ข่าวรัฐมนตรี
ข่าวรัฐมนตรี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ From Gen Z to be CEO เมื่ออังคารที่ 13 กรกฎาคม 2564 ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก (สร.14ก.ค 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ From Gen Z to be CEO สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จํานวน 1,500 ราย ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ถนนรัชดาภิเษก ผ่านระบบ Zoom Webinar โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมด้วย

           นายจุรินทร์ กล่าวกับนักศึกษาว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ในการปั้น GenZ ให้มีโอกาสเติบโต เป็น CEO ในอนาคต เพื่อทำรายได้ให้กับตนเองครอบครัว ตั้งแต่ตนได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดให้โยบายหลายเรื่อง โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ยุคใหม่จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนและภาคส่วนต่างๆอย่างใกล้ชิด ด้วยกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนของกระทรวงพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ และร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต “ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะมุ่งหน้าในเรื่องการผลิต มุ่งให้ความสำคัญกับเกษตรที่ทำมูลค่าสูงเพื่อทำรายได้ให้กับเกษตรกรมากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม การตลาดกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหัวหอกสำคัญในการมุ่งเน้นการตลาดยุค new normal เปลี่ยนรูปแบบจากตลาดออฟไลน์ เป็นการตลาดออนไลน์ หลังเกิดวิกฤติโควิด กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับเอกชนปรับตัวเป็นออนไลน์ และพัฒนาเป็นแบบผสมที่เรียกว่า ไฮบริด เป้าหมายสำคัญคือตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ

           ตลาดในประเทศมีกลไกสำคัญเรียกว่าทีมเซลล์แมนจังหวัด และต่างประเทศมีการจัดตั้งทีมเซลล์แมนประเทศ ขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเซลล์แมนประเทศ วันนี้การส่งออกช่วงที่ผ่านมากลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญเครื่องเดียวที่ช่วยขับเคลื่อนจีดีพีให้กับประเทศ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาสามารถทำรายได้กว่า 700,000 ล้านบาท เป็นบวกถึง 41.59% จากการทำงานหนักของทีมเซลล์แมนจังหวัด ทีมเซลล์แมนประเทศ การทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน และการค้าชายแดนและการการค้าข้ามแดน ขณะนี้เราพยายามเร่งการผลักดันการค้าให้เพิ่มขึ้น เมื่อเจอโควิด จาก 97 ด่านเหลือ 46 ด่าน ตนกับภาคเอกชนเร่งรัดให้มีการเปิดด่านเพิ่มเติม และถ้ามีการจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศจะจัดพื้นที่พิเศษ 5-15% ให้พื้นที่ผู้ประกอบการ SMEs รุ่นใหม่ ได้มีโอกาสจำหน่ายสินค้า

          "และปัจจุบันเรามี SMEs ทั่วประเทศ 3,000,000 ราย เป็น SMEs ส่งออก 30,000 ราย ต้องหาแม่ทัพรุ่นใหม่ทำการค้าบุกตลาดโลกนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มขึ้น เป้าหมายให้ได้ไม่ต่ำกว่า 12,000 คน ทำ MOU กับสถาบันการศึกษา 93 แห่งทั่วทั้งประเทศ ตอนนี้สมัครมา 14,000 คน อบรมเสร็จไปแล้วประมาณ 4,000 คน คาดว่าปีนี้ไม่ต่ำกว่า 15,000 คน จากเป้าที่ตั้งไว้ 12,000 คนถือว่าตอนนี้ทะลุเป้าแล้ว เรียนครบวงจรทั้งการทำธุรกิจเบื้องต้น ตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ ระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งหวังว่านักเรียนนักศึกษาทั้งหลายที่ได้ผ่านการอบรมจะเป็นแม่ทัพของประเทศในการนำรายได้เข้าประเทศต่อไป" รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          นอกจากนี้ ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ เปิดโอกาสให้เหล่าผู้แทนนักศึกษา ถาม-ตอบ ในเรื่องที่อยากรู้อย่างใกล้ชิดและเป็นกันเอง เช่น ผู้แทนจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีจังหวัดอุดรธานี ถามว่า

          มีวิธีอย่างไรในช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ต่ำไปกว่านี้ เพื่อทำให้เกษตรกรอยู่รอดได้ นายจุรินทร์ ตอบว่า แม้เราจะเจอโควิดแต่ราคาพืชผลทางการเกษตรใน 1-2 ปีอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะเราเข้าไปแก้ปัญหาเชิงรุกทันท่วงทีตั้งแต่ก่อนผลไม้ออกสู่ตลาด ยุคนี้ “ ทำได้ไวทำได้จริง” และพืชเกษตรสำคัญ 5 ตัว ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้ราคาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ แต่เมื่อไหร่ที่ราคาตกรัฐบาลมีนโยบายประกันรายได้เกษตรกร

          เป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเงื่อนไขก่อนเข้าร่วมรัฐบาล นำโยบายนี้ไปเป็นนโยบายของรัฐบาล ทำให้เกษตรกรมีรายได้ 2 ทาง จากราคาตลาดและเงินส่วนต่างที่ขึ้นทะเบียนโอนเข้าบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส.โดยตรงให้มีหลักประกันว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่าราคาที่ประกันให้พอยังชีพอยู่ได้ ส่วนผลไม้ใช้ยาขนาดอื่น ในการแก้ไขปัญหา

          กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศรายงานว่า จากการแลกเปลี่ยนแบบสดๆนี้ทำให้การอบรมในคร้ังนี้ นักศึกษาต่างได้รับความรู้กันอย่างเต็มที่ พร้อมนำกลับไปต่อยอดพัฒนาตนเองเพื่อก้าวสู้ผู้ประกอบการ รุ่นใหม่เพื่อเป็นนักรบเศรษฐกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคตโดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่(NEA) LINE OA : @genztobeceo2021 หรือโทร 083-097-9190 และที่เว็บไซต์ https://nea.ditp.go.th

--------------------------------------

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน เขตล็อกดาวน์ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 ณ บริเวณเสาธง(ริมแม่น้ำ) สำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ (สร. 12 ก.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ปล่อยคาราวานโมบายพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน Lockdown 10จังหวัด ณ บริเวณเสาธง(ริมแม่น้ำ) หน้าตึกสำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเปิดโครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน สำหรับ 10จังหวัดล็อกดาวน์ซึ่งมีกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยวันนี้จะเริ่มต้นปล่อยรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน 10จังหวัดล็อกดาวน์ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยจะมีรถโมบายที่จำหน่ายสินค้าราคาถูกจำนวน 50คัน ออกจำหน่ายสินค้า 30วัน สินค้าที่นำไปจำหน่ายประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่จำเป็นต่อการป้องกันโควิด รวม 85รายการโดยมีสินค้าไฮไลท์สำคัญ 10รายการ ประกอบด้วย

          1.ข้าวหอมไทย 5กิโลกรัม 120บาท ตก 24บาทต่อกิโลกรัม

          2.ไข่ไก่ แผงละ 30ฟอง ราคา 89บาท ตกฟองละ 2.97บาท

          3.น้ำมันพืช 1ลิตร ขวดละ 42บาท

          4.น้ำตาลทรายกิโลกรัมละ 20บาท

          5.ปลากระป๋องจากกระป๋องละ 15บาท เหลือกระป๋องละ 8บาท 

          6.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5บาท

          7.หน้ากากอนามัย 50ชิ้น กล่องละ 55บาท ตกชิ้นละ 1.10บาท

          8.เจลล้างมือขนาด 30มิลลิลิตร ขวดละ 10บาท จากราคาปกติ 15บาท

          9.สเปรย์แอลกอฮอล์ขนาด 100มิลลิลิตร ราคา30บาท ลดจากปกติ 45%และ

          10.ยาลดไข้ทั้งชนิดเม็ดและชนิดน้ำ ลดราคา 17-27%

สำหรับสินค้าอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ทิปโก้จากปกติกล่องละ 72บาท เหลือ 50บาท โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป จาก 15บาท เหลือ 10บาท คนอร์จากกล่องละ 55บาท เหลือ 44บาท เป็นต้น

          จะตระเวนออกไปจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยทั้ง 10จังหวัดล็อกดาวน์ จะมีรถโมบายรวมทั้งสิ้น 300คัน สำหรับอีก 9จังหวัดที่เหลือจะเริ่มต้นในวันพุธที่จะถึงนี้ โดยทุกคันที่ออกไปจำหน่ายสินค้าจะปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเช่น 1.คนขับรถ เจ้าหน้าที่จำหน่ายสินค้าทุกคนต้องได้รับการตรวจเชื้อว่าปลอดโควิดและมีการตรวจเชื้อซ้ำทุกสัปดาห์ 2.สินค้าทั้งหมดในรถมีการฉีดพ่นฆ่าเชื้อพนักงานคนขายทั้งหมดต้องสวมหน้ากากอนามัย ถุงมือและล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์และน้ำตลอดเวลา รวมทั้งมีการวัดอุณหภูมิ

          โดยการสั่งซื้อจะไม่เปิดให้ผู้ซื้อไปเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเองแต่จะมีใบสั่งซื้อ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่ปลอดเชื้อเป็นผู้จัดสินค้าใส่ถุงและส่งให้กับผู้ซื้อทุกคน เป็นมาตรการกำหนดไว้เพื่อเป็นไปตามมาตรฐานเพื่อไม่ให้รถนี้กลายเป็นรถที่แพร่เชื้อโควิด

          คาดว่าจะช่วยเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทตลอดโครงการ และจะมีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 900 คน นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนที่จะส่งรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ไปยังส่วนภูมิภาคทั้ง 76 จังหวัด ตั้งเป้าหมายทั่วประเทศกว่า 1,000 คัน  โดยสามารถติดตามรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! แบบเรียลไทม์ได้จาก QR Code และที่ LINE@ mobilepanich รวมถึงเว็บไซต์ https://โมบายพาณิชย์.com/

--------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการ เป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เมื่อวันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

         นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ ประเทศญี่ปุ่น ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการ เป็นพันธมิตรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการ MOU แบบ Online ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          โดยนายจุรินทร์ เป็นประธานและสักขีพยาน ซึ่งได้กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจของโลกการส่งออกของไทยในช่วง 5เดือนที่ผ่านมา(ม.ค.-พ.ค.) สามารถทำรายได้จากการส่งออกเป็นมูลค่า 3.2ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.78%  โดยเฉพาะภาคการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ ประเทศไทยสามารถส่งออก มูลค่า 67,578ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.8%โดยเฉพาะเครื่องประดับเงินของไทยสามารถทำการส่งออกได้เป็นลำดับที่ 1ของโลก และพลอยสีเป็นลำดับที่ 3ของโลก

          สำหรับการค้าไทย-ญี่ปุ่น ประเทศญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 2ของไทยและตลาดญี่ปุ่นถือว่าเป็น 1ใน 6ตลาดอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญที่สุดของไทย 5เดือนแรกของปีนี้ ไทยสามารถส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปญี่ปุ่นมูลค่า 2,432ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.84%ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึกกับประเทศต่างๆทั่วโลก นอกจากระบบในการค้าปกติหรือรูปแบบการทำ FTA ตนมอบนโยบายความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึกหรือการลงนามบันทึกความเข้าใจที่สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับมณฑลของรัฐหรือเมืองที่มีความสำคัญ

          โดยการลงนามระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิจึงเกิดขึ้นถือเป็นก้าวสำคัญของการเริ่มต้นนโยบายขยายความสัมพันธ์การค้าเชิงลึกของกระทรวงพาณิชย์ประเทศไทย เป็นการลงนามตามนโยบายเป็นครั้งแรก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะได้ประโยชน์ร่วมกัน 

          ประการที่หนึ่ง มีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านการพัฒนาธุรกิจการผลิตอัญมณีเครื่องประดับทางการตลาดและการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างการในส่วนของ SMEs ของทั้งสองฝ่าย เมืองโคฟุเก่งเรื่องเทคโนโลยีการขึ้นตัวเรือนแต่ประเทศไทยเก่งในเรื่องการเจียระไนอัญมณี

          ประการที่สอง ร่วมมือกันทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกันทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันต่อไป

          ประการที่สาม ตนหวังว่ามูลค่าการค้าระหว่างกันในเรื่องอัญมณีระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในปี 2564นี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตัวเลขปีที่แล้วสามารถทำมูลค่าการค้าระหว่างกันไทย-ญี่ปุ่น ด้านอัญมณี 14,754ล้านบาท  บวก 2%แต่ปี 64ตั้งเป้าว่าจะทำมูลค่าการค้าระหว่างกันด้านอัญมณีและเครื่องประดับให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5  ไม่ต่ำกว่า 15,500ล้านบาท

          ขอขอบคุณเมืองโคฟุ จังหวัดยามานาชิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศกรุงโตเกียว ที่ร่วมกันผลักดันสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นในวันนี้เชื่อว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการค้าและพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปและขอให้พี่น้องชาวโคฟุประสบแต่ความสุขโดยทั่วกันด้วย

          สำหรับบรรยากาศในงานวันนี้นั้น ช่วงหนึ่งทางนายยูอิชิ ฮิงุชิ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุ กล่าวผ่านระบบถ่ายทอดสัญญาณสดจากประเทศญี่ปุ่นว่า เมืองโคฟุมีประชากรราว 190,000คนถือเป็นศูนย์กลางด้านการเมืองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของจังหวัดยามานาชิ เมืองโคฟุเป็นแหล่งผลิตผลึกแก้วคริสตัลที่มีการพัฒนาการเจียระไนและแปรรูปให้เป็นแหล่งแปรรูปอัญมณี เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางแห่งอัญมณีและเครื่องประดับ โดยก่อนนี้ในปี 2562ตนได้มีโอกาสเดินทางมาประเทศไทยและได้ก็จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจที่กรุงเทพเพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องประดับของเมืองโคฟุให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่ส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศ แต่การลงนาม MOU ในวันนี้จะช่วยเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องประดับทั้งไทยและเมืองโคฟุมากยิ่งขึ้นต่อไป และหวังว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดจะคลี่คลายโดยเร็วและอุตสาหกรรมจิวเวลรี่ของสองประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้นต่อไป

         และหลังจากนั้นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับ นายกเทศมนตรีเมืองโคฟุได้ลงนาม MOU ท่ามกลางสักขีพยาน เช่น นายสุริยน ศรีอรทัยกุ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นางประพีร์ สรไกรกิติกูล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ เป็นต้น

         จากนั้นหลังเสร็จพิธีนายจุรินทร์  กล่าวต่อสื่อมวลชนว่า " การลงนามนี้ถือเป็น Mini FTA ฉบับแรกที่ตนได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์สร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเชิงลึก เมืองโคฟุเป็นศูนย์กลางการค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศญี่ปุ่น การลงนามจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการทั้งส่งเสริมภาคการผลิต ทำการตลาดร่วมกันระหว่างไทยกับญี่ปุ่นและถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆระหว่างกัน ทั้งการเจียระไน ขึ้นตัวเรือนและซอฟท์แวร์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

         Mini FTA ฉบับต่อไปที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าคือทำกับมณฑลไหหลำของประเทศจีน และรัฐเตลังกานาของประเทศอินเดียและอื่นๆ คาดว่าจะสามารถลงนามได้ในช่วงเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ และได้คุยกับภาคเอกชน ในช่วง 4-5เดือนที่ผ่านมาของปีนี้ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นมียอดสั่งซื้อมากขึ้นประมาณ 30% จากที่คาดไว้และตนได้หารือกับภาคเอกชนและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีความเป็นไปได้ที่ช่วงเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ อาจไปจัดการส่งเสริมการขายที่จังหวัดภูเก็ตในบางจุดที่มีความเหมาะสม เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ประสงค์นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากประเทศไทยเดินทางมาที่ภูเก็ตเพื่อส่งเสริมภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และส่งเสริมการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศไทยด้วย " นายจุรินทร์ กล่าว

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการเปิดจุดผ่านแดนถาวร บ้านปากแซง จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564 (สร. 12 ก.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายอิสสระ สมชัย อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานีเขต 2  และตัวแทนภาคเอกชน หอการค้าจังหวัด พบปะหารือแนวทางผลักดันการเปิดบ้านเพื่อการค้าระหว่างกัน ที่จุดผ่านแดนถาวร บ้านปากแซง อำเภอนาตาลจังหวัดอุบลราชธานี

          นางจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการเปิดจุดผ่านแดนถาวร บ้านปากแซง จังหวัดอุบลราชธานี โดย กล่าวว่าวันนี้มาดูด่านปากแซง นาตาล ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับด่านหัวตะพานของฝั่งลาวเพราะเราอยากเห็นการเปิดด่านนี้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดโควิด จะเป็นประโยชน์ทางการค้าเพราะด่านนี้ถือเป็นด่านสำคัญที่เราส่งสินค้าไปยังฝั่งลาวเยอะและปีหนึ่งหลายพันล้านบาทและประเทศลาวก็ส่งสินค้าที่เราต้องการมายังฝั่งไทย เช่น มันสำปะหลัง สินแร่ และสินค้าอื่นๆหลายรายการ จะเป็นประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย เหตุผลประการหนึ่ง ในเรื่องการค้าชายแดนที่จะไปช่วยเพิ่มตัวเลขการส่งออก และภาคเอกชนเรียกร้องมาภายหลังจากการประชุม กรอ.พาณิชย์ว่าเป็น 1 ใน 11 ด่านที่ต้องการให้เปิดในช่วงเวลานี้ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันตนได้เชิญท่านทูตลาวมาพบที่กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกันถึงการเปิดด่านนี้ท่านทูตลาวรับทราบแล้วจะแจ้งให้หน่วยอื่นทราบต่อไปและวันที่ 15 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีจะหารือกับเจ้าแขวงฝั่งตรงข้าม

          และประการที่สอง เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่เราจะส่งสินค้าจากฝั่งไทยไปฝั่งลาวที่ต้องส่งทางเรือ โดยถนนยังเป็นอันตรายและเป็นดิน เราจะทำถนนคอนกรีตความกว้าง 8 เมตร ความยาวประมาณ 330 เมตร หนา 23 เซนติเมตร ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจะช่วยดูเรื่องงบประมาณประมาณ 15 ล้านบาทเศษจะเร่งดำเนินการให้เสร็จภายในเดือนมิถุนายนปีหน้า ซึ่งจะสะดวกขึ้นหวังว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนได้มากขึ้น

          โดยเราจะส่งแต่สินค้าข้ามไปแต่ไม่ส่งคนข้ามไป คนของเราเอาสินค้าถ่ายลงเรือไปให้ฝั่งลาวมารับสินค้าเอาไปกระจายคนก็ไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กัน เอาแต่สินค้าข้ามไปมาช่วยให้การค้าเกิดได้ภายใต้ข้อจำกัดโควิด ซึ่งวิธีนี้จะปฏิบัติได้ทำให้การค้าดำเนินการไปได้ โดนด่านปากแซงและด่านช่องเม็ก มูลค่าการค้าในช่วงเปิดด่านตกปีละกว่า 10,000 ล้านบาท

          โดยมีคณะจากกระทรวงพาณิชย์ นางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมด้วย

------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามความคืบหน้า“จับคู่กู้เงิน”สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564 ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี (สร. 12 ก.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายสุทัศน์ เงินหมื่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  นายวุฒิพงษ์ นามบุตร ส.ส.จังหวัดอุบลราชธานีเขต 2  ติดตามความคืบหน้า“จับคู่กู้เงิน”สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ อําเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นโครงการพิเศษที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ที่ผ่านมาโครงการ”จับคู่กู้เงิน”วันนี้เป็นโครงการภาค 2 จากภาคแรกที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว คือ โครงการ”จับคู่กู้เงิน” สถาบันการเงินกับร้านอาหาร เพื่อต่อลมหายใจให้กับร้านอาหารที่ประสบกับภาวะวิกฤตในช่วงโควิด และตนกำลังติดตามว่าผลสัมฤทธิ์ของโครงการภาคหนึ่งจะมีการอนุมัติเงินกู้ไปได้เป็นจำนวนเท่าไหร่ คาดว่าตัวเลขการอนุมัติไม่น่าจะต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท

         โดยวันนี้เป็นภาค 2  โครงการ”จับคู่กู้เงิน”สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก เพราะ SMEs ที่ประกอบกิจการส่งออกมีจำนวนไม่น้อยในประเทศ โดย SMEs ทั้งประเทศมี 3,000,000 รายมี SMEs ส่งออกประมาณ 30,000 ราย คิดเป็น 1% แต่เป็น 1% ที่เป็นทัพหน้าในการทำรายได้ให้กับประเทศ จึงเป็นเป้าหมายที่ผมมอบหมายท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับธนาคารเพื่อการนำเข้าและส่งออกหรือ EXIM Bank และ บสย.จับมือกันในการช่วยหาแหล่งสินเชื่อเงินกู้ให้ SMEs ส่งออกในภาคปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลข เพราะขณะนี้ SMEs ไม่ประสบปัญหาเฉพาะภาคการผลิต การแปรรูป เทคโนโลยี และการตลาดเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาใหม่คือขาดเงินทุนหมุนเวียนไปต่อยอดธุรกิจ ถ้าออเดอร์สั่งซื้อสินค้ามาในปริมาณมากแต่ไม่มีงเงินก็จะไม่สามารถรับออเดอร์ได้เพราะไม่มีเงินไปผลิต

          จึงเป็นที่มาของโครงการ”จับคู่กู้เงิน”สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก เพื่อต่อลมหายใจให้ SMEs ส่งออก และปฎิบัติภารกิจสำคัญในความรับผิดชอบของตนคือทำตัวเลขส่งออกให้ได้มากที่สุดภายใต้วิกฤตโควิด ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการจับมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สามารถทำให้การส่งออกขยายตัวถึง 41.59% และคาดว่าเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกยังเป็นบวกอยู่เช่นเดียวกัน เป็นสัญญาณที่เป็นข่าวดี ทำให้การส่งออกวันนี้เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีหรือเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อไหร่ที่ตัวเลขส่งออกทำรายได้เข้าประเทศมากเงินรายได้ทั้งหมดที่เข้ามาในประเทศส่วนหนึ่งจะนำมาช่วยเหลือเกษตรกร จึงสำคัญสำหรับเกษตรกรพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมดทั่วทั้งประเทศด้วย

          วันนี้ได้มาเปิดโครงการที่อุบลราชธานีเป็นแห่งแรกในภูมิภาค ขอเชิญชวน SMEs ส่งออกในภาคอีสานหรือในบริเวณนี้มาพบกับ EXIM Bank และ บสย.ที่พร้อมช่วยเหลือในการปล่อยสินเชื่อและมีดอกเบี้ยผ่อนปรนเป็นกรณีพิเศษเช่น

         1.ดอกเบี้ยคิดแค่ 3.99% จากปกติ 6.5%

         2.ไม่ต้องมีหลักทรัพย์เพราะ บสย.จะช่วยค้ำให้ ปลอดค่าทำเนียม 2 ปี

         3.ปกติใช้เวลา 1 เดือนในการพิจารณาแต่โครงการนี้จะพิจารณาให้จบใน 7 วันทำการ

         4.ทุกรายที่ได้รับการอนุมัติเงินกู้จะมีกรมธรรม์ประกันการชำระเงินฟรีให้ 1 กรมธรรม์ สำหรับ shipment แรก ที่ส่งออกไป

         5.จะอบรมหลักสูตรการส่งออกขั้นพิเศษให้ทุกคนได้มีความรู้องค์ความรู้เพิ่มเติมต่อไปด้วยเพื่อสามารถทำรายได้เข้าประเทศได้มากขึ้นต่อไป

         สำหรับที่จังหวัดอุบลราชธานีภาคอีสานวันนี้มีผู้ยื่นเค้ากู้มาแล้ว 26 รายเป็นวงเงิน 77.7 ล้านบาท  EXIM Bank จะพิจารณาให้เสร็จใน 7 วันทำการ

-----------------------------------

“จุรินทร์ออนทัวร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปล่อยขบวนรถโมบายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน เมื่อวันที่ 9 – 11 กรกฎาคม 2564 ณ ณ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดศรีสะเกษ

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงศึกษาธิการ  นายไชยยศ จิรเมธากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นางวรรณภรณ์ เกตุทัต ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า โครงการโมบายพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้จัดรถโมบายจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกเพื่อตระเวนไปขายในชุมชนต่างๆทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ โดยจะดำเนินการเป็นเวลา 30 วัน จะดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องชาวอำนาจเจริญและทุกจังหวัดในช่วงที่เผชิญกับวิกฤตโควิดในปัจจุบัน ซึ่งวันนี้ถือโอกาสมาเปิดโมบายพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน

          โดยสินค้าราคาพิเศษประกอบด้วย

           1.ข้าวสารหอมมะลิขนาด 5 กิโลกรัมราคา 180 บาท

          2.ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคา  95 บาทต่อแผง

          3.น้ำมันปาล์ม 1 ลิตร ราคา 48 บาทต่อขวด

          4.น้ำตาลทรายขนาด 1 กิโลกรัมราคา 23 บาทต่อถุง

          5.ปลากระป๋องกระป๋องละ 18 บาทและ

          6.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาท

          ซึ่งสามารถติดตามรถโมบาย ได้จาก QR Code และที่ LINE@ mobilepanich รวมถึงเว็บไซต์ https://โมบายพาณิชย์.com/

------------------------------

นายคริสเตียน เรเรน บาร์เกตโต เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะและอำลา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องในโอกาสพ้นจากหน้าที่ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม 2564

          นายคริสเตียน เรเรน บาร์เกตโต(Mr. Christian Rehren Bargetto) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐชิลีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะและอำลา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เนื่องในโอกาสพ้นจากหน้าที่ ณ ห้องรับรองชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

          หลังจากนั้นนายจุรินทร์ กล่าวว่า ประเทศชิลีถือว่าเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญลำดับ 4 ของไทยในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา รองจากเม็กซิโก บราซิลและอาร์เจนตินา การค้าระหว่างกัน 5 เดือนแรกของปีนี้มีมูลค่า 476 ล้านเหรียญสหรัฐ(14,453 ล้านบาท)ขยายตัวเพิ่มขึ้น 30.6% โดยไทยส่งออกไปยังชิลี 7,793 ล้านบาทและนำเข้า 6,660 ล้านบาท ทำให้ไทยได้ดุลการค้า 1,132 ล้านบาท สินค้าส่งออกประกอบด้วยรถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก เป็นต้น รวมทั้งอาหารและผลไม้ สินค้าที่ไทยนำเข้าจากชิลี เช่น สินแร่ต่างๆสัตว์น้ำสดและแช่เย็นแช่แข็ง เยื่อกระดาษ เนื้อสัตว์แปรรูป ปุ๋ย ยากำจัดศัตรูพืช ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยกับชิลี มีจุดเชื่อมโยงกัน 3 จุด 1.ไทยและชิลี มี FTA ระหว่างกันตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 58 โดยขณะนี้ได้มีการลดภาษีระหว่างกันเหลือ 0 ใน 98% ของรายการสินค้าบริการที่ค้าขายระหว่างกัน 2.ไทย-ชิลี เป็นสมาชิกเอเปคด้วยกัน 3.เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกด้วยกัน ประเด็นสำคัญที่ท่านทูตหยิบยกขึ้นมาหารือในวันนี้ มี 3 ประเด็น

          1.ขอให้ไทยช่วยสนับสนุนชิลีจะขอเข้าร่วม FTA ระหว่างอาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งตนก็ได้แจ้งท่านทูตว่าระหว่างวันที่ 21-22 กรกฎาคม จะมีการประชุมกรรมการร่วมระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลียและ FTA อาเซียน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ได้เชิญชิลีเข้าร่วมในการหารือเรื่องนี้แล้ว

          2.ชิลีสนใจที่จะนำเข้าผลไม้ไทยมากขึ้นโดยเฉพาะ มังคุดและลองกองซึ่งเป็นที่นิยมของชาวชิลีมาก

          3.ชิลีพร้อมที่จะร่วมมือกับไทยในการพัฒนาวัคซีนร่วมกันต่อไป

และตนได้หารือกับท่านทูต 2 ประเด็น

          ประเด็นที่ 1 ขอให้ทางชิลีช่วยสนับสนุนภาคเอกชนได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกของไทย 3 กิจกรรมในช่วงปีนี้ 1.กิจกรรม Online Business Matching ด้านอาหาร เครื่องประดับ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้นในวันที่ 3 สิงหาคมปีนี้ ซึ่งได้มีกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกาและแอฟริกาตอบรับเข้าร่วมหลายประเทศ 2.กิจกรรม THAIFEX Anuga ที่จะจัดขึ้นวันที่ 29 กันยายนถึง 3 ตุลาคม ที่ Impact เมืองทองธานี 3.กิจกรรม TILOG Virtual Exhibition ออนไลน์ ส่งเสริมการให้บริการด้านการขนส่งสินค้าของผู้ประกอบการไทย วันที่ 25-27 สิงหาคมนี้

          ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยจะต้องเป็นเจ้าภาพเอเปคในปี 2565 ขอให้ชิลีช่วยสนับสนุนการทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพของประเทศไทยซึ่งชิลีพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ

          อย่างไรก็ตามลู่ทางที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับชิลียังมีอีกมากที่เราเห็นโอกาส 1.ประเทศไทยสามารถใช้ชิลีเป็นประตูในการส่งออกสินค้าต่างๆไปยังกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา เหมาะที่จะเป็นจุดตั้งศูนย์กระจายสินค้าของไทยไปยังกลุ่มประเทศลาติน โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเอกชนที่จะไปลงทุนตั้งศูนย์กระจายสินค้า 2. ชิลีจะเป็นตลาดใหญ่ในการส่งออก เช่น อาหารแปรรูปโดย เฉพาะทูน่า  5 เดือนแรกปีนี้บวก 15% สับปะรดกระป๋อง บวก 62% และเครื่องซักผ้าเครื่องอบผ้าบวก 94% ตู้เย็นตู้แช่ต่างๆบวก 82% ยางผลิตภัณฑ์ยางบวก 198% และรถยนต์อะไหล่รถยนต์บวก 63% เป็นต้น

          ภาพรวมถือว่าชิลียังเป็นตลาดสำคัญของไทยและสามารถขยายตัวได้ต่อไปอีกมากในอนาคตในการทำตัวเลขส่งออกซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินการร่วมกับเอกชน และขณะนี้ประเทศไทยทำ FTA  กับประเทศต่างๆรวมแล้ว 13 ฉบับ 18 ประเทศ มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้าที่เราทำ FTA ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้บวกถึง 19% บวกมากกว่าอัตราตัวเลขเฉลี่ยกับโลกอยู่ที่ 15.9% ใน 5 เดือนแรกไทยกับประเทศคู่ค้าที่ทำ FTA สามารถทำมูลค่าการค้าได้ถึง 3.9 ล้านล้านบาท และสินค้าไทยที่ถือว่ายังมีศักยภาพมาก ในกลุ่มประเทศที่ทำ FTA สินค้าเกษตรทั้งสินค้าเกษตรกรรม ประมง ปศุสัตว์ ขยายตัวถึง 20% ขณะที่เฉลี่ยไทยกับโลกขยายตัวแค่ 14.3% นอกจากนั้นสินค้าที่มีศักยภาพของไทย คือ สินค้าเกษตรแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน Work from Home เป็นต้น

---------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ“จับคู่กู้เงิน” สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก เมื่อวันพุธดีที่ 7 กรกฎาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 7 ก.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ“จับคู่กู้เงิน” สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออกและเป็นสักขีพยานในการอนุมัติสินเชื่อระหว่าง Exim Bank กับผู้ประกอบการการส่งออก  โดยมี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร. สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมงานด้วย ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย นำโดย ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และ บสย. หรือ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ปัจจุบันการส่งออกถือเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สามารถทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นปีนี้ รายได้ที่เข้าประเทศเป็นผลจากการส่งออก สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศทั้งการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานในส่วนกลาง ภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งนำมาช่วยดูและพี่น้องประชาชนทั้งในกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัด ตัวเลขการส่งออกเฉพาะเดือนพฤษภาคมปีนี้ขยายตัวถึง 41.59% ถือว่าสูงสุดในรอบ 11 ปี เฉพาะเดือนพฤษภาคม 714,885 ล้านบาท รวม 5 เดือนแรกของปีนี้ ตั้งแต่มกราคมถึงพฤษภาคม สามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 3.5 ล้านล้านบาท

          เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตัวเลขส่งออกสามารถขยายตัวในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา 1.เพราะนโยบายและความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน ที่จับมือกันทำงานอย่างเข้มแข็งใกล้ชิดและต่อเนื่องภายใต้กลไก กรอ.พาณิชย์ 2.ความรวดเร็วในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาทุกสถานการณ์ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออก ทั้งการเร่งรัดแก้ไขตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลนจนตัวเลขตู้คอนเทนเนอร์เริ่มกลับมาสู่สภาพสมดุล แต่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขจัดปัญหาการส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนทั้งการส่งออกสินค้าข้ามแดนผ่านแดน และอีกเหตุผลคือการฟื้นตัวของทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า

