทางบกให้มากขึ้น โดยเร่งเจรจาส่งออกทางบกผ่านด่านของไทยไปลาวเวียดนาม และจีน ให้ได้มากขึ้น ลดความจำเป็นในการใช้ตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือ

          และเอกชนอยากให้เปิดด่านชายแดนเพิ่มขึ้น ขณะนี้มีด่านชายแดนทั้งหมด 97 ด่าน เปิดแล้ว 39 ด่าน ล่าสุดจากการเจรจาของกระทรวงพาณิชย์ได้อีกหนึ่งด่าน คือ ด่านถาวรที่บึงกาฬเป็น 40 ด่าน อยากเร่งรัดเปิดอีก 3 ด่าน คือ 1.ด่านป่าแซง จังหวัดอุบลราชธานี 2.ด่านเชียงคาน จังหวัดเลย 3.ที่ท่าเรือหายโศก จังหวัดหนองคาย  โดยจะนำเข้าหารือที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารนี้เพื่อให้ท่านนายกสั่งการเป็นนโยบายเพื่อเร่งรัดการส่งออกสินค้าได้สะดวกยิ่งขึ้น

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการให้บริการแบบ One stop Service ด้วยระบบออนไลน์ของกระทรวงพาณิชย์ (MOC Online One Stop Service) เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มกราคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศทุกประเทศและสำนักงานพาณิชย์ทุกจังหวัดซึ่งเป็นทีมเซลล์แมนทั้งหมด แถลงข่าวเปิดตัว MOC Online One Stop Service บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ ของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์และลดขั้นตอนการรับบริการของประชาชน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า การทำหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ปีนี้มีแผนงานสำคัญ 1 ใน 14 แผนคือการเปิดให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ของกระทรวงพาณิชย์ “MOC Online One Stop Service” เกิดจากการรวบรวมบริการออนไลน์บนเว็บไซต์แอพพลิเคชั่นต่างๆของกระทรวงพาณิชย์รวม 9 หน่วยงาน นำมาไว้ที่จุดเดียว ผ่าน www.moc.go.th การให้บริการแบบ One Stop Service ให้บริการเบ็ดเสร็จจุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ ทั้งสิ้น 85 บริการ 4 ด้าน 1.จดทะเบียนธุรกิจ 22 บริการ 2.ทรัพย์สินทางปัญญา 11 บริการ 3.การค้าระหว่างประเทศ 28 บริการ 4.การค้าในประเทศ 24 บริการรวม 85 บริการ โดยผ่านการสำรวจจากทุกภาคส่วนทั้งผู้รับบริการ เกษตรกร ภาคการผลิต การส่งออก ภาคบริการและภาคธุรกิจทั่วไป

          รูปแบบของการให้บริการในหลายบริการนี้ ผู้รับบริการไม่จำเป็นต้องไปที่กระทรวงพาณิชย์หรือไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดแต่มาขอรับบริการผ่านระบบได้จบในจุดเดียว ทั้งเรื่องทะเบียนธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญา การขอใบอนุญาตใบขนสินค้าเกษตร หรือบริการอื่นๆในเวลาที่รวดเร็ว และที่สำคัญ 85 บริการนี้จะรวมการให้บริการเรื่องสถิติข้อมูลข่าวสารที่สำคัญนอกเหนือจากตัวเลขจะมีการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์ที่ตนเน้นเป็นพิเศษเพราะนำไปใช้ประกอบในการซื้อขายสินค้าและบริการต่างๆทั้งภาคการเกษตรและภาคอื่นที่เกี่ยวข้อง ช่วยวิเคราะห์ในภาคการลงทุนภาคธุรกิจได้ด้วยซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและจะมีการให้บริการผ่านการแชท (Chat) โดยมีเจ้าหน้าที่ให้บริการตอบคำถามและต่อไปจะให้บริการได้ 24 ชม.ให้ผู้รับบริการสะดวกที่สุด

          1.เพื่อสะท้อนการมุ่งมั่นตั้งใจของการให้บริการกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการพัฒนาการให้บริการให้ง่ายต่อการรับบริการและสะดวกรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

          2.เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์ของ 1 ใน 14 แผนงานของกระทรวงพาณิชย์ที่แถลงไว้ว่าจะเป็นผลงานของปี 2564 ที่ได้ผลสัมฤทธิ์ตั้งแต่ต้นปี ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม

          3.เพื่อสนองนโยบาย e-Government ของรัฐบาลในยุค New Normal ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่ต้องการเห็นทุกกระทรวงพัฒนาไปสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์มาช่วยในการงานราชการเพื่อให้บริการพี่น้องประชาชน

          4.มุ่งหวังในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความยากง่ายในการทำธุรกิจของไทยตัวหนึ่ง เป็นปัจจัยสำคัญในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในปี 2563 อันดับของประเทศไทยสูงขึ้นถึง 6 อันดับ ทำให้ประเทศไทยเข้ามาสู่ลำดับที่ 21 ของโลก หวังว่าจากนี้ไปภายใต้การร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์ในการให้บริการประชาชนให้เกิดความง่ายในการทำธุรกิจการลงทุนในประเทศ อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันจะดีขึ้นต่อไป และเราจะไม่หยุดเท่านี้เราจะเร่งพัฒนาเพิ่มเติมอีกให้เร็วขึ้นกว่านี้ สะดวกกว่านี้ ง่ายกว่านี้และเพิ่มการให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวด้วยระบบออนไลน์ให้มีการบริการมากขึ้นกว่า 85 บริการ

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมวางแผนเชิงรุกรองรับการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร (กระเทียม) เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มกราคม 2564 ณ จังหวัดเชียงใหม่ (สร.25 ม.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประชุมวางแผนเชิงรุกรองรับการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร (กระเทียม) ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

          ภายหลังการประชุม นายจุรินทร์ กล่าวว่าในภาพรวมผลผลิตกระเทียมในแต่ละปีจะมีประมาณ 80,000 ตัน คิดเป็นกระเทียมสด 230,000 ตัน บริโภคภายในประเทศ 170,000 ตัน จึงนำเข้าประมาณ 60,000 ตัน การนำเข้าเป็นไปตามข้อตกลงด WTO โดยกำหนดเงื่อนไขต่างๆ และมีภาษีนำเข้าร้อยละ 57 ปัญหาที่เกิดขึ้นกระทรวงพาณิชย์เป็นห่วงว่าผู้ปลูกกระเทียมจะได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควรเพราะมีข่าวว่ามีการตกเขียวกระเทียมสดล่วงหน้าในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ซึ่งคิดว่าเป็นราคาที่ต่ำเกษตรกรควรได้ราคาดีกว่านี้

         กระเทียมกำลังจะออกมากในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จึงประชุมแก้ปัญหาเชิงรุกล่วงหน้าโดยกรมการค้าภายในประสานงานกับทีมเซลล์แมนจังหวัดที่พาณิชย์ ร่วมกับภาคเอกชนจัดให้มีการเจรจาซื้อขายกระเทียมสดล่วงหน้าในราคาที่คิดว่าเป็นธรรม 8 สัญญา มีภาคเอกชน 8 บริษัทเป็นผู้ซื้อและกลุ่มเกษตรกร 8 กลุ่มเป็นผู้ขายในราคากระเทียมสดกิโลกรัมละ 13.50 บาท เป็นราคาชี้นำตลาดในฤดูกาลผลิตนี้

        " ให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดร่วมกับภาคเอกชนและทุกฝ่ายทำสัญญาเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้เกษตรกรชาวไร่กระเทียมขายกระเทียมได้ในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นกว่าราคาตกเขียวที่กิโลกรัมละ 8 บาท และกำหนดมาตรการเสริมในช่วงที่กระเทียมออกมาก มีมาตรการชะลอขาย ถ้าเกษตรกรผู้รวบรวมกระเทียมหรือสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรชะลอขายกระทรวงพาณิชย์จะมีวงเงินช่วยเหลือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ผู้รวบรวมกระเทียม ประมาณ 6 เดือนเมื่อราคาดีค่อยขายช่วยดอกเบี้ยร้อยละ 3 และมาตรการทางกฎหมายให้มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดโดยเฉพาะปัญหาการลักลอบการนำเข้ากระเทียมจากต่างประเทศวันนี้มีการสั่งการให้กรมศุลกากรตำรวจและฝ่ายความมั่นคงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเคร่งครัดการแก้ปัญหาลักลอบการนำเข้า จะนำเรื่องนี้ไปเรียนให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีทราบอีกครั้งหนึ่งในวันอังคารให้ท่านนายกได้สั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแก้ปัญหาการลักลอบนำเข้ากระเทียมต่อไป

        เข้มงวดการออกไปอนุญาตนำเข้ากระเทียมให้มีการตรวจสอบปริมาณและคุณภาพของกระเทียมที่นำเข้า เข้มงวดการตรวจสอบการขนย้าย หากตรวจพบจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          มาตรการระยะยาวที่กระทรวงเกษตรฯจะเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาพันธุ์กระเทียมให้กระเทียมไทยเป็นกระเทียมที่มีคุณภาพ เรียกว่า “ใหญ่ ง่าย ดี“กลีบใหญ่ แกะง่าย และมีคุณภาพดี รสชาติดี และเร่งรัดการส่งเสริมการปลูกกระเทียมออร์แกนนิคและเปิดตลาดทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ส่งเสริมการนำกระเทียมไปสร้างนวัตกรรมทางอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่าโดยเร่งรัดให้ อย. ออกใบอนุญาตให้กับนวัตกรรมเหล่านี้ต่อไป " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันพุธที่ 13 มกราคม 2564 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร.14 ม.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายในแถลงผลประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งท่ี 1/2564ซึ่งองค์ประกอบการประชุมครบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีวาระเกี่ยวกับรายงานการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ผ่านมาและพิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมและทบทวนมาตรการสินค้าควบคุม

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ต่ออายุสินค้าควบคุม 4รายการ ที่เคยอยู่ในประกาศฉบับเดียวกัน รายการที่1หน้ากากอนามัย รายการที่2คือใยสังเคราะห์ รายการที่3คือแอลกอฮอล์และเจลล้างมือ รายการที่4คือเศษกระดาษ ที่จะหมดอายุในวันที่ 3กุมภาพันธ์ 2564จะส่งผลให้เป็นการควบคุมราคาต่อไป สำหรับหน้ากากอนามัยนั้นมี 3ส่วน คือ 1.หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ปัจจุบันมีอยู่ 30กว่าโรงงาน ที่มีกำลังการผลิตอย่างมีนัยยะสำคัญจะคุมราคาอยู่ที่ไม่เกินชิ้นละ 2.50บาทเช่นเดิม ส่วนหน้ากากอนามัยทางเลือกซึ่งประกอบด้วยที่ผลิตในประเทศไทยและนำเข้าจะคุมราคาเช่นเดิมขายปลีกได้ในราคาไม่เกินต้นทุนบวกไม่เกินร้อยละ 60และหน้ากากผ้าไม่กำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมและรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนที่ไม่ป่วยใช้หน้ากากผ้าในการป้องกันโควิดเพราะกระทรวงสาธารณสุขให้การยืนยันแล้วว่าใช้ในการป้องกันสำหรับผู้ที่ไม่ป่วยได้

         ทางด้านรายงานการดำเนินคดีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่นี้ตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2563ถึงวันที่ 12มกราคม 2564มีผู้ร้องเรียนเข้ามาทั้งหมด 160ราย ดำเนินการตรวจสอบแล้ว 129ราย มีผลในการดำเนินคดีทั้งหมด 19ราย ประกอบด้วย ไม่ปิดป้ายแสดงราคา 13คดี ขายเกินราคา 6คดี ที่เหลือเมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำความผิด และในจำนวนคดีที่ขายเกินราคา 6คดีนั้นเป็นคดีที่กระทำความผิดบนออนไลน์ 2คดี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเป็นแนวทางชัดเจนว่าจะต้องควบคุมดูแลไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มเกิดการขายของผิดกฎหมายรวมทั้งหน้ากากอนามัยด้วย จึงได้แจ้งความดำเนินคดีแล้วโดยเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าภายในเป็นผู้ดำเนินการและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง

         " จากนี้ตนจะนำเรื่องการต่ออายุหน้ากากอนามัยวัตถุดิบผลิตและแอลกอฮอล์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ซึ่งจะเป็นการประชุมครม.อังคารหน้า " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามถึงปริมาณของหน้ากากอนามัย ทางด้านนายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการที่หารือกับโรงงานผู้ผลิตตอนนี้วัตถุดิบยังคงมีอยู่และเพื่อความมั่นใจนั้นทางกรมติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดและเน้นให้ผลิตเต็มกำลังการผลิต นอกจากนี้ยังขอให้ให้เพิ่มกำลังการผลิตได้จากปัจจุบัน 5 ล้านชิ้นต่อวันได้

-----------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ และประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาขาดแคลนตู้สินค้าและอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2563 ณ ท่าเรือคลองเตย (สร.7 ธ.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ และหารือร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนตู้สินค้าและอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกที่กำลังได้รับผลกระทบ

          นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องจากการประชุม กรอ. พาณิชย์ในปัญหานี้จึงมาตรวจดูร่วมทุกฝ่ายโดยมีรายละเอียดในการดูจากท่าเรือกรุงเทพวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งและต้องหาข้อสรุปและหาทางบริหารจัดการและดูเรื่องกฎระเบียบที่สามารถจัดการได้โดยเร็ว ทั้งนี้ สถานการณ์การขาดแคลนตู้สินค้า มาจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าระวางการขนส่งทางทะเลต่ำ ทำให้สายเรือหลายบริษัทได้ปิดตัวลง และมีการควบรวมกิจการ ส่วนการขาดแคลนตู้สินค้า เกิดจากสายเรือลดการให้บริการจากสถานการณ์โควิด-19 เพราะหลายประเทศชะลอหรือเลิกการนำเข้าส่งออกชั่วคราว และมีตู้สินค้าชะงักอยู่ที่จีนจำนวนมาก จากการเข้มงวดตรวจสอบสินค้า ติดค้างอยู่ที่สหรัฐฯ เพราะโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ระยะเวลาหมุนเวียนของตู้สินค้าไปสหรัฐฯ เพิ่มจาก 7 วันเป็น 14 วัน และเทศกาลคริสมาสต์ ปีใหม่ ตรุษจีน ทำให้มีความต้องการตู้สินค้ามากขึ้นในการขนส่งสินค้าไปสหรัฐฯ และยุโรป

