<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[ข่าวรัฐมนตรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/index/id/4</link>
<atom:link href="https://www.moc.go.th/th/content/category/index/id/4" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[ข่าวรัฐมนตรี]]></description>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับผู้บริหาร Bank of America, Microsoft และ Pacific Investment Management Company (PIMCO)  ในวันที่ 22 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10531</link>
<guid isPermaLink="false">f69f3b712e60a6b21e443523bf178cfa</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 15:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/22_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 22 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยนายกรัฐมนตรีได้พบหารือกับผู้บริหาร Bank of America, Microsoft และ Pacific Investment Management Company (PIMCO) รวมถึงนักลงทุนและผู้บริหารสถาบันการเงินชั้นนำของสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และศักยภาพของประเทศไทยในระยะต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การหารือครอบคลุมแนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินโลก ตลอดจนปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยฝ่ายไทยได้นำเสนอศักยภาพและนโยบายที่มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พลังงานสะอาด และการพัฒนาทักษะบุคลากร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การพบปะครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยต่อนักลงทุนระดับโลก รวมทั้งรับฟังมุมมองจากภาคการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อนำมาต่อยอดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของไทยในระยะต่อไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260923752b86ea3a1dec081729449d0dbcc2e4153537.jpg' type='image/jpg' length='340177' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้แก่ร้าน Chada ณ นครนิวยอร์ก ในวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10528</link>
<guid isPermaLink="false">424687371d8bac132e8e35b572c452e7</guid>
<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 13:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/212_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 21 กันยายน 2569 &nbsp;(ตามเวลาท้องถิ่น) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายธนกฤต เหลืองอาสนะทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 2 ดาว ให้แก่ร้าน Chada ณ นครนิวยอร์ก เพื่อรับรองคุณภาพและมาตรฐานของร้านอาหารไทย ทั้งในด้านรสชาติอาหาร ความเป็นไทย และการบริการในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้าน Chada ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2568 โดย คุณประอรนุช อุดมปณิธ นำเสนออาหารไทยที่คงเอกลักษณ์ของรสชาติไทย ควบคู่กับการนำเสนอในรูปแบบร่วมสมัย โดยมีเมนูแนะนำ อาทิ ข้าวเกรียบปากหม้อ พล่าปู พะแนงซี่โครงเนื้อ และปลานึ่งมะนาว ภายในร้านตกแต่งโดยเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ สะท้อนเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านทั้งอาหารและบรรยากาศของร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้าน Chada ตั้งอยู่ในย่าน West Village ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านยอดนิยมและมีชีวิตชีวาของนครนิวยอร์ก เป็นแหล่งรวมร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ชาวนิวยอร์ก และนักท่องเที่ยว การได้รับตรา Thai SELECT 2 ดาวของร้าน Chada จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของร้านอาหารไทยที่มีศักยภาพในการเผยแพร่อัตลักษณ์อาหารและวัฒนธรรมไทยสู่ผู้บริโภคในตลาดสหรัฐอเมริกา และช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์อาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ของกระทรวงพาณิชย์ รวม 1,602 ร้าน ใน 72 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกามี 284 ร้าน ในส่วนของ 14 รัฐฝั่งตะวันออกรวมทั้งหมด 107 ร้าน ในรัฐนิวยอร์ก 65 ร้าน ประกอบด้วยร้าน Thai SELECT ระดับ 3 ดาว จำนวน 1 &nbsp;ร้าน ระดับ 2 ดาว จำนวน 20 ร้าน ระดับ 1 ดาว จำนวน 41 และ ระดับ casual จำนวน 3 ร้าน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260923e2af0a8e7045fe6a04846d352acb039d130736.jpg' type='image/jpg' length='451420' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน และลงนามในพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong, China Investment Agreement: AHKIA) ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10523</link>
