ข่าวรัฐมนตรี
ข่าวรัฐมนตรี
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ส้มจุกจะนะ เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 ณ สหกรณ์การเกษตรจะนะ ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานมูลนิธิหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา มอบหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ส้มจุกจะนะ และมอบถุงน้ำใจ ณ สหกรณ์การเกษตรจะนะ ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ได้มอบหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน GI ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ส้มจุกจะนะมีมูลค่าการตลาดเพิ่มขึ้นในอนาคต และกระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาให้มีศักยภาพต่อไป เหมือนไข่เค็มไชยา พอเป็นสินค้า GI ซึ่งมีลักษณะพิเศษจากการเชื่อโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์และเป็นที่ยอมรับมาช้านาน ก็จะกลายเป็นสินค้าพรีเมียมของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สงขลาเรามีสินค้า GI มาแล้วหนึ่งสินค้าคือ ส้มโอหอมควนลัง และตัวที่สองคือ ส้มจุกจะนะ และวันนี้ถือโอกาสมอบหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน GI ส้มจุกจะนะอย่างเป็นทางการ

          รายงานจากผู้สื่อข่าว ส้มจุกจะนะ คือ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ชนิดที่สองของจังหวัดสงขลาเป็นส้มจุกสายพันธุ์เปลือกหนา ที่มีผิวหยาบ เป็นมันวาว และสายพันธุ์เปลือกบาง ผลดิบมีสีเขียวเข้ม เมื่อสุกมีสีเขียวอมเหลือง หรือเขียวอมส้ม ผิวเปลือกร่อน กลิ่นหอมจากต่อมใต้ผิวเปลือก เนื้อฉ่ำ นุ่ม รสชาติหวานอมเปรี้ยว โดยมีแหล่งกำเนิดและการเพาะปลูกในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลาและได้รับฉายาว่าเป็น “ส้มหอมหมื่นลี้”และเป็นส้มที่มีประวัติสืบทอดเป็นตำนานของจังหวัดสงขลามาหลายชั่วสมัย  โดยผู้ประกอบการผู้ปลูกส้มจุกจะนะในพื้นที่อำเภอจะนะมีจำนวนประมาณ 35 ราย ปริมาณผลผลิตต่อปีประมาณ 7,000 - 10,000 กิโลกรัม ซึ่งสร้างรายได้กับผู้ประกอบการต่อปีประมาณ 2,000,000 บาท ซึ่งเมื่อสินค้าขึ้นทะเบียน GI แล้วจะสามารถขายได้ถึงกิโลกรัมละ 200 บาท จากเดิมที่ยังไม่ขึ้นทะเบียน GI จะอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-80 บาท

---------------------------------------

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามนโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตรจังหวัดหนองคาย เลย ระหว่างวันที่ 15-16 ตุลาคม 2564 ณ จังหวัดหนองคาย และจังหวัดเลย

          นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างลงพื้นที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดเลยในวันที่ 15 และ 16 ตุลาคม 2564 ว่านอกจากจะตรวจเยี่ยมสินค้าในพื้นที่สองจังหวัดและด่านการค้าชายแดนที่ อ.เชียงคาน แล้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์) ยังมอบหมายให้มาติดตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ณ เทศบาลตาบลหาดคา อ.เมืองหนองคาย จ.หนองคาย รวมถึง เทศบาลเมืองเลย อ.เมืองเลย จ.เลย และที่ บริษัท ฝ้ายเมืองเลย จากัด (ลานรับซื้อข้าวโพด) ต.นาอ้อ  อ.เมืองเลย จ.เลย อีกด้วย ซึ่งนโยบายประกันรายได้นี้ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่งคงจากการจำหน่ายผลผลิต หากราคาตลาดต่ากว่าราคาเป้าหมายที่กาหนดไว้ เกษตรกรก็จะได้รับรายได้ 2 ทาง คือ 1) ราคาที่ได้จาก การจาหน่ายผลผลิต และ 2) ส่วนต่างระหว่างราคาที่จาหน่ายกับราคาเป้าหมายที่รัฐบาลประกาศ

          นายสินิตย์ เปิดเผยต่อไปว่าขณะนี้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 แล้ว มีเกษตรกรมีสิทธิเข้าร่วมโครงการ รวมกว่า 7.85 ล้านครัวเรือน มีวงเงินรวม 75,166.70 ล้านบาท มีการโอนเงินให้เกษตรกรแล้วกว่า 6.98 ล้านครัวเรือน รวมเป็นเงิน 60,056.76 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 79.90 ของเป้าหมาย) ซึ่งในปีที่ 2 ข้าว ปาล์มน้ำมัน และยางพารา สิ้นสุดการดำเนินการแล้ว ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง จะสิ้นสุดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2564 ตามลำดับ 

          สำหรับโครงการประกันรายได้ในปี 3 (ปีการผลิต 2564/65) นี้ คณะกรรมการนโยบายสินค้าเกษตรพืช 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพารา ได้เห็นชอบหลักการโครงการประกันรายได้สินค้าเกษตรและมาตรการคู่ขนาน ปี 2564/65 ในเบื้องต้นแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ในส่วนของปาล์มน้ำมัน นั้น อยู่ระหว่างการนำเสนอ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) พิจารณาเห็นชอบ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป โดยกำหนดราคาประกันสินค้าเกษตรเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 14 ตัน) ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 16 ตัน) ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 25 ตัน) ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 30 ตัน) ข้าวเปลือกเหนียว 12,000 บาท/ตัน (ปริมาณครัวเรือนละ 16 ตัน) มันสำปะหลัง กำหนดราคาประกัน 2.50 บาท/กก. ไม่เกิน 100 ตัน/ครัวเรือน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กำหนดราคาประกัน 8.50 บาท/กก. ไม่เกิน 30 ไร่/ครัวเรือน ปาล์มน้ำมัน กำหนดราคาประกัน 4.00 บาท/กก. ไม่เกิน 25 ไร่/ครัวเรือน อายุ 3 ปีขึ้นไป และยางพารา กำหนดราคาประกัน (ไม่เกิน 25 ไร่ อายุ 7 ปีขึ้นไป) สำหรับยางดิบ (ปริมาณ 20 กก./ไร่/เดือน) 60 บาท/กก. น้ำยางสด (DRC 100%) (ปริมาณ 20 กก./ไร่/เดือน) 57 บาท/กก. และยางก้อนถ้วย (DRC 50%) (ปริมาณ 40 กก./ไร่/เดือน) 23 บาท/กก. 

          นอกจากนี้ ยังได้กำหนดดำเนินมาตรการคู่ขนานควบคู่ไปกับโครงการประกันรายได้ เพื่อให้มีการซื้อผลผลิตเก็บในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากไม่ให้ราคาตลาดตก ซึ่งจะช่วยรัฐบาลประหยัดค่าใช้จ่ายในการประกันรายได้ อาทิ ให้เกษตรกรเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง ได้รับค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท ให้สหกรณ์และผู้ประกอบการ (ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) เร่งรับซื้อเก็บสต็อกโดยช่วยเหลือดอกเบี้ย 3% เป็นต้น และสำหรับโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ยังคงหลักการเดิมเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกระทรวงการคลังพิจารณาการใช้เงินตามระเบียบก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมชมการผลิตและแปรรูปทุเรียน เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 ณ บริษัทม่านกู่หวางฟู๊ด จำกัด อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา ตรวจเยี่ยมชมการผลิตและแปรรูปทุเรียน ณ  บริษัทม่านกู่หวางฟู๊ด จำกัด อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ผลไม้ไทยยังมีอนาคตมากทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ ตัวเลขการส่งออกผลไม้ดีขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะทุเรียนช่วง 8เดือนที่ผ่านมา ม.ค.-ส.ค.ปีนี้ ส่งออกไปแล้ว 89,000ล้านบาท เป็นบวกถึง 76%ที่นี่เป็นตัวอย่างของโรงงานแปรรูปทุเรียนทำทุเรียนแช่แข็ง เพื่อส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน รวมทั้งทุเรียนแปรรูปแบบฟรีซดราย เราอยากเห็นโรงงานแบบนี้เกิดขึ้นมากๆ เพราะจะมีส่วนช่วยในการรับซื้อทุเรียนของเกษตรกรได้มากขึ้น

          ราคารับซื้อในช่วงเวลานี้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีมาก กิโลกรัมละ 80-185บาท ใกล้เคียงกับทุเรียนภาคตะวันออกในช่วงที่ผ่านมาเพราะเฉลี่ยทุเรียนเกรดส่งออกกิโลกรัมละประมาณ 200บาท  เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนมีอนาคตเพียง แต่หัวใจสำคัญขอให้รักษาคุณภาพเพราะจะเป็นตัวช่วยนำไปสู่ความสำเร็จต่อไปในอนาคตทั้งการผลิตและการตลาด

          หากปลอดจากโควิดแล้วทุกอย่างจะไปได้ดีขึ้น เพราะจะช่วยให้สามารถรับซื้อทุเรียนได้มากขึ้น ส่งออกได้มากขึ้น จะเกิดการจ้างงานมากขึ้น ที่นี่ในช่วงปัจจุบันสามารถจ้างงานได้เกือบ 1,000คน หากมีโรงงานแบบนี้เกิดขึ้นหลายโรงจะช่วยเรื่องการว่างงาน เท่ากับในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะช่วยแก้ปัญหาทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงในเวลาเดียวกันได้ด้วย

          สำหรับมาตรการส่งเสริมผลไม้เชิงรุก 17+1ของกระทรวงพาณิชย์ที่เราเตรียมไว้สำหรับฤดูผลผลิตผลไม้ปีหน้า ซึ่งเริ่มต้นปี 65แต่เราเดินหน้ามาตรการเบื้องต้นไม่รอปัญหาเกิด เรากำหนดไว้ 17 + 1มาตรการ โดย 17มาตรการแรกใช้เช่นเดียวกับภาคตะวันออก เช่น สนับสนุนเงินให้กับผู้รวบรวมผลไม้และจำหน่ายนอกพื้นที่กิโลกรัมละ 3บาท หรือช่วยผู้ส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศกิโลกรัมละ 5บาท รวมทั้งมาตรการอื่นๆที่เกี่ยวข้องรวม 17มาตรการ แต่สำหรับภาคใต้จะเพิ่มมาตรการที่ 18คือ การเร่งรัดการเปิดด่านชายแดน จาก 9ด่านที่เปิดไปแล้วเ 7ด่าน คือ ด่านตากใบและด่านบูเก๊ะตา หากเปิดได้ในเดือนพฤศจิกายนการส่งออกผลไม้จะไปได้ดี คล่องตัวยิ่งขึ้น รวมถึงน้ำยางด้วยจะมีผลดีในการระบายผลไม้ไปยังมาเลเซียสิงคโปร์และประเทศอื่นๆ

          โดยกระทรวงพาณิชย์ทำงานกับเอกชนใกล้ชิด ทั้งภาคการผลิต การแปรรูป อุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงการตลาดทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก และทำงานเชิงรุกทุกฝ่ายมั่นใจ เพราะสิ่งที่เราทำมา 2ปี ให้เห็นว่านโยบายหลายอย่างของกระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจริงอย่างเป็นรูปธรรม และเรามีนโยบายทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรเป็นหัวใจสำคัญที่ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ เพราะเป็นประเทศอุตสาหกรรมและเอาหน่วยงานการผลิต ด้านอุตสาหกรรม มาบวกกับการตลาดตั้งเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม(METI)

          ส่วนเราเป็นประเทศเกษตรกรรม เอากระทรวงผลิตด้านเกษตร คือ กระทรวงเกษตรฯ และการตลาด คือ กระทรวงพาณิชย์เป็นวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”เป็นสิ่งที่เราเดินหน้าเช่นเดียวกับญี่ปุ่น ตนมั่นใจว่าจะประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นในอนาคตด้วย

---------------------------------------

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรเชียงคาน พร้อมหารือภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 ณ ด่านศุลกากรเชียงคาย จังหวัดเลย

          ‘สินิตย์’ นำทีมกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดเลย ตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรเชียงคาน พร้อมหารือภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ ย้ำทีมเซลส์แมนเตรียมแผนรองรับการค้าหลังเปิดประเทศ ด้านจังหวัดพร้อมเปิดด่านพรมแดนแล้ว และมีมาตรการกำกับขนส่งสินค้าป้องกันโควิด-19 มั่นใจ สปป.ลาว จะพิจารณาเปิดด่านโดยเร็ว เตรียมดัน “เชียงคานแซนด์บ็อกซ์” หวังต่อยอดเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว

          นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมด่านศุลกากรเชียงคาน จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยได้ร่วมหารือกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อติดตามงานสำคัญตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะเรื่องการค้าชายแดนที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) มีนโยบายเร่งรัดเปิดด่านพรมแดนของไทยที่ถูกปิดไปเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถเปิดดำเนินการขนส่งสินค้าได้โดยเร็ว รวมถึงแผนการดำเนินงานของทีมเซลส์แมนจังหวัดรองรับการค้าหลังเปิดประเทศ ซึ่งอำเภอเชียงคานถือว่ามีศักยภาพทางเศรษฐกิจการค้าที่สามารถต่อยอดจากการท่องเที่ยว และมีพรมแดนติด สปป.ลาว จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะขยายการค้าแถบพรมแดนเพิ่มมากขึ้น 

          นายสินิตย์ กล่าวว่า การประชุมหารือครั้งนี้ ได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก การเปิดด่านเชียงคานที่ปัจจุบันปิดทำการตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ของไทยและสปป.ลาว ตั้งแต่ปี 2563 โดยภาคเอกชนเสนอให้เร่งรัดเปิดด่านเพื่อขนส่งสินค้าโดยเร็ว ซึ่งความคืบหน้าล่าสุดจังหวัดเลยพร้อมเปิดด่านเชียงคานแล้ว และได้มีมาตรการกำกับดูแลการขนส่งสินค้า เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งได้มีหนังสือแจ้งฝ่าย สปป.ลาว ขอให้พิจารณาความพร้อมในการเปิดด่าน ทั้งนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานของไทยชี้แจงและแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรการกำกับดูแลต่างๆ กับฝ่าย สปป.ลาว อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเร่งรัดให้สามารถขนส่งสินค้าผ่านด่านเชียงคานได้โดยเร็ว

          เรื่องที่สอง หากมีการเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องเตรียมความพร้อมรองรับการค้าในยุคนิวนอร์มอล โดยทีมเซลส์แมนจังหวัดที่นำโดยพาณิชย์จังหวัดเลย ต้องทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั่วโลก เพื่อเชื่อมโยงการค้าและประชาสัมพันธ์สินค้าศักยภาพของจังหวัดเลยสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น ผลิตภัณฑ์กาแฟ ที่สามารถผลักดันให้วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าใน สปป.ลาว ได้แล้ว และผ้าฝ้ายทอมือที่นำมาทำเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งปัจจุบันส่งออกไปญี่ปุ่นและออสเตรเลียแล้วแต่ปริมาณส่งออกยังไม่มากนัก กระทรวงพาณิชย์จึงต้องเร่งส่งเสริมการส่งออกสินค้าดังกล่าวต่อไป

          นายสินิตย์ เสริมว่า สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าในประเทศ หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปิดประเทศ โดยการผลักดัน “เชียงคานแซนด์บ็อกซ์” รวมทั้งอบรมพัฒนาผู้ให้บริการในธุรกิจท่องเที่ยวสาขาต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาเที่ยวเชียงคานมากขึ้น ซึ่งได้เน้นย้ำให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมเรื่องการรักษามาตรฐานด้านสุขอนามัย และการนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการประกอบธุรกิจการค้า ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

          ทั้งนี้ ในปี 2562 ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 การค้าชายแดน ณ ด่านเชียงคาน มีมูลค่า 532.8 ล้านบาท เป็นการส่งออกมูลค่า 393 ล้านบาท และนำเข้ามูลค่า 139.8 ล้านบาท โดยมูลค่าการค้าชายแดนของด่านเชียงคาน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.6 ของมูลค่าการค้าชายแดนของจังหวัดเลย สินค้าส่งออกสำคัญ ณ ด่านเชียงคาน ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ เม็ดพลาสติก เครื่องยนต์ดีเซล และรถไถ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แร่แบไรต์ ลูกต๋าว ลูกเดือย และดอกหญ้าไม้กวาด

          การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมด่านเชียงคานของ รมช.พาณิชย์ ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจการปฏิบัติราชการในการนำทีมผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดเลย ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2564 โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากการตรวจเยี่ยมด่านเชียงคานและร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการค้าชายแดนแล้ว ยังได้พบหารือกับผู้ประกอบการร้านค้าโชวห่วย และผู้ผลิตสินค้าที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรของจังหวัดหนองคายและจังหวัดเลยด้วย

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบปะสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 ณ สมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี ถนนนาเกลือ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายนิพันธ์ บุญหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี หอการค้าจังหวัดปัตตานี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดปัตตานี พบปะสมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี ที่ สมาคมการประมงจังหวัดปัตตานี ถนนนาเกลือ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ได้มีข้อสรุป 5 ประเด็นด้วยกัน

          ประเด็นที่หนึ่ง การจ่ายเงินชดเชยซื้อเรือประมงพาณิชย์ ที่ดำเนินการค้างคาหลายปี เกี่ยวข้องกับการนำมาตรการ IUU มาบังคับใช้ในประเทศ มีเรือที่จังหวัดปัตตานีที่จำเป็นเข้าไปจ่ายเงินเยียวยาทั้งสิ้น 423 ลำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแบ่งออกเป็นส่วนแรก จำนวน 101 ลำ จะเร่งรัดดำเนินการจ่ายเงินชดเชยให้ก่อน มีวงเงินขอดำเนินการ 245 ล้านบาท และจะมีการเร่งรัดนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ในวันที่ 28 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ตนมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมาไทย ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ซึ่งเป็นกรรมการให้การสนับสนุน

          ประเด็นที่สอง การแก้ไขพระราชกำหนดการประมงปี 58 ซึ่งผู้ประกอบอาชีพประมงปัตตานีและชายแดนใต้ หรือทั่วประเทศ ต้องการเห็นการเร่งรัดดำเนินการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้โดยเร็ว เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้การประกอบอาชีพประมงเดินหน้าต่อไปได้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์มีการยื่นแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่การพิจารณากฎหมายใหม่ จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญมาตรา 77 รับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งอยู่ขั้นตอนนี้ ตนฝากสมาคมฯช่วยให้ความเห็นสนับสนุนต่อไปด้วย เพื่อจะได้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภาต่อไป

          ประเด็นที่สาม ต้องการให้ผู้ประกอบอาชีพประมงพาณิชย์ หลังจากขายเรือหรือจำเป็นต้องเลิกอาชีพประมงพาณิชย์ไปแล้วให้สามารถมีทางเลือกในการประกอบอาชีพอื่น ซึ่งมีอยู่จำนวน 12 รายการ ที่ต้องการไปทำอาชีพเกษตรกรรมด้านอื่น แต่จำเป็นต้องมีที่ดินทำกิน จึงขอที่ดินทำกินไปยังนิคมสร้างตนเองจังหวัดจังหวัดยะลา ซึ่งเรื่องนี้จะให้ ศอ.บต.ช่วยทำต้นเรื่องไปยังกรมพัฒนาสังคมของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อช่วยพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป เพราะกระทรวงฯ มีนิคมสร้างตนเองที่จังหวัดยะลาและมีที่ดินทำกินอยู่จำนวนหนึ่งที่อาจพิจารณาจัดสรรให้ได้

          ประเด็นที่สี่ ผู้ค้าสัตว์น้ำหรือสินค้าประมงที่แผงค้า ของตลาดองค์การสะพานปลาตัวเมืองปัตตานีร้ องเรียนว่ามีการปรับเปลี่ยน สิทธิการให้เช่าและปรับเปลี่ยนขนาดของแผงค้าให้เล็กลง ทำให้ผู้เช่าขาดพื้นที่ที่จะเก็บรักษาสินค้าประมงที่จะต้องดองน้ำแข็งไว้ขายในวันต่อไป และถ้าไปไว้ที่อื่นจะยุ่งยากมาก ตนได้ขอให้ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลาลงมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ร่วมกับทางจังหวัดและผู้ค้าด้วยตนเอง คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานและผลเป็นอย่างไรให้รายงานให้ตนทราบต่อไป องค์การสะพานปลาในฐานะรัฐวิสาหกิจและดูแลให้ผู้ค้าที่แผงค้าได้รับความเป็นธรรมต่อไปด้วยในการประกอบอาชีพ

          ประเด็นที่ห้า ปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวซึ่งมีสิทธิ แค่เข้ามาทำงานในประเทศไทย แต่กลับมาทำธุรกิจและเป็นเจ้าของธุรกิจเอง

          เท่ากับเป็นการแย่งอาชีพคนไทยและผู้ประกอบการในท้องถิ่น ซึ่งผิดพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 100,00-1,000,000 บาท และถ้ายังไม่เลิกการกระทำมีค่าปรับอีกวันละ 10,000- 50,000 บาท ตนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดต่อไป

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภิรมย์ นิลทยา ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายภูริพงศ์ พงษ์สุวรรณศิริ นายณรงค์ ดูดิง และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.)ณ ห้องประชุมศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ได้มีการหารือประเด็นสำคัญ ได้ข้อสรุปใน 3 เรื่อง

          เรื่องที่หนึ่ง จะร่วมกันขับเคลื่อนระเบียงเศรษฐกิจสินค้าฮาลาล มุ่งเน้นสินค้าทางการเกษตรและการเกษตรแปรรูปเป็นหลัก ซึ่ง ศอ.บต.ได้ขับเคลื่อนโครงการสำคัญอย่างน้อย 4 โครงการ

          1.โครงการส่งเสริมการเลี้ยงปูเนื้อในชายฝั่งทะเลตั้งแต่จังหวัดสงขลา ปัตตานีและนราธิวาส บริเวณริมฝั่งทั้งหมด มีเป้าหมายลงปูพันธุ์ จำนวน 700,000 ตัว เพื่อที่จะให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปูมีรายได้ในหลายชุมชน ตั้งเป้าหมายว่าจะทำรายได้ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

          2.โครงการเมืองปศุสัตว์จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้โมเดลโคขุนศรีวิชัยซึ่งจะนำโมเดลนี้มาใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้คาดว่าทำตลาดฮาลาลทั้งในและต่างประเทศต่อไปโดยหวังว่าจะทำรายได้ทั้งโครงการปีละประมาณ 25,000 ล้านบาทในอนาคต