          สำหรับผู้ส่งออกที่มีส่วนในการทำรายได้เข้าประเทศไม่ได้มีแต่คนตัวใหญ่แต่มีคนตัวเล็กอีกเป็นจำนวนมากที่เราเรียกว่า SMEs หรือ Micro SMEs มีประมาณ 3,000,000 ราย แต่มีอยู่ 30,000 รายที่เป็น SMEs ที่ส่งออกปัญหาของ SMEs คือ 1.ด้านการผลิต 2.การแปรรูป 3.นวัตกรรม 4.การตลาด แต่มีอีกปัญหาหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งและทำให้ SMEs ที่ทำธุรกิจส่งออกไม่สามารถทำตัวเลขทำรายได้ให้ประเทศตามความตั้งใจ คือการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อหมุนเวียนในการประกอบกิจการและเสริมสภาพคล่อง

          โครงการ จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก จึงเกิดขึ้นถือเป็นโครงการ จับคู้กู้เงิน ภาค 2  ต่อจากโครงการ จับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับร้านอาหาร ซึ่งดำเนินการประสบผลสำเร็จอย่างดีมีร้านอาหารยื่นขอกู้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ราย และอยู่ในขั้นตอนพิจารณาคาดว่าจะสามารถอนุมัติวงเงินกู้ได้ไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการต่อลมหายใจให้กับร้านอาหาร

          " วันนี้โครงการ จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก 30,000 ราย ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจาก EXIM Bank จัดวงเงินให้เป็นพิเศษ 2,500 ล้านบาท และเงื่อนไขพิเศษ ประกอบด้วย 1.ดอกเบี้ย ร้อยละ 3.99 ต่อปี จากปกติร้อยละ 6.5 ต่อปี 2.ไม่ต้องมีหลักทรัพย์เพราะ บสย.จะช่วยค้ำประกันหลักทรัพย์ให้ ปลอดค่าธรรมเนียมในการค้ำประกันหลักทรัพย์ 2 ปี  3.การพิจารณายื่นคำขอกู้จากปกติประมาณ 30 วัน จะพิจารณาให้เสร็จใน 7 วันทำการ 4.ทุกรายที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ ธนาคาร EXIM Bank จะมอบกรมธรรม์ประกันการชำระเงินให้ฟรี  1 shipment คือถ้า SMEs มีออเดอร์นำเข้าจากต่างประเทศ จะมีหลักประกันว่าการส่งสินค้าออกต้องได้เงินแน่นอน ซึ่งปกติต้องจ่ายเบี้ยประกันแต่จะให้ฟรีสำหรับการส่งออก shipment แรกหลังได้เงินกู้แล้ว  5.จะได้รับการอบรมความรู้เรื่องการส่งออก และการยื่นขอกู้เงินนั้นสามารถยื่นได้ทาง LINE@ ของ EXIM Bank หรือ LINE@ ของ บสย. หรือเว็บไซต์และFacebook หรือจะไปที่สำนักงานก็ได้ " นายจุรินทร์ กล่าว

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับวันนี้ได้มีการเปิดรับสินเชื่อล่วงหน้าและอนุมัติมาเป็นตัวอย่างทั้งหมด 7 รายวงเงินสินเชื่อ 22.2 ล้านบาท และวันนี้มีผู้ยื่นเข้ามาแล้ว 188 รายวงเงิน 1,021 ล้านบาท ในโอกาสเปิดโครงการ วันที่ 7 เดือนที่ 7 อนุมัติทั้งหมด 7 ราย แสดงให้เห็นว่า SMEs ประสงค์ขอสินเชื่อเยอะสำหรับการส่งออกเพื่อทำรายได้เข้าประเทศ ขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนจับมือร่วมกันในการทำตัวเลขส่งออกของประเทศนำรายได้เข้ามาช่วยเหลือประเทศและประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้ได้มากที่สุดต่อไป

---------------------------------

นายแสง สุขะทิวง (H.E. Mr. Seng Soukhathivong) ) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม 2564 ณ ห้องประชุมชั้น 11 ข้างห้องสำนักงานรัฐมนตรี (สร. 1 ก.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นายแสง สุขะทิวง (H.E. Mr. Seng Soukhathivong) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องประชุมชั้น 11 สำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า  วันนี้ตนได้เชิญท่านเอกอัครราชทูต สปป.ลาวประจำประเทศไทยมาหารือในเรื่องการเตรียมการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันของสองประเทศ ซึ่งตัวเลขการค้าปีที่แล้วระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ตกรวมกัน 197,429 ล้านบาทหรือ 6,334 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นการค้าชายแดน 95% แต่เป้าของทั้งสองประเทศในปี 64 จะทำมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ได้ถึง 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ปีที่แล้วทำได้ 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังห่างเป้าและด้วยการค้าระหว่าง 2 ประเทศเป็นการค้าชายแดนถึง 95% โดยการค้า 5 เดือนแรกระหว่างไทยกับ สปป.ลาวในปีนี้ มีมูลค่าคิด 93,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 23.6% โดยไทยส่งออกไป สปป.ลาว 53,773 ล้านบาท ตัวเลขส่งออกเพิ่มขึ้น 23.53% นำเข้าจาก สปป.ลาว 5 เดือนของปีนี้ 40,832 ล้านบาท ประเทศไทยได้ดุลอยู่ 11,940 ล้านบาท

          ตนจึงได้เรียนหารือกับท่านทูตในวันนี้ว่าเราก็อยากเห็นการเปิดด่านไทย-ลาว เกิดขึ้นโดยเร็วเท่าที่ทำได้ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดโควิดเนื่องจากว่าเรามีด่านระหว่างกันอยู่ 49 ด่านขณะนี้เปิดดำเนินการอยู่เพียง 11 ด่าน ถ้ามีด่านที่จะเปิดเพิ่มได้ก็ขอความกรุณา สปป.ลาวได้พิจารณาร่วมกับประเทศไทยด้วย โดยด่านที่เป็นเป้าหมายสำคัญในช่วงเวลาอันใกล้ มีอยู่ด้วยกัน 7 ด่าน ประกอบด้วย 1.ด่านปากแซงที่จังหวัดอุบล 2.ด่านเชียงคานที่จังหวัดเลย 3.ด่านท่าเรือหนองคาย 4.ด่านท่าเทียบเรือเทศบาลนครพนม 5.ด่านท่าเทียบเรือจังหวัดมุกดาหาร 6.จุดผ่อนปรนการค้าแจมป๋องที่จังหวัดเชียงรายและ7.ด่านผ่อนปรนการค้าบ้านหม้อจังหวัดหนองคาย

          โดยวันที่ 9-11 กรกฎาคมนี้ตนจะเดินทางไปที่จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อที่จะไปดูด่านสำคัญที่ภาคเอกชนเรียกร้องอยากเปิดให้มีการค้าระหว่างกันด้วยเร็วภายใต้ข้อจำกัดโควิดคือที่ด่านบ้านปากแซง นาตาล จังหวัดอุบลราชธานี

          นอกจากนั้นตนขอให้ท่านทูตได้ช่วยประชาสัมพันธ์งานแสดงสินค้าของไทยในสปป.ลาวในช่วงครึ่งปีหลัง 3 งานคือ 1.งานแสดงสินค้า Mini Thailand Week 2021 ที่ตลาดคำม่วน เมืองท่าแขก ระหว่างวันที่ 21-25 กรกฎาคม ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภค 2.ประเทศไทยผู้ประกอบการสินค้าไทยจะร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ตริมปิงฝั่ง สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 27- 29 สิงหาคม 3. งาน Thai Seafood Festival ที่เวียงจันทร์เซ็นเตอร์ นครหลวงเวียงจันทน์ระหว่างวันที่ 3-5 กันยายน  เพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารทะเลให้ผู้บริโภคชาว สปป.ลาวได้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของซีฟู้ดจากประเทศไทย

          ประเด็นที่ท่านทูต สปป.ลาว ได้หยิบยกขึ้นมาประเด็นสำคัญ คืออยากให้ประเทศไทยช่วยสนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรของฝั่งลาว ทั้งน้ำตาลทราย เมล็ดกาแฟหรือว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งตนแจ้งให้ทราบว่าประเทศไทยไม่ได้จำกัดในเรื่องของปริมาณการนำเข้าเพียงแต่ว่ารายละเอียดอื่นขอให้ระดับเจ้าหน้าที่ได้เจรจากันต่อไป

          อีกเรื่องคือกรณีที่ประเทศไทยกับ สปป.ลาวสามารถร่วมมือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการผลิตการแปรรูปและการตลาดร่วมกันในสินค้าที่เกี่ยวข้องกับศิลปะหัตถกรรมหรือ OTOP ของ 2 ประเทศ ซึ่งตนได้มอบให้ศูนย์ส่งเสริมศิลปาอาชีพระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับกระทรวงการค้าของ สปป.ลาว

          และท่านทูตอยากเห็นการปลูกพืชเกษตรโดยเฉพาะพืชเกษตรอายุสั้นบริเวณแนวชายแดนที่อาจซ้ำซ้อนกับประเทศไทยว่าควรหารือร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงผลผลิตล้นตลาด ตนจะดำเนินการแจ้งให้กระทรวงมหาดไทยเจ้าของเรื่องที่มีคณะกรรมการเจรจาการค้าภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทยระหว่างพื้นที่ชายแดนที่ติดต่อกัน ให้หารือร่วมกันว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เช่น การกำหนดแผนการปลูกร่วมกันบริเวณแนวชายแดน การเตรียมการแปรรูปหรือการทำการตลาดร่วมกันต่อไปในอนาคต     

          โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ประกอบด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เข้าร่วมด้วย

---------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการแถลงข่าวโครงการพาณิชย์ลดราคา ! ช่วย ประชาชน Online shopping เมื่อวันพุธที่ 30 มิถุนายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 1 ก.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร. สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าวโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 12 (Online) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์โดยนายจุรินทร์เป็นประธาน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 12 Online ถือเป็นการลดราคาสินค้าและบริการทั้งหมดรวม 6 กลุ่มด้วยกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 31 กรกฎาคม เป็นเวลา 1 เดือนเต็มคาดว่าพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน (Online) Lot 12 นี้จะช่วยลดค่าครองชีพได้ให้กับพี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท และจะมีผลในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท สำหรับสินค้าและบริการที่จะลดราคาออนไลน์ 6 กลุ่ม ประกอบด้วย

          กลุ่มที่ 1 กลุ่มการขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งมี 4 แพลตฟอร์มที่เข้าร่วมโครงการ 1.Lazada 2.Shopee 3.Ohlala 4.JJ Mall โดยจะลดราคาสินค้าสูงสุด 30% และ Lazada จะลดค่าจัดส่งสำหรับ 3 ชิ้นขึ้นไปลด 30 บาท ถ้าซื้อครบ 99 บาทขึ้นไปจะลดค่าจัดส่ง 40 บาท

          กลุ่มที่ 2 กลุ่มให้บริการจัดส่งสินค้า ประกอบด้วย เคอรี่ Grab Lalamove DHL และไปรษณีย์ไทย โดยจะลดค่าบริการจัดส่งสูงสุด 77% และลดค่ากล่อง 38%

          กลุ่มที่ 3 กลุ่มฟาสฟู๊ด มีบริษัทเข้าร่วม 4 บริษัท 1.Burger King 2.Pizza Hut 3.The Pizza Company 4.KFC ลดค่าอาหารสูงสุดถึง 50% มีอาหารทั้งหมด 23 รายการ

          กลุ่มที่ 4 กลุ่มให้บริการอินเตอร์เน็ตมี 4 ราย 1.ทรู 2.AIS 3.DTAC และ 4.โทรคมนาคมหรือ NT สำหรับทรู AIS และ DTAC จะลดค่าบริการมือถือเหลือ 75 บาทต่อเดือน ส่วน NT จะลดค่าบริการเน็ตบ้านฟรี 3 เดือน เดือนถัดไปคิดเดือนละ 300 บาท

          กลุ่มที่ 5 คือกลุ่มอุปกรณ์และสื่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย AIS DTAC และทรู โดยทั้ง 3 บริษัทนี้จะลดราคามือถือ15 รายการ ลดราคาสูงสุด 75% ส่วนแท็บแล็ตจะลดราคา 27 รายการ ลดสูงสุด 68%

          และกลุ่มที่ 6 จะลดราคาสินค้าในห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อซึ่งมีด้วยกันทั้งสิ้น 16 ห้าง ประกอบด้วย แม็คโคร The Mall เซ็นทรัล BigC Tops CP Freshmart โลตัส Foodland Maxvalue B2S Supersports Office Mate Power Buy 7-11  Boots และ Watsons

         โดยทั้งหมดนี้สามารถซื้อผ่านระบบออนไลน์ของแต่ละห้าง สินค้าที่จะลดราคามีด้วยกัน 11 หมวด 12,600 รายการ ลดราคาสูงสุด 85% โดย 11 หมวดนั้นจะประกอบด้วย 1.หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 2.อาหารสำเร็จรูปปรุงสำเร็จแช่แข็ง 3.ซอสปรุงรส 4.ของใช้ประจำวัน 5.ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย  6.ผลิตภัณฑ์ซักล้าง 7.เครื่องใช้ไฟฟ้า 8.เครื่องสำอาง 9.เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน 10.อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ และ 11. อื่นๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องครัว เป็นต้น

         "กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้แล้ว 11Lot ด้วยกันสามารถช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้จำนวนมาก แต่ด้วยสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันที่เรากำลังประสบกับภาวะการแพร่ระบาดของโควิด มีความจำเป็นที่พี่น้องประชาชนจำนวนมากต้องกักตัวอยู่กับบ้านหรือไม่สะดวกในการออกไปจับจ่ายใช้สอยนอกบ้านตามเงื่อนไขที่ ศบค.กำหนดในแต่ละพื้นที่การซื้อสินค้าออนไลน์จึงเป็นเรื่องจำเป็นและสอดคล้องกับสถานการณ์กระทรวงพาณิชย์จึงได้พิจารณาว่าถ้าเข้ามามีส่วนร่วมมือกับภาคเอกชนในการช่วยลดราคาสินค้าและบริการให้กับพี่น้องประชาชนที่ประสบภัยโควิดในปัจจุบันสามารถซื้อบริการผ่านระบบออนไลน์ได้ในราคาพิเศษจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อการสนองนโยบาย ศบค.และเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภคคนไทยทุกคนรวมทั้งจะเป็นประโยชน์กับภาคเอกชนผู้ประกอบการที่เข้ามามีส่วนช่วยแก้ปัญหาวิกฤติให้กับประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันด้วยจึงเป็นที่มาของ พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Online lot 12 วันนี้" นายจุรินทร์ กล่าว

          จากนั้นรายงานระบุว่าบรรยากาศในงานนั้นนายจุรินทร์ได้พบกับภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือและได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสานงานเพื่อความคล่องตัวต่อประชาชนผู้บริโภคมากที่สุด โดยภาคเอกชนชื่นชมและตอบรับตอบโครงการที่ทำมาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมในภาวะวิกฤติและได้พูดถึงแพกเกจเงื่อนไขต่างๆที่ลดราคาให้ประชาชนอย่างน่าสนใจและต่างพร้อมยินดีร่วมกันช่วยประชาชน นอกจากนั้นยังได้มีการเชื่อม VDO  conference ถึงผู้ประกอบการที่เข้ามาร่วมแต่อาจไม่ได้มาอยู่ที่งานด้วยทั้งนี้เพื่อรับทราบนโยบายและแนวทางร่วมกัน

---------------------------------

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “กิจกรรมการเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการในประเทศอินเดียในรูปแบบออนไลน์ (ผ่านระบบ Zoom)” เมื่อวันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน 2564 ณ ห้องประชุมมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 กระทรวงพาณิชย์

          นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการสินค้าอาหารและเกษตรแปรรูปไทยกับอินเดียรูปแบบออนไลน์ (ผ่านระบบ Zoom) เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ณ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้น ภายใต้โครงการ DTN Business Plan Award 2020 “ชี้ช่องทางโอกาส บุกตลาดด้วย FTA” โดยได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศของไทยประจำอินเดีย ทั้ง 3 แห่ง คือ กรุงนิวเดลี เมืองเจนไน และเมืองมุมไบ

          นายสินิตย์ กล่าวว่า แม้สถานการณ์โควิดจะทำให้ไม่สามารถเดินทางไปพบคู่ค้าได้ แต่กระทรวงพาณิชย์ยังคงมุ่งมั่นขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เป็นรูปแบบออนไลน์ ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ ได้นำผู้ประกอบการอาหารและเกษตรแปรรูปของไทย 10 ราย ที่ชนะการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจมาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าอินเดียผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้นำเข้าอินเดียให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 33 บริษัท ถือเป็นโอกาสดีที่จะนำสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารแปรรูปของไทย เจาะตลาดอินเดีย โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งผู้บริโภคอินเดียหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกเคหสถาน ทำให้มีความสนใจและต้องการซื้อสินค้าประเภทอาหารและเกษตรแปรรูป อาทิ ธัญพืช น้ามันพืช เกลือ ถั่ว ขนมทานเล่น และเครื่องดื่ม ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมในอินเดีย เช่น Amazon, Big Basket, Hallo Basket และ Grover มากขึ้น

