ข่าวรัฐมนตรี
ข่าวรัฐมนตรี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิไทย โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563 ณ กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิไทย โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย  เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2563  ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 5 ส.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบรางวัลการประกวดข้าวหอมมะลิไทย โดยมีนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อนายบุญฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย สมาคมค้าข้าวไทย ในงานประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทย ปีการเพาะปลูก 2562/63ครั้งที่ 38  การประกวดข้าวตราคุณภาพดีเด่น ประจำปี 2563และการประกาศเกียรติคุณข้าวหอมมะลิบรรจุถุงที่ได้เครื่องหมายรับรองรูปพนมมือ ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า การประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยปีการเพาะปลูก 2562 - 2563ครั้งที่ 38การประกวดข้าวตราคุณภาพดีเด่นประจำปี 2563และการประกาศเกียรติคุณข้าวหอมมะลิบรรจุถุงที่ได้รับเครื่องหมายรับรองรูปพนมมือ รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการดำเนินโครงการประกันรายได้เพื่อพี่น้องเกษตรกรให้มีรายได้ที่เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตและเพียงพอต่อการดำรงชีพซึ่งสามารถดำเนินโครงการประกันรายได้ในพืชหลักทั้ง 5ชนิดรวมทั้งข้าว ตั้งแต่ในช่วงฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาภายในเวลาไม่ถึง 5เดือนซึ่งพิสูจน์ว่ารัฐบาลสามารถ "ทำได้ไว ทำได้จริง" ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้รับประโยชน์ถึง 4.3ล้านครัวเรือนทั่วทั้งประเทศ และเพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาข้าวไทยให้มีความยั่งยืนทั้งระบบห่วงโซ่รัฐบาลได้กำหนดวิสัยทัศน์ "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด" ภายใต้ยุทธศาสตร์ "ตลาดนำการผลิต"  เพื่อนำมาใช้ทำยุทธศาสตร์ข้าวแห่งชาติใน 5ปีถัดจากนี้ไปนับตั้งแต่ปี 2563คือปีนี้ไปจนกระทั่งถึงปี 2567 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่การจัดทำยุทธศาสตร์ข้าวไทยได้ นำตลาดมาเป็นแนวทางหลักในการกำหนดทางการผลิตข้าวต่อไปในช่วง5ปี เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาข้าวของเราและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันสินค้าข้าวอย่างยังยืนอนาคต

          " ทำให้ผู้ประกอบการตื่นตัวและเห็นความสำคัญในการผลิตข้าวหอมมะลิให้ได้คุณภาพดีตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้เกษตรกรในการรักษาพัฒนาคุณภาพข้าวไว้อย่างต่อเนื่องถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกท่านจะต้องมีส่วนช่วยกันรวมทั้งหัวใจสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยเพื่อให้ตรงตามความต้องการของตลาดและสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืนต่อไป  จะส่งผลให้นอกจากตลาดต่างประเทศแล้วก็ทำให้คนไทยได้บริโภคข้าวที่มีคุณภาพที่ดี" นายจุรินทร์ กล่าว

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลและผู้ที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิ โรงสีที่ชนะการประกวดข้าวตราคุณภาพดีเด่นและผู้ผลิตข้าวหอมมะลิบรรจุถุงรูปพนมมือที่ได้รับการประกาศเกียรติคุณที่สามารถรักษาคุณภาพไว้ได้อย่างสม่ำเสมอและขอขอบคุณกรมการค้าภายในและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ทำให้เกิดกิจกรรมในวันนี้ ขอขอบคุณสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่ให้การสนับสนุนการจัดการประกวดข้าวหอมมะลิของประเทศไทยมาโดยตลอด ปีนี้ได้จัดสรรเงินรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดข้าวหอมมะลิประเภทสถาบันเกษตรกรซึ่งจะเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เกษตรกรผลิตข้าวที่มีคุณภาพต่อไป โดยเชื่อมั่นว่างานในวันนี้จะเป็นก้าวสำคัญของการนำประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้นำทางด้านการผลิตการส่งออกข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลกสืบไป

รายชื่อผู้ชนะ

ประเภทเกษตรกรรายบุคคล

1.รางวัลชนะเลิศ นางประหยัดพร แก้วนอนิน จังหวัดสกลนคร

2. รองชนะเลิศอันดับ1นายฐาปกรณ์ เปดี หนองบัวลำภู

3. รองชนะเลิศอันดับ2นางพรทิพย์ แสนเมืองแก้ว จังหวัดร้อยเอ็ด

รายชื่อผู้ชนะประเภทสถาบันเกษตรกร

1.รางวัลชนะเลิศ ศูนย์ข้าวชุมชนตำบลเชียงเพ็ง จ. อุดรธานี

2. รองชนะเลิศอันดับ1ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านนาจาน จ.ยโสธร

3. รองชนะเลิศอันดับ2 ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านหนองผือ จ. กาฬสินธุ์

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการอบรม E-Commerce “เศรษฐกิจทันสมัย การค้าก้าวไกลไปกับดิจิทัล” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 ณ โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน (สร. 27 ก.ค 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ไปอบรมลักษณะนี้มาหลายจังหวัดแล้วมีผู้สนใจมากและส่วนใหญ่เราตั้งเป้าว่าจะอบรมไม่เกิน 300 คนต่อรุ่นเพื่อหวังผลทางการปฏิบัติและสถานการณ์เศรษฐกิจแต่เนื่องจากขณะนี้โลกเปลี่ยนไปมีการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่กระเทือนไปทั่วโลก ซึ่งเราเผชิญมาเป็นปีและยังไม่มีทีท่าว่าจะหายไป และยังมีสถานการณ์โควิด ซึ่งเป็นสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้น และกระทบกับพวกเราทุกคน โดยกระทบหมดทั้งโลกไม่ใช่เฉพาะจีน อเมริกา ยุโรป เอเชีย อาเซียน หรือประเทศไทยก็ไม่เว้น แม้แต่ภูเก็ต พังงา ทุกท่านทราบดี เพราะเผชิญกับสถานการณ์โดยตรง

          "เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน จะอยากหรือไม่อยาก เราก็กำลังโดนเปลี่ยน สิ่งนี้คือสิ่งที่เราต้องเตรียมการสำหรับการรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคนิวนอร์มอลที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการดำรงชีวิตหรือในเรื่องของการประกอบธุรกิจการค้า ทั้งการค้าในประเทศหรือการค้าระหว่างประเทศ เราก็ต้องเจอกับมันและต้องพร้อมที่จะปรับตัว การค้าเมื่อก่อนเป็นแบบออฟไลน์ คือเราผลิตอะไรได้เราก็แบกไปขายที่ตลาดนัด ตลาดสด ห้างโมเดิร์นเทรด ศูนย์การค้า เป็นต้น แต่พอโลกเปลี่ยน เราทำแบบเดิมไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าหยุดทำการค้าแบบออฟไลน์ ซึ่งยังมีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศหรือตลาดระหว่างประเทศแต่สิ่งที่ต้องเติมเข้ามาคืออีคอมเมิร์ซ ที่เป็นการค้าผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์หรือการค้าออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นการค้าของภาคธุรกิจ ภาคผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ยิ่งจังหวัดภูเก็ตยิ่งเห็นชัด agoda หรือ bnb รวมทั้งเว็บไซต์ต่างๆเพื่อการจองโรงแรมด้วยระบบออนไลน์ ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ นี่คืออีคอมเมิร์ซในภาคบริการ แต่ภาคผลิตภัณฑ์ ไมโครเอสเอ็มอี โอทอป การค้าออนไลน์จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์โควิด ที่คนออกจากบ้านไม่ได้ เดินมาซื้อของไม่ได้ หรือเราไปเดินขายเค้าก็ไม่กล้าซื้อ ระบบการค้าออนไลน์จึงมีความจำเป็น ถ้าคนเข้าใจก็ง่าย แต่ถ้าไม่เข้าใจก็จะยากมาก กระทรวงพาณิชย์จึงต้องสร้างองค์ความรู้และให้ความรู้กับทุกคนที่สนใจและต้องการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคนิวนอร์มอล การอบรมเรื่องการค้าออนไลน์จึงเกิดขึ้นและมีคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จไปก่อนหน้าเราแล้วมากมาย ไม่กี่วันมานี้ผมไปอบรมที่จังหวัดสงขลา เอาบังฮาซันไป ได้ผลดีมาก บังฮาซันขายปลาแห้ง กุ้งแห้ง ออนไลน์และเป็นพรีเซนเตอร์เอง วันนั้นมาทดลองเปิดไลฟ์สดขายออนไลน์สินค้าตัวเองประมาณ 10 - 20 นาทีขายได้ 200,000 กว่าบาท " นายจุรินทร์ กล่าว

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการค้าออนไลน์มีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกวัน แม้แต่การค้าระหว่างประเทศ ผมได้ปรับบทบาททูตพาณิชย์เป็นเซลล์แมนประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าเซลล์แมนประเทศ พาณิชย์จังหวัดต้องเป็นเซลล์แมนจังหวัด ระบบออนไลน์มีความจำเป็น เมื่อก่อนเวลาเราจัดแสดงสินค้าขายของต่างประเทศเราต้องไปเชิญบริษัทห้างร้านมาออกบูธและเชิญผู้นำเข้าจากต่างประเทศนั่งเครื่องบินมาแล้วมาเดินดูและเซ็นสัญญาสั่งซื้อ แต่เดี๋ยวนี้ระบบนี้ยังจำเป็นอยู่แต่ทำไม่ได้แล้ว เพราะผู้นำเข้าเดินทางผ่านประเทศต้องถูกกัดตัว 14 วัน ไม่มีใครมาและถ้าเราไปจัดก็ไม่รู้ว่าใครจะซื้อ ยกเว้นต้องปรับเป็นระบบออนไลน์เมื่อวันที่ 18 - 19 ที่ผ่านมาลำไยมีปัญหามาก เพราะจีนข้ามแดนมาซื้อไม่ได้ เนื่องจากติดเรื่องการกักตัว 14 วัน เราเลยต้องปรับรูปแบบเป็นการค้าออนไลน์ ผมไปเป็นประธานเปิด 2 วัน ตั้งเป้าว่าจะขายลำไยให้เกษตรกรให้ได้ 11,000 ตัน โดยเชิญลูกค้าจากทั้งหมด 8 ประเทศผ่านจอให้นั่งเทรดกันที่ประเทศเขา แล้วพวกเรา 40-50 บริษัทไปนั่งที่หน้าจอ ตั้งเป้ายอดขาย 11,000 ตัน มูลค่า 550 ล้านบาทปรากฏว่าพอสองวันจบจากเป้าที่ตั้งไว้ว่าจะขายลำไย 11,000 ตัน กลายเป็น 32,000 ตัน จาก 550 ล้านบาทเทรดได้ 2,100 ล้านบาท

          ก่อนหน้ายุคโควิด ตนไปเซ็นสัญญากับ T Mall ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ สังกัดอาลีบาบาที่เซี่ยงไฮ้ เซ็นเสร็จเราสามารถโพสต์สินค้าของเราขึ้นไปไว้บนหน้าจอของ T Mall ได้ มีห้องไทยโดยเฉพาะ เราเริ่มเทรดผลไม้ พอเข้ายุคโควิด เราขนผลไม้ไปขายได้ แต่ติดปัญหาอุปสรรคเยอะสุดท้ายต้องปรับเป็นรูปแบบออนไลน์ ทดลองทำหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์ขายผลไม้ให้ประเทศไทยทำหน้าที่หัวหน้าเซลล์มาประเทศปรากฏว่า 15-20 นาทีที่ผมทำโปรโมชั่นขายผลไม้ไทยร่วมกับพิธีกรจากประเทศจีนภายใน 20 นาทีมีคนจีนเข้ามาดูถึง 16 ล้านคน และทำยอดขายได้มหาศาล การค้าออนไลน์จึงเข้ามามีอิทธิพลกับเรามากขึ้นทุกวัน

          " วันนี้ถือเป็นโอกาสทองของทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ภายใต้การบริหารจัดการและการอำนวยการของกระทรวงพาณิชย์ที่ผมกำหนดให้เป็นนโยบายว่าเราจะต้องถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้กับทุกคนทั่วประเทศที่สนใจเพื่อให้เราฟ้าวิกฤตโควิดนี้ไปได้และหลังสถานการณ์โควิด การค้าออนไลน์ก็จะสำคัญขึ้นไม่มีวันจบสิ้น ถ้าท่านไม่ทำอีคอมเมิร์ซท่านจะตกยุค และจะแข่งสู้คนอื่นในโลกไม่ได้ นี่คือทำไมกระทรวงพาณิชย์ต้องมาจัดอบรมวันนี้ให้กับพวกเราและที่สำคัญเรามีวิทยากรที่มีประสบการณ์ผู้เชี่ยวชาญจากลาซาด้า ได้แก่คุณกรณษา ปานสุวรรณ และ คุณศันสนีย์ เรืองเกต แม่ค้าออนไลน์ที่ปรับตัวจนประสบความสำเร็จในยุคโควิด ที่ขายสู้กับบังฮาซัน จะมาให้ความรู้กับพวกเราทุกคน และมีคุณสรยุทธ อังคณานุกิจ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์ มาเป็นผู้ดำเนินรายการ  ผมดีใจที่ผมและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างน้อยก็ได้มีส่วนร่วมในการทำให้ท่านมีอนาคตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงแข็งแรงขึ้นต่อไป ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องอีคอมเมิร์ซและการค้าออนไลน์ และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ" รองนายรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวไร่ดอกข่าพังงา และผู้ผลิตและผู้ประกอบการทุเรียนสาลิกาพังงา จำนวน 18 ราย เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ค. 63

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมกรมทรัพย์สินทางปัญญาลุยงานเชิงรุก เร่งเดินหน้าคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) มอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI ข้าวไร่ดอกข่าพังงา และหนังสืออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI แก่กลุ่มผู้ประกอบการทุเรียนสาลิกาพังงา พร้อมสั่งการเร่งผลักดันการเพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชนกลุ่มจังหวัดภาคใต้ เพิ่มช่องทางการตลาดสร้างรายได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน และเพิ่มศักยภาพเกษตรกรให้เข้มแข็งพร้อมรุกตลาดต่างประเทศ

          เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ข้าวไร่ดอกข่าพังงา ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาและประธานสภาเกษตรกรจังหวัดพังงา และมอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) แก่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการทุเรียนสาลิกาพังงา จำนวน 18 ราย ณ ที่ว่าการอำเภอตะกั่วป่าจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินงานตามแนวนโยบายด้านการเร่งรัดการขึ้นทะเบียน GI และการอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย อันจะนำไปสู่การต่อยอดการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ

          นายจุรินทร์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนคุ้มครองสินค้า GI ประเภทต่างๆ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และหัตถกรรม โดยสินค้า GI เป็นสินค้าชุมชนที่มีคุณภาพและลักษณะพิเศษซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์ ผสมผสานเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น จนทำให้สินค้ามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ซึ่งนอกจากภารกิจด้านการส่งเสริมการคุ้มครอง GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญายังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทำระบบควบคุมตรวจสอบคุณภาพสินค้า การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 สามารถจด GI ได้ถึง 19 รายการ สร้างมูลค่าการตลาดกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดรวมสินค้า GI ที่ได้ขึ้นทะเบียนแล้วทั้งสิ้น 126 รายการ สร้างเม็ดเงินให้ชุมชนท้องถิ่นของไทยรวมกว่า 5,378 ล้านบาท

          ในโอกาสนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้พบปะพี่น้องประชาชน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานภายในจังหวัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อพูดคุยสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์และความสำคัญของการคุ้มครอง GI พร้อมหารือถึงแนวทางการผลักดันของดีในชุมชนให้ขึ้นทะเบียนเป็น GI รายการใหม่ รวมทั้งการส่งเสริมสินค้า GI เดิมให้มีมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่าในกลุ่มจังหวัดภาคใต้มีสินค้า GI หลากหลายรายการที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์ และมีศักยภาพในการแข่งขัน อาทิ ทุเรียนสาลิกาพังงา มุกภูเก็ต สับปะรดภูเก็ต กาแฟกระบี่ หรือแม้แต่สินค้าข้าวไร่ดอกข่าพังงาที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็สามารถสร้างรายได้สู่ชุมชนได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้คนในจังหวัดอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น จึงได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการร่วมกันในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีความพร้อมอย่างสูงสุดเพื่อรุกตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะสามารถยกระดับสินค้า GI ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และปลุกเศรษฐกิจชุมชนและของไทยให้ดีขึ้นต่อไป

-----------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงผลงาน 1 ปีกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 23 ก.ค. 63)

         นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงผลงาน 1 ปีกระทรวงพาณิชย์ โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพฤหัสบดีที่  23  กรกฎาคม 2563  ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ 

          ผลงานเด่นของกระทรวงพาณิชย์ที่เราได้ร่วมมือร่วมใจกันดำเนินการมาทั้งในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการการเมืองทุกท่าน รวมทั้งปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจราชการ และเพื่อนข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ในทุกระดับ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องภายใต้กำกับของกระทรวงพาณิชย์ จนกระทั่งปรากฏผล 16 ผลงานเด่นในรอบหนึ่งปีตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน

 

สำหรับผลการทำงานทั้ง 16 เรื่องประกอบด้วย

          เรื่องที่ 1 คือ การประกันรายได้เกษตรกรพืชเกษตร 5 ชนิด ประกอบด้วย ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด โดยในรอบปีที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการจ่ายเงินส่วนต่างในวงเงินรวม 71,210 ล้านบาท สามารถที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้ 7.29 ล้านครอบครัว

          เรื่องที่ 2  ได้มีการตั้ง กรอ.พาณิชย์เป็นทางการเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อที่จะทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ภาคราชการที่เกี่ยวข้องร่วมกับภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาอุปสรรคและผลักดันการค้าทั้งในประเทศและการส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าประเทศโดยถือหลักให้เอกชนเป็นทัพหน้า กระทรวงพาณิชย์เป็นทัพหนุน 