          ดังนั้น จึงส่งผลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของค่าระวาง โดยอัตราค่าระวาง (Freight) ค่าบริการภายในประเทศ (Local Charge) และค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharge) มีการปรับตัวในอัตราที่สูงขึ้น และการจองพื้นที่จัดสรรระวาง (ตู้สินค้า) มีความไม่แน่นอน อาจดำเนินการจองแล้วถูกยกเลิก เนื่องจากพื้นที่เรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ (Space Allocation)

          สำหรับผลการหารือในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ส่งออก โดยในส่วนของค่าบริการภายในประเทศ (Local Charges) จะใช้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เข้าไปกำกับดูแล และขอให้คงอัตราค่าบริการภายในประเทศตามอัตราปี 2561 อัตราค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharge) ขอให้เป็นไปตามค่าธรรมเนียมตลาดโลก แต่ต้องเป็นธรรม และห้ามมีการยกเลิกการจองตู้สินค้า ส่วนเรื่องการผูกขาดการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการจำกัดปริมาณตู้สินค้าที่มาจากสายการเดินเรือ ได้มอบให้ สขค. เข้าไปดูแล

 

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ Thailand Arbitration Center : THAC เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 7 ธ.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับสถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center : THAC) เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สร. 7 ธ.ค. 63)

          กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นสักขีพยาน เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนาระบบระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ (Online Dispute Resolution : ODR) และพัฒนาบุคลากรด้านการระงับข้อพิพาทร่วมกัน คาดช่วยอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และลดจำนวนคดีขึ้นสู่ศาล

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า   “ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ส่งผลให้เกิดกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้นตามไปด้วย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าว  จึงหารือกับสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม เพื่อบูรณาการพัฒนางานบริการระงับข้อพิพาท ด้านทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุคสังคมดิจิทัล โดยการลงนามข้อตกลงในวันนี้ เป็นโอกาสอันดีสำหรับ 2 กระทรวง ที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในเรื่องการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา สามารถยุติข้อพิพาทได้โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องคดี อีกทั้ง ยังได้ร่วมพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการระงับข้อพิพาทฯ ของทั้ง 2 หน่วยงาน เพื่อให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในกระบวนการระงับข้อพิพาท ช่วยยกระดับการบริการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน”

          ด้าน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว สิ่งที่เป็นไฮไลท์สำคัญ คือ การนำระบบการระงับข้อพิพาทออนไลน์ (Online Dispute Resolution : ODR) มาใช้ เพื่อปรับปรุงกระบวนการระงับข้อพิพาทฯ ให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากที่ผ่านมากรมฯ มีการนำระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการเข้ามาให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2545 มีข้อพิพาททั้งหมด 621 เรื่อง ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 331 เรื่อง คิดเป็น 54% ของข้อพิพาททั้งหมด อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยคู่พิพาทจะต้องเดินทางมาไกล่เกลี่ยที่กรมฯ เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน รวมไปถึงกรณีที่เวลาของคู่พิพาทไม่ตรงกัน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงร่วมกับสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นคำขอไกล่เกลี่ย การนัดหมายคู่พิพาทเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และการทำบันทึกข้อตกลงผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับบริการอย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดการเผชิญหน้าของคู่กรณี โดยคู่พิพาทจะมีข้อตกลงร่วมกันเพื่อเก็บรักษาข้อมูลระหว่างกระบวนการไว้เป็นความลับและไม่นำข้อเท็จจริงหรือหลักฐานที่ได้ระหว่างกระบวนการดังกล่าวไปใช้ในการฟ้องร้องคดีต่อศาลหรือการอนุญาโตตุลาการ”

          ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้บริการระบบระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ได้ในเดือนมกราคม 2564 ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์มอบให้แก่ประชาชน โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://thac.or.th และศึกษาขั้นตอนการดำเนินการได้ที่ YouTube กรมทรัพย์สินทางปัญญา https://youtu.be/vvb442QsvT4 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานระงับข้อพิพาท กองกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-5029 ในวันและเวลาราชการ

 

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ของดีทั่วไทย” ครั้งที่ 1 (OTOP Select) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563 ณ เวทีกลาง ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี (สร. 4 ธ.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ของดีทั่วไทย” ครั้งที่ 1 (OTOP Select) ณ เวทีกลาง ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นงานที่กระทรวงพาณิชย์รวมของดีทั่วประเทศไทยมาไว้ที่เดียวกันจำนวนผู้ประกอบการกว่า 400 คูหาล้วนเป็นสินค้าโอทอปซีเล็คท์  นอกจากนั้นยังมี 156 คูหา ที่เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI สินค้าเกษตรนวัตกรรม สินค้าได้ประโยชน์จาก FTA สินค้าออร์แกนิค สินค้าฮาลาล และสินค้าที่ได้รับการส่งเสริมให้จำหน่ายในสนามบิน รวมทั้งผู้ประกอบการสินค้าที่ได้รับการส่งเสริมต่อยอดพัฒนาสู่ช่องทางออนไลน์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์  โดยใช้เวลาจัดงานที่เมืองทองธานี 2-6 ธันวาคม 2563

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้สนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศ มาตลอดโดยเฉพาะด้านการตลาด เข้าไปให้องค์ความรู้กับ SME และ OTOP ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาจนได้มีการคัดเลือก OTOP ที่มีศักยภาพในหลายสาขาที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียกว่า OTOP Select มีอยู่ด้วยกัน 1,800 ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ภายใต้การส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งด้านการผลิตและการตลาดจึงคัดเลือกสุดยอด OTOP Select มาร่วมในงานวันนี้ 556 ราย จาก 77 จังหวัด ส่วนที่เหลือได้มีการแสดงในรูปแบบคิวอาร์โค้ดให้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ หรือทำสัญญาทางธุรกรรมได้กับ OTOP Select ที่เหลือ โดยงานจัดตั้งแต่วันที่ 2-6 ธันวาคม 2563 คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

          " การจัดงานมีความจำเป็นอย่างน้อยจะเป็นช่องทางที่จะทำให้ OTOP มีที่ระบายสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆและในภาวะที่เราอยากเห็นเงินสะพัดในประเทศรวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยที่รัฐบาลส่งเสริมไทยเที่ยวไทยได้มีโอกาสมาเลือกซื้อสินค้าด้วย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มการบริโภคและเพิ่มยอดขายของผู้ประกอบการ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า สำหรับการสนับสนุนสินค้าทุกประเภทเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ เป็นนโยบายจากกระทรวงพาณิชย์โดยนายจุรินทร์ และให้ทุกกรมของกระทรวงพาณิชย์ปรับตัวแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤตโควิด-19 ขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมผู้ประกอบการให้จัดแสดงสินค้าเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งการจัดงานที่เมืองทองธานีนี้จะเป็นแนวคิด "กินดี ดูดี อยู่ดี สวยดี" จะมีทั้งโซนอาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของตกแต่ง สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร​และมีการแสดงแฟชั่นโชว์ผลงานของ "หมู อาซาว่า" ดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยมีการแสดงศิลปะวัฒนธรรม นอกจากนั้นประชาชนยังใช้สิทธิ์คนละครึ่งและช็อปดีมีคืนภายในงานได้อีกด้วย

