ข่าวรัฐมนตรี
ข่าวรัฐมนตรี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ครั้งที่ 1/2564 เมื่อวันพุธที่ 13 มกราคม 2564 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร.14 ม.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายในแถลงผลประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งท่ี 1/2564ซึ่งองค์ประกอบการประชุมครบทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีวาระเกี่ยวกับรายงานการประชุมคณะกรรมการครั้งที่ผ่านมาและพิจารณาทบทวนรายการสินค้าควบคุมและทบทวนมาตรการสินค้าควบคุม

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ต่ออายุสินค้าควบคุม 4รายการ ที่เคยอยู่ในประกาศฉบับเดียวกัน รายการที่1หน้ากากอนามัย รายการที่2คือใยสังเคราะห์ รายการที่3คือแอลกอฮอล์และเจลล้างมือ รายการที่4คือเศษกระดาษ ที่จะหมดอายุในวันที่ 3กุมภาพันธ์ 2564จะส่งผลให้เป็นการควบคุมราคาต่อไป สำหรับหน้ากากอนามัยนั้นมี 3ส่วน คือ 1.หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.ปัจจุบันมีอยู่ 30กว่าโรงงาน ที่มีกำลังการผลิตอย่างมีนัยยะสำคัญจะคุมราคาอยู่ที่ไม่เกินชิ้นละ 2.50บาทเช่นเดิม ส่วนหน้ากากอนามัยทางเลือกซึ่งประกอบด้วยที่ผลิตในประเทศไทยและนำเข้าจะคุมราคาเช่นเดิมขายปลีกได้ในราคาไม่เกินต้นทุนบวกไม่เกินร้อยละ 60และหน้ากากผ้าไม่กำหนดให้เป็นสินค้าควบคุมและรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนที่ไม่ป่วยใช้หน้ากากผ้าในการป้องกันโควิดเพราะกระทรวงสาธารณสุขให้การยืนยันแล้วว่าใช้ในการป้องกันสำหรับผู้ที่ไม่ป่วยได้

         ทางด้านรายงานการดำเนินคดีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่นี้ตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2563ถึงวันที่ 12มกราคม 2564มีผู้ร้องเรียนเข้ามาทั้งหมด 160ราย ดำเนินการตรวจสอบแล้ว 129ราย มีผลในการดำเนินคดีทั้งหมด 19ราย ประกอบด้วย ไม่ปิดป้ายแสดงราคา 13คดี ขายเกินราคา 6คดี ที่เหลือเมื่อตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำความผิด และในจำนวนคดีที่ขายเกินราคา 6คดีนั้นเป็นคดีที่กระทำความผิดบนออนไลน์ 2คดี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดเป็นแนวทางชัดเจนว่าจะต้องควบคุมดูแลไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มเกิดการขายของผิดกฎหมายรวมทั้งหน้ากากอนามัยด้วย จึงได้แจ้งความดำเนินคดีแล้วโดยเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าภายในเป็นผู้ดำเนินการและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง

         " จากนี้ตนจะนำเรื่องการต่ออายุหน้ากากอนามัยวัตถุดิบผลิตและแอลกอฮอล์เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไปเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ซึ่งจะเป็นการประชุมครม.อังคารหน้า " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          ผู้สื่อข่าวถามถึงปริมาณของหน้ากากอนามัย ทางด้านนายวัฒนศักดิ์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากการที่หารือกับโรงงานผู้ผลิตตอนนี้วัตถุดิบยังคงมีอยู่และเพื่อความมั่นใจนั้นทางกรมติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดและเน้นให้ผลิตเต็มกำลังการผลิต นอกจากนี้ยังขอให้ให้เพิ่มกำลังการผลิตได้จากปัจจุบัน 5 ล้านชิ้นต่อวันได้

-----------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ และประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาขาดแคลนตู้สินค้าและอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2563 ณ ท่าเรือคลองเตย (สร.7 ธ.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สขค.) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าเรือคลองเตย กรุงเทพฯ และหารือร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาขาดแคลนตู้สินค้าและอัตราค่าระวางเรือที่สูงขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกที่กำลังได้รับผลกระทบ

          นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องจากการประชุม กรอ. พาณิชย์ในปัญหานี้จึงมาตรวจดูร่วมทุกฝ่ายโดยมีรายละเอียดในการดูจากท่าเรือกรุงเทพวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งและต้องหาข้อสรุปและหาทางบริหารจัดการและดูเรื่องกฎระเบียบที่สามารถจัดการได้โดยเร็ว ทั้งนี้ สถานการณ์การขาดแคลนตู้สินค้า มาจากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ค่าระวางการขนส่งทางทะเลต่ำ ทำให้สายเรือหลายบริษัทได้ปิดตัวลง และมีการควบรวมกิจการ ส่วนการขาดแคลนตู้สินค้า เกิดจากสายเรือลดการให้บริการจากสถานการณ์โควิด-19 เพราะหลายประเทศชะลอหรือเลิกการนำเข้าส่งออกชั่วคราว และมีตู้สินค้าชะงักอยู่ที่จีนจำนวนมาก จากการเข้มงวดตรวจสอบสินค้า ติดค้างอยู่ที่สหรัฐฯ เพราะโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าได้ ระยะเวลาหมุนเวียนของตู้สินค้าไปสหรัฐฯ เพิ่มจาก 7 วันเป็น 14 วัน และเทศกาลคริสมาสต์ ปีใหม่ ตรุษจีน ทำให้มีความต้องการตู้สินค้ามากขึ้นในการขนส่งสินค้าไปสหรัฐฯ และยุโรป

          ดังนั้น จึงส่งผลต่อการปรับเพิ่มขึ้นของค่าระวาง โดยอัตราค่าระวาง (Freight) ค่าบริการภายในประเทศ (Local Charge) และค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharge) มีการปรับตัวในอัตราที่สูงขึ้น และการจองพื้นที่จัดสรรระวาง (ตู้สินค้า) มีความไม่แน่นอน อาจดำเนินการจองแล้วถูกยกเลิก เนื่องจากพื้นที่เรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ (Space Allocation)

          สำหรับผลการหารือในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ส่งออก โดยในส่วนของค่าบริการภายในประเทศ (Local Charges) จะใช้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เข้าไปกำกับดูแล และขอให้คงอัตราค่าบริการภายในประเทศตามอัตราปี 2561 อัตราค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharge) ขอให้เป็นไปตามค่าธรรมเนียมตลาดโลก แต่ต้องเป็นธรรม และห้ามมีการยกเลิกการจองตู้สินค้า ส่วนเรื่องการผูกขาดการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการจำกัดปริมาณตู้สินค้าที่มาจากสายการเดินเรือ ได้มอบให้ สขค. เข้าไปดูแล

 

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ Thailand Arbitration Center : THAC เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 7 ธ.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับสถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center : THAC) เมื่อวันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม 2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สร. 7 ธ.ค. 63)

          กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ สถาบันอนุญาโตตุลาการ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อพัฒนากระบวนการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นสักขีพยาน เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกันในการพัฒนาระบบระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ (Online Dispute Resolution : ODR) และพัฒนาบุคลากรด้านการระงับข้อพิพาทร่วมกัน คาดช่วยอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และลดจำนวนคดีขึ้นสู่ศาล

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า   “ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการประกอบธุรกิจ โดยมีการนำทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ส่งผลให้เกิดกรณีพิพาทเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามากขึ้นตามไปด้วย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องดังกล่าว  จึงหารือกับสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม เพื่อบูรณาการพัฒนางานบริการระงับข้อพิพาท ด้านทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกัน ซึ่งจะเป็นการตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุคสังคมดิจิทัล โดยการลงนามข้อตกลงในวันนี้ เป็นโอกาสอันดีสำหรับ 2 กระทรวง ที่จะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในเรื่องการระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญา สามารถยุติข้อพิพาทได้โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องคดี อีกทั้ง ยังได้ร่วมพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการระงับข้อพิพาทฯ ของทั้ง 2 หน่วยงาน เพื่อให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในกระบวนการระงับข้อพิพาท ช่วยยกระดับการบริการให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน”

          ด้าน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว สิ่งที่เป็นไฮไลท์สำคัญ คือ การนำระบบการระงับข้อพิพาทออนไลน์ (Online Dispute Resolution : ODR) มาใช้ เพื่อปรับปรุงกระบวนการระงับข้อพิพาทฯ ให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากที่ผ่านมากรมฯ มีการนำระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการเข้ามาให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบที่ยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ตั้งแต่ปี 2545 มีข้อพิพาททั้งหมด 621 เรื่อง ไกล่เกลี่ยสำเร็จ 331 เรื่อง คิดเป็น 54% ของข้อพิพาททั้งหมด อย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าวยังมีข้อจำกัด โดยคู่พิพาทจะต้องเดินทางมาไกล่เกลี่ยที่กรมฯ เพื่อหาข้อยุติร่วมกัน รวมไปถึงกรณีที่เวลาของคู่พิพาทไม่ตรงกัน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงร่วมกับสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นคำขอไกล่เกลี่ย การนัดหมายคู่พิพาทเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย และการทำบันทึกข้อตกลงผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งทำให้ประชาชนได้รับบริการอย่างสะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดการเผชิญหน้าของคู่กรณี โดยคู่พิพาทจะมีข้อตกลงร่วมกันเพื่อเก็บรักษาข้อมูลระหว่างกระบวนการไว้เป็นความลับและไม่นำข้อเท็จจริงหรือหลักฐานที่ได้ระหว่างกระบวนการดังกล่าวไปใช้ในการฟ้องร้องคดีต่อศาลหรือการอนุญาโตตุลาการ”

          ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้บริการระบบระงับข้อพิพาทด้านทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ได้ในเดือนมกราคม 2564 ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงพาณิชย์มอบให้แก่ประชาชน โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ https://thac.or.th และศึกษาขั้นตอนการดำเนินการได้ที่ YouTube กรมทรัพย์สินทางปัญญา https://youtu.be/vvb442QsvT4 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานระงับข้อพิพาท กองกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-5029 ในวันและเวลาราชการ

 

------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ของดีทั่วไทย” ครั้งที่ 1 (OTOP Select) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2563 ณ เวทีกลาง ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี (สร. 4 ธ.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “ของดีทั่วไทย” ครั้งที่ 1 (OTOP Select) ณ เวทีกลาง ฮอลล์ 7-8 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นงานที่กระทรวงพาณิชย์รวมของดีทั่วประเทศไทยมาไว้ที่เดียวกันจำนวนผู้ประกอบการกว่า 400 คูหาล้วนเป็นสินค้าโอทอปซีเล็คท์  นอกจากนั้นยังมี 156 คูหา ที่เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI สินค้าเกษตรนวัตกรรม สินค้าได้ประโยชน์จาก FTA สินค้าออร์แกนิค สินค้าฮาลาล และสินค้าที่ได้รับการส่งเสริมให้จำหน่ายในสนามบิน รวมทั้งผู้ประกอบการสินค้าที่ได้รับการส่งเสริมต่อยอดพัฒนาสู่ช่องทางออนไลน์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์  โดยใช้เวลาจัดงานที่เมืองทองธานี 2-6 ธันวาคม 2563

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้สนับสนุนส่งเสริมผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศ มาตลอดโดยเฉพาะด้านการตลาด เข้าไปให้องค์ความรู้กับ SME และ OTOP ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาจนได้มีการคัดเลือก OTOP ที่มีศักยภาพในหลายสาขาที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ เรียกว่า OTOP Select มีอยู่ด้วยกัน 1,800 ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ภายใต้การส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งด้านการผลิตและการตลาดจึงคัดเลือกสุดยอด OTOP Select มาร่วมในงานวันนี้ 556 ราย จาก 77 จังหวัด ส่วนที่เหลือได้มีการแสดงในรูปแบบคิวอาร์โค้ดให้สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ หรือทำสัญญาทางธุรกรรมได้กับ OTOP Select ที่เหลือ โดยงานจัดตั้งแต่วันที่ 2-6 ธันวาคม 2563 คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

          " การจัดงานมีความจำเป็นอย่างน้อยจะเป็นช่องทางที่จะทำให้ OTOP มีที่ระบายสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆและในภาวะที่เราอยากเห็นเงินสะพัดในประเทศรวมทั้งนักท่องเที่ยวไทยที่รัฐบาลส่งเสริมไทยเที่ยวไทยได้มีโอกาสมาเลือกซื้อสินค้าด้วย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพิ่มการบริโภคและเพิ่มยอดขายของผู้ประกอบการ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า สำหรับการสนับสนุนสินค้าทุกประเภทเข้าสู่ช่องทางออนไลน์ เป็นนโยบายจากกระทรวงพาณิชย์โดยนายจุรินทร์ และให้ทุกกรมของกระทรวงพาณิชย์ปรับตัวแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤตโควิด-19 ขณะเดียวกันก็มีการส่งเสริมผู้ประกอบการให้จัดแสดงสินค้าเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายด้วยเช่นกัน ซึ่งการจัดงานที่เมืองทองธานีนี้จะเป็นแนวคิด "กินดี ดูดี อยู่ดี สวยดี" จะมีทั้งโซนอาหารเครื่องดื่ม เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ของตกแต่ง สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร​และมีการแสดงแฟชั่นโชว์ผลงานของ "หมู อาซาว่า" ดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทยมีการแสดงศิลปะวัฒนธรรม นอกจากนั้นประชาชนยังใช้สิทธิ์คนละครึ่งและช็อปดีมีคืนภายในงานได้อีกด้วย

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาโครงการ DTN Business Plan Award 2020 “ชี้ช่องโอกาส บุกตลาดด้วย FTA” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ณ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ (สำนักงานรัฐมนตรี 27 พ.ย. 63)

นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาโครงการ DTN Business Plan Award 2020 “ชี้ช่องโอกาส บุกตลาดด้วย FTA” เมื่อวันพฤหัสบดีที่  26  พฤศจิกายน  2563  ณ โรงแรมเพนนินซูลา กรุงเทพฯ  (สำนักงานรัฐมนตรี 27 พ.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ปี 2563 เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 26 พ.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ปี 2563  เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สร. 26 พ.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงานโครงการนำร่องความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และเทสโก้โลตัส “ตลาดนัด SME ไทย ถูกใจมหาชน” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2563 ณ Tesco Lotus พระราม4 (สร.)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็น ประธานในพิธีเปิดงานโครงการนําร่องความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์และเทสโก้โลตัส “ตลาดนัด SME ไทย ถูกใจ มหาชน” ณ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า สาขาพระราม 4 โดยมี นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหารเทสโก้ โลตัส ร่วมด้วยทั้งนี้เพื่อสนับสนุนนโยบายเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้มีโอกาสขายสินค้า

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายที่จะส่งเสริมการตลาดให้กับ SME เพราะ SME เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และจะพัฒนาไปเป็นผู้ส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศต่อไปในอนาคต SME ที่มาร่วมงานในวันนี้ถือเป็น SME ที่ได้รับการคัดเลือกและสนับสนุนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  SME ที่เป็น  OTOP Select ที่เป็น OTOP ที่ผ่านกระบวนการพัฒนาจนได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมทั้ง Micro SME ที่เป็นเครือข่ายสำคัญของหอการค้าในแต่ละจังหวัดและเป็นเครือข่ายของ Biz Club ซึ่งเป็นที่รวมของ Micro SME ต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

          " กระทรวงพาณิชย์ยินดีจะสนับสนุนเปิดพื้นที่ให้กับ SME ที่มาเปิดจำหน่ายสินค้าและบริการโดยไม่คิดค่าพื้นที่ ต้องขอขอบคุณกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์ ขอบคุณผู้บริหารเทสโก้โลตัสและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ร่วมมือกัน " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมการแสดงสินค้า Food Truck Mart เมื่อวันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 4 พ.ย. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมงานแสดงร้านอาหารเคลื่อนที่ ‘ฟู้ดทรัค มาร์ท’(Food Truck Mart )บริเวณลานตลาดนัด กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรี ว่า “การจัดงาน ‘ฟู้ดทรัค มาร์ท’ ครั้งนี้ เกิดจากความตั้งใจจริงของกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ต้องการแสดงพลังของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารเคลื่อนที่ หรือ ฟู้ดทรัค ให้ผู้ที่กำลังมองหาโอกาสทางธุรกิจ ได้เห็นถึงรูปแบบการประกอบธุรกิจที่ครบวงจรการตกแต่งร้านค้าที่มีความสวยงามน่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้บริโภค และโอกาสความสำเร็จของธุรกิจที่สามารถสานต่อเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง เนื่องจากฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน และเข้ากระแส NewNormalเป็นอย่างดี ด้วยตัวเลขผู้ประกอบการที่มีกว่า 2,500 ราย และมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,600 ล้านบาทต่อปีทำให้ฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตที่ชัดเจนและโดดเด่น โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ธุรกิจฟู้ดทรัคมีอัตราการเติบโตถึงร้อยละ 22 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา การลงมาร่วมแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจประเภทอาหาร/เครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศในรูปแบบฟู้ดทรัค รวมถึง การจัดแคมเปญพิเศษของค่ายรถในประเทศ 2 -3แบรนด์ในการปรับเปลี่ยนรถกระบะ/รถบรรทุกเป็นรถเชิงพาณิชย์ (ฟู้ดทรัค) ยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้ธุรกิจฟู้ดทรัคเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างประเทศมากขึ้น”