          “รู้สึกชื่นชมผู้ประกอบการที่ชนะการประกวดแผนธุรกิจ ที่ได้นำผลผลิตของเกษตรกรไทยมาช่วยพัฒนาต่อยอดโดยใช้นวัตกรรมและการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ทุกหน่วยงานช่วยกันหาตลาดให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน พร้อมส่งออกต่างประเทศและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้สินค้าไทย ซึ่งการติดอาวุธเรื่องกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาดอินเดียภายใต้โครงการดังกล่าว ประกอบกับการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทยกับอินเดีย ได้แก่ FTA ไทย-อินเดีย (บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2547) และ FTA อาเซียน-อินเดีย (บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2553) ที่ส่งผลให้อินเดียลด/เลิกการเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าส่งออกจากไทยแล้วกว่า 5,220 รายการ เช่น อาหาร ผลไม้ อาหารทะเลกระป๋อง อาหารปรุงแต่ง และผักผลไม้แปรรูป เป็นต้น จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างรายได้จากการจับคู่ธุรกิจและส่งออกไปอินเดียได้มากขึ้น และยังถือเป็นความสำเร็จของการร่วมมือกันทำงานระหว่างหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์ด้วย” นายสินิตย์เสริม

          ทั้งนี้ อินเดียถือเป็นตลาดที่น่าสนใจเนื่องจากมีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2564 การค้าไทย-อินเดีย มีมูลค่ารวมกว่า 5,954.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (180,773.4 ล้านบาท) ขยายตัวกว่า 54% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 โดยการส่งออกจากไทยไปอินเดียมีมูลค่า 3,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (99,000.7 ล้านบาท) ขยายตัวถึง 47%

----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย ประจําเดือนพฤษภาคม 2564 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2564 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 24 มิ.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและคณะ แถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย ประจําเดือนพฤษภาคม 2564 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนพฤษภาคมปีนี้ มีมูลค่า 23,057.91 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 714,885.27 ล้านบาท ขยายตัว 41.59% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่สูงที่สุดในรอบ 11 ปี หากหักน้ำมัน ทองคำ ยุทธปัจจัยออกจะบวกถึง 45.87% คิดเป็นมูลค่ารวม 5  เดือน(ม.ค.-พ.ค.64)ขยายตัวรวมกัน 10.78% หากหักน้ำมัน ทองคำ ยุทธปัจจัยออกจะบวกถึง 17.13% เหตุผลสำคัญมี 2 ข้อ คือ 1.เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวโดยเฉพาะตลาดสำคัญเช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่นเป็นต้น และ 2.เพราะแผนการส่งออกและภาคปฏิบัติจริงที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนมาโดยต่อเนื่องและใกล้ชิดในช่วงที่ผ่านมาในรูป กรอ.พาณิชย์ ทำให้สามารถแก้ปัญหาอุปสรรคต่างๆได้รวดเร็วทันท่วงทีและมีการจัดทำแผนเชิงรุกร่วมกันในปี 2564 ที่มีเป้าหมายและรายละเอียดชัดเจนแต่ต้นทำให้ตัวเลขการส่งออกปีนี้ค่อยๆเป็นบวกตามลำดับ สำหรับตลาดสำคัญนั้นประกอบด้วย จีนสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน เอเชียใต้อาเซียน เป็นต้น สินค้าที่สำคัญประกอบด้วยสินค้าเกษตรและอาหาร สำหรับอาหารเฉพาะผักผลไม้แช่เย็นแช่แข็งซึ่งกระทรวงพาณิชย์เร่งรัดแก้ไขปัญหาอุปสรรคบริเวณด่านชายแดนและด่านข้ามแดนเชิงรุกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกผักผลไม้แช่เย็นแช่แข็งเป็นบวกถึง 31.9%โดยเฉพาะทุเรียนบวกถึง 95% และสินค้า Work from Home ผลิตภัณฑ์ป้องกันโควิด เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก อาหารสัตว์เลี้ยงและรถยนต์ เป็นต้น

          "สำหรับรถยนต์หลังจากที่ผมและกระทรวงพาณิชย์พยายามเจรจากับเวียดนามมาหลายครั้งตั้งแต่การประชุม RCEP และส่งผลให้ต่อมาเวียดนามปรับปรุงกฎระเบียบในการนำเข้ารถยนต์จากที่ต้องตรวจรถยนต์ที่นำเข้าจากไทยทุกล็อตที่ตรวจทั้งสองฝั่งเวียดนามยอมเปลี่ยนเป็นตรวจฝั่งใดฝั่งหนึ่งและสุ่มตรวจเท่านั้น ส่งผลให้การส่งออกรถยนต์ของไทยไปเวียดนามขยายตัวถึง 922% และส่งออกไปทั่วโลกขยายตัวถึง 170%" นายจุรินทร์ กล่าว

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า แผนงานที่กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าต่อไปประกอบด้วย 1.เร่งรัดการเปิดตลาดใหม่ให้มีผลทางภาคปฏิบัติเป็นรูปธรรม โดยเร็วทั้งตลาดตะวันออกกลาง ตลาดกลุ่มประเทศรัสเซีย ตลาดกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ตลาดกลุ่มประเทศแอฟริกา 2.รุกการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนต่อเนื่องต่อไปโดยจะเร่งเปิดด่านซึ่งมีอยู่ 97 ด่านที่ปัจจุบันเปิดได้แค่ 45 ด่านให้เปิดด่านเพิ่มขึ้นเป้าหมายระยะสั้นเร่งเปิดให้ได้อย่างน้อยเพิ่มอีก 11 ด่าน วันที่ 9-11 กรกฎาคมนี้ตนจะเดินทางไปดูด่านบริเวณชายแดนลาวซึ่งถือเป็นด่านสำคัญที่จะทะลุไปเวียดนามและไปจีน เช่น ด่านปากแซง นาตาล ท่าเทียบเรือมุกดาหาร ท่าเทียบเรือนครพนม และท่าเทียบเรือหนองคาย เป็นต้น ที่จะเร่งรัดให้เปิดด่านเร็วขึ้น 3.เร่งส่งเสริมการส่งออกและการเจรจาการค้ารวมทั้งการทำสัญญาส่งสินค้าออกด้วยระบบออนไลน์ต่อไป และเมื่อไหร่ที่ทำระบบออฟไลน์เพิ่มขึ้นได้จะเร่งดำเนินการให้ผสมผสานในรูปแบบไฮบริด 4.เร่งรัดดำเนินการ MINI-FTA ทั้งกับไห่หนาน หรือมณฑลไหหลำของจีน รัฐเตลังคานาของอินเดีย เมืองคยองกีของเกาหลี หรือโคฟุของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้สัญญาณล่าสุดอาจลงนามได้ในช่วงสิงหาคม 5.เร่งสร้างแม่ทัพการค้าและแม่ทัพการส่งออกรุ่นใหม่ของไทยเพื่อเป็นอนาคตสำหรับการนำเงินเข้าประเทศต่อไปในเรื่องโครงการปั้น Gen Z เป็น CEO ซึ่งปีนี้มั่นใจว่าสร้างได้ครบ 12,000 คนทั่วประเทศแน่นอน

          ด้านนายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า  นโยบายกระทรวงพาณิชย์ผลักดันในทุกทางช่องทางสำคัญทำให้ตัวเลขการส่งออกเป็นรูปธรรมและจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและภาพรวมตลาดสำคัญมีการขยายตัวในหลายประเทศ ภาพรวมการส่งออกไปกลุ่มตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 39.9 โดยการส่งออกไปสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ขยายตัวดีต่อเนื่องร้อยละ 44.9 ร้อยละ 25.5 ร้อยละ 27.4 ตามลำดับ ตลาดสหภาพยุโรปและ CLMV ขยายตัวเร่งขึ้น ร้อยละ 54.9 และร้อยละ 46.8 ตามลำดับ ส่วนตลาดอาเซียนกลับมาขยายตัวร้อยละ 51.0 ส่วนปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกนั้นคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าสำคัญจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่หลายประเทศเริ่มมีอัตราลดลงราคาน้ำมันดิบยังคงปรับตัวสูงขึ้น สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัว เช่นยางพารา ผัก ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง สิ่งปรุงอาหาร อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่สดแช่เย็น-แช่แข็งและแปรรูป รถยนต์อุปกรณ์กับส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เป็นต้น

          อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์และทีม กรอ.พณ.จะได้กำหนดวันประชุมหารือร่วมภาครัฐกับเอกชน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เนื่องจากต้องเดินหน้าผลักดันการส่งออกโดยแก้ไขปัญหาตามนโยบายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมทั้งเร่งรัดการเปิดด่านชายแดนเพิ่มเติมและผลักดันการลงนามความตกลงยอมรับร่วมสินค้ายานยนต์ MRA ของอาเซียนตามนโยบายต่อไป

---------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธีเปิดและปล่อยขบวนรถโมบาย (Mobile) พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน จังหวัดอุดรธานี ณ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2564 ณ จ.อุดรธานี (สร. 17 มิ.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์  นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ตรวจติดตามโครงการพาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชนมา ภาคอีสาน  โดยนายจุรินทร์เป็นประธานพิธีเปิดและปล่อยขบวนรถโมบาย (Mobile) พาณิชย์ลดราคา! ช่วยรถประชาชน จังหวัดอุดรธานี ณ บริเวณลานหน้าศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ฮอลล์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับโครงการรถโมบายพาณิชย์ ลดราคา!ช่วยประชาชน  มีสินค้าบริโภคสำคัญราคาพิเศษที่ติดรถโมบายออกไปจำหน่ายในเขตชุมชนเมือง โดยจังหวัดอุดรธานีมีจำนวน 15 คัน ตระเวนออกไปเป็นเวลา 30 วันทั่วทั้งชุมชนต่างๆโดยสินค้าสำคัญที่ลดราคาพิเศษประกอบด้วย 1.ข้าวสารข้าวหอมถุงละ 5 กิโลกรัม 150 บาท กิโลกรัมละ 30 บาท 2.ไข่ไก่แผงละ 30 ฟอง แผงละ 83 บาทตกฟองละ 2.77 บาท 3.น้ำมันพืชขวดละ 43 บาท 4.ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10 บาท 5.น้ำตาลกิโลละ 20 บาท และ6.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5 บาทและนอกจากนั้นจะมีสินค้าอุปโภคต่างๆสำหรับใช้ในการซักล้างชำระล้างร่างกายรวมทั้งสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวันอื่นๆลดสูงสุดถึง 60%

 

---------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามความคืบหน้าโครงการ “จับคู่กู้เงิน” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2564 ณ ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ฮอลล์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (สร. 17 มิ.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ นายนิพนธ์ บุญญามณี  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พาณิชย์จังหวัดอุดรธานี ติดตามความคืบหน้าโครงการ “จับคู่กู้เงิน” ณ ศูนย์ประชุมมลฑาทิพย์ฮอลล์ อําเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ถือเป็นความภาคภูมิใจของกระทรวงพาณิชย์ที่เข้ามามีส่วนร่วมบรรเทาทุกข์ให้กับร้านอาหารทั่วประเทศ ทั่วประเทศมีร้านอาหารจดทะเบียนอยู่ทั้งหมด 120,000 ราย ประกอบด้วยจดทะเบียนนิติบุคคลกับจดทะเบียนบุคคลธรรมดา ในช่วงที่ผ่านมาในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนได้รับคำร้องเรียนและประสานงานจากสมาคมที่เป็นตัวแทนหลายสมาคม อยากเห็นรัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยต่อลมหายใจให้กับร้านอาหารทั่วประเทศ อย่างน้อยในช่วงวิกฤติโควิดและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเดินหน้าเต็มร้อยไม่ได้ เพราะคนจำนวนมากอยู่กับบ้านและร้านอาหารในหลายพื้นที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดขายหรือทานในร้านไม่ได้ หรือบางร้านขายเครื่องดื่มบางชนิดไม่ได้ ทำให้ยอดขายตกหลายร้าน ต้องขายผ่านระบบเดลิเวอรี่จึงประสบความทุกข์ยาก กระทรวงพาณิชย์จึงยื่นมือเข้ามาช่วย 1.สำหรับร้านที่ขายผ่านระบบเดลิเวอรี่ได้ประสานงานกับแพลตฟอร์ม 5 แพลตฟอร์ม ลดค่าจีพีให้กับร้านอาหารจาก 30-35% เหลือ 25% และลดราคาจำหน่ายอาหารเป็นสูงสุด 60% ลดค่าขนส่ง 3-5 กิโลเมตรแรกจาก 40 บาทเหลือ 0 บาทจาก 4 แพลตฟอร์ม Robinhood Gojek Grab และ foodpanda

          และวันนี้เราจัดโครงการ”จับคู่กู้เงิน”สถาบันการเงินกับร้านอาหาร ให้ร้านอาหารที่กำลังจะสิ้นลมให้ต่อลมหายใจเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและเงื่อนไขผ่อนปรนที่บางกรณีไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ เริ่มเมื่อวันที่ 7-20 มิถุนายน 2564 สำหรับจังหวัดอุดรธานีได้รับของร่วมมือจากพาณิชย์จังหวัดและทีมเซลล์แมนจังหวัดและสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งช่วยกันอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องร้านอาหารเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้สะดวกขึ้น ตั้งแต่วันที่ 17-20 มิถุนายน 2564 เพื่อให้พี่น้องได้มีโอกาสกู้เงินไปต่อลมหายใจ โดยตนได้ขอให้ดูเงื่อนไขผ่อนปรน เช่นให้ดูสถานะการเงินก่อนโควิดมาใช้พิจารณา เป็นต้น

          " โดยสำหรับจังหวัดอุดรธานีได้มีผู้ยื่นขอสินเชื่อรวม 373 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 307 ล้านบาท โดยอนุมัติแล้ว 144 ล้านบาท ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ยื่นขอสินเชื่อ 112 รายวงเงิน 82 ล้านบาท กรุงไทยขอสินเชื่อ 89 ราย วงเงิน 54 ล้านบาท SME D Bank ขอกู้ 80 รายวงเงิน 142 ล้านบาท ธ.ก.ส.ขอกู้ 9 รายวงเงิน 15 ล้านบาท และ บสย.ขอกู้ 83 ราย วงเงิน 15 ล้านบาท" นายจุรินทร์ กล่าว

---------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามความคืบหน้าโครงการ “จับคู่ กู้เงิน” สถาบันการเงินกับร้านอาหาร เมื่อวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 14 มิ.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารสถาบันการเงิน ติดตามความคืบหน้าโครงการ “จับคู่กู้เงิน” สถาบันการเงินกับร้านอาหาร ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ใช้เวลาเดินสำรวจติดตามสอบถามสถาบันการเงินที่ให้ความร่วมมือกับโครงการเกี่ยวกับความคืบหน้าและเงื่อนไขที่โครงการอย่างละเอียด บรรยากาศระหว่างนั้นผู้บริหารธนาคารได้ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามรวมทั้งประจำแต่ละบูธเพื่อตอบข้อซักถามเงื่อนไขต่างๆที่ร้านอาหารทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาได้มาติดต่อที่กระทรวงพาณิชย์วันนี้

          ภายหลังจากนั้น นายจุรินทร์ กล่าวสรุปว่า ความคืบหน้าโครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร ที่กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7-20 มิถุนายน 2564 เพื่อให้ร้านอาหารทั่วประเทศซึ่งมีอยู่ประมาณ 120,000 ร้าน ที่จดทะเบียนบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ของสถาบันการเงินต่างๆ กระทรวงพาณิชย์ได้รับความร่วมมือจากสถาบันการเงินประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธนาคาร SME D Bank ธนาคารกรุงไทย ธนาคาร ธ.ก.ส. และบสย. เพื่อปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี รวมทั้งเงื่อนไขผ่อนปรนอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือร้านอาหารให้สามารถต่อลมหายใจต่อไปได้ภายใต้สถานการณ์ในช่วงวิกฤติโควิด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดห้องเพื่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารสามารถมาพบกับทั้ง 5 สถาบันการเงินได้ที่นี่โดยตรง

          รวมทั้งสามารถเดินทางไปที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ หรือไปที่สถาบันการเงินทั้ง 5 แห่งโดยตรงที่สำนักงานสาขาทั่วประเทศเพื่อยื่นเรื่องขอกู้เงินตามโครงการจับคู่กู้เงินของกระทรวงพาณิชย์จะได้รับการดูแลเรื่องการให้ข้อมูลเงื่อนไขและรับเรื่องขอกู้