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาโครงการ DTN Business Plan Award 2020 “ชี้ช่องโอกาส บุกตลาดด้วย FTA” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ (สำนักงานรัฐมนตรี 27 พ.ย. 63)

นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาโครงการ DTN Business Plan Award 2020 “ชี้ช่องโอกาส บุกตลาดด้วย FTA” เมื่อวันพฤหัสบดีที่  26  พฤศจิกายน  2563  ณ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ  (สำนักงานรัฐมนตรี 27 พ.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ปี 2563 เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 26 พ.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ปี 2563  เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สร. 26 พ.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการนำร่องความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และเทสโก้โลตัส “ตลาดนัด SME ไทย ถูกใจมหาชน” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ณ Tesco Lotus พระราม4 (สร.)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็น ประธานในพิธีเปิดงานโครงการนําร่องความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์และเทสโก้โลตัส “ตลาดนัด SME ไทย ถูกใจ มหาชน” ณ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า สาขาพระราม 4 โดยมี นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหารเทสโก้ โลตัส ร่วมด้วยทั้งนี้เพื่อสนับสนุนนโยบายเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้มีโอกาสขายสินค้า

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายที่จะส่งเสริมการตลาดให้กับ SME เพราะ SME เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และจะพัฒนาไปเป็นผู้ส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศต่อไปในอนาคต SME ที่มาร่วมงานในวันนี้ถือเป็น SME ที่ได้รับการคัดเลือกและสนับสนุนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  SME ที่เป็น  OTOP Select ที่เป็น OTOP ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาจนได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมทั้ง Micro SME ที่เป็นเครือข่ายสำคัญของหอการค้าในแต่ละจังหวัดและเป็นเครือข่ายของ Biz Club ซึ่งเป็นที่รวมของ Micro SME ต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

          " กระทรวงพาณิชย์ยินดีจะสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้กับ SME ที่มาเปิดจำหน่ายสินค้าและบริการโดยไม่คิดค่าพื้นที่ ต้องขอขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ขอบคุณผู้บริหารเทสโก้โลตัสและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมมือกัน " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมการแสดงสินค้า Food Truck Mart เมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 4 พ.ย. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมงานแสดงร้านอาหารเคลื่อนที่ ‘ฟู้ดทรัค มาร์ท’(Food Truck Mart )บริเวณลานตลาดนัด กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี ว่า “การจัดงาน ‘ฟู้ดทรัค มาร์ท’ ครั้งนี้ เกิดจากความตั้งใจจริงของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ต้องการแสดงพลังของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารเคลื่อนที่ หรือ ฟู้ดทรัค ให้ผู้ที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ ได้เห็นถึงรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ครบวงจรการตกแต่งร้านค้าที่มีความสวยงามน่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้บริโภค และโอกาสความสำเร็จของธุรกิจที่สามารถสานต่อเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง เนื่องจากฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน และเข้ากระแส NewNormalเป็นอย่างดี ด้วยตัวเลขผู้ประกอบการที่มีกว่า 2,500 ราย และมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปีทำให้ฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตที่ชัดเจนและโดดเด่น โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ธุรกิจฟู้ดทรัคมีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 22 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา การลงมาร่วมแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจประเภทอาหาร/เครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศในรูปแบบฟู้ดทรัค รวมถึง การจัดแคมเปญพิเศษของค่ายรถในประเทศ 2 -3แบรนด์ในการปรับเปลี่ยนรถกระบะ/รถบรรทุกเป็นรถเชิงพาณิชย์ (ฟู้ดทรัค) ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ธุรกิจฟู้ดทรัคเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมากขึ้น”

          “ทั้งนี้ การเข้าสู่ธุรกิจฟู้ดทรัค จำเป็นต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานในการประกอบธุรกิจและมองเห็นลู่ทางของการเติบโต กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้จัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจจะประกอบธุรกิจฟู้ดทรัค หัวข้อ ‘เริ่มธุรกิจฟู้ดทรัคอย่างไร...ให้สำเร็จ’โดย อาจารย์ญาณเดช ศิรินุกูลชร ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาการวางแผนยุทธศาสตร์องค์กร/เครือข่าย/ธุรกิจฟู้ดทรัค ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรมกว่า 100 รายขณะเดียวกัน สถาบันการเงิน 6 แห่ง ประกอบด้วย ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ทิสโก้ ธ.อิสลาม ธ.ออมสินและ เอสเอ็มอีดีแบงก์ เข้าร่วมให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจ การเขียนแผนธุรกิจ การขอสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ รวมถึง การให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 2 ต่อปี คงที่ 2 ปี ฯลฯ เป็นต้น  

          รมช.พณ.กล่าวต่อว่า “หัวใจหลักของการเริ่มต้นธุรกิจฟู้ดทรัค นอกจากนักลงทุนจะต้องมีความรู้ด้านการประกอบธุรกิจขั้นพื้นฐานแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญอีก 3 ส่วน ได้แก่ 1) การเลือกทำเลที่ตั้ง หรือที่จอดฟู้ดทรัค เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคเห็นและสามารถเลือกซื้อสินค้าได้โดยสะดวก ส่งผลต่อผลประกอบการของธุรกิจ และหากทำเลที่เลือกไม่ได้สร้างผลกำไรก็จำเป็นต้องหาทำเลที่ตั้งอื่นต่อไป 2) การเลือกรถที่จะนำมาเป็นฟู้ดทรัค ปัจจุบันฟู้ดทรัคไม่ได้จำกัดแค่รถกระบะหรือรถบรรทุกเพียงอย่างเดียว รถประเภทอื่นๆ เช่น รถตู้ ฯลฯ ก็สามารถนำมาประกอบธุรกิจฟู้ดทรัคได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ต้องการนำมาประกอบธุรกิจ..ต้องมีความลงตัว/สมดุลระหว่างกัน และ 3) การออกแบบ/การตกแต่งรถฟู้ดทรัค เพื่อให้ดึงดูดใจลูกค้า สะท้อนถึงสินค้าที่จำหน่ายอย่างชัดเจน และมีความร่วมสมัย ซึ่งทั้ง 3 ส่วนที่กล่าวมาจะสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้เป็นอย่างดี”

          “นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงและใส่ใจเป็นพิเศษก่อนเข้าสู่ธุรกิจฟู้ดทรัค คือ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการประกอบธุรกิจฟู้ดทรัค เช่น * ทำเลที่ตั้ง..ใช่ว่าจะจอดขายได้ทุกสถานที่ * สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน อาจเป็นอุปสรรคต่อการค้าขายหรือการตั้งโต๊ะรับประทานอาหาร * คู่แข่งที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม จึงมีนักลงทุนเข้ามาในตลาดฟู้ดทรัคมากขึ้น การแข่งขันจึงสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน รวมทั้ง คู่แข่งที่เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ตามทำเลต่างๆ * ขาดการเตรียมความพร้อมและการศึกษาถึงรูปแบบธุรกิจที่ดี..ก่อนเข้าสู่ตลาดฟู้ดทรัค อาจส่งผลต่อการเลิกประกอบธุรกิจที่รวดเร็ว และไม่ถึงจุดคุ้มทุนที่ได้ลงทุนไป ฯลฯ”