<guid isPermaLink="false">684567459fdb41cf027aeb4d192f364f</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 14:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/S_343498800_0.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยประสบความสำเร็จในการผลักดันการเจรจาจัดทำพิธีสารฉบับที่หนึ่งเพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (ASEAN-Hong Kong, China Investment Agreement: AHKIA) โดยไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานของความตกลงดังกล่าว สามารถนำอาเซียนและฮ่องกงบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมเรื่องการเปิดตลาดการลงทุนได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสองฝ่าย และจะช่วยส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงขยายโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาค โดยอาเซียนและฮ่องกงได้ลงนามพิธีสารดังกล่าวในห้วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ฮ่องกง (AEM-HKC) ครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า พิธีสารฉบับดังกล่าวเป็นการผนวกผลสำเร็จของการจัดทำตารางข้อสงวนการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งมุ่งเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของไทยในสาขาที่ฮ่องกงมีศักยภาพ อาทิ ยานยนต์ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ รวมถึงแผ่นวงจรพิมพ์ เพื่อสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ตลอดจนขยายโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนในฮ่องกงในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เชื่อมโยงกับตลาดจีนภายใต้ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ย้ำว่า ข้อผูกพันเปิดตลาดการลงทุนของไทยภายใต้พิธีสารฉบับนี้ไม่กระทบต่อสิทธิในการกำกับดูแลและการกำหนดนโยบายของรัฐ อีกทั้งไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายในประเทศเพิ่มเติม เนื่องจากข้อผูกพันดังกล่าวเป็นไปตามกรอบกฎหมายและมาตรการที่ใช้บังคับอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยไทยได้พิจารณาอย่างรอบคอบให้สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงสาขาที่ฮ่องกงมีความสนใจและมีศักยภาพในการลงทุน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ความตกลง AHKIA มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2562 และมีผลใช้บังคับครบทุกภาคีเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 โดยครอบคลุมเรื่องการคุ้มครอง การส่งเสริม และการอำนวยความสะดวกการลงทุน ขณะที่ประเด็นการเปิดตลาดการลงทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่คงค้างอยู่ ได้เริ่มเจรจาอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2564 ก่อนที่สองฝ่ายจะสามารถสรุปผลการเจรจา พร้อมดำเนินการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal Scrubbing) และตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) แล้วเสร็จเมื่อเดือนเดือนมีนาคม 2569 โดยความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานด้านการลงทุนระหว่างอาเซียนกับฮ่องกง ส่งเสริมความโปร่งใส และความคาดการณ์ได้ของกฎระเบียบ อันจะช่วยลดอุปสรรคในการลงทุน สร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่ทันสมัยและเอื้อต่อการลงทุน ตลอดจนเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260922319edba25bdbcca79d18a71ae8b993cd143525.jpg' type='image/jpg' length='102158' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10522</link>
<guid isPermaLink="false">068594b1ef879f0c76fb6bd4c2c26c2d</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 14:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/19_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;พาณิชย์ร่วมประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หารือความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอาหาร ย้ำเศรษฐกิจอาเซียนยังขยายตัวดี แม้เผชิญภาวะพลังงานขาดแคลนและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ร่วมลงนามความตกลงด้านการลงทุนกับฮ่องกง พร้อมเดินหน้าผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA มีบทบาทในการขับเคลื่อนและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิกจนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จ ผลักดันยกระดับและเร่งรัดการเจรจาการค้า พร้อมหารือ 14 คู่เจรจาสำคัญและภาคธุรกิจอาเซียน สรุปผลงานสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค เสนอผู้นำอาเซียนในเดือนพฤศจิกายน 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 และการประชุมที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 19&ndash;20 กันยายน 2569 ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า แม้เผชิญมาตรการด้านภาษีและความผันผวนของราคาพลังงาน แต่เศรษฐกิจอาเซียนในปี 2568 ยังขยายตัวร้อยละ 4.9 และคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.5 ในปี 2569 โดยมีการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของตลาดพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและความมั่นคงทางอาหาร จึงจำเป็นต้องเสริมความร่วมมือด้านพลังงานและอาหาร ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ เพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ไทยมองว่าอาเซียนมีศักยภาพเป็นฐานผลิตอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของโลก และมีจุดแข็งจากความหลากหลายของศักยภาพที่แต่ละประเทศมี อาทิ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจและบริการ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงแหล่งพลังงาน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาค และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามวิกฤต อีกทั้งในการหารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) ก็ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารด้วยเช่นกัน โดยเสนอให้มีกลไกเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการผลิต รวมถึงส่งเสริมการลงทุน เพื่อเสริมความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานอาหารในภูมิภาค&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจี กล่าวว่า ในปีนี้อาเซียนมีผลงานสำคัญด้านเศรษฐกิจกว่า 30 เรื่องที่จะช่วยวางรากฐานการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค อาทิ การจัดทำแผนงานร่างกรอบยุทธศาสตร์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้ามายังภูมิภาค การสรุปผลการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจา DEFA ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเจรจาและประสานจุดยืนของประเทศสมาชิก จนสามารถสรุปผลการเจรจาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการเร่งรัดการบังคับใช้พิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Upgraded ATIGA) รวมถึงการเร่งสรุปการเจรจาทบทวนความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน&ndash;อินเดีย และการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน&ndash;แคนาดา เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานของอาเซียนกับ 2 ตลาดคู่ค้าสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเตรียมเสนอผลลัพธ์นี้ต่อผู้นำอาเซียน ในเดือนพฤศจิกายน 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เสริมด้วยว่า ได้ร่วมวางแผนงานของอาเซียนกับ 14 คู่เจรจา ได้แก่ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อาเซียนบวกสาม อาเซียนบวกแปด ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ แคนาดา รัสเซีย สหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยมุ่งเน้นการขยายความร่วมมือในสาขาศักยภาพใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน ในโอกาสนี้ ไทยได้ร่วมลงนามพิธีสารฉบับที่ 1 เพื่อแก้ไขความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน-ฮ่องกง (AHKIA) กับประเทศสมาชิกอาเซียนและฮ่องกง โดยไทยเป็นผู้ประสานงานหลักในการเจรจาจนสำเร็จเมื่อ 20 มีนาคม 2569 ซึ่งพิธีสารฉบับนี้เป็นการต่อยอดความตกลงด้านการลงทุนฉบับเดิม ให้ขยายความครอบคลุมเรื่องการเปิดตลาดการลงทุนระหว่างกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียน โดยไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนที่มีคุณภาพและขยายการลงทุนไปยังฮ่องกงอีกทางหนึ่งด้วย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026092258acd9f9dcb71c42b6a784cc9f301aae140220.jpg' type='image/jpg' length='998293' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย (นายปุนีต อัครวาล)  เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10519</link>
<guid isPermaLink="false">81a16c90c87ea969fb22ae3f57a2a473</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 11:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/174_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการหารือกับ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดียประจำประเทศไทย (นายปุนีต อัครวาล) เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่าไทยกับอินเดียเน้นย้ำความพร้อมที่จะร่วมมือกันในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ในการเป็น &ldquo;หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์&rdquo; พร้อมเดินหน้าความร่วมมือ &ldquo;ร่วมสร้าง - ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)&rdquo; ในสาขาที่ไทยและอินเดียมีศักยภาพ อาทิ สมุนไพรและเภสัชภัณฑ์ IT อาหารแปรรูป อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการต้อนรับ (hospitality) ด้วยการร่วมลงทุน ร่วมผลิต เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain) ไม่ใช่เพียงการส่งออกสินค้าไปยังตลาดทั้งสองฝ่าย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ได้แจ้งกับเอกอัครราชทูตอินเดียว่า เมื่อต้นเดือนนี้ ได้เดินทางไปเยือนอินเดีย และหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย (ฯพณฯ นายปิยุช โกยาล) ถึงการขยายความร่วมมือในรูปแบบ &ldquo;Co-Creation Co-Investment&rdquo; ในสาขาที่อินเดียมีความต้องการหรือมีทรัพยากรและไทยมีศักยภาพและสนใจที่จะลงทุน เพื่อเติมเต็ม (complement) และได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยหลีกเลี่ยงสาขาที่แต่ละฝ่ายมีความอ่อนไหว