          นับตั้งแต่วันที่ 7-14 มิถุนายนเป็นเวลา 7 วันสถาบันการเงินต่างๆได้เปิดโอกาสให้ร้านอาหารขอกู้ได้ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ มีการยื่นขอสินเชื่อดังนี้ ธนาคารออมสินมีผู้ยื่นขอกู้แล้วรวม 2,520 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 750 ล้านบาท ธนาคาร SME D Bank มีผู้ยื่นขอกู้ 146 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 64 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทยมีผู้ยื่นขอกู้ 98 ราย วงเงินขอสินเชื่อรวม 43 ล้านบาท ธ.ก.ส.ยื่นขอกู้ 49 ราย วงเงินขอสินเชื่อ 22 ล้านบาท ส่วน บสย.มีผู้ยื่นขอ 188 ราย โดยมีผู้ติดต่อขอสินเชื่อรวม 3,001 รายวงเงินที่ขอสินเชื่อรวมกัน 880 ล้านบาท ส่วนสำหรับ บสย.ที่มีผู้ยื่นขอ 188 รายนั้นแจ้งว่ายินดีค้ำประกันให้ทุกรายที่ธนาคารปล่อยกู้ให้

          " และโครงการที่ออกบูธจะไปจบโครงการในวันที่ 20 มิถุนายน 2564 ที่จะถึงแต่ท่านสามารถไปที่สาขาต่างๆของสถาบันการเงินเหล่านี้ได้และในบางจังหวัดผมได้สั่งการให้มีการดำเนินการจัดสถานที่ขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกับที่จัดที่กระทรวงพาณิชย์ เช่น ที่จังหวัดภูเก็ตจากการไปตรวจราชการได้รับรายชื่อร้านอาหารรวม 300 กว่ารายที่ประสงค์จะยื่นขอกู้ จึงสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดภูเก็ตจัดสถานที่เป็นกรณีเฉพาะให้พบกับ 5 สถาบันการเงินสาขาที่นั่นโดยตรง ได้รับแจ้งว่าจะดำเนินการตั้งแต่วันพุธที่ 16 มิถุนายนเป็นต้นไป และจะพิจารณาข้อมูลต่อไปว่าสุดท้ายได้มีการอนุมัติวงเงินไปเท่าไหร่เพราะต้องรอให้สถาบันการเงินนั้นนั้นได้มีเวลาพิจารณาโดยพูดคุยกันแล้วว่าจะพิจารณาให้สั้นที่สุดภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยมีผู้ยื่นขอกู้ออนไลน์กับธนาคารออมสินถึง 2,326 ราย " นายจุรินทร์ กล่าว

---------------------------------------

H.E.Mr. Pirkka Tapiola เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 ณ ห้องรับรองข้างห้องสำนักงานรัฐมตรี ชั้น 11 กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายปีร์กะ ตาปิโอละ (H.E.Mr. Pirkka Tapiola) เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ซึ่งเข้าเยี่ยมคารวะในวันนี้ที่กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมด้วย

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า  จากการพบปะหารือได้มีข้อสรุป4กระเด็น คือ

          ประเด็นที่หนึ่ง มีความเห็นร่วมกันในการใช้องค์การการค้าโลก(WTO)เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าในระบบพหุภาคี  เรื่องการปฏิรูปองค์การการค้าโลกให้มีสมาชิกองค์กรอุทธรณ์ เพื่อมาพิจารณาข้อพิพาทให้ได้โดยเร็ว เร่งสรุปการเจรจาเรื่องการอุดหนุนประมง และเห็นร่วมกันในการส่งเสริมการค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นต้น

          ประเด็นที่สอง เห็นตรงกันให้อียูและไทยทำ FTA ซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และนโยบายของรัฐบาลที่ตนนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดทำกรอบลงมือเจรจา เพื่อใช้เป็นต้นร่างในการนำไปสู่การขอความเห็นชอบจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปเพื่อเริ่มการเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไป ทางอียูคาดหวังว่าไทยจะเป็นประเทศที่ 3ของอาเซียนที่ทำ FTA กับอียู (2ประเทศแรกคือเวียดนามกับสิงคโปร์) ถ้ามีการทำ FTA ไทยกับอียูเกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์เรื่องการค้าและการลงทุน

          ประเด็นที่สาม เรื่องวัคซีน เห็นตรงกันเรื่องให้มี CL วัคซีนเกิดขึ้นเพื่อให้ทุกประเทศสามารถเข้าถึงวัคซีนได้ โดยจะดำเนินการเจรจาใน WTO ก่อนที่จะมีการประชุมใหญ่ 30พฤศจิกายน 2564เพื่อให้ได้แนวทาง

          และประเด็นที่สี่ ตนได้เชิญภาคเอกชนของอียูผ่านท่านทูต เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของประเทศไทยในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมปีนี้ จะมีการทำ Online Business Matching ระหว่างไทยกับผู้นำเข้ากลุ่มประเทศสหภาพยุโรป เช่น สเปน เดนมาร์ก อิตาลี  เป็นต้น โดยประเทศไทยจัดงานแสดงสินค้าหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มอาหารผลไม้ เครื่องดื่มกลุ่มเครื่องมือแพทย์ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า กลุ่มยางพารา และผลิตภัณฑ์ยาง เป็นต้น

         " สำหรับตัวเลขมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ปี 2563 เป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของประเทศไทย รองจาก อาเซียน จีน ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา มูลค่าการค้าร่วมกันประมาณ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.52 ของการค้าไทยกับโลก และประเทศไทยได้ดุลการค้าปีที่แล้วประมาณ 66,700 ล้านบาท ประเทศไทยส่งออกไปสหภาพยุโรป 550,000 ล้านบาท 4 เดือนแรกของปีนี้ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปแล้ว 218,000 ล้านบาท เป็นบวกถึง 18% สินค้าที่ส่งออกมาก คือ คอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ ไก่ ข้าวและเนื้อสัตว์ เป็นต้น " นายจุรินทร์ กล่าว

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 ณ จังหวัดกระบี่ (สร. 14 มิ.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ํามัน/ตรวจเยี่ยมโรงงานสกัดน้ํามัน ปาล์ม และพบปะเกษตรกรในพื้นที่อําเภออ่าวลึก มอบถุงยังชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากโควิด-19 ณ ชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ํามัน กระบี่ จํากัด สาขาอ่าวลึก จังหวัดกระบี่

          จากนั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า กลไกบริหารจะเข้ามาช่วยเสริมกลไกทางการตลาด เพื่อช่วยแก้ในบางช่วงบางเวลา ที่พวกผมพยายามช่วยคือช่วยลดปัญหาในอดีตเช่น 1.ปาล์มแทนที่จะขึ้นลงด้วยกลไกตลาดภายในประเทศ แต่ถูกปิดเบือนมีการลักลอบนำเข้าไม่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้ของล้นตลาด ตนได้หารือกับกรมการค้าภายในออกกฎระเบียบ ห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์มทางบกต้องนำเข้าทางเรือเท่านั้น ช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้าปาล์มมากดราคาในประเทศไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ

          2.ช่วยส่งเสริมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบเพื่อให้ดึงราคาในประเทศ โดยอุดหนุนกิโลกรัมละ 2 บาท ให้เร่งส่งออกช่วย โดยมีเงื่อนไข 2 ข้อ 1.จะอุดหนุนเมื่อสต๊อกในประเทศต้องล้นเกิน 300,000 ตัน 2.เมื่อราคาในตลาดโลกราคาถูกกว่าในประเทศและมาตรการอื่นๆ

          ขณะเดียวกันพระเอกอีกตัวหนึ่งที่ช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มถ้าราคาปาล์มตกลงมาต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท นโยบาย”ประกันรายได้เกษตรกร”ชาวสวนปาล์ม จะช่วยชดเชยเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

          อีกหนึ่งปัญหาในขณะนี้คือปุ๋ยแพง ที่ผ่านมาแม่ปุ๋ยรายใหญ่ประเทศหนึ่งคือจีน เปิดโอกาสให้อินเดียประมูลปุ๋ยเข้าประเทศล็อตใหญ่ทำให้ปริมาณปุ๋ยในประเทศจีนลดลงและจีนกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูหว่านฤดูใหม่ จีนจึงต้องเก็บสต๊อกปุ๋ยส่วนหนึ่งเพื่อดูแลเกษตรกรในประเทศ การส่งออกปุ๋ยลดลง ปุ๋ยในตลาดโลกราคาจึงสูงขึ้น ต้นทุนนำเข้าสูงขึ้น ซึ่งต่อไปนอกจากขอความร่วมมือจากผู้นำเข้าปุ๋ยแล้ว จะช่วยให้สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันสามารถซื้อปุ๋ยราคาพิเศษ โดยตนสั่งกรมการค้าภายในทำร่วมกับกระทรวงเกษตร เปิดบริการปุ๋ยราคาพิเศษ โดยขอความร่วมมือจากผู้นำเข้าคุยกับผู้ผลิตรายใหญ่ จะช่วยให้สมาชิกสหกรณ์สามารถลดต้นทุนปุ๋ยที่ราคาสูงลงมาได้

          สำหรับปัญหาเรื่องชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มจังหวัดกระบี่ที่ประสบปัญหาขาดทุนในช่วงที่ผ่านมาเพราะเกิดความไม่ชอบมาพากลในการบริหารจัดการของผู้บริหารชุดเก่า ขณะนี้ได้ดำเนินคดีอยู่ในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม ตอนนี้มีผู้บริหารชุดใหม่ที่ดำเนินการแก้ปัญหาทั้งหมดอยู่และแก้ปัญหาภาระหนี้สินประมาณ 900 ล้านบาทในภาพรวม วันนี้ผมเข้ามาช่วยประสานงานให้เจ้าหนี้รายใหญ่คือ ธ.ก.ส.ช่วยจัดทำแผนฟื้นฟูและได้คุยกับ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธ.ก.ส.ท่านกษาปณ์ เงินรวง จะส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และผู้บริหารชุดใหม่ของชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มจังหวัดกระบี่ จัดทำแผนฟื้นฟูและแผนในการช่วยแก้ปัญหาหนี้สินจะได้เดินหน้างานของชมรมสหกรณ์ได้ต่อไป คาดว่าจะบรรลุผลสำเร็จเร็วๆนี้จะช่วยให้ชุมนุมสหกรณ์มีสภาพคล่องเกิดขึ้น

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานโครงการ“จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร” เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 7 มิ.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธีเปิดงานโครงการ“จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร” ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วยพร้อมคณะผู้บริหาร เช่นนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บริหารสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร

          สำหรับโครงการนี้ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เกิดขึ้นเพราะอยากเห็นธุรกิจบริการมีคนช่วยมาทำหน้าที่เจ้าภาพเฉพาะกิจช่วยดูแล สำหรับภาคบริการคือภาคร้านอาหาร และในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์เข้ามามีส่วนการดำเนินการเพื่อต่อลมหายใจให้กับร้านอาหารแล้วครั้งหนึ่งคือโครงการพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot ที่ 11โดยนำแพลตฟอร์ม 5แพลตฟอร์ม ประกอบด้วย Robinhood Gojek LINEMAN Grab และ foodpanda เพื่อช่วยกันกำหนดมาตรการช่วยร้านอาหารและผู้บริโภคที่ซื้ออาหารผ่านแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ 3เรื่อง 1.ลดค่า GP จาก 30-35%เหลือ 25%ช่วยร้านอาหารให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2.ลดราคาสินค้าหรืออาหารให้กับผู้บริโภคที่ใช้บริการเดลิเวอรี่โดยลดราคาอาหารสูงสุดถึง 60%และ 3.ลดค่าส่งอาหารให้กับผู้บริโภคจาก 3-5กิโลเมตร ลดจาก 40บาทเหลือศูนย์บาท ยกเว้น LINEMAN

          " วันนี้ถือว่าเป็นการต่อสายป่านให้กับร้านอาหารภาค 2  ที่ส่วนหนึ่งอยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเรื่องเงินทุนหรือผ่อนปรนภาระหนี้สินที่มีอยู่ รวมทั้งหาแหล่งเงินกู้ โครงการ จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร โดยเชิญสถาบันการเงิน 5แห่ง มาทำหน้าที่ปล่อยกู้โดยเฉพาะ โดยผ่อนปรนให้มากที่สุด ประกอบด้วย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน

         ส่วนร้านอาหารประสานงานผ่าน 7สมาคม 1.สมาคมร้านอาหารไทยและสตรีทฟู๊ด 2.สมาคมภัตตาคารไทย 3.สมาคมร้านอาหารและธุรกิจท่องเที่ยวรายย่อย 4.สมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร 5.สมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร 6.สมาคมเชียงใหม่ภัตตาคารร้านอาหารและบันเทิง และ7.สมาคมร้านอาหารไทยจังหวัดกระบี่ รวมทั้งกลุ่มร้านอาหารอื่นๆทั่วทั้งประเทศโดยร้านอาหารทั่วทั้งประเทศที่อยู่ในระบบทะเบียน มีทั้งสิ้นประมาณ 120,000รายโดยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประมาณ 16,000ราย ที่เหลือจดทะเบียนทำธุรกิจในฐานะบุคคลธรรมดา โดย 120,000รายจะสามารถเข้ามาร่วมโครงการเจรจากับสถาบันการเงินทั้ง 5แห่งได้ทั้งในส่วนกลางส่วนภูมิภาค " นายจุรินทร์ กล่าว

        รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อด้วยว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยให้ร้านอาหารสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ หรือเข้าถึงสถาบันการเงินโดยมีดอกเบี้ยราคาพิเศษและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี และเงื่อนไขผ่อนปรนอื่นๆ เพื่อให้โครงการนี้สามารถช่วยร้านอาหารได้จริงในทางปฏิบัติเพราะรัฐบาลมีวงเงินให้สถาบันการเงินเหล่านี้ในการปล่อยกู้ให้ภาคธุรกิจบริการรวมทั้งเอสเอ็มอีและไมโครเอสเอ็มอี และโครงการนี้จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ (7 มิถุนายน2564) จนถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2564 โดยก่อนหน้านี้ได้มีการจัดอบรมโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความรู้กับสถาบันการเงินร่วมกับร้านอาหารที่สนใจใช้บริการสถาบันการเงินในการเตรียมตัวก่อนดำเนินการกู้เงินในวันนี้ โดยมีผู้เข้าชมกว่า 6,000 คนและมีการแชร์ออกไปอีกเป็นจำนวนมากไปแล้ว

---------------------------------------

นาย ฟาน จี๊ ทัญ เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจําประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการค้าระหว่างกัน เมื่อวันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน 2564

          นาย ฟาน จี๊ ทัญ เอกอัครราชทูตแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจําประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรองข้างห้องสํานักงานรัฐมนตรี ชั้น 11 สำนักรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้อนรับเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย ซึ่งเตรียมฉลองครบรอบ 45 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม เร่งหารือแนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจและการค้าในยุคโควิด-19 พร้อมผลักดันแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการส่งออกสินค้าไทย

          ภายหลังการเข้าพบหารือ นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เวียดนาม เป็นปีที่ 45 เรามีมูลค่าการค้าระหว่างไทย-เวียดนามปี 2563 ซึ่งตั้งเป้า 600,000 ล้านบาท ทำได้ 517,524 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์โควิด ในมูลค่าการค้านั้นไทยส่งออกไปเวียดนาม 346,063 ล้านบาท ประเทศเวียดนามถือคู่ค้าอันดับ 6 ของไทยในโลกและเป็นลำดับ 3 ของกลุ่มประเทศอาเซียน และใน 4 เดือนแรกปีนี้การค้าไทย-เวียดนามขยายตัวถึง 20% สินค้าที่ไทยส่งออกไปเวียดนามส่วนมากรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และสินค้าที่เวียดนามส่งมาไทย โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดิบ เป็นต้น

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประเด็นที่ทูตเวียดนามนำมาหารือ 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 เนื่องจากประเทศไทยต้องเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมการค้าไทย-เวียดนามในปีนี้แต่ติดสถานการณ์โควิด วันนี้ได้ข้อสรุปว่าควรเป็นเดือนสิงหาคม ประเด็นที่ 2 ท่านทูตสนับสนุนความเห็นของตนที่ให้ความเห็นในการประชุมเอเปค ในประเด็นที่ไทยสนับสนุนให้ประเทศต่างๆสามารถใช้สิทธิพิเศษในการผลิตวัคซีนโดยให้เหตุผลสุขอนามัยของประชาชนหรือที่เรียกว่า CL วัคซีน หรือการมาตรการใช้ทริปส์ที่ให้ถือว่าวัคซีนปลอดการบังคับใช้สิทธิบัตรชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆสามารถผลิตวัคซีนได้ จะได้กระจายวัคซีนไปทั่วโลก ทั้งประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา

          " ท่านทูตเวียดนามสนับสนุนความเห็นของผมเรื่องนี้ และประเทศไทยขณะนี้มีโรงงานผลิตวัคซีนเองคือสยามไบโอไซเอนซ์ ถ้ามาตรการทั้งสองอันนี้บังคับใช้ได้ เรามีโอกาสในการช่วยผลิตวัคซีนและส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ต้องการโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนของเราและเวียดนามได้ด้วย " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          นอกจากนั้นนายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของตนได้หยิบมาหารือ 5 ประเด็น ประกอบด้วย

