MOC 102 Years

Header Image
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ หารือทวิภาคีกับ นางแคทเธอรีน ไท ผู้แทนการค้า สหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) เมื่อวันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
watermark

          นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ หารือทวิภาคีกับ นางแคทเธอรีน ไท ผู้แทนการค้า สหรัฐอเมริกา (United States Trade Representative: USTR) ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร
          นายจุรินทร์ กล่าวว่า ได้มีการหารือในบรรยากาศภายใต้ความสัมพันธ์ที่ดีมากระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ประเด็นที่ทางสหรัฐฯหยิบยกมา มี 3 ประเด็น
          ประเด็นแรก เรื่องการประชุมเอเปคที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งนี้ ท่านแสดงความชื่นชมประเทศไทย ที่ทำหน้าที่เจ้าภาพได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งปีหน้าสหรัฐอเมริกาจะรับไม้ต่อจากประเทศไทย
เป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค  ตนได้ให้ความมั่นใจว่าตนมั่นใจว่าสหรัฐฯจะทำหน้าที่เจ้าภาพได้ยอดเยี่ยมเช่นเดียวกันกับประเทศไทยในปีนี้
          ประเด็นที่สอง กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework: IPEF) มีความร่วมมือที่ได้กำหนดไว้ 4 เสาหลัก 1.การค้า  2.ห่วงโซ่อุปทานหรือ Supply Chain 3.พลังงานสะอาด 4.ปราศจากการทุจริต เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เป็นธรรมให้เกิดขึ้น ทั้ง 4 เสาหลักนี้ประเทศไทยแสดงความจำนงเข้าร่วมก่อนหน้านี้แล้ว และตนได้เน้นย้ำอีกครั้งเพราะในการพบกันในการประชุมครั้งที่แล้วตอนที่ตนทำหน้าที่ประธานการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเอเปคได้มีโอกาสพบกับท่าน ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่ายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งท่านขอบคุณประเทศไทยที่แจ้งความจำนงเข้าร่วม สำหรับรายละเอียด เช่น เสาการค้า กระทรวงพาณิชย์จะเป็นกระทรวงหลักในการรับผิดชอบ อาจจะมีเรื่องสิ่งแวดล้อม แรงงานและเรื่องใหม่ที่จะเป็นประเด็นหารือต่อไป เช่น ดิจิทัลเทรด การอำนวยความสะดวกทางการค้าหรือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางการค้าและความร่วมมือด้านเทคนิคต่างๆ ด้านการค้าและเศรษฐกิจเป็นต้น โดยประเทศไทยจะร่วมหารือต่อไปในรายละเอียด
          ประเด็นที่สาม ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐฯในทางการค้า ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกับสหรัฐฯ มีกรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐฯ (Trade and Investment  Framework Agreement: TIFA) เห็นตรงกันว่าควรได้มีการจัดการประชุมที่สหรัฐฯในครั้งถัดไป เพราะครั้งล่าสุดประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมาแล้ว ได้มีการประชุมเมื่อปี 62 ที่หยุดเพราะสถานการณ์โควิดที่ไม่เอื้ออำนวยคาดว่าจะเร่งให้เจ้าหน้าที่สรุปโดยเร็วโดยสหรัฐฯจะเป็นเจ้าภาพ
          และประเด็นสำคัญที่ตนได้หยิบยกมาหารือคือ ในเดือนเมษายนปีหน้า สหรัฐอเมริกาจะพิจารณาในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในบัญชี WL (บัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง :Watch List) ตนขอให้พิจารณาปลดประเทศไทยออกจากบัญชีนี้เพราะสถานการณ์ปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาในทุกด้านถือว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นในระดับที่ดีมาก
          และสหรัฐฯรับทราบ และขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญากระทรวงพาณิชย์ยังทำงานอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอที่ตนให้ปลดออกจากบัญชีต้องจับตามอง หรือ WL ซึ่งท่านรับไปพิจารณา
          “และขณะนี้ประเทศที่ยังติดบัญชี WL มีด้วยกัน 19 ประเทศ ซึ่งมีประเทศไทยอยู่ในนั้นหากสหรัฐฯพิจารณาปลดออกจากบัญชีนี้จะกลายเป็นประเทศที่ไม่อยู่ในบัญชี ทำให้สถานะประเทศไทยด้านการให้ความสำคัญกับทรัพย์สินทางปัญญาดูดีขึ้น และ มีภาพลักษณ์ทางการค้า ทางเศรษฐกิจ การลงทุนที่ดีขึ้นสำหรับหลายประเทศในโลกในอนาคตต่อไป” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว
          ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าลำดับที่ 3 ของไทย รองจากจีนและญี่ปุ่น ในปี 2565 (ม.ค.-ก.ย.) สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+27.5%) ผลิตภัณฑ์ยาง (-9.7%) เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (+202.4%) อัญมณีและเครื่องประดับ (31.2%) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ (36.0%) เป็นต้น

 


image รูปภาพ
image
image
image
image
image


คะแนนโหวต :