          เรื่องที่ 3 การเปลี่ยนบทบาททูตพาณิชย์ เป็นเซลล์แมนประเทศ และพาณิชย์จังหวัดเป็นเซลล์แมนจังหวัด เพื่อขยายการค้าและเพื่อผลักดันการส่งออกรวมทั้งเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางการค้าของประเทศ

          เรื่องที่ 4 การนำทีมเอกชนขายสินค้าทั่วโลกทั้งในรูปแบบของการลงนาม MOU ในหลายประเทศเช่น จีน อินเดีย ตุรกี เยอรมันนี และสหรัฐอเมริกา เป็นต้นสามารถลงนาม MOU ขายสินค้าได้รวมกันทั้งสิ้นเป็นมูลค่า 94,822 ล้านบาท นอกจากนั้นก็มีการจับคู่เจรจาธุรกิจประสบความสำเร็จทั้งสิ้น 231 คู่ในช่วงที่ตนนำคณะเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ รวมทั้งในรูปแบบของการสร้างมูลค่าจัดงานแสดงสินค้า และคณะผู้แทนการค้าทั้งในและต่างประเทศซึ่งทำให้เราสามารถขายสินค้าได้รวมอีกก้อนหนึ่ง 54,192 ล้านบาท

          เรื่องที่ 5 การผลักดันการค้าชายแดนด้วยการขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งการเร่งรัดดำเนินการเปิดด่านเพื่อเสริมสร้างมูลค่าการค้าชายแดนเพิ่มขึ้นซึ่งในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าการค้าชายแดนได้เป็นเงินถึง 1.02 ล้านล้านบาท ในเรื่องของการเปิดด่านนั้นสามารถผลักดันการเปิดด่านแม่สอด แห่งที่2 สำเร็จ  นอกจากนั้นการค้าชายแดนผ่านด่านเจดีย์สามองค์ก็สามารถผลักดันให้ฝ่ายความมั่นคงอนุญาตให้ผู้ประกอบธุรกิจฝั่งไทยสามารถนำเงินผ่านแดนได้ถึงครั้งละ 2 ล้านบาท จากเดิม 500,000 บาท  นอกจากนั้นบริเวณด่านไทยกัมพูชาตนได้เจรจากับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของกัมพูชา  จนประสบความสำเร็จ และจะมีการเปิดด่านหนองเอี่ยน-สตึงบท ที่จังหวัดสระแก้ว เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งด่านทันทีที่สถานการณ์โควิดคลี่คลาย โดยจะไม่รอให้มีการก่อสร้างอาคารใหม่เสร็จสิ้น เพราะถ้าทำเช่นนั้นจะต้องรออีก 3-4 ปี แต่จะดำเนินการทันทีโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาทำสำนักงานไปพลางก่อน เพื่อให้การค้าใช้แดนเดินหน้าได้ในเวลาที่รวดเร็วที่สุด ส่วนบริเวณด่านไทยลาว ตนไปประชุมกับหอการค้าและภาคเอกชนที่จังหวัดอุบลราชธานี มีปัญหาตรงด่านนาตาลฝั่งไทย ฝั่งอุบล ปากแซงของฝั่งลาวที่การส่งออกสินค้าผ่านด่านนาตาล ปากแซงนั้น ต้องขออนุญาตจากฝ่ายความมั่นคงก่อนโดยใช้เวลาครั้งละ 7-10 วัน ทำให้การค้าผ่านด่านนี้สามารถคลี่คลายปัญหาได้เสร็จสิ้นแล้วโดยการส่งออกสินค้าผ่านด่านนาตาล ปากแซง สามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตเพียงแค่แจ้งฝ่ายความมั่นคงทราบเท่านั้น นอกจากนั้นในส่วนของด่านชายแดนไทยมาเลเซีย  ตนได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาเลเซียและทูตพาณิชย์ไทย ทูตเกษตรไทยได้เจรจากับมาเลเซียเพิ่มเติมจนกระทั่งประสบความสำเร็จ นอกจากด่านสะเดาแล้ว ด่านปาดังเบซาร์ กับด่านบ้านประกอบ  สามารถขนส่งสินค้าข้ามแดนได้เต็มรูปแบบแล้ว ซึ่งจะช่วยเพิ่มยอดส่งออกให้ประเทศไทยต่อไป ส่วนด่านไทยผ่านไปยังลาว เวียดนาม และผ่านไปยังประเทศจีน ซึ่งติดปัญหาอุปสรรคมาในช่วงวิกฤติโควิดนี้อย่างน้อยสามด่านสามารถเปิดดำเนินการได้เต็มรูปแบบแล้ว คือ ด่านโหยวอี้กวน ด่านผิงเสียงและด่านตงซิง ซึ่งเป็นด่านใหม่ที่จีนยินดีเปิดเพื่อให้สินค้าไทยผ่านด่านไปเวียดนามและจีนตอนใต้ได้ เร็วๆนี้จะเดินทางไปประชุมที่อำเภอเชียงดาว เพื่อเตรียมการสำหรับการเปิดด่านกิ่วผาวอก ที่จังหวัดเชียงใหม่ ถ้าประสบความสำเร็จก็จะช่วยให้ตัวเลขการค้าชายแดนไทย เมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยสำคัญ

          เรื่องที่ 6โครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน 5Lot ที่ผ่านมาซึ่งสามารถนำสินค้า 8,763 รายการ มาลดราคาให้กับคนไทยทั้งประเทศสูงสุดถึงร้อยละ 80 ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพให้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทและยังจะมีนโยบายดำเนินการต่อไปอีกใน Lot อื่นๆ  นอกจากพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชนเพื่อลดค่าครองชีพยังมีโครงการย่อยอีกเช่นคาราวานธงฟ้าฝ่าภัยโควิดซึ่งเป็นรถพุ่มพวงที่กระจายไปในหลายพื้นที่เพื่อลดภาระค่าครองชีพจำหน่ายสินค้าราคาถูกให้กับประชาชนในช่วงโควิด

          เรื่องที่ 7 ดำเนินการร่วมกับกระทรวงโดยเฉพาะกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศในเรื่องของการทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค สามารถหาข้อสรุปได้ครบถ้วนทั้ง 20 ข้อบท และหลังจากค้างคามา 7 ปี คาดว่าถ้าไม่มีอุปสรรคอะไรเปลี่ยนแปลงก็จะสามารถลงนามที่เวียดนามได้ในปลายปีนี้ในเรื่องของ RCEP

          เรื่องที่ 8 การยกระดับโชวห่วยเป็นสมาร์ทโชวห่วยได้กว่า 28,000 แห่งในรอบหนึ่งปี รวมทั้งสามารถยกระดับสมาร์ทโชวห่วยขึ้นเป็นสมาร์ทโชวห่วยเดลิเวอรี่ได้ 2,155 ร้านค้าด้วยกัน

          เรื่องที่ 9 การยกระดับราคาเศษกระดาษ เพื่อช่วยซาเล้งและนำไปสู่โมเดลการแก้ปัญหาแบบซาเล้งโมเดลในกรณีอื่นๆตามมาในอนาคต โดยในปัจจุบันนี้ได้มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการและผู้ประกอบอาชีพซาเล้งผู้ค้าของเก่าขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รวมทั้งมีมาตรการในการบรรลุข้อตกลงร่วมกันในการรับซื้อเศษกระดาษขั้นต่ำไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 2 บาท ซึ่งปัจจุบันราคาสูงเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว คาดว่าจะสามารถช่วยผู้ประกอบการซาเล้งได้ประมาณ 1,500,000 ครัวเรือน ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งสมาคมซาเล้งและผู้รับซื้อของเก่า เสร็จสิ้นแล้วเพื่อเราจะได้เข้าไปช่วยเหลือได้อย่างเป็นระบบ

          เรื่องที่ 10 การสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ในภูมิภาค ขณะนี้เราเร่งรัดดำเนินการและมีความคืบหน้าที่สามารถพัฒนาผู้ประกอบการไทยในเรื่องธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ซึ่งสามารถสร้างโอกาสและเร่งขยายตลาดไปได้มากในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ กัมพูชา ญี่ปุ่น เมียนมา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น และช่วงที่ผ่านมาแม้จะเป็นช่วงเริ่มต้นก็สามารถสร้างมูลค่าการค้าได้แล้วกว่า 1,561 ล้านบาท

          เรื่องที่ 11 การเร่งสร้างนักธุรกิจยุคใหม่ให้มีความพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่การค้ายุค New Normal ซึ่งได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆทั้งด้านการค้ามีการส่งเสริมการพัฒนา Startup ไปได้ทั้งหมด 2,865 รายและพัฒนาการค้าดิจิตอลทั้งหมดได้มีการอบรมพัฒนาผู้ประกอบการการค้าออนไลน์ได้ 16,222 ราย รวมแล้วในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาสามารถสร้างนักธุรกิจยุคใหม่ได้ 19,087 ราย

          เรื่องที่ 12 การควบคุมราคายาค่าบริการโรงพยาบาลเอกชนด้วยมาตรการแจ้งราคายาค่าบริการก่อนการรักษาผ่านระบบ QR Code

          เรื่องที่ 13 คือการริเริ่มในการผลักดันวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตเพื่อบรรลุเป้าหมาย 1 สร้าง 3 เพิ่ม 1 สร้างคือสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก 3 เพิ่มคือ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพิ่มจีดีพีของประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับด้วยการดำเนินการพันธกิจร่วมกัน 4 พันธกิจคือ 1.การสร้าง Single Big Data 2.สร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาดให้เกิดขึ้น และ 3.การสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทยด้วยคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับได้ 4.การมุ่งพัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด

          เรื่องที่ 14 การผลักดันโครงการอาหารไทย อาหารโลก ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เพื่อทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอาหารคุณภาพของโลกต่อไปโดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน เกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐอื่นที่เกี่ยวข้อง

          เรื่องที่ 15 คือการเร่งรัดขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเองในท้องถิ่นต่างๆทั่วประเทศซึ่งในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาสามารถเพิ่มจำนวนสินค้า GI ได้ 19 รายการ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เฉพาะ 19 รายการนี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

          เรื่องที่ 16  ขอถือโอกาสนี้รวมมาเป็นผลการทำงานในรอบปีนี้ คือ การจัดงานศิลปชีพ “ทอใจวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี” เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในวันที่ 1-5 สิงหาคม 2563 นี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญก็คือการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติและพระราชกรณียกิจในด้านศิลปาชีพรวมทั้งการนำงานหัตถกรรมล้ำค่าที่หาชมยากออกประมูลและการจัดงานแสดงแฟชั่นโชว์ผ้าไทยซึ่งออกแบบโดยดีไซเนอร์ชั้นนำจากต่างประเทศและมีการแสดงสินค้าศิลปชีพต่างๆรวม 400 บูธด้วยกัน

          “ขอขอบคุณพาณิชย์จังหวัดและทีมงานในทุกจังหวัดที่ช่วยกันทำงานหนักตลอดปีที่ผ่านมารวมทั้งสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศและทีมงานทั้งหมดทูตพาณิชย์ที่ร่วมใจกันทำให้กระทรวงพาณิชย์มีความก้าวหน้าตลอดปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน และขอเป็นกำลังใจสำหรับการทำงานในช่วงที่จะก้าวเข้าสู่ปีที่สองต่อไปด้วย”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เปิดงานสัมมนา เรื่อง “E-Commerce” และมอบทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เมื่อวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2563 ณ จังหวัดชัยภูมิ (สำนักงานรัฐมนตรี 23 ก.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำทีมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ที่อยู่ในการกำกับดูแล ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิเพื่อตรวจเยี่ยมให้กำลังใจร้านค้าส่งต้นแบบรายใหญ่ และไม่ลืมร้านค้าปลีกรายย่อย โดยเข้าไปตรวจเช็คความพร้อมก่อนผลักดันและพัฒนาศักยภาพให้เป็น ‘สมาร์ท โชวห่วย’ พร้อมพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นกับยุวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจเข้าอบรมหลักสูตรนักการค้าออนไลน์เพื่อรองรับวิถีชีวิตแบบ New Normal

          รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการพบปะผู้ประกอบการร้านค้าส่ง-ค้าปลีก เพื่อดูความพร้อมร้านค้าก่อนพัฒนาเป็น ‘สมาร์ทโชวห่วย’ ใน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ ว่า ร้านโชวห่วยเป็นธุรกิจพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เกิดการหมุนเวียน เกิดการจ้างงานในชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งสินค้าอุปโภคบริโภคและช่องทางการตลาดที่สำคัญสำหรับคนในท้องถิ่น การลงพื้นที่เพื่อพบปะรับฟังปัญหา-อุปสรรคจากผู้ประกอบการในพื้นที่จริงจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและผลักดันให้ร้านค้าโชวห่วยไทยเติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง มั่นใจว่าการที่ภาครัฐให้ความสำคัญและสนใจรับฟังความคิดเห็นจากผู้ประกอบการลึกลงไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยจะทำให้เข้าใจเข้าถึงความต้องการของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง อันจะนำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขและต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่สามารถหามาตรการสนับสนุนได้อย่างถูกต้อง ตรงใจประชาชน ย่อมส่งผลดีทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน ภาครัฐ และเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

          “ผมนำทีมมาจังหวัดชัยภูมิในครั้งนี้ได้ไปตรวจเยี่ยมร้านค้าส่ง-ค้าปลีกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้การส่งเสริมและพัฒนา รวม 3 ร้าน คือ 1) ร้านสิน 2000 ชัยภูมิ ซึ่งเปิดดำเนินการมาแล้ว 3 ปีเป็นร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบขนาดใหญ่ในจังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบันมีเครือข่ายร้านค้าปลีกกว่า 1,000 ร้านค้า ครอบคลุมจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมาและขอนแก่น อีกทั้งยังเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ใช้ Application ถุงเงินประชารัฐ โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนายกระดับมาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาอย่างต่อเนื่อง  2) ร้านคูณเฮง จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และเป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ใช้ Application ถุงเงินประชารัฐ มีพื้นที่ขายประมาณ 40 ตารางเมตร พื้นที่คลังสินค้าประมาณ 40 ตารางเมตร มีสินค้าที่จำหน่ายภายในร้านประมาณ 1,000 รายการ ขณะนี้ได้สมัครเข้าร่วมโครงการสมาร์ทโชวห่วยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจความพร้อมของร้านค้า และ 3) ร้านดวงดาว จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องใช้ไฟฟ้า มีการนำเอาโปรแกรมสำเร็จรูป POS มาใช้งาน มีพื้นที่ขายประมาณ 250 ตารางเมตร พื้นที่คลังสินค้าประมาณ 150 ตารางเมตร มีสินค้าที่จำหน่ายภายในร้านประมาณ 300 รายการ สมัครเข้าร่วมโครงการสมาร์ทโชวห่วยแล้ว และอยู่ระหว่างการตรวจประเมินความพร้อมของร้านค้าเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้ง 3 ร้านค้าล้วนเป็นกิจการของคนไทย 100% โดยจากการพูดคุยพบว่ามีศักยภาพและความพร้อมที่จะพัฒนาเป็น “สมาร์ทโชวห่วย” ได้ไม่ยาก

          ซึ่งจากข้อมูลที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ทำการสำรวจพบว่า ในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิมีร้านค้าโชวห่วยอยู่ประมาณ 1,300 ร้าน สมัครเข้าร่วมพัฒนาเป็น “สมาร์ทโชวห่วย” แล้ว 198 ร้าน ซึ่งร้านค้าที่สมัครเข้าร่วมโครงการต่างพร้อมที่จะพัฒนาตนเองอย่างเห็นได้ชัด มีความตื่นตัวและมีใจที่พร้อมอยากพัฒนา ซึ่งหลังจากนี้จะได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารับหน้าที่ไปดำเนินการปรับโฉมร้านค้าเหล่านี้ให้เป็น ‘สมาร์ทโชวห่วย’ อย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มจำนวนให้มากยิ่งขึ้นในทุกๆ จังหวัด”

          “นอกจากการตรวจเยี่ยมร้านค้าส่ง-ค้าปลีกแล้ว ยังได้เดินทางไปพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับยุวชนคนรุ่นใหม่จำนวนกว่า 100 คนที่สนใจสมัครเข้ารับการอบรมหลักสูตร ‘นักการค้าออนไลน์รุ่นใหม่’ (Young Digital Warrior) ณ ศูนย์การเรียนรู้ตะโกดัดเทศบาลตำบลภูเขียว อ.ภูเขียว ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมต่างมีความมุ่งมั่นตั้งใจใฝ่เรียนรู้เกี่ยวกับการค้าออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันและในอนาคตจะมีความสำคัญมาก โดยเห็นได้อย่างชัดเจนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผู้คนไม่สามารถออกจากบ้านไปเดินจับจ่ายซื้อของตามสถานที่ต่างๆ ได้ทำให้การช้อปปิ้งออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากสามารถซื้อขายสินค้าได้ตลอดเวลาไม่ต้องแคร์เคอร์ฟิว เรียกว่านอนอยู่บ้านก็สั่งซื้อสินค้าผ่านมือถือได้ ตอบโจทย์วิถีชีวิตแบบ New Normal  ซึ่งนับจากนี้ต่อไป   โลกออนไลน์จะกลายเป็นแหล่งรวมตัวของพ่อค้าแม่ค้าและผู้ซื้อที่มาจากทั่วโลก จึงอยากให้ลูกหลานคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการชุมชนรู้จักนำเอาอีคอมเมิร์ซมาเป็นช่องทางในการขยายโอกาสทางการตลาด และสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชน แม้จะมีสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็ยังสามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

 

******************************************

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย ณ ทำเนียบร้ฐบาล

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  และ นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์การจัดงานนิทรรศการแสดงผลงานศิลปาชีพและหัตถกรรมไทย เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงาน "ศิลปาชีพทอใจวิถีใหม่ใต้ร่มพระบารมี" ต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2563  ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล (สร. 21 ก.ค. 63)