          “ทั้งนี้ การเข้าสู่ธุรกิจฟู้ดทรัค จำเป็นต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานในการประกอบธุรกิจและมองเห็นลู่ทางของการเติบโต กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้จัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจจะประกอบธุรกิจฟู้ดทรัค หัวข้อ ‘เริ่มธุรกิจฟู้ดทรัคอย่างไร...ให้สำเร็จ’โดย อาจารย์ญาณเดช ศิรินุกูลชร ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาการวางแผนยุทธศาสตร์องค์กร/เครือข่าย/ธุรกิจฟู้ดทรัค ซึ่งมีผู้เข้ารับการอบรมกว่า 100 รายขณะเดียวกัน สถาบันการเงิน 6 แห่ง ประกอบด้วย ธ.กรุงเทพ ธ.กรุงไทย ธ.ทิสโก้ ธ.อิสลาม ธ.ออมสินและ เอสเอ็มอีดีแบงก์ เข้าร่วมให้คำปรึกษาด้านการประกอบธุรกิจ การเขียนแผนธุรกิจ การขอสินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจ รวมถึง การให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษร้อยละ 2 ต่อปี คงที่ 2 ปี ฯลฯ เป็นต้น  

          รมช.พณ.กล่าวต่อว่า “หัวใจหลักของการเริ่มต้นธุรกิจฟู้ดทรัค นอกจากนักลงทุนจะต้องมีความรู้ด้านการประกอบธุรกิจขั้นพื้นฐานแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญอีก 3 ส่วน ได้แก่ 1) การเลือกทำเลที่ตั้ง หรือที่จอดฟู้ดทรัค เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคเห็นและสามารถเลือกซื้อสินค้าได้โดยสะดวก ส่งผลต่อผลประกอบการของธุรกิจ และหากทำเลที่เลือกไม่ได้สร้างผลกำไรก็จำเป็นต้องหาทำเลที่ตั้งอื่นต่อไป 2) การเลือกรถที่จะนำมาเป็นฟู้ดทรัค ปัจจุบันฟู้ดทรัคไม่ได้จำกัดแค่รถกระบะหรือรถบรรทุกเพียงอย่างเดียว รถประเภทอื่นๆ เช่น รถตู้ ฯลฯ ก็สามารถนำมาประกอบธุรกิจฟู้ดทรัคได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าที่ต้องการนำมาประกอบธุรกิจ..ต้องมีความลงตัว/สมดุลระหว่างกัน และ 3) การออกแบบ/การตกแต่งรถฟู้ดทรัค เพื่อให้ดึงดูดใจลูกค้า สะท้อนถึงสินค้าที่จำหน่ายอย่างชัดเจน และมีความร่วมสมัย ซึ่งทั้ง 3 ส่วนที่กล่าวมาจะสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันได้เป็นอย่างดี”

          “นอกจากนี้ สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงและใส่ใจเป็นพิเศษก่อนเข้าสู่ธุรกิจฟู้ดทรัค คือ ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการประกอบธุรกิจฟู้ดทรัค เช่น * ทำเลที่ตั้ง..ใช่ว่าจะจอดขายได้ทุกสถานที่ * สภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน อาจเป็นอุปสรรคต่อการค้าขายหรือการตั้งโต๊ะรับประทานอาหาร * คู่แข่งที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากฟู้ดทรัคเป็นธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยม จึงมีนักลงทุนเข้ามาในตลาดฟู้ดทรัคมากขึ้น การแข่งขันจึงสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน รวมทั้ง คู่แข่งที่เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่ตามทำเลต่างๆ * ขาดการเตรียมความพร้อมและการศึกษาถึงรูปแบบธุรกิจที่ดี..ก่อนเข้าสู่ตลาดฟู้ดทรัค อาจส่งผลต่อการเลิกประกอบธุรกิจที่รวดเร็ว และไม่ถึงจุดคุ้มทุนที่ได้ลงทุนไป ฯลฯ”

          “ทั้งนี้ เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในธุรกิจฟู้ดทรัคแล้ว และธุรกิจเริ่มเดินไปได้ระยะหนึ่ง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีการพัฒนาสินค้าและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าจะสร้างความภักดีต่อสินค้าและเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจที่ดีที่สุดรวมทั้ง ต้องมีการพัฒนาช่องทางการตลาดให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น เช่น * การใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสร้างการรับรู้และขยายช่องทางการตลาด โดยต้องมีการอัพเดทความเคลื่อนไหวของร้านค้าอยู่ตลอดเวลา * การเข้าร่วมกลุ่มธุรกิจฟู้ดทรัคเพื่อรับข่าวสารการออกร้านตามสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการทำการตลาดอย่างหนึ่งที่เป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายธุรกิจ ฯลฯ เป็นต้น”     

          “และด้วยกระแสความนิยมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบธุรกิจฟู้ดทรัคที่ประสบความสำเร็จและต้องการขยาย/พัฒนาธุรกิจจึงต้องการโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน... กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะที่กำกับดูแลกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ จึงได้ผลักดันให้ ‘ธุรกิจฟู้ดทรัค’เป็นหลักประกันทางธุรกิจประเภทกิจการ โดยได้ร่วมหารือกับสถาบันการเงินในการรับ ‘ธุรกิจฟู้ดทรัค’ เป็นหลักประกันทางธุรกิจ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี) เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เบื้องต้น สถาบันการเงินรายย่อย ได้มีการรับกิจการเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้ว ส่วนสถาบันการเงินรายใหญ่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเพื่อรับกิจการเป็นหลักประกันทางธุรกิจต่อไป ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563) มีผู้นำกิจการมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 6,364 กิจการ มูลค่ารวมกว่า 737 ล้านบาท”  

          “จึงขอเชิญชวนผู้ที่กำลังหาโอกาสทางอาชีพหรือธุรกิจและผู้สนใจ เข้าร่วมงาน ‘ฟู้ดทรัค มาร์ท’ ระหว่างวันที่ 4 -5 พฤศจิกายน 2563ณ ลานตลาดนัด กระทรวงพาณิชย์ จ.นนทบุรีท่านจะได้พบกับผู้ประกอบการฟู้ดทรัคประเภทอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนกว่า 20 ราย และหากสนใจประกอบธุรกิจ/ต้องการเงินลงทุนสามารถขอคำปรึกษากับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมงานฯ ได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากระทรวงพาณิชย์โทร 0 2547 4939e-Mail :stro@dbd.go.th สายด่วน1570 และ www.dbd.go.th” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

          ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2563) ประเทศไทยมีผู้ประกอบการฟู้ดทรัค ประมาณ 2,500 ราย แบ่งเป็น ภาคกลาง ร้อยละ 60 ภาคเหนือ ร้อยละ 14 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 9 ภาคตะวันออก ร้อยละ 6 ภาคใต้ ร้อยละ 6 และภาคตะวันตก ร้อยละ 5

          สัดส่วนการจำหน่าย แบ่งเป็น ประเภทอาหารอินเตอร์ ร้อยละ 27 เครื่องดื่ม ร้อยละ 26 อาหารไทย ร้อยละ 22 อาหารว่าง-หวาน ร้อยละ 15 และ อาหารว่าง-คาว ร้อยละ 10

          เงินลงทุน (รถใหม่) เริ่มต้นประมาณ 5 แสน -1 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยต่อคันต่อปีประมาณ 1,056,000 บาท (4,000 บาท/ 22 วัน / 12 เดือน) อัตราการเติบโตของธุรกิจเฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปี    

-----------------------------------

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการ “โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วยเอฟทีเอ” เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 7 ต.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการ “โคนมไทยก้าวไกล ขยายตลาดส่งออกได้ด้วยเอฟทีเอ” เมื่อวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยเป็นการดำเนินการสืบเนื่องและสานต่อความสำเร็จของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการโคนมของไทย (จัดทัพโคนมไทย บุกตลาดต่างประเทศด้วยเอฟทีเอ) ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2561 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม สามารถขยายการส่งออกสินค้านม UHT นมอัดเม็ด ไอศกรีม และโยเกิร์ต ไปตลาดคู่ค้าเอฟทีเอ โดยเฉพาะจีน และอาเซียน (สิงคโปร์ กัมพูชา เมียนมาร์) และเป็นการดำเนินการตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเตรียมความพร้อมเกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อให้อุตสาหกรรมโคนมและนมโคแปรรูปของไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมีศักยภาพในตลาดโลก และพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์นมโคในภูมิภาค

          นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพิ่มเติมว่า กรมฯ จัดโครงการอย่างต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ซึ่งได้รับความสนใจจากเกษตรกร สหกรณ์โคนม และผู้ประกอบการนมโคและนมโคแปรรูปสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 81 ราย และผ่านการคัดเลือกจากกรมฯ และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมโครงการ 20 ราย โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะได้เข้าอบรม Boot Camp เน้นเสริมแกร่งเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เพื่อเข้าสู่ตลาดประเทศคู่ค้าเอฟทีเอของไทย กฎระเบียบทางการค้ามาตรฐานสินค้าและสถานประกอบการ โลจิสติกส์ การเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์และออฟไลน์  ได้รับคำปรึกษาเชิงลึก (Coaching) โดยผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการการทำตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ มาตรฐานโรงงานแปรรูป โครงสร้างราคา และร่วมสำรวจโอกาสทางการค้าของตลาดสินค้านมโคและนมโคแปรรูป และสร้างเครือข่ายธุรกิจในสาธารณรัฐประชาชนจีน กรมฯ เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาองค์ความรู้ที่สำคัญต่างๆ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การต่อยอดด้วยนวัตกรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และการจับคู่ธุรกิจในตลาดสำคัญต่างๆ ขณะเดียวกันจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้เอฟทีเอเป็นเครื่องมือในการขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ซึ่งผลสำเร็จของโครงการจะช่วยขยายตลาดให้กับน้ำนมดิบของไทย และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง

          ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยส่งออกสินค้านมโคและนมโคแปรรูปไปตลาดโลก 382 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ นมพร้อมดื่ม UHT นมเปรี้ยว โยเกิร์ต และนมจืด ตลาดส่งออกหลักคือ อาเซียน (กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา สปป.ลาว และสิงคโปร์) 82.7% จีน 5.4% และฮ่องกง 3.4% ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าเอฟทีเอของไทยที่ได้ลดภาษีนำเข้าสินค้านมโคและนมโคแปรรูปให้ไทยแล้ว ทั้งนี้ ไทยจึงมีความได้เปรียบในการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านจากทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้กันและประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน จึงเป็นโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย

-----------------------------------

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการส่งออก การบริโภคภายในและการส่งเสริม SME’s” และมอบโล่รางวัลโครงการประกวดสมาคมการค้าดีเด่น ประจำปี 2563

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการส่งออก การบริโภคภายในและการส่งเสริม SME’s” และมอบโล่รางวัลโครงการประกวดสมาคมการค้าดีเด่น ประจำปี 2563  เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563  ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์  (สร. 18 ก.ย. 63)

          จากนโยบายการค้าที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านการส่งเสริมและพัฒนา SMEs พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายภาคธุรกิจการค้าของไทย และให้เอกชนเป็นทัพหน้าโดยมีกระทรวงพาณิชย์เป็นทัพหนุนนั้น กระทรวงพาณิชย์และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้จัดสัมมนาสมาคมการค้าและมอบรางวัลสมาคมการค้าดีเด่น ประจำปี 2563หรือ Together is Power 2020ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ในวันนี้ (18กันยายน 2563) โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดงานขึ้นเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจที่ดีแก่สมาคมการค้าที่มีการบริหารจัดการตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ประกอบกับกระตุ้นให้สมาคมการค้าพัฒนาองค์กรและบทบาทในการพัฒนาธุรกิจของประเทศ พร้อมผลักดันให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตตามมาตรฐานธุรกิจสากลด้วย

          ในงานนี้นายจุรินทร์ เป็นประธานมอบรางวัลและปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “นโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการส่งออกการบริโภคภายในประเทศและการส่งเสริม SMEs” โดยระบุว่าการจัดงานมอบรางวัลฯ ในครั้งนี้สะท้อนถึงความสำเร็จในการส่งเสริมให้สมาคมการค้าซึ่งเป็นตัวแทนภาคธุรกิจได้เกิดการสร้างเครือข่ายระหว่างกันและเป็นที่น่ายินดีแก่สมาคมการค้าและผู้บริหารที่ได้รับรางวัล ซึ่งทั้งหมดจะเป็นกำลังสำคัญในการเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศต่อไป และว่าประเทศเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากเรามีหอการค้าจังหวัด หอการค้าต่างประเทศ และสมาคมการค้า 137สมาคมและอยากให้ส่วนภูมิภาคมีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาต่างจังหวัด เพื่อสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล  โดยบทบาทคือ การพัฒนาเทคโนโลยีเดินหน้าสู่การค้าการลงทุนในยุค New Normal

          "รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ดังนั้น SMEs จึงสำคัญยิ่งนอกจากนี้ มีการแก้เรื่องกฎหมายใน พรบ.หอการค้า (ปัจจุบันรอลงมติ) เพื่อช่วยประกอบการการค้าการลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้สะดวกยิ่งขึ้น และสามารถออกเอกสารแทนรัฐได้ เช่น ใบรับรอง ใบกำกับภาษี เพื่อความสะดวกในต่างประเทศ โดยไม่ต้องไปกรมการกงสุล และเมื่อมีเรื่องข้อพิพาท หอการค้าจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปศาล และยุคนี้เราได้จัดตั้ง กรอ.พาณิชย์ขึ้นเพื่อผลักดันการส่งออกโดยเอกชนนำเป็นทัพหน้ามีกระทรวงพาณิชย์สนับสนุน พร้อมปรับบทบาททูตพาณิชย์และพาณิชย์จังหวัด โดยให้เป็น Saleman ประเทศ และ Saleman จังหวัด ปรับรูปแบบการค้าแบบออนไลน์ และ Contract Farming ให้ความสำคัญการค้าชายแดน มีบทบาทมากขึ้น รมว.เปิดด่านทั่วประเทศ ผ่านมาเลเซีย พม่า ลาว เพื่อส่งไปจีน ให้มีการปรับกิจกรรมแบบออนไลน์ และสนับสนุนเปิดโอกาสให้ SMEs ไปงานแฟร์ระดับประเทศมากยิ่งขึ้น " นายจุรินทร์ กล่าว

          ด้านนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า  กล่าวว่า กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยินดีกับสมาคมการค้าที่เข้ารับรางวัลได้ผ่านการตัดสินจากคณะกรรมการที่มาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยนำหลัก Balanced Scorecard หรือ BSC มาใช้ในการประเมินศักยภาพสมาคมการค้าที่มีการบริหารจัดการเป็นเลิศใน 4มิติ คือ 1.ผลสำเร็จตามพันธกิจ พิจารณาจากการเติบโตของสมาชิก สมรรถนะทางการเงิน การให้บริการ ความมีส่วนร่วมของสมาชิก และการประสานงานกับหน่วยงานภายนอก 2.ความสามารถในการบริหารจัดการ พิจารณาจากวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยม และการปฏิบัติตามกฎระเบียบและพระราชบัญญัติสมาคมการค้า 3.คุณภาพการให้บริการ พิจารณาจากความพึงพอใจของสมาชิก หน่วยงานภายนอก และนำมาพัฒนาสมาคมการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 4.การพัฒนาองค์กร พิจารณาจากการบริหารด้วยหลักธรรมาภิบาล การพัฒนาบุคลากรให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ และความคิดสร้างสรรค์ในการดำเนินกิจกรรมของสมาคมการค้า

          ในปีนี้มีสมาคมการค้าที่ได้รับ ‘รางวัลสมาคมการค้าดีเด่น’ จำนวน 24สมาคม แบ่งเป็น 45รางวัล ตามรายมิติ  โดยแยกเป็น 3กลุ่มได้แก่ กลุ่มที่ 1จัดตั้ง 1-5ปี จำนวน 1สมาคม 3รางวัล คือ สมาคมการค้าบิสคลับไทย กลุ่มที่ 2จัดตั้ง 6-15ปี จำนวน 7สมาคม 12รางวัล คือ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (ได้รับรางวัลสมาคมการค้ายอดเยี่ยม), สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย, สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย, สมาคมผู้ผลิตท่อโลหะและแปรรูปแผ่นเหล็ก, สมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น, สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย และสมาคมเหล็กแผ่นรีดเย็นไทย และกลุ่มที่ 3จัดตั้ง 16ปีขึ้นไป จำนวน 16สมาคม 30รางวัล คือ สมาคมประกันชีวิตไทย (ได้รับรางวัลสมาคมการค้ายอดเยี่ยม), สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย, สมาคมไทยแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ, สมาคมประกันวินาศภัยไทย, สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย, สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย, สมาคมรถเช่าไทย, สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว, สมาคมอุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษไทย, สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมการขายตรงไทย, สมาคมเครื่องทำความเย็นไทย, สมาคมการค้านวัตกรรมการพิมพ์ไทย, สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว และสมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์คอนกรีตไทย

          นอกจากนี้ยังมีการมอบ ‘รางวัลผู้บริหารสมาคมการค้าดีเด่น’ ให้กับผู้บริหารที่มีคุณลักษณะใน 5ด้าน คือ การสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความซื่อสัตย์โปร่งใส ความสามารถในการบริหารงานสมาคมการค้า การเผยแพร่ข้อมูลและสร้างความร่วมมือ การสร้างความเจริญเติบโตให้แก่สมาคมการค้า และสร้างสรรค์ให้แก่สมาคมการค้า จำนวน 8รางวัล แบ่งเป็น 2รางวัลได้แก่ รางวัลนายกสมาคมการค้าดีเด่นจำนวน 4รายคือ ดร.กรัณย์ สุทธารมณ์ นายกสมาคมการค้าบิสคลับไทย นางกนิษฐ์ เมืองกระจ่าง นายกสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคมไทย นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และนางนุสรา บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย และรางวัลกรรมการศักยภาพดีเด่น จำนวน 4รายคือ นางสาวชุติพร อธิเกียรติ เลขาธิการสมาคมธุรกิจคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น นายกำจร คุณวพานิชกุล อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย นายวรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และ ดร.สุมาลี ว่องเจริญกุล เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว 