          “ทั้งนี้ เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจฟู้ดทรัคแล้ว และธุรกิจเริ่มเดินไปได้ระยะหนึ่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการพัฒนาสินค้าและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าจะสร้างความภักดีต่อสินค้าและเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจที่ดีที่สุดรวมทั้ง ต้องมีการพัฒนาช่องทางการตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น เช่น * การใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสร้างการรับรู้และขยายช่องทางการตลาด โดยต้องมีการอัพเดทความเคลื่อนไหวของร้านค้าอยู่ตลอดเวลา * การเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจฟู้ดทรัคเพื่อรับข่าวสารการออกร้านตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการทำการตลาดอย่างหนึ่งที่เป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายธุรกิจ ฯลฯ เป็นต้น”     

          “และด้วยกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบธุรกิจฟู้ดทรัคที่ประสบความสำเร็จและต้องการขยาย/พัฒนาธุรกิจจึงต้องการโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน... กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะที่กำกับดูแลกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ จึงได้ผลักดันให้ ‘ธุรกิจฟู้ดทรัค’เป็นหลักประกันทางธุรกิจประเภทกิจการ โดยได้ร่วมหารือกับสถาบันการเงินในการรับ ‘ธุรกิจฟู้ดทรัค’ เป็นหลักประกันทางธุรกิจ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี) เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เบื้องต้น สถาบันการเงินรายย่อย ได้มีการรับกิจการเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้ว ส่วนสถาบันการเงินรายใหญ่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเพื่อรับกิจการเป็นหลักประกันทางธุรกิจต่อไป ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563) มีผู้นำกิจการมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 6,364 กิจการ มูลค่ารวมกว่า 737 ล้านบาท”  

          “จึงขอเชิญชวนผู้ที่กำลังหาโอกาสทางอาชีพหรือธุรกิจและผู้สนใจ เข้าร่วมงาน ‘ฟู้ดทรัค มาร์ท’ ระหว่างวันที่ 4 -5 พฤศจิกายน 2563ณ ลานตลาดนัด กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรีท่านจะได้พบกับผู้ประกอบการฟู้ดทรัคประเภทอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนกว่า 20 ราย และหากสนใจประกอบธุรกิจ/ต้องการเงินลงทุนสามารถขอคำปรึกษากับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมงานฯ ได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์โทร 0 2547 4939e-Mail :stro@dbd.go.th สายด่วน1570 และ www.dbd.go.th” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

          ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563) ประเทศไทยมีผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ประมาณ 2,500 ราย แบ่งเป็น ภาคกลาง ร้อยละ 60 ภาคเหนือ ร้อยละ 14 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 9 ภาคตะวันออก ร้อยละ 6 ภาคใต้ ร้อยละ 6 และภาคตะวันตก ร้อยละ 5

          สัดส่วนการจำหน่าย แบ่งเป็น ประเภทอาหารอินเตอร์ ร้อยละ 27 เครื่องดื่ม ร้อยละ 26 อาหารไทย ร้อยละ 22 อาหารว่าง-หวาน ร้อยละ 15 และ อาหารว่าง-คาว ร้อยละ 10

          เงินลงทุน (รถใหม่) เริ่มต้นประมาณ 5 แสน -1 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อคันต่อปีประมาณ 1,056,000 บาท (4,000 บาท/ 22 วัน / 12 เดือน) อัตราการเติบโตของธุรกิจเฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปี    

-----------------------------------

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการ “โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วยเอฟทีเอ” เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 7 ต.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการ “โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วยเอฟทีเอ” เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการดำเนินการสืบเนื่องและสานต่อความสำเร็จของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโคนมของไทย (จัดทัพโคนมไทย บุกตลาดต่างประเทศด้วยเอฟทีเอ) ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สามารถขยายการส่งออกสินค้านม UHT นมอัดเม็ด ไอศกรีม และโยเกิร์ต ไปตลาดคู่ค้าเอฟทีเอ โดยเฉพาะจีน และอาเซียน (สิงคโปร์ กัมพูชา เมียนมาร์) และเป็นการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเตรียมความพร้อมเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อให้อุตสาหกรรมโคนมและนมโคแปรรูปของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพในตลาดโลก และพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมโคในภูมิภาค

          นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มเติมว่า กรมฯ จัดโครงการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกร สหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการนมโคและนมโคแปรรูปสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 81 ราย และผ่านการคัดเลือกจากกรมฯ และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมโครงการ 20 ราย โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เข้าอบรม Boot Camp เน้นเสริมแกร่งเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เพื่อเข้าสู่ตลาดประเทศคู่ค้าเอฟทีเอของไทย กฎระเบียบทางการค้ามาตรฐานสินค้าและสถานประกอบการ โลจิสติกส์ การเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์และออฟไลน์  ได้รับคำปรึกษาเชิงลึก (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการการทำตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ มาตรฐานโรงงานแปรรูป โครงสร้างราคา และร่วมสำรวจโอกาสทางการค้าของตลาดสินค้านมโคและนมโคแปรรูป และสร้างเครือข่ายธุรกิจในสาธารณรัฐประชาชนจีน กรมฯ เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาองค์ความรู้ที่สำคัญต่างๆ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การต่อยอดด้วยนวัตกรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และการจับคู่ธุรกิจในตลาดสำคัญต่างๆ ขณะเดียวกันจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เอฟทีเอเป็นเครื่องมือในการขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ซึ่งผลสำเร็จของโครงการจะช่วยขยายตลาดให้กับน้ำนมดิบของไทย และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง

          ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกสินค้านมโคและนมโคแปรรูปไปตลาดโลก 382 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ นมพร้อมดื่ม UHT นมเปรี้ยว โยเกิร์ต และนมจืด ตลาดส่งออกหลักคือ อาเซียน (กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา สปป.ลาว และสิงคโปร์) 82.7% จีน 5.4% และฮ่องกง 3.4% ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าเอฟทีเอของไทยที่ได้ลดภาษีนำเข้าสินค้านมโคและนมโคแปรรูปให้ไทยแล้ว ทั้งนี้ ไทยจึงมีความได้เปรียบในการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านจากทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กันและประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน จึงเป็นโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย

-----------------------------------

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการส่งออก การบริโภคภายในและการส่งเสริม SME’s” และมอบโล่รางวัลโครงการประกวดสมาคมการค้าดีเด่น ประจำปี 2563

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการส่งออก การบริโภคภายในและการส่งเสริม SME’s” และมอบโล่รางวัลโครงการประกวดสมาคมการค้าดีเด่น ประจำปี 2563  เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563  ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์  (สร. 18 ก.ย. 63)