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการค้าทองคำในย่านเยาวราช เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2563 ณ บริษัท ห้างทองจินฮั่วเฮง จำกัด / บริษัท ห้างขายทองใบเยาวราชฯ / บริษัทห้างขายทอง ฮั่วดซ่งเฮง จำกัด (สร.พณ)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการพาณิชย์ เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันราคาทองคำพุ่งทะยานสูงขึ้นตลอดเวลา โดยสูงขึ้นสูงสุดในรอบ 8 ปี ซึ่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ราคาทองคำสูงแตะบาทละ 27,000 บาท จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ มิจฉาชีพ รวมทั้งร้านค้าออนไลน์ บางแห่ง ใช้โอกาสนี้หลอกขาย “ทองคำปลอม” ในรูปแบบต่างๆ อาทิ ทองเกรด A, ทองไมครอน, ทองโคลนนิ่ง, ทองยัดไส้ ซึ่งกระทบร้านค้าที่รับซื้อทองคำ โรงรับจำนำ รวมถึงทำให้ผู้บริโภคเกิดความหวั่นวิตกในการเลือกซื้อทองคำ

          ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อทองคำจึงได้ลงพื้นที่ “เยาวราช” และเยี่ยมกิจการร้านค้าทองคำ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่า และทำการตรวจเช็คค่าความบริสุทธิ์ของทองคำ ทั้ง ทองคำแท่ง และ ทองรูปพรรณ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

          โดยส่วนใหญ่ คนไทยซื้อทองเก็บสะสมเป็นสินทรัพย์ แสดงฐานะ เป็นมรดกลูกหลาน และเก็งกำไร       โดยเลือกซื้อทองคำในรูปแบบของ ทองรูปพรรณ และ ทองคำแท่ง กับร้านทองที่น่าเชื่อถือ แต่อย่างไรก็ตาม     ก่อนเลือกซื้อทองคำต้องพิจารณาให้รอบคอบ  นอกจากการสังเกตตราสัญลักษณ์ Hallmark ซึ่งเป็นตราประดับที่บอกมาตรฐานความบริสุทธิ์ของโลหะมีค่าแล้ว ยังสามารถนำมาตรวจสอบหาค่าความบริสุทธิ์ของโลหะได้ที่ GIT

          อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบทองคำปลอม เหล่านี้ หากเป็นร้านขายทองคำ จะใช้การตะไบเข้าไปในเนื้อทองคำ เพื่อเช็คดูว่ามีการสอดไส้หรือไม่ แต่หากเป็นทองแท่งอาจจะมีการนำมาหุ้มหนาๆ การตะไบก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ อีกทั้งวิธีการนี้ ประชาชน และผู้บริโภคทั่วไป รวมถึงห้องปฏิบัติการตรวจสอบขนาดเล็กที่มีเครื่องมือไม่ได้มาตรฐานก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งหากต้องการผลการตรวจสอบที่แน่ชัด แนะนำให้นำมาตรวจสอบกับ GIT เนื่องจากเป็นห้องปฏิบัติการตรวจสอบอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ที่มีเครื่องมือขั้นสูง ที่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน อย่างเช่นในกรณีนี้ สามารถตรวจสอบว่าเป็นทองคำแท้หรือทองคำปลอมด้วย คลื่นอัลตราโซนิค ที่ไม่ทำลายชิ้นงาน

          สำหรับผู้ที่สนใจในการลงทุนทองคำ หรือเลือกซื้อทองคำ สถาบันแนะนำให้เลือกซื้ออัญมณีและเครื่องประดับที่ผ่านการตรวจสอบและได้ใบรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคว่าได้รับสินค้าที่มีคุณภาพ หรือเลือกซื้อสินค้าในร้านค้าที่มีสัญญลักษณ์ในโครงการซื้อด้วยความมั่นใจผ่านใบรับรอง GIT หรือที่รู้จักในชื่อโครงการ Buy With Confidence (BWC)” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว ที่ซื้อสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไทย ซึ่งช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์และทำให้อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็ง อีกทั้งสามารถสอบถามเบื้องต้นผ่านแอพลิเคชั่น “CARAT” ซึ่งเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านค้าส่งค้าปลีกและร้านค้าชุมชน เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะ เมื่อวันที่ 16 - 17 กรกฎาคม 2563 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 17 ก.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ผู้ประกอบการร้านค้าส่งค้าปลีก และการดำเนินงานร้านค้าชุมชนใน จ.บุรีรัมย์ ว่า “ครั้งนี้ได้เดินทางมา จ.บุรีรัมย์เพื่อพบปะผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกและร้านค้าชุมชน ซึ่งการลงพื้นที่เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงผู้ประกอบการ 2 กลุ่มนี้มาก จึงต้องการลงมารับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะต่างๆ ด้วยตนเอง และพร้อมนำความเห็นนั้นมาดำเนินการช่วยเหลือให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เบื้องต้นได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งดำเนินการสร้างความเข้มแข็ง ให้การสนับสนุนส่งเสริม เพิ่มพูนทักษะ ความรู้ด้านการจัดการร้านค้า และให้การช่วยเหลือด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองกับสังคมท้องถิ่น อีกทั้ง การที่ภาครัฐให้ความสำคัญและสนใจผู้ประกอบการรายธุรกิจลึกลงไปถึงรายละเอียดปลีกย่อย รับฟังความคิดเห็น จะทำให้เข้าใจและเข้าถึงความต้องการของภาคธุรกิจอย่างแท้จริง นำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขและต่อยอดพัฒนาธุรกิจให้ตรงตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ สามารถหามาตรการสนับสนุนได้อย่างถูกต้อง ส่งผลดีทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน ภาครัฐ และเศรษฐกิจของประเทศ”

           “ร้านค้าส่งค้าปลีกที่ตรวจเยี่ยม คือ ร้านทวีกิจซุปเปอร์เซ็นเตอร์ ต.อิสาณ อ.เมือง เป็นร้านค้าส่งค้าปลีกต้นแบบที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาจากกระทรวงพาณิชย์ เป็นกิจการของคนไทย 100% มีร้านค้าปลีกสาขา จำนวน 171 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ มหาสารคาม นครราชสีมา สระแก้ว อุบลราชธานี และสมาชิกเครือข่ายร้านค้าปลีก/ร้านโชวห่วย จำนวน 370 ร้านค้า จากการพูดคุยพบว่า ปัญหาส่วนใหญ่ของร้านค้าส่งค้าปลีกโดยทั่วไป คือ ไม่มีระบบการบริหารจัดการร้านค้าที่ดี ไม่มีระบบการบริหารสต็อกสินค้า และปัญหาด้านเงินทุนสำหรับสั่งซื้อสินค้าเข้าร้าน ฯลฯ ทั้งนี้ ปัจจุบันทางร้านได้มีการนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการร้านค้า มีระบบสต็อกสินค้าที่มีประสิทธิภาพ มีบริการเดลิเวอรี่ที่พร้อมจะนำสินค้าไปส่งให้ร้านค้าปลีกรายย่อย พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ร้านโชวห่วยที่เป็นเครือข่าย ทำให้มีลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นและสามารถแข่งขันกับร้านค้าส่งค้าปลีกรายใหญ่ได้ อีกทั้ง ร้านฯ มีนโยบายชัดเจนและยึดมั่นมาโดยตลอด คือ ไม่จำหน่ายบุหรี่ เหล้า เบียร์ ภายใต้สโลแกน ‘เพราะเราห่วงใยคุณและทุกคนในครอบครัว’ ทำให้สินค้าภายในร้านเป็นสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันจริงๆ นอกจากนี้ สิ่งที่ร้านค้าส่งค้าปลีกต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ คือ การรักษามาตรฐานสินค้าและการบริการที่ดี ต้องมีการตอบแทนชุมชน และต้องรู้จักปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง และได้ใจลูกค้าทั้งที่เป็นร้านค้าปลีกรายย่อย/โชวห่วย และผู้บริโภค จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า ร้านค้าส่งค้าปลีก/ร้านโชวห่วยท้องถิ่นเป็นมิตรแท้ผู้บริโภค/ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะในวันที่ไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยซื้อหาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันได้ ร้านค้าส่งค้าปลีกและร้านโชวห่วยท้องถิ่นพร้อมยืนเคียงข้างและเป็นที่พึ่งให้แก่ผู้บริโภคในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี”

          รมช.พณ.กล่าวต่อว่า “หลังจากนั้น ได้เดินทางไปที่ศูนย์เรียนรู้การทอผ้าไหม ผ้าฝ้ายภูอัคนี อ.เฉลิมพระเกียรติ แหล่งผลิตผ้าภูอัคนีที่มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นผลิตภัณฑ์ทรงคุณค่าของ จ.บุรีรัมย์... ศูนย์การเรียนรู้ฯ นี้ ตั้งขึ้นโดยชาวชุมชน ‘เจริญสุข’ ที่ต้องการให้ ต.เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ เป็นแหล่งเรียนรู้และสืบทอดศิลปวัฒนธรรม/ภูมิปัญญาพื้นบ้านการย้อมผ้าจากดินภูเขาไฟที่สืบทอดกันมานาน โดยชุมชน ‘เจริญสุข’ เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟ ตั้งอยู่ใกล้ ‘เขาอังคาร’ ภูเขาไฟเก่าแก่ที่ดับแล้ว 1 ใน 6 ลูกของ จ.บุรีรัมย์ ดินสีแดงเมื่อนำมาแยกกรวด เศษไม้ใบหญ้า นำเอาเฉพาะน้ำสีแดงมาใช้ย้อมฝ้าย ผ้าที่ได้จะออกเป็นสีอิฐมีอัตลักษณ์และเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และเป็นที่มาของ ‘ผ้าภูอัคนี’ ที่สวยงาม”

          “เบื้องต้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการกลุ่มผ้าภูอัคนี โดยได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยเสริมทักษะและความรู้ด้านการบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร พัฒนาผลิตภัณฑ์/บรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย สวยงาม ตรงความต้องการของตลาด สอนเทคนิคการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อขยายตลาดให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ และพัฒนาช่องทางการสื่อสาร/การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ประเภทต่างๆ พร้อมทั้งสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น เฟสบุ๊ค ฯลฯ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น อันจะเป็นการเพิ่มยอดขายและสร้างความรู้จักในวงกว้าง อย่างไรก็ตามได้กำชับให้กรมฯ และพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ บูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง รวมถึง ประสานภาคเอกชนให้เข้ามาช่วยส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการและขยายตลาดให้กลุ่มผ้าภูอัคนีอีกทางหนึ่งด้วย”  

          “โดยหลังจากที่ได้พูดคุยและตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการแล้ว ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งสรุปปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่ได้รับ พร้อมหามาตรการสนับสนุน เน้นความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดภาคีเครือข่ายธุรกิจ และสามารถผลักดันให้ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก/โชวห่วย และร้านค้าชุมชน เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

 

********************************

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน “อาหารไทย อาหารโลก” เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด และปาฐกถาพิเศษ FOADMAP เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ (สร. 16 ก.ค 63)

           นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดงานร่วมกับ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ในงาน “อาหารไทย อาหารโลก” จากวิสัยทัศน์ "เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด" ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นภาคต่อหรือภาคสองของวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”ภายใต้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต

          ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ได้จับมือกันกำหนดเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย 1 สร้าง 3 เพิ่ม 1.สร้างที่ว่าก็คือ สร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก 3 เพิ่มก็คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2.เพิ่มจีดีพีให้กับประเทศ 3.เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับโดยมีพันธกิจร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ 4 พันธกิจด้วยกัน 1.เราจะสร้าง Single Big Data ร่วมกันทั้งสองกระทรวง มี Data ของตัวเองแต่ต่อไปนี้เกษตรกับพาณิชย์ต้องมี Big Data เดียวคือSingle Big Data 2.การสร้างแพลตฟอร์มกลางให้เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”เพื่อใช้ร่วมกันของทุกฝ่าย 3.การร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรและอาหารไทยทั้งในเรื่องคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับได้ 4.การที่จะต้องทำงานร่วมกันในการพัฒนาคนบุคลากรและผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพและศักยภาพตามเป้าหมาย

          " ถ้าถามว่าแล้วอาหารไทยจะพัฒนาตนเองขึ้นไปเป็นอาหารโลกมีความเป็นไปได้หรือไม่ ผมขอตอบตรงนี้เลยว่าเป็นไปได้ เพราะวันนี้การส่งออกอาหารของประเทศไทยขึ้นไปอยู่ลำดับที่ 11 ของโลกแล้วโอกาสที่จะขึ้นไปสู่อันดับต่อไปทำไมเราจะเดินไปไม่ได้ถ้าเราจับมือกันและร่วมมือกัน เพราะมีสัญญาณที่บอกเหตุชัดเจนนอกจากเราขึ้นมาเป็นลำดับที่ 11 ของโลกแล้วอย่างน้อยที่สุดภายใต้สถานการณ์โลกที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ไม่ว่าเราจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เผชิญกับปัญหาสงครามการค้าซึ่งยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่และค่าเงินบาทแข็งที่ความต้องการเสนอขายแข่งกับประเทศคู่แข่งของโลกเราต้องแบกรับภาระอาจจะทำให้ราคาสูงหรือศักยภาพในการแข่งขันของเราด้อยลงไปสุดท้ายเราก็ต้องมาเผชิญกับสถานการณ์โควิด แต่การส่งออกอาหารของประเทศไทยก็ยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีศักยภาพไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็ง ไก่สดแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง กุ้งสดแช่แข็ง แปรรูป น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรสหรทออาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นลำดับที่จะเป็นอันดับ4ของโลกแล้ว" นายจุรินทร์ กล่าว

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขล่าสุดในสถานการณ์โควิดและสถานการณ์ที่เรียนให้ทราบการส่งออกอาหารของเราเฉพาะเดือนพฤษภาคมปีนี้ตัวเลขล่าสุดเรายังเป็นบวกถึง 15.1% เฉพาะผักผลไม้แปรรูปแช่แข็งบวกถึง 83.5% ไก่แช่แข็งบวก13% และเฉพาะ 5 เดือนแรกของไก่สดแช่แข็งเราบวกถึง 27.9% นี่คือสัญญาณที่บอกว่าทำไมอาหารไทยจะผงาดอาจขึ้นมาเป็นเบอร์ต้นในอนาคตไม่ได้ ถ้าเราจับมือร่วมกันในการเดินไปข้างหน้ายุทธศาสตร์ “อาหารไทย อาหารโลก”ภายใต้ยุทธศาสตร์”เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”จึงเกิดขึ้นเพื่อพาประเทศของเราไปสู่ความเป็นเบอร์ต้นของอาหารโลกด้วยเหตุผลหลายประการอย่างน้อยที่สุด ประการที่1 ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำเกษตรกรที่มีศักยภาพการผลิตต่างๆ วัตถุดิบเรามีความพร้อม ขณะเดียวกันกลางน้ำ การแปรรูปและการตลาดเราก็ไม่แพ้ประเทศไหนในโลก ประการที่2 อาหารไทยเป็นที่ยอมรับทั้งในเรื่องคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยที่ท่านรัฐมนตรีเกษตรตั้งเป็นเป้าหมายสำคัญเพราะถัดจากนี้ไปความปลอดภัยจะเป็นปัจจัยเบอร์ต้นต้นของโลกที่จะเลือกซื้อหรือไม่ซื้ออาหารของประเทศไหนในโลกรวมทั้งประเทศไทย ประการที่3 อาหารไทยมีอัตลักษณ์ของตัวเองและมีความหลากหลายที่ไม่แพ้ใครในโลก ประการที่4 อาหารไทยสอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของโลกสมัยใหม่ที่เรามีส่วนผสมส่วนประกอบของสมุนไพรและส่วนผสมหลายชนิดที่ผมคิดว่าสามารถสนองตอบความต้องการของตลาดโลกได้ ประการที่5 ผู้ประกอบการของไทยมีศักยภาพมีความแข็งแกร่งมีศักยภาพในการแข่งขันสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก ประการที่6 การพัฒนาเทรนด์เทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆเรามีพัฒนาการขึ้นเป็นลำดับในการที่จะทำให้อาหารไทยสามารถผงาดขึ้นมาเป็นอาหารของโลกได้ในอนาคตรวมทั้งตลาดของประเทศไทยและเครือข่ายพันธมิตรทั่วโลกที่เรามีอยู่ในปัจจุบันที่เราสามารถที่จะขยายออกไปได้

          " มาถึงวันนี้ผมคิดว่าภายใต้ความร่วมมือร่วมใจของพวกเราและภายใต้คำมั่นสัญญาที่เราจะต้องยึดมั่นต่อไปนี้ที่จะจับมือเดินหน้าไปด้วยกันไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐอื่น รวมทั้งภาคเอกชนให้เกษตรกรเราสามารถที่จะบรรลุ 4 พันธกิจและบรรลุเป้าหมายอื่นๆได้อย่างแน่นอนอย่างน้อยที่สุดเราจะต้องร่วมมือร่วมใจกัน

          ประการที่หนึ่ง เพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อผลิตอาหารไทยป้อนตลาดโลก ประการที่สองเราจะต้องจับมือร่วมมือร่วมใจกันเดินหน้าทำการตลาดเชิงรุกด้วยการรักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าที่เรามีอยู่ และปรับรูปแบบการตลาดเรา จะต้องมีทีมเซลล์แมนจังหวัดที่ประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัดภาคเอกชนในจังหวัดทีมเซลล์แมนประเทศที่ประกอบด้วยทีมไทยแลนด์ รวมทั้งทูตพาณิชย์ในต่างประเทศและภาคเอกชนที่จับมือร่วมใจกันเข้าสู่การตลาดยุคใหม่ไม่ว่าจะเป็นตลาดอ๊อฟไลน์ ตลาดออนไลน์ ตลาดเกษตรพันธสัญญา หรือว่าตลาดเคาน์เตอร์เทรดที่เราจะต้องปรับรูปแบบที่จะสนองตอบต่อความเติบโตของอาหารไทยให้ผงาดมาเป็นอาหารโลกต่อไปในอนาคต