โดยได้มอบหมายให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มดำเนินการร่วมกันโดยมีกระทรวงพาณิชย์ช่วยสนับสนุน ให้มีความคืบหน้าภายใน 45 วัน เพื่อนำร่องและให้เกิดต้นแบบ ซึ่งล่าสุดมีนักลงทุนไทย 5-6 รายแล้วที่แสดงความสนใจมีความร่วมมือกับอินเดียภายใต้แนวคิดดังกล่าว และเอกอัครราชทูตอินเดียยังแจ้งว่า บริษัทอินเดียอยู่ระหว่างเตรียมการลงทุน Data Center ในไทย โดยหลายบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) กับบริษัทไทยแล้ว และยังได้ชักชวนให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียด้วย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะใช้เวที JTC เป็นกลไกในการติดตามการดำเนินความร่วมมือ ตลอดจนหารือเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน โดยเอกอัครราชทูตอินเดียแจ้งว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดียเสนอให้ที่ประชุม JTC จัดทำแผนปฏิบัติการ (Plan of Action) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือดังกล่าวต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านความร่วมมือภาคบริการ ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างดำเนินการเชื่อมโยงระบบชำระเงิน UPI ของอินเดียกับระบบ Promptpay ของไทย และได้หารือถึงความเป็นไปได้ในการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท-รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนทางการค้า นอกจากนี้ ในส่วนของการฝึกอบรม/การศึกษา อินเดียต้องการร่วมมือกับไทยในอุตสาหกรรม Hospitality ซึ่งไทยมีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญ ตนจึงได้แจ้งว่าไทยพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมด้าน Hospitality และการฝึกอบรมในระดับอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะและบุคลากรในภาคบริการ และในช่วงหลังของการหารือ เอกอัครราชทูตอินเดียขอให้ไทยสนับสนุนบุคลากรวิชาชีพของอินเดีย ได้แก่ นักบัญชี ผู้ตรวจสอบบัญชี และภาค IT เพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ โดยในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับอินเดีย มีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.07 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปอินเดีย มูลค่า 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากอินเดีย มูลค่า 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี และเงินแท่งและทองคำ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026092245eb9af65ac1204238efbdebb4890635114049.jpg' type='image/jpg' length='860179' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10518</link>
<guid isPermaLink="false">fb8ab978b3f116add11f056b3b2ce46a</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 11:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/181_1_.jpg" style="width: 500px; height: 357px;" /></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี ร่วมตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 47 รูป ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรีและหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อถวายเป็นพระกุศล</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260922a428db8e132caeda9f79654d5101c42d112956.jpg' type='image/jpg' length='780138' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นาง Kelly Coldiron รองผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านเอเชีย และรักษาการผู้อำนวยการบริหารโครงการ SelectUSA เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10517</link>
<guid isPermaLink="false">6bf331328d0e22aebf1e50869a9d38f7</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 11:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/162_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับคณะผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐอเมริกา นำโดยนาง Kelly Coldiron รองผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านเอเชีย และรักษาการผู้อำนวยการบริหารโครงการ SelectUSA (Deputy Assistant Secretary for Asia and Acting Executive Director Of SelectUSA, U.S. Department Of Commerce) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมี นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือคือการสร้างมิติใหม่ของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี โดยไทยได้ขอให้สหรัฐฯใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมห่วงโซ่อุปทานที่ไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพที่จะรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐอเมริกา ในทิศทางที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของสองประเทศ และการเปิดช่องทางให้เอกชนไทยในระดับ SME ได้มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี่ของสหรัฐเพื่อพัฒนาการผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังการหารือ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อเป็นเกียรติแก่คณะผู้แทนจากสหรัฐฯ โดยมีผู้บริหารจากภาคเอกชนไทยที่มีการดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯ เข้าร่วมเพื่อเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสใหม่ๆด้านธุรกิจ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202609223f2fdd7fe01d0d50fd21193d7d3b4250111853.jpg' type='image/jpg' length='902778' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10516</link>