          3.โครงการไก่พันธุ์ KKU1 ตั้งเป้าผลิตไก่คุณภาพที่มียูริกต่ำ คลอเรสเตอรอลต่ำ ไขมันต่ำ เพื่อส่งเสริมการขายให้กับตลาดที่มุ่งเน้นไก่คุณภาพ และ

          4.โครงการ Fruit Valley มุ่งเน้นทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของประเทศ เน้นผลไม้สำคัญ เช่นทุเรียน มังคุด เงาะและลองกอง เป็นต้น ตนสั่งการให้ ศอ.บต.ได้สำรวจพื้นที่ลาดชันที่เหมาะสมสำหรับการปลูกทุเรียนเพราะทุเรียนถือว่ายังมีอนาคต มีพื้นที่ที่มีความเหมาะสมจะปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพื้นที่ถูกกฎหมายอีกจำนวนเท่าไหร่ เพื่อจะได้ส่งเสริมต่อไปในอนาคต

          เรื่องที่สอง นิคมอุตสาหกรรมจะนะหรือนิคมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายสำคัญที่เริ่มต้นมาตั้งแต่รัฐบาลในอดีตสมัยรัฐบาลชวน 2 (นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 )และมีความคืบหน้ามาโดยลำดับ ถือว่าเป็นโครงการที่ต้องเดินหน้าขับเคลื่อนต่อไป เพื่อทำให้นิคมอุตสาหกรรมจะนะเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรม BCG และเป็นอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมหมุนเวียนที่จะดำเนินการกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตต่อไป ในเรื่องของ Bioeconomy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ ในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า การทำให้เป็น Smart City เป็นต้น

          เรื่องที่สาม วันนี้ได้เคาะมาตรการส่งเสริมผลไม้ภาคใต้เชิงรุก ปี 2565 ทั้งหมด 17 + 1 มาตรการ รวมเป็น 18 มาตรการ โดย 17 มาตรการเป็นมาตรการที่ได้เคาะไปแล้วในภาคตะวันออก แต่เพิ่มอีกหนึ่งมาตรการคือเร่งรัดให้มีการเปิดด่านจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีด้วยกัน 9 ด่าน เปิดไปแล้ว 7 ด่าน เหลือ 2 ด่าน ที่ยังไม่เปิดคือ ด่านตากใบและด่านบูเก๊ะตา ตนให้ ศอ.บต.ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการเปิดด่านตากใบและบูเก๊ะตาต่อไป หากเปิดได้ครบจะมีผลทำให้การระบายผลไม้ในฤดูการผลิตหน้าไปยังตลาดมาเลเซียและสิงคโปร์ คล่องตัวมากขึ้น โดยตัวเลขผลไม้ส่งออกไปมาเลเซียเฉพาะปี 2563 มีมูลค่า 765 ล้านบาท แต่ 8 เดือนแรกปีนี้ ส่งออกไปแล้ว 1,447 ล้านบาท หากเปิดอ่านได้ครบจะยิ่งเพิ่มขึ้น

          สำหรับมาตรการ 17 + 1 ตัวอย่าง มาตรการสำคัญ เช่น รัฐสนับสนุนการกระจายผลไม้ออกนอกพื้นที่ กิโลกรัมละ 3 บาท สำหรับผู้รวบรวมผลไม้ออกจากพื้นที่ภาคใต้ และล้งที่ช่วยรวบรวมผลไม้จะสนับสนุนผู้ที่ส่งออก รัฐจะช่วยส่งเสริม 2 ตัว คือ

          1.ถ้าเป็นเงินกู้ รวบรวมเพื่อส่งออกจะช่วยดอกเบี้ยร้อยละ 3

          2.ผู้รวบรวมและส่งออก กระทรวงพาณิชย์จะช่วยกิโลกรัมละ 5 บาท เพื่อส่งเสริมการส่งออกผู้ที่เข้ามาซื้อทำการตลาด เกษตรกรจะได้รับรู้ว่ากระทรวงพาณิชย์เข้ามาช่วยระบายไปตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านค้าปลีกคนไทย เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 ณ จังหวัดหนองคาย

          นายสินิตย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านค้าปลีกคนไทย รับฟังปัญหา-อุปสรรค-ข้อเสนอแนะ พร้อมสั่งการกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดันให้เป็นวาระหลักที่ต้องเร่งสร้างความเข้มแข็ง...ให้การสนับสนุน และช่วยเหลือเต็มที่ เพราะโชวห่วยไม่ใช่เป็นแค่ร้านขายสินค้าทั่วไป แต่เป็นแหล่งพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และเป็นสถานที่กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับประชาชนในท้องถิ่น

          รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการร้านค้าปลีกในจังหวัดหนองคายว่า การลงพื้นที่พบปะและตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการร้านค้าโชวห่วย ส่วนตัวรู้สึกเป็นห่วงผู้ประกอบการกลุ่มนี้อย่างมาก จึงต้องการลงมารับฟังปัญหา อุปสรรค ข้อเสนอแนะของร้านค้าด้วยตนเอง และพร้อมที่จะนำความเห็นนั้นมาดำเนินการช่วยเหลือให้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าผลักดันให้เป็นวาระหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ ให้การสนับสนุนส่งเสริม เพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านการจัดการร้านค้า และให้การช่วยเหลือด้านอื่นๆ อย่างเต็มที่ รวมถึงการสร้างจุดแข็งให้ร้านค้าโชวห่วย ซึ่งแนวทางหนึ่งที่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม คือ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche market) เช่น สินค้าฮาลาลในพื้นที่ภาคใต้ที่มีผู้บริโภคชาวมุสลิมเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง ยังเป็นการเชื่อมโยงสินค้าฮาลาลกับช่องทางร้านค้าโชวห่วย ซึ่งไม่เพียงแต่จะสอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนการใช้จ่ายในระดับภูมิภาค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง สามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสังคมเมืองกับสังคมท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี

          ร้านค้าโชวห่วยที่ลงตรวจเยี่ยม คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต.โต๊ดการค้า ต.หนองกอมเกาะ อ.เมือง ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกต้นแบบที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาจากกระทรวงพาณิชย์ให้เป็นร้านสมาร์ทโชวห่วย มีพื้นที่ขนาดกลาง ประมาณ 300 ตารางเมตร จำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันกว่า 5,000 รายการ เป็นกิจการของคนไทย 100% มีเครือข่ายที่เป็นร้านค้าปลีกและร้านค้าโชวห่วยทั้งในและนอกอำเภอเมือง จากการพูดคุยพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ของร้านค้าโชวห่วย คือ ไม่มีระบบการบริหารจัดการร้านค้าที่ดี การจัดร้านไม่เป็นระเบียบทำให้ลูกค้าหาสินค้าลำบาก ไม่มีระบบการตรวจเช็คสต็อกสินค้าทำให้บางครั้งสินค้าที่ซื้อมาจำหน่ายมีมากเกินความจำเป็นหรือสินค้าหมดอายุ และที่สำคัญ คือ ไม่สามารถจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าในร้านได้ ฯลฯ โดยหลังจากที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นร้านสมาร์ทโชวห่วยโดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการร้านค้าแล้ว ทำให้ยอดขายในร้านเพิ่มขึ้นประมาณ 10 - 15% ลูกค้าหาสินค้าได้ง่ายมากขึ้น บริหารสต็อกสินค้าเป็นระเบียบมากขึ้น พร้อมทั้งเป็นพี่เลี้ยงให้แก่ร้านค้าโชวห่วยที่เป็นเครือข่ายด้วย ทำให้มีลูกค้าที่เป็นร้านค้าปลีกและร้านค้าโชวห่วยเพิ่มขึ้น และด้วยความที่เป็นร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าให้แก่คนในท้องถิ่นด้วย ทำให้เข้าใจร้านค้าปลีกและร้านค้าโชวห่วยในพื้นที่ต่างๆ ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้น

          ทั้งนี้ ร้าน ต.โต๊ดการค้า ได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการตลาด กิจกรรม ‘ค้าส่งรวมใจ โชวห่วยไทยคู่สังคม’ และโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์มาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการรถโมบายพาณิชย์ลดราคา โครงการพาณิชย์ร่วมใจสู้ภัยโควิดหนองคาย เป็นต้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในท้องถิ่น ทำให้เกิดมูลค่าการซื้อขายเกือบ 10 ล้านบาท  

          โดยหลังจากที่ได้พูดคุยและตรวจเยี่ยมผู้ประกอบการร้านค้าโชวห่วย ได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งสรุปปัญหา-อุปสรรค และข้อเสนอแนะที่ได้รับ พร้อมหามาตรการสนับสนุนส่งเสริมร้านค้าปลีก-ค้าส่งเสนอที่ตนมาโดยเร็ว ให้เน้นความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมชัดเจน เกิดภาคีเครือข่ายธุรกิจ และสามารถผลักดันให้ธุรกิจโชวห่วยก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง

          ทั้งนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าโชวห่วยเป็นหน่วยเศรษฐกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และเป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งช่วงระหว่างการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และช่วงระยะการฟื้นฟู โดยเป็นทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำมัน น้ำตาลทราย และของใช้ประจำวันอื่นๆ สำหรับประชาชนที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเดินทาง และไม่ประสงค์ที่จะจับจ่ายใช้สอยในสถานที่แออัดหรืออากาศไม่ถ่ายเท เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของโรคระบาด ขณะเดียวกัน ร้านค้าโชวห่วยยังเป็นช่องทางสำคัญของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชน ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เช่น เราชนะ คนละครึ่ง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ม.33 เรารักกัน รวมถึง เป็นแหล่งจ้างงานในชุมชนและช่องทางการกระจายสินค้าที่สำคัญในระดับท้องถิ่น ซึ่งในปี 2563 ร้านค้าโชวห่วยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันกว่า 1.03 ล้านล้านบาท และมีปัจจัยสนับสนุนต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจ ทั้งมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าใกล้บ้านแทนการไปซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกสมัยใหม่ รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

---------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนที่ด่านพรมแดนสุไหง-โกลก และประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนภาคตะวันออก เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และหอการค้าจังหวัด เมื่อวันที 15 ต.ค. 64

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายบุญพาศ รักนุ้ย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นายเจะอามิง โตะตาหยง นายเมธี อรุณ นักร้องนำวงลาบานูน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์  ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนที่ด่านพรมแดนสุไหง-โกลก และประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนภาคตะวันออก เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.พาณิชย์) และหอการค้าจังหวัด นราธิวาส ที่ห้องประชุมด่านศุลกากร อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ตนมาหารือ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าชายแดนร่วมกับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายนิพนธ์ บุญญามณี) จังหวัดนราธิวาส กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนรวมทั้งหน่วยงานราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง มีประเด็นสำคัญ คือ

          ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องการเปิดด่านที่จังหวัดนราธิวาสเพิ่มเติม 2 ด่าน คือ ด่านตากใบและด่านบูเก๊ะตา ซึ่งทั้ง 2 ด่านนี้ได้มีการปิดมาตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2563 โดยจังหวัดนราธิวาสเป็นผู้สั่งปิดในฐานะคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ขณะนี้สถานการณ์โควิดค่อยๆคลี่คลายขึ้น จึงมีความเห็นว่าควรจะได้เปิดด่าน 2 ด่านนี้อีกครั้ง เพื่อให้การค้าชายแดนระหว่างไทยกับมาเลเซียเดินหน้าคล่องตัวขึ้นแล้วจะเป็นช่องทางในการนำรายได้เข้าประเทศเพิ่มเติม จังหวัดนราธิวาสรายงานว่าพร้อมที่จะเปิดด่านตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป แต่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทางฝั่งมาเลเซียด้วย ซึ่งที่ประชุมวันนี้ได้มอบหมายให้ 1.จังหวัดนราธิวาสเตรียมความพร้อมในส่วนของฝั่งไทยและ 2.ให้ทูตพาณิชย์ไทยประจำมาเลเซียประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเตรียมการเปิดด่านและกำหนดวันเวลาที่สอดคล้อง ส่วนขั้นตอนเอกสารนั้นกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะเป็นผู้ประสานงานทั้งหมดและเมื่อถึงเวลาที่สามารถเปิดได้ตนจะเดินทางมาติดตามด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง

           ประเด็นที่สอง ปัญหาการอำนวยความสะดวกการส่งสินค้าผ่านแดน ของด่านสุไหงโก-ลก ซึ่งมีความเข้าใจคาดเคลื่อนในเรื่องของผลไม้โดยเฉพาะทุเรียน ที่จะส่งออกไปยังมาเลเซีย ภาคเอกชนเข้าใจว่าจะต้องมีเอกสาร GAP ถึงจะส่งไปได้ ข้อเท็จจริงได้รับคำยืนยันจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรว่าไม่จำเป็นต้องมีเอกสาร GAP ขอประชาสัมพันธ์ให้ทุกฝ่ายรับทราบและนายด่านสุไหงโก-ลกเข้าใจแล้ว จะไม่มีการเรียกเอกสารนี้

          ประเด็นที่สาม การอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการรายย่อยขายสินค้าให้กับชาวมาเลเซียผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งอาจมีปริมาณแต่ละสัญญาซื้อขายไม่มากนัก แต่ติดปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการส่งสินค้าทีละน้อยข้ามแดนไปยังผู้ซื้อจากมาเลเซีย มอบหมายให้นายด่านโก-ลก  บริษัทชิปปิ้ง และภาคเอกชนผู้ประกอบการรายย่อยประชุมหารือกันหาช่องทางที่เป็นทางออกในการอำนวยความสะดวกให้ต่อไป

          ประเด็นที่สี่ ภาคเอกชนขอให้ไปรษณีย์ไทยช่วยลดค่าบริการส่งสินค้าบางกลุ่มซึ่งปัจจุบันไปรษณีย์ลดค่าบริการโลจิสติกส์ผ่านไปรษณีย์ไทยให้รายการต่างๆเยอะแล้ว เช่นผลไม้สด ผลไม้แปรรูป สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ลดราคาค่าส่งไปรษณีย์ให้เป็นกรณีพิเศษอยู่แล้ว แต่หากมีสินค้าใดเพิ่มเติมและมีปริมาณตามสมควรให้รวบรวมและเจรจากับไปรษณีย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดต่อไปได้ ไปรษณีย์จะใช้ดุลพินิจในการช่วยอำนวยความสะดวกต่อไปถือเป็นนโยบาย โดยเป็นกรณีไป

-----------------------------------------------

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิด GI Fest at MBK ร้านค้าจำหน่ายสินค้า (GI Shop) และร่วมเป็นสักขีพยาน MOU ทป. กับ MBK เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2564 ณ ศูนย์การค้า MBK เซ็นเตอร์ (สำนักงานรัฐมนตรี 14 ต.ค 64)

          นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ห่วงใยผู้ประกอบการไทย เดินหน้าเจรจาความร่วมมือขยายช่องทางการตลาดสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ร่วมกับศูนย์การค้า MBK ตั้งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและพาผู้ประกอบการฝ่าวิกฤติโควิด-19 ผ่าน 2 โปรเจคสำคัญ ได้แก่ งาน “GI Fest”

ยกขบวนสินค้า GI ทั่วประเทศมาจำหน่ายที่ MBK ตลอด 6 วันเต็ม (14 – 19 ต.ค. 64) ณ ลาน Center Hall ชั้น G พร้อมเปิดตัว “GI Shop” ณ โซน A ชั้น 6 คัดสรรสินค้า GI ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาให้เลือกซื้อตลอดปี

นายสินิตย์ กล่าวว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า GI เปรียบเสมือนขุมทรัพย์จากแผ่นดิน

          ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่เชื่อมโยงกับภูมิศาสตร์ผนวกกับภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ ทำให้สินค้ามีความโดดเด่นและนำมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า การส่งเสริมช่องทางการตลาดให้กับสินค้า GI เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างยั่งยืน แม้ว่าในระยะหลังจะต้องเผชิญกับปัญหาโควิด-19

          แต่กระทรวงพาณิชย์ยืนหยัดเคียงข้างผู้ประกอบการไทย โดยเร่งส่งเสริมผู้ประกอบการให้พร้อมที่จะปรับตัวและปรับรูปแบบการจำหน่ายสินค้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โดยได้มอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ขยายช่องทางการตลาดสินค้า GI ทั่วประเทศสู่ใจกลางกรุง เชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยนำพาผู้ประกอบการ GI ไทยก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน”

          ด้าน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาและศูนย์การค้า MBK มีแนวคิดร่วมกันในการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถจำหน่ายสินค้า GI ภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดขึ้น โดยสร้างโอกาสทางการค้าและช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้บริโภคที่อยู่ในเมืองสามารถเข้าถึงสินค้าท้องถิ่นที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น ทั้งสองหน่วยงานจึงได้หารือแนวทางร่วมกัน จนเกิดเป็นแผนส่งเสริมช่องทางการตลาดระยะสั้นและระยะยาว ผ่านการจัดงาน GI Fest ระหว่างวันที่ 14 – 19 ตุลาคม 2564 ณ ลาน Center Hall ชั้น G โดยคัดสรรสินค้า GI ที่โดดเด่นจากทั่วประเทศกว่า 20 รายการ อาทิ ทุเรียนป่าละอู สับปะรดภูแลเชียงราย ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร ฯลฯ มาให้ผู้บริโภคได้ ช๊อป ชิม อิ่ม เพลิน ไปกับคุณภาพสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ และในโอกาสนี้ได้เปิดตัว GI Shop อย่างเป็นทางการ ณ โซน A ชั้น 6 เพื่อเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้า GI ของชุมชนต่างๆ ซึ่งจะหมุนเวียนมาให้เลือกซื้อตลอดทั้งปีตามฤดูกาล”

          ด้าน นายสมพล ตรีภพนารถ กรรมการผู้จัดการธุรกิจศูนย์การค้า บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ศูนย์การค้า MBK ยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนและยกระดับสินค้า GI ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ผ่านการจัดงาน GI Fest ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากได้รับการตอบรับที่ดีจากการจัดงานในครั้งแรก และปีนี้ MBK ได้ร่วมสนับสนุนพื้นที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ GI เพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเศรษฐกิจภายในประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมอุดหนุนสินค้า GI และเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการที่มาร่วมออกร้าน ได้ที่ศูนย์การค้า MBK ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 20.00 น.”

---------------------------------------------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการสร้างรายได้ด้วยแฟรนไชส์ ฝ่าโควิด-19 ปี 2564 เมื่อวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับผู้บริหารสถาบันการเงินและหน่วยงานพันธมิตร เปิดโครงการสร้างรายได้ด้วยแฟรนไชส์ ฝ่าโควิด-19 ปี 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ เป็นประธาน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า โครงการสร้างรายได้ด้วยแฟรนไชส์ฝ่าโควิด-19 ในวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ตระหนักดีว่าการพลิกฟื้นเศรษฐกิจและการสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจ ภายใต้วิกฤตโควิดในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะ SMEs และ Micro SMEs ซึ่ง SMEs และ Micro SMEs ส่วนหนึ่ง คือธุรกิจแฟรนไชส์ ที่มีมูลค่าตั้งแต่หลัก 2,000 บาท ไปถึงหลัก 10 ล้านบาท  ในปี 2564 มีแฟรนไชส์ของคนไทยจำนวน 597 แฟรนไชส์ มูลค่าการตลาดเฉลี่ยปีละ 300,000 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แฟรนไชส์ 557 ธุรกิจ มีลูกช่วงที่เป็นผู้ซื้อแฟรนไชส์ไป 42,000 รายทั่วประเทศ ประโยชน์ของแฟรนไชส์ที่ทำให้เห็นได้ชัดเจน คือ ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเป็นการช่วยสร้างอาชีพสร้างรายได้และลดอัตราการว่างงานและที่สำคัญสูงสุด คือ ช่วยธุรกิจ SMEs และ Micro SMEs ซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

          โครงการนี้มี 2 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรมแฟรนไชส์สร้างอาชีพ Roadshow ใน 15 จังหวัดทั่วทุกภาค ยกขบวนแฟรนไชส์ไปแสดงและขายลูกช่วง รวม 15 จังหวัด ตลอดเดือนตุลาคมนี้ จะช่วยขยายธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีบทบาทในภาคเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น และ 2.จัดกิจกรรมรวมเป็นงานใหญ่ที่อิมแพค เมืองทองธานี ภายใต้กิจกรรม MOC แฟรนไชส์สร้างอาชีพ โดยจัด 5 วัน ช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ จะมีแฟรนไชส์กว่า 400 รายเข้าไปร่วม และจะมีการประชาสัมพันธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ และขายลูกช่วงในงานนั้นด้วยที่สำคัญคือ จะมีการขายลูกช่วงในราคาพิเศษ และจะมีโครงการจับคู่กู้เงินระหว่างสถาบันการเงินกับแฟรนไชส์เกิดขึ้นด้วย

          " ถือเป็นโครงการจับคู่กู้เงินภาค 3 ต่อจาก จับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับร้านอาหาร จับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออ ผลที่จะเกิดขึ้นจากการจัดกิจกรรมนี้คือ ช่วยให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้ามาซื้อแฟรนไชส์ได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราย จะช่วยให้ก่อเกิดการขายลูกช่วงหรือ ไลเซนต์ เฉพาะงานนี้ 1,500 ล้านบาท แต่ทั้งปีโดยกิจกรรมนี้เป็นตัวกระตุ้นจะไม่ต่ำกว่า 4,600 ล้านบาท

          คาดว่าจะช่วยเศรษฐกิจฐานราก พี่น้องประชาชนคนไทยให้สามารถก้าวผ่านวิกฤติ โควิด-19 ไปได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป " นายจุรินทร์ กล่าว

          ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ในนามของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าขอบพระคุณรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และระบุว่ากรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับมอบหมายให้ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ SMEs โดยเฉพาะธุรกิจภาคบริการให้มีความเข้มแข็งเพื่อเป็นฟันเฟืองและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งธุรกิจแฟรนไชส์เป็นหนึ่งในธุรกิจบริการที่กรมได้ดำเนินการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 โดยนำธุรกิจแฟรนไชส์มาเป็นทางเลือกในการสร้างอาชีพสร้างรายได้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและการสร้างอาชีพแก่ผู้ว่างงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และสร้างโอกาสการลงทุนให้กับผู้ที่ต้องการมีธุรกิจของตนเอง โดยมีหน่วยงานพันธมิตรในการบูรณาการความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์กับกรมฯเป็นอย่างดี ได้แก่ สมาคมแฟรนไชส์และไลเซนต์ เและสถาบันการเงินทั้งภาครัฐและเอกชน