          จากนโยบายการค้าที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา SMEs พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายภาคธุรกิจการค้าของไทย และให้เอกชนเป็นทัพหน้าโดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นทัพหนุนนั้น กระทรวงพาณิชย์และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาสมาคมการค้าและมอบรางวัลสมาคมการค้าดีเด่น ประจำปี 2563หรือ Together is Power 2020ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันนี้ (18กันยายน 2563) โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงานขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีแก่สมาคมการค้าที่มีการบริหารจัดการตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ประกอบกับกระตุ้นให้สมาคมการค้าพัฒนาองค์กรและบทบาทในการพัฒนาธุรกิจของประเทศ พร้อมผลักดันให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตตามมาตรฐานธุรกิจสากลด้วย

          ในงานนี้นายจุรินทร์ เป็นประธานมอบรางวัลและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการส่งออกการบริโภคภายในประเทศและการส่งเสริม SMEs” โดยระบุว่าการจัดงานมอบรางวัลฯ ในครั้งนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการส่งเสริมให้สมาคมการค้าซึ่งเป็นตัวแทนภาคธุรกิจได้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างกันและเป็นที่น่ายินดีแก่สมาคมการค้าและผู้บริหารที่ได้รับรางวัล ซึ่งทั้งหมดจะเป็นกำลังสำคัญในการเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศต่อไป และว่าประเทศเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากเรามีหอการค้าจังหวัด หอการค้าต่างประเทศ และสมาคมการค้า 137สมาคมและอยากให้ส่วนภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาต่างจังหวัด เพื่อสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล  โดยบทบาทคือ การพัฒนาเทคโนโลยีเดินหน้าสู่การค้าการลงทุนในยุค New Normal

          "รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ดังนั้น SMEs จึงสำคัญยิ่งนอกจากนี้ มีการแก้เรื่องกฎหมายใน พรบ.หอการค้า (ปัจจุบันรอลงมติ) เพื่อช่วยประกอบการการค้าการลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้สะดวกยิ่งขึ้น และสามารถออกเอกสารแทนรัฐได้ เช่น ใบรับรอง ใบกำกับภาษี เพื่อความสะดวกในต่างประเทศ โดยไม่ต้องไปกรมการกงสุล และเมื่อมีเรื่องข้อพิพาท หอการค้าจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปศาล และยุคนี้เราได้จัดตั้ง กรอ.พาณิชย์ขึ้นเพื่อผลักดันการส่งออกโดยเอกชนนำเป็นทัพหน้ามีกระทรวงพาณิชย์สนับสนุน พร้อมปรับบทบาททูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัด โดยให้เป็น Saleman ประเทศ และ Saleman จังหวัด ปรับรูปแบบการค้าแบบออนไลน์ และ Contract Farming ให้ความสำคัญการค้าชายแดน มีบทบาทมากขึ้น รมว.เปิดด่านทั่วประเทศ ผ่านมาเลเซีย พม่า ลาว เพื่อส่งไปจีน ให้มีการปรับกิจกรรมแบบออนไลน์ และสนับสนุนเปิดโอกาสให้ SMEs ไปงานแฟร์ระดับประเทศมากยิ่งขึ้น " นายจุรินทร์ กล่าว

          ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  กล่าวว่า กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยินดีกับสมาคมการค้าที่เข้ารับรางวัลได้ผ่านการตัดสินจากคณะกรรมการที่มาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยนำหลัก Balanced Scorecard หรือ BSC มาใช้ในการประเมินศักยภาพสมาคมการค้าที่มีการบริหารจัดการเป็นเลิศใน 4มิติ คือ 1.ผลสำเร็จตามพันธกิจ พิจารณาจากการเติบโตของสมาชิก สมรรถนะทางการเงิน การให้บริการ ความมีส่วนร่วมของสมาชิก และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก 2.ความสามารถในการบริหารจัดการ พิจารณาจากวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม และการปฏิบัติตามกฎระเบียบและพระราชบัญญัติสมาคมการค้า 3.คุณภาพการให้บริการ พิจารณาจากความพึงพอใจของสมาชิก หน่วยงานภายนอก และนำมาพัฒนาสมาคมการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 4.การพัฒนาองค์กร พิจารณาจากการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล การพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ และความคิดสร้างสรรค์ในการดำเนินกิจกรรมของสมาคมการค้า

          ในปีนี้มีสมาคมการค้าที่ได้รับ ‘รางวัลสมาคมการค้าดีเด่น’ จำนวน 24สมาคม แบ่งเป็น 45รางวัล ตามรายมิติ  โดยแยกเป็น 3กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1จัดตั้ง 1-5ปี จำนวน 1สมาคม 3รางวัล คือ สมาคมการค้าบิสคลับไทย กลุ่มที่ 2จัดตั้ง 6-15ปี จำนวน 7สมาคม 12รางวัล คือ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (ได้รับรางวัลสมาคมการค้ายอดเยี่ยม), สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย, สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปแผ่นเหล็ก, สมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น, สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย และสมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย และกลุ่มที่ 3จัดตั้ง 16ปีขึ้นไป จำนวน 16สมาคม 30รางวัล คือ สมาคมประกันชีวิตไทย (ได้รับรางวัลสมาคมการค้ายอดเยี่ยม), สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย, สมาคมไทยแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ, สมาคมประกันวินาศภัยไทย, สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย, สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย, สมาคมรถเช่าไทย, สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว, สมาคมอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษไทย, สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมการขายตรงไทย, สมาคมเครื่องทำความเย็นไทย, สมาคมการค้านวัตกรรมการพิมพ์ไทย, สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว และสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย

          นอกจากนี้ยังมีการมอบ ‘รางวัลผู้บริหารสมาคมการค้าดีเด่น’ ให้กับผู้บริหารที่มีคุณลักษณะใน 5ด้าน คือ การสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์โปร่งใส ความสามารถในการบริหารงานสมาคมการค้า การเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความร่วมมือ การสร้างความเจริญเติบโตให้แก่สมาคมการค้า และสร้างสรรค์ให้แก่สมาคมการค้า จำนวน 8รางวัล แบ่งเป็น 2รางวัลได้แก่ รางวัลนายกสมาคมการค้าดีเด่นจำนวน 4รายคือ ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ นายกสมาคมการค้าบิสคลับไทย นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง นายกสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และนางนุสรา บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และรางวัลกรรมการศักยภาพดีเด่น จำนวน 4รายคือ นางสาวชุติพร อธิเกียรติ เลขาธิการสมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น นายกำจร คุณวพานิชกุล อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย นายวรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และ ดร.สุมาลี ว่องเจริญกุล เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว 

          และในงานนี้ยังมี ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร” ซึ่งผู้เข้าร่วมงานที่เป็นทั้งสมาคมการค้าและนักธุรกิจจะมองเห็นโอกาสทางการค้าและนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้ในที่สุด สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยทำให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะสมาคมการค้าที่จะมีบทบาทสำคัญในการนำพาธุรกิจไทยร่วมมือร่วมใจกันจับมือเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคในครั้งนี้ไปพร้อมกัน ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เดิมๆมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาเพิ่มนายกรัฐมนตรีและการประชุมพาณิชย์อย่างสม่ำเสมอและสภาหอการค้า ฯและภาคเอกชนได้มีโอกาสเสนอความเห็นร่วมหาทางออกร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างเข็มแข็ง ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมปรับรูปแบบเพื่อการบริหารธุรกิจในสภาวะโควิด-19ซึ่งเป็นกันทั้งโลก