          ประการถัดมาอย่างน้อยที่สุดหวังว่าจะได้ความคิดเห็นจากภาคเอกชนและเราพวกเราในวันนี้โลจิสติกส์กำลังเป็นเงื่อนไขสำคัญ และเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จที่เราจะเดินหน้าไปสู่การเป็นอาหารโลก ท่านอยากเห็นอย่างไร กระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอื่นๆ จะเข้าไปช่วยเหลืออย่างไร เป็นสิ่งที่เราจะต้องจับมือกันเพื่อลดต้นทุนและใช้ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการตลาดภายในประเทศและส่งออกต่อไปในอนาคต นอกจากนั้นการที่จะต้องจับมือร่วมกันปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคทำให้การประกอบธุรกิจง่ายขึ้น การที่จะประกอบกิจการด้านอาหารสามารถที่จะทำได้อย่างมีศักยภาพมากขึ้น รวมทั้งในเรื่องของการที่จะต้องเร่งรัดการทำข้อตกลงทางการค้าทั้งพหุภาคี ทวิภาคี และในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เราสามารถที่จะแสวงหาความได้เปรียบหรือไม่เสียเปรียบในทางการค้าในการก้าวเข้าสู่ความเป็นหนึ่งในตลาดโลกในอนาคตให้ได้ รวมทั้งการที่จะต้องเตรียมการและเตรียมความพร้อมในเรื่องของการที่จะเดินหน้าพาอาหารไทยเข้าสู่ยุค Post-Covid คือหลังสถานการณ์โควิดหรือแม้แต่ในช่วงวิกฤตโควิดที่เราไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ในเรื่องของคุณภาพมาตรฐานและที่เน้นย้ำไปแล้ว เรื่องความปลอดภัย ผมคิดว่าถ้าเราร่วมมือร่วมใจกันได้ทางกระทรวงเกษตร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอื่นๆภาคเอกชนและภาคเกษตรกร วันนี้จะเป็นอีกวันหนึ่งที่จะได้นับหนึ่งพาประเทศของเราเดินไปข้างหน้าทำให้อาหารไทยของเราสามารถไปเป็นอาหารโลกได้ต่อไปในอนาคต ได้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน " นายจุรินทร์ กล่าว

-----------------------------------

 

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา  เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม  2563   ณ  อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา  (สร. 3ก.ค. 63)

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา (นายทศพล ทังสุบุตร) และคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งเพาะปลูกและแหล่งผลิต “น้อยหน่าปากช่อง” พร้อมมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI มะขามเทศเพชรโนนไทย เผยเตรียมส่งเสริมและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดให้เข้มแข็ง และพร้อมออกสู่ตลาดโลก  

          นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า “เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 ได้เดินทางพร้อมคณะ  ลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการผลิตสินค้าในท้องถิ่นที่เตรียมขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา และร่วมหารือแนวทางการส่งเสริมและผลักดันของดีในชุมชน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดนครราชสีมาได้นำเสนอ “น้อยหน่าปากช่อง” ณ สวนน้อยหน่าเพชรปากช่อง บ้านหนองตาแก้ว ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีโอกาสได้รับการขึ้นทะเบียน GI เพราะถือเป็นของดี ของเด่นของชุมชน และอัตลักษณ์โดดเด่นกว่าน้อยหน่าที่อื่น  ซึ่งหากได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ นอกจากน้อยหน่าปากช่องแล้ว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังได้ร่วมหารือเบื้องต้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ถึงความเป็นไปได้ในการส่งเสริมสินค้าใหม่ๆ อาทิ ทุเรียนปากช่องเพื่อผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ในอนาคตต่อไป ”

          สำหรับ “น้อยหน่าปากช่อง” ปลูกมากในพื้นที่อำเภอปากช่อง ซึ่งมีสภาพดินแดงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูกน้อยหน่ามากที่สุด มีฤดูกาลผลิตในช่วง พฤษภาคม – ธันวาคม ของทุกปี แบ่งออกเป็น  3  สายพันธุ์ คือ (1) สายพันธุ์น้อยหน่าฝ้าย มีลักษณะตาแคบ ร่องตาลึก รสหวาน เนื้อสีขาวละเอียดครีม  กลิ่นหอม (2) สายพันธุ์น้อยหน่าหนัง มีลักษณะตากว้าง ร่องตาตื้น เนื้อสีขาวละเอียดเหนียว เปลือกร่อนได้ง่าย  (3) สายพันธุ์น้อยหน่าลูกผสม มีลักษณะผลใหญ่ รูปหัวใจ ผิวค่อนข้างเรียบ ร่องตาตื้น เปลือกบางลอกจากเนื้อได้ง่าย เนื้อเหนียว กลิ่นหอม รสชาติหวาน

          นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางไป ณ ศาลาประชาคมบ้านดอนสระจันทร์ ตำบลถนนโพธิ์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อมอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน GI สำหรับมะขามเทศเพชรโนนไทยของจังหวัดนครราชสีมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไป เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาเป็นผู้รับมอบหนังสือรับรองฯ จึงทำให้ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมามีสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนมากที่สุดในประเทศไทยเทียบเท่าจังหวัดเชียงราย ถึง 6 รายการ

          นายวีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI ทั้งการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายภายในประเทศ เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับผู้ประกอบการและสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีโอกาสบริโภคสินค้าท้องถิ่นซึ่งมีคุณภาพ เป็นของดี ของหายาก รวมทั้งขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะต้องทำควบคู่กับการผลักดันการจดทะเบียนคุ้มครอง GI ในต่างประเทศ 

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานงานแถลงข่าว โครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน” Lot 5 Back To School เพื่อลดค่าครองชีพ เมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานงานแถลงข่าว โครงการ “พาณิชย์ลดราคา!ช่วยประชาชน” Lot 5 Back To Schoolเพื่อลดค่าครองชีพ  โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย   เมื่อวันพุธที่ 17  มิถุนายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สร. 17 มิ.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานแถลงข่าวโครงการ พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot5 Back to school #บุกทุกโรงเรียน ที่ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4อาคาร สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ บรรยากาศเต็มไปด้วยความน่ารักอบอุ่นเพราะมีดุริยางค์กองแต๊กของเด็กๆมาสร้างบรรยากาศด้วย ขณะที่นายจุรินทร์ได้ลั่นระฆังเปิดโครงการเหมือนบรรยากาศการเข้าเรียนคึกคักอย่างยิ่ง

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งในการทำหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศภายใต้โครงการ พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ซึ่งได้ดำเนินการเริ่มต้นตั้งแต่ Lotที่ 1ไป จนกระทั่งถึงวันนี้มาถึง Lot ที่ 4สำหรับ Lot ที่ 1นั้นมีสินค้าเข้าร่วมรายการลดราคาทั้งหมด 6กลุ่ม สินค้าสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ประกอบด้วย 1.หมวดอาหารและเครื่องดื่ม 2.หมวดอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง 3.หมวดซอสปรุงรส 4.หมวดของใช้ในชีวิตประจำวัน 5.หมวดผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย 6.หมวดผลิตภัณฑ์ซักล้าง ซึ่งมีสินค้าเข้าร่วมรายการ Lot ที่ 1จำนวน 72รายการ ลดสูงสุดถึง 68%ถึง Lot ที่2มีสินค้าเข้าร่วมรายการ  3,022รายการ ลดสูงสุด 68%  และ  Lot ที่ 3มีสินค้าเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 4,845รายการ ลดสูงสุด 68%และในสาม Lot แรก ลดราคาทั้งในห้างโมเดิร์นเทรด ห้างค้าปลีก-ส่ง ที่กระจายไปในทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ

          อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ก็เข้ามาช่วยลดค่าครองชีพให้กับคนไทยทั้งประเทศเพิ่มเติมขึ้นอีกมาถึง Lot ที่ 4ซึ่งลงลึก เป็นคาราวานสินค้าลดราคาในสินค้า 6หมวดเช่นเดิม แต่เพิ่มรายการมาเป็น 7,158รายการ ลดสูงสุด 68%แต่ลงลึกไปจัดให้ถึงทุกอำเภอทั่วทั้งประเทศรวมทั้งหมด 878อำเภอ มีสินค้าที่เป็นไฮไลท์สำคัญประกอบด้วย ไข่ไก่ฟองละ 2บาท น้ำมันปาล์มขวดละ 30บาท ข้าวสาร 5กิโลกรัมคุณภาพ ถุงละ 95บาท น้ำตาลทรายกกิโลกรัมละ 20บาท ปลากระป๋อง กระป๋องละ 10บาท  และสินค้าที่เหลือก็ลดสูงสุดถึง 68%แต่ยังไม่สามารถสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนได้ครบถ้วนโดยเฉพาะในสถานการณ์โควิดและในสถานการณ์ที่พี่น้องประชาชนยังมีปัญหาในเรื่องของปากท้องและโดยเฉพาะลูกหลานของพี่น้องจำนวนมากกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเปิดภาคเรียน เพื่อลดภาระให้กับผู้ปกครองทั่วทั้งประเทศกระทรวงพาณิชย์จึงได้จัด พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชนใน Lot ที่ 5เกิดขึ้น เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียน หรือภายใต้สโลแกน พาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 5 Back to School

          สินค้าที่มาร่วมลดราคา จะประกอบด้วย 6หมวดสำคัญ 1. ชุดนักเรียน 2. รองเท้าถุงเท้า 3. กระเป๋า 4. ตำราเรียน-หนังสือ 5.เครื่องเขียน 6. สื่อการเรียน-การสอน  ซึ่งทั้ง 6กลุ่มสินค้านี้มีสินค้ามาร่วมลดราคาทั้งหมด 1,605รายการ เพื่อสนองต่อความต้องการตั้งแต่นักเรียนชั้นอนุบาลไปถึงชั้นประถมและถึงชั้นมัธยมปลาย โดยลดราคาสูงสุดถึง 80%และเริ่มลดราคาตั้งแต่วันที่ 15มิถุนายนถึงวันที่ 15กรกฎาคมเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนในวันที่ 1กรกฎาคมที่จะมาถึงนี้ 6กลุ่ม ประกอบด้วย

          1.ชุดนักเรียน มีสินค้าเข้าร่วม 883รายการ ลดสูงสุด  66%ประกอบด้วย เสื้ออนุบาล ประถม มัธยม กางเกงอนุบาล กระโปรงนักเรียน ชุดลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด ผ้าพันคอ-เครื่องหมายลูกเสือ/ยุวกาชาด/เนตรนารี

          2.รองเท้าถุงเท้า มีสินค้าเข้าร่วม 79รายการ ลดสูงสุด  80%ประกอบด้วยรองเท้าหนัง(ชาย, หญิง) รองเท้ากีฬา(ชาย, หญิง) รองเท้าผ้าใบ ถุงเท้าลูกเสือ

          3.กระเป๋า  มีสินค้าเข้าร่วม 59รายการ ลดสูงสุดลด  50%ประกอบด้วยกระเป๋านักเรียน กระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าดินสอ กระเป๋าเป้ล้อลาก

          4.ตำราเรียน-หนังสือ  มีสินค้าเข้าร่วม รายการ 397ลดสูงสุด 70%ประกอบด้วยแบบเรียนอนุบาล/ประถม/มัธยม นิทานไทย พื้นฐานการอ่านภาษาไทย หนังสืออ่านนอกเวลานวนิยายสำหรับเด็ก

          5.เครื่องเขียน  มีสินค้าเข้าร่วม 160รายการ ลดสูงสุดลด 50%ประกอบด้วยดินสอสี ปากกาเคมี ปากกาลูกลื่น วงเวียนปากกาลบคำผิด ดินสอ ดินสอกด ยางลบ ชุดระบายสี ไม้บรรทัด ปากกาเน้นข้อความ

          6.สื่อการเรียน-การสอน  มีสินค้าเข้าร่วม 27รายการ ลดสูงสุด  70%ประกอบด้วยไม้พลอง กระบี่กระบอง อุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำหรับพัฒนาเด็กระดับก่อนประถมศึกษา อุปกรณ์กีฬา ชุดเกมการศึกษา ชุดตัวต่อเสริมทักษะ

สำหรับผู้ผลิตที่เข้าร่วมพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot ที่ 5ที่เป็นผู้ผลิตหกกลุ่มสินค้าประกอบด้วย

          1. ตราศึกษาภัณฑ์

          2. ตราน้อมจิตต์

          3. ตราสมอ

          4. ตราสมใจนึก

          5. ตราบาจา

          6. ตรานันยาง

          7. ตราแพน/พีเอส จูเนียร์

ส่วนผู้จำหน่ายซึ่งเป็นห้างค้าปลีก-ส่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้นมีด้วยกัน 13ห้างที่เข้าร่วมรายการกับกระทรวงพาณิชย์  ประกอบด้วย

          1.บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)

          2.บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด

          3.บริษัท บิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

          4.บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด

          5.บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน)

          6.บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด

          7.บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

          8.บริษัท สรรพสินค้าตั้งฮั่วเส็ง จำกัด

          9.บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

          10.บริษัท อิออน (ไทยแลนด์) จำกัด

          11.บริษัท สหลอว์สัน จำกัด

          12.ซี.เจ. เอ็กซ์เพรส์

          13.บริษัท ฟู้ดแลนด์ซุปเปอร์มาร์เก็ต จำกัด

          " ซึ่งโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน Lot ที่ 5 คาดว่าจะสามารถช่วยนักเรียนได้ไม่น้อยกว่า 10.7 ล้านคนที่กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ ช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับผู้ปกครองทั่วทั้งประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในการสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทตลอดโครงการ ขอบคุณห้างค้าส่ง ค้าแปลีก ห้างโมเดิร์นเทรดและผู้ผลิตทั้งเจ็ดบริษัทที่เข้าร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในวันนี้ นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจนกระทั่งถึงวันที่ 15 กรกฎาคม กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามามีบทบาทในการช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับทุกท่านในโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 5 Back to School" นายจุรินทร์ กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานงานแถลงข่าว ยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างโอกาสไทยทุกคน โดย กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2563

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานงานแถลงข่าว ยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างโอกาสไทยทุกคน โดย กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย   เมื่อวันพุธที่ 10  มิถุนายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สร. 11 มิ.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  นำ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จับมือสร้างประเทศเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มจีดีพีประเทศ และเพิ่มรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งทั้ง 2กระทรวงมีพันธกิจร่วมกัน คือ สร้าง Single Big Data ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน สร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด

          โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  จะนำกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าภายใต้นิยาม "พาณิชย์ทันสมัย" นำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้ เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำ สร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศ ขยายตลาดด้วยเทคโนโลยีและการค้าออนไลน์ สร้างโมเดลการค้าใหม่ให้เกิดขึ้น ส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าไทย โดยมุ่งไปทั้งตลาดในประเทศและต่าง ประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนจังหวัดประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ผู้ประกอบการในจังหวัด ด้านตลาดต่างประเทศ ใช้ทีมเซลล์แมนประเทศประกอบด้วยทูตพาณิชย์กับผู้ส่งออกภาคเอกชน มีช่องทางการตลาด คือ ออนไลน์ (แพลตฟอร์มรายการสินค้าเพื่อรองรับนิวนอร์มอล) ออฟไลน์ (โมเดิร์นเทรด ,สมาร์ทโชวห่วย ,ธงฟ้า ,โมบายมาร์เก็ต ,โมบาย ,รถพุ่มพวง,คาราวาน ,ตลาดต่างๆ,ตลาดกลาง ,ตลาดสด) คอนแทรคฟาร์มมิ่ง (ทำเกษตรพันธสัญญา)เคาน์เตอร์เทรด (สร้างเวทีสร้างจับคู่ให้มากขึ้น)

          " วันนี้ต้องถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันนึงของประเทศไทย คือ เป็นการเปิดศักราชใหม่อย่างเป็นรูปธรรมในการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างสองกระทรวงหลักคือกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวใจสำคัญของวันนี้ก็คือการเปิดวิสัยทัศน์สำคัญร่วมกันของทั้งสองกระทรวงภายใต้วิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคนโดยใช้ยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิตและภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้มีเป้าหมายชัดเจน คือเป้าหมายในการเดินหน้ายุทธศาสตร์เป็นเป้าหมาย 1สร้า3เพิ่ม หนึ่งสร้างที่ว่าก็คือการสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก ส่วนเป้าหมายสามเพิ่ม ที่ว่าก็คือเพิ่มที่หนึ่ง คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ เพิ่มที่สองก็คือการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ และเพิ่มที่สามก็คือการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในทุกระดับ โดยการที่จะบรรลุหนึ่งสร้างสามเพิ่มนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงพาณิชย์จะต้องมีพันธกิจร่วม 4พันธกิจด้วยกันพันธกิจร่วมที่หนึ่งก็คือการที่จะต้องร่วมกันสองกระทรวงในการสร้าง Single Big Data ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ทั้งสองกระทรวงได้ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกันเสียที ไม่มีของเขาของเรา ไม่มีของพาณิชย์ไม่มีของเกษตร มีแต่ Single Big Data ร่วมของประเทศทั้งด้านการผลิตและการตลาด" นายจุรินทร์ กล่าว

          นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า พันธกิจร่วมที่สอง ก็คือการที่เราจะต้องร่วมกับสองกระทรวงสร้างแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พานิชย์ตลาด ให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อให้ภาคการผลิตคือภาคการเกษตร ภาคการแปรรูป อุตสาหกรรม ภาคการค้า การลงทุนการส่งออกได้สามารถมาใช้แพลตฟอร์มกลางที่ว่านี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลแลกเปลี่ยนพันธสัญญาในการซื้อขายและการทำการตลาดร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไปในอนาคต พันธกิจร่วมที่สาม ก็คือการที่สองกระทรวงจะต้องร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในสินค้าเกษตรของท่านโดยจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายของการตลาดและการผลิตยุคใหม่ที่โลกต้องการและเป็นการสะท้อนว่าเราเดินไปสู่ยุทธศาสตร์ ตลาดนำ การผลิต เพราะถ้าตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ก็จะขายยากในตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดสำคัญของโลกในประเทศที่มีศักยภาพมีที่ดี มีรายได้สูง

          พันธกิจร่วมประการที่สี่ อยู่ที่กระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ต้องทำร่วมกันก็คือในเรื่องของการที่จะต้องพัฒนาคนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้ตรงตามความต้องการของตลาดร่วมกันทั้งคนทั้งผลิตภัณฑ์ทั้งสองกระทรวงต้องพัฒนาไปด้วยกันพร้อมกัน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ ตลาดนำการผลิต และเพื่อนำไปสู่เป้าหมายวิสัยทัศน์สร้างโอกาสไทยทุกคน นี่คือ 4พันธกิจร่วมเบื้องต้นที่ขอเปิดวิสัยทัศน์ในวันนี้ ที่สองกระทรวงจะทำร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การที่จะบรรลุพันธกิจรวม 4พันธกิจ จะต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันสองกระทรวง โดยมีประธานทั้งสองกระทรวงเป็นผู้ไปทำธุรกิจร่วมกัน ในการจัดทำเป้าหมายที่เป็นตัวเลขชัดเจน ไปทำแผนปฏิบัติทำโครงการขับเคลื่อน ทำตัวชี้วัด และไปทำทุกอย่างให้ผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ต่อไปตนแนะนำว่านอกจากคณะทำงานชุดรวมแล้วต้องมีคณะทำงานแต่ละชุดที่จะบรรลุเป้าหมายพันธกิจร่วม 4ชุดนี้และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเดินหน้าไปสู่เป้าหมายของการเป็นเกษตรทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ก็เช่นเดียวกันต้องเดินหน้าไปสู่การเป็นพาณิชย์ทันสมัย

          พาณิชย์ทันสมัย คือ ประการที่หนึ่งต้องเป็นพาณิชย์ที่นำเทคโนโลยีและข้อมูลทันสมัยมาใช้เพื่อทำการตลาดอย่างแม่นยำจากทุกมุมโลกจากทุกข้อมูล จากทุกแหล่งมาบูรณาการและมากลั่นกรองเป็นข้อมูลที่จะนำไปสู่การดำเนินการทางการตลาดที่ถูกต้องชัดเจน

พาณิชย์ทันสมัยประการที่สองก็คือกระทรวงพาณิชย์ต้องสร้างทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีศักยภาพและมีประสิทธิภาพให้ได้ เซลล์แมนจังหวัดไม่ใช่แค่พาณิชย์จังหวัดคนเดียวแล้วตั้งตัวเองเป็นเซลล์แมนจังหวัดแต่เซลล์ในจังหวัดต้องประกอบด้วย พาณิชย์จังหวัด ภาคเอกชน ภาคการผลิตและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันทำงานเซลล์ทีมเซลล์แมนจังหวัด เพื่อทำหน้าที่ทางการตลาดภายใต้หลักพาณิชย์ทันสมัย ทีมเซลล์แมนประเทศต้องประกอบ ด้วยพาณิชย์และภาคเอกชน ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมทั้ง ผู้นำเข้าในตลาดประเทศนั้น มารวมตัวกันเป็นทีมเซลล์แมนประเทศ จึงจะเป็นพาณิชย์ทันสมัย

          ประการที่สาม จะต้องมีการขยายตลาดการค้าออนไลน์ซึ่งถือว่าเป็นระบบการค้าแบบที่เรายังไม่นำมาใช้อย่างแพร่หลายจริงจัง ต่อไปจะเป็น New Normal ตัวจริงของตลาดโลกขึ้นมา เพราะเมื่อคนนับหนึ่งจากการระบบใช้ ecommerce การใช้การค้าออนไลน์ต่อไป ก็คงจะชินกับระบบนี้และสะดวกคล่องตัวโดยไม่ต้องเดินทางไปพบตัวเอง แค่ซื้อบนจอรวมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยต่อไป เราต้องเดินไปสู่การใช้ blockchain ในการเจรจาติดต่อกัน การขายและการลงทุนอนาคต ประการที่สี่ก็จะต้องเน้นในการสร้างโมเดลการค้ารูปแบบใหม่ๆให้เกิดขึ้นเพิ่มเติม เช่นในอนาคตอาจจะต้องนำทั้งหมด drop off ศูนย์รวม ศูนย์กระจายสินค้ามาใช้มากขึ้นรวมทั้งการเชื่อมระบบทั้งออฟไลน์และออนไลน์เข้ามาไว้ด้วยกัน โดยไม่แยกส่วนก็จะเป็นโมเดลทางการตลาดรูปแบบใหม่ที่ช่วยกันสองกระทรวงพัฒนาร่วมกัน

          และประการสุดท้ายนิยามของพาณิชน์ทันสมัย ก็คือเราจะต้องสามารถเดินหน้าไปสู่การสร้างความเชื่อมั่น และส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นในสินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าทางการเกษตรที่เราจับมือกับกระทรวงเกษตรให้ขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นด้วยกันสร้างแบรนด์ จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา หรือการสร้าง Trust Mark ให้เกิดขึ้นกับตลาดโลกทั้งโลกนี่คือนิยามของคำว่าพาณิชย์ทันสมัย

          สำหรับช่องทางการตลาดที่จะนำสินค้าเกษตรไปขายให้กับผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเราจะแบ่งออกเป็น 2ส่วนคือ ตลาดในประเทศกับตลาดต่างประเทศตลาดในประเทศ ที่ว่าก็จะทีมเซลล์แมนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญตลาดต่างประเทศก็จะมีทีมเซลล์แมนประเทศ ในการที่จะไปทำตลาดในต่างประเทศของโลก ส่วนช่องทางการตลาดเราได้คุยกันระหว่างสองกระทรวงและได้ข้อสรุปร่วมกันว่าอย่างน้อย 4ช่องทางการตลาด

          ช่องทางตลาดที่หนึ่งคือตลาดออฟไลน์ซึ่งถือว่าเป็นตลาดดั้งเดิมในตลาดรูปแบบเดิมที่เราได้ใช้มาในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา แต่ก็ยังสามารถพัฒนารูปแบบไปได้อีกเยอะ ไม่จำเป็นต้องอยู่รูปแบบเดิม เพื่อนำไปสู่พาณิชย์ทันสมัย ประกอบด้วยโมเดิร์นเทรด สมาร์ทโชวห่วย ที่ผมมีนโยบายยกระดับโชวห่วยขึ้น เป็นสมาร์ทโชวห่วย มีการใช้เทคโนโลยีรูปแบบการบริหารจัดการเข้ามาช่วยภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้านธงฟ้าก็ยังถือเป็นช่องทางตลาดอ๊อฟ ไลน์ของเราอีกช่องทางหนึ่ง โมบายมาร์เก็ตที่ผมจะเป็นตลาดชั่วคราวที่ไม่จำเป็นต้องไปสร้างอาคารขนาดใหญ่ ก็คือตลาดชั่วคราว ตลาดเฉพาะกิจที่ต้องทำงานเชิงรุกของทีมเซลล์แมนจังหวัดในการเป็นช่องทางระบายสินค้าทางการเกษตร เช่น ต้องสนองความต้องการตลาด และระบายสินค้าเกษตรต้องทำที่หนึ่งสัปดาห์จบ ถ้าสินค้าหมด นี่ก็คือทิศทางของตลาดอ๊อฟไลน์ที่เรียกว่าโมบายมาร์เก็ต รถพุ่มพวงก็จะเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถสนองต่อความต้องการของตลาดอ๊อฟไลน์ได้ คาราวานสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ตลาดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดกลาง ตลาดสด ตลาดนัด ตลาดต้องชม เป็นต้น นี่คือตลาดอ๊อฟไลน์

          ตลาดที่สอง ก็คือตลาดออนไลน์ ทวีความสำคัญยิ่งขึ้นตลาดออนไลน์นั้นจะต้องมีแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและแพลตฟอร์มต่างประเทศ และแพลตฟอร์มกลางเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่เราจะต้องสร้างให้เกิดขึ้นและเป็นช่องทางระบายสินค้าเกษตรต่อไปอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สามการทำคอนแทรคฟาร์มมิ่ง ซึ่งขณะนี้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญามีผลบังคับใช้แล้ว จะช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิตมีหลักประกันว่า ถ้าลงนามในเกษตรพันธสัญญาแล้วเค้ามีหลักประกันเรื่องราคารับซื้อ ปริมาณการรับซื้อ โดยผู้ซื้อผู้บริโภคหรือจะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของ value chain ในภาคการผลิตสินค้าต่อเนื่องอย่างไร และจะเป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรให้ความสำคัญร่วมกันมากขึ้นเพื่อสร้างหลักประกันทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการ ช่องทางสุดท้ายสี่คือการนำ counter trade มาใช้โดยการสร้างเวทีจับคู่การค้าการผลิตมาพบกันให้มากขึ้นในรูปของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าหรือรูปแบบใดก็สุดแล้วแต่ ตามความเหมาะสมของแต่ละกรณีทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ นี่คือวิสัยทัศน์ เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน

          " วันนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของวิสัยทัศน์เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน ถัดจากนี้ไปทั้งสองกระทรวงและบุคลากรทั้งสองกระทรวงยังมีภารกิจอีกเยอะที่จะต้องนำวิสัยทัศน์นี้หลักคิดนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดขึ้นให้ได้เพื่อเกษตรกรเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ รวมทั้งสร้างเศรษฐกิจระดับกลางของผู้ประกอบการและระดับรวมในฐานะผู้ส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศและสร้างความหวังให้กับประเทศของเราต่อไป ผมคิดว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่รายละเอียดสุดท้ายเพราะนี่คือการเริ่มต้นเฉพาะความคิดของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงเกษตรคิดว่าภาคส่วนอื่นๆควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยแสดงความคิดเห็นช่วยสะท้อนมุมมองของภาคอื่นๆซึ่งกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์ยินดีรับฟังและจะนำไปปรับต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติให้ได้จริงให้ได้มากที่สุดไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเป้าหมายการปรับปรุงถ้าจำเป็นต้องเกิดขึ้น " นายจุรินทร์ กล่าววิสัยทัศน์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานและตรวจเยี่ยมโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน Lot3 เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2563 ณ ห้างสรรพสินค้า เซนโทซ่า จ.ขอนแก่น (สร. 17 พ.ค. 63)

 

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานและตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการพาณิชย์ ลดราคา! ช่วยประชาชน Lot 3 ที่ ห้างสรรพสินค้า เซนโทซ่า ขอนแก่น  พร้อมกับตัวแทนห้างท้องถิ่นทั่วประเทศทั้งที่มาร่วมที่นี่และทางท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาค ผ่านระบบ  Zoom เว็บคอนเฟอร์เรนซ์  ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่สไตล์ New Normal  นายจุรินทร์ได้ทักทายทั้งภาคเหนือจังหวัดลำปาง ภาคใต้จังหวัดชุมพรจังหวัดยะลา -สุราษฎร์ธานี ภาคกลางในจังหวัดกาญจนบุรี  เป็นต้น 

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ครั้งนี้ เป็นการลดราคาสินค้าใน 6 กลุ่มสำคัญซึ่งเป็นสินค้าที่จำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวันประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง กลุ่มซอสปรุงรส กลุ่มของใช้ประจำวัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง

          ซึ่งทั้ง 2 รอบที่ผ่านมานั้นมีสินค้าเข้าร่วมรายการรวมกันทั้งหมด 3,025 รายการด้วยกันและลดราคาสูงสุดถึง 68% โดยมีห้างสรรพสินค้าในระดับประเทศเข้าร่วมทั้งหมด สรรพสินค้าด้วยกัน 13 ห้างสรรพสินค้าด้วยกันซึ่งทั้ง 13 ห้างสรรพสินค้านี้มีสาขารวมกันทั่วประเทศ หมายความว่าการลดราคาในโครงการพาณิชย์ลดราคา เพื่อประชาชนทั้ง 2 รอบที่ผ่านมานั้นเป็นการลดราคาสินค้าภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงพาณิชย์กับเอกชนให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศ

          "ผมเห็นว่าถ้าเราจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปในเชิงลึกมากยิ่งขึ้นเพราะ 2 รอบที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับอย่างดีโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อตที่ 3 จึงเกิดขึ้นเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้ร่วมมือการห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศจาก 67 จังหวัดโดยมีห้างท้องถิ่นทั้งหมดรวม 158 ห้าง 287 สาขาที่กระจายอยู่ในทุกภาคทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการและมีสินค้าเพิ่มเติมจากล็อตที่สองอีกจำนวนถึง 1,717 ใช้การเข้าร่วมโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อตที่ 3 และลดราคาสูงสุดร้อยละ 68 เช่นเดียวกัน" นายจุรินทร์กล่าว

          อย่างไรก็ตามเมื่อนับรวมโครงการพาณิชย์ลดราคาล็อตหนึ่งถึงสามร่วมกันแล้วนะเวลานี้ถือว่าโครงการนี้มีสินค้าเข้าร่วมรายการรวมกันทั้ง 3 ล็อตจำนวนถึง 4,845 รายการ และลดราคาสูงสุดถึง 68% เช่นเดียวกันและที่สำคัญคือกระจายลงไปในพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศทั้งในระดับห้างสรรพสินค้า ค้าปลีกค้าส่งระดับชาติและห้างค้าส่งระดับท้องถิ่นที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย การเปิดโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อตที่ 3 ของกระทรวงพาณิชย์กับห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นทั่วประเทศนี้มั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศอย่างน้อยที่สุดประการที่หนึ่งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชนที่กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ

          ประการที่สอง ก็เท่ากับเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินเยียวยาของรัฐบาลที่จ่ายเงินให้กับผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนคนละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือนซึ่ง 5,000 บาทต่อเดือนนั้นถ้านำมาซื้อสินค้าลดราคาสมมติเฉลี่ยลดร้อยละ 60 ก็จะเท่ากับว่าเงิน 5,000 บาท ท่านสามารถซื้อสินค้าได้มากขึ้นอีก 3,000 บาท อีกนัยหนึ่งก็หมายความว่าเงินเยียวยาที่รัฐบาลจ่ายให้กับผู้มีคุณสมบัติเดือนละ 5,000 บาทนั้นจะงอกเป็นเดือนละ 8,000 บาท ถ้าเป็นเวลาสามเดือนก็จะเป็น 24,000 บาท

          และประการสุดท้ายที่สำคัญที่สุดผมได้คุยกับเจ้าของห้างท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศ เมื่อสักครู่มีความเห็นตรงกันว่าโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อตที่ 3 นั้น จะมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องประชาชนและเป็นการช่วยให้เกิดการหมุนเวียนซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไปแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในสถานการณ์โควิดนี้ก็ตาม

          " ขอขอบคุณห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นทั้งหมดจาก 67 จังหวัด 158 ห้าง 287 สาขาทั่วประเทศที่ได้ร่วมมือร่วมใจกับกระทรวงพาณิชย์ในการเข้ากับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนหวังว่าจะมีส่วนสำคัญในการช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2563 ณ เดอะมอลล์”งามวงศ์วาน (สร. 14 พ.ค. 63)

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า มาตรวจห้างอีกครั้งหนึ่ง โดยมาที่ห้างเดอะมอลล์ สาขางามวงศ์วาน เพื่อมาตรวจติดตามโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ซึ่งเราดำเนินการมาแล้ว2ล็อต ครั้งนี้เป็นล็อตที่ 3แล้ว โดยมีสินค้าที่เข้าร่วมลดราคาทั้งหมด 3,025รายการด้วยกันและลดสูงสุดถึงร้อยละ 68ซึ่งจะลดไปจนถึงกระทั่งอย่างน้อยวันที่ 30มิถุนายนที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตามจากการติดตามประเมินผลโครงการพาณิชย์ลดราคา เพื่อประชาชน 2ล็อตที่ผ่านมา รวมทั้งลดราคาข้าวถุงด้วยซึ่งมีข้าวถุงร่วมรายการทั้งหมด 104รายการ พบว่าพี่น้องประชาชนให้ความสนใจและมีความพึงพอใจมากจึงเป็นที่มาที่กระทรวงพาณิชย์ก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์   เปิดเผยว่า จะเริ่มดำเนินโครงการพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชนล็อตที่ 3ซึ่งล็อตที่ 3นี้จะเป็นการรวบรวมห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นทั้งหมดทั่วทั้งประเทศไทยมาร่วมการลดราคาสินค้าช่วยประชาชนในช่วงโควิด คาดว่าจะมีห้างสรรพสินค้าจากทั่วประเทศที่เป็นห้างท้องถิ่นมาร่วมลดราคาไม่ต่ำกว่า 100ห้างจะมีสินค้าร่วมรายการนับ 1,000รายการด้วยกันซึ่งจะเริ่มเปิดโครงการนี้

          "ในวันพรุ่งนี้คือวันที่ 15พฤษภาคมที่จังหวัดขอนแก่นโดยผมจะเดินทางไปเปิดด้วยตนเอง แต่ไม่ได้ลดเฉพาะที่ขอนแก่น แต่จะลดทั่วทั้งประเทศไทย โดยพรุ่งนี้ตอนบ่าย 2โมงจะแจ้งรายละเอียดให้ทราบว่ามีสินค้าที่ชัดเจนแล้วจำนวนกี่รายการแต่นับ 1000รายการและประกอบด้วยห้างอะไรบ้าง คาดว่าจะลดไม่ต่ำกว่า 68%เช่นเดียวกับล็อตที่ 2 " นายจุรินทร์กล่าว