          ประเด็นที่ 1 ขอให้เวียดนามประชาสัมพันธ์ งานจับคู่ธุรกิจออนไลน์ระหว่างไทย-เวียดนามที่ไทยจัดขึ้น ในช่วงวันที่ 4-5 สิงหาคมเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน

          ประเด็นที่ 2 ขอทูตเวียดนามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด่านเพื่ออำนวยความสะดวกสินค้าไทยผ่านเวียดนามไปจีน เพราะบางด่วนประสบปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะด่านเวียดนาม ฝั่งจีนโหย่วอี้กวน

          ประเด็นที่ 3 เอกชนผู้ผลิตยาไทยได้ให้ข้อมูลมาที่กระทรวงพาณิชย์กรณีที่เวียดนามกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาที่เวียดนามมีความซับซ้อน จึงขอให้ผ่อนคลายกฏระเบียบให้เป็นมาตรฐานอาเซียนหรือ WHO ด้วย เพราะประเด็นนี้จะช่วยการส่งออกยาไปเวียดนาม

          ประเด็นที่ 4 เรื่องน้ำตาล เวียดนามขึ้นภาษีการทำตลาดน้ำตาลไทยในเวียดนามและขึ้นภาษีโดยใช้มาตรการตอบโต้การอุดหนุนโดยโดยคิดภาษีเพิ่มจาก 5% เป็น 5%+ 46% เป็น 51% จึงขอให้ช่วยพิจารณาผ่อนคลายมาตรการให้เป็นตามกรอบ WTO

          ประเด็นที่ 5 เรื่องสุกรที่ส่งไปประมาณปีละ 10,000 ล้านบาท ขอให้ช่วยประสานทางการเวียดนาม ให้ผ่อนคลายมาตรการเพื่อให้สุกรคุณภาพจากไทยส่งออกไปเวียดนามได้โดยสะดวก เพราะสุกรจากไทยเป็นที่ต้องการของเวียดนามอยู่แล้ว ซึ่งประเทศไทยเข้มงวดเรื่องสุขอนามัยและการส่งออกสุกรไปเวียดนามมาก โดยจะตรวจหมูทุกล็อตที่ออกจากไทยไปยังชายแดนและส่งออกไปต่างแดน 

          นายจุรินทร์ ระบุว่า สำหรับเป้าหมายส่งออกเวียดนาม ได้ตั้งเป้าเพิ่มมูลค้าระหว่างกันจากปัจจุบัน 20,000 ล้านเหรียญ หรือ 500,000 กว่าล้านบาทเป็น 25,000 ล้านเหรียญ หรือ 750,000 ล้านบาท โดยมอบหมายเจ้าหน้าที่อาวุโสทั้ง 2 ประเทศ หารือกันว่าจะต้องใช้เวลากี่ปีและนำมาหารือร่วมกันในการประชุม  JTC ร่วมกันในเดือนสิงหาคมต่อไป

---------------------------------------

 
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” Lot 11 (Food Delivery) เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2564 ณ ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (31 พ.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า วันนี้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมกันให้ความช่วยเหลือร้านอาหาร โดยประชุมร่วมกับแพลตฟอร์มทั้งหมด 5 แพลตฟอร์ม ที่ให้บริการ Food Delivery และตัวแทนร้านอาหารทั่วประเทศ เช่น สมาคมการค้าธุรกิจร้านอาหาร สมาคมผู้ประกอบการร้านอาหาร สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมร้านอาหารไทยและสตรีทฟู้ด สมาคมร้านอาหารและบันเทิงเชียงใหม่ ชมรมผู้ประกอบการร้านอาหาร เป็นต้น และผู้แทนสถาบันการเงิน 6 สถาบัน 1.SME D Bank 2.ธนาคารกรุงไทย 3.ธนาคารออมสิน 4.ธนาคารอิสลาม 5.ธ.ก.ส. และ6. บสย.

          มี 2 ประเด็น เพื่อช่วยสนับสนุนร้านอาหารในภาวะวิกฤตโควิด

          ประเด็นที่ 1 จัดโครงการพาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน Lot 11 เพื่อช่วยเหลือบุคคล 2 กลุ่ม 1.กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารที่ขายอาหารผ่านแพลตฟอร์ม  2.กลุ่มผู้บริโภคซึ่งซื้ออาหารผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารจะมีการลดค่า GP ที่แพลตฟอร์มคิดกับร้านอาหารจากเฉลี่ย 35% -25% ลงมาเหลือ 25% มีแพลตฟอร์มที่จะเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 5 แพลตฟอร์ม 1.Robinhood 2. foodpanda 3.Grab 4.Gojek และ 5.Linemanลดค่า GP เหลือ 25% ในภาพรวม ยกเว้น Robinhood ไม่คิดค่า GP และ foodpanda ไม่คิดค่า GP สำหรับร้านใหม่ สำหรับผู้บริโภคมี 2 ส่วน 1.ลดราคาอาหารที่ขายผ่านแพลตฟอร์มทั้ง 5 แพลตฟอร์มสูงสุด 60% และจะลดค่าขนส่ง 4 แพลตฟอร์ม ใน 3-5 กิโลเมตรแรก ลดสูงสุดจาก 40 บาทเหลือ 0 บาท ประกอบด้วย 1.Robinhood 2.foodpanda 3.Grab และ 4.Gojek ตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2564  ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล สำหรับค่า GP ส่วนค่าอาหารจะลดทั่วประเทศ และ

          ประเด็นที่ 2 จัดโครงการแมตช์ชิ่งเงินกู้ให้กับร้านอาหารทั่วประเทศโดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นตัวกลางช่วยร้านอาหารสามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี  ได้รับความร่วมมือจาก 6 สถาบันการเงิน ประกอบด้วย 1.SME D Bank 2.ธนาคารกรุงไทย 3.ธนาคารออมสิน 4.ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย 5.ธ.ก.ส. และ 6.บสย. มีการจัด 2 กิจกรรม 1.ให้สถาบันการเงินให้ข้อมูลกับร้านอาหารที่สนใจเข้าถึงแหล่งเงินกู้วันที่ 1-6 มิถุนายน 2564ในรูปแบบออนไลน์ และต่างจังหวัดจะให้พาณิชย์จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการให้ร้านอาหารที่สนใจสอบถามข้อมูลจากสถาบันการเงิน 2.จะมีการจับแมตช์ชิ่งให้ยื่นเรื่องเพื่อขอกู้เงินตามเงื่อนไขทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ในวันที่ 7-20 มิถุนายน 2564  เพื่อช่วยให้ร้านอาหารในช่วงวิกฤติโควิดได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำและปลอดหลักทรัพย์ในบางกรณี โดยร้านอาหารที่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่จดทะเบียนไว้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นนิติบุคคล 15,967 ร้าน และบุคคลธรรมดา 103,000 ร้าน รวมแล้ว 118,967 ร้าน  โดยผู้ประกอบการแพลตฟอร์มจะสูญเสียรายได้ 250-350 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

********************

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่เข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 26 พฤษภาคม 2564 ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี (สร. 27 พ.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมเรือสินค้า MSC Amsterdam และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้สินค้า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อําเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า สถานการการส่งออกของไทย โดยเฉพาะในปี 2564 ตัวขับเคลื่อนสำคัญคือการส่งออกและต้นปีนี้การส่งออกก็เป็นบวก เดือนมีนาคมเป็นบวกถึง 8.47% และเดือนเมษายนบวกถึง 13.09% และยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น การส่งออกเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การแก้ปัญหาการส่งออกจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ การส่งออกประกอบด้วยการขนสินค้าทางบก ทางอากาศและทางเรือ การขนส่งสินค้าทางเรือมีประเด็นปัญหาคือตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าเพื่อลงเรือส่งออกขาดแคลนเนื่องจากก่อนเกิดสถานการณ์โควิดมีการส่งสินค้าไปสหรัฐและสหภาพยุโรปจำนวนมากแต่ส่งสินค้ากลับมาน้อย ตู้ไปค้างอยู่ที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป แต่ประเทศจีนมีศักยภาพสามารถนำตู้ไปใช้ในการส่งออกได้มาก สำหรับประเทศไทยเมื่อผมได้ประชุม กรอ.พาณิชย์ การท่าเรือร่วมกับภาคเอกชนมาโดยใกล้ชิดได้ข้อสรุปว่าจากนี้ไปเราจะแก้ปัญหาโดยจะเปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เข้ามาแหลมฉบังให้เรือขนาด 300-400 เมตรเข้ามาเทียบท่าได้จะช่วยให้ เราสามารถไปปลายทางได้เลยช่วยลดต้นทุนสามารถขนตู้เปล่าและตู้ที่มีสินค้าเข้ามา จะมีตู้เปล่าที่ส่งสินค้าออกได้มากขึ้น หลังจากที่ตนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้การท่าเรือแก้ประกาศจับประกาศใหม่อนุญาตให้เรือ 300-400 เมตรเข้าเทียบท่าได้ มีมาหลายลำแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 และ 17 เมษายน 2564 20 เมษายน 2564 และวันที่ 5 พฤษภาคม เป็นลำใหญ่ขนาด 399 เมตร สามารถบรรทุกตู้เข้ามาได้ประมาณ 12,000 ตู้ และวันนี้เรือสินค้า MSC Amsterdam ขนาด 399 เมตรสามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาได้ประมาณ 4,000 ตู้ สามารถบรรจุสินค้าลงไปได้ประมาณ 80,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าสินค้าที่ส่งออกประมาณ 6,000 ล้านบาท และยังมีอีกสองลำที่จะเข้ามาวันที่ 2 มิถุนายน 395 เมตรและ 19 มิถุนายน 398 เมตร

          " รวมแล้วทั้งหมดจะเป็น 7 ลำ สามารถบรรทุกตู้เปล่าเข้ามาประมาณ 23,000 ตู้ สามารถขนสินค้าออกไปได้ประมาณ 458,000 ตันรวมมูลค่าให้การส่งออกเพิ่มขึ้นจากการได้ตู้เปล่าประมาณ 35,000 ล้านบาท คือผลที่เป็นรูปธรรมจากการร่วมกันแก้ปัญหาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชนและกรมเจ้าท่า

 ขณะนี้ตู้เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลความต้องการใช้ตู้เปล่าเดือนหนึ่งประมาณ 128,000 ตู้ เรามีตู้ประมาณ 130,000 ตู้ เริ่มเข้าสู่สภาวะสมดุลแล้ว แต่ต้องติดตามสถานการณ์และกรมเจ้าท่าต้องอำนวยความสะดวกโดยเร็วที่สุด เปิดโอกาสให้เรือขนาดใหญ่เอาตู้เปล่าเข้ามาและเราส่งสินค้าออกไปได้มากขึ้นจะช่วยให้ตัวเลขส่งออกของเราเป็นบวกได้ต่อและจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป

          ผมเชื่อว่าศักยภาพการส่งออกสินค้าไทยไปต่างประเทศยังมีเพิ่มขึ้น ภาคเอกชนสายการเดินเรือต้องเข้ามาช่วยในการจัดหาตู้และกรมเจ้าท่าต้องอนุญาตโดยเร็วในการดำเนินการ และได้มีประกาศใหม่ให้ใบอนุญาตสำหรับเรือขนตู้ขนาด 300-400 เมตรภายในเวลา 2 ปี แต่ตนจะไปเจรจาว่าทำไมไม่เป็นตลอดไปเพราะการส่งออกยังเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ หากจำเป็นต้องปรับปรุงร่องน้ำหรือปรับปรุงอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ก็จะต้องลงทุนเพิ่มเติมเพื่อแลกกับตัวเลขการส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศตนเชื่อว่าคุ้มแน่นอน " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

---------------------------------------

H.E. Mr. Tumar Amarsanaa เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งมองโกเลียประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2564 (สร. 20 พ.ค. 64)

          นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้อนรับนายทูมูร์ อามาร์ซานา H.E. Mr. Tumar Amarsanaa เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย โดยใช้เวลาหารือร่วม 1ชั่วโมงภายหลังการหารือ

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กระทรวงพาณิชย์ได้มีโอกาสต้อนรับท่านทูตจากมองโกเลียหลังจากมีความสัมพันธ์ระหว่าง 2ประเทศมา 47ปี

          โดยประเทศมองโกเลียมีประชากร 3,300,000คน มีจีดีพีประมาณ 440,000ล้านบาท ถือเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญลำดับ 6ของไทยในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับมองโกเลียปี 2563ประมาณ 1,140ล้านบาท ประโยชน์ที่จะได้รับคือมองโกเลียสามารถใช้ประเทศไทยเป็นประตูการค้าสู่อาเซียนได้ เพราะมีศักยภาพในเรื่องของการส่งออกสินแร่ หนังสัตว์ เป็นต้น และประเทศไทยสามารถใช้มองโกเลียเป็นประตูการค้าสู่รัสเซียหรือกลุ่มประเทศที่แตกตัวจากรัสเซียได้

          "จากการหารือมองโกเลียต้องการขยายความร่วมมือทางการค้าระหว่างกันและส่งออกเนื้อสัตว์ และนมมาประเทศไทย ตลาดใหญ่มองโกเลียคือ จีนและรัสเซีย โดยไทยยินดีให้การสนับสนุนโดยต้องผ่านการรับรองความปลอดภัยด้านอาหาร ผ่านกรมวิชาการเกษตรและกรมปศุสัตว์ของไทยและดำเนินการขั้นตอนให้ครบถ้วน จากนั้นกระทรวงพาณิชย์ยินดีให้การสนับสนุน

          และท่านทูตขอให้ช่วยสนับสนุนการจัดทำข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองการลงทุนระหว่างกัน ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะทำโมเดลกลางรูปแบบการคุ้มครองการลงทุนที่เป็นมาตรฐาน จะสามารถนำไปใช้กับทุกประเทศในโลก

          และสนใจทำข้อตกลงเรื่องการไม่จัดเก็บภาษีซ้อน

          และมีความเห็นเรื่องการลดต้นทุนการขนส่งสินค้าจากไทยไปมองโกเลีย เนื่องจากต้นทุนค่อนข้างสูง เพราะห่างไกลและเน้นการขนส่งสินค้าทางเรือเป็นหลัก ควรเพิ่มเส้นทางทางบกเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

          และมองโกเลียสนใจที่จะต้อนรับการลงทุนทางด้านสุขภาพจากนักลงทุนชาวไทยเพราะมีโรงพยาบาลบางแห่งเริ่มไปลงทุนในมองโกเลีย" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

          นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่หารือ 1.ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน 2.เชิญให้ท่านทูตประสานผู้นำเข้าจากมองโกเลียเข้าร่วมงานTHAIFAX ที่กระทรวงพาณิชย์จัดในเดือนกันยายน 2564ประสานให้เอกชนหรือผู้นำเข้าของมองโกเลียเข้าร่วมงานจับคู่ธุรกิจ สนับสนุนการนำเข้าสินค้าอาหารของไทย ทั้งข้าว เครื่องปรุงรส อาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม น้ำตาล ผลิตภัณฑ์ยางและเครื่องมือแพทย์ รวมถึงกระดาษด้วย

          และประเด็นถัดมา เมื่อการเดินทางสามารถทำได้ให้ประสานให้นักท่องเที่ยวจากมองโกเลียเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยโดยเข้ามารับบริการด้านสุขภาพ

          และได้ข้อสรุปร่วมกันคือ 1.จะเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันจากปีที่แล้ว 1,140ล้านบาท เป็น 3,000ล้านบาท ในปี 2566

          2.มีคณะทำงานร่วมเจรจาระหว่างไทยกับมองโกเลีย เสนอให้มีการจัดตั้งอนุกรรมการทางการค้า โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นเจ้าภาพร่วมเจรจากับมองโกเลีย

          3.จะร่วมมือกันเร่งกำหนดข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันและเร่งบังคับใช้ข้อตกลงการจัดเก็บภาษีซ้อนโดยเร็ว

          4.จะทำงานร่วมกันในการลดต้นทุนการขนส่ง

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและการส่งออกของนิวซีแลนด์ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11 กระทรวงพาณิชย์ (สร. 17 พ.ค. 64)

          นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์หารือทางโทรศัพท์กับรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและการส่งออกของนิวซีแลนด์ (นายเดเมียน โอ คอนเนอร์) ผ่านระบบ VDO Conference ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการโสมสวลี ชั้น 11สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          ภายหลังการหารือ นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ได้มีโอกาสหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงการค้าของนิวซีแลนด์ในฐานะที่ปีนี้นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค และในปีหน้าไทยจะรับไม้ต่อจากนิวซีแลนด์โดยการเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีนี้เป็นต้นไป สำหรับเอเปคนั้นเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันของกลุ่มประเทศในเอเชียและแปซิฟิคจำนวน 21ประเทศ ก่อตั้งตั้งแต่ปี 2532มูลค่าการค้าของไทยกับเอเปคปีละประมาณ 10ล้านล้านบาท คิดเป็น 70%ของมูลค่าการค้าของไทยต่อการค้ารวมกับทุกประเทศในโลก