          และในงานนี้ยังมี ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยภัทร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เรื่อง “ทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร” ซึ่งผู้เข้าร่วมงานที่เป็นทั้งสมาคมการค้าและนักธุรกิจจะมองเห็นโอกาสทางการค้าและนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้ในที่สุด สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทยทำให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะสมาคมการค้าที่จะมีบทบาทสำคัญในการนำพาธุรกิจไทยร่วมมือร่วมใจกันจับมือเพื่อฝ่าฟันอุปสรรคในครั้งนี้ไปพร้อมกัน ด้านนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เดิมๆมากในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาเพิ่มนายกรัฐมนตรีและการประชุมพาณิชย์อย่างสม่ำเสมอและสภาหอการค้า ฯและภาคเอกชนได้มีโอกาสเสนอความเห็นร่วมหาทางออกร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างเข็มแข็ง ซึ่งทุกฝ่ายพร้อมปรับรูปแบบเพื่อการบริหารธุรกิจในสภาวะโควิด-19ซึ่งเป็นกันทั้งโลก

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 18 ก.ย. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกไม้หวงห้ามบนที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือ สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้การปลูก  การตัดไม้เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ง่าย ประชาชนสามารถปลูกและตัดไม้เศรษฐกิจได้เหมือนการปลูกพืชเกษตรทั่วไป”

          “การส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเอง โดยสามารถนำไม้ยืนต้นนั้นมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เป็นการช่วยให้เกษตรกรและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดทำการเกษตรหรือใช้สอยในชีวิตประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ สนับสนุน ส่งเสริม อำนวยความสะดวกให้มีการปลูก การจัดการ การตัด การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงการส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ”

          “กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี พิษณุโลก และอ่างทอง โดยมีการนำร่องมอบวงเงินจดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรทั้ง 4จังหวัดข้างต้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นไม้ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่า หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ผู้ปลูก เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยและนำไปสู่การสร้างอาชีพที่มั่นคง สร้างความยั่งยืนด้านระบบนิเวศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสามารถนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้” 

          “การจัดงาน ‘100,000ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ’ เป็นการประกาศความสำเร็จหลังสามารถผลักดันให้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตนเองและชุมชน เพื่อเป็นทรัพย์สิน เป็นมรดกให้ลูกหลาน สร้างให้เกิดอาชีพใหม่ๆ มีความมั่งคงในอาชีพ รวมถึงการนำไม้มีค่าไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และนำมาเป็นหลักประกันทรัพย์สินสำหรับขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ อีกทั้งเป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรชุมชนร่วมกัน เพิ่มพื้นที่ป่ารักษาระบบนิเวศ สร้างสิ่งแวดล้อมให้สมดุล และลดภาวะโลกร้อน” 

          “โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกัน ถือเป็นการนำร่องให้ธนาคารพาณิชย์อื่นนำไปเป็นแบบอย่างที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไม้รายอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ยืนต้นเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ จำนวน 100ล้านต้น”

          “นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรที่ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นและการปลูกป่ามาร่วมเสวนา หัวข้อ “ปลูกไม้ยืนต้น สร้างมูลค่าไม้เศรษฐกิจไทย” ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ตัวแทนเกษตรกร และมีหน่วยงานที่ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้ภายในงาน เช่น กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์” 

          “การปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางสำคัญที่มีการพูดถึงทั้งด้านการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร พร้อมๆ กับการเพิ่มความยั่งยืนให้กับทรัพยากรและระบบนิเวศของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างสินทรัพย์และความเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายสะดวกมากขึ้น” รมช.พณ. กล่าวสรุป

          ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15กันยายน 2563) มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 111,365ต้น มูลค่ารวมกว่า 132,169,000ล้านบาท 

         สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 4944สายด่วน 1570 www.dbd.go.th และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ

 

***************************************

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10-11 กันยายน 2563 (สำนักงานรัฐมนตรี 10 ก.ย. 63)

          นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดศรีสะเกษ  เมื่อวันที่ 10-11 กันยายน  2563  (สำนักงานรัฐมนตรี 10 ก.ย. 63)

          รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเศรษฐกิจท้องถิ่นและร้านค้าส่งค้าปลีกในจังหวัดอุบลราชธานี แสดงวิสัยทัศน์ดันเมืองอุบลเป็นต้นแบบของ Resilient Economy หรือ เศรษฐกิจที่กลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างรวดเร็ว ชี้!! เศรษฐกิจ จ.อุบลราชธานียังเดินต่อได้ โดยใช้เศรษฐกิจภายในจังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและได้รับความร่วมมือในรูปแบบการบูรณาการจากทุกภาคส่วน

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ระหว่างวันที่ 10 - 11 กันยายน 2563 นี้ ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อตรวจเยี่ยมและสำรวจความคืบหน้าการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของจังหวัดหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึง การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังประสบอุทกภัยอย่างหนักเมื่อปีที่ผ่านมา โดยปีที่แล้ว ได้ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเพื่อประเมินความเสียหายและช่วยเหลือร้านโชวห่วย/ร้านค้าส่งค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ฟื้นตัวและกลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติโดยเร็ว มาถึงปีนี้ เกิดวิกฤตโควิด-19 ซ้ำอีก ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจภายในจังหวัดเป็นอย่างมาก จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า เศรษฐกิจการค้าโดยรวมของจังหวัดอุบลราชธานียังคงมีความแข็งแกร่ง โดยต้องขอชื่นชมผู้ประกอบการจังหวัดอุบลราชธานีว่ามีความอดทนและเข้มแข็งมาก ทำให้เศรษฐกิจภายในจังหวัดสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ ส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของจ.อุบลราชธานีฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว คือ ความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจฐานรากภายในจังหวัด โดยเฉพาะร้านค้าส่งค้าปลีกระดับจังหวัดที่มีเข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการอุบลราชธานียังมีจิตวิญญาณของความเป็นนักสู้และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ทำให้อุบลราชธานีพร้อมเป็นเมืองต้นแบบของการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่า ‘Resilient Economy’ ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ” 

          รมช.พณ. กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภาคธุรกิจที่มีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจของจังหวัดเดินหน้าต่อได้ คือ ‘ภาคค้าส่งค้าปลีก’ มีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในท้องถิ่น รวมถึง จำหน่ายสินค้าในราคาที่สมเหตุสมผล ช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญสำหรับสินค้าชุมชนและสินค้าโอทอปที่ผลิตทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกและโชวห่วยต้องช่วยกันพัฒนาอุตสาหกรรมค้าส่งค้าปลีกให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นไปอีก โดยการสร้างองค์ความรู้ที่สำคัญ เช่น การรับมือกับพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคในยุค New normal การแก้ปัญหาสต๊อกสินค้าที่มีมากเกินความจำเป็น หรือการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ร้านค้าส่งค้าปลีกมีต้นทุนลดลงและยอดขายมากขึ้น ส่งต่อผลกำไรที่เพิ่มขึ้นและสามารถนำกลับคืนสู่สังคมในรูปของการลดราคาสินค้าหรือจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอื่นๆ ต่อไป”

         “สำหรับการตรวจเยี่ยมร้านค้าส่งค้าปลีกครั้งนี้ ได้มอบหมายให้นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมบริษัท สยามเซฟแลนด์ เทรดดิ้ง จำกัด หรือซุปเปอร์เซฟแลนด์ ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อท้องถิ่นและเป็นเจ้าของเดียวกับร้านยงสงวน (ศูนย์ค้าส่ง) ที่สามารถแข่งขันกับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ได้ มีสาขากว่า 20 แห่งทั่วจังหวัด โดยเคล็ดลับความสำเร็จของร้าน คือการนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาบริหารจัดการภายในร้าน มีมาตรฐาน ISO 9001 มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ และมีการจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้ครองใจชาวอุบลราชธานีได้อย่างยาวนาน นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริมเพิ่มรายได้ เช่น เป็นจุดรับ-ส่งพัสดุ และการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมาช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมและโปรโมชันต่างๆ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการบริหารร้านค้าหลังยุคโควิด-19 คือ ‘สุขอนามัย’ โดยทางร้านมีการจัดหาเจลล้างมือแอลกอฮอล์และการตรวจวัดอุณหภูมิให้แก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน โดยจากการพูดคุย ทำให้ทราบว่า เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ร้านประสบความสำเร็จ คือ การเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของภาครัฐ โดยเฉพาะของกระทรวงพาณิชย์ เช่น โครงการสร้างความเข้มแข็งศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ที่ทำให้ร้านมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ลดต้นทุนคลังสินค้าและเพิ่มยอดขาย อีกทั้งสามารถสร้างเครือข่ายกับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงกิจกรรมลดราคาสินค้าและเชื่อมโยงทางการตลาด”  

          “ก้าวต่อไปมองว่า ‘ภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจ’ จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนไปได้ โดยจะมุ่งมั่นผลักดันร้านค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นเป็นผู้นำเศรษฐกิจท้องถิ่นและผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้เป็นภูมิคุ้มกันด้านเศรษฐกิจและเป็นเสาหลักที่สำคัญให้แก่เศรษฐกิจเมืองอุบลราชธานีต่อไป” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย 

 

***************************************

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal” ภายใต้แนวคิด “Thriving in the New Normal ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ หาแนวทางขับเคลื่อนฟื้นฟูภาคธุรกิจบริการไทย 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจการจัดงาน ธุรกิจเกม ธุรกิจแอนิเมชั่น และธุรกิจโลจิสติกส์ ให้ผ่านพ้นวิกฤติหลังโควิด-19

         ในพิธีเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นวันนี้ (วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2563) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์  โดยนายจุรินทร์  ร่วมกับผู้แทนจาก 3 สถาบันการเงินชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) พร้อมทั้งผู้แทนจากภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจบริการ ได้แก่ สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สมาคมการแสดงสินค้าไทย และสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะในการประสานพลังพาธุรกิจบริการผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

          นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายจุรินทร์ เน้นว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการเงินและการลงทุน จึงให้ปรับยุทธศาสตร์ แนวทางใหม่ในการสร้างความเข็มแข็งให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคบริการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง  กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้จัด “โครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal” นี้ขึ้น เพื่อสนองตอบความต้องการของภาคเอกชนในด้านการแสวงหาแหล่งเงินทุน และการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ โดยกิจกรรมไฮไลท์ในวันนี้ได้แก่ การจับคู่ธุรกิจและให้คำปรึกษาระหว่างสถาบันทางการเงินทั้ง 3 แห่งกับผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจการจัดงาน แอนิเมชั่น เกม และโลจิสติกส์ รวมจำนวนกว่า 50 ราย โดยจะเกิดการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 100 คู่ และคาดว่าจะเกิดการปล่อยสินเชื่อมูลค่ากว่า 165 ล้านบาท

          นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การค้าในภาคบริการได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และโลก โดยการค้าบริการมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการค้าด้านเกษตรหรืออุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จึงได้กำหนดให้การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจบริการเป็น 1 ใน 10 นโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำทัพผู้ประกอบการเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ และผลักดันให้เกิดกิจกรรมเจรจาการค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับผู้ประกอบการในภาคบริการเป็นจำนวนมาก โดยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าได้ถึงกว่า 14,200 ล้านบาท

          “กระทรวงพาณิชย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยง สร้างเครือข่ายและส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการ มีความพร้อม มีศักยภาพ และพร้อมเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ประจำปีงบประมาณ 2563 เมื่อวันพุธที่ 9 กันยายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 10 ก.ย. 63)0

นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว ประจำปีงบประมาณ 2563  เมื่อวันพุธที่  9  กันยายน  2563  ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์  (สำนักงานรัฐมนตรี 10 ก.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดการอบรม E-Commerce "เศรษฐกิจทันสมัยการค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล" เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2563 ณ โรงแรม มีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จ.พิจิตร (สร. 31 ส.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัด พิจิตร เปิดการอบรม E-Commerce "เศรษฐกิจทันสมัยการค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล"  ณ โรงแรม มีพรสวรรค์ แกรนด์ โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ตําบล ท่าหลวง อําเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โดยมีนายจุรินทร์ เป็นประธาน โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งเยาวชนสายอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจ และประชาชนกว่า 650 คน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า โลกเปลี่ยนไปเยอะโดยเฉพาะเศรษฐกิจเปลี่ยนจากภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ มาเป็นเศรษฐกิจที่ติดลบ รวมถึง สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐยังมีแนวโน้มพัฒนาเปลี่ยนรูปแบบไปตามสถานการณ์ จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของหลายประเทศในโลก และสถานการณ์โควิดมีผลกระทบกระเทือนทุกประเทศในโลกรวมทั้งประเทศของเรา ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์มีวิสัยทัศน์ ที่จะให้ภาคการผลิตภาคบริการ โดยหน่วยงานที่สำคัญคือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์จึงเกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โดยมียุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยเราต้องทำอย่างน้อย

          1.ต้องปรับรูปแบบการผลิตไปสนองความต้องการตลาดให้มากขึ้น ต้องคิดด้วยว่าผลิตไปแล้วจะมีใครซื้อ

          2.รูปแบบการตลาดต้องเปลี่ยนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ เพิ่มช่องทางให้มากขึ้น " และการใช้รูปแบบดั้งเดิม ต้องปรับรูปแบบเป็นเคาน์เตอร์เทรด การแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันถ้าเงินไม่มีมากพอเอาของมาแลกของ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดขึ้นมาโดยให้พาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัด ผู้ขายมาพบกับผู้ซื้อ ให้พาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนจังหวัด ได้ประสบความสำเร็จและสามารถแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างจังหวัดโดยความร่วมมือของเซลล์แมนจังหวัดและภาคเอกชนภาคอื่นๆทำยอดได้ 3,244 ล้านบาท เช่น ข้าวหอมมะลิร้อยเอ็ดแลกกับมังคุดที่นครศรีธรรมราช พริกไทยจันทบุรีแลกกับข้าวพิมาย ข้าวโพดจังหวัดตากแลกไข่ไก่ฉะเชิงเทรา เป็นต้น "

          3.รูปแบบเกษตรพันธสัญญา คอนแทรคฟาร์มมิ่งให้เซ็นสัญญา และซื่อสัตย์ต่อกันทั้งสองฝ่าย และ

          4.การค้าออนไลน์ ที่จะกลายเป็นวิถีใหม่ทางการค้าในยุค New Normal  หลังโควิดก็เชื่อว่าการค้าออนไลน์จะเป็นรูปแบบที่จะต้องใช้กันต่อไปเพราะกลายเป็นความคุ้นชินหรือความสะดวก ใครที่ไม่รู้เรื่องออนไลน์ ก็จะตามยุคไม่ทัน

          " รู้สึกดีใจที่ทุกท่านให้ความสนใจในการอบรมการค้ายุคใหม่ E-Commerce จากเป้าหมายที่ตั้งไว้อบรม 300 คนตอนนี้มีผู้เข้าร่วมถึง 600 คน โดยไม่กี่วันมานี้ผมได้มีการเปิดอบรมการค้าออนไลน์ให้กับ 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ มีน้องๆเข้าร่วม 1,500 คนเพื่อปั้นให้เป็นซีอีโอเจนซี (CEO GenZ) ต่อไปในอนาคต คาดว่าจะได้รับความสนใจไปทั่วภาคทั่วประเทศเราจะสร้างซีอีโอเจนซีให้ได้ไม่น้อยกว่า 12,000 คน ภายในหนึ่งปี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จัดงาน "เซลส์แมนจังหวัด จัดซื้อขายแลกเปลี่ยน COUNTER TRADE" เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุม คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด้นท์ (สร. 31 ส.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานจัดงาน "เซลส์แมนจังหวัด จัดซื้อขายแลกเปลี่ยน COUNTER TRADE" ณ ห้องประชุม คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ โรงแรมรามาการ์เด็นท์ โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอุมาพร พิมลบุตร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คณะผู้บริหารระดับสูง พาณิชย์ทุกจังหวัดร่วมกับเกษตรกร เจ้าของสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป หรือตภัณฑ์  และ บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ปจำกัด บริษัทเอกชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ดรีเทลจำกัด บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน) เข้าร่วม

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้มีวิสัยทัศน์ชัดเจนในเรื่องของ ”เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยมีพาณิชย์จังหวัด เกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในภูมิภาคในแต่ละจังหวัด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ และการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายรวมของวิสัยทัศน์ในการสร้างไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลกรูปธรรมของการขับเคลื่อนทางการตลาดที่มีความชัดเจนคือพาณิชย์จังหวัด ต้องจับมือกับเกษตรกร ต้องจับมือกับผู้ประกอบธุรกิจ ภาคเอกชน และภาคส่วนราชการ อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาดและหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ภายใต้ความรับผิดชอบของตนเอง เพื่อให้สามารถทำหน้าที่เซลล์แมนจังหวัดได้อย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้

          นายจุรินทร์ กล่าวว่าช่องทางการตลาดที่ได้มีการบรรจุรวมกันให้เซลส์แมนจังหวัดทีมงานทุกท่านได้ตระหนักและดำเนินงานให้บรรลุผลประกอบด้วย 4ช่องทาง