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับระหว่างหอการค้าจังหวัด กลุ่มเครือข่ายภาคธุรกิจ (Biz club) จังหวัดกาญจนบุรี และทีมเซลล์แมนจังหวัด กาญจนบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม 2564

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะประชุมหารือร่วมกับระหว่างหอการค้าจังหวัด สมาคมท่องเที่ยวจังหวัด กลุ่มเครือข่ายภาคธุรกิจ (Biz club) จังหวัดกาญจนบุรี และทีมเซลล์แมนจังหวัด กาญจนบุรี ที่โรงแรมพีลูส (Prelude Hotel) ถนนทุ่งนา-เลี่ยงเมือง 2อำเภอเมือง จังหวัด กาญจนบุรี โดยนายจุรินทร์ เป็นประธาน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนพร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์และส่วนราชการอื่นๆที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ประธานหอการค้า ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ประธาน Biz Club และตัวแทนสมาพันธ์ SMEs รวมทั้งภาคเอกชนทั้งหมด ร่วมกับ ส.ส.ศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ (ซ้อเจน)  นายฉัตรพันธ์ (แมน) เดชกิจสุนทร นายปารเมศ (กำนันบอย) โพธารากุล มาร่วมการประชุมวันนี้ด้วยโดยนำประเด็นปัญหาของจังหวัดกาญจนบุรีมาหารือเพื่อแก้ไขให้ประชาชนและมีข้อสรุปดังนี้ คือ

          ประเด็นที่หนึ่ง เรื่องการค้าชายแดนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญด้านเศรษฐกิจของจังหวัดกาญจนบุรี ในเรื่องของการส่งเสริมการค้าชายแดน ขณะนี้มี 2ด่าน 1.ด่านเจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นด่านผ่อนปรนทางการค้ามีการค้าขายอยู่จริง มีมูลค่าการค้าประมาณปีละ 1,000ล้านบาท  ภาคเอกชนขอให้ภาครัฐช่วยแก้ไขปัญหา คือ การชำระเงินระหว่างกันอาจจะมีปัญหาเรื่องระบบระเบียบราชการต่างๆที่เป็นอุปสรรคทำให้ไม่คล่องตัว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ตนจึงขอให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพประสานหน่วยราชการและภาคเอกชนต่างๆ ประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้ภาคเอกชนต่อไป

          ส่วนด่านพุน้ำร้อนเป็นด่านถาวรอยู่แล้วแต่การค้าขายยังไม่เต็มรูปแบบ เพราะต้องรอเงื่อนไขสำคัญที่ประเทศเมียนมาคือท่าเรือน้ำลึกทวาย ต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหาต่อไป

          ประเด็นที่สอง ภาคเอกชนกาญจนบุรีเรียกร้องการค้าออนไลน์ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ระบบง่ายขึ้น สะดวกขึ้น กระทรวงพาณิชย์พร้อมให้การสนับสนุน เพราะแพลตฟอร์มต่างประเทศที่มีชื่อเสียงหลายแพลตฟอร์มพร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตท้องถิ่นของจังหวัดกาญจนบุรีโพสต์ขายได้ เช่น Tmall.com ของจีน bigbasket.comของอินเดีย blibli.com ของอินโดนีเซีย Klangthai.com ของกัมพูชา Thaitrade.com ของกระทรวงพาณิชย์ Amazon.com ของสหรัฐฯสิงคโปร์ หรือ Shopee และ Lazada เป็นต้น โดยให้ประสานกับทีมเซลล์แมนจังหวัดจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนให้สามารถไปโพสต์ขายในพื้นที่นี้ได้ต่อไป

          "และภาคเอกชน ต้องการเพิ่มความรู้ทางด้านการค้าออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีโครงการอบรมให้ความรู้ ตั้งแต่ขั้นต้นและหลักสูตรเข้มข้น สามารถค้าขายต่างประเทศได้ในระบบออนไลน์ ขอให้รวบรวมผู้สนใจและทีมเซลล์แมนจังหวัดของกระทรวงพาณิชย์จะช่วยจัดการอบรมให้ความรู้ต่อไป ภาคเอกชนอยากให้กระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบออนไลน์ ขณะนี้สามารถจดทะเบียนการค้านิติบุคคล ขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขเอกสาร โดยระบบออนไลน์ได้แล้ว เข้าไป Moc.go.th "

          ประเด็นที่สาม ผู้ประกอบการคลัสเตอร์กาแฟเมืองกาญจนบุรี โดยเฉพาะที่ใช้ชื่อว่า สาละวะไล่โว่ต้องการการสนับสนุน การทำแบรนด์ยี่ห้อและการตลาด เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกกาแฟที่เมืองกาญจนบุรี ประมาณ 550ราย มีโอกาสทำธุรกิจและเป็นเครือข่ายของสาละวะไล่โว่ ตนได้สั่งการให้เซลล์แมนจังหวัด ประสานงานช่วยเหลือต่อไป

          สุดท้ายประเด็นที่สี่ โรงงานอุตสาหกรรมที่นี่ยังมีปัญหาการฉีดวัคซีนให้กับแรงงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีความต้องการวัคซีนประมาณ 12,000โดส สำหรับแรงงานประมาณ 6,000คน ทีมงานนายแพทย์สาธารณสุขกาญจนบุรีแจ้งว่าสัปดาห์หน้าจะจัดการเรื่องนี้ให้

          " ถือว่า 4 ประเด็นใหญ่คลี่คลายไปได้ ถัดจากนี้ขอให้ท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์และท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัดช่วยติดตามเรื่องนี้ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมนี้ต่อไป" นายจุรินทร์ กล่าว

-----------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าในการยกระดับช่องทางการค้าทางธรรมชาติ บ้านท่าเส้นสู่จุดผ่านแดนถาวร เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม 2564 ณ ด่านบ้านท่าเส้น อำเภอเมือง จังหวัดตราด

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด พลเรือตรีอภิรักษ์ กลิ่นหมิ่น รองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และรองผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด และ นายธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส.จังหวัดตราด พร้อมคณะทั้งกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าในการยกระดับช่องทางการค้าทางธรรมชาติบ้านท่าเส้น สู่จุดผ่านแดนถาวร ณ ด่านบ้านท่าเส้น อำเภอเมือง จังหวัดตราด

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อเช้าตนได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างส่วนราชการจากส่วนกลางโดยมีกระทรวงพาณิชย์ร่วมด้วย และผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ภาคเอกชน ฝ่ายความมั่นคง ตัวแทนภาคส่วนอื่นๆ ภาคเอกชนได้เสนออยากให้มีการเปิดด่านท่าเส้น เพื่อส่งเสริมการค้าขาระหว่างกันและเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกัน ซึ่งได้มีมติว่าจะให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการทำเรื่องไปยังสภาความมั่นคงเพื่อขอให้มีการเปิดด่านที่นี่ จะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม อาจจะนำไปสู่การเปิดด่านถาวรขึ้นที่นี่ แต่ยังมีขั้นตอนบางส่วน เพราะมีประเด็นเรื่องสิ่งที่ค้างคา การปักปันเขตแดนและประเด็นที่ยังไม่ยุติที่เป็นห่วงว่ากัมพูชาได้สร้างอาคารบางส่วนล้ำเข้ามาในเขต no man land เขตที่ไม่สามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างได้ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ต้องหาข้อยุติต่อไป

          " แต่ในหลักเห็นตรงกันว่าถ้าสามารถดำเนินการจนจบกระบวนการ ควรจะได้มีการเปิดด่านที่นี่ซึ่งถ้าจะเป็นด่านถาวรต้องรองบประมาณ รอการก่อสร้างอาคารใช้เวลาหลายปี ถ้าเห็นตรงกันอาจใช้วิธีตั้งคอนเทนเนอร์ 2 ฝ่าย เอาส่วนราชการที่จำเป็นมาทำงานพลางก่อน เช่น ศุลกากร ตม. ฝ่ายความมั่งคง หรือส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขอนามัย ของสิ้นค้าที่ข้ามไปมาและในอนาคตอาจสามารถรับนักท่องเที่ยวผ่านแดน เพื่อมาเที่ยวในไทยและเราไปเที่ยวฝั่งกัมพูชาได้ต่อไป

          ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะเร่งดำเนินการเสนอเรื่องไป ซึ่งตนจะช่วยติดตามต่อไป เพราะเท่าที่ฟังประชาชนในพื้นที่อยากเห็นด่านนี้เปิด จากหาดเล็กที่มีอยู่แล้ว 1 ด่าน แต่การเปิดหลายช่อง ในทางการค้าเป็นผลดีเพราะประเทศกำลังต้องการรายเข้าเข้าประเทศและการค้าขายระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา เราได้ดุลเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี จะเป็นประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ความมั่นคงก็เป็นประเด็นที่สำคัญต้องดูควบคู่กันไปว่าความสมดุลอยู่ตรงไหน ระดับรัฐบาลจะช่วยดูอีกขั้นตอนหนึ่ง " นายจุรินทร์ กล่าว

          และระบุด้วยว่าด่านทั่วประเทศมีอยู่ 97 ด่าน ตอนนี้เปิดได้แล้ว 46 ด่าน ตอนนี้ตนทยอยเปิดด่านที่ปิดไปเพราะโควิด-19 ถ้าปัญหาโควิดคลี่คลายทั้ง 2 ด้าน ก็สามารถเปิดได้เพราะตัวเลขการค้าชายแดนเราเป็นบวก 30-40% สำหรับ 8 เดือนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี เราได้ดุลเยอะเป็นแสนล้านในช่วง 8 เดือน ดังนั้นจึงเป็นแนวทางการทำงานเพื่อช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศต่อไป

--------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนภาคตะวันออก เพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เมื่อวันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม 2564 ณ ห้องประชุมบ้านปูรีสอร์ท อำเภอ เมือง จังหวัดตราด

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นายธีระ สลักเพชร อดีต ส.ส.จังหวัดตราด และคณะร่วมภาครัฐและเอกชนภาคตะวันออก ประชุมเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ณ ห้องประชุมบ้านปูรีสอร์ท อำเภอ เมือง จังหวัดตราด

          นายจุรินทร์ ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม โดยกล่าวว่า เราให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาและส่งเสริมสนับสนุนผลไม้ในภาคตะวันออกมากเป็นพิเศษ ในส่วนของตนเป็นรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เราทำงานร่วมกับเอกชนและเกษตรกรมาโดยลำดับและทุกครั้งจะมีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมผลไม้เชิงรุกออกมา เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความมั่นใจว่ากระทรวงพาณิชย์เอาจริง โดยสนับสนุนทั้งในส่วนของการประชุมร่วมกับจังหวัด กระทรวง ส่วนราชการทั้งหมด ภาคเอกชน ตัวแทนเกษตรกร ซึ่งครั้งนี้ถือว่าเป็นปีที่ 3 แล้วที่เข้ามารับผิดชอบ โดยผลไม้จะเริ่มออกเดือนมีนาคม-เมษายนปีหน้าแต่เราประกาศมาตรการสนับสนุนผลไม้เชิงรุกตั้งแต่เมื่อวาน ล่วงหน้าถึงครึ่งปี เพื่อให้เกษตรกร ล้ง ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก เกษตรแปรรูป และทางจังหวัด ทุกฝ่ายได้มีการเตรียมการล่วงหน้า

          มาตรการเมื่อวานประกาศไปแล้ว 17 มาตรการ เป็นรูปธรรมทุกมาตรการ และจะมีส่วนในการช่วยให้ทุกฝ่ายมีความมั่นใจ ปีนี้ 2564 มีผลสัมฤทธิ์ชัดเจนโดยตัวเลข 2 ตัว 1.ราคาผลไม้ปีนี้เฉลี่ยราคาทุเรียนเกรดส่งออก เฉลี่ยกิโลกรัมละ 200 บาท และมังคุด 220 บาท ลำไยกิโลกรัมละ 45 บาท ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ใช้ได้ การพูดติดปากว่าผลไม้ราคาตกเป็นการพูดเหมือนตำนาน แต่วันนี้ไม่ใช่ เพราะราคาผลไม้ดี

          และที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออก 8 เดือนเฉพาะผลไม้ตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม ทำรายได้แล้ว 169,000 ล้านบาท เป็นบวกถึง 46% เฉพาะทุเรียน 98,360 ล้านบาท +77% และมังคุด 16,703 ล้านบาท +24% ลำไย 10,392 ล้านบาท +50% คือ ผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดในการเข้ามาดูแลส่งเสริมผลไม้ของกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชน

          ส่วนที่ถามเรื่องล้งรับซื้อนั้น เราต้องมองหลายมุม ได้ถามในที่ประชุมแล้วว่าการที่ล้งจีนเข้ามาซื้อถือเป็นจุดดี แต่ต้องกำกับบังคับใช้กฎหมายให้เคร่งครัด ภาครัฐกำกับดูแลอย่าให้ล้งจีนเข้ามาเอาเปรียบเกษตรกร หากทำผิดกฏหมายต้องดำเนินคดี เช่น ไม่ปิดป้ายราคารับซื้อหรือโกงตาชั่ง เอารัดเอาเปรียบ แทนที่จะประกาศราคาเช้าอย่างที่เป็นคำสั่งของกระทรวงพาณิชย์ไปประกาศตอนเย็นแทนที่จะตัดพรุ่งนี้ที่ราคาดีกว่าทำไม่ได้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างล้งไทยเพิ่มขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรมากขึ้น

          " สำหรับเรื่องด่านท่าเส้น ขณะนี้เรามีด่านทั่วประเทศอยู่ 97 ด่าน เราสามารถเปิดได้แล้ว 46 ด่าน เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดนนำรายได้เข้าประเทศ ขณะนี้ท่าเส้นเป็นอีกหนึ่งด่านที่อยู่ในเป้าหมาย ตนได้พูดในคณะรัฐมนตรีแล้วซึ่งได้รับการสนับสนุน วันนี้จะลงมาดูพื้นที่จริงแล้วจะมาฟังจังหวัดตราดกับภาคเอกชนที่นี่ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ยังควรทราบสนุนให้เปิดไหม หากเห็นตรงกันตนจะช่วยดำเนินการให้ต่อไป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายอยู่แล้วเพราะการค้ากับกัมพูชามีความสำคัญ" นายจุรินทร์ กล่าว

--------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์ราคาผลไม้พื้นที่ภาคตะวันออกและหารือร่วมกับทีมเซลล์แมนจังหวัด เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2564 ณ โครงการศูนย์บริหารจัดการ มหานครผลไม้ จังหวัดจันทบุรี

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ประชุมเตรียมการดูแลผลไม้ปี 2565 โดยเป็นการกำหนดมาตรการเพื่อบริหารจัดการผลไม้ล่วงหน้าทั้งระบบ โดยมีนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา อดีต สส.จังหวัดจันทบุรี นายอิทธิพล จังสิริมงคล นายชรัตน์ เนรัญชร นายชาติชาย วรพิพัฒน์ ตัวแทนเกษตรกรผู้ประกอบการและผู้รับซื้อ ผู้ส่งออก ผู้บริการขนส่ง ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ และพาณิชย์จังหวัดที่มีสินค้าผลไม้ ร่วมรับฟังนโยบาย พร้อมผู้บริหารระดับสูง 2 กระทรวง ณ โครงการศูนย์บริหารจัดการ มหานครผลไม้ ตำบลวังโตนด อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี โดยเป็นการสัญจรลงพื้นที่ตามภารกิจอ"จุรินทร์ออนทัวร์ ภาคตะวันออก"  

          การประชุมหารือได้สรุปผลของการแก้ไขปัญหาปี 2564 และที่ผ่านมาและได้เตรียมการแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเวทีรับฟังปัญหาของเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องจากนั้นแถลงสรุปมาตรการ โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ตนมาประชุมร่วมกับตัวแทนเกษตรกร ตัวแทน SMEs แปรรูปผลไม้ ล้ง ผู้ประกอบการ ส่วนราชการจังหวัดและกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานราชการทั้งหมด ในจังหวัดจันทบุรี ระยองและตราด เพื่อกำหนดแนวทางในการเตรียมการมาตรการรองรับผลไม้ ปี2565 ที่จะออกไตรมาสแรกและไตรมาสสองของปีหน้า ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรการล่วงหน้าก่อน 6 เดือน โดยมาตรการผลไม้เชิงรุกมี 17 มาตรการ

          1.มาตรการเร่งรัดตรวจและรับรอง GAP ซึ่งมีเป้าหมายในปี 2565  ไม่ต่ำกว่า 120,000 แปลง

          2.มาตรการช่วยผู้ประกอบการหรือเกษตรกรหรือล้งกระจายผลผลิตผลไม้ออกนอกแหล่งผลิต กิโลกรัมละ 3 บาท ปริมาณ 80,000 ตัน

          3.มาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกโดยจะช่วยเหลือดอกเบี้ยร้อยละ 3 และช่วยผู้ส่งออกที่ส่งออกผลไม้อีกกิโลกรัมละ 5 บาท ปริมาณ 60,000 ตัน

          4. กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสนับสนุนให้มีการใช้พระราชบัญญัติเกษตรพันธสัญญา การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าด้านผลไม้ โดยจะสนับสนุนให้มีการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อเกษตรกรได้ทราบว่าขายผลไม้ได้เท่าไหร่ มีคนซื้อที่มีหลักประกัน เซ็นสัญญาตามกฏหมายชัดเจนไม่ต่ำกว่า 30,000 ตัน

          5.มาตรการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ในประเทศ ประสานงานกับสายการบินต่างๆ เปิดโอกาสให้โหลดผลไม้ขึ้นเครื่องบินในประเทศไทยฟรี 25 กิโลกรัม ตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2565 เป็นต้นไป

          6.มาตรการช่วยสนับสนุนกล่อง พร้อมค่าจัดส่งผลไม้ที่ขายตรงจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ไปยังผู้บริโภคโดยตรงโดยสนับสนุนกล่องมากขึ้นกว่าปี 2564 ที่สนับสนุน 200,000 กล่อง ปี 2565 จะสนับสนุนถึง 300,000 กล่อง

          7.ในช่วงที่ผลไม้ออกเยอะ กระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนให้มีรถเร่ รถโมบาย ไปรับซื้อผลไม้และนำออกจำหน่ายสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยปี 65  จะสนับสนุนที่15,000 ตัน

          8.ประสานงานกับห้างท้องถิ่นและปั๊มน้ำมันต่างๆ เปิดพื้นที่ระบายผลไม้ให้กับเกษตรกรโดยเพิ่มปริมาณจากปี 2564 ที่ช่วย 1,500 ตัน ปี 2565 จะเพิ่มเป็น 5,000 ตัน

          9.จะทำเซลล์โปรโมชั่นในการส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศซึ่งใช้ชื่อโครงการ Thai Fruits Golden Months ดำเนินการในตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ 12 เมือง เช่นเดียวกับปี 2564 ซึ่งเป็นมาตรการที่ได้ผลดีมาก

          10.จะจัดการเจรจาจับคู่ซื้อขายผลไม้ทางธุรกิจในระบบออนไลน์หรือที่เรียกว่า OBM มุ่งเน้นตลาดใหม่ เช่น อินเดียและรัสเซียเป็นต้น

          11.จะส่งเสริมการขายผลไม้ในต่างประเทศในรูปแบบ THAIFEX – Anuga Asia จัดงานส่งเสริมการบริโภคผลไม้ระดับนานาชาติ ช่วงเดือนพฤษภาคม 65 ที่ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

          12.เร่งจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยไปในประเทศต่างๆทั่วโลกเป็น 5 ภาษา เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย

          13.จะจัดให้มีการอบรมให้ความรู้เกษตรกรกลุ่มเกษตรกรในเรื่องของการค้าออนไลน์เพื่อขายตรงให้กับผู้บริโภคและจะเพิ่มเติมหลักสูตรการส่งออกเบื้องต้นให้ด้วย ตั้งเป้าอบรมเกษตรกรให้ได้อย่างน้อย 1,000 ราย

          14.มาตรการขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่เกี่ยวข้องในการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพื่อให้สามารถดำเนินการเก็บผลไม้และส่งเสริมการขายผลไม้ได้ต่อไป

          15.ในบางช่วงที่ขาดแคลนแรงงาน ให้ กอ.รมน.ส่งกำลังพลเข้ามาช่วยเก็บเกี่ยวและขนย้ายผลไม้

          16.กระทรวงพาณิชย์จะสั่งการให้ทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศประสานงานกันช่วยระบายผลไม้ของเกษตรกรทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศต่อไป ให้มีความเข้มข้นขึ้น

          17.กระทรวงพาณิชย์และจังหวัดจะบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อให้เกษตรกรสามารถขายผลไม้ที่มีคุณภาพ และได้ราคาดีไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าและกฎหมายชั่งตวงวัดโดยเคร่งครัดต่อไป

          " โดยภาพรวมผลไม้ จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นป็น 3,500,000 ตัน และเพิ่มขึ้นประมาณ 8% มาตรการเชิงรุกจึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นเพราะหมายถึงซัพพลายจะเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2564 อย่างไรก็ตามการส่งออกผลไม้ประสบความสำเร็จมากในช่วงปี 2564 ในช่วง 8 เดือนแรกมกราคมถึงสิงหาคม 2564 สามารถส่งออกผลไม้ไปยังต่างประเทศได้ถึง 169,000 ล้านบาท +46% เฉพาะทุเรียนส่งออกได้ 98,360 ล้านบาท + 77% มังคุด 16,703 ล้านบาท + 24% ลำไย 10,392 ล้านบาท+ 50%

          และจะมีมาตรการพิเศษอีกหนึ่งอันคือการที่กระทรวงพาณิชย์ จะเร่งรัดการเพิ่มมูลค่าจากพืชผลการเกษตรทั้งผักผลไม้พืชเกษตรอื่นๆหรือผลไม้ให้เป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยการส่งเสริมให้มีการขึ้นทะเบียน GI เพราะสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ เฉพาะปี 2564 กระทรวงพาณิชย์ขึ้นทะเบียน GI ให้สินค้าทั่วประเทศไปแล้ว 152 รายการและเมื่อต้นปีที่ผ่านมาสามารถจดทะเบียนสินค้า GI ได้ครบทั้ง 77 จังหวัดแล้ว และสินค้า GI ทั้งหมด 152 รายการ มีมูลค่ายอดขายถึง 40,000 ล้านบาท จังหวัดจันทบุรีมี GI แล้ว 3 ตัว 1.เสื่อจันทบูร 2.พริกไทยจันท์ และล่าสุดที่จะทำพิธีมอบในวันนี้คือ ทุเรียนจันท์ คาดว่าจะมียอดส่งออกปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 45,000 ล้านบาท " นายจุรินทร์ กล่าว