          วันนี้สาระสำคัญของการหารือทางท่านรัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ในฐานะประเทศเจ้าภาพการประชุม มีดำริที่ต้องการออกแถลงการณ์ร่วมผลจากการประชุมเอเปคปีนี้ 3แถลงการณ์ และขอความเห็นจากตนในฐานะรัฐมนตรีการค้าของประเทศไทย "ผมได้แจ้งว่าประเทศไทยให้ความยินดีในการสนับสนุนแถลงการณ์ร่วมทั้ง 3ฉบับประกอบด้วยฉบับที่ 1แถลงการณ์ร่วมฉบับใหญ่ของรัฐมนตรีการค้าเอเปคทั้งหมด สาระสำคัญ ประเด็นที่ 1กำหนดให้การค้านั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการที่ช่วยแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด ประเด็นที่ 2เอเปคสนับสนุนการค้าในระบบพหุภาคีโดยเฉพาะในรูป WTO ประเด็นที่ 3เอเปคสนับสนุนเศรษฐกิจแบบ BCG คือทั้งเศรษฐกิจ Bio Economy เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน

          แถลงการณ์ฉบับที่ 2กำหนดให้สมาชิกในกลุ่มประเทศเอเปค จะไม่จำกัดการส่งออกวัคซีนโควิด ยกเว้นมีข้อจำกัดตามที่ WTO กำหนดไว้เท่านั้น เช่น ไม่พอใช้ในประเทศเป็นต้น

          แถลงการณ์ฉบับที่ 3ภาคบริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเอเปคต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านโลจิสติกส์สนับสนุนกระบวนการนำเข้าส่งออกทางผ่านด่านต่างๆด้วยระบบดิจิตอลในสินค้าที่จำเป็นในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ทั้งเครื่องมือแพทย์ วัคซีน อาหาร สินค้าเกษตร หรือสินค้าเครื่องใช้ในบ้านในยุค New Normal " นายจุรินทร์ กล่าว

          และว่าประเด็นหารือเพิ่มเติมตนได้แจ้งให้รัฐมนตรีนิวซีแลนด์ทราบว่าตนตอบรับการเข้าร่วมประชุมในวันที่ 4และ 5มิถุนายนปีนี้แล้ว ที่นิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพโดยการประชุมวันที่ 4เป็นการประชุมรัฐมนตรีการค้าร่วมกับสภาธุรกิจเอกชนเอเปคซึ่งการประชุมวันนั้นจะแบ่งออกเป็น 3กลุ่ม 1.การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ 2.เรื่องการรับมือเศรษฐกิจต่อวิกฤติโควิด  3.กลุ่มที่ว่าด้วยการฟื้นตัวเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนหลังสถานการณ์โควิด

          ซึ่งประเทศไทยประสงค์จะเข้าร่วมในกลุ่มที่ 2คือเรื่องการรับมือทางด้านเศรษฐกิจต่อสถานการณ์โควิดปัจจุบัน และการประชุมวันที่ 5มิถุนายนเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีโดยเฉพาะของกลุ่มประเทศเอเปค

          ประเด็นเพิ่มเติมนิวซีแลนด์ขอให้ประเทศไทยช่วยสนับสนุนการนำเข้าเมล็ดพันธุ์หอมใหญ่ของนิวซีแลนด์คิดภาษีเป็นศูนย์ ตามข้อตกลง FTA ระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์อยู่แล้วแต่เรายังดำเนินการได้ไม่ครบถ้วน ซึ่งตนจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ในเดือนกรกฎาคม และตนได้ขอให้ทางนิวซีแลนด์ช่วยนำเข้าสินค้าที่จำเป็นต่อสถานการณ์โควิดเพิ่มเติมมากขึ้นจากการนำเข้าปกติที่ผ่านมา โดยขอให้นำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์เช่น ถุงมือยาง ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้ เช่นลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง มังคุด เพราะผ่านการตรวจสอบด้านสุขอนามัยจากนิวซีแลนด์เรียบร้อยแล้ว และทางนิวซีแลนด์ให้การรับรองแล้ว ขอให้นำเข้าเพิ่มเติมเป็นพิเศษนอกจากผลไม้ชนิดอื่นๆที่มีการนำเข้าโดยปกติ

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน Kick off โครงการ “Mobile พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” เมื่อวันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม 2564 ณ บริเวณป้ายกระทรวงพาณิชย์ ริมถนนหน้ากระทรวงพาณิชย์ (สร. 10 พ.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำพาณิชย์จัดโมบายพาณิชย์ ลดราคา ! ช่วยประชาชน 730คัน ลดสูงสุด 60%ช่วยประชาชนช่วงโควิด ตระเวนจอดขายของราคาถูก 500ชุมชน ทั้งกรุงเทพและปริมณฑล

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นการเปิดตัวโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot ที่ 10ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 9 Lot โดย Lot นี้ กระทรวงพาณิชย์จัดในรูปแบบรถ Mobile พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน ที่จะตระเวนไปจำหน่ายสินค้าราคาถูกทั่วกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด เพื่อที่จะให้สามารถนำสินค้าและให้บริการสินค้าต่างๆในราคาถูกไปจำหน่ายให้พี่น้องประชาชนถึงชุมชนต่างๆ ให้พี่น้องประชาชนที่จำเป็นต้องกักตัวอยู่ในชุมชนสามารถได้รับบริการที่ทั่วถึง โดยได้จัดรถ Mobile ทั้งหมด 730คัน วิ่งกระจายไปทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ส่วนนึงจะไปจอดที่สำนักงานเขตทั้ง 50เขต ทั่วกรุงเทพมหานคร จอดประมาณครึ่งวัน แล้วจะตระเวนไปตามจุดและชุมชนต่างๆ จะเข้าไปในชุมชนประมาณ 400-500ชุมชน สินค้าราคาถูกประกอบด้วย 2ส่วน 1.สินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค 6ชนิด และ 2.สินค้าอุปโภคบริโภค 6หมวด สำหรับสินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวัน 6ชนิดประกอบด้วย 1.ข้าวสารถุงเป็นข้าวหอมมะลิ กิโลกรัมละ 30บาท 2.ไข่ไก่ เบอร์สาม 3-4แผงละ 30ฟอง ราคา 83บาท ตกฟองละ 2.77บาท 3.น้ำมันพืชขนาด 1ลิตร ขวดละ 43บาท 4.น้ำตาลถุงละ 1กิโลกรัม 20บาท 5.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองละ 5บาท และ 6.ปลากระป๋อง กระป๋องละ 12บาท

          และสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคอีก 6หมวด หมวดที่หนึ่งอาหารสำเร็จรูปมี 11รายการ ลดสูงสุด 33%หมวดที่สองซอสปรุงรส 16รายการ ลดสูงสุด 28%หมวดที่สามของใช้ประจำวัน 16รายการ ลดสูงสุด 50%หมวดที่สี่สินค้าสำหรับชำระร่างกาย 4รายการ ลดสูงสุด 60%หมวดที่ห้าสินค้าสำหรับการซักล้าง 23รายการ ลดสูงสุด 54%และหมวดที่หกยา 3รายการ ลดสูงสุด 23% โดยภาพรวมสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภค 6หมวดนี้ ลดราคาเฉลี่ยสูงสุด 60%  โดยจะเริ่มดำเนินการออกให้บริการพี่น้องประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลประมาณ 400-500ชุมชนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเป็นเวลา 30วันถึงวันที่ 8มิถุนายน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 250ล้านบาท  ได้รับความร่วมมือจากตลาดทั้งหมด 7ตลาด 1.ตลาดสี่มุมเมือง 2.ตลาดไท 3.ตลาดยิ่งเจริญ 4.ตลาดมีนบุรี 5. ตลาดเวิลด์มาร์เก็ต 6.ตลาดเสรีสายห้า และ 7.ตลาดบางใหญ่

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบนโยบายให้กับทีม Salesman จังหวัดในรูปแบบออนไลน์ เมื่อวันพุธที่ 21 เมษายน 2564 ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าฯ รัชดาภิเษก (สร. 22 มี.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบนโยบายให้กับทีม Salesman จังหวัดในรูปแบบ ออนไลน์ผ่านระบบ Webinar ภายใต้โครงการฝึกอบรมเชิง ปฏิบัติการ Salesman จังหวัด Go-inter ณ สถาบันพัฒนา ผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ (ถนนรัชดาภิเษก) กรุงเทพฯ

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ประเด็นที่หนึ่ง ในเรื่องของการส่งออกของประเทศไทยซึ่งถือเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนจีดีพีหรือภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยในหลาย 10 ปีที่ผ่านมา การส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ และมีความเห็นตรงกันว่าการส่งออกของไทยน่าจะพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว และกำลังทะยานขึ้น ตัวเลขการส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้นเป็นลำดับ หลังจากที่ประเผชิญกับวิกฤตโควิด สงครามการค้า และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตัวเลขการส่งออกที่ต่ำสุดช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 ติดลบ 22% เดือนมิถุนายนติดลบ 23% แต่หลังจากนั้นติดลบน้อยลงเป็นลำดับ ถึงเดือนกรกฎาคมติดลบ 11 % และเดือนธันวาคม 63 บวกถึง 4.7% และปีนี้ตัวเลขเดือนมกราคมเป็นบวก กุมภาพันธ์แม้ภาพรวมติดลบ แต่ถ้าเอาทองคำ ยุทธปัจจัย และน้ำมันออก เหลือแต่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงถือว่าตัวเลขยังเป็นบวกอยู่

          เดือนมีนาคมคาดการณ์ว่าตัวเลขจะเป็นบวกไม่น้อยกว่า 8 % การส่งออกของเรายังมีสัญญาณที่ดี ทะยานขึ้นเป็นลำดับ

          สำหรับสินค้าสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนการส่งออกประกอบด้วย สินค้าเกษตร สินค้าอาหาร เครื่องใช้ในบ้าน และภาคอุตสาหกรรม อื่นๆ ผลิตผลทางการเกษตรที่ยังมีอนาคตโดยอาหารนั้นประกอบด้วยผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และอาหารกระป๋อง มีการขยายตัวที่ดี ตลาดสำคัญที่มีศักยภาพ รองรับสินค้าของไทย เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่นอาเซียน CLMV และตลาดในทวีปออสเตรเลีย ขยายตัวได้ดี แม้การท่องเที่ยวจะติดปัญหาอุปสรรค การส่งออกยังเดินหน้าต่อไปได้ จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญต่อไปภายใต้ความร่วมมือทำงานหนักระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนทั้งทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ

          ประเด็นที่สอง เรื่องไทม์ไลน์การจับคู่ธุรกิจด้วยระบบออนไลน์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการมีผลช่วยให้ยอดตัวเลขส่งออกเพิ่มขึ้น หลังวิกฤตโควิดได้มีการปรับรูปแบบเจรจาเพื่อการส่งออกเป็นระบบออนไลน์มากขึ้น และเกือบเต็มรูปแบบ โดยกระทรวงพาณิชย์สามารถผลิตนวัตกรรมทางการตลาดรูปแบบใหม่ให้เกิดขึ้นหลายรูปแบบเช่น ไฮบริด ส่งสินค้าจริงไปยังประเทศปลายทางและเจรจาซื้อขายกันด้วยระบบออนไลน์ หรือ Mirror Mirror และรูปแบบจับคู่ธุรกิจออนไลน์ Online Business Matching (OBM)โดยทีมเซลล์แมนประเทศเจรจาและจัดพื้นที่ให้มีการเจรจาผ่านระบบออนไลน์ ผู้ส่งออกของไทยสามารถเจรจาทำสัญญาซื้อขายเจรจาจับคู่ ปี 2563 สามารถทำยอดขายเฉพาะระบบ OBM 15,000 ล้านบาท และปี 64 ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ได้ไม่ต่ำกว่า 16,000 ล้านบาท เดือนมกราคมถึงมีนาคม 2564 ไตรมาสแรกดำเนินการจับคู่เจรจาธุรกิจ 33 ครั้งได้ 992 คู่ สามารถขายสินค้าให้กับผู้ส่งออกของไทย 325 ราย มีผู้นำเข้าจากต่างประเทศมาซื้อสินค้า 345 ราย ยอดซื้อขายไตรมาสแรกของปีนี้ 5,280 ล้านบาท ส่วนไตรมาสที่เหลือกำหนดแผนงานไว้ชัดเจนแล้ว กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแม้ในภาวะวิกฤตโควิดเพื่อนำรายได้เข้าประเทศในทุกช่องทาง กำหนดเป้าหมายจัดให้มีการจับคู่ 85 ครั้ง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ตั้งเป้าจับคู่ไม่ต่ำกว่า 2,500 คู่ จะทำมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,600 ล้านบาท ตัวอย่าง เดือนพฤษภาคม 64 ทำกับห้าง Walmart ของสหรัฐอเมริกา และประเทศแอฟริกาใต้ จับคู่เพื่อขายสินค้าฮาลาลห้าในเดือนกรกฎาคม ขายอาหารสุขภาพในเดือนกรกฎาคม เป็นต้น

          " เพื่อให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดเซลล์แมนประเทศรับทราบว่ากระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจและทำงานไม่หยุดหย่อน กิจกรรมในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยทำยอดการเจรจาจับคู่ซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าจากต่างประเทศ เปิดพื้นที่ให้กับ SMEs และ Micro SMEs มาเจรจาจับคู่ในระบบ OBM ของกระทรวงพาณิชย์ได้ด้วย ในกิจกรรมเซลล์แมนจังหวัด Go-inter โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่(NEA) จะเชิญผู้มีประสบการณ์มาให้ความรู้เจรจาปิดการขาย ให้องค์ความรู้ การทำสัญญาโดยให้ความรู้เบื้องต้นกับทีมเซลล์แมนจังหวัดที่ประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาเกษตรกร Biz Club และกลุ่มอื่นๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นแม่ไก่นำความรู้ไปถ่ายทอดกับผู้ประกอบการต่อไป NEA จะเป็นผู้ติดตามว่ามีผู้ประกอบการใดที่มีศักยภาพ เชิญกลุ่มเหล่านี้มาพบกับเซลล์แมนประเทศ และผู้นำเข้าจากต่างประเทศต่อไป เพื่อเพิ่มยอดการส่งออกนำรายได้เข้าประเทศภายใต้การจัดการของกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับเซลล์แมนจังหวัด และเซลล์แมนประเทศต่อไป" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

---------------------------------------

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมสินค้า GI จากทุกภาคทั่วประเทศที่ร่วมงานแสดงสินค้า ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม 2564 ณ ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 1 เม.ย 64)

นายสินิตย์  เลิศไกร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมสินค้า GI จากทุกภาคทั่วประเทศที่ร่วมงานแสดงสินค้า ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่  31 มีนาคม  2564  ณ ชั้น 3 ลานอเนกประสงค์ กระทรวงพาณิชย์  (สำนักงานรัฐมนตรี 1 เม.ย 64)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการบุกตลาดจีน หัวข้อ “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม 2564 ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ (สร.31 มี.ค.64)

 

 

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการบุกตลาดจีน หัวข้อ “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) และกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “นโยบายการค่าตลาดจีนในยุค New Normal”  เมื่อวันพุธที่ 31 มีนาคม  2564  ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าฯ รัชดาภิเษก  (สร. 31 มี.ค. 64)

          กระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสมาคมการค้าไทย-ไห่หนาน จัดกิจกรรมการบุกตลาดจีน “พาณิชย์บุกตลาดจีน เชื่อมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน)” ภายใต้โครงการผลักดันการค้าระหว่างประเทศพันธมิตร (Strategic Partnership) ในตลาดจีน วันพุธที่ 31 มีนาคม 2564 โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อเร่งผลักดันการส่งออกไปตลาดจีน เน้นธุรกิจอาหารและบริการ หลังเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มสดใส ฟื้นตัวจากโควิด หวังใช้ มินิเอฟทีเอ (Mini-FTA) เชื่อมจีนรายมณฑล งานนี้มีนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน นายนที เมฆรุ่งโรจน์ นายกสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย นายวรพจน์ เพียรอภิธรรม นายกสมาคมการค้าไทยไหหลำและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมที่ห้องสัมมนา 4 (Auditorium) สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ถนนรัชดาภิเษก)พร้อมสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประจำประเทศจีนและพาณิชย์จังหวัดเป้าหมายเข้าร่วม ผ่านระบบออนไลน์