<guid isPermaLink="false">26943df80d409f11919b03ee9bb6344e</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/171_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;FTA Fast Track เปิดมุมมอง สร้างโอกาส ต่อยอดธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก&rdquo; โดยมี นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ &nbsp;ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า SMEs เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยในจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยเกือบ 1 ล้านราย มากกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สร้างรายได้ให้ประเทศในสัดส่วนประมาณ 34&ndash;35% ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกของไทยมีประมาณ 30,000 ราย และกว่า 22,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก หรือประมาณ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างรายได้จากการส่งออกในสัดส่วนประมาณ 14% สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพของ SMEs ให้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สิ่งที่เราต้องการผลักดันคือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเกิดได้ง่าย และโตได้เร็ว ไม่ใช่เกิดแล้วต้องหายไปหรือเติบโตได้ยาก กระทรวงพาณิชย์และ สสว. จึงต้องร่วมกันเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ให้สามารถแข่งขันได้ในโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น พร้อมทำให้กฎระเบียบและการเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ง่ายขึ้น และเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้มากขึ้น&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับโครงการ &ldquo;Boost up SMEs สู่ตลาด FTA&rdquo; เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมในเบื้องต้นประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจ จำนวน 64 ราย ซึ่งสามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 170 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;แม้วันนี้จะเป็นผู้ประกอบการเพียง 64 ราย แต่หากเราไม่เริ่มจากจุดนี้ เราจะก้าวต่อไปได้อย่างไร ทุกความสำเร็จต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน ขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ประกอบการทั้ง 64 รายที่ผ่านกระบวนการอย่างเข้มข้น และสามารถสร้างธุรกิจได้จริง&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ นางศุภจี ได้ฝาก 3 มุมมองสำคัญให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด ได้แก่ 1. เปิดมุมมองให้กว้างกว่าตลาดเดิม โดยตลาดโลกยังมีโอกาสอีกมาก ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในมิติของประเทศและการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด 2. ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพราะ FTA เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตลาดและการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้ และ 3. ไม่หยุดเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องต่อยอดและเติบโตในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โลกยังเปลี่ยนต่อไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งความซับซ้อนและวิกฤตต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดอยู่แค่อินเดีย นอร์เวย์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะโลกยังกว้างอีกมาก และกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำ FTA และเปิดตลาดให้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็ต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะสูตรที่เคยสำเร็จในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจี ได้ขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ทำหน้าที่เป็น Role Model และแรงบันดาลใจให้กับ SMEs ไทย ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นว่า หากมีการพัฒนาศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม SMEs ไทยก็สามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกและประสบความสำเร็จได้ กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็น &ldquo;ลมใต้ปีก&rdquo; สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ในด้านแหล่งเงินทุน และการพัฒนาศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศได้นำคณะผู้ประกอบการ SMEs ไทยเดินทางไปเปิดตลาด เจรจาจับคู่ธุรกิจ และสำรวจตลาดใน 3 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท แบ่งเป็น อินเดีย 91,839,900 