          1.ตลาดออฟไลน์ ที่จะขยายให้มีการความเติบโตขึ้นในสถานการณ์โควิดและเศรษฐกิจที่ประสบปัญหาในโลกและประเทศของเราที่ได้รับผลกระทบ กิจกรรมจำหน่ายสินค้าในจังหวัดพาณิชย์จังหวัดมีบทบาทสำคัญที่ต้องทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและทั้งเอกชนและเกษตรกร ในการที่จะจัดกิจกรรมให้มีช่องทางระบายสินค้าและบริการให้เพิ่มมากขึ้น และโมบายมาร์เก็ตต้องเดินหน้าต่อไป เพราะบางครั้ง ผลิตภัณฑ์บางชนิด บางช่วงเวลา อาจเกิดการล้นตลาดขึ้นมา การจัดตลาดเคลื่อนที่จึงมีความสำคัญในการที่ต้องช่วยระบายสินค้าในจังหวัด ภายใต้ความรับผิดชอบของพาณิชย์จังหวัด เพื่อแก้ปัญหาให้กับภาคส่วนต่างๆ นอกจากนั้นจะต้องดำเนินการในเรื่องเปิดพื้นที่ช่องทางการจำหน่ายในทุกรูปแบบตลาดนัด ตลาดสด ตลาดมุมเมือง ตลาดต่างๆ ในทุกรูปแบบ คือภารกิจที่เซลล์แมนจังหวัดจะต้องดำเนินการรวมทั้งการเปิดพื้นที่โมเดิร์นเทรด สมาร์ทโชวห่วยในทุกรูปแบบ คือภารกิจสำคัญที่จะต้องดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

         2.ตลาดออนไลน์เป็นรูปแบบที่สองที่พาณิชย์จังหวัดจะต้องช่วยประสานดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ จะกลายเป็น New Normal ทางการค้าของประเทศและการค้าของโลก คิดว่าจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นไปและสร้างความคุ้นชินทางการค้าให้เกิดขึ้นในโลก การทำการค้าออนไลน์ การสร้างองค์ความรู้พัฒนาคนและการให้การอบรมแลกเปลี่ยน การฝึกทักษะก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ พาณิชย์จังหวัดทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปเผยแพร่ในทุกรูปแบบให้กับผู้ผลิต ผู้ทำธุรกิจและผู้ประสงค์ที่จะทำการตลาดออนไลน์ในทุกกลุ่ม และหลักสูตรเข้มข้นที่ต้องส่งออกออนไลน์ก็ต้องดำเนินการ

          3.คอนแทรคฟาร์มมิ่งคือการทำเกษตรพันธสัญญา ที่มีพระราชบัญญัติกำหนดไว้แล้ว ได้ดำเนินการที่อมก๋อยจังหวัดเชียงใหม่”อมก๋อยโมเดล”จึงเป็นหนึ่งตัวอย่างที่พวกเราจะต้องช่วยกันขยายให้เกิดขึ้น เพราะเป็นการสร้างหลักประกันให้กับผู้ผลิตและผู้ซื้อ มีความชัดเจนทั้งเรื่องคุณภาพและปริมาณรวมถึงราคา ทั้งสองฝ่ายจะปฎิบัติตามพันธกิจ ตามสัญญา ผู้ผลิตก็มั่นใจว่าขายได้ ผู้ซื้อก็มั่นใจว่าได้สินค้าและบริการตามคุณภาพที่กำหนดไว้ในสัญญาแน่นอน เพื่อสร้างความชัดเจนให้การการดำเนินธุรกิจ

          4.รูปแบบเคาน์เตอร์เทรด มีความจำเป็นอย่างยิ่งในภาวะวิกฤตโควิด ที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะรูปแบบการแลกเปลี่ยนสินค้าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการขาดเงินสด ขาดสภาพคล่อง ของระบบเศรษฐกิจของประเทศได้ เอาสินค้ากับสินค้ากับผลิตภัณฑ์บริการมาแลกกัน ถ้าแลกแล้วมูลค่าไม่เท่ากันส่วนเหลื่อมก็จ่ายเป็นเงิน หรือเอาสินค้าอีกชนิดอื่นเติมเข้ามาจนเท่ากันแล้วแลกเปลี่ยน

          เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด งานวันนี้ว่าเซลล์แมนจังหวัดจัดซื้อขายแลกเปลี่ยนเคาน์เตอร์เทรด

          " ขอแสดงความชื่นชมกับพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดที่ได้รับนโยบายเคาน์เตอร์เทรดปฏิบัติตลอดช่วงเมษายนถึงสิงหาคม 5เดือนเต็ม ทำหน้าที่บรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดี และพาณิชย์จังหวัดต้องทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกทางการค้าในจังหวัดทั้งเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ การจดทะเบียน GI การดำเนินการทุกอย่างทุกรูปแบบภารกิจสำคัญที่พาณิชย์จังหวัดต้องดำเนินการ รวมทั้งการพัฒนาคน ผลิตภัณฑ์จัดกิจกรรมอบรม ให้จังหวัดต้องทำความเข้าใจกับนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ให้ถ่องแท้ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประกันรายได้เกษตรกร นโยบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ที่เดินหน้ามาจนถึง Lotที่ 6น่าจะมี Lot ที่ 7,8ต่อไป ทุกจังหวัดต้องเตรียมการสำหรับการเป็นกลไกขับเคลื่อนหลักในนโยบายเหล่านี้ รวมทั้งนโยบายสมาร์ทโชวห่วย นโยบายอาหารไทยอาหารโลก ที่วันข้างหน้าเราจะต้องผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกให้ได้สำหรับอาหาร ผมเชื่อว่างานนี้ต้องได้ยอดไม่ต่ำกว่า 2,500ล้าน เพราะเช้านี้ยอดตัวเลขซื้อขายแลกเปลี่ยนคิดเป็นมูลค่ารวมแล้ว 2,343.7ล้านบาท จะมีการจับคู่อย่างน้อย 74คู่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน ขอแสดงความชื่นชมเซลส์แมนจังหวัดและภาคเอกชนเกษตรกรภาคการผลิตภาคบริการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้มาร่วมให้กิจกรรมวันนี้บรรลุวัตถุประสงค์" นายจุรินทร์ กล่าว

 

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 6 “ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้บ้าน” เมื่อวันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2563 ณ ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงฯ (สร. 13 ส.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดกิจกรรม พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 6 “ซื้อง่าย ถูกใจ ใกล้บ้าน” ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยเน้นและอยู่สบายเข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุดทั้งนี้เพื่อช่วยลดค่าของชีพประชาชน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนได้ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนเป็นต้นมา ได้ดำเนินการมาแล้วถึง 5Lot เริ่มต้นจาก Lot ที่ 1 ลดราคาในสินค้าทั้งหมด 72 รายการลดสูงสุด 58%  Lot ที่ 2 มีสินค้าเข้าร่วมรายการเพิ่มขึ้น เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจเข้ามาซื้อสินค้าที่ลดราคามากขึ้น มีสินค้าทั้งหมด 3,025 รายการ ลดสูงสุดถึง 68% Lot ที่ 3 นำห้างโมเดิร์นเทรดระดับประเทศที่มีสาขาทั่วทุกจังหวัด เพิ่มห้างท้องถิ่นเข้ามาร่วมในทุกจังหวัดมีสินค้าเพิ่มขึ้นเป็น 4,845 รายการ ลดสูงสุดถึง 68% Lot ที่ 4 ลงลึกถึงระดับอำเภอเป็นการลดราคาโดยจัดคาราวานไปลดราคาในทุกอำเภอรวม 878 อำเภอทั่วทุกจังหวัด มีสินค้าเข้าร่วมรายการ 7,158 รายการ และลดสูงสุดถึง 68%  Lot ที่ 5ในช่วงที่กำลังจะเปิดภาคเรียนได้ดำเนินการ นำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับลูกหลานของพี่น้องประชาชนต้องใช้ในช่วงเปิดภาคเรียน ทั้งหมด 1,605 รายการ ลดสูงสุดถึง 80% เรียกว่าพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot ที่ 5 back to school

          " วันนี้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาถึง Lot ที่ 6 ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคมถึงวันที่ 30 กันยายน เป็นเวลาหนึ่งเดือนครึ่ง จะลงลึกจากระดับอำเภอไปถึงระดับหมู่บ้าน จะลดราคาร้านค้าปลายทางรวมกันทั่วประเทศ 6,654 แห่ง แบ่งเป็นร้านค้าส่ง 154 แห่งที่กระจายอยู่ในทุกจังหวัด ร้านโชวห่วยที่กระจายอยู่ทุกตำบล 4,000 ร้านโชวห่วย และปลายทางร้านค้าชุมชนของกองทุนหมู่บ้าน ประสงค์จะเข้าร่วมรายการกับกระทรวงพาณิชย์ 2,500 ร้านค้าทั่วทั้งประเทศ รวมเป็น 6,654 แห่งทั่วทั้งประเทศ" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีแอพพลิเคชั่นให้สามารถเข้าไปตรวจสอบได้โดยมีการปักหมุดร้านค้าทั้ง 6,654 แห่งว่าอยู่ที่ตรงไหนผ่านระบบคิวอาร์โค้ดหรือเข้าโดยตรงที่เว็บไซต์ https://พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน.moc.go.th แล้วไปตรวจสอบรายละเอียดว่าอยู่ที่ไหนมีร้านค้าอยู่บ้างมีสินค้าเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 400 รายการที่จำเป็นใน 5 หมวด 1.อาหารและเครื่องดื่ม 2.เครื่องปรุงรส 3.ของใช้ประจำวัน 4.ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย 5.ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 50 และมีผู้ผลิตผู้จำหน่ายจากทั่วประเทศในระดับชาติร่วมอีก 11 ราย

          " วันนี้กระทรวงพาณิชย์ลงลึกไปถึงระดับหมู่บ้านชุมชนของท่านแล้วในเรื่องของการลดราคา เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว สงครามการค้าและช่วงประสบวิกฤติโควิด ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในประเทศ อย่างน้อยที่สุดกระทรวงพาณิชย์ขอเข้ามามีส่วนร่วมในการลดภาระค่าใช้จ่ายและค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชน" นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการอบรม E-Commerce “เศรษฐกิจทันสมัย การค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล” เมื่อวันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม 2563 ณ โรงแรมแกรนด์ ฟอร์จูน จังหวัดนครศรีธรรมราช (สร. 10 ส.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นางสาวนริศา อติเทพวรพันธุ์  อดีตสมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดนครศรีธรรมราช  ร่วม เปิดการอบรม E-Commerce “เศรษฐกิจทันสมัย การค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล” ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  ณ โรงแรมแกรนด์  ฟอร์จูนจ.นครศรีธรรมราช โดยมี นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช นายสุชาติ สินรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรมอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เข้าร่วม

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับกิจกรรมในวันนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะโลกยุคใหม่ต้องเดินไปสู่จุดที่เรากำลังทำอยู่ โลกเปลี่ยนไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โอกาสการค้าการขายก็จะไม่คล่องตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกไปด้วย 2-3 ปีที่ผ่านมาโลกเข้าสู่ภาวะสงครามการค้ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน จึงเกิดผลกระทบไปทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย เกิดมาตรการกีดกันทางการค้าโดยมาตรการต่างๆเพิ่มเติม เช่น เพิ่มภาษีนำเข้า องค์กรอื่นๆที่ไม่ใช่องค์กรภาครัฐก็กำหนดเงื่อนไขทำให้มีผลกระทบต่อการค้าการส่งออกของบางประเทศรวมทั้งประเทศไทย ล่าสุดเรื่องกะทิไทย ถูกปลดออกจากชั้นวางที่ประเทศอังกฤษ โดยอ้างเหตุว่าประเทศไทยใช้แรงงานลิงตัดมะพร้าว แต่สุดท้ายท่านอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเชิญทูตการค้าของหลายประเทศไปดูกระบวนการผลิตจริงๆเข้าใจมากขึ้นว่าลิงเก็บมะพร้าวเป็นเรื่องวิถีชีวิตชาวบ้านของไทย ถ้าผลิตเพื่ออุตสาหกรรมจะไม่ทันสำหรับการผลิตภาคอุตสาหกรรมใช้คนตัดได้ทีละทลาย

          โลกเปลี่ยนไป การส่งสินค้าไปขายต่างประเทศต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าผลผลิตนั้นผลิตที่จังหวัดไหน อำเภอไหน โรงงานไหน วิสาหกิจชุมชนไหน หรือกลุ่มแม่บ้านกลุ่มไหน จะได้รู้ว่าถ้าไม่มีคุณภาพมีปัญหาใครเป็นคนผลิต และยังเจอวิกฤตโควิดอีกเงื่อนไขหนึ่งทำให้โลกทั้งใบต้องเร่งปรับตัวขนานใหญ่ไม่เว้นแม้แต่การค้า ต้องเร่งปรับรูปแบบ สมัยก่อนใช้ระบบอ๊อฟไลน์ สมายนี้รูปแบบการค้าถ้าทำอ๊อฟไลน์อย่างเดียวไปไม่ได้เพราะโลกเปลี่ยนโควิดก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน หลายคนไม่เดินห้างเริ่มสั่งสินค้าทางโทรศัพท์มือถือ

          ในฐานะที่เราเป็นภาคการผลิตที่ผลิตสินค้าและบริการเราจึงต้องปรับตัวเปลี่ยนรูปแบบการค้าไปเป็นรูปแบบอื่นมากขึ้น เราต้องทำต่อไปนี้ เช่น การทำเกษตรพันธสัญญาที่ลงนามร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตกับผู้ซื้อเซ็นสัญญาว่าถ้าเราผลิตส้มโอทับทิมสยามปากพนังได้มาตรฐานนี้ จะซื้อจำนวนเท่าไหร่ ภายในเวลาเท่าไร

          อีกรูปแบบคือการแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้ให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนจังหวัดขายของให้กับเกษตรกรและเอกชนแลกเปลี่ยนสินค้ากัน และที่ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นคือการค้าออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ เราต้องเปลี่ยนตาม เพราะโลกเปลี่ยน กระทรวงพาณิชย์มีหลักสูตรครบถ้วนทั้งให้องค์ความรู้เรื่องค้าออนไลน์ในประเทศและในอนาคตกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะมีหลักสูตรพิเศษอบรมให้องค์ความรู้ค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ในโลกยุค New Normal ถ้าไม่เข้าใจจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ท่านต้องทำได้ทั้งสองอย่างกระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงหลายแพลตฟอร์ม ถ้าท่านทำเป็นสินค้าและบริการของท่านสามารถนำไปแพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อขายตรงให้กับผู้บริโภคได้ เช่น Thailand Postmart ของไปรษณีย์ไทย Shopee Lazada JD Central  jatujakmall.com และThe Hub Thailand เป็นต้น

          "ก่อนหน้านี้ผมได้ขายผลไม้ออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มไลฟ์สด 20 นาที ให้คนจีนมีคนเข้ามากดไลท์ 16 ล้านไลท์ เกิดออเดอร์ 30,000 ออเดอร์ เดือนมิถุนายน ขายผลไม้ให้ทีมได้ 415 ล้านบาท การค้าออนไลน์มีบทบาทมีอิทธิพลมากทุกคนต้องทำให้ได้ ตอนนี้ลำไยออกเยอะมากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศใช้วิธีขายทางออนไลน์ให้นั่งอยู่ที่ประเทศเขา 9 ประเทศ เราเอาบริษัทผู้ส่งออกมาประจำอยู่ที่บริษัทตัวเองและกระทรวงพาณิชย์เป็นศูนย์กลางขายถ่ายทอดให้มีโอกาสเจอกัน ภายในสองวันเราตั้งเป้าหมายว่าจะขายลำไยให้ประเทศ 11,000 ตัน 550 ล้านบาท เอาเข้าจิงยอดขายได้ 32,000 ตัน ขายได้ 2,100 ล้านบาท ก่อนหน้านี้มี บัง ฮาซัน มาทดลองไลฟ์สดขายซีฟู้ดตากแห้งให้ดูว่าใช้เวลาเพียง 20 นาที โดยไม่ได้เตรียมตัว ขายได้ถึง 200,000 บาท

          ผมเชื่อว่าพวกท่านทำได้ หลายคนเริ่มขายออนไลน์อยู่แล้ว หวังว่าวันนี้ท่านจะไม่ผิดหวังขอบคุณที่สละเวลามาเข้าร่วมงาน" นายจุรินทร์ กล่าว

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิไทย โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิไทย โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย  เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563  ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 5 ส.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิไทย โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อนายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมค้าข้าวไทย ในงานประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ปีการเพาะปลูก 2562/63ครั้งที่ 38  การประกวดข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2563และการประกาศเกียรติคุณข้าวหอมมะลิบรรจุถุงที่ได้เครื่องหมายรับรองรูปพนมมือ ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า การประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยปีการเพาะปลูก 2562 - 2563ครั้งที่ 38การประกวดข้าวตราคุณภาพดีเด่นประจำปี 2563และการประกาศเกียรติคุณข้าวหอมมะลิบรรจุถุงที่ได้รับเครื่องหมายรับรองรูปพนมมือ รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการดำเนินโครงการประกันรายได้เพื่อพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและเพียงพอต่อการดำรงชีพซึ่งสามารถดำเนินโครงการประกันรายได้ในพืชหลักทั้ง 5ชนิดรวมทั้งข้าว ตั้งแต่ในช่วงฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาภายในเวลาไม่ถึง 5เดือนซึ่งพิสูจน์ว่ารัฐบาลสามารถ "ทำได้ไว ทำได้จริง" ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับประโยชน์ถึง 4.3ล้านครัวเรือนทั่วทั้งประเทศ และเพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาข้าวไทยให้มีความยั่งยืนทั้งระบบห่วงโซ่รัฐบาลได้กำหนดวิสัยทัศน์ "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด" ภายใต้ยุทธศาสตร์ "ตลาดนำการผลิต"  เพื่อนำมาใช้ทำยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติใน 5ปีถัดจากนี้ไปนับตั้งแต่ปี 2563คือปีนี้ไปจนกระทั่งถึงปี 2567 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่การจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทยได้ นำตลาดมาเป็นแนวทางหลักในการกำหนดทางการผลิตข้าวต่อไปในช่วง5ปี เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาข้าวของเราและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าข้าวอย่างยังยืนอนาคต