          นายจุรินทร์ เปิดงานและกล่าวปาฐกถา หัวข้อ “นโยบายการค้าสู่ตลาดจีน ในยุค New Normal” ในงานกิจกรรมการบุกตลาดจีนฯ“พาณิชย์บุกตลาดจีน เช่ือมโยงตลาดศักยภาพ (ไทย-ไห่หนาน) หลังจากนั้นนายจุรินทร์ กล่าวว่าสำหรับมินิเอฟทีเอระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานหรือไหหลำของจีน มีการดำเนินการตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบรายละเอียดระหว่างไทยกับจีน ฝ่ายไทยนั้นเสร็จสิ้นแล้วรอฝ่ายจีนซึ่งต้องมีกระบวนการตรวจสอบรายละเอียดในระดับประเทศและระดับมณฑลคาดว่าปลายเดือนเมษายนนี้จะมีการลงนามได้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ทางการค้าหรือประเทศที่เรามีมินิเอฟทีเอเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกคาดว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับไหหลำมากขึ้น

          ปีที่ผ่านมามีมูลค่าการค้าไทยส่งออกไปไหหลำประมาณ 7,000 ล้านบาท เชื่อว่าตัวเลขจะมากขึ้นเพราะไหหลำจะได้รับการพัฒนาเป็นฟรีพอร์ต เป็นฮ่องกง 2 ถือเป็นโอกาสดีที่สุดและเรามองเห็นตั้งแต่ท่านสีจิ้นผิง ประกาศนโยบายแล้ว เราถึงเข้าไปทำมินิเอฟทีเอด้วยกัน และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนทั้งสมาคมการค้าไทยไหหลำก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีมูลค่าการค้าปีที่แล้วระหว่างไทยกับจีน บวก 4.4% คาดว่าปี 64 จะมากกว่านั้นเพราะเศรษฐกิจจีนถือว่าฟื้นตัวเร็วที่สุดในโลกและไทยมีความสำคัญทางการค้าที่ดีกับจีนถือเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของไทยต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แล้ว

          " นอกจากไทย-ไห่หนานแล้วจะยังมีมินิเอฟทีเอ ไทยกับรัฐเตลังกานาของอินเดีย รัฐนี้เป็นรัฐที่จะมีการพัฒนาไปเป็นเมืองเฟอร์นิเจอร์ มีเฟอร์นิเจอร์ปาร์ค เกิดขึ้นที่ไฮเดอราบัด เป็นโอกาสทองของการส่งออกไม้ยางไทยที่จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์หรือส่งออกไปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูป และจะทำกับเมืองไทฟูของญี่ปุ่นที่เป็นเมืองอัญมณี หวังว่าจะช่วยให้การส่งอัญมณีเครื่องประดับของไทยไปยังประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น และเมืองคย็องกีของเกาหลี ซึ่งมีกลุ่มชาวเอเชียอยู่จำนวนมากหวังว่าจะช่วยเพิ่มตัวเลขการส่งออกอาหารด้วย เชื่อว่าปีนี้น่าจะจบได้ทั้งหมด ผมคิดว่าเอฟทีเอในภาพรวมอย่างเดียวไม่พอ เราต้องลงลึกในระดับมณฑลในระดับรัฐต่อรัฐ โดยเฉพาะในประเทศที่มีรัฐขนาดใหญ่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 3.5%-4% และมีความเป็นได้เป็นไปได้ที่จะถึงเป้าหรือเกินเป้าถ้าเศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วและวัคซีนกระจายไปได้เร็วทั้งโลกในภาพรวม" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

​​          รายงานข่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุด้วยว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งรัดการสร้างความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเจรจารายมณฑล/รัฐ/เมือง กับประเทศพันธมิตรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่มีแผนความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกัน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าเพื่อขยายการค้า การลงทุน และความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักร (Joint Economic and Trade Committee : JETCO) ​จีนในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอด 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 (ค.ศ. 2013)  ประกอบกับนโยบายการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของจีนที่จะเสริมสร้างศักยภาพให้แต่ละมณฑลมีความแข็งแกร่ง โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบของแต่ละมณฑล โดยเฉพาะในเชิงภูมิศาสตร์

 ​         ไห่หนาน เป็นมณฑลที่เล็กที่สุด ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า (Greater Bay Area : GBA) และเชื่อมโยงมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงภูมิภาคตามเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) ปัจจุบัน ไห่หนานได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปักกิ่งในการพัฒนาให้ก้าวสู่เขตการค้าเสรีระดับโลกในปี 2593 ความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นระหว่างไทยกับมณฑลไห่หนานจะเป็นโอกาสในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย

          ด้วยศักยภาพและความสำคัญของมณฑลไห่หนาน การเร่งสร้างความร่วมมือทางการค้าในเวทีระดับมณฑลระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับมณฑลไห่หนานจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญของรัฐในการส่งเสริมโอกาสแก่ผู้ประกอบการไทยในการดำเนินธุรกิจกับจีนผ่านมณฑลไห่หนาน ควบคู่กับการใช้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในเชิงชาติพันธุ์ของภาคเอกชน สำหรับโอกาสของสินค้าไทยที่มีศักยภาพในตลาดไห่หนาน ได้แก่ สินค้าเกษตร/ เกษตรแปรรูป ผลิตภัณฑ์ยางพารา อาหารสำเร็จรูป ของใช้ตกแต่งบ้าน สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม ตลอดจนธุรกิจบริการด้านการเงิน เป็นต้น

          การค้าระหว่างไทย – จีน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.21 ของการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยปี 2563 ไทย – จีนมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท (79,606 ล้านเหรียญสหรัฐ) ไทยส่งออกไปยังจีนมูลค่า 9.2 แสนล้านบาท (29,530 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ และเคมีภัณฑ์ ในขณะที่ไทยนำเข้าจากจีนมีมูลค่ามากถึง 1.5 ล้านล้านบาท (49,852 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าฯ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการค้าระหว่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรฯ

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์  นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าฯ ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศแห่งสหราชอาณาจักรฯ ในรูปแบบสามมิติ (Hologram) ร่วมกับนางเอลิซาเบธ ทรัส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 

          นายจุรินทร์กล่าวว่า การค้าระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรในปีที่ผ่านมามีมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากในอดีตเพราะสถานการณ์ของโควิด การร่วมมือกันเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องร่วมมือเพื่อเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ประเทศ ได้เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตและห่วงโซ่มูลค่าระหว่างกันให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืนบนรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างกันที่มั่นคงยาวนานกว่า 165 ปี  ตลอดปีที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ประเทศไทย และกระทรวงการค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักรได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อทบทวนนโยบายการค้าระหว่างกันจนในที่สุดได้เกิดผลลัพธ์ที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งในวันนี้คือการลงนามใน MoU ที่จะนำไปสู่การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (Joint Economic and Trade Committee: JETCO) ขึ้นมา JETCO จะเป็นเวทีหารือเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการตั้งแต่สหราชอาณาจักรได้ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

          ยินดีที่รับทราบว่าไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ได้ลงนามกับสหราชอาณาจักร เพื่อตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อเป็นเวทีในการทำงานร่วมกันลดอุปสรรคด้านการค้าเพิ่มการลงทุนขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสเอ็มอีโดยเริ่มจากสาขาที่มีความสำคัญ ได้แก่ เกษตรและอาหาร การเงิน สุขภาพ และเทคโนโลยีซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีศักยภาพและมีทรัพยากรที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันล้วนเป็นสาขาธุรกิจแห่งอนาคต ในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

          หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำงานร่วมกันในระหว่างรัฐต่อรัฐ หรือเอกชนต่อเอกชนภายใต้ JETCO จะมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาประเทศของเราทั้งสองซึ่งเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ การค้าที่สำคัญให้มีความใกล้ชิดยิ่งขึ้นและการมีการทำ FTA ระหว่างกันในอนาคตด้วย

          โดยคาดว่า จะสามารถเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันได้อีก 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีในปี 2567

          ทั้งนี้ ในปี 2563 การค้าระหว่างไทยและสหราชอาณาจักรมีมูลค่าการค้ารวม 4,875.69 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.51 แสนล้านบาท) ไทยส่งออก 3,087.20 ล้านเหรียญสหรัฐ (9.56 หมื่นล้านบาท) และนำเข้า 1,788.49 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.55 หมื่นล้านบาท) สินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยไปสหราชอาณาจักร เช่น ไก่แปรรูป ผลิตภัณฑ์ยาง รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ รถยนต์และอุปกรณ์ แผงวงจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากสหราชอาณาจักร เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องดื่ม เป็นต้นกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “เปิดตัวศูนย์อาร์เซ็ป (RCEP Center)” โดยมี นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564

 

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “เปิดตัวศูนย์อาร์เซ็ป (RCEP Center)” โดยมี นายสินิตย์  เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานด้วย  เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม  2564  ณ ศูนย์บริการข้อมูล FTA (FTA Center)ชั้น 3 กรมเจรจาการค้าฯ  (สร. 29 มี.ค. 64)         

          นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าข้อตกลง RCEP ได้มีการเจรจามาตลอด 8 ปีและประสบความสำเร็จในปีที่แล้ว เมื่อประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและตนได้มีโอกาสเป็นประธานรัฐมนตรีเศรษฐกิจในการเจรจาจนบรรลุข้อตกลงครบถ้วนจากที่ค้างคากว่า 13 ข้อบท จาก 20 ข้อบท นำมาสู่การลงนามร่วมกัน 15 ประเทศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 RCEP จึงเป็น FTA ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีจีดีพีรวมกันถึง 1 ใน 3 ของจีดีพีโลกและมีประชากรรวมกัน 1 ใน 3 ของโลก 2.2 พันล้านคน มูลค่าการค้าของไทยที่ค้าขายกับต่างประเทศ เฉพาะในกลุ่มประเทศ RCEP อีก 14 ประเทศที่เหลือมูลค่าการค้าของไทยคิดเป็น 2 ใน 3 ของมูลค่าการค้าทั้งหมดที่ไทยค้าขายกับต่างประเทศ ตัวเลขการค้า 8.5 ล้านล้านบาท ประโยชน์สำหรับประเทศไทยจะสามารถส่งออกทั้งสินค้าและบริการได้คล่องตัวสะดวกขึ้นภายใต้อัตราภาษีศูนย์ ที่จะเกิดขึ้นในทันทีที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้และอนาคตตามเงื่อนไขที่กำหนด

          ทั้งยางพารา มันสำปะหลัง ประมง ผักผลไม้ อาหารทั้งแช่แข็งและแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ากระดาษ พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องแต่งกาย ส่วนประกอบจักรยานยนต์ สำหรับภาคบริการจะได้ประโยชน์จากด้านการก่อสร้างซึ่งไทยมีศักยภาพ ด้านบริการสุขภาพ ภาพยนตร์ บันเทิง อนิเมชั่นที่เรียกว่าดิจิทัลคอนเทนท์ รวมทั้งภาคค้าปลีก

          สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือเร่งรัดการให้สัตยาบันซึ่งมีขั้นตอน 2 เรื่อง 1.ต้องผ่านความเห็นชอบของที่ประชุมรัฐสภา ตนได้นำเสนอเข้าที่ประชุมร่วมและได้รับความเห็นชอบแล้ว และ2.ดำเนินการกระบวนการภายในของหน่วยงานราชการต่างๆอย่างน้อย 3 หน่วยงาน 1.กรมการค้าต่างประเทศ ออกแบบ COให้จบ และประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน 2.กรมศุลกากรต้องประกาศอัตราภาษีให้สอดคล้องกับข้อตกลง 3.กระทรวงอุตสาหกรรมต้องออกประกาศเรื่องการนำเข้ารถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ตามข้อตกลง RCEP จากนั้นกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงต่างประเทศจะประสานงานการยื่นเรื่องให้สัตยาบันไปยังเลขาธิการอาเซียน ทำหน้าที่เป็นเลขานุการ RCEP ต่อไป ถือว่าจบการให้สัตยาบันของไทย

          โดยในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศต้องให้สัตยาบันอย่างน้อย 6 ประเทศ และนอกประเทศอาเซียน 5ประเทศ ไม่น้อยกว่า 3 ประเทศ เป็นอย่างน้อย 3 + 6 เป็น 9 ประเทศถึงจะถือว่ามีการให้สัตยาบัน RCEP และบังคับใช้ได้ต่อไป

          กระทรวงพาณิชย์จะต้องประสานงานกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการเกษตรเร่งรัดในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ส่งออก เอสเอ็มอี ภาคการเกษตร รับทราบข้อมูลและเนื้อหาสำคัญในข้อตกลง ให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงได้

          หัวใจสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ในภาพของสินค้า มีสินค้า 40,000 รายการโดยประมาณที่ต้องลดภาษีให้กับประเทศไทยให้เหลือศูนย์ และ 40,000 รายการนั้นมี 29,000 รายการที่คาดว่าจะสามารถลดได้ทันทีในวันที่ 1 มกราคม 2565 ส่วนที่เหลือประมาณ 9,000 รายการ จะลดภายใน 10 ถึง 20 ปีให้อัตราภาษีเป็นศูนย์ตามเงื่อนไขของแต่ละประเทศ สำหรับภาคบริการที่ให้ประเทศไทยได้รับสิทธิพิเศษสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ถึงร้อยละ 70 เป็นต้น เป็นการขยายโอกาสให้กับนักลงทุนไทย

          "วันนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเดินหน้าของกระทรวงพาณิชย์ที่เราได้มีการจัดตั้ง RCEP Center หรือศูนย์ให้บริการข้อมูล RCEP มีการให้บริการ 6 เรื่อง 1.รายละเอียด 2.สติการค้าระหว่างประเทศ 3.อัตราภาษี 4.ถิ่นกำเนิดสินค้า 5.มาตรการการค้าของไทย 6.ระบบติดตามเฝ้าระวัง

          โดยมีทั้งแบบออฟไลน์ตั้งอยู่ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการให้บริการออนไลน์ สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์ www.moc.go.th ที่ RCEP Center จะมีข้อมูลการให้บริการ ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ชิ้นโบว์แดงชิ้นหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์และของรัฐบาล" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีต้อนรับ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มีนาคม 2564 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 (สร.พณ.)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกันหลังจากที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่เดินทางเข้ามารับหน้าที่วันนี้ ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์จัดพิธีต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่งในวันนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์ให้คณะผู้บริหารบรรยายภารกิจต่างๆให้รัฐมนตรีช่วยได้รับทราบในเบื้องต้น

          จากนั้น นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งให้ตนเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด และในวันที่ 27 มีนาคม 2564 นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่าให้มีกำลังกาย ให้มีกำลังใจ กำลังปัญญา ปฎิบัติหน้าที่ให้ดีเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน วันนี้ตนได้เดินทางมาที่กระทรวงพาณิชย์ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและจะได้ทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ตนเน้นการทำงานเป็นทีมและอยู่ในหลักของธรรมาภิบาล เพื่อผลักดันให้กระทรวงพาณิชย์เดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางคือเศรษฐกิจเจริญเติบโต สู่เศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ยินดีต้อนรับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนมั่นใจว่าโดยประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของท่านรัฐมนตรีช่วย ที่สั่งสมมาตลอดการเป็นผู้แทนราษฎร 5 สมัยของจังหวัดสุราษฎร์ธานี และจะมีส่วนสำคัญในการเป็นพื้นฐานก้าวเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี และจะมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นโยบายของกระทรวงพาณิชย์บรรลุเป้าหมายประสบความสำเร็จต่อไป จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซึ่งงานของกระทรวงพาณิชย์มีอยู่จำนวนมากและมีผลกระทบต่อประชาชนทุกภาคส่วน ท่านจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการช่วยทำงานให้กับรัฐมนตรีว่าการและจับมือกับเพื่อนข้าราชการทุกท่านในการพากระทรวงเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลสามารถรับใช้ราชการและรับใช้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี

         และต่อจากนั้น นายจุรินทร์ได้ลงนามแบ่งงานของกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีภารกิจ 7 กรม 3 องค์การมหาชนกับ 1 รัฐวิสาหกิจ โดยจะมอบงานให้เช่นเดียวกับที่เคยมอบให้กับรัฐมนตรีช่วย"วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล" ก่อนหน้านี้ทุกประการโดยมอบงานให้รัฐมนตรีช่วยสั่งปฏิบัติราชการ 3 กรม คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ 3 องค์การมหาชนจะมอบให้ท่านดูทั้งหมดทั้งสถาบันอัญมณี ไอทีดี และศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ โดยนายจุรินทร์ระบุด้วยว่ามั่นใจว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระและขับเคลื่อนงานในความรับผิดชอบโดยตรงไปสู่ความสำเร็จได้ต่อไป และขอถือโอกาสมอบแผนงานปี 64 ที่ตนและเพื่อนข้าราชการทั้งกระทรวงกำหนดร่วมกันเดินหน้าขับเคลื่อนในปี 64 จำนวน 14 แผนงาน ที่จะถือเป็นแผนแม่บทสั่งปฏิบัติราชการต่อไป จากนั้นและนายจุรินทร์ และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบดอกไม้แสดงการต้อนรับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งมอบคำสั่งแบ่งงานและ 14 แผนงานปี 2564 ของกระทรวงพาณิชย์โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย

---------------------------------------------