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  บอกว่า โครงการนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนเพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนแล้วเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของเงินเยียวยาที่รัฐบาลจัดให้กับผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับเดือนละ 5,000บาท รวม 3เดือนเป็นเงิน 15,000บาทด้วย สมมุติว่าเราไปซื้อสินค้าที่ลดราคาเฉลี่ยที่ 60%ถ้าเราใช้เงิน 5,000บาท ที่ได้มาไปซื้อสินค้าจะซื้อสินค้าได้มากขึ้นอีก 3,000บาท เงิน 5,000ก็จะงอกเป็น 8,000บาท 3บาท เดือนก็จะเป็น 24,000บาท นี่คือผลประโยชน์ที่จะเห็นชัดเจนอย่างน้อยที่สุดนอกจากช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนแล้วก็จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของเงินเยียวยาของรัฐบาลไปในตัวด้วยและในภาพรวมผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดจะช่วยลดภาระค่าของชีพให้กับประชาชนฟังโครงการไม่ต่ำกว่า 1,000ล้านบาทในภาพรวม

          เรื่องของการเปิดห้างสรรพสินค้าจะขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลและขึ้นอยู่กับนโยบายของศบค. ที่จะเป็นผู้พิจารณาโดยหลักคิดว่าสุขภาพกับปากท้องจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปด้วยกันเพราะขณะที่สุขภาพเป็นเรื่องที่มีความสำคัญแต่ปากท้องของพี่น้องประชาชนก็เป็นเรื่องที่สำคัญควบคู่กันไปเช่นเดียวกันต้องดูว่าความเหมาะสมสมดุลควรจะอยู่ตรงไหนอย่างไร รัฐบาลจะเริ่มเปิดโอกาสให้มีช่องหายใจเพิ่มมากขึ้นสำหรับเรื่องของเศรษฐกิจเมื่อไหร่อย่างไรอย่างให้ประชาชนจำนวนหนึ่งก็อยากเห็นการคลี่คลายของสถานการณ์โควิดแต่ก็มีห้างสรรพสินค้าหลายห้างที่ลดราคาไปล่วงหน้าเช่นที่เดอะมอลล์ก็ให้ความร่วมมือมีสินค้าพิเศษมาร่วมเพิ่มเติมอีก 125 รายการ และมีการลดราคาในอีกหลายสินค้าเพิ่มเติมเข้ามาเป็นเรื่องของแต่ละห้างที่จะเข้ามาช่วยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์นอกเหนือจากโครงการล็อต 1 และล็อต 2 ก็จะมีปลีกย่อยที่แต่ละห้างก็มาร่วมลดราคาเพิ่มเติมเช่นเดียวกับหลายห้างขอขอบคุณสำหรับเดอะมอลล์และห้างสรรพสินค้าอื่นๆรวมทั้งผู้ผลิตสินค้า

H.E. Mr. Michael DeSombre เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2563 ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 กระทรวงพาณิชย์ (สร 14 พ.ค. 63)

H.E. Mr. Michael  DeSombre เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการค้าการลงทุน และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเมื่อวันพุธที่ 13  พฤษภาคม 2563  ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 กระทรวงพาณิชย์ (สร 14 พ.ค. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการค้าออนไลน์สู่ตลาดโลกหลักสูตร “ Smart Farmer ออนไลน์สู่ตลาดโลก” เมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2563 (สำนักงานรัฐมนตรี 13 พ.ค. 63)

 

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการค้าออนไลน์สู่ตลาดโลกหลักสูตร “ Smart Farmer ออนไลน์สู่ตลาดโลก”  เมื่อวันพุธที่ 13พฤษภาคม 2563   ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ถ.รัชดาภิเษก)

        รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  กล่าวเปิดการสัมมนาว่า งานสัมมนามิติใหม่ใน รูปแบบการสัมมนาออนไลน์ ภายใต้โครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการค้าออนไลน์สู่ ตลาดโลกหลักสูตร“Smart Farmer ออนไลน์สู่ตลาดโลก” ที่จัดโดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในวันนี้โดยโครงการนี้เกิดขึ้นในหลักคิดเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ที่ต่อไปนี้จะต้องมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ จะแยกส่วนการทำงานเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เพราะทั้งสองกระทรวงนี้ทั้งการผลิตและการตลาดนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเดินไปในทิศทางเดียวกัน ถ้ามีแต่ภาคการผลิต แต่ไม่มีภาคการตลาดการผลิตก็จะประสบปัญหาเพราะผลิตแล้วไม่ทราบว่าจะเอาไประบายที่ไหนด้วยวิธีไหนอย่างไร ถ้ามีแต่การตลาดขายได้แต่ไม่มีของจะขายก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปขายที่ไหน จึงจำเป็นที่จะต้องทำควบคู่กันไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันและสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไปคือเปลี่ยนเข้าสู่ยุค New Normal ทางเศรษฐกิจ New Normal เศรษฐกิจอีคอมเมิร์ซหรือการค้าออนไลน์ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นและจะทวีความสำคัญ จนกระทั่งจะกลายเป็น New Normal ทางเศรษฐกิจที่ทุกคนให้การยอมรับ โดยเฉพาะในช่วงที่เราประสบกับภัยโควิดการจัดการสัมมนาอบรมออนไลน์เพื่อส่งเสริมการส่งออกโดยระบบอีคอมเมิร์ซถือระบบออนไลน์จึงเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับสถานการณ์เป็นอย่างยิ่งและการมุ่งเน้นในเรื่องสินค้าทางการเกษตรเพราะสินค้าทางการเกษตรถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตัวเลขการส่งออกของประเทศและพบว่าพื้นที่ถึงร้อยละ 40ของประเทศเป็นพื้นที่ทางการเกษตร มีเกษตรกรที่ประกอบอาชีพนี้ถึงประมาณ 10ล้านคน

 

          สำหรับกระทรวงพาณิชย์ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการในเรื่องของการตลาดเพื่อระบายพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด โดยเฉพาะการจัดโครงการระบายผลไม้ซึ่งช่วงนี้กำลังเป็นช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดหลายชนิดด้วยกันและที่ผ่านมาเราได้มีการดำเนินการตั้งเป้าหมายที่มีความชัดเจนว่ากระทรวงพาณิชย์ที่ทำหน้าที่ทางการตลาด จะเข้าไปช่วยเกษตรกรในการทำให้ผลไม้ทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ และจะใช้กลไกรูปแบบการขายทั้งการขายแบบออฟไลน์ และออนไลน์ สำหรับตลาดในประเทศคือการระบายผลไม้ผ่านตลาดไท สำหรับแบบออฟไลน์ที่เป็นค่าส่งทั่วทั้งประเทศ รวมทั้งตามห้างสรรพสินค้าต่างๆที่ในแผนกซุปเปอร์มาร์เก็ตยังสามารถขายผลไม้ให้กับเกษตรกรได้โดยในส่วนของตลาดออนไลน์นั้นเรามุ่งเน้นทั้งในตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เปิดโครงการสำหรับการระบายผลไม้คือ Thailand Fruits Golden Months คือ การส่งเสริมการบริโภคทั้งภายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศในช่วง 2เดือนคือ 2เดือนทองสำหรับการบริโภคผลไม้ของไทยคุณภาพในราคาพิเศษ สำหรับการขายในประเทศออนไลน์มีแพลตฟอร์มชั้นนำของไทยหลายแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนพลผลไม้ได้ขายผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ Thailandpostmart, Shopee, Lazada, JD Central, Jatujakmall, Cloudmall, The Hub Thailand และ Octorocket.asia ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดําเนินการแล้ว

          สําหรับด้านตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งส่งเสริมการ ส่งออกผลไม้ไทยเชิงรุกผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยการร่วมมือกับแพล็ตฟอร์มระดับ โลก หลายแพลตฟอร์มด้วยกันได้แก่ Tmall (จีน), Bigbasket (อินเดีย), Khaleang.com (กัมพูชา) , Aeon (ญี่ปุ่น) , Amazon (สิงคโปร์และสหรัฐฯ) และ Lotte (เกาหลีใต้) เป็นต้น รวมทั้ง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายออนไลน์กับเว็บไซต์พันธมิตรในตลาดอาเซียน จีน และยุโรป และเพิ่มกิจกรรมเจรจาธุรกิจผ่านทางออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ส่งออกไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้มีการเจรจากับผู้นําเข้ามะม่วงจากเกาหลี โดยนำเข้าผ่านการเจรจาออนไลน์แล้วได้ 3,200ตัน มูลค่าถึง 15ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นต้น

          "การจัดงานสัมมนาออนไลน์วันนี้มีคนเข้าร่วมถึง 200 คนถือเป็นปรากฏการณ์ที่ดีถือว่าเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ความสนใจกับการค้าออนไลน์ซึ่งสอดคล้องกับ New Normal ทางการค้ายุคใหม่ของประเทศและของโลก จึงขอแสดงความยินดีและหวังว่าการจัดงานสัมมนาครั้งนี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายช่วยให้เราสามารถสร้างทัพหน้าทางการค้าออนไลน์ ให้เกิดขึ้นได้อีกอย่างน้อย 200 คนที่จะไปบุกตลาดโลกผ่านระบบออนไลน์เพื่อขายสินค้าทางการเกษตรนำรายได้ให้กับประเทศและจะทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกเป็นทีมเซลล์แมนที่มีศักยภาพให้กับประเทศไทยในอนาคต" รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แถลงข่าว Thai Fruit Month “ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 1 พ.ค. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิด “โครงการ Thailand Fruits Golden Months : ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ได้แก่ Thailandpostmart, Shopee, Lazada, JD Central, Jatujakmall, Cloudmall, The Hub Thailand และ Octorocket.asia สนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยส่งเสริมช่องทางออนไลน์สำหรับจำหน่ายสินค้าการเกษตรเพื่อการส่งออก ผลไม้สดเกรดพรีเมียม คุณภาพส่งออก ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน มังคุด และผลไม้ไทยอื่นๆ ที่จะทะยอยออกสู่ตลาด เช่น ลำไย และลิ้นจี่ ซึ่งหลายสวนไม่สามารถส่งออกไปขายยังตลาดในต่างประเทศได้เต็มที่ดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้มอบกล่องใส่ผลไม้จำนวน 200,000 กล่อง เพื่อช่วยเกษตรกรที่ต้องการจำหน่ายผลไม้ผ่านช่องทางออนไลน์อีกด้วย

          นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ทั้งรับฟังและร่วมคิดร่วมวางแผนล่วงหน้ามาก่อนทุกระยะและพอมีสถานการณ์ก็ปรับแผนงานรองรับเพิ่มทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ วันนี้มาเปิดเดือนทองของผลไม้ 2 เดือน เพื่อส่งเสริมการค้าผลไม้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 7 แพลตฟอร์ม เพื่อให้คนไทยสามารถซื้อผลไม้คุณภาพดี เกรดส่งออก เพื่อบริโภคได้สะดวก ในราคาถูก และสามารถช่วยเหลือชาวสวนผลไม้ทุกชนิด สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดในขณะนี้ เพื่อพลิกวิกฤติโควิดเป็นโอกาส รวมทั้งได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อช่วยการส่งออกผลไม้ไทยไปสู่ผู้บริโภคต่างประเทศ สำหรับโครงการตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนผู้ส่งออก รวม 50 ราย ขณะนี้มีจำนวนสินค้าขึ้นจำหน่ายแล้วกว่า 60 รายการบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย นำร่องจำหน่ายมะม่วงน้ำดอกไม้ ผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ไทยแลนด์โพสต์มาร์ต ซึ่งร้านค้าออนไลน์ภายใต้การดูแลของบริษัทไปรษณีย์ไทย โดยไม่คิดค่าขนส่งกระทรวงพาณิชย์

          และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ทุกหน่วยงานในสังกัดปรับแผนภารกิจ เพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนในทุกมิติ โดยแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรประกอบด้วย การผลักดันการกระจายผลไม้เกรดพรีเมี่ยมผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ในและต่างประเทศ การตรวจติดตามการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อผลไม้และดูแลเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เป็นธรรม การเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้และทำสัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายในระหว่างเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร กับ ห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ค้าส่งในตลาดไท ผู้ส่งออก ซึ่งดำเนินการแล้วจำนวน 40 สัญญา การเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ผ่านศูนย์รวบรวมผลไม้ของจังหวัดแหล่งผลิตกับผู้ซื้อจังหวัดนอกแหล่งผลิต เพื่อระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้กับผู้บริโภคโดยตรง

          ขณะเดียวกันได้มีการเพิ่มช่องทางและจัดพื้นที่การจำหน่ายให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร รวมถึงการรณรงค์การบริโภคผลไม้ โดยประสานและได้รับความร่วมมือจากห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดกลางสินค้าเกษตร และตลาดสดขนาดใหญ่ ตลอดจนเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคผ่านเครือข่ายความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม Biz Club เป็นต้น

          ในส่วนของการส่งออก ให้กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับแผนและภารกิจในการกระจายผลไม้สู่ตลาดต่างประเทศ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศปรับรูปแบบกิจกรรมต่างๆ จากรูปแบบเดิมเป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อเร่งรัดจัดกิจกรรมผลักดันการส่งออกเชิงรุก ได้แก่ การขยายตลาดสินค้าไทยในต่างประเทศผ่านร้าน TOPTHAI Flagship Store บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในตลาดเป้าหมาย อาทิ อเมซอนในตลาดสหรัฐฯ ทีมอลในตลาดจีน คลังไทยในตลาดกัมพูชา และบิ๊กบาสเก็ตในตลาดอินเดีย การจัดทำ Online Instore Promotion ร่วมกับเว็บไซต์พันธมิตรชั้นนำในตลาดเป้าหมาย อาทิ อาเซียน จีน และภูมิภาคยุโรป จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย เพื่อให้เกิดความต้องการสินค้าไทยมากขึ้น โดยได้ดำเนินการแล้วบนแพลตฟอร์ม Redmart สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 – 28 เมษายนที่ผ่านมา และจัดโปรโมชั่นจำหน่ายผลไม้ไทยทั้ง Online และ Offline ร่วมกับ AEON Retail ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24-26 เมษายน 2563

          นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดกิจกรรมเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อต่างประเทศกับผู้ส่งออกไทย หรือ Online Business Matching อย่างต่อเนื่อง โดยปรับพื้นที่ของกรมให้เกิดความพร้อมทั้ง อุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออกในการเจรจาการค้าออนไลน์ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านระบบซูม (Zoom) และเว็บบินาร์ (Webinar) เพิ่มเติมด้วย ซึ่งล่าสุดได้จัดให้มีการเจรจาการค้ากับผู้นำเข้ามะม่วง จากประเทศเกาหลี โดยผลจากการเจรจาคาดว่าจะมียอดนำเข้าภายใน 1 ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15 ล้านเหรียญฯ หรือคิดเป็นปริมาณไม่น้อยกว่า 3,200 ตัน

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ Multimedia Online Exhibiion (MOVE) และประชุมกิจกรรมส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ไทยสู่ตลาดโลก ร่วมกับภาคเอกชนในธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ เมื่อวันพุธที่ 29 เมษายน 2563

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำกระทรวงพาณิชย์และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มาประชุมแนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนท์ไทยสู่ตลาดโลก โดยมีนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ   พร้อมกับ 6 สมาคมอุตสาหกรรมด้านดิจิทัลคอนเทนท์  โดยการประชุมใช้ระบบ Zoom ประชุมออนไลน์เสริมเข้ามาด้วย 

          โดยหลังการแลกเปลี่ยนหารือ นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้เป็นเรื่องมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและติดตามสถานการณ์ของภาคธุรกิจบริการที่ใหญ่มากภาคหนึ่งของประเทศ คือธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์หรือเรียกง่ายๆว่า ธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับภาพยนตร์แอนิเมชั่นรวมทั้งการทำโฆษณา เพลง เกม การ์ตูนในหลากหลายรูปแบบต่างๆเป็นต้น มูลค่าของธุรกิจในส่วนนี้รวมกันในแต่ละปีของประเทศไทยตกประมาณ 110,000 ล้านบาทซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ก้อนใหญ่มากและเป็นไปตามที่กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายที่สนับสนุนให้ภาคธุรกิจบริการภาคนี้เติบโตต่อไปในอนาคต เพราะว่าตลาดทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศกว้างใหญ่มาก

          สำหรับวันนี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาคมทั้งหมด 6 สมาคมที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ สมาคมดิจิตอลคอนเทนท์ไทย สมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมส์ไทย สมาคมอีเลิร์นนิงแห่งประเทศไทย และสมาคม Bangkok ACM SIGGRAPH Association รวม 6 สมาคมด้วยกันซึ่งมีความเห็นร่วมกันว่ากระทรวงพาณิชย์จะเข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในการช่วยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจนี้เติบโตต่อไปในอนาคตโดยเตรียมมาตรการทั้งหมด 4 เรื่อง

          1.ในเรื่องของการที่เราจะช่วยกันสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลคอนเทนท์ไทยแลนด์ขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์รวมข้อมูลและศูนย์รวมการทำธุรกิจทั้งในตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศของภาพยนตร์-ละครแอนิเมชั่น อีสปอร์ต เพลง หรือธุรกิจการ์ตูนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งในเรื่องของการศึกษา หรือ e-learning

          2.จะดำเนินการปรับรูปแบบของการจัดนิทรรศการที่ ซึ่งเดิมเราใช้กระบวนการจับคู่ธุรกิจให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศเดินทางมาพบกับผู้ขายหรือผู้ผลิตดิจิทัลคอนเทนท์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยจะปรับเปลี่ยนไปในรูปแบบการจับคู่ธุรกิจออนไลน์ให้มากขึ้น ทั้งส่งเสริมตลาดในประเทศและส่งเสริมตลาดในต่างประเทศ โดยจะจัดให้ถี่ขึ้นและโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ธุรกิจนี้เติบโตได้เร็วขึ้น