          " ทำให้ผู้ประกอบการตื่นตัวและเห็นความสำคัญในการผลิตข้าวหอมมะลิให้ได้คุณภาพดีตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เกษตรกรในการรักษาพัฒนาคุณภาพข้าวไว้อย่างต่อเนื่องถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกท่านจะต้องมีส่วนช่วยกันรวมทั้งหัวใจสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยเพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืนต่อไป  จะส่งผลให้นอกจากตลาดต่างประเทศแล้วก็ทำให้คนไทยได้บริโภคข้าวที่มีคุณภาพที่ดี" นายจุรินทร์ กล่าว

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลและผู้ที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิ โรงสีที่ชนะการประกวดข้าวตราคุณภาพดีเด่นและผู้ผลิตข้าวหอมมะลิบรรจุถุงรูปพนมมือที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณที่สามารถรักษาคุณภาพไว้ได้อย่างสม่ำเสมอและขอขอบคุณกรมการค้าภายในและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ทำให้เกิดกิจกรรมในวันนี้ ขอขอบคุณสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่ให้การสนับสนุนการจัดการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยมาโดยตลอด ปีนี้ได้จัดสรรเงินรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิประเภทสถาบันเกษตรกรซึ่งจะเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป โดยเชื่อมั่นว่างานในวันนี้จะเป็นก้าวสำคัญของการนำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำทางด้านการผลิตการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลกสืบไป

รายชื่อผู้ชนะ

ประเภทเกษตรกรรายบุคคล

1.รางวัลชนะเลิศ นางประหยัดพร แก้วนอนิน จังหวัดสกลนคร

2. รองชนะเลิศอันดับ1นายฐาปกรณ์ เปดี หนองบัวลำภู

3. รองชนะเลิศอันดับ2นางพรทิพย์ แสนเมืองแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด

รายชื่อผู้ชนะประเภทสถาบันเกษตรกร

1.รางวัลชนะเลิศ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเชียงเพ็ง จ. อุดรธานี

2. รองชนะเลิศอันดับ1ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาจาน จ.ยโสธร

3. รองชนะเลิศอันดับ2 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านหนองผือ จ. กาฬสินธุ์

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการอบรม E-Commerce “เศรษฐกิจทันสมัย การค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 ณ โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน (สร. 27 ก.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไปอบรมลักษณะนี้มาหลายจังหวัดแล้วมีผู้สนใจมากและส่วนใหญ่เราตั้งเป้าว่าจะอบรมไม่เกิน 300 คนต่อรุ่นเพื่อหวังผลทางการปฏิบัติและสถานการณ์เศรษฐกิจแต่เนื่องจากขณะนี้โลกเปลี่ยนไปมีการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่กระเทือนไปทั่วโลก ซึ่งเราเผชิญมาเป็นปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป และยังมีสถานการณ์โควิด ซึ่งเป็นสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น และกระทบกับพวกเราทุกคน โดยกระทบหมดทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะจีน อเมริกา ยุโรป เอเชีย อาเซียน หรือประเทศไทยก็ไม่เว้น แม้แต่ภูเก็ต พังงา ทุกท่านทราบดี เพราะเผชิญกับสถานการณ์โดยตรง

          "เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน จะอยากหรือไม่อยาก เราก็กำลังโดนเปลี่ยน สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องเตรียมการสำหรับการรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคนิวนอร์มอลที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการดำรงชีวิตหรือในเรื่องของการประกอบธุรกิจการค้า ทั้งการค้าในประเทศหรือการค้าระหว่างประเทศ เราก็ต้องเจอกับมันและต้องพร้อมที่จะปรับตัว การค้าเมื่อก่อนเป็นแบบออฟไลน์ คือเราผลิตอะไรได้เราก็แบกไปขายที่ตลาดนัด ตลาดสด ห้างโมเดิร์นเทรด ศูนย์การค้า เป็นต้น แต่พอโลกเปลี่ยน เราทำแบบเดิมไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าหยุดทำการค้าแบบออฟไลน์ ซึ่งยังมีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศหรือตลาดระหว่างประเทศแต่สิ่งที่ต้องเติมเข้ามาคืออีคอมเมิร์ซ ที่เป็นการค้าผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์หรือการค้าออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการค้าของภาคธุรกิจ ภาคผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ยิ่งจังหวัดภูเก็ตยิ่งเห็นชัด agoda หรือ bnb รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆเพื่อการจองโรงแรมด้วยระบบออนไลน์ ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ นี่คืออีคอมเมิร์ซในภาคบริการ แต่ภาคผลิตภัณฑ์ ไมโครเอสเอ็มอี โอทอป การค้าออนไลน์จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด ที่คนออกจากบ้านไม่ได้ เดินมาซื้อของไม่ได้ หรือเราไปเดินขายเค้าก็ไม่กล้าซื้อ ระบบการค้าออนไลน์จึงมีความจำเป็น ถ้าคนเข้าใจก็ง่าย แต่ถ้าไม่เข้าใจก็จะยากมาก กระทรวงพาณิชย์จึงต้องสร้างองค์ความรู้และให้ความรู้กับทุกคนที่สนใจและต้องการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคนิวนอร์มอล การอบรมเรื่องการค้าออนไลน์จึงเกิดขึ้นและมีคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จไปก่อนหน้าเราแล้วมากมาย ไม่กี่วันมานี้ผมไปอบรมที่จังหวัดสงขลา เอาบังฮาซันไป ได้ผลดีมาก บังฮาซันขายปลาแห้ง กุ้งแห้ง ออนไลน์และเป็นพรีเซนเตอร์เอง วันนั้นมาทดลองเปิดไลฟ์สดขายออนไลน์สินค้าตัวเองประมาณ 10 - 20 นาทีขายได้ 200,000 กว่าบาท " นายจุรินทร์ กล่าว

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการค้าออนไลน์มีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกวัน แม้แต่การค้าระหว่างประเทศ ผมได้ปรับบทบาททูตพาณิชย์เป็นเซลล์แมนประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเซลล์แมนประเทศ พาณิชย์จังหวัดต้องเป็นเซลล์แมนจังหวัด ระบบออนไลน์มีความจำเป็น เมื่อก่อนเวลาเราจัดแสดงสินค้าขายของต่างประเทศเราต้องไปเชิญบริษัทห้างร้านมาออกบูธและเชิญผู้นำเข้าจากต่างประเทศนั่งเครื่องบินมาแล้วมาเดินดูและเซ็นสัญญาสั่งซื้อ แต่เดี๋ยวนี้ระบบนี้ยังจำเป็นอยู่แต่ทำไม่ได้แล้ว เพราะผู้นำเข้าเดินทางผ่านประเทศต้องถูกกัดตัว 14 วัน ไม่มีใครมาและถ้าเราไปจัดก็ไม่รู้ว่าใครจะซื้อ ยกเว้นต้องปรับเป็นระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 18 - 19 ที่ผ่านมาลำไยมีปัญหามาก เพราะจีนข้ามแดนมาซื้อไม่ได้ เนื่องจากติดเรื่องการกักตัว 14 วัน เราเลยต้องปรับรูปแบบเป็นการค้าออนไลน์ ผมไปเป็นประธานเปิด 2 วัน ตั้งเป้าว่าจะขายลำไยให้เกษตรกรให้ได้ 11,000 ตัน โดยเชิญลูกค้าจากทั้งหมด 8 ประเทศผ่านจอให้นั่งเทรดกันที่ประเทศเขา แล้วพวกเรา 40-50 บริษัทไปนั่งที่หน้าจอ ตั้งเป้ายอดขาย 11,000 ตัน มูลค่า 550 ล้านบาทปรากฏว่าพอสองวันจบจากเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะขายลำไย 11,000 ตัน กลายเป็น 32,000 ตัน จาก 550 ล้านบาทเทรดได้ 2,100 ล้านบาท

          ก่อนหน้ายุคโควิด ตนไปเซ็นสัญญากับ T Mall ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ สังกัดอาลีบาบาที่เซี่ยงไฮ้ เซ็นเสร็จเราสามารถโพสต์สินค้าของเราขึ้นไปไว้บนหน้าจอของ T Mall ได้ มีห้องไทยโดยเฉพาะ เราเริ่มเทรดผลไม้ พอเข้ายุคโควิด เราขนผลไม้ไปขายได้ แต่ติดปัญหาอุปสรรคเยอะสุดท้ายต้องปรับเป็นรูปแบบออนไลน์ ทดลองทำหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ขายผลไม้ให้ประเทศไทยทำหน้าที่หัวหน้าเซลล์มาประเทศปรากฏว่า 15-20 นาทีที่ผมทำโปรโมชั่นขายผลไม้ไทยร่วมกับพิธีกรจากประเทศจีนภายใน 20 นาทีมีคนจีนเข้ามาดูถึง 16 ล้านคน และทำยอดขายได้มหาศาล การค้าออนไลน์จึงเข้ามามีอิทธิพลกับเรามากขึ้นทุกวัน

          " วันนี้ถือเป็นโอกาสทองของทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ภายใต้การบริหารจัดการและการอำนวยการของกระทรวงพาณิชย์ที่ผมกำหนดให้เป็นนโยบายว่าเราจะต้องถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้กับทุกคนทั่วประเทศที่สนใจเพื่อให้เราฟ้าวิกฤตโควิดนี้ไปได้และหลังสถานการณ์โควิด การค้าออนไลน์ก็จะสำคัญขึ้นไม่มีวันจบสิ้น ถ้าท่านไม่ทำอีคอมเมิร์ซท่านจะตกยุค และจะแข่งสู้คนอื่นในโลกไม่ได้ นี่คือทำไมกระทรวงพาณิชย์ต้องมาจัดอบรมวันนี้ให้กับพวกเราและที่สำคัญเรามีวิทยากรที่มีประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญจากลาซาด้า ได้แก่คุณกรณษา ปานสุวรรณ และ คุณศันสนีย์ เรืองเกต แม่ค้าออนไลน์ที่ปรับตัวจนประสบความสำเร็จในยุคโควิด ที่ขายสู้กับบังฮาซัน จะมาให้ความรู้กับพวกเราทุกคน และมีคุณสรยุทธ อังคณานุกิจ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ มาเป็นผู้ดำเนินรายการ  ผมดีใจที่ผมและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างน้อยก็ได้มีส่วนร่วมในการทำให้ท่านมีอนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรงขึ้นต่อไป ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซและการค้าออนไลน์ และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ" รองนายรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวไร่ดอกข่าพังงา และผู้ผลิตและผู้ประกอบการทุเรียนสาลิกาพังงา จำนวน 18 ราย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 63

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมกรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยงานเชิงรุก เร่งเดินหน้าคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI ข้าวไร่ดอกข่าพังงา และหนังสืออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI แก่กลุ่มผู้ประกอบการทุเรียนสาลิกาพังงา พร้อมสั่งการเร่งผลักดันการเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ เพิ่มช่องทางการตลาดสร้างรายได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มศักยภาพเกษตรกรให้เข้มแข็งพร้อมรุกตลาดต่างประเทศ

          เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวไร่ดอกข่าพังงา ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาและประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา และมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการทุเรียนสาลิกาพังงา จำนวน 18 ราย ณ ที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่าจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินงานตามแนวนโยบายด้านการเร่งรัดการขึ้นทะเบียน GI และการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย อันจะนำไปสู่การต่อยอดการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ

          นายจุรินทร์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคุ้มครองสินค้า GI ประเภทต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และหัตถกรรม โดยสินค้า GI เป็นสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพและลักษณะพิเศษซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น จนทำให้สินค้ามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ซึ่งนอกจากภารกิจด้านการส่งเสริมการคุ้มครอง GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทำระบบควบคุมตรวจสอบคุณภาพสินค้า การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 สามารถจด GI ได้ถึง 19 รายการ สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมสินค้า GI ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 126 รายการ สร้างเม็ดเงินให้ชุมชนท้องถิ่นของไทยรวมกว่า 5,378 ล้านบาท

          ในโอกาสนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้พบปะพี่น้องประชาชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานภายในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของการคุ้มครอง GI พร้อมหารือถึงแนวทางการผลักดันของดีในชุมชนให้ขึ้นทะเบียนเป็น GI รายการใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมสินค้า GI เดิมให้มีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มจังหวัดภาคใต้มีสินค้า GI หลากหลายรายการที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ และมีศักยภาพในการแข่งขัน อาทิ ทุเรียนสาลิกาพังงา มุกภูเก็ต สับปะรดภูเก็ต กาแฟกระบี่ หรือแม้แต่สินค้าข้าวไร่ดอกข่าพังงาที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็สามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้คนในจังหวัดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น จึงได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการร่วมกันในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีความพร้อมอย่างสูงสุดเพื่อรุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถยกระดับสินค้า GI ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปลุกเศรษฐกิจชุมชนและของไทยให้ดีขึ้นต่อไป

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงผลงาน 1 ปีกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 23 ก.ค. 63)

         นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงผลงาน 1 ปีกระทรวงพาณิชย์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพฤหัสบดีที่  23  กรกฎาคม 2563  ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 

          ผลงานเด่นของกระทรวงพาณิชย์ที่เราได้ร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการมาทั้งในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการการเมืองทุกท่าน รวมทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจราชการ และเพื่อนข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ในทุกระดับ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องภายใต้กำกับของกระทรวงพาณิชย์ จนกระทั่งปรากฏผล 16 ผลงานเด่นในรอบหนึ่งปีตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

 

สำหรับผลการทำงานทั้ง 16 เรื่องประกอบด้วย

          เรื่องที่ 1 คือ การประกันรายได้เกษตรกรพืชเกษตร 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด โดยในรอบปีที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการจ่ายเงินส่วนต่างในวงเงินรวม 71,210 ล้านบาท สามารถที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้ 7.29 ล้านครอบครัว

          เรื่องที่ 2  ได้มีการตั้ง กรอ.พาณิชย์เป็นทางการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อที่จะทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ภาคราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกับภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคและผลักดันการค้าทั้งในประเทศและการส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศโดยถือหลักให้เอกชนเป็นทัพหน้า กระทรวงพาณิชย์เป็นทัพหนุน 

          เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนบทบาททูตพาณิชย์ เป็นเซลล์แมนประเทศ และพาณิชย์จังหวัดเป็นเซลล์แมนจังหวัด เพื่อขยายการค้าและเพื่อผลักดันการส่งออกรวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของประเทศ

          เรื่องที่ 4 การนำทีมเอกชนขายสินค้าทั่วโลกทั้งในรูปแบบของการลงนาม MOU ในหลายประเทศเช่น จีน อินเดีย ตุรกี เยอรมันนี และสหรัฐอเมริกา เป็นต้นสามารถลงนาม MOU ขายสินค้าได้รวมกันทั้งสิ้นเป็นมูลค่า 94,822 ล้านบาท นอกจากนั้นก็มีการจับคู่เจรจาธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งสิ้น 231 คู่ในช่วงที่ตนนำคณะเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ รวมทั้งในรูปแบบของการสร้างมูลค่าจัดงานแสดงสินค้า และคณะผู้แทนการค้าทั้งในและต่างประเทศซึ่งทำให้เราสามารถขายสินค้าได้รวมอีกก้อนหนึ่ง 54,192 ล้านบาท

          เรื่องที่ 5 การผลักดันการค้าชายแดนด้วยการขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งการเร่งรัดดำเนินการเปิดด่านเพื่อเสริมสร้างมูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นซึ่งในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าการค้าชายแดนได้เป็นเงินถึง 1.02 ล้านล้านบาท ในเรื่องของการเปิดด่านนั้นสามารถผลักดันการเปิดด่านแม่สอด แห่งที่2 สำเร็จ  นอกจากนั้นการค้าชายแดนผ่านด่านเจดีย์สามองค์ก็สามารถผลักดันให้ฝ่ายความมั่นคงอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจฝั่งไทยสามารถนำเงินผ่านแดนได้ถึงครั้งละ 2 ล้านบาท จากเดิม 500,000 บาท  นอกจากนั้นบริเวณด่านไทยกัมพูชาตนได้เจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา  จนประสบความสำเร็จ และจะมีการเปิดด่านหนองเอี่ยน-สตึงบท ที่จังหวัดสระแก้ว เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งด่านทันทีที่สถานการณ์โควิดคลี่คลาย โดยจะไม่รอให้มีการก่อสร้างอาคารใหม่เสร็จสิ้น เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะต้องรออีก 3-4 ปี แต่จะดำเนินการทันทีโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาทำสำนักงานไปพลางก่อน เพื่อให้การค้าใช้แดนเดินหน้าได้ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด ส่วนบริเวณด่านไทยลาว ตนไปประชุมกับหอการค้าและภาคเอกชนที่จังหวัดอุบลราชธานี มีปัญหาตรงด่านนาตาลฝั่งไทย ฝั่งอุบล ปากแซงของฝั่งลาวที่การส่งออกสินค้าผ่านด่านนาตาล ปากแซงนั้น ต้องขออนุญาตจากฝ่ายความมั่นคงก่อนโดยใช้เวลาครั้งละ 7-10 วัน ทำให้การค้าผ่านด่านนี้สามารถคลี่คลายปัญหาได้เสร็จสิ้นแล้วโดยการส่งออกสินค้าผ่านด่านนาตาล ปากแซง สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตเพียงแค่แจ้งฝ่ายความมั่นคงทราบเท่านั้น นอกจากนั้นในส่วนของด่านชายแดนไทยมาเลเซีย  ตนได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาเลเซียและทูตพาณิชย์ไทย ทูตเกษตรไทยได้เจรจากับมาเลเซียเพิ่มเติมจนกระทั่งประสบความสำเร็จ นอกจากด่านสะเดาแล้ว ด่านปาดังเบซาร์ กับด่านบ้านประกอบ  สามารถขนส่งสินค้าข้ามแดนได้เต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดส่งออกให้ประเทศไทยต่อไป ส่วนด่านไทยผ่านไปยังลาว เวียดนาม และผ่านไปยังประเทศจีน ซึ่งติดปัญหาอุปสรรคมาในช่วงวิกฤติโควิดนี้อย่างน้อยสามด่านสามารถเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบแล้ว คือ ด่านโหยวอี้กวน ด่านผิงเสียงและด่านตงซิง ซึ่งเป็นด่านใหม่ที่จีนยินดีเปิดเพื่อให้สินค้าไทยผ่านด่านไปเวียดนามและจีนตอนใต้ได้ เร็วๆนี้จะเดินทางไปประชุมที่อำเภอเชียงดาว เพื่อเตรียมการสำหรับการเปิดด่านกิ่วผาวอก ที่จังหวัดเชียงใหม่ ถ้าประสบความสำเร็จก็จะช่วยให้ตัวเลขการค้าชายแดนไทย เมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยสำคัญ

          เรื่องที่ 6โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน 5Lot ที่ผ่านมาซึ่งสามารถนำสินค้า 8,763 รายการ มาลดราคาให้กับคนไทยทั้งประเทศสูงสุดถึงร้อยละ 80 ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพให้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทและยังจะมีนโยบายดำเนินการต่อไปอีกใน Lot อื่นๆ  นอกจากพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชนเพื่อลดค่าครองชีพยังมีโครงการย่อยอีกเช่นคาราวานธงฟ้าฝ่าภัยโควิดซึ่งเป็นรถพุ่มพวงที่กระจายไปในหลายพื้นที่เพื่อลดภาระค่าครองชีพจำหน่ายสินค้าราคาถูกให้กับประชาชนในช่วงโควิด

          เรื่องที่ 7 ดำเนินการร่วมกับกระทรวงโดยเฉพาะกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในเรื่องของการทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค สามารถหาข้อสรุปได้ครบถ้วนทั้ง 20 ข้อบท และหลังจากค้างคามา 7 ปี คาดว่าถ้าไม่มีอุปสรรคอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถลงนามที่เวียดนามได้ในปลายปีนี้ในเรื่องของ RCEP

          เรื่องที่ 8 การยกระดับโชวห่วยเป็นสมาร์ทโชวห่วยได้กว่า 28,000 แห่งในรอบหนึ่งปี รวมทั้งสามารถยกระดับสมาร์ทโชวห่วยขึ้นเป็นสมาร์ทโชวห่วยเดลิเวอรี่ได้ 2,155 ร้านค้าด้วยกัน

          เรื่องที่ 9 การยกระดับราคาเศษกระดาษ เพื่อช่วยซาเล้งและนำไปสู่โมเดลการแก้ปัญหาแบบซาเล้งโมเดลในกรณีอื่นๆตามมาในอนาคต โดยในปัจจุบันนี้ได้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการและผู้ประกอบอาชีพซาเล้งผู้ค้าของเก่าขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รวมทั้งมีมาตรการในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการรับซื้อเศษกระดาษขั้นต่ำไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งปัจจุบันราคาสูงเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว คาดว่าจะสามารถช่วยผู้ประกอบการซาเล้งได้ประมาณ 1,500,000 ครัวเรือน ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งสมาคมซาเล้งและผู้รับซื้อของเก่า เสร็จสิ้นแล้วเพื่อเราจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเป็นระบบ

          เรื่องที่ 10 การสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภูมิภาค ขณะนี้เราเร่งรัดดำเนินการและมีความคืบหน้าที่สามารถพัฒนาผู้ประกอบการไทยในเรื่องธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ซึ่งสามารถสร้างโอกาสและเร่งขยายตลาดไปได้มากในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ กัมพูชา ญี่ปุ่น เมียนมา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น และช่วงที่ผ่านมาแม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นก็สามารถสร้างมูลค่าการค้าได้แล้วกว่า 1,561 ล้านบาท

          เรื่องที่ 11 การเร่งสร้างนักธุรกิจยุคใหม่ให้มีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การค้ายุค New Normal ซึ่งได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆทั้งด้านการค้ามีการส่งเสริมการพัฒนา Startup ไปได้ทั้งหมด 2,865 รายและพัฒนาการค้าดิจิตอลทั้งหมดได้มีการอบรมพัฒนาผู้ประกอบการการค้าออนไลน์ได้ 16,222 ราย รวมแล้วในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาสามารถสร้างนักธุรกิจยุคใหม่ได้ 19,087 ราย

          เรื่องที่ 12 การควบคุมราคายาค่าบริการโรงพยาบาลเอกชนด้วยมาตรการแจ้งราคายาค่าบริการก่อนการรักษาผ่านระบบ QR Code

          เรื่องที่ 13 คือการริเริ่มในการผลักดันวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตเพื่อบรรลุเป้าหมาย 1 สร้าง 3 เพิ่ม 1 สร้างคือสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก 3 เพิ่มคือ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพิ่มจีดีพีของประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับด้วยการดำเนินการพันธกิจร่วมกัน 4 พันธกิจคือ 1.การสร้าง Single Big Data 2.สร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาดให้เกิดขึ้น และ 3.การสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทยด้วยคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับได้ 4.การมุ่งพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด

          เรื่องที่ 14 การผลักดันโครงการอาหารไทย อาหารโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารคุณภาพของโลกต่อไปโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน เกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง

          เรื่องที่ 15 คือการเร่งรัดขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเองในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศซึ่งในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาสามารถเพิ่มจำนวนสินค้า GI ได้ 19 รายการ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เฉพาะ 19 รายการนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

          เรื่องที่ 16  ขอถือโอกาสนี้รวมมาเป็นผลการทำงานในรอบปีนี้ คือ การจัดงานศิลปชีพ “ทอใจวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในวันที่ 1-5 สิงหาคม 2563 นี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญก็คือการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและพระราชกรณียกิจในด้านศิลปาชีพรวมทั้งการนำงานหัตถกรรมล้ำค่าที่หาชมยากออกประมูลและการจัดงานแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยซึ่งออกแบบโดยดีไซเนอร์ชั้นนำจากต่างประเทศและมีการแสดงสินค้าศิลปชีพต่างๆรวม 400 บูธด้วยกัน

          “ขอขอบคุณพาณิชย์จังหวัดและทีมงานในทุกจังหวัดที่ช่วยกันทำงานหนักตลอดปีที่ผ่านมารวมทั้งสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศและทีมงานทั้งหมดทูตพาณิชย์ที่ร่วมใจกันทำให้กระทรวงพาณิชย์มีความก้าวหน้าตลอดปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน และขอเป็นกำลังใจสำหรับการทำงานในช่วงที่จะก้าวเข้าสู่ปีที่สองต่อไปด้วย”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เปิดงานสัมมนา เรื่อง “E-Commerce” และมอบทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2563 ณ จังหวัดชัยภูมิ (สำนักงานรัฐมนตรี 23 ก.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ที่อยู่ในการกำกับดูแล ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิเพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจร้านค้าส่งต้นแบบรายใหญ่ และไม่ลืมร้านค้าปลีกรายย่อย โดยเข้าไปตรวจเช็คความพร้อมก่อนผลักดันและพัฒนาศักยภาพให้เป็น ‘สมาร์ท โชวห่วย’ พร้อมพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นกับยุวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้าอบรมหลักสูตรนักการค้าออนไลน์เพื่อรองรับวิถีชีวิตแบบ New Normal

          รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการพบปะผู้ประกอบการร้านค้าส่ง-ค้าปลีก เพื่อดูความพร้อมร้านค้าก่อนพัฒนาเป็น ‘สมาร์ทโชวห่วย’ ใน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ว่า ร้านโชวห่วยเป็นธุรกิจพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เกิดการหมุนเวียน เกิดการจ้างงานในชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งสินค้าอุปโภคบริโภคและช่องทางการตลาดที่สำคัญสำหรับคนในท้องถิ่น การลงพื้นที่เพื่อพบปะรับฟังปัญหา-อุปสรรคจากผู้ประกอบการในพื้นที่จริงจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและผลักดันให้ร้านค้าโชวห่วยไทยเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง มั่นใจว่าการที่ภาครัฐให้ความสำคัญและสนใจรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการลึกลงไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยจะทำให้เข้าใจเข้าถึงความต้องการของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขและต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่สามารถหามาตรการสนับสนุนได้อย่างถูกต้อง ตรงใจประชาชน ย่อมส่งผลดีทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน ภาครัฐ และเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

          “ผมนำทีมมาจังหวัดชัยภูมิในครั้งนี้ได้ไปตรวจเยี่ยมร้านค้าส่ง-ค้าปลีกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้การส่งเสริมและพัฒนา รวม 3 ร้าน คือ 1) ร้านสิน 2000 ชัยภูมิ ซึ่งเปิดดำเนินการมาแล้ว 3 ปีเป็นร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบขนาดใหญ่ในจังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านค้าปลีกกว่า 1,000 ร้านค้า ครอบคลุมจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมาและขอนแก่น อีกทั้งยังเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ใช้ Application ถุงเงินประชารัฐ โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนายกระดับมาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาอย่างต่อเนื่อง  2) ร้านคูณเฮง จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ใช้ Application ถุงเงินประชารัฐ มีพื้นที่ขายประมาณ 40 ตารางเมตร พื้นที่คลังสินค้าประมาณ 40 ตารางเมตร มีสินค้าที่จำหน่ายภายในร้านประมาณ 1,000 รายการ ขณะนี้ได้สมัครเข้าร่วมโครงการสมาร์ทโชวห่วยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจความพร้อมของร้านค้า และ 3) ร้านดวงดาว จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้า มีการนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูป POS มาใช้งาน มีพื้นที่ขายประมาณ 250 ตารางเมตร พื้นที่คลังสินค้าประมาณ 150 ตารางเมตร มีสินค้าที่จำหน่ายภายในร้านประมาณ 300 รายการ สมัครเข้าร่วมโครงการสมาร์ทโชวห่วยแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจประเมินความพร้อมของร้านค้าเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้ง 3 ร้านค้าล้วนเป็นกิจการของคนไทย 100% โดยจากการพูดคุยพบว่ามีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาเป็น “สมาร์ทโชวห่วย” ได้ไม่ยาก

          ซึ่งจากข้อมูลที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ทำการสำรวจพบว่า ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมีร้านค้าโชวห่วยอยู่ประมาณ 1,300 ร้าน สมัครเข้าร่วมพัฒนาเป็น “สมาร์ทโชวห่วย” แล้ว 198 ร้าน ซึ่งร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการต่างพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอย่างเห็นได้ชัด มีความตื่นตัวและมีใจที่พร้อมอยากพัฒนา ซึ่งหลังจากนี้จะได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับหน้าที่ไปดำเนินการปรับโฉมร้านค้าเหล่านี้ให้เป็น ‘สมาร์ทโชวห่วย’ อย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มจำนวนให้มากยิ่งขึ้นในทุกๆ จังหวัด”

          “นอกจากการตรวจเยี่ยมร้านค้าส่ง-ค้าปลีกแล้ว ยังได้เดินทางไปพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับยุวชนคนรุ่นใหม่จำนวนกว่า 100 คนที่สนใจสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตร ‘นักการค้าออนไลน์รุ่นใหม่’ (Young Digital Warrior) ณ ศูนย์การเรียนรู้ตะโกดัดเทศบาลตำบลภูเขียว อ.ภูเขียว ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมต่างมีความมุ่งมั่นตั้งใจใฝ่เรียนรู้เกี่ยวกับการค้าออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันและในอนาคตจะมีความสำคัญมาก โดยเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผู้คนไม่สามารถออกจากบ้านไปเดินจับจ่ายซื้อของตามสถานที่ต่างๆ ได้ทำให้การช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถซื้อขายสินค้าได้ตลอดเวลาไม่ต้องแคร์เคอร์ฟิว เรียกว่านอนอยู่บ้านก็สั่งซื้อสินค้าผ่านมือถือได้ ตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบ New Normal  ซึ่งนับจากนี้ต่อไป   โลกออนไลน์จะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของพ่อค้าแม่ค้าและผู้ซื้อที่มาจากทั่วโลก จึงอยากให้ลูกหลานคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการชุมชนรู้จักนำเอาอีคอมเมิร์ซมาเป็นช่องทางในการขยายโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน แม้จะมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ยังสามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

******************************************

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย ณ ทำเนียบร้ฐบาล

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  และ นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน "ศิลปาชีพทอใจวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี" ต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563  ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล (สร. 21 ก.ค. 63)

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการค้าทองคำในย่านเยาวราช เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2563 ณ บริษัท ห้างทองจินฮั่วเฮง จำกัด / บริษัท ห้างขายทองใบเยาวราชฯ / บริษัทห้างขายทอง ฮั่วดซ่งเฮง จำกัด (สร.พณ)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการพาณิชย์ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันราคาทองคำพุ่งทะยานสูงขึ้นตลอดเวลา โดยสูงขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี ซึ่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ราคาทองคำสูงแตะบาทละ 27,000 บาท จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ มิจฉาชีพ รวมทั้งร้านค้าออนไลน์ บางแห่ง ใช้โอกาสนี้หลอกขาย “ทองคำปลอม” ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ทองเกรด A, ทองไมครอน, ทองโคลนนิ่ง, ทองยัดไส้ ซึ่งกระทบร้านค้าที่รับซื้อทองคำ โรงรับจำนำ รวมถึงทำให้ผู้บริโภคเกิดความหวั่นวิตกในการเลือกซื้อทองคำ

          ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อทองคำจึงได้ลงพื้นที่ “เยาวราช” และเยี่ยมกิจการร้านค้าทองคำ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่า และทำการตรวจเช็คค่าความบริสุทธิ์ของทองคำ ทั้ง ทองคำแท่ง และ ทองรูปพรรณ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

          โดยส่วนใหญ่ คนไทยซื้อทองเก็บสะสมเป็นสินทรัพย์ แสดงฐานะ เป็นมรดกลูกหลาน และเก็งกำไร       โดยเลือกซื้อทองคำในรูปแบบของ ทองรูปพรรณ และ ทองคำแท่ง กับร้านทองที่น่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ตาม     ก่อนเลือกซื้อทองคำต้องพิจารณาให้รอบคอบ  นอกจากการสังเกตตราสัญลักษณ์ Hallmark ซึ่งเป็นตราประดับที่บอกมาตรฐานความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าแล้ว ยังสามารถนำมาตรวจสอบหาค่าความบริสุทธิ์ของโลหะได้ที่ GIT

          อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบทองคำปลอม เหล่านี้ หากเป็นร้านขายทองคำ จะใช้การตะไบเข้าไปในเนื้อทองคำ เพื่อเช็คดูว่ามีการสอดไส้หรือไม่ แต่หากเป็นทองแท่งอาจจะมีการนำมาหุ้มหนาๆ การตะไบก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งวิธีการนี้ ประชาชน และผู้บริโภคทั่วไป รวมถึงห้องปฏิบัติการตรวจสอบขนาดเล็กที่มีเครื่องมือไม่ได้มาตรฐานก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งหากต้องการผลการตรวจสอบที่แน่ชัด แนะนำให้นำมาตรวจสอบกับ GIT เนื่องจากเป็นห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ที่มีเครื่องมือขั้นสูง ที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน อย่างเช่นในกรณีนี้ สามารถตรวจสอบว่าเป็นทองคำแท้หรือทองคำปลอมด้วย คลื่นอัลตราโซนิค ที่ไม่ทำลายชิ้นงาน

          สำหรับผู้ที่สนใจในการลงทุนทองคำ หรือเลือกซื้อทองคำ สถาบันแนะนำให้เลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับที่ผ่านการตรวจสอบและได้ใบรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ หรือเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าที่มีสัญญลักษณ์ในโครงการซื้อด้วยความมั่นใจผ่านใบรับรอง GIT หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ Buy With Confidence (BWC)” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ที่ซื้อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไทย ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็ง อีกทั้งสามารถสอบถามเบื้องต้นผ่านแอพลิเคชั่น “CARAT” ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านค้าส่งค้าปลีกและร้านค้าชุมชน เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ เมื่อวันที่ 16 - 17 กรกฎาคม 2563 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 17 ก.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีก และการดำเนินงานร้านค้าชุมชนใน จ.บุรีรัมย์ ว่า “ครั้งนี้ได้เดินทางมา จ.บุรีรัมย์เพื่อพบปะผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกและร้านค้าชุมชน ซึ่งการลงพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงผู้ประกอบการ 2 กลุ่มนี้มาก จึงต้องการลงมารับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะต่างๆ ด้วยตนเอง และพร้อมนำความเห็นนั้นมาดำเนินการช่วยเหลือให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งดำเนินการสร้างความเข้มแข็ง ให้การสนับสนุนส่งเสริม เพิ่มพูนทักษะ ความรู้ด้านการจัดการร้านค้า และให้การช่วยเหลือด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองกับสังคมท้องถิ่น อีกทั้ง การที่ภาครัฐให้ความสำคัญและสนใจผู้ประกอบการรายธุรกิจลึกลงไปถึงรายละเอียดปลีกย่อย รับฟังความคิดเห็น จะทำให้เข้าใจและเข้าถึงความต้องการของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง นำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขและต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ สามารถหามาตรการสนับสนุนได้อย่างถูกต้อง ส่งผลดีทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน ภาครัฐ และเศรษฐกิจของประเทศ”