--------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ วัดปากแคว อําเภอเมือง และ องค์การบริหารส่วนตําบลป่าแฝก อําเภอกงไกรลาศ เมื่อศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 2564 ณ จังหวัดสุโขทัย

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข  ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิรุฬ พรรณเทวี ผู้ราชการจังหวัดสุโขทัย และนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 1 นายสัมพันธ์  ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 2 ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ วัดปากแคว อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย โดยมีพาณิชย์และเกษตร 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมรับนโยบายผ่านทาง Zoom ด้วย

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า มาลงพื้นที่พบประชาชนเพราะได้รับการประสานงานจากนายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 1 และนายสัมพันธ์  ตั้งเบญจผล อดีต ส.ส.สุโขทัย เขต 2 เป็นห่วงพี่น้องประชาชน ซึ่งนอกจากตั้งใจมาเยี่ยมพี่น้องแล้ว ก็มาติดตามโครงการสำคัญ คือโครงการประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อนเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ ได้ดำเนินการนโยบายประกันรายได้เกษตรกรมาครบ 2 ปีเต็มแล้ว ปีนี้จะก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 เพราะถ้าไม่มีประกันรายได้ เวลาข้าวราคาลง จะมีรายได้ทางเดียวคือ จากที่ขายตามราคาตลาด แต่ถ้ามีประกันรายได้ จะมีรายได้ 2 ทาง คือ 1.เอาข้าวไปขายที่โรงสีในราคาตลาดและ 2.ส่วนต่างจากรายได้ที่รัฐบาลประกัน รวมแล้วตามรายได้ที่ประกัน นี่คือนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาให้พี่น้องในยามที่พืชเกษตรราคาตก โดยเฉพาะวิกฤตน้ำท่วมเช่นวันนี้ ชัดเจนว่าเมื่อมีหลักประกันรายได้แล้วทำให้เกษตรกรมีทางรอด

          " สำหรับปีที่ 3 นี้ ตนได้ลงนามเสนอคณะรัฐมนตรีไปเกือบทั้ง 5 ตัวแล้ว เพื่อที่จะได้เดินหน้าประกันได้เกษตรกรปี 3 ต่อไป ช่วยกันยามที่พืชทั้ง 5 ชนิดราคาตก และเตรียมเงินไว้ วันนี้ถือโอกาสมารายงาน สำหรับข้าวเตรียมเงินไว้ 150,000 ล้านบาท มันสำปะหลังเตรียมไว้  7,100 ล้านบาท ข้าวโพด เตรียมเงินไว้ 1,900 ล้านบาท ปาล์ม 8,000 ล้านบาท ยางพารา 10,000 ล้านบาท รวม 178,000 ล้านบาท และสำหรับกรณีน้ำท่วมที่นา เสียหายให้รีบรายงานเกษตรจังหวัด กำนันผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรวบรวมตัวเลขเสนอ ครม.จ่ายเงินชดเชยให้และฝากท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งรัดจ่าย และข้าวยังได้รับเงินส่วนต่างอยู่ในกรณีที่น้ำท่วม ให้พาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัด ได้รับทราบด้วยและเร่งรัดดำเนินการให้ชาวบ้านทราบ" นายจุรินทร์ กล่าว

          จากนั้นนายจุรินทร์ ใช้โอกาสในการถ่ายทอดสดเฟสบุคและ Zoom แจ้งทั้งพาณิชย์และเกษตรจังหวัด ให้รับทราบถึงการเดินหน้านโยบายและการขึ้นทะเบียน พร้อมตอบข้อซักถามจากเกษตรกรทุกข้อ จากนั้นช่วงหนึ่งมีนางกันทิมา กิมขาว ชาวบ้านหมู่ที่ 1 ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ข้าวโพด ได้ขอจับมือนายจุรินทร์และกล่าวว่า

          “วันนี้พายเรือมาเพื่อพบกับท่านรองนายกฯ ขอจับมือหน่อย" เมื่อจับแล้วนายจุรินทร์ถามว่าเป็นอย่างไร ชาวบ้านคนนั้นกล่าวตอบว่า "จับแล้วอุ่นใจ" จากนั้นนายจุรินทร์ได้ให้กำลังใจ พร้อมประกาศเดินหน้านโยบายประกันรายได้ ปี 3 ต่อไป โดยยืนยันว่าโครงการนี้ต้องเดินหน้าเพราะเป็นนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อตอนเข้าร่วมรัฐบาลโดยเป็นเงื่อนไขการเข้ามาทำงานให้ประชาชนในเรื่องนี้ของพรรคประชาธิปัตย์ และถือว่าเป็นนโยบายรัฐบาลที่สำเร็จมาแล้ว 2 ปี ก่อนจะไปเตรียมงบประมาณและขั้นตอน เพื่อเดินหน้าปี 3 ต่อไป

--------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน 2564 ณ ลานมันยั่งยืนพืชผล อําเภอคลองลาน จังหวัดกําแพงเพชร

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสําปะหลัง และมอบถุงน้ำใจบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ผู้ประสบภัยน้ำท่วมในชุมชนต่างๆ ณ ลานมันยั่งยืนพืชผล อําเภอคลองลาน จังหวัดกําแพงเพชร นายเชาวลิตร แสงอุทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร นายสำราญ ศรีแปงวงศ์ อดีต ส.ส.จังหวัดกำแพงเพชร นายพลเดช ศรีแปงวงศ์ นายพรชัย อารยะทรงศักดิ์ นายสมพิศ สระทองอ้วน ร่วมด้วย

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตั้งใจมาเยี่ยมพวกเราที่นี่ เพราะทราบว่าเศรษฐกิจหลักขึ้นอยู่กับข้าวและมันสำปะหลังเป็นหลัก และตนรับผิดชอบดูแลนโยบายประกันรายได้เกษตรกร ซึ่งประกันรายได้พืชเกษตรสำคัญ 5 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมันและข้าวโพด โดยประกันรายได้เป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ที่เจรจาก่อนเข้าร่วมรัฐบาล   กลายเป็นนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา และต้องเดินหน้าตราบเท่าที่มีรัฐบาลชุดนี้ เราเดินหน้ามาได้ขึ้นปีที่ 3 และ 2 ปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จ ช่วยเหลือเกษตรกรได้มาก จะทำให้พี่น้องมีรายได้ 2 ทาง คือ 1.เอาไปขายในตลาด ใส่กระเป๋าซ้ายและ2.รัฐบาลจะโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีพี่น้องโดยตรงใส่กระเป๋าขวา สุดท้ายจะมีรายได้กระเป๋าขวาและกระเป๋าซ้ายรวมเป็นรายได้ที่ประกัน  ตอนนี้ทำจนขึ้นปีที่ 3 แล้ว

          สำหรับประกันรายได้ข้าว ตนลงนามเข้า ครม.แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงบกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าจะนำเข้า ครม. วันไหนเพราะต้องผ่านส่วนราชการ แต่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติที่ท่านนายกฯเป็นประธานและตนเป็นรองประธาน มีมติเห็นชอบแล้วว่าจะประกันรายได้ข้าวเหมือนปีที่แล้วทุกอย่าง ปีนี้ราคาข้าวตก ทำให้มีส่วนต่างเยอะ รัฐบาลต้องใช้เงินมาชดเชยช่วยเยอะ ที่ข้าวราคาตกเพราะ 1.เราส่งออกได้น้อยเพราะเงินบาทแข็งมาก เมื่อช่วงต้นปีหรือปลายปีที่แล้ว ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกแพงกว่าประเทศอื่น

          2.ปกติประเทศเรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ข้าวเราขายดีขึ้น เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามาน้อย คนช่วยกินข้าวน้อยลงทำให้ข้าวเหลือในประเทศสุดท้ายราคาก็ตกลงมา แต่ถัดจากนี้สถานการณ์มีแนวโน้มจะดีขึ้นเพราะค่าเงินบาทอ่อนลง เวลาขายข้าวในต่างประเทศรู้สึกว่าข้าวราคาใกล้เคียงกับเวียดนาม อินเดียที่เป็นคู่แข่งจึงซื้อข้าวเรามากขึ้น ตอนนี้มีผู้มาขอใบอนุญาตส่งออกข้าวเยอะขึ้น 3-4 เดือนที่แล้วประมาณเดือนละ 400,000 ตัน แต่เดือนนี้เดือนเดียว 7-8 แสนตัน โอกาสที่ข้าวส่งออกมีมากขึ้น ข้าวในประเทศเหลือน้อยลง คนต้องการเยอะราคาก็จะค่อยๆขึ้น เป็นสัญญาณที่ดี แต่ถ้าราคาตกจะมีเงินส่วนต่างตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกร

          " ปีนี้ใช้งบเฉพาะค่าประกันรายได้ข้าว ปี 3 เตรียมงบ 89,000 ล้านบาท ใช้เงินมาช่วยชาวนามาก แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องทำเข้ามาช่วยดูแลพี่น้องชาวนา ส่วนเรื่องมันสำปะหลัง เตรียมงบประมาณไว้แล้วประมาณ 6,800 ล้านบาท และมีมาตรการคู่ขนานรวมแล้วประมาณ 7,000 ล้านบาทสำหรับมาช่วยชาวไร่มันสำปะหลัง " นายจุรินทร์ กล่าว

          แล้ววันนี้มีถุงน้ำใจจากมูลนิธิหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมชที่ตนเป็นประธานมูลนิธิในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มามอบให้พี่น้องที่ประสบภัยและที่ต้องได้รับความอนุเคราะห์ตามกำลังที่ตนพอมี และสำหรับสถานการณ์น้ำท่วม จะยังคงได้รับเงินส่วนต่างเหมือนเดิม

          รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีปุ๋ยที่ราคาแพงเพราะ

          1.ราคาน้ำมันซึ่งเป็นต้นทุนขนส่งจากต่างประเทศทุกประเทศที่ขึ้นสูงมาก ทำให้ต้นทุนปุ๋ยทั้งโลกแพงขึ้นและน้ำมันเป็นวัตถุดิบส่วนหนึ่งที่เอามาทำปุ๋ย ราคาต้นทุนปุ๋ยจะแปรผันโดยตรงกับราคาน้ำมันโลก หากน้ำมันแพงปุ๋ยก็จะมีแนวโน้มแพง

          2.ประเทศผลิตปุ๋ยใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศจีนไม่กี่เดือนมานี้เปิดให้มีการประมูลซื้อปุ๋ยและอินเดียซึ่งเป็นผู้ใช้รายใหญ่ประมูลปุ๋ยจากจีนประมาณปีละ 10,000,000 ตัน ทำให้จีนทำสัญญาขายปุ๋ยระยะยาวให้กับอินเดียปุ๋ยในตลาดโลกหายไปส่วนหนึ่ง

          3.จีนกำลังเข้าสู่ฤดูหว่านไถ จึงต้องเก็บสต๊อกปุ๋ยไว้ใช้ในประเทศ รวมทั้งค่าขนส่งจากจีนมาไทยและไปหลายประเทศแพงขึ้นทั้งค่าระวางเรือ ค่าขนส่งทางบก ทำให้ต้นทุนปุ๋ยนำเข้าแพงขึ้นมาก

          "กระทรวงพาณิชย์โดยอธิบดีกรมการค้าภายใน เรียกประชุมผู้นำเข้าปุ๋ย 19 บริษัท คุยหลายเดือนสุดท้ายได้ข้อสรุปให้ตรึงราคาปุ๋ย ขอความร่วมมือโดยวิธีให้ทุกบริษัทจัดปุ๋ยราคาพิเศษ มาขายให้กับเกษตรกรราคาพิเศษผ่านสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เกษตรแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชน ยื่นขอซื้อปุ๋ยราคาพิเศษถูกกว่าท้องตลาดกระสอบละ 20 ถึง 50 บาทโดยประมาณ โดยให้ประสานงานผ่าน เกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัด

โดยเตรียมไว้ 4,500,000 กระสอบ วันนี้ขายไปได้ 1,800,000 กระสอบ ยังเหลืออีก 2,700,000 กระสอบ ขอให้รวมตัวกันมาซื้อ" นายจุรินทร์ กล่าว

          จากนั้นบรรยากาศคือ นายจุรินทร์ รับเรื่องร้องทุกข์โดยให้เกษตรกรได้ร้องทุกข์ร้องเรียนต่อหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประกันรายได้เกษตรกร เรื่องการขึ้นทะเบียน เรื่องหนี้กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร เรื่องราคาปุ๋ย และอื่นๆ และให้ผู้บริหารระดับต่างๆได้ตอบคำถามประชาชน บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักประชาชนกล้าแลกเปลี่ยนโดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร หัวหน้าส่วนราชการ ประสานงานรับเรื่องและแก้ไขทันที

--------------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมโรงงานผู้ผลิตเหล็กแผ่นชุบหรือเคลือบด้วยดีบุก โครเมี่ยม เมื่อวันพุธที่ 29 กันยายน 2564 ณ บจก.แผ่นเหล็กวิลาสไทย ถนนปู่เจ้าสมิงพราย อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เยี่ยมชมโรงงานผู้ผลิตเหล็กแผ่นชุบหรือเคลือบด้วยดีบุก โครเมี่ยม ณ บจก.แผ่นเหล็กวิลาสไทย ถนนปู่เจ้าสมิงพราย อําเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

          นายจุรินทร์  กล่าวว่าโรงงานนี้นำเข้าเหล็กม้วนมาชุบโครเมียมและชุบดีบุกมาตัดให้เป็นแผ่นในการทำกระป๋องสำหรับการใส่อาหารทะเล ผลไม้อาหารกระป๋อง เพื่อการส่งออก ขณะนี้มีประเด็นเหล็กจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดในประเทศไทย ซึ่งมีราคาถูกกว่าเหล็กที่ผลิตในประเทศประมาณ 13% เนื่องจากเมื่อนำไปบรรจุเป็นอาหารทะเลกระป๋อง จะมีต้นทุนกระป๋อง 12.5% ผลไม้กระป๋องต้นทุนเฉพาะกระป๋อง 50% ดังนั้นกระป๋องจึงมีส่วนสำคัญเป็นต้นทุนของผู้ผลิตอาหารทะเลและผลไม้หรืออาหารชนิดอื่นที่บรรจุกระป๋องเพื่อการส่งออก ถ้าสามารถลดต้นทุนตรงนี้ได้การแข่งขันอาหารกระป๋องของประเทศไทยในตลาดโลกก็สามารถแข่งขันได้ดีขึ้น

          อย่างไรก็ตามโจทย์ของตนคือ เราจะสร้างสมดุลได้อย่างไร ระหว่างโรงงานผลิตแผ่นเหล็กที่ทำกระป๋องก็จะต้องอยู่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2 โรงงานใหญ่ กับทำอย่างไรให้อาหารกระป๋องของไทยลดต้นทุนกระป๋องลงไปได้ด้วย ซึ่งเป็นโจทย์ที่จะต้องไปหาความสมดุลต่อไป เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมผลิตเหล็กแผ่นชุบโครเมียมกับชุบดีบุกสามารถอยู่ได้และผู้ผลิตส่งออกอาหารกระป๋องของไทยก็สามารถอยู่ได้ แข่งขันในตลาดโลกได้ด้วย อย่างไรก็ตามมีทางออกอยู่ อีกไม่กี่วันตนจะนัดประชุมคณะกรรมการทุ่มตลาด ซึ่งในวงประชุมจะมีทางออกซึ่งจะมีการหารือกันต่อไป เป้าหมายใหญ่คือ ช่วยทั้งโรงงานผลิตแผ่นเหล็กชุบดีบุกและชุบโครเมียมที่จะไปทำกระป๋องและช่วยผู้ประกอบการอาหารกระป๋องที่จะส่งออกต่อไปทั้ง 2 ส่วนให้สมดุลกัน

          " ซึ่งเหล็กแผ่นม้วนที่ผลิตในประเทศราคาประมาณ 37,000 บาทต่อตัน ถ้านำเข้าในจะเหลือ 33,000 บาทต่อตัน ประเด็นคือ ถ้าเราปล่อยให้เหล็กจากนอกมาตีตลาดในไทยโรงงานในไทยก็จะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าเราซื้อแต่เฉพาะเหล็กในประเทศต้นทุนกระป๋องของผู้ประกอบการธุรกิจอาหารกระป๋องส่งออกก็จะแพง เราจึงต้องหาความสมดุล เพื่อจะได้ช่วยให้ทั้ง 2 อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการบ้านของตนจะไปคุยในคณะกรรมการทุ่มตลาด" นายจุรินทร์ กล่าว

          ส่วนทางผู้สื่อข่าวได้สอบถามสำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าในช่วงน้ำท่วมด้วย นายจุรินทร์ ตอบว่า ตอนนี้ยังไม่มีคนร้องเรียนแต่ถ้ามีสามารถร้องเรียนไปที่สายด่วน 1569  และได้สั่งการพาณิชย์จังหวัดกำชับว่าห้ามให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาขึ้นเด็ดขาด โดยมีข้อหาจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และวันที่ 30 ถึง 2 ตุลาคม จะเดินทางไปภาคเหนือหลายจังหวัด และไปติดตามสถานการณ์สินค้าและราคาสินค้าในพื้นที่น้ำท่วม

          "จะมีการประชุมพาณิชย์จังหวัดหรือทีมเซลล์แมนจังหวัดในแต่ละจังหวัดด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ถ้าสินค้าชนิดใดที่เรามีประสบการณ์ว่าหลังน้ำท่วมอาจจะขาดตลาดก็ให้เร่งดำเนินการเตรียมการ อย่าให้ขาดเช่น สินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำความสะอาดบ้านเรือน หรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยหรือสินค้าที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย" นายจุรินทร์ กล่าว

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ประจําเดือนสิงหาคม 2564 เมื่อวันพุธที่ 29 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 (สร. 29 ก.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ประจําเดือนสิงหาคม 2564 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สํานักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และนายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เข้าร่วมด้วย

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า การค้าชายแดนประกอบด้วย 4 ประเทศ คือ เมียนมา ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย การค้าผ่านแดน คือข้ามไปยังจีน เวียดนามและสิงคโปร์ เป็นหลัก รวม 7 ประเทศสำคัญ สำหรับตัวเลขรวมการค้าชายแดนและผ่านแดน เดือนสิงหาคม มีมูลค่า 147,638 ล้านบาท  +32.56% เป็นการส่งออก 91,133 ล้านบาท +39%และไทยได้ดุลการค้า 34,628 ล้านบาท โดย 8 เดือนแรก ตั้งแต่ มกราคมถึงสิงหาคมสามารถส่งออกผ่านการค้าชายแดนและผ่านแดนได้ 682,184 ล้านบาท +38.03% ประเทศมาเลเซียเป็น +25.38% กัมพูชา +8.85% สปป.ลาว +23.93% เมียนมา +16.23% ส่วนการค้าผ่านแดน 3 ประเทศ จีนส่งออก +100.12% สิงคโปร์ +63.67% เวียดนาม -9.19%

          ข้อสังเกต คือ

          ประเด็นที่หนึ่ง การค้าผ่านแดนไปยังประเทศจีนเป็นบวกมากถึง 100.12% และการส่งออกไปจีนนั้นเป็นผลไม้ถึง 60% มูลค่า 14,700 ล้านบาท โดยการส่งออกผลไม้ไปจีนทางบกเดือนสิงหาคม ขยายตัวถึง 217.4% ทุเรียนมีมูลค่า 11,000 ล้านบาท มังคุด 3157 ล้านบาท ลำไย 421 ล้านบาท เป็นต้น การค้าทางบกไปจีนขยายตัวถึงหนึ่งเท่า

          ประเด็นที่สอง การเปิดด่านรอบประเทศที่มีด่านอยู่ 97 ด่าน เปิดได้แล้ว 46 ด่าน โดยเฉพาะลาว มาเลเซียและกัมพูชา ตนมีนโยบายเร่งรัดการผลักดันให้เร็วและมากที่สุด เพื่อให้การค้าชายแดนและผ่านแดนขยายตัวมากกว่านี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ สำหรับด่านระหว่างไทยกับลาวมี 7 ด่าน ตนได้มอบให้กรมการค้าต่างประเทศประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมี 6 จังหวัด ใน 7 ด่านนี้คือ เชียงราย เลย หนองคาย นครพนมมุกดาหาร และอุบลราชธานี และประชุมเสร็จสิ้นแล้วมีการจัดทำแผนการเปิดด่านส่งให้ สปป.ลาว พิจารณา รอคำตอบจาก สปป.ลาวหวังว่าจะมีความคืบหน้าโดยเร็ว และตนเพิ่งไปดูด่านปากแซงที่จังหวัดอุบลราชธานีได้มีการประสานงานกันระหว่างผู้ว่าอุบลฯ กับสปป.ลาว มีความคืบหน้ามาก จึงเป็นที่มาของการทำแผนโดยใช้”ปากแซงโมเดล”ในการดำเนินการเปิดด่านต่อไป

          สำหรับด่านไทยกับมาเลเซีย เร่งรัดการเปิดด่านเพิ่มอีก 2 ด่าน ที่จังหวัดนราธิวาสคือตากใบกับบูเก๊ะตา ขณะนี้ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์เร่งรัดติดตามกับทางการมาเลเซีย โดยประเทศไทยพร้อมที่จะเปิดในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 นี้แต่รอคำตอบจากมาเลเซียอีกครั้งหนึ่ง ส่วนด่านกัมพูชาในด่านสำคัญอยากเห็นการเร่งรัดการเปิดบ้านหนองเอี่ยน ที่จังหวัดสระแก้วซึ่ง

          " และเมื่อสักครู่ทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี (สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโซ ฮุนเซน) ของกัมพูชาได้เข้าพบตนที่กระทรวงพาณิชย์และมีการหารือกันในประเด็นสำคัญ 2-3 ประเด็น โดยประเด็นที่ฝั่งกัมพูชาอยากเห็น