          3.ในเรื่องของการที่จะช่วยต่อลมหายใจให้กับธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ของประเทศไทยเนื่องจากขณะนี้เผชิญกับสถานการณ์โควิดก็ทำให้หลายภาคส่วนติดขัดในเรื่องของการทำธุรกิจ จะช่วยดำเนินการจัดให้ธนาคารของประเทศไทยสามารถช่วยเหลือเงินสนับสนุนในรูปแบบของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยจะจัดพบปะกันระหว่าง SMEแบงค์ หรือ ธนาคารอื่นที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการด้านดิจิทัลคอนเทนท์ของเราโดยกระทรวงพาณิชย์จะจัดเวทีพบปะให้

          4.สำหรับธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ของไทยที่มีความจำเป็นจะต้องสร้างแบรนด์ของคนไทยขึ้นมาเองเพื่อแทนที่การรับจ้างผลิตเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาร่วมมือกับทั้ง 6 สมาคมในการจัดเวทีให้ภาคการผลิตของเราทั้ง 6 สมาคมได้มีโอกาสพบกับนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาร่วมกันลงทุนกับเราและหน่วยงานภาครัฐที่มีนโยบายสนับสนุนในเรื่องของการทำธุรกิจคอนเทนท์ รวมทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ด้วยเพื่อที่จะให้มีการจับคู่ลงทุนทางธุรกิจนี้ภายใต้แบรนด์ของคนไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป นี่คือ 4 มาตรการที่ได้มีการตกลงร่วมกันและจะเดินหน้าทำงานร่วมกัน

          รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า  อย่างไรก็ตามภายใต้กิจกรรมของวันที่ 25 ถึงวันที่ 27 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์ก็จะทำกิจกรรมสำคัญเพื่อสนับสนุนธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ สองเรื่องด้วยกันเรื่องที่หนึ่งจะจัดงานแสดงสินค้าที่ใช้ชื่อว่า M.O.V.E หรือย่อมาจาก Multimedia  Online Virtual Exhibitionในรูปแบบของการจัดจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ผลิตของประเทศไทยประมาณ 50 บริษัทพบปะกับผู้ซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้ามาพบปะประมาณไม่ต่ำกว่า 1,000 รายในรูปแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดคาดว่าจะสามารถทำให้เกิดการจับคู่ซื้อขายทางธุรกิจได้ประมาณ 350 คู่ และสามารถกำหนดยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาทโดยประมาณ

          ส่วนกิจกรรมที่สองจะมีการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นซึ่งกันและกันทั้งในรูปแบบของการให้ความรู้ในเรื่องของการใช้ความคิดสร้างสรรค์จากประสบการณ์ของคนไทยที่ไปทำงานอยู่ที่แหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงของโลก เช่นในส่วนของวอลท์ดิสนีย์หรือในส่วนของมาร์เวล เป็นต้น ซึ่งเป็นคนไทยรุ่นใหม่ทั้งสิ้น และผมมีโอกาสเดินทางไปพบกับท่านเหล่านี้ที่สหรัฐอเมริกามาแล้ว ท่านจะให้ความรู้ผ่านออนไลน์มายังคนรุ่นใหม่ของเราที่เป็นนักออกแบบ ผู้ที่ทำสตอรี่บอร์ดทำเรื่องราว หรือเป็นผู้ผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเทคนิคใหม่ใหม่ให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมจะได้มาพัฒนาดิจิทัลคอนเทนท์ในส่วนของธุรกิจส่วนนี้ให้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นสำหรับคนไทย

-----------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ครั้งที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 25 เม.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ครั้งที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 25เมษายน  2563  ณ  ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สร. 25เม.ย. 63)

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า  วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนช่วยกันลดภาระค่าของชีพให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศภายใต้ภารกิจร่วมกันที่ต้องการลดราคาสินค้าให้กับผู้บริโภคชาวไทยโดยได้ดำเนินการมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 16เมษายนที่ผ่านมาภายใต้โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ล็อต1ตอนนั้นสินค้าที่เข้าร่วมลดราคากับกระทรวงพาณิชย์จำนวนหกกลุ่มสินค้าด้วยกันประกอบด้วย

          กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

          กลุ่มอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง

          กลุ่มซอสปรุงรส

          กลุ่มของใช้ประจำวัน

          กลุ่มผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย

          และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง

          มีสินค้าเข้าร่วมลดราคา 72รายการลดสูงสุดถึงร้อยละ 58

          ส่วนครั้งนี้คือโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อต2ซึ่งยังคงสินค้า6กลุ่มเช่นเดิม เราพิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน

แต่ล็อตที่2วันนี้มีรายการสินค้าที่เข้าร่วมมากกว่าล็อตที่หนึ่งหลายเท่าตัวจากล็อตที่หนึ่ง  72รายการแต่ล็อตที่สองนี้รวมกันถึง 3,025รายการโดยลดสูงสุดถึงร้อยละ 68มีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเข้าร่วมโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อตสองรวมกันถึง 51องค์กรเป็นข้าวสารถุง 18บริษัท สินค้าอุปโภคบริโภค 20บริษัทและห้างสรรพสินค้าต่างๆ 13ห้างทั่วประเทศ

          ซึ่งลดสูงสุดถึงร้อยละ 68และระยะเวลาเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปคือ วันที่ 25เมษายนถึงวันที่ 30มิถุนายนเป็นอย่างน้อยโดยจะลดราคาในห้างค้าส่งค้าปลีก 13ห้างและสาขาทั่วประเทศของห้างที่เข้าร่วม

ประกอบด้วย

     1.ห้างบิ๊กซี

     2.ห้างเอก-ชัย

     3.สยามแม็คโคร

     4.ห้างฟู้ดแลนด์

     5.ซี เจ เอ็กซ์เพรส

     6.สหลอว์สัน

     7.ซีพี ออลล์

     8.เดอะมอลล์

     9.Maxvalue

     10.Tops

     11.Gourmet Market

     12.Home Fresh Mart

     13.Family Mart

          โดยผู้ประกอบการหรือแบรนด์ยี่ห้อสินค้าที่เข้าร่วมทั้งหมดประกอบด้วยตราสินค้า

สำหรับข้าวมี 18ยี่ห้อ

     1) ข้าวตราฉัตร

     2) ข้าวตรามาบุญครอง

     3) ข้าวตราแสนดี

     4) ข้าวตราพนมรุ้ง

     5) ข้าวตราปิ่นเงิน

    6) ข้าวตราหงษ์ทอง

    7) ข้าวตราเบญจรงค์

    8) ข้าวตราบัวชมพู

    9) ข้าวตราพันธุ์ดี

    10) ข้าวตราดอกบัว ตงฮั้ว

    11) ข้าวตราซันลี

    12) ข้าวตราธรรม

    13) ข้าวตราไก่แจ้

    14) ข้าวตราเอโร่

    15) ข้าวตรา Tesco

    16)ข้าวตรา Big C

    17) ข้าวตราท็อปส์/มายช้อยส์

    18) ข้าวตรา Home Fresh Mart

          ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นประกอบด้วยตราบรีส คอมฟอร์ท ซันไลต์ เซลล็อกซ์ นกแก้ว เบบี้มายด์ คอลเกต โพรเทค แคร์ ซื่อสัตย์ โคโดโมะ เปา เด็กสมบูรณ์ ซีเล็ค ซูเปอร์ ซีเชฟ มาม่า ซีพี โฟร์โมสต์ ดัชมิลล์ ไวตามิ้ลค์ เมจิ เนสท์เล่ คาร์เนชั่น บิโอเร แอทแทค แฟซ่า ไฟน์ไลน์ สมาร์ท ดีนี่ โก๋แก่ และอิมพีเรียล

          ซึ่งสินค้ารายยี่ห้อทั้งหมดในหมวดข้าวถุงและในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีจำหน่ายในห้าง 13ห้าง

          " ขอขอบคุณพระเอกชนที่ได้เข้าร่วมรายการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อตที่สองในวันนี้ซึ่งกรมการค้าภายในได้ทำการประเมินว่าสำหรับพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนทั้งรอบหนึ่งและรอบสองที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ คาดว่าจะช่วยลดค่าของชีพของประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 1000 ล้านบาทด้วยกันขอขอบคุณทุกองค์กรและทุกบริษัทที่เข้าร่วมกับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชนล็อตที่สอง" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือผู้ผลิตสินค้าและเกษตรกรกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ณ บริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน) จังหวัดสมุทรสาคร

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือผู้ผลิตสินค้าและเกษตรกรกลุ่มอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป และกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้ง รวมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร  เมื่อวันศุกร์ที่ 24 เมษายน  2563 ณ บริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน)  จังหวัดสมุทรสาคร (สร. 24 เม.ย. 63)

          โดยหลังการประชุม นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินทางมาหารือร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้แปรรูปและผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและอาหารทะเลแปรรูปของประเทศไทย ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ รองอธิบดีกรมประมง กรมปศุสัตว์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร สมาคมแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย สมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยง สมาคมบรรจุภัณฑ์โลหะไทย สมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย สมาคมกุ้งภาคตะวันออก หอการค้าสมุทรสาคร

          โดยภาพรวมของอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูปของไทยตัวเลขมูลค่าการตลาดทั้งหมดในภาพรวมของปีที่แล้ว 2562ประมาณ 172,235ล้านบาท ผลผลิตทั้งหมด 1,188,523ตัน บริโภคในประเทศร้อยละ 22ส่งออกร้อยละ 78โดยประมาณการส่งออกปีที่แล้ว 2562ทั้งหมด 173,961.78ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.28%ของการส่งออกของไทยทั้งหมด สำหรับไตรมาสแรกยอดส่งออกทั้งหมด 37,910ล้านบาท สำหรับไตรมาสแรกนั้น ติดลบร้อยละ 9.77ดังนั้นวันนี้ได้หารือร่วมกันกับภาคเอกชนไม่ได้หมายถึงศักยภาพการส่งออกของเราไม่ดี แต่เกิดจากการล็อคดาวน์ ของประเทศคู่ค้าของเราหลายประเทศในโลกจึงส่งผลกระทบต่อตัวเลขอย่างไรก็ตามได้หารือร่วมกันทั้งกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนว่าโอกาสที่เราจะพลิกฟื้นตัวเลขกลับมาเป็นบวกก็ยังมีอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะจับมือร่วมกันในการทำตัวเลขที่ดีขึ้นคาดว่าในไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่จะเพิ่มตัวเลขกลับมาเป็นบวกได้

          สำหรับตลาดหลักประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีนและออสเตรเลียเป็นด้านหลัก สำหรับสหรัฐอเมริกาเราส่งออกร้อยละ 21.4ญี่ปุ่นร้อยละ 20.7จีนร้อยละ 6.3และออสเตรเลียร้อยละ 5.4ผลิตภัณฑ์สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 5ชนิดในภาพรวมประกอบด้วย 1. ปลาทูน่ากระป๋องปลาซาร์ดีนกระป๋อง 2.อาหารสัตว์เลี้ยงที่ทำจากทูน่า3.กุ้ง 4.ปลาหมึก 5.ปลา หมวดสำคัญของเราอันหนึ่งก็คือทูน่ากระป๋องซึ่งประเทศไทยส่งออกเป็นลำดับหนึ่งของโลกมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 28.5มูลค่าการส่งออกปีที่แล้ว 67,673.3ล้านบาท สำหรับปีนี้สามารถทำยอดออกมาเป็นบวกได้ร้อยละ 3ส่วนไตรมาสที่สองภาคเอกชนประเมินว่าจะสามารถทำตัวเลขเป็นบวกได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10สำหรับตลาดหลักของมีสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

          วันนี้ได้มีการจัดทำแผนที่จะเดินหน้าร่วมกันทั้งในส่วนของกระทรวงเกษตรและกระทรวงพาณิชย์และในส่วนของภาคเอกชนได้กำหนดเป้าหมายว่าสำหรับไตรมาสที่สามและไตรมาสที่สี่ของปีนี้จะพยายามช่วยกันทำให้ตัวเลขการส่งออกเป็นบวก

          โดยมีการดำเนินการร่วมกันใน 4มาตรการ มาตรการที่หนึ่งการช่วยลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะกระป๋อง ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องรับซื้อจากในประเทศซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างสูง กรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการช่วยนัดผู้ผลิตเหล็กผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและผู้แปรรูปและผู้ส่งออกในเรื่องอาหารทะเลมาพบเพื่อหาทางร่วมกันในการที่จะลดต้นทุน

           มาตรการที่สอง คือ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดในการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรหรือ uk ถ้าเป็นไปได้จะเดินหน้าทำ FTA กับแอฟริกาและกลุ่มประเทศยูเรเซียรวมทั้งการดำเนินหน้าที่จะผลักดันให้เกิดการลงนามในข้อตกลงRCEPให้ได้ในปีนี้

          มาตรการที่สาม กระทรวงพาณิชย์จะจับมือกับภาคเอกชนในการเดินหน้าหาส่วนแบ่งเพิ่มเติมประกอบด้วย 4ตลาด 1.จีน 2.รัสเซีย 3.แอฟริกาใต้ 4.อเมริกาใต้ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศก็จะไปทำแผนงานที่เป็นรูปธรรมออกมาว่าเราจะจับมือเดินไปตลาดเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

          ประการสุดท้าย มาตรการที่สี่ ต้องจับมือกันระหว่างรัฐกับเอกชนในการช่วยทำประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์อาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับของชาวโลกมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวิกฤติโควิดเพื่อให้คนทั้งโลกได้เกิดความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์อาหารจากประเทศไทยที่ส่งออกไปนั้นปลอดจากโควิดโดยจะสามกระทรวงนอกจากกระทรวงพาณิชย์แล้วยังมีกระทรวงเกษตรกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทในการจับมือร่วมกันทำ MOUในการไปให้หนังสือรับรอง COVID free certificate ว่าผลิตภัณฑ์จากโรงงานปลอดจากเชื้อโควิดได้ 100%เพื่อที่จะใช้เป็นอีกเอกสารในการโฆษณาอาหารไทยกับตลาดโลกต่อไปเพื่อทำตัวเลขในไตรมาสสามกับสี่ให้ดีขึ้นสำหรับหมวดอาหารทะเลแปรรูปแช่แข็ง

          ทางด้านภาคเอกชน  ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยกล่าวว่าในส่วนแรกอย่าลืมว่าบ้านเรามีการทำตลาดอาหารสำเร็จรูปปลากระป๋องแช่แข็งทำเยอะมากกับกลุ่มรีเทลเลอร์หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต. เราทำกับฟู้ดเซอร์วิสน้อย แต่ตอนนี้ผลกระทบจากโควิดกลุ่มการบริการอาหารเช่น ภัตตาคาร โรงแรม การบินการบินมีปัญหาหมดแต่ซุปเปอร์มาร์เก็ตขายดีมากเพราะคนซื้อของกลับบ้านกิน จึงเป็นโอกาสทางการตลาดของอาหารแช่แข็ง ไม่มีปัญหาลูกค้าสั่งซื้อเยอะ ในส่วนที่สองคือวัตถุดิบค่อนข้างที่จะมีเสถียรภาพในแง่ของจำนวนกับราคาดีพอควร กุ้งที่มีปัญหาอยู่ในแง่จำนวน ที่ผ่านมาทางรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรก็ได้ทำงานอย่างเคร่งเครียดโดยกรมประมง กับผู้เลี้ยงและสมาคมมาเดือนกว่าถึงสองเดือนแล้วในการหามาตรการช่วยเหลือทั้งห่วงโซ่

          ดร ชนินทร์ ชลิศราพงศ์  นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทยและนายกสมาคมการค้าอาหารสัตว์เลี้ยงไทยกล่าวว่าตอนนี้ ปัญหาคลี่คลายดีมากก็คิดว่าอาหารทะเลโดยเฉพาะปลาสามารถมีวัตถุดิบเพียงพอในการป้อนตลาดต่างประเทศเรามั่นใจว่าปีนี้ทั้งปีตัวเลขจะโตไม่ต่ำกว่า 10%

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังผ่านพ้นวิกฤติไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 23 เมย 63 ณ บจก.เทพผดุงพรมะพร้าว

          นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังผ่านพ้นวิกฤติไวรัสโควิด-19  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23  เมษายน 2563 ณ บจก.เทพผดุงพรมะพร้าว พุทธมณฑล สาย 4  (สร. 24 เม.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตร  พบและประชุมร่วมกับเกษตรกรผู้ผลิตและผู้ส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาช่วงสถานการณ์โควิด หน้าโรงงานเทพผดุงพร  พุทธมณฑลสาย4  หลังจากนั้นได้กล่าวว่า  วันนี้เป็นการ"พลิกโควิดเป็นโอกาส" ของกระทรวงพาณิชย์ในการที่เดินทางไปพบกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจแปรรูป ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกในทุกภาคส่วนและทุกภาคอุตสาหกรรมการผลิต เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและกำหนดแนวทางที่จะเดินหน้า เพื่อนำรายได้เข้าประเทศและช่วยเหลือเกษตรกรซึ่งเป็นห่วงโซ่การผลิตต้นทาง

          สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศตัวเลขเมื่อปี 2562 มูลค่ารวมกัน 870,000 ล้านบาท ปริมาณการผลิตทั้งหมดใช้บริโภคในประเทศร้อยละ 84 ส่งออกร้อยละ 16 สำหรับการส่งออกปีที่แล้วมูลค่า 579,000 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 7.6 ของการส่งออกรวมทั้งหมด อุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศไทยนั้น ถือเป็นผู้ส่งออกเป็นอันดับ 10 ของโลกอย่างไรก็ตามก็มีสินค้าที่เราส่งออกเป็นลำดับ 1 ของโลกอยู่สามตัวด้วยกันประกอบด้วยสับปะรดกระป๋อง มะพร้าวกะทิ และข้าวโพดหวานกระป๋องสามตัวนี้เราส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก