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 18 ก.ย. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกไม้หวงห้ามบนที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือ สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้การปลูก  การตัดไม้เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ง่าย ประชาชนสามารถปลูกและตัดไม้เศรษฐกิจได้เหมือนการปลูกพืชเกษตรทั่วไป”

          “การส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเอง โดยสามารถนำไม้ยืนต้นนั้นมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เป็นการช่วยให้เกษตรกรและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดทำการเกษตรหรือใช้สอยในชีวิตประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ สนับสนุน ส่งเสริม อำนวยความสะดวกให้มีการปลูก การจัดการ การตัด การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงการส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ”

          “กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี พิษณุโลก และอ่างทอง โดยมีการนำร่องมอบวงเงินจดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรทั้ง 4จังหวัดข้างต้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นไม้ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่า หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ผู้ปลูก เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยและนำไปสู่การสร้างอาชีพที่มั่นคง สร้างความยั่งยืนด้านระบบนิเวศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสามารถนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้” 

          “การจัดงาน ‘100,000ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ’ เป็นการประกาศความสำเร็จหลังสามารถผลักดันให้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตนเองและชุมชน เพื่อเป็นทรัพย์สิน เป็นมรดกให้ลูกหลาน สร้างให้เกิดอาชีพใหม่ๆ มีความมั่งคงในอาชีพ รวมถึงการนำไม้มีค่าไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และนำมาเป็นหลักประกันทรัพย์สินสำหรับขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ อีกทั้งเป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรชุมชนร่วมกัน เพิ่มพื้นที่ป่ารักษาระบบนิเวศ สร้างสิ่งแวดล้อมให้สมดุล และลดภาวะโลกร้อน” 

          “โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกัน ถือเป็นการนำร่องให้ธนาคารพาณิชย์อื่นนำไปเป็นแบบอย่างที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไม้รายอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ยืนต้นเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ จำนวน 100ล้านต้น”

          “นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรที่ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นและการปลูกป่ามาร่วมเสวนา หัวข้อ “ปลูกไม้ยืนต้น สร้างมูลค่าไม้เศรษฐกิจไทย” ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ตัวแทนเกษตรกร และมีหน่วยงานที่ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้ภายในงาน เช่น กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” 

          “การปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางสำคัญที่มีการพูดถึงทั้งด้านการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร พร้อมๆ กับการเพิ่มความยั่งยืนให้กับทรัพยากรและระบบนิเวศของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างสินทรัพย์และความเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายสะดวกมากขึ้น” รมช.พณ. กล่าวสรุป

          ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15กันยายน 2563) มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 111,365ต้น มูลค่ารวมกว่า 132,169,000ล้านบาท 

         สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 4944สายด่วน 1570 www.dbd.go.th และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

***************************************

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10-11 กันยายน 2563 (สำนักงานรัฐมนตรี 10 ก.ย. 63)

          นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ  เมื่อวันที่ 10-11 กันยายน  2563  (สำนักงานรัฐมนตรี 10 ก.ย. 63)

          รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านค้าส่งค้าปลีกในจังหวัดอุบลราชธานี แสดงวิสัยทัศน์ดันเมืองอุบลเป็นต้นแบบของ Resilient Economy หรือ เศรษฐกิจที่กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ชี้!! เศรษฐกิจ จ.อุบลราชธานียังเดินต่อได้ โดยใช้เศรษฐกิจภายในจังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและได้รับความร่วมมือในรูปแบบการบูรณาการจากทุกภาคส่วน

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ระหว่างวันที่ 10 - 11 กันยายน 2563 นี้ ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อตรวจเยี่ยมและสำรวจความคืบหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของจังหวัดหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึง การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังประสบอุทกภัยอย่างหนักเมื่อปีที่ผ่านมา โดยปีที่แล้ว ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อประเมินความเสียหายและช่วยเหลือร้านโชวห่วย/ร้านค้าส่งค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติโดยเร็ว มาถึงปีนี้ เกิดวิกฤตโควิด-19 ซ้ำอีก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภายในจังหวัดเป็นอย่างมาก จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า เศรษฐกิจการค้าโดยรวมของจังหวัดอุบลราชธานียังคงมีความแข็งแกร่ง โดยต้องขอชื่นชมผู้ประกอบการจังหวัดอุบลราชธานีว่ามีความอดทนและเข้มแข็งมาก ทำให้เศรษฐกิจภายในจังหวัดสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ ส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของจ.อุบลราชธานีฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว คือ ความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจฐานรากภายในจังหวัด โดยเฉพาะร้านค้าส่งค้าปลีกระดับจังหวัดที่มีเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอุบลราชธานียังมีจิตวิญญาณของความเป็นนักสู้และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ทำให้อุบลราชธานีพร้อมเป็นเมืองต้นแบบของการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่า ‘Resilient Economy’ ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ” 

          รมช.พณ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาคธุรกิจที่มีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจของจังหวัดเดินหน้าต่อได้ คือ ‘ภาคค้าส่งค้าปลีก’ มีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในท้องถิ่น รวมถึง จำหน่ายสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผล ช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญสำหรับสินค้าชุมชนและสินค้าโอทอปที่ผลิตทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกและโชวห่วยต้องช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมค้าส่งค้าปลีกให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีก โดยการสร้างองค์ความรู้ที่สำคัญ เช่น การรับมือกับพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุค New normal การแก้ปัญหาสต๊อกสินค้าที่มีมากเกินความจำเป็น หรือการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ร้านค้าส่งค้าปลีกมีต้นทุนลดลงและยอดขายมากขึ้น ส่งต่อผลกำไรที่เพิ่มขึ้นและสามารถนำกลับคืนสู่สังคมในรูปของการลดราคาสินค้าหรือจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอื่นๆ ต่อไป”

         “สำหรับการตรวจเยี่ยมร้านค้าส่งค้าปลีกครั้งนี้ ได้มอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมบริษัท สยามเซฟแลนด์ เทรดดิ้ง จำกัด หรือซุปเปอร์เซฟแลนด์ ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อท้องถิ่นและเป็นเจ้าของเดียวกับร้านยงสงวน (ศูนย์ค้าส่ง) ที่สามารถแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ได้ มีสาขากว่า 20 แห่งทั่วจังหวัด โดยเคล็ดลับความสำเร็จของร้าน คือการนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาบริหารจัดการภายในร้าน มีมาตรฐาน ISO 9001 มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ และมีการจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครองใจชาวอุบลราชธานีได้อย่างยาวนาน นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริมเพิ่มรายได้ เช่น เป็นจุดรับ-ส่งพัสดุ และการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมาช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมและโปรโมชันต่างๆ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการบริหารร้านค้าหลังยุคโควิด-19 คือ ‘สุขอนามัย’ โดยทางร้านมีการจัดหาเจลล้างมือแอลกอฮอล์และการตรวจวัดอุณหภูมิให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน โดยจากการพูดคุย ทำให้ทราบว่า เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ร้านประสบความสำเร็จ คือ การเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะของกระทรวงพาณิชย์ เช่น โครงการสร้างความเข้มแข็งศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ที่ทำให้ร้านมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ลดต้นทุนคลังสินค้าและเพิ่มยอดขาย อีกทั้งสามารถสร้างเครือข่ายกับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงกิจกรรมลดราคาสินค้าและเชื่อมโยงทางการตลาด”  