ประเด็นที่หนึ่ง อยากให้ฝั่งไทยช่วยเร่งรัดในการแก้ปัญหาการจราจรหน้าด่านที่ฝั่งไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้สินค้าจากไทยข้ามไปกัมพูชาได้โดยเร็วและสะดวกขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการจัดทำเอกสารที่กัมพูชาเห็นว่าอาจสามารถลดได้ เพื่อความสะดวก ประเด็นที่สอง อยากให้ไทยเร่งรัดการเปิดด่านหนองเอี่ยน เพื่อถ่ายเทการจราจรอีกช่องทางหนึ่งให้สะดวกขึ้น ประเด็นที่สาม ขอให้ฝั่งไทยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกันได้สะดวกขึ้นโดยเฉพาะข้อตกลงในมาตรการด้านสุขอนามัยระหว่างกัน

          ส่วนผมได้แจ้งให้ทางกัมพูชา

          ประเด็นที่หนึ่ง การเปิดด่านหนองเอี่ยนมีความเห็นตรงกันและเมื่อครั้งที่ตนไปเยือนกัมพูชาก่อนเกิดโควิด ได้เจรจากับรัฐมนตรีการค้า ท่านปาน สรศักดิ์ ที่พนมเปญและมีความเห็นตรงกัน ว่าจะใช้วิธีการเปิดด่านหนองเอี่ยน โดยไม่ต้องรอให้ด่านฝั่งไทยสร้างเสร็จแบบถาวรแต่จะใช้ตู้คอนเทนเนอร์ไปพลางก่อนเพื่อการค้าระหว่างกันจะได้เดินหน้าได้ ซึ่งจะมีการหารือเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหา เช่น การติดขัดในบางส่วนให้เสร็จโดยเร็ว

          ประเด็นที่สอง ตนขอให้ท่านช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยที่ไปโพสต์ขายอยู่ใน klangthai.com ของกัมพูชาประมาณ 220 กว่ารายการ ให้ชาวกัมพูชาได้รับทราบเพิ่มเติม

          ประเด็นที่สาม ตนได้แจ้งให้ทางกัมพูชาทราบว่าใน 2 ปีหลังจากเลขาธิการอาเซียนของประเทศบรูไน หมดวาระจะเป็นคิวของกัมพูชา ประเทศไทยยินดีที่จะสนับสนุนชื่อที่กัมพูชาได้เสนอ

          และสุดท้ายประเด็นที่สี่ ตนประสงค์จะเห็นการประชุม JTC เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชามากขึ้นโดยในปี 2561 กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ ปี 2562 เราเป็นเจ้าภาพแต่ติดโควิด เลยเรียนให้ท่านทราบว่าถ้าเป็นไปได้อยากเห็นการประชุม JTC ระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกันในต้นปีหน้า หวังว่าจะช่วยเพิ่มการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น เพราะกัมพูชาถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 6 ของไทยในอาเซียนและอันดับที่ 26 ของโลกสำหรับประเทศไทย โดยช่วง 8 เดือนไทยสามารถส่งออกไปกัมพูชาได้ 141,000 ล้านบาท +10.8% และไทยได้ดุล 120,000 ล้านบาท สินค้าส่งออกของไทยที่ไปกัมพูชาสำคัญ เช่น น้ำมันสำเร็จรูป +67.5% น้ำตาลทราย +63.6% ยานยนต์ +36.2% เคมีภัณฑ์ +34.1% ส่วนสินค้าที่นำเข้าเป็นหลัก เช่น ผักผลไม้ มันสำปะหลัง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กล้วย พริก สินแร่และอัญมณี เป็นต้น " นายจุรินทร์ กล่าว

------------------------------------

ดร.ซก ซกกรัดทะยา (H.E. Dr. Sok Sokrethya) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพุธที่ 29 กันยายน 2564 ณ ห้องรับรอง ชั้น 11

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้อนรับ ดร.ซก ซกกรัดทะยา (H.E. Dr. Sok Sokrethya) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นการเข้าเยี่ยมคารวะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรอง ที่กระทรวงพาณิชย์

          ภายหลังการเข้าพบนายจุรินทร์ กล่าวว่าทางรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี สมเด็จอัครมหาเสนาบดีเดโซ ฮุนเซน ของกัมพูชาได้หารือกันในประเด็นสำคัญ 2-3 ประเด็น โดยประเด็นที่ฝั่งกัมพูชาอยากเห็น คือ ประเด็นที่1 ให้ฝั่งไทยช่วยเร่งรัดในการแก้ปัญหาการจราจรหน้าด่านที่ฝั่งไทยเพื่ออำนวยความสะดวกให้สินค้าจากไทยข้ามไปกัมพูชาได้โดยเร็วและสะดวกขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการจัดทำเอกสารที่กัมพูชาเห็นว่าอาจสามารถลดได้ เพื่อความสะดวก ประเด็นที่2 อยากให้ไทยเร่งรัดการเปิดด่านหนองเอี่ยน เพื่อถ่ายเทการจราจรอีกช่องทางหนึ่งให้สะดวกขึ้น ประเด็นที่3 ขอให้ฝั่งไทยอำนวยความสะดวกในเรื่องของการนำเข้าส่งออกสินค้าเกษตรระหว่างกันได้สะดวกขึ้นโดยเฉพาะข้อตกลงในมาตรการด้านสุขอนามัยระหว่างกัน

          ส่วนตนได้แจ้งให้ทางกัมพูชา ประเด็นที่1 การเปิดด่านหนองเอี่ยนมีความเห็นตรงกันและเมื่อครั้งที่ตนไปเยือนกัมพูชาก่อนเกิดโควิด ได้เจรจากับรัฐมนตรีการค้าท่านปาน สรศักดิ์ ที่พนมเปญและมีความเห็นตรงกัน ว่าจะใช้วิธีการเปิดด่านหนองเอี่ยน โดยไม่ต้องรอให้ด่านฝั่งไทยสร้างเสร็จแบบถาวรแต่จะใช้ตู้คอนเทนเนอร์ไปพลางก่อนเพื่อการค้าระหว่างกันจะได้เดินหน้าได้ ซึ่งจะมีการหารือเพื่อเร่งรัดการแก้ปัญหา เช่น การติดขัดในบางส่วนให้เสร็จโดยเร็ว ประเด็นที่2 ตนขอให้ท่านช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยที่ไปโพสต์ขายอยู่ใน klangthai.com ของกัมพูชาประมาณ 220 กว่ารายการ ให้ชาวกัมพูชาได้รับทราบเพิ่มเติม ประเด็นที่3  ตนได้แจ้งให้ทางกัมพูชาทราบว่าใน 2 ปีหลังจากเลขาธิการอาเซียนของประเทศบรูไน หมดวาระจะเป็นคิวของกัมพูชา ประเทศไทยยินดีที่จะสนับสนุนชื่อที่กัมพูชาได้เสนอ และสุดท้ายประเด็นที่4 ตนประสงค์จะเห็นการประชุม JTC เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชามากขึ้นโดยในปี 2561 กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ ปี 2562 เราเป็นเจ้าภาพแต่ติดโควิด เลยเรียนให้ท่านทราบว่าถ้าเป็นไปได้อยากเห็นการประชุม JTC ระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างกันในต้นปีหน้า

          " หวังว่าจะช่วยเพิ่มการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นเพราะกัมพูชาถือเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 6 ของไทยในอาเซียนและอันดับที่ 26 ของโลกสำหรับประเทศไทย โดยช่วง 8 เดือนไทยสามารถส่งออกไปกัมพูชาได้ 141,000 ล้านบาท +10.8% และไทยได้ดุล 120,000 ล้านบาท

          สินค้าส่งออกของไทยที่ไปกัมพูชาสำคัญเช่นน้ำมันสำเร็จรูป +67.5% น้ำตาลทราย +63.6% ยานยนต์ +36.2% เคมีภัณฑ์ +34.1% ส่วนสินค้าที่นำเข้าเป็นหลัก เช่น ผักผลไม้ มันสำปะหลัง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ กล้วย พริก สินแร่และอัญมณี เป็นต้น" รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวแสดงมุทิตาจิตและมอบของที่ระลึก ให้แก่ผู้แทนเกษียณในงาน ร้อยรัก ร้อยผูกผัน วันเกษียณ 2564 เมื่อวันอังคารที่ 28 กันยายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวแสดงมุทิตาจิตและมอบของที่ระลึก ให้แก่ผู้แทนเกษียณในงาน ร้อยรัก ร้อยผูกผัน วันเกษียณ 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตนจะมีความรู้สึกวันเกษียณต่างจากท่านสำหรับตนเป็นนักการเมือง เป็นข้าราชการการเมืองเกษียณมาหลายรอบ อาจจะต้องเกษียณต่อไปในอนาคต แต่สำหรับท่านวันเกษียณอายุราชการอาจจะพิเศษ เพราะน่าจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตความแตกต่างของข้าราชการการเมืองกับข้าราชการประจำอยู่ตรงนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในวาระแห่งการเกษียณอายุราชการของบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ทั้ง 104 ท่านที่ได้มาถึง ถือว่านับเป็นช่วงเวลาอันทรงคุณค่าอย่างยิ่งที่ทุกท่านได้ปฏิบัติงานในฐานะข้าราชการ ลูกจ้างประจำ และเจ้าหน้าที่ ในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

          ในโอกาสพิเศษนี้ ตนขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ทุ่มเทการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง และได้ทุ่มเทความรู้ความสามารถ ทำคุณประโยชน์นานัปการให้กับกระทรวงพาณิชย์ ตลอดอายุราชการที่ผ่านมา

          ในปีนี้เป็นปีที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์โควิด ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ทุกท่านก็ได้ร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้ฟันฝ่าวิกฤติก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ จนสามารถขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ให้สำเร็จลุล่วงได้ตามเป้าหมาย

          ในฐานะเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ตนขอแสดงความชื่นชมทุกท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่น ทุ่มเท เสียสละตลอดมา ขอเรียนว่าทุกท่านคือบุคลากรและทรัพยากรที่กระทรวงพาณิชย์มีความภาคภูมิใจ แม้วันนี้การทำงานในหน้าที่ของทุกท่านจะสิ้นสุดลง แต่ความเป็นพี่น้อง ความรัก ความผูกพันของพวกเราชาวกระทรวงพาณิชย์จะยังคงอยู่ และพวกเราทุกคนจะยังคงรำลึกถึงคุณงามความดีของทุกท่านตลอดไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านที่เกษียณอายุราชการ จะได้กลับมาเยี่ยมเยือนหรือคอยส่งกำลังใจและให้คำปรึกษาในการทำงานแก่กระทรวงพาณิชย์ต่อไป

          ในโอกาสนี้ตนขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลได้โปรดบันดาลดลให้ทุกท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล และสัมฤทธิ์ผลในสิ่งอันที่ปรารถนาทุกคน

------------------------------------

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจําประเทศไทย H.E. Mr.Rachmat Budiman เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์ที่ 27 กันยายน 2564 ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจําประเทศไทย H.E. Mr.Rachmat Budiman เข้าเยี่ยมคารวะ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องรับรอง ชั้น 11 สำนักงานปลัด กระทรวงพาณิชย์ โดยวาระนี้มีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เข้าร่วมด้วย

          จากนั้น นายจุรินทร์ ได้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยกล่าวว่า สำหรับภาพรวมระหว่างการค้าไทย อินโดนีเซีย อินโดนิเซียถือว่าเป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอาเซียน และเป็นคู่ค้าที่มีความสำคัญลำดับ 7 ในโลกของไทย รองจากจีน ญี่ปุ่น อียู สหรัฐฯ มาเลเซีย เวียดนาม มูลค่าการค้า 8 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าการค้าร่วมกัน 347,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% สินค้าที่ไทยส่งออกไปอินโดนีเซียที่สำคัญ เช่นรถยนต์และส่วนประกอบ +65.4% เม็ดพลาสติก +74.7% ผลิตภัณฑ์ยาง +97% อาหารสัตว์เลี้ยง +52% ลำไย +91.8% เครื่องดื่ม +30.9 % ยางพารา +27.6% เป็นต้น ส่วนสินค้าที่นำเข้าจากอินโดนีเซียที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.น้ำมันดิบ +328% 2.เคมีภัณฑ์ +91.6% และ 3.เหล็กกับผลิตภัณฑ์เหล็ก +251%โดยนำเข้ามาเพื่อภาคการผลิตส่งออกต่อไป

         ในปี 64 หรือ ช่วง 8 เดือนแรก ไทยยังได้ดุลการค้าอินโดนิเซียอยู่ 3,248 ล้านบาท

         ประเด็นที่ตนได้หยิบยกมาหารือแล้วก็แจ้งให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์ต่อไปประกอบด้วย

         1.ขอให้ท่านทูตช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าไทยที่เราพึ่งนำขึ้นขายบนแพลตฟอร์ม blibli.com ของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 22 กันยายน 64  ที่ผ่านมา สินค้าทั้งหมดมี 1,863 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นอาหารสุขภาพ ความงามและไลฟ์สไตล์

         2.ตนได้ขอเชิญเอกชนและประชาชนอินโดนิเซียหรือผู้นำเข้ามาร่วมกิจกรรม OBM (Online Business Matching ) ของประเทศไทย อย่างน้อย 2 งานสำคัญช่วงนี้ 1.งานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ THAIGROOVE วันที่ 23 ถึง 26 พฤศจิกายนปีนี้ 2.งาน Phuket Gems Fest วันที่ 30 พฤศจิกายนถึง 3 ธันวาคม 64

         3.ตนขอให้ท่านทูต ช่วยรีบรับนัดกรมการค้าต่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจาเรื่องข้าวเพื่อจะได้เร่งรัดการส่งออกข้าวไทยไปยังอินโดนีเซียต่อไปในอนาคต

         4.ตนได้ขอให้ท่านทูตเร่งรัดการออกวีซ่าให้กับเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ไทยที่จะไปประจำที่สำนักงานใหญ่อาเซียนของไทยที่จาการ์ตา

         นอกจากนี้การส่งออกลำไยของไทยไปยังอินโดนีเซีย 3-4 ปีนี้ติดขัดปัญหาเรื่องของการออกมาตรการของอินโดนีเซียที่จะต้องมี 1.จีเอพีคือสวนที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน 2.ต้องมีจีเอสพีซึ่งเป็นมาตรฐานด้านสุขอนามัยและอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และ3.จะต้องผ่านความเห็นชอบ 2 กระทรวงของอินโดนีเซีย คือกระทรวงเกษตรและกระทรวงการค้า

         ตนได้ขอให้ท่านทูตได้รับทราบข้อมูล เพื่อหาทางคลี่คลายให้ลำไยไทยสามารถไปสนองความต้องการของผู้บริโภคอินโดนิเซียได้มากขึ้น

         สุดท้ายในเรื่องการส่งออกแอร์คอนดิชั่นเนอร์จากประเทศไทยไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปีที่แล้วอินโดนิเซียได้ออกมาตรการพิเศษ 2 ข้อ 1.จะต้องมีการยื่นขออนุญาตนำเข้าอินโดนิเซียก่อน 2.จะต้องให้อินโดนิเซียตรวจโรงงานในประเทศไทยก่อนจึงจะส่งออกไปได้ ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมกังวลว่าอาจจะขัดกับหลักของ WTO และหลักการของอาเซียนในเรื่องของการสร้างอุปสรรคการค้า

         แต่อย่างไรก็ตามในประเด็นต่างๆทั้งหมดนี้ยังสามารถที่จะไปหาข้อสรุปในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ในการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commitee:JTC )ระหว่างไทยกับอินโดนีเซียซึ่งเรามีข้อตกลงกันมาตั้งแต่ปี 54 แต่ยังไม่เคยมีการประชุม จึงเสนอว่าขอให้ร่วมมือกันจัดการ JTC ครั้งแรกขึ้นโดยประเทศไทยยินดีที่จะเป็นเจ้าภาพ เสนอว่าควรจะเป็นช่วนธันวาคมปีนี้ เพื่อคลี่คลายปัญหาระหว่างกันด้านการค้าการลงทุนและในเรื่องอื่นๆ ซึ่งตนจะไทำหนังสือไปถึงรัฐมนตรีการค้าอินโดนิเซียต่อไป

         ส่วนอินโดนิเซียมี 3-4 ประเด็น ที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมาหารือ

         ประเด็นแรก อินโดนิเซียประสงค์จะส่งออกกุ้งสดมายังประเทศไทย เพื่อนำมาใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกของไทย ขณะนี้มีอุปสรรคอยู่บางประการ ตนรับว่าจะไปหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะส่งเสริมตัวเลขการส่งออกของเราต่อไปด้วย

          ฃประเด็นที่สอง อินโดนิเซียแจ้งว่าขณะนี้ได้มีการออกกฏหมายฉบับใหม่เพื่อส่งเสริมการลงทุน มีการจัดทำเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะเชิญชวนนักลงทุนไทยไปลงทุน รวมทั้งอินโดนิเซีย สนใจที่จะให้นักธุรกิจไทยไปลงทุนด้านการท่องเที่ยวและทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน ซึ่งเป็นนโยบายของประเทศไทยอยู่แล้วในการจะส่งเสริมการท่องเที่ยว เมื่อนักท่องเที่ยวมาที่ประเทศหนึ่งก็สามารถเดินทางต่อไปยังอีกประเทศหนึ่งได้

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศ ของไทย เดือน สิงหาคม 2564 เมื่อวันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 27 ก.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีแถลงข่าวภาวะการค้าระหว่างประเทศ ของไทย เดือน สิงหาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคม +8.93% ถ้าหักยุทธปัจจัย ทองคำและน้ำมัน จะเหลือภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงจะ +19.43% มูลค่าการส่งออก 715,416.40 ล้านบาท หรือ 21,976.23 ล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลข 8 เดือน ตั้งแต่มกราคมถึงสิงหาคม +15.25% มูลค่า 5,441,613.75 ล้านบาท กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร  +23.6% มูลค่า 126,425.6 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรแต่ละตัว ผลิตภัณฑ์ยาง +98.8% +11 เดือนต่อเนื่อง ผลไม้สด แช่แข็งและแปรรูป +84.8% ถือว่า บวก 5 เดือนต่อเนื่อง น้ำมันปาล์ม +51.0% บวก 6 เดือนต่อเนื่อง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง +48.4% บวก 10 เดือนต่อเนื่อง ข้าว +25.4% ซึ่งข้าวกลับมาบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนของปีนี้ อาหารสัตว์เลี้ยง +17.3% บวก 24 เดือนหรือ 2 ปีต่อเนื่อง สำหรับสินค้าอุตสาหกรรม +3.3% รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบสิงหาคม +17.8% รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ +44.3% เครื่องคอมพิวเตอร์ +10.5% อัญมณีเครื่องประดับ +35.7% เป็นมูลค่า 556,700.9 ล้านบาท ในตลาดสำคัญถือว่าขยายตัวเกือบทุกตลาดยกเว้น  3 ตลาด 1.ออสเตรเลีย เดือนที่ผ่านมาไม่ขยายตัว และตลาดสหราชอาณาจักรและ CLMV ไม่ขยายตัว

          ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งออกเดือนสิงหาคมของไทยยังเป็น+(บวก) ปัจจัยแรก คือ มาตรการการแก้ปัญหาเชิงรุกและต่อเนื่องของ กรอ.พาณิชย์ ปัจจัยที่สอง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งอังค์ถัดได้ประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจโลกในปี 2564 ว่าจะโตเร็วที่สุดในรอบ 5 ทศวรรษ หรือ 50 ปี จะเป็นปัจจัยบวกกับทุกประเทศในโลก จะโตมากในตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป เป็นต้น ปัจจัยที่สาม ดัชนี PMI ซึ่งเป็นดัชนีของผู้จัดซื้อทางภาคการผลิตรวมของโลก มากกว่า 50 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 แปลว่าพร้อมซื้อและมีสัญญาณดีมานด์ ปัจจัยที่สี่ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกด้านราคาของไทยสูงขึ้น ขายสินค้าได้มากขึ้น

          อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกต 4 ข้อ คือ

          ข้อที่ 1 ประเทศเวียดนามซึ่งตัวเลขส่งออกดีมาโดยลำดับ เดือนสิงหาคมติดลบ 1.7% เพราะสถานการณ์โควิด

          ข้อที่ 2 สำหรับไทยตัวเลขการเติบโตเดือนสิงหาคมน้อยลงกว่าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาเพราะเราเผชิญปัญหาคล้ายเวียดนาม โควิดรอบใหม่ และมีการล็อกดาวน์ ภาคการผลิตบางแห่งปิดโรงงานหรือปิดการผลิตบางส่วนรวมทั้งปัญหาโลจิสติกส์ข้ามจังหวัดและข้ามแดนที่มักเกิดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตามเนื่องจากเราสามารถแก้ปัญหาเชิงรุกได้อย่างรวดเร็วร่วมกับเอกชน และรัฐบาลให้ความสำคัญในการช่วยกระทรวงพาณิชย์แก้ปัญหาจึงทำให้ตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เดือนกรกฎาคมตัวเลขส่งออกรวม 708,651.66 ล้านบาท เดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้นเป็น 715,400 ล้านบาท

          ข้อที่ 3 ภาพรวมการส่งออกในรอบ 8 เดือน +15.25% เกินกว่าเป้าที่กำหนดไว้ที่ 4% ถ้ารวม 8 เดือน หักน้ำมัน ทองคำและยุทธปัจจัย +21.22%

          ข้อที่ 4 สินค้าเกษตรยังขยายตัวได้ดีมาก เดือนสิงหาคม สินค้าเกษตรขยายตัว +45.5% เป็นยางพารา +98.8% หรือเกือบ100% ผักผลไม้ทั้งสดและแช่เย็นแช่แข็ง +84.8% ในรายสินค้า เช่น เงาะ+431% เพราะได้ตลาดมาเลเซีย ตลาดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตลาดใหม่หลายประเทศเป็นตลาดผลไม้สำคัญของไทยต่อไป ทุเรียน +315.48% ลำไย +102.67% มังคุด +44.16%

         " ที่น่าสนใจ คือข้าว ตัวเลข 7 เดือนแรกไม่ดีเท่าที่ควร ช่วงหลังเงินบาทอ่อนค่า เศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้น ความต้องการบริโภคข้าวสูงขึ้นผู้ส่งออกข้าวเดินหน้าเจาะตลาด ทำให้เดือนสิงหาคมเป็นบวกถึง 25.44%

          เมื่อดูสัญญาณจนสิ้นปีสำหรับมีแนวโน้มที่ดีว่าตัวเลขสัญญาการส่งออกข้าวภาคเอกชนปกติเฉลี่ยเดือนละ 4-5 แสนตัน เดือนกรกฎาคมเพิ่มเป็น 7 แสนตันและเดือนสิงหาคม 8 แสนตัน น่าพอใจกว่าช่วงต้นปีที่ผ่านมา