           “ร้านค้าส่งค้าปลีกที่ตรวจเยี่ยม คือ ร้านทวีกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ต.อิสาณ อ.เมือง เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาจากกระทรวงพาณิชย์ เป็นกิจการของคนไทย 100% มีร้านค้าปลีกสาขา จำนวน 171 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม นครราชสีมา สระแก้ว อุบลราชธานี และสมาชิกเครือข่ายร้านค้าปลีก/ร้านโชวห่วย จำนวน 370 ร้านค้า จากการพูดคุยพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของร้านค้าส่งค้าปลีกโดยทั่วไป คือ ไม่มีระบบการบริหารจัดการร้านค้าที่ดี ไม่มีระบบการบริหารสต็อกสินค้า และปัญหาด้านเงินทุนสำหรับสั่งซื้อสินค้าเข้าร้าน ฯลฯ ทั้งนี้ ปัจจุบันทางร้านได้มีการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการร้านค้า มีระบบสต็อกสินค้าที่มีประสิทธิภาพ มีบริการเดลิเวอรี่ที่พร้อมจะนำสินค้าไปส่งให้ร้านค้าปลีกรายย่อย พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ร้านโชวห่วยที่เป็นเครือข่าย ทำให้มีลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นและสามารถแข่งขันกับร้านค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ได้ อีกทั้ง ร้านฯ มีนโยบายชัดเจนและยึดมั่นมาโดยตลอด คือ ไม่จำหน่ายบุหรี่ เหล้า เบียร์ ภายใต้สโลแกน ‘เพราะเราห่วงใยคุณและทุกคนในครอบครัว’ ทำให้สินค้าภายในร้านเป็นสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันจริงๆ นอกจากนี้ สิ่งที่ร้านค้าส่งค้าปลีกต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ คือ การรักษามาตรฐานสินค้าและการบริการที่ดี ต้องมีการตอบแทนชุมชน และต้องรู้จักปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง และได้ใจลูกค้าทั้งที่เป็นร้านค้าปลีกรายย่อย/โชวห่วย และผู้บริโภค จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ร้านค้าส่งค้าปลีก/ร้านโชวห่วยท้องถิ่นเป็นมิตรแท้ผู้บริโภค/ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะในวันที่ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อหาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันได้ ร้านค้าส่งค้าปลีกและร้านโชวห่วยท้องถิ่นพร้อมยืนเคียงข้างและเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้บริโภคในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี”

          รมช.พณ.กล่าวต่อว่า “หลังจากนั้น ได้เดินทางไปที่ศูนย์เรียนรู้การทอผ้าไหม ผ้าฝ้ายภูอัคนี อ.เฉลิมพระเกียรติ แหล่งผลิตผ้าภูอัคนีที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าของ จ.บุรีรัมย์... ศูนย์การเรียนรู้ฯ นี้ ตั้งขึ้นโดยชาวชุมชน ‘เจริญสุข’ ที่ต้องการให้ ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบทอดศิลปวัฒนธรรม/ภูมิปัญญาพื้นบ้านการย้อมผ้าจากดินภูเขาไฟที่สืบทอดกันมานาน โดยชุมชน ‘เจริญสุข’ เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟ ตั้งอยู่ใกล้ ‘เขาอังคาร’ ภูเขาไฟเก่าแก่ที่ดับแล้ว 1 ใน 6 ลูกของ จ.บุรีรัมย์ ดินสีแดงเมื่อนำมาแยกกรวด เศษไม้ใบหญ้า นำเอาเฉพาะน้ำสีแดงมาใช้ย้อมฝ้าย ผ้าที่ได้จะออกเป็นสีอิฐมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และเป็นที่มาของ ‘ผ้าภูอัคนี’ ที่สวยงาม”

          “เบื้องต้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มผ้าภูอัคนี โดยได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริมทักษะและความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร พัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย สวยงาม ตรงความต้องการของตลาด สอนเทคนิคการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ และพัฒนาช่องทางการสื่อสาร/การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ประเภทต่างๆ พร้อมทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค ฯลฯ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น อันจะเป็นการเพิ่มยอดขายและสร้างความรู้จักในวงกว้าง อย่างไรก็ตามได้กำชับให้กรมฯ และพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ บูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมถึง ประสานภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการและขยายตลาดให้กลุ่มผ้าภูอัคนีอีกทางหนึ่งด้วย”  

          “โดยหลังจากที่ได้พูดคุยและตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการแล้ว ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งสรุปปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่ได้รับ พร้อมหามาตรการสนับสนุน เน้นความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดภาคีเครือข่ายธุรกิจ และสามารถผลักดันให้ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก/โชวห่วย และร้านค้าชุมชน เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

 

********************************

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน “อาหารไทย อาหารโลก” เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด และปาฐกถาพิเศษ FOADMAP เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ (สร. 16 ก.ค 63)

           นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดงานร่วมกับ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในงาน “อาหารไทย อาหารโลก” จากวิสัยทัศน์ "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด" ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นภาคต่อหรือภาคสองของวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”ภายใต้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต

          ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ได้จับมือกันกำหนดเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 1 สร้าง 3 เพิ่ม 1.สร้างที่ว่าก็คือ สร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก 3 เพิ่มก็คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2.เพิ่มจีดีพีให้กับประเทศ 3.เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับโดยมีพันธกิจร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ 4 พันธกิจด้วยกัน 1.เราจะสร้าง Single Big Data ร่วมกันทั้งสองกระทรวง มี Data ของตัวเองแต่ต่อไปนี้เกษตรกับพาณิชย์ต้องมี Big Data เดียวคือSingle Big Data 2.การสร้างแพลตฟอร์มกลางให้เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”เพื่อใช้ร่วมกันของทุกฝ่าย 3.การร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรและอาหารไทยทั้งในเรื่องคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับได้ 4.การที่จะต้องทำงานร่วมกันในการพัฒนาคนบุคลากรและผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและศักยภาพตามเป้าหมาย

          " ถ้าถามว่าแล้วอาหารไทยจะพัฒนาตนเองขึ้นไปเป็นอาหารโลกมีความเป็นไปได้หรือไม่ ผมขอตอบตรงนี้เลยว่าเป็นไปได้ เพราะวันนี้การส่งออกอาหารของประเทศไทยขึ้นไปอยู่ลำดับที่ 11 ของโลกแล้วโอกาสที่จะขึ้นไปสู่อันดับต่อไปทำไมเราจะเดินไปไม่ได้ถ้าเราจับมือกันและร่วมมือกัน เพราะมีสัญญาณที่บอกเหตุชัดเจนนอกจากเราขึ้นมาเป็นลำดับที่ 11 ของโลกแล้วอย่างน้อยที่สุดภายใต้สถานการณ์โลกที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เผชิญกับปัญหาสงครามการค้าซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่และค่าเงินบาทแข็งที่ความต้องการเสนอขายแข่งกับประเทศคู่แข่งของโลกเราต้องแบกรับภาระอาจจะทำให้ราคาสูงหรือศักยภาพในการแข่งขันของเราด้อยลงไปสุดท้ายเราก็ต้องมาเผชิญกับสถานการณ์โควิด แต่การส่งออกอาหารของประเทศไทยก็ยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีศักยภาพไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็ง ไก่สดแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง กุ้งสดแช่แข็ง แปรรูป น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรสหรทออาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นลำดับที่จะเป็นอันดับ4ของโลกแล้ว" นายจุรินทร์ กล่าว

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขล่าสุดในสถานการณ์โควิดและสถานการณ์ที่เรียนให้ทราบการส่งออกอาหารของเราเฉพาะเดือนพฤษภาคมปีนี้ตัวเลขล่าสุดเรายังเป็นบวกถึง 15.1% เฉพาะผักผลไม้แปรรูปแช่แข็งบวกถึง 83.5% ไก่แช่แข็งบวก13% และเฉพาะ 5 เดือนแรกของไก่สดแช่แข็งเราบวกถึง 27.9% นี่คือสัญญาณที่บอกว่าทำไมอาหารไทยจะผงาดอาจขึ้นมาเป็นเบอร์ต้นในอนาคตไม่ได้ ถ้าเราจับมือร่วมกันในการเดินไปข้างหน้ายุทธศาสตร์ “อาหารไทย อาหารโลก”ภายใต้ยุทธศาสตร์”เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”จึงเกิดขึ้นเพื่อพาประเทศของเราไปสู่ความเป็นเบอร์ต้นของอาหารโลกด้วยเหตุผลหลายประการอย่างน้อยที่สุด ประการที่1 ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำเกษตรกรที่มีศักยภาพการผลิตต่างๆ วัตถุดิบเรามีความพร้อม ขณะเดียวกันกลางน้ำ การแปรรูปและการตลาดเราก็ไม่แพ้ประเทศไหนในโลก ประการที่2 อาหารไทยเป็นที่ยอมรับทั้งในเรื่องคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยที่ท่านรัฐมนตรีเกษตรตั้งเป็นเป้าหมายสำคัญเพราะถัดจากนี้ไปความปลอดภัยจะเป็นปัจจัยเบอร์ต้นต้นของโลกที่จะเลือกซื้อหรือไม่ซื้ออาหารของประเทศไหนในโลกรวมทั้งประเทศไทย ประการที่3 อาหารไทยมีอัตลักษณ์ของตัวเองและมีความหลากหลายที่ไม่แพ้ใครในโลก ประการที่4 อาหารไทยสอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของโลกสมัยใหม่ที่เรามีส่วนผสมส่วนประกอบของสมุนไพรและส่วนผสมหลายชนิดที่ผมคิดว่าสามารถสนองตอบความต้องการของตลาดโลกได้ ประการที่5 ผู้ประกอบการของไทยมีศักยภาพมีความแข็งแกร่งมีศักยภาพในการแข่งขันสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก ประการที่6 การพัฒนาเทรนด์เทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆเรามีพัฒนาการขึ้นเป็นลำดับในการที่จะทำให้อาหารไทยสามารถผงาดขึ้นมาเป็นอาหารของโลกได้ในอนาคตรวมทั้งตลาดของประเทศไทยและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกที่เรามีอยู่ในปัจจุบันที่เราสามารถที่จะขยายออกไปได้

          " มาถึงวันนี้ผมคิดว่าภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของพวกเราและภายใต้คำมั่นสัญญาที่เราจะต้องยึดมั่นต่อไปนี้ที่จะจับมือเดินหน้าไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐอื่น รวมทั้งภาคเอกชนให้เกษตรกรเราสามารถที่จะบรรลุ 4 พันธกิจและบรรลุเป้าหมายอื่นๆได้อย่างแน่นอนอย่างน้อยที่สุดเราจะต้องร่วมมือร่วมใจกัน

          ประการที่หนึ่ง เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อผลิตอาหารไทยป้อนตลาดโลก ประการที่สองเราจะต้องจับมือร่วมมือร่วมใจกันเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุกด้วยการรักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าที่เรามีอยู่ และปรับรูปแบบการตลาดเรา จะต้องมีทีมเซลล์แมนจังหวัดที่ประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัดภาคเอกชนในจังหวัดทีมเซลล์แมนประเทศที่ประกอบด้วยทีมไทยแลนด์ รวมทั้งทูตพาณิชย์ในต่างประเทศและภาคเอกชนที่จับมือร่วมใจกันเข้าสู่การตลาดยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็นตลาดอ๊อฟไลน์ ตลาดออนไลน์ ตลาดเกษตรพันธสัญญา หรือว่าตลาดเคาน์เตอร์เทรดที่เราจะต้องปรับรูปแบบที่จะสนองตอบต่อความเติบโตของอาหารไทยให้ผงาดมาเป็นอาหารโลกต่อไปในอนาคต

          ประการถัดมาอย่างน้อยที่สุดหวังว่าจะได้ความคิดเห็นจากภาคเอกชนและเราพวกเราในวันนี้โลจิสติกส์กำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญ และเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่เราจะเดินหน้าไปสู่การเป็นอาหารโลก ท่านอยากเห็นอย่างไร กระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอื่นๆ จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร เป็นสิ่งที่เราจะต้องจับมือกันเพื่อลดต้นทุนและใช้ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการตลาดภายในประเทศและส่งออกต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นการที่จะต้องจับมือร่วมกันปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคทำให้การประกอบธุรกิจง่ายขึ้น การที่จะประกอบกิจการด้านอาหารสามารถที่จะทำได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น รวมทั้งในเรื่องของการที่จะต้องเร่งรัดการทำข้อตกลงทางการค้าทั้งพหุภาคี ทวิภาคี และในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เราสามารถที่จะแสวงหาความได้เปรียบหรือไม่เสียเปรียบในทางการค้าในการก้าวเข้าสู่ความเป็นหนึ่งในตลาดโลกในอนาคตให้ได้ รวมทั้งการที่จะต้องเตรียมการและเตรียมความพร้อมในเรื่องของการที่จะเดินหน้าพาอาหารไทยเข้าสู่ยุค Post-Covid คือหลังสถานการณ์โควิดหรือแม้แต่ในช่วงวิกฤตโควิดที่เราไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานและที่เน้นย้ำไปแล้ว เรื่องความปลอดภัย ผมคิดว่าถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันได้ทางกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอื่นๆภาคเอกชนและภาคเกษตรกร วันนี้จะเป็นอีกวันหนึ่งที่จะได้นับหนึ่งพาประเทศของเราเดินไปข้างหน้าทำให้อาหารไทยของเราสามารถไปเป็นอาหารโลกได้ต่อไปในอนาคต ได้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน " นายจุรินทร์ กล่าว

-----------------------------------

 

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา  เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม  2563   ณ  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  (สร. 3ก.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นายทศพล ทังสุบุตร) และคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเพาะปลูกและแหล่งผลิต “น้อยหน่าปากช่อง” พร้อมมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI มะขามเทศเพชรโนนไทย เผยเตรียมส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดให้เข้มแข็ง และพร้อมออกสู่ตลาดโลก  

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ได้เดินทางพร้อมคณะ  ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา และร่วมหารือแนวทางการส่งเสริมและผลักดันของดีในชุมชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนครราชสีมาได้นำเสนอ “น้อยหน่าปากช่อง” ณ สวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง บ้านหนองตาแก้ว ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีโอกาสได้รับการขึ้นทะเบียน GI เพราะถือเป็นของดี ของเด่นของชุมชน และอัตลักษณ์โดดเด่นกว่าน้อยหน่าที่อื่น  ซึ่งหากได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ นอกจากน้อยหน่าปากช่องแล้ว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังได้ร่วมหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ถึงความเป็นไปได้ในการส่งเสริมสินค้าใหม่ๆ อาทิ ทุเรียนปากช่องเพื่อผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ในอนาคตต่อไป ”

          สำหรับ “น้อยหน่าปากช่อง” ปลูกมากในพื้นที่อำเภอปากช่อง ซึ่งมีสภาพดินแดงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกน้อยหน่ามากที่สุด มีฤดูกาลผลิตในช่วง พฤษภาคม – ธันวาคม ของทุกปี แบ่งออกเป็น  3  สายพันธุ์ คือ (1) สายพันธุ์น้อยหน่าฝ้าย มีลักษณะตาแคบ ร่องตาลึก รสหวาน เนื้อสีขาวละเอียดครีม  กลิ่นหอม (2) สายพันธุ์น้อยหน่าหนัง มีลักษณะตากว้าง ร่องตาตื้น เนื้อสีขาวละเอียดเหนียว เปลือกร่อนได้ง่าย  (3) สายพันธุ์น้อยหน่าลูกผสม มีลักษณะผลใหญ่ รูปหัวใจ ผิวค่อนข้างเรียบ ร่องตาตื้น เปลือกบางลอกจากเนื้อได้ง่าย เนื้อเหนียว กลิ่นหอม รสชาติหวาน

          นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางไป ณ ศาลาประชาคมบ้านดอนสระจันทร์ ตำบลถนนโพธิ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI สำหรับมะขามเทศเพชรโนนไทยของจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไป เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้รับมอบหนังสือรับรองฯ จึงทำให้ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุดในประเทศไทยเทียบเท่าจังหวัดเชียงราย ถึง 6 รายการ

          นายวีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI ทั้งการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายภายในประเทศ เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการและสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าท้องถิ่นซึ่งมีคุณภาพ เป็นของดี ของหายาก รวมทั้งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะต้องทำควบคู่กับการผลักดันการจดทะเบียนคุ้มครอง GI ในต่างประเทศ 

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานงานแถลงข่าว โครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” Lot 5 Back To School เพื่อลดค่าครองชีพ เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานงานแถลงข่าว โครงการ “พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน” Lot 5 Back To Schoolเพื่อลดค่าครองชีพ  โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย   เมื่อวันพุธที่ 17  มิถุนายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สร. 17 มิ.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานแถลงข่าวโครงการ พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot5 Back to school #บุกทุกโรงเรียน ที่ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4อาคาร สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความน่ารักอบอุ่นเพราะมีดุริยางค์กองแต๊กของเด็กๆมาสร้างบรรยากาศด้วย ขณะที่นายจุรินทร์ได้ลั่นระฆังเปิดโครงการเหมือนบรรยากาศการเข้าเรียนคึกคักอย่างยิ่ง

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในการทำหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศภายใต้โครงการ พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ซึ่งได้ดำเนินการเริ่มต้นตั้งแต่ Lotที่ 1ไป จนกระทั่งถึงวันนี้มาถึง Lot ที่ 4สำหรับ Lot ที่ 1นั้นมีสินค้าเข้าร่วมรายการลดราคาทั้งหมด 6กลุ่ม สินค้าสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 1.หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 2.หมวดอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง 3.หมวดซอสปรุงรส 4.หมวดของใช้ในชีวิตประจำวัน 5.หมวดผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย 6.หมวดผลิตภัณฑ์ซักล้าง ซึ่งมีสินค้าเข้าร่วมรายการ Lot ที่ 1จำนวน 72รายการ ลดสูงสุดถึง 68%ถึง Lot ที่2มีสินค้าเข้าร่วมรายการ  3,022รายการ ลดสูงสุด 68%  และ  Lot ที่ 3มีสินค้าเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 4,845รายการ ลดสูงสุด 68%และในสาม Lot แรก ลดราคาทั้งในห้างโมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีก-ส่ง ที่กระจายไปในทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ

          อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ก็เข้ามาช่วยลดค่าครองชีพให้กับคนไทยทั้งประเทศเพิ่มเติมขึ้นอีกมาถึง Lot ที่ 4ซึ่งลงลึก เป็นคาราวานสินค้าลดราคาในสินค้า 6หมวดเช่นเดิม แต่เพิ่มรายการมาเป็น 7,158รายการ ลดสูงสุด 68%แต่ลงลึกไปจัดให้ถึงทุกอำเภอทั่วทั้งประเทศรวมทั้งหมด 878อำเภอ มีสินค้าที่เป็นไฮไลท์สำคัญประกอบด้วย ไข่ไก่ฟองละ 2บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 30บาท ข้าวสาร 5กิโลกรัมคุณภาพ ถุงละ 95บาท น้ำตาลทรายกกิโลกรัมละ 20บาท ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10บาท  และสินค้าที่เหลือก็ลดสูงสุดถึง 68%แต่ยังไม่สามารถสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ครบถ้วนโดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดและในสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนยังมีปัญหาในเรื่องของปากท้องและโดยเฉพาะลูกหลานของพี่น้องจำนวนมากกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปิดภาคเรียน เพื่อลดภาระให้กับผู้ปกครองทั่วทั้งประเทศกระทรวงพาณิชย์จึงได้จัด พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชนใน Lot ที่ 5เกิดขึ้น เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียน หรือภายใต้สโลแกน พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 5 Back to School

          สินค้าที่มาร่วมลดราคา จะประกอบด้วย 6หมวดสำคัญ 1. ชุดนักเรียน 2. รองเท้าถุงเท้า 3. กระเป๋า 4. ตำราเรียน-หนังสือ 5.เครื่องเขียน 6. สื่อการเรียน-การสอน  ซึ่งทั้ง 6กลุ่มสินค้านี้มีสินค้ามาร่วมลดราคาทั้งหมด 1,605รายการ เพื่อสนองต่อความต้องการตั้งแต่นักเรียนชั้นอนุบาลไปถึงชั้นประถมและถึงชั้นมัธยมปลาย โดยลดราคาสูงสุดถึง 80%และเริ่มลดราคาตั้งแต่วันที่ 15มิถุนายนถึงวันที่ 15กรกฎาคมเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1กรกฎาคมที่จะมาถึงนี้ 6กลุ่ม ประกอบด้วย

          1.ชุดนักเรียน มีสินค้าเข้าร่วม 883รายการ ลดสูงสุด  66%ประกอบด้วย เสื้ออนุบาล ประถม มัธยม กางเกงอนุบาล กระโปรงนักเรียน ชุดลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด ผ้าพันคอ-เครื่องหมายลูกเสือ/ยุวกาชาด/เนตรนารี

          2.รองเท้าถุงเท้า มีสินค้าเข้าร่วม 79รายการ ลดสูงสุด  80%ประกอบด้วยรองเท้าหนัง(ชาย, หญิง) รองเท้ากีฬา(ชาย, หญิง) รองเท้าผ้าใบ ถุงเท้าลูกเสือ

          3.กระเป๋า  มีสินค้าเข้าร่วม 59รายการ ลดสูงสุดลด  50%ประกอบด้วยกระเป๋านักเรียน กระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าดินสอ กระเป๋าเป้ล้อลาก

          4.ตำราเรียน-หนังสือ  มีสินค้าเข้าร่วม รายการ 397ลดสูงสุด 70%ประกอบด้วยแบบเรียนอนุบาล/ประถม/มัธยม นิทานไทย พื้นฐานการอ่านภาษาไทย หนังสืออ่านนอกเวลานวนิยายสำหรับเด็ก

          5.เครื่องเขียน  มีสินค้าเข้าร่วม 160รายการ ลดสูงสุดลด 50%ประกอบด้วยดินสอสี ปากกาเคมี ปากกาลูกลื่น วงเวียนปากกาลบคำผิด ดินสอ ดินสอกด ยางลบ ชุดระบายสี ไม้บรรทัด ปากกาเน้นข้อความ

          6.สื่อการเรียน-การสอน  มีสินค้าเข้าร่วม 27รายการ ลดสูงสุด  70%ประกอบด้วยไม้พลอง กระบี่กระบอง อุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำหรับพัฒนาเด็กระดับก่อนประถมศึกษา อุปกรณ์กีฬา ชุดเกมการศึกษา ชุดตัวต่อเสริมทักษะ

สำหรับผู้ผลิตที่เข้าร่วมพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot ที่ 5ที่เป็นผู้ผลิตหกกลุ่มสินค้าประกอบด้วย

          1. ตราศึกษาภัณฑ์

          2. ตราน้อมจิตต์

          3. ตราสมอ

          4. ตราสมใจนึก

          5. ตราบาจา

          6. ตรานันยาง

          7. ตราแพน/พีเอส จูเนียร์

ส่วนผู้จำหน่ายซึ่งเป็นห้างค้าปลีก-ส่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้นมีด้วยกัน 13ห้างที่เข้าร่วมรายการกับกระทรวงพาณิชย์  ประกอบด้วย

          1.บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)

          2.บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด

          3.บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

          4.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด

          5.บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน)

          6.บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด

          7.บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

          8.บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด

          9.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

          10.บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด

          11.บริษัท สหลอว์สัน จำกัด

          12.ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส์

          13.บริษัท ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด

          " ซึ่งโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน Lot ที่ 5 คาดว่าจะสามารถช่วยนักเรียนได้ไม่น้อยกว่า 10.7 ล้านคนที่กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองทั่วทั้งประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทตลอดโครงการ ขอบคุณห้างค้าส่ง ค้าแปลีก ห้างโมเดิร์นเทรดและผู้ผลิตทั้งเจ็ดบริษัทที่เข้าร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงวันที่ 15 กรกฎาคม กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับทุกท่านในโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 5 Back to School" นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานงานแถลงข่าว ยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างโอกาสไทยทุกคน โดย กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2563

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานงานแถลงข่าว ยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างโอกาสไทยทุกคน โดย กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย   เมื่อวันพุธที่ 10  มิถุนายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สร. 11 มิ.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นำ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือสร้างประเทศเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มจีดีพีประเทศ และเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งทั้ง 2กระทรวงมีพันธกิจร่วมกัน คือ สร้าง Single Big Data ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน สร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด

          โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  จะนำกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภายใต้นิยาม "พาณิชย์ทันสมัย" นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำ สร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ ขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีและการค้าออนไลน์ สร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้น ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทย โดยมุ่งไปทั้งตลาดในประเทศและต่าง ประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนจังหวัดประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ผู้ประกอบการในจังหวัด ด้านตลาดต่างประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนประเทศประกอบด้วยทูตพาณิชย์กับผู้ส่งออกภาคเอกชน มีช่องทางการตลาด คือ ออนไลน์ (แพลตฟอร์มรายการสินค้าเพื่อรองรับนิวนอร์มอล) ออฟไลน์ (โมเดิร์นเทรด ,สมาร์ทโชวห่วย ,ธงฟ้า ,โมบายมาร์เก็ต ,โมบาย ,รถพุ่มพวง,คาราวาน ,ตลาดต่างๆ,ตลาดกลาง ,ตลาดสด) คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (ทำเกษตรพันธสัญญา)เคาน์เตอร์เทรด (สร้างเวทีสร้างจับคู่ให้มากขึ้น)

          " วันนี้ต้องถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันนึงของประเทศไทย คือ เป็นการเปิดศักราชใหม่อย่างเป็นรูปธรรมในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสองกระทรวงหลักคือกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวใจสำคัญของวันนี้ก็คือการเปิดวิสัยทัศน์สำคัญร่วมกันของทั้งสองกระทรวงภายใต้วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคนโดยใช้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิตและภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้มีเป้าหมายชัดเจน คือเป้าหมายในการเดินหน้ายุทธศาสตร์เป็นเป้าหมาย 1สร้า3เพิ่ม หนึ่งสร้างที่ว่าก็คือการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก ส่วนเป้าหมายสามเพิ่ม ที่ว่าก็คือเพิ่มที่หนึ่ง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มที่สองก็คือการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และเพิ่มที่สามก็คือการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในทุกระดับ โดยการที่จะบรรลุหนึ่งสร้างสามเพิ่มนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีพันธกิจร่วม 4พันธกิจด้วยกันพันธกิจร่วมที่หนึ่งก็คือการที่จะต้องร่วมกันสองกระทรวงในการสร้าง Single Big Data ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งสองกระทรวงได้ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกันเสียที ไม่มีของเขาของเรา ไม่มีของพาณิชย์ไม่มีของเกษตร มีแต่ Single Big Data ร่วมของประเทศทั้งด้านการผลิตและการตลาด" นายจุรินทร์ กล่าว

          นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า พันธกิจร่วมที่สอง ก็คือการที่เราจะต้องร่วมกับสองกระทรวงสร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พานิชย์ตลาด ให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อให้ภาคการผลิตคือภาคการเกษตร ภาคการแปรรูป อุตสาหกรรม ภาคการค้า การลงทุนการส่งออกได้สามารถมาใช้แพลตฟอร์มกลางที่ว่านี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลแลกเปลี่ยนพันธสัญญาในการซื้อขายและการทำการตลาดร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต พันธกิจร่วมที่สาม ก็คือการที่สองกระทรวงจะต้องร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสินค้าเกษตรของท่านโดยจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายของการตลาดและการผลิตยุคใหม่ที่โลกต้องการและเป็นการสะท้อนว่าเราเดินไปสู่ยุทธศาสตร์ ตลาดนำ การผลิต เพราะถ้าตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ก็จะขายยากในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสำคัญของโลกในประเทศที่มีศักยภาพมีที่ดี มีรายได้สูง

          พันธกิจร่วมประการที่สี่ อยู่ที่กระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำร่วมกันก็คือในเรื่องของการที่จะต้องพัฒนาคนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตรงตามความต้องการของตลาดร่วมกันทั้งคนทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งสองกระทรวงต้องพัฒนาไปด้วยกันพร้อมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์สร้างโอกาสไทยทุกคน นี่คือ 4พันธกิจร่วมเบื้องต้นที่ขอเปิดวิสัยทัศน์ในวันนี้ ที่สองกระทรวงจะทำร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การที่จะบรรลุพันธกิจรวม 4พันธกิจ จะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันสองกระทรวง โดยมีประธานทั้งสองกระทรวงเป็นผู้ไปทำธุรกิจร่วมกัน ในการจัดทำเป้าหมายที่เป็นตัวเลขชัดเจน ไปทำแผนปฏิบัติทำโครงการขับเคลื่อน ทำตัวชี้วัด และไปทำทุกอย่างให้ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ต่อไปตนแนะนำว่านอกจากคณะทำงานชุดรวมแล้วต้องมีคณะทำงานแต่ละชุดที่จะบรรลุเป้าหมายพันธกิจร่วม 4ชุดนี้และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของการเป็นเกษตรทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกันต้องเดินหน้าไปสู่การเป็นพาณิชย์ทันสมัย

          พาณิชย์ทันสมัย คือ ประการที่หนึ่งต้องเป็นพาณิชย์ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำจากทุกมุมโลกจากทุกข้อมูล จากทุกแหล่งมาบูรณาการและมากลั่นกรองเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การดำเนินการทางการตลาดที่ถูกต้องชัดเจน

พาณิชย์ทันสมัยประการที่สองก็คือกระทรวงพาณิชย์ต้องสร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพให้ได้ เซลล์แมนจังหวัดไม่ใช่แค่พาณิชย์จังหวัดคนเดียวแล้วตั้งตัวเองเป็นเซลล์แมนจังหวัดแต่เซลล์ในจังหวัดต้องประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน ภาคการผลิตและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงานเซลล์ทีมเซลล์แมนจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ทางการตลาดภายใต้หลักพาณิชย์ทันสมัย ทีมเซลล์แมนประเทศต้องประกอบ ด้วยพาณิชย์และภาคเอกชน ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้ง ผู้นำเข้าในตลาดประเทศนั้น มารวมตัวกันเป็นทีมเซลล์แมนประเทศ จึงจะเป็นพาณิชย์ทันสมัย

          ประการที่สาม จะต้องมีการขยายตลาดการค้าออนไลน์ซึ่งถือว่าเป็นระบบการค้าแบบที่เรายังไม่นำมาใช้อย่างแพร่หลายจริงจัง ต่อไปจะเป็น New Normal ตัวจริงของตลาดโลกขึ้นมา เพราะเมื่อคนนับหนึ่งจากการระบบใช้ ecommerce การใช้การค้าออนไลน์ต่อไป ก็คงจะชินกับระบบนี้และสะดวกคล่องตัวโดยไม่ต้องเดินทางไปพบตัวเอง แค่ซื้อบนจอรวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อไป เราต้องเดินไปสู่การใช้ blockchain ในการเจรจาติดต่อกัน การขายและการลงทุนอนาคต ประการที่สี่ก็จะต้องเน้นในการสร้างโมเดลการค้ารูปแบบใหม่ๆให้เกิดขึ้นเพิ่มเติม เช่นในอนาคตอาจจะต้องนำทั้งหมด drop off ศูนย์รวม ศูนย์กระจายสินค้ามาใช้มากขึ้นรวมทั้งการเชื่อมระบบทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยไม่แยกส่วนก็จะเป็นโมเดลทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยกันสองกระทรวงพัฒนาร่วมกัน

          และประการสุดท้ายนิยามของพาณิชน์ทันสมัย ก็คือเราจะต้องสามารถเดินหน้าไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรที่เราจับมือกับกระทรวงเกษตรให้ขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยกันสร้างแบรนด์ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หรือการสร้าง Trust Mark ให้เกิดขึ้นกับตลาดโลกทั้งโลกนี่คือนิยามของคำว่าพาณิชย์ทันสมัย

          สำหรับช่องทางการตลาดที่จะนำสินค้าเกษตรไปขายให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเราจะแบ่งออกเป็น 2ส่วนคือ ตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศตลาดในประเทศ ที่ว่าก็จะทีมเซลล์แมนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญตลาดต่างประเทศก็จะมีทีมเซลล์แมนประเทศ ในการที่จะไปทำตลาดในต่างประเทศของโลก ส่วนช่องทางการตลาดเราได้คุยกันระหว่างสองกระทรวงและได้ข้อสรุปร่วมกันว่าอย่างน้อย 4ช่องทางการตลาด

          ช่องทางตลาดที่หนึ่งคือตลาดออฟไลน์ซึ่งถือว่าเป็นตลาดดั้งเดิมในตลาดรูปแบบเดิมที่เราได้ใช้มาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ยังสามารถพัฒนารูปแบบไปได้อีกเยอะ ไม่จำเป็นต้องอยู่รูปแบบเดิม เพื่อนำไปสู่พาณิชย์ทันสมัย ประกอบด้วยโมเดิร์นเทรด สมาร์ทโชวห่วย ที่ผมมีนโยบายยกระดับโชวห่วยขึ้น เป็นสมาร์ทโชวห่วย มีการใช้เทคโนโลยีรูปแบบการบริหารจัดการเข้ามาช่วยภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้านธงฟ้าก็ยังถือเป็นช่องทางตลาดอ๊อฟ ไลน์ของเราอีกช่องทางหนึ่ง โมบายมาร์เก็ตที่ผมจะเป็นตลาดชั่วคราวที่ไม่จำเป็นต้องไปสร้างอาคารขนาดใหญ่ ก็คือตลาดชั่วคราว ตลาดเฉพาะกิจที่ต้องทำงานเชิงรุกของทีมเซลล์แมนจังหวัดในการเป็นช่องทางระบายสินค้าทางการเกษตร เช่น ต้องสนองความต้องการตลาด และระบายสินค้าเกษตรต้องทำที่หนึ่งสัปดาห์จบ ถ้าสินค้าหมด นี่ก็คือทิศทางของตลาดอ๊อฟไลน์ที่เรียกว่าโมบายมาร์เก็ต รถพุ่มพวงก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถสนองต่อความต้องการของตลาดอ๊อฟไลน์ได้ คาราวานสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ตลาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดต้องชม เป็นต้น นี่คือตลาดอ๊อฟไลน์

          ตลาดที่สอง ก็คือตลาดออนไลน์ ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นตลาดออนไลน์นั้นจะต้องมีแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและแพลตฟอร์มต่างประเทศ และแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่เราจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นและเป็นช่องทางระบายสินค้าเกษตรต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สามการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ซึ่งขณะนี้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว จะช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีหลักประกันว่า ถ้าลงนามในเกษตรพันธสัญญาแล้วเค้ามีหลักประกันเรื่องราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ โดยผู้ซื้อผู้บริโภคหรือจะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของ value chain ในภาคการผลิตสินค้าต่อเนื่องอย่างไร และจะเป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรให้ความสำคัญร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการ ช่องทางสุดท้ายสี่คือการนำ counter trade มาใช้โดยการสร้างเวทีจับคู่การค้าการผลิตมาพบกันให้มากขึ้นในรูปของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือรูปแบบใดก็สุดแล้วแต่ ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณีทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ นี่คือวิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน

          " วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน ถัดจากนี้ไปทั้งสองกระทรวงและบุคลากรทั้งสองกระทรวงยังมีภารกิจอีกเยอะที่จะต้องนำวิสัยทัศน์นี้หลักคิดนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อเกษตรกรเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจระดับกลางของผู้ประกอบการและระดับรวมในฐานะผู้ส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศและสร้างความหวังให้กับประเทศของเราต่อไป ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่รายละเอียดสุดท้ายเพราะนี่คือการเริ่มต้นเฉพาะความคิดของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรคิดว่าภาคส่วนอื่นๆควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแสดงความคิดเห็นช่วยสะท้อนมุมมองของภาคอื่นๆซึ่งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ยินดีรับฟังและจะนำไปปรับต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติให้ได้จริงให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเป้าหมายการปรับปรุงถ้าจำเป็นต้องเกิดขึ้น " นายจุรินทร์ กล่าววิสัยทัศน์