          สำหรับไตรมาสแรกของปีนี้การส่งออกอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูปและแปรรูปของประเทศไทยนั้นได้ส่งออกแล้วเป็นมูลค่า 137,756 ล้านบาท สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการส่งออกประกอบด้วยอาหารทะเลสำเร็จรูปอาหารสำเร็จรูปผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป สับปะรดกระป๋องผลิตภัณฑ์กะทิ และข้าวโพดหวานอย่างไรก็ตามจากการหารือร่วมกันในวันนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าเราจะร่วมมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรและภาคเกษตรกรรวม ทั้งผู้ประกอบการส่งออก แปรรูป เพื่อกำหนดมาตรการที่จะเดินไปข้างหน้าในช่วงวิกฤติโควิดและหลังวิกฤติโควิดประกอบด้วย 10 มาตรการในภาพรวม

          มาตรการที่1 ในภาวะวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและในโลก เรามีความเห็นร่วมกันว่าถือเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมอาหารของประเทศและเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่เราจะได้รับมือจับมือกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนในการทำประชาสัมพันธ์และทำการส่งเสริมการขายสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลกกับผลิตภัณฑ์อาหารของประเทศไทยซึ่งจะเดินหน้าไปด้วยกันในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำคลิปขึ้นมา 10 ภาษาเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์อาหารไทยในสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์กับสายตาชาวโลก

          มาตรการที่2 ทูตพาณิชย์ของกระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามีบทบาทมากขึ้นโดยเฉพาะจะต้องประชุมออนไลน์ร่วมกับภาคเอกชนในภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งภาคธุรกิจอาหารสำเร็จรูปด้วยทุกเดือนถ้าเป็นไปได้ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน

          มาตรการที่3 จากกำหนดแผนงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ในการทำแผนเปิดตลาดใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารแปรรูปโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้ SME ได้มีโอกาส โดยเฉพาะตลาดสำคัญหนึ่งตลาดอาเซียน สองกลุ่มประเทศเอเชีย สามกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง สี่กลุ่มประเทศรัสเซียและประเทศที่แตกออกมาจากรัสเซีย

          มาตรการที่4 กระทรวงพาณิชย์กับเอกชนจะร่วมมือกันเร่งรัดในการเจรจาจัดทำ FTA กับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรของประเทศอังกฤษต่อไปโดยเร็ว

          มาตรการที่5 กระทรวงพาณิชย์ควรได้มีการจัดทำแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพในการเป็นช่องทางระบายสินค้าด้านการเกษตรให้กับเกษตรกรรวมทั้งผู้ผลิตแปรรูปและผู้ส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

          มาตรการที่6 จะเร่งรัดแก้ไขปัญหาในเรื่องของการขนส่งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปในเรื่องของการขนส่งในรูปแบบผลส่งต่างๆไม่ว่าจะอากาศทางเรือทางบกโดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้การส่งออกสินค้าทางบกผ่านเวียดนามและลาวไปจีนก็ยังติดขัด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรในการเร่งรัดดำเนินการเหล่านี้โดยเร็วต่อไปรวมทั้งในส่วนของด่านไทยมาเลเซียที่ด่านนอกสะเดาและด่านปาดังเบซาร์ ซึ่งในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้จะเดินทางไปด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันการขนส่งทางบกสินค้าไปจีนอีกช่องทางหนึ่งก็คือช่องทางบริเวณด่านตงซิง ซึ่งผมได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งได้เร่งดำเนินการเปิดด่าน ถ้าเปิดด่านได้จะช่วยระบาย สินค้าไปยังจีนได้สะดวกขึ้น

          มาตรการที่7 จะใช้กลไกเกษตรพันธสัญญาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

          มาตรการที่8 กระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนจะช่วยกันส่งเสริมการบริโภคน้ำผลไม้ 100% ของไทยซึ่งยังติดปัญหาอุปสรรคบางประการในเรื่องของภาษีสรรพสามิตที่ยังกำหนดเก็บภาษีในรูปแบบภาษีความหวาน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และเอกชนไม่ได้ขัดข้องในประเด็นนี้แต่เห็นว่ากรมสรรพสามิตควรจะได้ปรับปรุงทบทวนในเรื่องของความหวานที่เกิดจากผลไม้ธรรมชาติจริงๆเพื่อส่งเสริมการดื่มน้ำผลไม้ของไทยให้มากขึ้นโดยไม่ไปเก็บหรือเพิ่มภาษีความหวานในส่วนของน้ำผลไม้ธรรมชาติ

          มาตรการที่9 กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการใช้ห้องเย็นที่มีอยู่ 600 กว่าแห่งในประเทศไทยให้เป็นประโยชน์ในการชะลอพืชผลทางการเกษตรสำคัญที่จะออกสู่ตลาดและมีผลกระทบทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำให้มากขึ้น

          " ประการสุดท้าย มาตรการที่ 10 ขณะนี้การส่งออกสับปะรดกระป๋องที่เราส่งออกไปลำดับหนึ่งของโลกไปออสเตรเลียมีปัญหาในเรื่องของการตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างสูง กับการส่งออกข้าวโพดหวานกระป๋องที่เราส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรปก็มีการตั้งกำแพงภาษีค่อนข้างสูงก็จะมอบหมายให้พูดพาณิชย์ของเราเร่งเจรจาเพื่อคลี่คลายปัญหานี้ต่อไปเพื่อจะได้ทำตัวเลขส่งออกให้มากขึ้นและนำรายได้เข้าประเทศในช่วงนี้ นี่คือ 10 มาตรการที่จะจับมือร่วมกันเดินหน้าต่อไปและช่วยกับชาวเกษตรกรได้ในที่สุด" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าว "โครงการพาณิชย์ลดราคาข้าวช่วยประชาชน" เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 22 เม.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธานแถลงข่าว  "โครงการพาณิชย์ลดราคาข้าวช่วยประชาชน"  โดยมี นายวีระศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการแถลงข่าวด้วย  เมื่อวันพุธที่ 22  เมษายน  2563  ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สร. 22เม.ย. 63)

          กระทรวงพาณิชย์จับมือภาคเอกชนจัดทำ " สำหรับการร่วมมือกับภาคเอกชนลดราคาข้าวถุงประกอบด้วยข้าว 7ชนิดรวม 18 ยี่ห้อทั้งหมด 104 รายการ ลดราคาสูงสุดถึงร้อยละ 50 จะลดตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เป็นอย่างต่ำ เพราะจะมีบางรายการที่จะลดต่อเนื่องต่อไปอีกระยะหนึ่ง

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือกับกลุ่มผู้ผลิตไก่สด/แปรรูป นำโดยสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 22 เม.ย. 63)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ประชุมหารือกับกลุ่มผู้ผลิตไก่สด/แปรรูป นำโดยสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย โดยมี  นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร  ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมด้วย  เมื่อวันพุธที่ 22 เมษายน 2563 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 22 เม.ย. 63)

          โดยการการหารือ 3 ฝ่าย ระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิตผู้ส่งออก และเกษตรกร เพื่อประเมินสถานการณ์การผลิตและการส่งออก กำหนดแนวทางการบริหารการตลาด และการผลักดันการส่งออกสินค้าไก่ของไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลการบริโภคในประเทศให้เพียงพอ ตลอดจนสนับสนุนการส่งออกให้สอดคล้องกับการผลิต โดยมีผู้เข้าร่วมหารือในวันนี้ เช่น สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท สหฟาร์ม จำกัด บริษัท Cargil บริษัท GFPT เป็นต้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมี นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2563

นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไยยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 17 เม.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยม Tops market ในห้างเซ็นทรัล ตามโครงการความร่วมมือระบายสินค้าเกษตร-ผลไม้ กับห้างสรรพสินค้า เมื่อวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2563

นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยม Tops market ในห้างเซ็นทรัล ตามโครงการความร่วมมือระบายสินค้าเกษตร-ผลไม้ กับห้างสรรพสินค้า  เมื่อวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2563 ณ Tops market สาขาแจ้งวัฒนะ (สร. 20 เม.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานร่วมหารือ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าข้าว ทั้งในและต่างประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2563 ณ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด อ.เมือง จ.ปทุมธานี

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานร่วมหารือ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าข้าว ทั้งในและต่างประเทศ  เมื่อวันเสาร์ที่ 18 เมษายน 2563  ณ บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี (สร. 20 เม.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมี นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2563

นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวเปิดงาน “พาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมี นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2563 ณ ห้องบุรฉัตรไยยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 17 เม.ย. 63)

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCot)” รุ่นที่ 12 เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มกราคม2563

          นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จหลักสูตร “ผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCot)” รุ่นที่ 12 เมื่อวันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2563 ณ ห้องฉลาดลบเลอสรรค์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สำนักงานรัฐมนตรี 28 ม.ค. 63)

รายละเอียด

 

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรผู้สำเร็จ หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (TEPCoT) รุ่นที่ 12 ในวันนี้ (ที่ 27 มกราคม 2563) โดยหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์เกิดจากความร่วมมือกันของ 6 หน่วยงานที่สำคัญ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย หอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการสร้างสรรค์หลักสูตรเพื่อสร้างบุคลากรชั้นนำของประเทศให้มีวิสัยทัศน์ สามารถมองยุทธศาสตร์ และตำแหน่งของประเทศไทยได้ชัดเจนในการแข่งขันทางการค้าในเวทีโลก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยให้เจริญก้าวหน้า เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสถานการณ์โลก

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ผู้เข้าร่วมหลักสูตร TEPCoT รุ่นท่ี 12 นี้ ได้สร้างสรรค์แผนยุทธศาสตร์ของรุ่น เรื่อง “Thailand smart services : backpack station เที่ยวหลักพัน มหัศจรรย์หลักล้าน” ซึ่งเป็นแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมเพื่ออนาคตของภาคบริการ โดยเฉพาะธุรกิจบริการท่องเที่ยว ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนวัตกรรมในรูปของ application backpack station เป็นเครื่องมือในยุคดิจิทัล ของธุรกิจบริการท่องเที่ยว ที่ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการออกแบบแผนการเดินทางท่องเที่ยวที่ตอบโจทก์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการเที่ยวด้วยตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในท้องถิ่นและชุมชน อาทิ ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก ร้านขายของที่ระลึก ฯลฯ ได้รับอานิสงส์ในการมีช่องทางในการประชาสัมพันธ์และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้ง สามารถพัฒนามาตรฐานไปสู่สากลมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจบริการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของประเทศเติบโตสูงขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากความสำเร็จในวันนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยประเทศชาติเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจการค้าและเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต อย่างยั่งยืนอีกด้วย

          " หลักการ ของ application เป็นส่วนหนึ่งทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปรองรับการพัฒนาและยุคสมัย และธุรกิจการท่องเที่ยวก็เป็นรายได้สำคัญซึ่งประเทศไทยก้าวหน้าในด้านธุรกิจการท่องเที่ยวนี้ และนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ผมเข้ามาทำหน้าที่เริ่มเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา คือการจัดตั้งกรอ.พาณิชย์ (คณะกรรมการร่วมภาครัฐ-เอกชนด้านการพาณิชย์) คือจำลองสิ่งที่TepCot ทำอยู่และใช้จริงในการทำงานเพื่อให้ภาครัฐกับเอกชนจับมือไปข้างหน้าไปด้วยกันแยกส่วนไม่ได้และกลไกที่ทำให้งานเดินไปได้คือกรอ.พาณิชย์นี้เอง " นายจุรินทร์ กล่าว

          สุดท้าย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านอีกครั้ง สำหรับความสำเร็จในการ เข้าร่วมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์หรือTEPCoT รุ่นที่ 12 หลังจากการจบหลักสูตรในวันนี้แล้ว ผมเชื่อมั่นว่าทุกท่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงทั้งจากภาครัฐและเอกชน จะสามารถนำเอาความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในการนำพาประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในระดับ ภูมิภาคและระดับโลกได้ต่อไป ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านในวันนี้ด้วย

-----------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเปิดตัวการจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562 ณ บริเวณโถงชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

     นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมเปิดตัวการจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม 2562 ณ บริเวณโถงชั้น 3  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์  (สำนักงานรัฐมนตรี 20 ธ.ค. 62)

 

     นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เป็นประธาน kick off จ่ายเงินส่วนต่างโครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นพืช 1ใน 5 ชนิดของโครงการประกันรายได้เกษตรกรโดยรัฐบาลปัจจุบัน และเป็นตัวสุดท้ายที่สามารถทำให้โครงการ ของรัฐบาลโครงการนี้จ่ายเงินให้เกษตรกรครบก่อนสิ้นปี 2562  ทันเป็นของขวัญปีใหม่แก่เกษตรกร 

     รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สรุปความคืบหน้าโครงการประกันรายได้ซึ่งประกอบด้วยข้าว มัน ยาง ปาล์ม ที่และได้เริ่มโอนเงินส่วนต่างไปแล้วและจะทยอยโอนให้ครบกับเกษตรกรทั้งหมดที่ได้สิทธิ โดยที่ต้องทยอยเพราะต้องมีการตรวจสอบ และพืชเกษตรบางตัวมีการเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน และ ณ เวลานี้ ข้าวโพดได้ผ่านความเห็นชอบของครม.แล้วเมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา และได้กำหนดวันเริ่มโอนเงินวันแรกคือวันนี้ และจะทยอยโอนให้ครบโดยจะประกันราคาที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม ที่ความชื้น 14.5% โดยมีวงเงินงบประมาณ 900 กว่าล้านบาท นอกจากนั้นยังมีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เข่นมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้าย ซึ่งจะอนุญาตให้ทำได้เฉพาะบางจังหวัด เช่น จันทบุรี เชียงราย ตาก นอกจากนั้น ผู้นำเข้าข้าวสาลีจะต้องซื้อข้าวโพดไทยในอัตรา 1:3 รวมทั้งได้กำชับฝ่ายความมั่นคงเข้มงวดกับการป้องกันการลักลอบการนำเข้า

     "วันนี้สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลแถลงนโยบายไว้กับรัฐสภา รัฐบาลนี้สามารถเริ่มโอนเงินส่วนต่างให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชเกษตรครบทั้ง 5 ประเภท ถือเป็นของขวัญปีใหม่ชิ้นใหญ่กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

     และยังบอกว่าขอรายงานความคืบหน้าของการโอนเงิน ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา คือ ข้าว จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 4.31 ล้านราย วงเงิน 20,940.84 ล้านบาท โอนแล้ว 785,408 ราย จำนวนเงิน 16,023.06 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 76.52 ของงบประมาณทั้งหมด

     ยางพารา จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 1.7 ล้านราย วงเงิน 23,472.02 ล้านบาท โอนแล้ว 841,390 ราย จำนวนเงิน 5,004.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21.32 ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งผมได้กำชับให้เร่งการตรวจสอบการปลูกยางให้เร็วขึ้น เพื่อจะโอนเงินให้เกษตรกรได้ครบทุกคน

     สำหรับปาล์ม มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมดกว่า 3 แสนราย วงเงิน 13,000 ล้านบาท โอนแล้ว 324,286 ราย จำนวนเงิน 2,627.56 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20.21 ของงบประมาณทั้งหมด โดยรัฐบาลมีนโยบายเสริมที่เน้นการป้องกันการลักลอบการนำเข้า และขอให้กระทรวงพลังงานกำหนดให้การใช้น้ำมัน B10 เป็นภาคบังคับ รวมทั้งให้แทงค์น้ำมันปาล์มทุกแห่งติดมิเตอร์ ซึ่งจะเสร็จอีกไม่นานนี้ ทั้งหมดนี้ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.90 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว ทำให้อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินส่วนต่าง ณ ตอนนี้

     มันสำปะหลัง จำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 520,000 แสนราย วงเงิน 9,442.34 ล้านบาท โอนแล้ว 2,781ราย จำนวนเงิน 63.96 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.68 ของงบประมาณทั้งหมด ที่ยังน้อยอยู่ เพราะเกษตรกรยังทยอยขุด ขุดเมื่อไหร่จะโอนเงินทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทำงานได้เร็ว จนเกษตรกรขุดมันไม่ทัน

     และสุดท้ายคือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีจำนวนเกษตรกรที่มีสิทธิทั้งหมด 450,000 แสนราย จะเริ่มโอนงวดแรกวันที่ 20 ธ.ค. นี้  ช่วงบ่าย ให้กับเกษตรกรจำนวน 96,740 ราย จำนวนเงิน 326.42 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.5 ของงบประมาณทั้งหมด

     โครงการประกันรายได้ ครอบคลุมเกษตรกรทั้งหมด 2.05 ล้านครัวเรือน มีวงเงินรวม 67,778.53 ล้านบาท โอนแล้ว 24,045.39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.48 ของงบประมาณรวมของโครงการประกันรายได้ และยังมีโครงการสินเชื่อสนับสนุนต้นทุนการผลิตและค่าเก็บเกี่ยวให้กับเกษตรกรด้วย วงเงินรวม กว่า 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากรวมโครงการสินเชื่อด้วย ทั้งโครงการจะมีวงเงินรวม 120,961.75 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.74 ของ GDP

     "ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกพืชรายอื่นสบายใจว่ารัฐบาลจะช่วยท่านด้วย ไม่ใช่ช่วยเฉพาะพืช 5 ชนิดนี้เท่านั้น เพียงพืชชนิดอื่นรัฐบาลจะช่วยยาขนานอื่น" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

-----------------------------

นางเอฟเรน ดาเดเลน อักกุน (H.E. Ms.Evren Dağdelen Akgün) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562 ณ ห้องรับรองชั้น 10 กระทรวงพาณิชย์

นางเอฟเรน  ดาเดเลน อักกุน (H.E. Ms.Evren  Dağdelen  Akgün)เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐตุรกีประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายวีรศักดิ์  หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์   เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางการค้าการลงทุน และกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  เมื่อวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม 2562  ณ  ห้องรับรองชั้น 10 กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 19 ธ.ค 62)