          โดยกระทรวงพาณิชย์จะจับมือภาคเอกชนเดินหน้าขับเคลื่อนการส่งออกต่อไป เพื่อทำรายได้ให้กับประเทศ นำรายได้จากการส่งออก นี้ไปแปลงเป็นจีดีพีหรืออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลให้มีเม็ดเงินไปทำงบประมาณแผ่นดิน สร้างถนนไฟฟ้า ประปา มาทำประกันรายได้ช่วยเหลือเกษตรกร ทำงบประมาณสาธารณสุข การฟื้นฟูเศรษฐกิจอื่น เพื่อช่วยคนไทยทั้งประเทศต่อไป โดยมีการส่งออกเป็นทัพหน้าเป็นปัจจัยสำคัญในการนำเงินเข้าประเทศ " นายจุรินทร์ กล่าว

          นายจุรินทร์ กล่าวว่าต่อด้วยว่า การนำเข้าถือเป็นสัญญานที่ดี นำเข้ามาเพื่อผลิตและส่งออกกลับไป ทำรายได้ให้ประเทศ หมายความว่าต่อไปเราจะยิ่งขยายตัว จะมีผลบวกต่อตัวเลขส่งออก ถ้าตลาดโลกยังฟื้นตัวอย่างนี้และตนมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทำหน้าที่เซลล์แมนประเทศและมีตัวชี้วัดในการเจาะตลาดชัดเจน โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีเงื่อนไขต้องทำอะไรบ้างเพื่อชี้วัดประสิทธิภาพประสิทธิผล การทำงานของทีมเซลล์แมนประเทศ และแผนงานส่งเสริมการส่งออกมีความชัดเจนปี 2564 กำหนดตั้งแต่ต้นปี 200 กว่ากิจกรรมอยู่ที่ประเทศใดบ้างทูตพาณิชย์รับทราบหมดแล้วว่ามีหน้าที่ต้องไปทำอะไรอย่างไรที่ไหน ในทางนโยบายต้องเร่งทำ 2 ข้อ นอกจากเร่งขายของคือ 1.เร่งทำข้อตกลงทางการค้า ในแต่ละประเทศ ทั้งในรูป FTA  Mini-FTA ทวิภาคีหรือพหุภาคี ตามเป้าหมายที่ตนมอบเป็นนโยบายไว้ และตลาดใหม่ วันอังคารที่ผ่านมาตนได้พูดใน ครม.ว่าตลาดรัสเซียกับตลาด  กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (Commonwealth of Independent States: CIS) เป็นตลาดที่สำคัญมาก ท่านนายกฯอยากให้ไปเร่งเจาะตลาด ตนแจ้งว่าอยู่ในแผนของกระทรวงพาณิชย์และเราให้ความสำคัญมากเพราะจะเป็นตลาดใหม่ ตัวเลขเรายังไม่มาก และแอฟริกา ตะวันออกกลาง และตลาดสแกนดิเนเวียเป็นตลาดสำคัญ นอกจากตลาดอื่นๆ

         จากนั้นในการแถลงข่าวนี้ผู้สื่อข่าวถามเรื่องปัญหาขาดแคลนชิปในการพัฒนาสินค้า เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวตอบว่าช่วงดังกล่าวมีความต้องการสูง และประเทศผู้ผลิตรายสำคัญเช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา ประสบปัญหาภัยธรรมชาติและไต้หวัน เกาหลีใต้ประสบปัญหาโควิดมีผลทำให้กระทบต่อการผลิตหยุดการผลิตชั่วคราว จากการสอบถามภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 จะไม่กระทบกับสินค้าส่งออกเท่าไรนักเพราะมีสินค้าคงคลังเก็บไว้อยู่อาจจะเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นในไตรมาสที่ 4 โดยตัวเลขสินค้าส่งออกด้านนี้ในช่วงที่ผ่านมายังขยายตัวได้ดีอยู่ทั้งรถยนต์ อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ แผงวงจรไฟฟ้า ภาคเอกชนหวังว่าสถานการณ์น่าจะดีขึ้นเพราะช่วงที่ผ่านมามีความต้องการมากจนผลิตไม่ทันและปัญหาภัยธรรมชาติ และโควิดโรงงานไม่สามารถผลิตได้

         นายภูสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการนำเข้าในเดือนสิงหาคม มีมูลค่า 23,191.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 47.92% โดยการนำเข้าในเดือนสิงหาคมขยายตัวอยู่ในระดับสองหลัก จากการนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป มีมูลค่าสูงขยายตัวถึง 65.73% การนำเข้าสินค้าทุนขยายตัว 23.82% สาเหตุของการขยายตัว 2 ปัจจัยสำคัญ 1.การฟื้นตัวของภาคการผลิต เพื่อการผลิตและส่งออก 2.ราคาสินค้าวัตถุดิบยังขยายตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้สินค้าทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งน้ำมันดิบ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลเพื่อมาใช้ในการขยายตัวของภาคการผลิต การส่งออกที่เหลือในปี 2564 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินว่ายังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง แม้การขยายตัวอาจจะชะลอตัวลง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานเริ่มปรับตัวสูงจากในช่วงปลายปีที่แล้วอุปสงค์จากต่างประเทศ มีทิศทางฟื้นตัวดีมาก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกประเทศคู่ค้าสำคัญกิจกรรมต่างๆ เปิดล็อกดาวน์ คลายล็อกดาวน์เริ่มกลับสู่สภาวะปกติแล้ว การส่งออกทั้งปีของปี 2564 น่าจะขยายตัว เกินเป้าหมายที่ 4% อย่างแน่นอน

          รายงาน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้ากระทรวงพาณิชย์ นางพรพรรณนิล ศตวรรษธำรง ผู้อำนวยการกองวิจัยเศรษฐกิจการค้ามหภาค ระบุด้วยว่า ตลาดส่งออกสำคัญยังขยายตัวต่อเนื่อง แม้ว่าจะชะลอลงบางส่วนจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในหลายประเทศ ส่วนแนวโน้มและแผนส่งเสริมการส่งออกปี 2564 การส่งออกของไทยในปี 2564 มีแนวโน้มของการขยายตัวที่ดี สะท้อนจาก (1) สินค้าอุตสาหกรรมหลายรายการยังเติบโตได้ต่อเนื่อง เป็นสัญญาณบวกต่อภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกของไทย (2) ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ช่วยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกของสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ (3) มาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ในสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรป และการเร่งฉีดวัคซีนทั่วโลก ส่งผลดีต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า (4) ค่าเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อสินค้าส่งออกของไทยที่เน้นการแข่งขันด้านราคา

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานเสวนา และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ ความหวังส่งออกไทย ในมรสุมโควิด เมื่อวันพุธที่ 22 กันยายน 2564 ณ อาคารสํานักงาน บริษัทมติชน จํากัด มหาชน (สร. 22 ก.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานเสวนา และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความหวัง ส่งออกไทย ในมรสุมโควิด”ในงานสัมมนา “การส่งออก:ความหวังเศรษฐกิจไทย” ณ อาคารสํานักงาน บริษัทมติชน จํากัด มหาชน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในทัศนะของตนเศรษฐกิจไทยเดินมาถูกทางแล้ว เพราะที่ผ่านมาเราไม่ได้พึ่งพาเศรษฐกิจขาเดียวในการนำรายได้เข้าประเทศ แต่อย่างน้อยที่สุด 2 ขา 1.การท่องเที่ยว 2.การส่งออก เมื่อขาหนึ่งเดี้ยงเศรษฐกิจบ้านเราก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อไหร่อีกขาหนึ่งเราซ่อมเสร็จสถานการณ์เอื้ออำนวยเราจะยิ่งไปโลด ก่อนโควิดท่องเที่ยวของเราทำรายได้เข้าประเทศ 11.33% ของจีดีพี การส่งออกประมาณ 45% รวมเป็น 66% ที่ขับเคลื่อนประเทศ แต่ปัจจุบันท่องเที่ยวเหลือแค่ 1.87% ส่งออกแทนที่จะแย่ไปด้วย แต่เป็น 50.83 % ส่งออกบวกท่องเที่ยวโควิด กลายเป็น 52% ยังไม่ถึงกับเลวร้าย เป็นตัวเลขที่อยากให้เห็นภาพ

          ดังนั้นการส่งออกนอกจากจะเป็นความหวังแล้วจะต้องผ่านความท้าทายอะไรบ้างที่ต้องติดตามเป็นพิเศษ

          1.ดูจากตัวเลขการส่งออก มีอัตราการเจริญเติบโตที่ชัดเจน ปีนี้64 ตั้งแต่กรกฎาลงไปโต 5 เดือนต่อเนื่อง เป็นบวกตั้งแต่เดือนมีนาคม +7% เมษายน +11% พฤษภาคม +41%และมิถุนายน +43% เป็นนิวไฮใหม่ของอัตราการเติบโตของการส่งออกในเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม +20% แต่คาดว่าเดือนต่อไปจะบวกน้อยกว่านี้เพราะพิษจากการล็อกดาวน์เริ่มปรากฏกระทบภาคการผลิต โรงงานบางแห่งปิดตัวหรือปิดการผลิตบางส่วน โลจิสติกส์ข้ามจังหวัดข้ามประเทศเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น แต่เชื่อว่ายังเป็นบวกอยู่และปลายปียังคงเป็นบวก ภาพรวม 7 เดือนแรกตั้งแต่มกราคมถึงกรกฎาคม โต 4 เท่าของเป้าที่กำหนดไว้ที่ 4% ตั้งแต่มกราคมถึงกรกฎาคม +16.2% แล้ว และยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เกินกว่าเดือนละ 700,000 ล้านบาท

          2.นโยบายของรัฐบาลและนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่ตนเข้าไปรับผิดชอบดูแลสนับสนุนการส่งออกชัดเจนเป็นรูปธรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยต้องใช้ยุทธศาสตร์รัฐหนุนเอกชนนำเอกชนต้องเป็นพระเอกเป็นกองหน้า ยิงประตูรัฐบาลเป็นกองหลังคอยสนับสนุนส่งเสริมให้กองหน้าไปยิงประตูเอาเงินเข้าประเทศ หลักที่ถูกต้อง รัฐอย่าทำตัวเป็นพระเอกพราะไม่เก่งเท่าเอกชน เค้ารู้เชิงลึกและเป็นนักรบตัวจริง อย่าไปสร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค ซึ่งอุปสรรคอยู่ตรงไหนรัฐต้องเร่งแก้ เพื่อให้เขาเป็นพระเอกยิงประตูนำเงินเข้าประเทศให้มากที่สุด

          "เมื่อผมเข้าไปรับผิดชอบเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีการจัดตั้ง กรอ.พาณิชย์ รัฐกับเอกชนจับมือร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมในการส่งออกจับมือกันแก้ปัญหาหน้างาน เพื่อให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็วตัวเลขส่งออกจะได้ขึ้น

          ที่ผ่านมาเราจับมือกับเอกชนแก้ปัญหาเชิงรุกชัดเจน เช่น ตู้คอนเทนเนอร์ขาด ซึ่งเป็นที่ต้องการทั่วโลก เราใช้ทุกวิถีทาง วันนี้ตัวเลขรวมสมดุลแล้วคือตู้นำเข้ากับความต้องการใช้เกินดุล ยังเหลือตู้อยู่ 120,000TEU แต่บางช่วงติดขัดเพราะไม่ได้มาตามเวลา แต่ตัวเลขรวมถือว่าปัญหาน้อยลงแต่ต้องติดตามเฝ้าระวัง เราแก้ปัญหาตามคำแนะนำของภาคเอกชนเปิดโอกาสให้เรือขนาด 300 ถึง 400 เมตร เข้ามาเทียบท่า เพื่อนำตู้เปล่ากับตู้คอนเทนเนอร์เข้ามาใช้ได้และประสบความสำเร็จ พฤษภาคมถึงสิงหาคม เข้ามา 8 ลำ 36,054  TEU ตุลาคมถึงธันวาคม มีจำหนดการว่าจะเข้าใหม่ 7 ลำ น้ำตู้เข้ามาประมาณ 25,000  TEU

          รวมปีนี้ที่เราจับมือกับภาคเอกชนแก้ปัญหาจะมีเรือใหญ่เข้ามา 15 ลำ รวมนำตู้เข้ามา 61,054  TEU ปัญหาใหญ่อีกข้อคือค่าระวางเรือ ที่เป็นปัญหาทั่วโลก หลายครั้งค่าระวางเรือแพงกว่าค่าข้าวที่ใส่ไปในตู้คอนเทนเนอร์ ทำให้แข่งขันไม่ได้ สำหรับ SMEs ขอให้รวมตัวกันและซื้อเป็นล็อตใหญ่และกรมการค้าต่างประเทศจะช่วยเจรจาให้ แต่การรวมตัวของเอกชนนั้นไม่ง่าย หรือเอกชนรายใหญ่ผู้ค้าข้าวรวมตัวกันให้กรมการค้าต่างประเทศ เป็นหน่วยงานกลางเชิญสายเดินเรือมาเจรจาต่อรองแต่สุดท้ายติดปัญหา เพราะบางครั้งออเดอร์เป็นความลับเอกชนต้องแข่งขันกันเองจึงเป็นข้อจำกัดในการแก้ปัญหาภาพรวม เอกชนเสนอว่าถ้าค่าระวางเรือเราช่วย 100% ไม่ได้ ก็ช่วยค่าธรรมเนียมที่ท่าเรือ ตอนนี้ปัญหาใหม่คือ space ของเรือ มีของส่งแต่ไม่มีพื้นที่เหลือให้ใช้เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไม่จบ ตนต้องจับมือกับเอกชนแก้ต่อไป เอกชนเสนอทำท่าเรือแหลมฉบังเป็นฮับการขนถ่ายสินค้า เพราะเรือต่างประเทศเข้ามารับได้เฉพาะของเราและไปต่อต่างประเทศ แต่จะเอาตู้เข้ามามากกว่านั้นและเอาตู้หรือของที่รับจ้างมาวางไว้ที่ท่าเรือในประเทศไทยเอาสินค้าเราขึ้นให้มีพื้นที่มากขึ้นทำไม่ได้ติดขัดกฎระเบียบเอาของมาวางไว้ไม่ได้ หรือประเทศใกล้เคียงอยากเอาของมาขึ้นเรือที่แหลมฉบังเรือใหญ่จะได้เข้ามาเพื่อรับของจะได้จูงใจให้เรือลำใหญ่พื้นที่เยอะเข้ามาทำไม่ได้เพราะติดขัดกฎระเบียบ ถ้าแก้กฎระเบียบให้เราเป็นฮับเปิดโอกาสให้เรือใหญ่เข้ามาเยอะ ต้องใช้เวลาแก้กฎระเบียบต่างๆ" นายจุรินทร์ กล่าว

          และรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า เรื่องต้นทุนกระป๋องแพง เพราะเหล็กนำเข้าแพง เราเก็บภาษีทุ่มตลาด ที่เค้ามาขายตัดราคาในประเทศไทยจึงต้องเก็บภาษีทุ่มตลาดเป็นไปตามกฎหมายป้องกันการทุ่มตลาด วิธีแก้คือ ลดภาษีลงเพื่อให้เข้ามาง่ายขึ้นมาขายในราคาถูกลงต้นทุนกระป๋องที่ใช้ในการผลิตถูกลงแข่งขันได้มากขึ้นที่กำลังดำเนินการจะมีการประชุมและเคาะเพื่อช่วยเรื่องกระป๋องต่อไป

          การส่งออกอาหารกระป๋องของเราเป็นเกือบ 3% ของยอดส่งออกทั้งหมด ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ เช่น การส่งออกรถยนต์ไปเวียดนาม เมื่อก่อนจะต้องตรวจเยอะทั้งฝั่งเราและฝั่งเวียดนาม ทุกล็อต เจรจาหลายปีสุดท้ายสำเร็จมีข้อตกลงพิเศษที่เรียกว่า ข้อตกลงยอมรับร่วม (MRA) หรือการจัดทำความตกลงยอมรับร่วม ว่าตรวจครั้งเดียวตรวจด่านเดียว ไม่ต้องตรวจทุกล็อต ทำให้ผลจากการจับมือแก้ปัญหากับเอกชนได้ผล ตัวเลขเดือนพฤษภาคมหลังมี MRA ตัวเลขส่งออกรถยนต์ไปเวียดนาม  +922% ซึ่งผลจากการทำงานหนักจับมือของกระทรวงพาณิชย์และทุกฝ่ายกับภาคเอกชน

          การตั้งทีมเซลล์แมนจังหวัดเอาพาณิชย์จังหวัดมาเป็นตัวกลางเอกชนในจังหวัดมาร่วมมือกันแก้ปัญหาการตลาดในจังหวัด จับมือกัน และมีทีมเซลล์แมนประเทศ ทูตพาณิชย์เป็นแกนกลาง เอกชนจับมือกันเป็นทีมเซลล์แมนประเทศช่วยกันขายของกำหนดยุทธศาสตร์ และต่อไปทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศจับมือทำงานด้วยกัน เป็นนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่มีส่วนช่วยสำคัญในการทำให้การส่งออกตัวเลขค่อยๆดีขึ้น ทางด้านแผนการส่งออกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 200 กว่ากิจกรรมและครึ่งปีหลังอีกอย่างน้อย 130 กิจกรรม การส่งออกยังเป็นความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป และค่าเงินบาทอ่อนลงในช่วงนี้มีส่วนช่วยทำให้เราแข่งขันได้ดีขึ้นในตลาดโลกขณะเดียวกันเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเริ่มฟื้นตัว ช่วยขับเคลื่อนการส่งออกให้เป็นความหวังได้ยิ่งขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวทุกประเทศได้ประโยชน์ แต่ภาวะการแข่งขันยังเหลืออยู่และอาจจะต้องทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

สิ่งที่ต้องติดตาม คือ

          ประเด็นที่หนึ่ง การกีดกันทางการค้าในรูปแบบที่ไม่ใช่ภาษีจะทวีความรุนแรงเข้มข้นและมีรายการเพิ่มขึ้น มาตรการที่ไม่ใช่ภาษีทั้งหมดนี้สร้างขึ้นมาจากประเทศพัฒนาแล้วเกือบทั้งสิ้น ตั้งแต่หลังสงครามเย็น สหรัฐฯเป็นตัวกำหนดกฏเกณฑ์กติกาโลก WTO เป็นผู้ดำเนินการทำให้กฎเกณฑ์กติกามาเยอะ ทำให้จีดีพีของประเทศพัฒนาแล้วเมื่อเทียบกับทั้งโลกเป็นของประเทศพัฒนาแล้ว 80% เหลือประเทศกำลังพัฒนาแค่ 20% ต่อมาศักยภาพประเทศกำลังพัฒนาดีขึ้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศพัฒนาแล้วลดลงสุดท้ายจีดีพีเปลี่ยนจากประเทศพัฒนาแล้ว จาก 80% เหลือ 60% ประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มจาก 20% เป็น 40% เป็นที่มาของการตั้งกำแพงใหม่ที่มิใช่ภาษีแต่เป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบหนึ่ง เช่นด้านแรงงานสิทธิมนุษยชน ด้านสุขอนามัย ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และที่มาใหม่ต่อไปนี้สินค้าและประเทศไหนผลิตให้เกิดคาร์บอนโลกร้อนจะเก็บภาษีคาร์บอนโดยอียูเริ่มแล้วภายใน 2 ปี จะเก็บภาษีคาร์บอนนำเข้าสินค้าไปยังอียูในสินค้า 5 รายการ 1.เหล็ก 2.อะลูมิเนียม 3.ซีเมนต์ 4.ไฟฟ้า 5.ปุ๋ย

          ประเด็นที่สอง เมื่อวานประชุมคณะรัฐมนตรีมีการหยิบยกประเด็น การที่สหรัฐกับอังกฤษอีและออสเตรเลียจับมือกันตั้งไตรภาคีเพื่อความมั่นคงในอินโดแปซิฟิก มีนัยยะสำคัญคือสหรัฐฯจะเข้าไปช่วยออสเตรเลียผลิตเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งออสเตรเลียสั่งซื้อจากฝรั่งเศสหลายหมื่นล้านดอลลาร์  กระทบฝรั่งเศส แต่ทันทีที่ประกาศไตรภาคีเรื่องนี้ประเทศจีนประกาศจะเข้าร่วม CPTPP

          ซึ่งต้องติดตามโลกไม่ได้แบ่งค่ายเฉพาะทางการเมืองแล้วแต่ยังเอาเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศมามัดติดกับการเมืองและแบ่งค่ายกัน เป็นประเด็นใหญ่ที่ประเทศไทยและภาคเอกชนต้องจับมือการติดตามวิเคราะห์อย่างใกล้ชิด เพื่อทราบว่าเราจะต้องยืนอยู่ที่ไหน กำหนดท่าทีอย่างไร ตนได้เสนอครม.อย่างน้อยที่สุดไทยต้องจับมือกับอาเซียนให้ใกล้ชิดเพราะลำพังไทยตัวเล็กเกินไป อำนาจต่อรองก็จะเพิ่มขึ้น แต่อาเซียนด้วยกันก็ต้องแข่งกัน ฉะนั้นเราจะสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยอย่างไรคือการบ้านข้อใหญ่ในภาวะการเมืองมัดติดกับเศรษฐกิจการค้าโลก

          ประเด็นที่สาม เอกชนกับรัฐบาลต้องศึกษาข้อตกลงกติกาการค้าโลกที่มีให้ใกล้ชิดลงลึก FTA Mini-FTA RCEP อาเซียนพลัสรวมถึงอื่นๆ เพื่อเตรียมการในการปรับตัวและแสวงหาแต้มต่อทางการค้า

          ประเด็นที่สี่ เรื่องจีนสนใจจะเข้าร่วม CPTPP  ตนเชื่อว่าจะกระทบเรา เพราะถ้าจีนเป็นสมาชิก CPTPP ต้องปรับมาตรฐานทางด้านการผลิตการส่งออกหลายรายการเพื่อให้สอดคล้องกับกติกา จะกระทบไทยเพราะจีนเป็นตลาดอันดับหนึ่งของไทยในวันนี้ เมื่อจีนปรับมาตรฐานการส่งออก สินค้าไปจีนต้องภายใต้มาตรฐานใหม่ เป็นสิ่งที่ กรอ.พาณิชย์ทั้งกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนต้องติดตาม