          “ก้าวต่อไปมองว่า ‘ภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจ’ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยจะมุ่งมั่นผลักดันร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นเป็นผู้นำเศรษฐกิจท้องถิ่นและผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจและเป็นเสาหลักที่สำคัญให้แก่เศรษฐกิจเมืองอุบลราชธานีต่อไป” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย 

 

***************************************

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal” ภายใต้แนวคิด “Thriving in the New Normal ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ หาแนวทางขับเคลื่อนฟื้นฟูภาคธุรกิจบริการไทย 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจการจัดงาน ธุรกิจเกม ธุรกิจแอนิเมชั่น และธุรกิจโลจิสติกส์ ให้ผ่านพ้นวิกฤติหลังโควิด-19

         ในพิธีเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นวันนี้ (วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2563) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์  โดยนายจุรินทร์  ร่วมกับผู้แทนจาก 3 สถาบันการเงินชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) พร้อมทั้งผู้แทนจากภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจบริการ ได้แก่ สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สมาคมการแสดงสินค้าไทย และสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะในการประสานพลังพาธุรกิจบริการผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

          นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายจุรินทร์ เน้นว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการเงินและการลงทุน จึงให้ปรับยุทธศาสตร์ แนวทางใหม่ในการสร้างความเข็มแข็งให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคบริการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้จัด “โครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal” นี้ขึ้น เพื่อสนองตอบความต้องการของภาคเอกชนในด้านการแสวงหาแหล่งเงินทุน และการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ โดยกิจกรรมไฮไลท์ในวันนี้ได้แก่ การจับคู่ธุรกิจและให้คำปรึกษาระหว่างสถาบันทางการเงินทั้ง 3 แห่งกับผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจการจัดงาน แอนิเมชั่น เกม และโลจิสติกส์ รวมจำนวนกว่า 50 ราย โดยจะเกิดการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 100 คู่ และคาดว่าจะเกิดการปล่อยสินเชื่อมูลค่ากว่า 165 ล้านบาท

          นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การค้าในภาคบริการได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และโลก โดยการค้าบริการมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการค้าด้านเกษตรหรืออุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จึงได้กำหนดให้การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจบริการเป็น 1 ใน 10 นโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำทัพผู้ประกอบการเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ และผลักดันให้เกิดกิจกรรมเจรจาการค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับผู้ประกอบการในภาคบริการเป็นจำนวนมาก โดยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าได้ถึงกว่า 14,200 ล้านบาท

          “กระทรวงพาณิชย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยง สร้างเครือข่ายและส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการ มีความพร้อม มีศักยภาพ และพร้อมเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ประจำปีงบประมาณ 2563 เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 10 ก.ย. 63)0

นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ประจำปีงบประมาณ 2563  เมื่อวันพุธที่  9  กันยายน  2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สำนักงานรัฐมนตรี 10 ก.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดการอบรม E-Commerce "เศรษฐกิจทันสมัยการค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2563 ณ โรงแรม มีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จ.พิจิตร (สร. 31 ส.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัด พิจิตร เปิดการอบรม E-Commerce "เศรษฐกิจทันสมัยการค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล"  ณ โรงแรม มีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ตําบล ท่าหลวง อําเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยมีนายจุรินทร์ เป็นประธาน โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งเยาวชนสายอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจ และประชาชนกว่า 650 คน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า โลกเปลี่ยนไปเยอะโดยเฉพาะเศรษฐกิจเปลี่ยนจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ มาเป็นเศรษฐกิจที่ติดลบ รวมถึง สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐยังมีแนวโน้มพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบไปตามสถานการณ์ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศในโลก และสถานการณ์โควิดมีผลกระทบกระเทือนทุกประเทศในโลกรวมทั้งประเทศของเรา ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์มีวิสัยทัศน์ ที่จะให้ภาคการผลิตภาคบริการ โดยหน่วยงานที่สำคัญคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์จึงเกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยมียุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยเราต้องทำอย่างน้อย

          1.ต้องปรับรูปแบบการผลิตไปสนองความต้องการตลาดให้มากขึ้น ต้องคิดด้วยว่าผลิตไปแล้วจะมีใครซื้อ

          2.รูปแบบการตลาดต้องเปลี่ยนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ เพิ่มช่องทางให้มากขึ้น " และการใช้รูปแบบดั้งเดิม ต้องปรับรูปแบบเป็นเคาน์เตอร์เทรด การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันถ้าเงินไม่มีมากพอเอาของมาแลกของ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดขึ้นมาโดยให้พาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัด ผู้ขายมาพบกับผู้ซื้อ ให้พาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนจังหวัด ได้ประสบความสำเร็จและสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างจังหวัดโดยความร่วมมือของเซลล์แมนจังหวัดและภาคเอกชนภาคอื่นๆทำยอดได้ 3,244 ล้านบาท เช่น ข้าวหอมมะลิร้อยเอ็ดแลกกับมังคุดที่นครศรีธรรมราช พริกไทยจันทบุรีแลกกับข้าวพิมาย ข้าวโพดจังหวัดตากแลกไข่ไก่ฉะเชิงเทรา เป็นต้น "

          3.รูปแบบเกษตรพันธสัญญา คอนแทรคฟาร์มมิ่งให้เซ็นสัญญา และซื่อสัตย์ต่อกันทั้งสองฝ่าย และ

          4.การค้าออนไลน์ ที่จะกลายเป็นวิถีใหม่ทางการค้าในยุค New Normal  หลังโควิดก็เชื่อว่าการค้าออนไลน์จะเป็นรูปแบบที่จะต้องใช้กันต่อไปเพราะกลายเป็นความคุ้นชินหรือความสะดวก ใครที่ไม่รู้เรื่องออนไลน์ ก็จะตามยุคไม่ทัน

          " รู้สึกดีใจที่ทุกท่านให้ความสนใจในการอบรมการค้ายุคใหม่ E-Commerce จากเป้าหมายที่ตั้งไว้อบรม 300 คนตอนนี้มีผู้เข้าร่วมถึง 600 คน โดยไม่กี่วันมานี้ผมได้มีการเปิดอบรมการค้าออนไลน์ให้กับ 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ มีน้องๆเข้าร่วม 1,500 คนเพื่อปั้นให้เป็นซีอีโอเจนซี (CEO GenZ) ต่อไปในอนาคต คาดว่าจะได้รับความสนใจไปทั่วภาคทั่วประเทศเราจะสร้างซีอีโอเจนซีให้ได้ไม่น้อยกว่า 12,000 คน ภายในหนึ่งปี