          "แต่อย่างน้อยกระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับภาคเอกชนเราติดตามใกล้ชิดและเข้าใจจริงๆจับมือกันแน่นในการคลี่คลายการส่งออกจึงยังเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยได้ต่อไป" นายจุรินทร์ กล่าว

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงาน “พิธีมอบสารตราตั้งและสถาปนา คณะกรรมการสมาคมใหหนําแห่งประเทศไทย สมัยที่ 36” เมื่อวันพุธที่ 15 กันยายน 2564 ณ สมาคมใหหนําแห่ง ประเทศไทย (สร.15 ก.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ประธานในงานพิธีมอบสารตราตั้งและสถาปนาคณะกรรมการสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย สมัยที่ 36 และร่วมเป็นสักขีพยานใน พิธีลงนามความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างวิทยาลัยเทคนิคไหหลำ กับสมาคมใหหนำแห่งประเทศไทย   

          โดยนายจุรินทร์  ในฐานะประธาน กล่าวช่วงหนึ่งว่า  รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีมอบ สารตราตั้งและสถาปนาคณะกรรมการสมาคมการค้าไทยใหหนําแห่งประเทศ ไทย สมัยที่ 36  “ ในฐานะที่ลูกหลานชาวไหหลําและเป็นที่ปรึกษาสมาคมใหหนําแห่งประเทศไทย ขอถือโอกาสนี้แสดงความยินดีกับท่านมานะผล ภู่สมบุญ ที่ผ่านการลงมติไว้วางใจเป็นเอกฉันท์จากสมาชิกพี่น้องไหหลํา ทุกตระกูลแซ่ที่มีธุรกิจ ให้เข้าดํารงตําแหน่งนายกสมาคมใหหนํา” และในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ขอถือโอกาสนี้เรียน ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับไหหลํา ให้ทุกท่านทราบว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่าน มา ตนได้เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทาง การค้าไทย-ไห่หนานระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับกรมพาณิชย์ไห่หนาน ผ่านระบบทางไกล ซึ่งถือได้ว่าการลงนาม MOU ดังกล่าวเป็นก้าวสําคัญที่ช่วยสร้างความร่วมมือทางการค้าระหว่างไทย-จีน ให้ มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและจะเป็นการเชื่อมโยงห่วงโซ่การค้าบนพื้นฐานความ ร่วมมืออย่างฉันท์มิตร ความร่วมมือที่เกิดขึ้นนี้ ถือเป็น Mini-FTA ฉบับแรกที่ไทยทํากับมณฑล ในประเทศจีน ซึ่งเป็นนโยบายที่ตนได้ให้ไว้กับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องการทํา ความตกลงการค้าฉบับเล็กหรือจะเรียกว่า Mini-FTA โดยทํากับรัฐต่างๆ ที่ บางรัฐมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าหรือมีจํานวนประชาชนมากกว่าประเทศไทย โดยไห่หนานเป็นตัวอย่างแรกที่เกิดขึ้นกับประเทศจีน และยังมีแผนที่จะ เดินหน้าทํากับมณฑลอื่น ๆ ของจีนเพิ่มขึ้น เช่น มณฑลกานชู ที่มีชาวมุสลิมอยู่มาก เพื่อเป็นลู่ทางในการส่งเสริมการค้าสินค้าฮาลาลของไทย รวมถึง มณฑลอื่น ๆ ที่เห็นว่าเป็นโอกาส

          ในปี 2563 ที่ผ่านมา แม้ว่าโลกจะเผชิญกับผลกระทบจากโควิด 19 แต่ การค้าระหว่างมณฑลไห่หนานกับไทยยังคงมีมูลค่าสูงถึงราว 9,233 ล้านบาท (295.07 ล้านเหรียญฯ) ซึ่งการระบาดของโควิด – 19 ถือเป็นบททดสอบครั้ง สําคัญของทุกประเทศ ในขณะที่เศรษฐกิจจีนยังสามารถรักษาแนวโน้มการ ขยายตัวได้ดี ซึ่งผมเชื่อว่า จีนจะยังคงบทบาทสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โลกให้เกิดการฟื้นตัว จนเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ

          สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด – 19 ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ได้ ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน และด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยของเราจึงต้องการ ความร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ในการบูรณาการแก้ไขปัญหา เพื่อพลิกวิกฤต ให้เป็นโอกาส สําหรับสมาคมใหหนําแห่งประเทศไทย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ดํารงตําแหน่งนายกสมาคมฯ ในทุกสมัย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเป็นผู้มีน้ำใจ อดทน เสียสละ ทั้งแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ ในการพัฒนา และส่งเสริมให้ สังคมไหหลําเป็นที่ยอมรับของสังคมไทย และสังคมจีนทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ โดยสมาคมฯมีปณิธานอย่างแรงกล้าในการสร้างประโยชน์แก่มวล สมาชิกให้มีความเข้มแข็งในการดําเนินธุรกิจ เพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดินไทย

------------------------------------

นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2021)” เมื่อวันพุธที่ 15 กันยายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์ (สำนักงานรัฐมนตรี 15 ก.ย 64)

          กระทรวงพาณิชย์เปิดตัวยิ่งใหญ่ “IP Fair 2021” ในรูปแบบ Virtual Event ผ่านwww.thailandipfair.com ตลอด 5 วัน ระหว่างวันที่ 15 - 19 กันยายน นี้ พบกับตลาดไอเดียทรัพย์สินทางปัญญาจากทั่วประเทศ การจับคู่ธุรกิจ เวทีสัมมนา และบริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเชิญร่วมสนับสนุนสินค้า GI กว่า 20 รายการ  ตั้งเป้าสร้างโอกาสทางธุรกิจ สร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา คาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 50 ล้านบาท

          นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือ IP Fair 2021 ภายใต้แนวคิด “ตลาดไอเดีย สร้างโอกาสสร้างธุรกิจ” เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่จัดงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์เต็มรูปแบบ ผ่าน www.thailandipfair.com ตลอด 5 วัน ภายในงานแบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนต่างๆ อาทิ โซน IP Mart ตลาดไอเดียทรัพย์สินทางปัญญาและการจับคู่ธุรกิจที่รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 150 ราย โซน IP Knowledge ตลาดความรู้จากกูรูด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนักธุรกิจชั้นนำที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ โซน IP Advisory การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และโซน GI Market จำหน่ายสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กว่า 20 รายการ โดยสามารถอุดหนุนและรับชมการไลฟ์สดของผู้ประกอบการ GI แต่ละรายได้ภายในงาน นับเป็นช่องทางสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสำหรับทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักวิจัย นักประดิษฐ์ ผู้ประกอบการ Start up หรือ SMEs ที่ต้องการหาแรงบันดาลใจหรือมีความสนใจด้านนวัตกรรม”

          พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “งาน IP Fair 2021 จะนำมาสู่โอกาสทางการธุรกิจผ่านตลาดกลางทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆ  ในงานจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของคนไทยบนพื้นฐานความต้องการของภาคธุรกิจ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม นำมาสู่การนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ประโยชน์ให้มากยิ่งขึ้นและจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในประเทศต่อไป”

          กระทรวงพาณิชย์จึงขอเชิญชวนทุกท่านที่มีไอเดียหรือกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและธุรกิจ สามารถเยี่ยมชมงาน IP Fair 2021 ได้ตั้งแต่วันที่ 15 - 19 กันยายน 2564 ทางเว็บไซต์ www.thailandipfair.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 1368

---------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ Gem&Jewelry Fest in Phuket เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กันยายน 2564 ณ โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต (สร. 13 ก.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมติดตามการปฏิบัติราชการในพื้นที่เขตตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อบูรณาการการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน (Andaman sandbox) พร้อมแถลงข่าวการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติ Gem&Jewelry Fest in Phuket ณ โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ อําเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กล่าวว่า กิจกรรมสำคัญที่จะมาช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ของรัฐบาล โดยกระทรวงพาณิชย์โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงาและจังหวัดกระบี่ จัดงานแสดงสินค้านานาชาติด้านอัญมณีและเครื่องประดับที่จังหวัดภูเก็ต โดยใช้ชื่องานว่า Phuket Gems Fest เพื่อช่วยดึงผู้นำเข้าที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่มีรายได้สูงนักท่องเที่ยวชาวไทยและประชาชนทั่วไปมาร่วมงาน  ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ

          1.การจับคู่เจรจาธุรกิจการค้าออนไลน์ หรือ Online Business Matching(OBM)ให้มีการซื้อขายยมณีและเครื่องประดับทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์กับผู้นำเข้าต่างประเทศในวันที่ 29 พฤศจิกายนถึง 3 ธันวาคม 2564

          2.งาน Phuket Gems Fest จัดขึ้นในวันที่ 8-12 ธันวาคม 2564 เป็นเวลา 5 วัน

          3.ส่วนหนึ่งของงาน Phuket Gems Fest คือ การเชิญชวนและนำ influencer ที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศไลฟ์สดเพื่อขายอัญมณีและเครื่องประดับของไทยด้วยระบบออนไลน์ไปยังทั่วโลกถือเป็นโอกาสประชาสัมพันธ์โครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และกระจายมายังอันดามันแซนด์บ็อกต่อไป

          4.กิจกรรมนำนักท่องเที่ยวผู้นำเข้ารายได้สูงมาที่ภูเก็ตอย่างน้อย 7 วัน เยี่ยมชมฟาร์มไข่มุกที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

          " สถานที่จัดงานแสดงสินค้าอัญมณีเครื่องประดับที่ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต โดยคาดว่าผลที่จะได้รับของการจัดงานครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการช่วยประชาสัมพันธ์ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์และอันดามันแซนด์บ็อกซ์ต่อไปในอนาคต และจะเป็นการดึงผู้นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากทุกประเทศทั่วโลกที่สนใจและนักท่องเที่ยวรายได้สูง รวมทั้งประชาชนทั่วไปมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ตและกระจายไปจุดอื่นต่อไปคาดว่าจะมีผู้เข้ามาเยี่ยมชมกิจกรรมไม่ต่ำกว่า 4,000 คน

          นอกจากเป็นการช่วยสร้างมูลค่าทางการค้าแล้วจะช่วยสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวประกอบกันในเวลาเดียวกันด้วย " รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ นโยบายการส่งเสริมการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ ฯ เมื่อวันพุธที่ 8 กันยายน 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ นโยบายการส่งเสริมการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ และการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาต่ำ เพื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ และมอบโล่รางวัลให้กับสมาคม การค้าดีเด่น เมื่อวันพุธที่ 8 กันยายน  2564    ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 9 ก.ย. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์  ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ร่วมงานสัมมนา Together is Power 2021 และมอบโล่รางวัลให้กับสมาคมการค้าดีเด่น ปี 2564 ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ นโยบายการส่งเสริมการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ และการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาต่ำ เพื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ และเปิดงานสัมมนา Together is Power 2021 และมอบโล่รางวัลให้กับสมาคมการค้าดีเด่น ปี 2564 ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4  สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า งานนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง คือ ประเด็นที่ 1 โควิดยังจะต้องอยู่กับประเทศไทยและกับโลกอีกนาน สิ่งที่เราต้องคิดและต้องทำคือ เราจะนำเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตโควิดไปสู่ความสำเร็จร่วมกันได้อย่างไร ตนยังยืนยันเน้นย้ำการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชน เราจะต้องยึดหลักรัฐหนุนเอกชนนำ เพราะเอกชนคือทัพหน้าในการทำรายได้เข้าประเทศ ถ้าเป็นทีมฟุตบอลเอกชนต้องเป็นกองหน้า เพราะต้องทำหน้าที่ยิงประตูทำคะแนนที่เป็นรูปธรรม รัฐบาลเป็นแบ็คสนับสนุนการทำหน้าที่ของภาคเอกชน ต้องจับมือร่วมกันอย่างเข้มแข็งแน่นแฟ้น จึงเป็นที่มาของหลักคิดการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ สามารถทำตัวเลขให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือการส่งออก เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเป็นผลทางบวก แต่ถ้าขาดความร่วมมือร่วมใจระหว่างรัฐกระทรวงพาณิชย์กับเอกชน อุปสรรคต่างๆจะไม่คลี่คลาย การจับมือร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เข้มข้น และถึงลูกถึงคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องเดินหน้าร่วมกันต่อไป

          ประเด็นที่ 2 ทีมเซลล์แมนจังหวัดกับทีมเซลล์แมนประเทศต้องเดินหน้าต่อไปให้เข้มแข็งเข้มข้นและปรากฏเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นต่อไปทีมเซลล์แมนจังหวัดประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด Biz club จังหวัด Micro SMEsของจังหวัด YEC ของจังหวัดสภาอุตสาหกรรมจังหวัด เกษตรจังหวัด ตัวแทนเกษตรกร SMEsทุกฝ่าย จับมือกันระหว่างรัฐกับเอกชนขับเคลื่อนในระดับจังหวัด จึงมีความสำคัญและทรงพลังอย่างยิ่งที่จะนำ 77 ทีม มาบวกกันและเป็น กรอ.พาณิชย์ระดับประเทศ ทำตัวเลขยิงประตูให้ประเทศ ซึ่งมีการจับมือ ตื่นตัวในการทำหน้าที่ พืชผลเกษตรราคาตก ทีมเซลล์แมนจังหวัด ขวนขวายและไปถึงขั้นข้ามจังหวัดค้าขายระหว่างกันตามนโยบาย มังคุดใต้ล้นอีสานช่วยซื้อ ลำไยเหนือราคาตกจับมือกับทีมเซลล์แมนจังหวัดภาคใต้ ภาคตะวันออกช่วยกันแก้ปัญหา ขณะนี้ทีมเซลล์แมนประเทศ ทูตพาณิชย์ 58 แห่ง เป็นหัวเรือใหญ่จับมือร่วมกับนักธุรกิจที่ไปลงทุนในต่างประเทศทำการค้าส่งออกจับมือกันเป็นทีม ตนให้นโยบายชัดเจนว่าต้องมีเป้าหมาย มีเกณฑ์ เอกชนต้องใช้ทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศให้เข้มข้นขึ้น เป็นนโยบายซึ่งต้องอุดหนุนเป็นแบ็คให้กับภาคเอกชน แต่เซลล์แมนจังหวัดกับเซลล์แมนประเทศต้องจับมือกันทำงานร่วมกันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป โครงการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่าง SMEs ในจังหวัด ทีมเซลล์แมนจังหวัดกับเซลล์แมนประเทศจึงเกิดขึ้น สามารถวัดผลได้

          ประเด็นที่ 3 จากนี้ไปภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันสถานการณ์โลก ซึ่งที่ผ่านมาทันอยู่แล้ว แต่เตรียมการรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะเข้มข้นหนักข้อขึ้นเป็นลำดับ เพราะภายหลังประเทศพัฒนาแล้วใช้มาตรการทางภาษีกีดกันสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาประสบความสำเร็จหลังจากการรวมตัวกันในระบบพหุภาคีหรือในระบบทวิภาคีในรูป FTA หรือ WTO ทำให้กำแพงภาษีทลายลงภาษีเป็นศูนย์ มาตรการทางภาษีจึงลดความสำคัญลง มาตรการใหม่จึงเกิดขึ้นคือมาตรการที่มิใช่ภาษีมาเป็นกำแพงกั้นสินค้าที่ไปจากประเทศคู่แข่งหรือประเทศอื่นๆ เราต้องจับตาสิ่งเหล่านี้ใกล้ชิดและกำแพงที่มิใช่ภาษีจะถูกคิดค้นขึ้นมาทั้งที่กำลังทำและในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเรื่องมาตรการสิ่งแวดล้อม มาตรการแรงงาน มาตราการสิทธิมนุษยชน สุขอนามัย ล่าสุดภาษีคาร์บอน เพื่อเป้าหมายกีดกันทางการค้าหรือปกป้องการค้าของประเทศ โดยอียูเริ่มแล้วในอีก 2 ปี จะคิดภาษีคาร์บอน 5 สินค้า 1.เหล็ก 2.อะลูมิเนียม 3.ซีเมนต์ 4.ไฟฟ้า 5.ปุ๋ย ขอให้เอกชนทั้งหลายเตรียมการ

           และอีกปัจจัยในเรื่องความมั่นคง การเอาปัจจัยเศรษฐกิจมาผูกมัดติดกับปัจจัยทางการเมืองและกลายเป็นปัจจัยปกป้องกีดกันทางการค้า ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เราจะอยู่ตรงไหนคือสิ่งที่เราต้องคิด ทุกคนตอบตรงกันว่าเราต้องผนึกกำลังกับอาเซียน จับมือกับอีก 9 ประเทศ จับมือ ระหว่างอาเซียนด้วยกัน ซึ่งเราก็ต้องแข่งกันแต่ความสมดุลอยู่ตรงไหน รัฐต้องคิด เอกชนก็ต้องคิด จับมือให้เข้มข้นเข้มแข็งแข่งกันระหว่างบริษัทแต่ระหว่างกลุ่มประเทศต้องจับมือกัน เราต้องขายบริการด้วย บริการที่มีศักยภาพเช่น ดิจิตอลคอนเทนท์ ประเทศไทยไม่แพ้ใครแต่ขอให้เราส่งเสริม เด็กรุ่นใหม่ไทยเก่งเยอะ อนิเมชั่น ภาพยนตร์ เราต้องช่วยกันหนุน เอกชนต้องกล้าทำกล้านำ รัฐเป็นแบ็ค กระทรวงพาณิชย์ เข้าไปช่วยคิดช่วยทำ ต้องไม่เน้นการแข่งขันเรื่องราคาอย่างเดียวต้องเน้นคุณภาพ

           ประเด็นที่ 4 อยากย้ำให้ภาคเอกชนเร่งศึกษาหาประโยชน์จาก FTA  และการทำสัญญาการค้าระบบพหุภาคี โดยเฉพาะ RCEP กำลังจะมีผลบังคับใช้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนให้สัตยาบันประเทศไทย มีกำหนดการชัดเจนแล้วว่าจะให้สัตยาบันไม่ช้ากว่าเดือนพฤศจิกายนปีนี้ หวังว่าจะบังคับใช้ได้ต้นปีหน้า เราต้องรีบศึกษาข้อตกลงว่ามีอะไรบ้างจะเป็นอุปสรรคกับธุรกิจของเรา จะได้เปรียบเรื่องอะไรบ้างโดยเฉพาะอีคอมเมิร์ซจะแทรกในทุกข้อตกลง สิ่งที่อยากเรียนความคืบหน้าที่เอกชนเรียกร้องมานาน กองทุนFTAต้องตั้งขึ้นเพื่อเยียวยา เพราะบางคนได้บางคนเสีย เพื่อช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในประเทศ ไม่กี่วันนี้เราได้ลงนามถึงกระทรวงการคลังเรื่องการจัดตั้งกองทุนหลังจากผ่านแล้วจะเข้า ครม.จะได้มีกองทุน FTA ที่เราเรียกร้องมานานโดยเฉพาะภาคเอกชน

          " ขอแสดงความยินดีกับทุกสมาคมที่ได้รับรางวัลสมาคมการค้าดีเด่น 27 สมาคม 57 รางวัล หวังว่าท่านจะปฏิบัติภาระกิจลุล่วงเป็นต้นแบบให้กับสมาคมที่ยังไม่ได้รับรางวัลมาพัฒนาตนเองต่อไป หวังว่าท่านจะเป็นแม่ทัพสำคัญอีกคนหนึ่งของประเทศที่จะทำคะแนนทางเศรษฐกิจให้กับประเทศต่อไป " นายจุรินทร์ กล่าว

------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวจับคู่กู้เงินสถานบันการเงินกับร้านอาหารและจับคู่ กู้เงินสถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก เมื่อวันพุธที่ 8 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมฉลาดลบเลอสรรค์ ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนสถาบันการเงิน แถลงข่าวผลสัมฤทธิ์โครงการจับคู่กู้เงินสถานบันการเงินกับร้านอาหาร และจับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก ที่กระทรวงพาณิชย์วันนี้

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ผลการดำเนินการ “จับคู่กู้เงิน” ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสถาบันการเงินและดำเนินการมาจนจบโครงการในเฟสที่หนึ่งแล้ว โครงการ “จับคู่กู้เงิน” มีด้วยกัน 2 ส่วน โครงการที่ 1 จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับร้านอาหาร โครงการที่ 2 จับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก โดยมีผลสัมฤทธิ์สำหรับโครงการ จับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับร้านอาหาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายนถึง 7 กันยายน 2564 โดยมี 5 สถาบันการเงินเข้าร่วมโครงการประกอบด้วยธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารกรุงไทย SME D Bank และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้มีการอนุมัติเงินกู้เพื่อต่อลมหายใจให้กับธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานั้นกำลังประสบปัญหาเพราะสถานการณ์โควิด และต้องการเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนหรือต่อลมหายใจ โดยผลการดำเนินการมาจนถึงปิดโครงการเฟสแรกได้มีการอนุมัติวงเงินไปทั้งสิ้น 2,600 ล้านบาทแล้ว

          "โดยอนุมัติสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนพิเศษจำนวน 2,865 ราย และยังรออนุมัติอีกจำนวนหนึ่งคาดว่าจะอยู่ในวงเงินอีกประมาณ 220 ล้านบาท โครงการจับคู่กู้เงิน สถาบันการเงินกับ SMEsส่งออกนั้น ได้มีการดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมถึงวันที่ 7 กันยายน 2564 โดยความร่วมมือระหว่าง EXIM Bank กับ บสย. ซึ่งได้มีการอนุมัติวงเงินสินเชื่อไปแล้ว 1,010 ล้านบาท เป็นจำนวนทั้งสิ้น 190 ราย โดยทั้ง 2 โครงการสามารถอนุมัติวงเงินไปแล้วทั้งสิ้น 3,610 ล้านบาท หรือประมาณ  3,600 ล้านบาท จำนวน 3,055 ราย สำหรับโครงการจับคู่กู้เงินสถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออกนั้นจะดำเนินการต่อไปในเฟสที่สอง โดนจะต่ออายุโครงการออกไปอีก 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 7 กันยายนปีนี้ ถึงวันที่ 7 เดือนพฤศจิกายนปลายปีนี้ โดยคาดว่าช่วงเฟสที่ 2 นี้จะสามารถอนุมัติวงเงินต่อลมหายใจให้ SMEs ส่งออกได้อีกไม่ต่ำกว่าอีกประมาณ 2,000 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ จับมือ กับสถาบันการเงินเป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหญ่ในภาพรวมของรัฐบาลที่มีหลายกระทรวง แต่กระทรวงพาณิชย์กับสถาบันการเงินร่วมมือกันในโครงการ”จับคู่กู้เงิน” นี้คาดว่าจะช่วยปล่อยวงเงินสินเชื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนให้กับธุรกิจร้านอาหารและ SMEs ส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท" นายจุรินทร์ กล่าว  ทางด้านคุณประภัสสร รังสิโรจน์ นายกสมาคมร้านอาหารไทยและสตรีทฟู๊ด กล่าวว่า ได้กล่าวขอขอบคุณรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กับโครงการดีๆโดยระบุว่าพวกเราร้่นอาหารยังได้ยืดลมหายใจและในส่วนตนเองก็ได้กู้จากธนาคารออมสินในวงเงิน 5,000,000 บาท และก็ยังมีสมาชิกที่กำลังขอและรอการอนุมัติอีกหลายราย แต่ถ้าสามารถต่อไปได้จะดีมาก " ทุกคนอยากจะให้มีโครงการดีๆอย่างนี้ต่อยอดลมหายใจให้ผู้ประกอบการ เนื่องจากว่าระยะของโควิดที่ติดเชื้อยาวนานเหลือเกินเพราะว่าการที่จะอยู่รอดได้จะต้องมีสายป่านที่ยาวขึ้น เพราะฉะนั้นวงเงินตรงนี้อย่างน้อยจะช่วยเยียวยาและช่วยให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ ต้องขอขอบคุณโครงการดีๆของกระทรวง ขอบคุณท่านรองนายกจุรินทร์ " นายกสมาคมร้านอาหารไทยและสตรีทฟู๊ด กล่าว

          รายงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กับ กรมการค้าต่างประเทศ ระบุด้วยว่า โครงการ”จับคู่กู้เงิน” สถาบันการเงินกับร้านอาหาร สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการช่วยอนุมัติประกอบด้วยธนาคารออมสิน 1,453 ราย วงเงินอนุมัติสินเชื่อ 1,021.37 ล้านบาท ธ.ก.ส. 216 ราย วงเงินอนุมัติสินเชื่อ 217.10 ล้านบาท ธนาคารกรุงไทย 176 ราย วงเงินอนุมัติสินเชื่อ 247.69 ล้านบาท SME D Bank 146 ราย วงเงินอนุมัติสินเชื่อ 205.66 ล้านบาท บสย. 874 ราย วงเงินอนุมัติสินเชื่อ 907.93 ล้านบาท ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อแยกตามภูมิภาค  กรุงเทพมหานคร 860 ราย วงเงิน 465.65 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1,230 ราย วงเงิน 1,584.54 ล้านบาท ภาคใต้ 247 ราย วงเงิน 142.22 ล้านบาท ภาคเหนือ 372 ราย วงเงิน 302.29 ล้านบาท ภาคกลาง 156 ราย วงเงิน 105.08 ล้านบาท

          ส่วนโครงการ”จับคู่กู้เงิน” สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อแยกตามภูมิภาค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 120 ราย วงเงิน 746.80 ล้านบาท ตะวันออกเฉียงเหนือ 10 ราย วงเงิน 29.60 ล้านบาท ภาคใต้ 16 ราย วงเงิน 68.20 ล้านบาท ภาคเหนือ 16 ราย วงเงิน 41.40 ล้านบาท ภาคกลาง 28 ราย วงเงิน 125.20 ล้านบาท โดยได้รับเงื่อนไขการขอสินเชื่อพิเศษ ดอกเบี้ยพิเศษ 3.99% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันใช้เพียง บสย.ค้ำประกันเท่านั้น และปลอดค่าธรรมเนียม 2 ปี อนุมัติวงเงินภายใน 7 วันทำการ รับกรมธรรม์ประกันการส่งออกฟรี 1 Shipment รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรด้านการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์และศูนย์ความเป็นเลิศทางการค้าของ EXIM Bank-

-------------------------------------

 

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานให้โอวาทพิเศษแก่ผู้เข้าร่วมโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) ผ่าน ระบบ Zoom เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2564 ณ ห้องประชุมชั้น 11 สค.

         นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายพิทักษ์ อุดมวิชัยวัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ร่วมโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ (From Gen Z to be CEO) ผ่านระบบ Zoom ณ ห้องประชุมชั้น 11 กรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ โดยมีผู้เข้าร่วม 1,500 คน

         นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขสะท้อนชัดว่า Gen Z (ประชากรช่วงวัยอายุ 9-24 ปี โดยฐานข้อมูลอ้างอิงสำนักงานสถิติแห่งชาติ) ทั่วทั้งประเทศมีกว่า 13 ล้านคน จากประชากรไทยทั้งประเทศ 60-70 ล้านคนเรามีถึง 13 ล้านคน ถือว่ามีสัดส่วนเชิงปริมาณที่มีความสำคัญและในเชิงคุณภาพยิ่งมีความสำคัญเพราะพวกเราทุกคนจะเติบโตไปเป็นอนาคตของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและทุกๆด้านต่อไปในอนาคต กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ Gen Z ที่จะต้องเติบโตไปเป็นแม่ทัพทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต โครงการ From Gen Z to be CEO ของกระทรวงพาณิชย์ที่ตนเป็นผู้รับผิดชอบจึงเกิดขึ้น หรือเรียกว่าโครงการปั้น Gen Z เป็น CEO

          โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะเราเดาใจออกว่าพวกเราจำนวนไม่น้อยต้องการเติบโตไปเป็นส่วนหนึ่งของภาคส่วนทางเศรษฐกิจของประเทศโดยตั้งฝันอนาคตไว้ว่าเมื่อมีโอกาสเรียนจบแล้วจะโตไปเป็นนายของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการไปเป็นนายของตัวเองประกอบธุรกิจของตนเองและมีตัวเองเป็นเจ้าของ ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2564 กระทรวงพาณิชย์จะปั้น Gen Z ให้เป็น CEO ได้ไม่ต่ำกว่า 12,000 คนแต่ปรากฏว่าจนถึงนาทีนี้มี Gen Z สมัครเข้ามาแล้วถึง 20,000 คน สูงกว่าเป้าถึง 8,000 คน อบรมไปแล้วรไม่รวมวันนี้ 14,000 คนและวันนี้อีก 1,500 คน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์มั่นใจว่าเราสามารถสนองความต้องการของ Gen Z ได้ทั้งหมด 20,000 คน จากเป้าหมาย 12,000 คน และที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ มีหลักสูตรเพิ่มทักษะศักยภาพให้กับผู้ประกอบการอีกหลายรุ่น รวมกันทั่วทั้งประเทศด้วยหลายหลักสูตรด้วยกัน โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ (NEA) ทำมาแล้วในช่วงที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการถึง 67,000 คน รวม Gen Z ที่อบรมไปแล้วจนถึงวันนี้อีก 16,000 คน รวมสามารถดำเนินการไปแล้วถึง 83,000 คน

          " น้องๆที่เข้ามาอบรมทั้งหมดจะได้เรียนรู้ในหลักสูตรสำคัญ เช่น อีคอมเมิร์ซซึ่งจะเป็นอนาคตของระบบการค้าโลกจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตมากยิ่งขึ้นเพราะกฎเกณฑ์ทั้งหลายใน FTA และหลายข้อตกลงทางการค้าในระบบพหุภาคีทั้ง ASEAN  และ RCEP ล้วนให้ความสำคัญกับอีคอมเมิร์ซทั้งสิ้น หลักสูตรเรื่องโลจิสติกส์ ยุคใหม่ไม่เหมือนยุคก่อน เพราะเป็นโลจิสติกส์ในระบบอีคอมเมิร์ซ เทคโนโลยีการบริหารจัดการยุคใหม่ การบริหารในระบบดิจิทัล การใช้ 5G ในการทำธุรกิจการค้า การใช้ระบบคลาวด์เซอร์วิสหรือระบบบัญชีดิจิทัลและการบริหารจัดการระบบตลาดออนไลน์  การส่งออกเบื้องต้น ภาษาอังกฤษเพื่อเจรจาทางการค้า เป็นต้น เมื่ออบรมแล้วได้คะแนนผ่านเกณฑ์ครบ 500 คน จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ได้อบรมกับบริษัททรูคอร์ปอเรชั่น และ Bitkub ผู้ที่ได้ TOP 100 คนแรก จะได้มีโอกาสฝึกงานกับบริษัทใหญ่เช่น ทรู หัวเว่ย และเอ็กซิมแบงค์ รวมทั้งโอกาสทำงานร่วมกันฝึกอบรมร่วมกับสำนักงานทูตพาณิชย์ไทยด้วยเพื่อเรียนรู้การค้าในต่างประเทศ " รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปล่า

          จากนั้นเป็นช่วงการถามตอบระหว่างน้องนักศึกษากับรองนายกรัฐมนตรีการกระทรวงพาณิชย์ โดย นางสาววิภาวี แจ้งเจียนหัด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญญบุรี โดยถามว่คิดอย่างไรกับประโยคที่ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าและต่างชาติไม่มั่นใจทำให้มีการลงทุนที่ลดน้อยลงและหลายธุรกิจต้องปิดตัวลงไปและมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

          นายจุรินทร์ ตอบว่า ประการที่หนึ่งที่บอกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ายังพิสูจน์ไม่ได้แต่ในสถานการณ์โควิดเรียนให้พวกเราทุกคนทราบว่าเกือบจะไม่มีประเทศไหนที่ไม่เผชิญกับวิกฤตโควิด โดยประเทศไทยบ้านเราเห็นชัดที่สุด ส่วนมาเลเซียสำหรับการระบาดรอบใหม่ต้องปิดโรงแรมและกระทบกับการส่งออกในบ้านเราบางส่วน เช่น น้ำยาง เป็นต้น เวียดนามก็เจอรอบใหม่ ญี่ปุ่นเจอหนัก หลายประเทศเจอวิกฤตด้วยกันทั้งหมด แต่สำหรับประเทศไทยในเรื่องการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้นคิดว่าอยู่ในระดับที่ไม่ได้ช้ากว่าประเทศอื่นๆและอยู่ในระดับที่ไปได้อย่างน้อยตัวเลขการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะเป็นบวกอยู่หลายสำนัก

          โดยเฉพาะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญสำคัญอันหนึ่งคือ การส่งออก การส่งออกของประเทศไทยแม้ในช่วงวิกฤติโควิดต้องถือว่าดีมากตัวเลขย้อนไปเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา +41% มากที่สุดในรอบ 11 ปี เดือนมิถุนายน +43% เดือนกรกฎาคม +20% ก่อนเจอโควิดรอบใหม่เราตั้งเป้าว่าจะ +4% ทั้งปี แต่ตอนนี้ตัวเลขส่งออก 7 เดือนมกราคม-กรกฎาคม  2564 เป็นบวก 16.2% มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ถึง 4 เท่า การส่งออกตอนนี้กลายเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและตัวที่สองการลงทุนมี 2 ตัว คือการลงทุนภาครัฐเงินก้อนใหญ่ที่สุดคืองบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเดินหน้าได้อยู่ พรบ.งบประมาณก็ผ่านสภาผู้แทนไปแล้วยังเดินหน้าลงทุนได้ไม่ติดขัด สำคัญอีกอันนึงการลงทุนภาคเอกชน มีการรายงานใน ครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่ามีการขอการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพิ่มขึ้นเยอะมาก ภาคการลงทุนจะเป็นอีกภาคหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

         แต่มีตัวเดียวที่ต้องรอเวลาที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของประเทศคือการท่องเที่ยวเพราะต้องยอมรับความจริงว่าไม่ว่าประเทศไหนเจอโควิดรอบใหม่ไม่รู้จะท่องเที่ยวอย่างไร ประเทศไทยก็เช่นกัน จะต้องรอระยะเวลาที่เราสามารถฉีดวัคซีนครบ 70% เฉลี่ยทั่วทั้งประเทศ การท่องเที่ยวจึงจะเกิดได้ในภาพรวมทั้งประเทศ แม้ในภาพรวมยังเกิดไม่ได้แต่จุดไหนที่เราคิดว่าทำให้เกิดได้เราก็ทำเช่น ภูเก็ต ตอนนี้ “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”เกิดขึ้นแล้วฉีดวัคซีนเกิน 70% เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาได้แม้จะติดขัดบ้างแต่เริ่มเดินหน้าได้ต้นเสนอแนวทางคิดว่าภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ไม่พอต้องขยายเป็น ”อันดามันแซนด์บ็อกซ์” นำพังงาและกระบี่มารวมด้วย\ตอนนี้เกิดแล้ว อันดามันแซนด์บ็อกซ์เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาและเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาภูเก็ตอยู่ 7 วัน ไปเที่ยวพังงา เที่ยวกระบี่ต่อได้ ในจุดที่ฉีดวัคซีนได้เกิน 70% อีกจุดคือสมุยตอนนี้เปิดแล้วเพราะให้ฉีดวัดซินได้เกิน 70% อนาคตจะเปิดพัทยา เชียงใหม่ และตนเสนอว่าให้เปิดหัวหินด้วย การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเดินได้โดยมีการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญมีการลงทุนตามมาและการท่องเที่ยวจะทยอยตามมาเมื่อการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย

          และที่ถามว่าภายใต้วิกฤตโควิดเรียนจบแล้วจะไปหางานทำได้ที่ไหน นายจุรินทร์ ตอบว่าในส่วนของรัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานมีการเตรียมโครงการนัดพบแรงงานออนไลน์โดยเตรียมอัตราไว้ประมาณกว่า 800,000 อัตรา และที่พรรคประชาธิปัตย์ที่ตนเป็นหัวหน้าพรรคก็เข้ามาช่วยด้านนี้โดยนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จัดโครงการ “เรียนจบพบงาน” ทำเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับน้องที่เรียนจบใหม่จะมีส่วนช่วยได้อีกส่วนนึง และในส่วนของการอบรมนี้ก็เช่นกันทุกคนจะได้ความรู้พื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพทางธุรกิจค้าขายซึ่งก็คือการได้งานเป็นเจ้านายตัวเองแบบคนรุ่นใหม่ชอบคือการเป็น CEO และกระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนต่อไปพร้อมทั้งใช้ศักยภาพของหน่วยงานอื่นส่งเสริมการสร้างงานสร้างอาชีพด้วย

--------------------------------------

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยเดือน กรกฎาคม 2564 เมื่อวันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม 2564 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ (สร. 27 ส.ค. 64)

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงข่าวการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนของไทยเดือน กรกฎาคม 2564 ที่ห้องบุรฉัตรไชยากร ช้ัน 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงตัวแลขการค้าชายแดนผ่านแดน

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออก ผ่านการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน ซึ่งมี 7 ประเทศ และการส่งออกผ่านการค้าชายแดนมี 4 ประเทศ คือมาเลเซีย เมียนมา ลาวและกัมพูชา ส่วนการส่งออกผ่านการค้าผ่านแดน คือ จีนเวียดนามและสิงคโปร์ รวมแล้วเป็น 7 ประเทศ โดยตัวเลขการส่งออกผ่านการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนเดือนกรกฎาคม 2564 เป็นบวกทุกตลาดทั้ง 7 ประเทศ โดยประเทศที่เป็นบวกสูงสุดคือจีน  +126.44% สินค้าส่งออกผ่านแดนไปจีนที่บวกมากที่สุดคือผลไม้สดและผลไม้แห้ง +348% มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท โดยเฉพาะทุเรียนมีมูลค่า 10,600 ล้านบาท มังคุด 4,700 ล้านบาท และลำไย 370 ล้านบาท เป็นต้น ตัวเลขภาพรวมการส่งออกผ่านการค้าชายแดนและการค้าข้ามแดนรวมกันในเดือนกรกฎาคม 2564 มีมูลค่า 90,101 ล้านบาทเป็น +41.70% และภาพรวมการส่งออกผ่านการค้าชายแดนและผ่านแดน 7 เดือนรวม 591,051 ล้านบาทเป็น +37.88% สำหรับการส่งออกผ่านการค้าชายแดน 4 ประเทศรวมกันมีมูลค่า 40,416 ล้านบาท +10.55% การส่งออกผ่านการค้าผ่านแดนใน 3 ประเทศที่เหลือคือ จีน เวียดนามและสิงคโปร์รวมกันมีมูลค่า 49,685 ล้านบาท +83.84%โดยมาเลเซีย +17.95% เมียนมา +10.65% สปป.ลาว +8.08% กัมพูชา +5.12% จีน +126.64% เวียดนาม +1.63% และสิงคโปร์ +59.85%

          " ปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นบวกถึง 41.70% คือ  1.การทำงานร่วมกันอย่างหนักและต่อเนื่องของ กรอ.พาณิชย์ที่ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือการเร่งเปิดจุดผ่านแดน ด่านทั้งหมดมี 97 ด่าน สามารถเปิดแล้วถึง 44 ด่าน จากปิดตัวไปเยอะตอนเจอโควิดใหม่ๆ 2.การจับมือกับเอกชนแก้ปัญหาทันทีเชิงรุกทั้งด่านรอบบ้านเราและด่านการค้าผ่านแดน เช่น ที่ด่านใหญ่สุดที่เราแก้ปัญหาก่อนเข้าจีนคือด่านโหย่วอี้กวน การส่งออกทุเรียน มังคุดแก้ไขหน้างานได้ทันทีเกือบทุกครั้ง นอกจากนั้นประสานทางการจีนโดยทูตพาณิชย์และทูตเกษตรฯ การช่วยเพิ่มช่องทางที่ด่านตงซิงช่วยให้ระบบการขนส่งผลไม้ของไทยคล่องตัวขึ้น และบางช่วงมีข่าวจีนจะระงับการนำเข้าผลไม้ไทย เช่น จะระงับการนำเข้าทุเรียนเพราะตรวจพบโควิดในตลาดจีนสุดท้ายผ่านการเจรจาของทูตพาณิชย์และทูตเกษตรฯของเรา จีนยกเลิกความคิดที่จะระงับการนำเข้าทุเรียนไทย ลำไยแม้ปรากฏข่าวว่าเจอเพลี้ยแป้ง จากการประสานงานใกล้ชิดระหว่างทูตพาณิชย์ ทูตเกษตรฯปัจจุบันจีนไม่ได้ระงับการนำเข้าและทั้งทุเรียน ลำไย 3.กระทรวงพาณิชย์มีนโยบายช่วยต่อลมหายใจให้กับ SMEs ส่งออกซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำตัวเลขการส่งออกสินค้าข้ามแดนและชายแดนคือโครงการ “จับคู่กู้เงิน”สถาบันการเงินกับ SMEs ส่งออก โดยวันที่ 26 สิงหาคม EXIM Bank อนุมัติเงินกู้เงื่อนไขพิเศษให้ SMEs ส่งออกแล้ว 151 รายเป็นเงิน 618 ล้านบาท ช่วยให้เกิดสภาพคล่องในการทำตัวเลขส่งออกผ่านการค้าชายแดนและผ่านแดนเพิ่มขึ้น 4.การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า และความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้นเช่น สินค้า Work from Home 5.ค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงโดยเฉลี่ย 10% ช่วยให้เราสามารถแข่งขันในตลาดเพื่อนบ้านหรือตลาดจีนได้ดีขึ้น " นายจุรินทร์

          อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยลบที่เป็นตัวถ่วงตัวเลขการค้าชายแดนเช่นสถานการณ์โควิดซึ่งมาเลเซียเข้มงวดการนำเข้าสินค้าชายแดนผ่านไทยเพราะต้องควบคุมการแพร่ระบาดซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำยางและส่งผลต่อราคาน้ำยางในประเทศไทยอย่างไรก็ตามยางก้อนถ้วยยังราคาดีมากและดีกว่าหลายยุคที่ผ่านมา เพราะ 3-5 ปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ 15 บาท แต่วันนี้ 24 บาทราคาอาจหย่อนลงไปบ้างและระบบการขนส่งโลจิสติกส์ทั้งการขนส่งข้ามจังหวัดที่มีอุปสรรคตอนข้ามจังหวัดบ้างและระบบการขนส่งข้ามประเทศที่ต้องแก้ปัญหาหน้างานตลอดทั้งจากไทยไปลาว ลาวไปเวียดนาม เป็นต้น หรือรวมทั้งข้ามฝั่งไปเมียนมาเพราะสถานการณ์การเมืองในเมียนมาเป็นปัจจัยตัวที่ทำให้การค้าชายแดนไม่คล่องตัวอย่างในภาวะปกติ

          สำหรับด่านที่จะเร่งรัดเปิดต่อไปหลังจากเปิด 44 จาก 97 ด่าน 1.ตนมอบหมายให้อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศเจรจากับจับมือกับเอกชนและจังหวัด ขณะนี้คืบหน้าใน 5 จังหวัดคือ เชียงราย เลย หนองคาย นครพนมและมุกดาหาร วันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมาได้มีการประชุม 3 ฝ่ายมีข้อสรุปว่าจะทำแผนในการเปิดด่านกับฝั่งลาว เกือบเสร็จแล้วใน 5 จังหวัด 2.ด่านปากแซง นาตาล ที่อุบลราชธานี ที่ตนไปดูด่านด้วยตนเองประสานจังหวัดจัดงบประมาณทำทางลาดลงไป มีความคืบหน้าในการเจรจาอยู่ในขั้นตอนรายละเอียด คาดว่าน่าจะเป็นด่านแรกๆที่จะสามารถเปิดด่านได้ 3.ที่นราธิวาส ด่านตากใบ กับบูเก๊ะตาจะเร่งรัดต่อไปตนได้มอบอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศใช้โมเดลเดียวกับด่านชายแดนลาวประชุม 3 ฝ่ายคาดว่าสัปดาห์หน้าจะประชุมได้ เมื่อได้แผนเปิดงานแล้วจะเจรจากับมาเลเซียต่อไป ซึ่งต้องคุยทั้ง 3 ฝ่ายเศรษฐกิจโควิดและความมั่นคง ต้องคุยด้วยกันถึงจะเปิดด่านได้ เป้าหมายปี 64 ตัวเลขการค้าชายแดนและผ่านได้ตั้งเป้าว่าจะ +3-6% แต่ตอนนี้เกินเป้าแล้วเพราะตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคม 2564 ตัวเลขเป็นบวกแล้ว 37.88%

          ด้าน นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญไปยังประเทศมาเลเซีย ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยางพารา ประเทศกัมพูชา สินค้าส่งออกสำคัญได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ สำหรับ สปป.ลาว สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซลน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆและรถยนต์นั่ง ประเทศเมียนมา สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำมันดีเซล สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น

--------------------------------------