บาท นอร์เวย์ 386,986,752 บาท และสวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป/เกษตรนวัตกรรม อาทิ ข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้งพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรั่ม และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รวมถึงกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/ไฟ LED<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดและศึกษาดูงานกับผู้ประกอบการชั้นนำในแต่ละประเทศ อาทิ ศูนย์ค้าส่ง LOTS Wholesale Solutions และเครือข่ายค้าปลีก US Dollar Store ในอินเดีย ผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ Asian Food ในนอร์เวย์ รวมถึงการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางอารดา กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศจะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่ ขยายตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสทางการค้า และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดโลก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260922a80d85b331564fc37566608d685ac1ec110800.jpg' type='image/jpg' length='790605' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Vietnamese Week in Thailand 2026” ภายใต้แนวคิด “DISCOVER THE CHARM OF VIETNAM”เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10515</link>
<guid isPermaLink="false">426c4927555c332e99783bfa4c03a9bf</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 10:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/17_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Vietnamese Week in Thailand 2026&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;DISCOVER THE CHARM OF VIETNAM&rdquo; โดยมี นายฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย และ นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล พร้อมด้วยผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17&ndash;20 กันยายน 2569 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;เวียดนาม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 และร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กรอบ หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership) ปี 2569&ndash;2574 พร้อมผลักดันเป้าหมายการค้าระหว่างสองประเทศให้แตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.กิริฎา กล่าวว่า ไทยและเวียดนามมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและมีความร่วมมือครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความสัมพันธ์ระดับประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่ทั้งสองประเทศมีการแลกเปลี่ยนและพัฒนาสินค้าและบริการร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ทั้งนี้ ไทยและเวียดนามได้กำหนดทิศทางความร่วมมือภายใต้กรอบ Comprehensive Strategic Partnership โดยมุ่งผลักดันยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยง 3 ด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ภาคเอกชนถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม โดยเฉพาะกลุ่มเซ็นทรัล ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทไทยรายใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในเวียดนาม และมีบทบาทในการเชื่อมโยงสินค้า บริการ และผู้บริโภคของทั้งสองประเทศ งาน Vietnamese Week in Thailand 2026 จึงเป็นตัวอย่างของการ Co-Creation ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่นำความโดดเด่นของสินค้าและวัฒนธรรมเวียดนามมาสร้างโอกาสทางการค้าในประเทศไทย และจะช่วยต่อยอดไปสู่ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคต&rdquo; ดร.กิริฎา กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการค้าระหว่างไทยและเวียดนามมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มีมูลค่า 23,629.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 13.07% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่เวียดนามเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 6 ของไทยในตลาดโลก สินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปเวียดนาม ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก ตลอดจนทองแดงและของทำด้วยทองแดง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน การลงทุนของภาคเอกชนไทยในเวียดนามครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม ปศุสัตว์ บรรจุภัณฑ์ พลังงานทางเลือก และธุรกิจค้าปลีก โดยกลุ่มเซ็นทรัลเป็นหนึ่งในนักลงทุนไทยรายสำคัญในเวียดนาม สะท้อนถึงศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้บรรลุเป้าหมายมูลค่าการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน Vietnamese Week in Thailand 2026 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 61 บริษัท 61 คูหา นำสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเวียดนามมาจัดแสดงและจำหน่าย ครอบคลุมสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าสุขภาพและความงาม สินค้าสำหรับเด็ก และของใช้ภายในบ้าน บนพื้นที่จัดแสดงรวม 520 ตารางเมตร เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคไทยได้สัมผัสสินค้าและเสน่ห์ของเวียดนาม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศได้เชื่อมโยงทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงฮานอย และนครโฮจิมินห์ ได้เดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามอย่างต่อเนื่อง และได้รับความสนใจจากนักธุรกิจของทั้งสองประเทศเป็นอย่างดี โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในเวียดนาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เชื่อมั่นว่าไทยและเวียดนามยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้อีกมาก การผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน &nbsp;จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศ และช่วยให้เป้าหมายการค้าร่วมกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเกิดขึ้นได้โดยเร็ว&rdquo; ดร.กิริฎา กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202609223a34051cce36bec4b52e5a9d88096b7b104927.jpg' type='image/jpg' length='119122' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงานแสดงมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ กระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10514</link>
<guid isPermaLink="false">7ff43d990b6f1e36a377e620208515ee</guid>
<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/16_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 405px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงานแสดงมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ กระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ร่วมแสดงความขอบคุณและมุทิตาจิตแก่ผู้เกษียณอายุราชการ ซึ่งจะครบกำหนดเกษียณในวันที่ 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้จำนวนผู้เกษียณอายุราชการของกระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 102 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่มีความหมายอย่างมากสำหรับผู้เกษียณอายุราชการ เพราะเป็นวันที่มีทั้งความยินดีและความเสียดายอยู่ในความรู้สึกเดียวกัน ยินดีกับพี่ ๆ ผู้บริหารและข้าราชการทุกท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเต็มเส้นทาง และกำลังจะออกไปดำเนินชีวิตในบทบาทใหม่ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเสียดายและคิดถึง เพราะทุกท่านได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และเวลาตลอดเส้นทางการทำงานให้กับกระทรวงพาณิชย์ แต่ท้ายที่สุดวันแห่งการเกษียณก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับและก้าวต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ในช่วงเวลาต่อจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังต้องเผชิญกับความท้าทายและวิกฤตที่มีความซับซ้อนอีกมาก ซึ่งจะทำให้ภารกิจของกระทรวงพาณิชย์มีความหนักและท้าทายมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งสำคัญคือกระทรวงมีผู้บริหารและบุคลากรรุ่นพี่เป็นแบบอย่าง ทั้งในด้านความทุ่มเท การสร้างผลงาน และการสร้างชื่อเสียงให้กับกระทรวงพาณิชย์ จนได้รับความชื่นชมในหลายด้าน และสิ่งเหล่านี้จะเป็นต้นแบบให้บุคลากรรุ่นต่อไปนำไปสานต่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยภายในงาน นางศุภจี กล่าวถึงผู้บริหารที่กำลังเกษียณอายุราชการ โดยชื่นชม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ทุ่มเททำงานและคำนึงถึงประโยชน์ของกระทรวงเป็นหลัก นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดูแลงานด้านต่างประเทศและได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิด โดยเป็นภารกิจที่มีความท้าทาย และได้ช่วยผลักดันงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ รวมถึง นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ทุ่มเททำงาน เดินทางปฏิบัติภารกิจในหลายพื้นที่ และขับเคลื่อนเป้าหมายด้านการส่งออกอย่างเต็มที่ เป็นแบบอย่างให้เห็นว่าทุกเวลานาทีมีคุณค่า&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และฝากข้อคิดให้กับข้าราชการทุกท่านที่กำลังจะเกษียณใน 3 เรื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เรื่องแรก ขอให้เป็น &ldquo;นักสำรวจ&rdquo; โดยการเกษียณอายุราชการไม่ใช่การหยุดเดินของชีวิต แม้จะสิ้นสุดการทำงานในฐานะข้าราชการประจำของกระทรวงพาณิชย์ แต่ชีวิตยังมีเส้นทางอีกยาวไกล จึงอยากให้ทุกท่านไม่หยุดค้นหาและสำรวจบทบาทใหม่ ๆ ของชีวิต กำหนดเส้นทางที่ต้องการเดินต่อไป และสร้างประโยชน์ให้กับตนเอง ครอบครัว และผู้อื่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เรื่องที่สอง ขอให้เป็น &ldquo;นักเดินทาง&rdquo; เพราะการเดินทางระยะยาวจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรควรวางและอะไรควรเก็บติดตัวไป สิ่งที่ผ่านมาในการทำงานย่อมมีทั้งอุปสรรค ความท้าทาย และเรื่องที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง สิ่งเหล่านั้นสามารถทิ้งไว้เบื้องหลัง ขณะที่ความรู้สึกที่ดี ความประทับใจ ผลงานที่สร้างประโยชน์ ความภาคภูมิใจ คุณค่า ความทรงจำ และมิตรภาพ ควรเก็บเกี่ยวและนำติดตัวไปสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเรื่องสุดท้าย ขอให้เป็น &ldquo;นักกายกรรม&rdquo; เพราะการเดินไปข้างหน้าของชีวิตจำเป็นต้องรักษาความสมดุลในหลายด้าน ทั้งสุขภาพ ครอบครัว และความสุขของตนเอง พร้อมเลือกทำสิ่งที่อยากทำ และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ ที่อยู่รอบตัวในแต่ละวัน เพราะความสุขอยู่รอบตัวเรา อยู่ที่เราจะหยิบฉวยความสุขเหล่านั้นขึ้นมาหรือไม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวในช่วงท้ายว่า ขอขอบคุณผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านสำหรับทุกช่วงเวลาที่มอบให้แก่กระทรวงพาณิชย์ รวมถึงความทุ่มเท ความเสียสละ และคุณค่าที่ทุกท่านได้ร่วมกันสร้างไว้ พร้อมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดลบันดาลให้ผู้เกษียณอายุราชการทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขกับทุกช่วงเวลาของชีวิตหลังเกษียณ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอให้ท่านทั้งหลายภาคภูมิใจในสิ่งที่ได้ทำมา ก้าวต่อไปด้วยความสุขและความทรงจำที่ดี จากพวกเรากระทรวงพาณิชย์ทุกคน&rdquo; นางศุภจีกล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260922d9e76ee47ed3f8a0920bd13e13d49516103527.jpg' type='image/jpg' length='65628' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow หัวข้อ “Thailand Today: Building a Runway Towards the Future” เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10491</link>
<guid isPermaLink="false">0b875880616e6ffc595789b31af3d2c2</guid>
<pubDate>Wed, 16 Sep 2026 17:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/16_1_.jpg" style="width: 500px; height: 351px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน KBTG Techtopia: Human of Tomorrow หัวข้อ &ldquo;Thailand Today: Building a Runway Towards the Future&rdquo; ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยชี้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ โครงสร้างการค้า สิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากร และเทคโนโลยี ประเทศไทยจึงต้องปรับตัวจากวิธีคิดและการดำเนินงานแบบเดิม พร้อมสร้าง &ldquo;Runway&rdquo; ให้คนและธุรกิจไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลง สร้างมูลค่า และแข่งขันได้ในโลกอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน โดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กำลังนำไปสู่ความแตกต่างและการแบ่งขั้วมากขึ้น หรือ Decoupling ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับจุดยืนและรูปแบบการดำเนินงานให้เหมาะสมกับโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังมีการกระจุกตัว โดยเฉพาะด้านการส่งออก แม้การส่งออกของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 11.1 ล้านล้านบาท และยังเติบโตได้ดี แต่ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลาง หรือ SMEs ยังสร้างรายได้จากการส่งออกในสัดส่วนไม่มาก ขณะที่ตลาดส่งออกยังพึ่งพาสหรัฐอเมริกาและจีนรวมกันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออก จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายตลาดและกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม หรือ Decarbonization ซึ่งส่งผลต่อกติกาการค้าและการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหา Demographic จากจำนวนประชากรที่ลดลงและการเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อกำลังแรงงาน การบริโภคภายในประเทศ และความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศ ขณะที่เทคโนโลยี โดยเฉพาะ Digital และ AI กำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน ทำให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกันอาจมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ตามความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เทคโนโลยีจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจที่สามารถนำ Digital และ AI มาประยุกต์ใช้จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความแตกต่าง และสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ขณะที่ธุรกิจที่ปรับตัวไม่ทันอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้น ประเทศไทยต้องก้าวจาก Digital Adoption ไปสู่ Digital Transformation อย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สร้าง Runway ด้วย &ldquo;คน&ndash;โครงสร้างพื้นฐาน&ndash;กติกา&ndash;พลังงาน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า การสร้าง Runway สำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ต้องดำเนินการหลายด้านไปพร้อมกัน โดย คน ต้องมีทักษะและความเข้าใจ สามารถนำ Digital และ AI มาเพิ่มศักยภาพของตนเอง ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐาน ต้องเอื้อต่อการใช้เทคโนโลยีและ AI ทั้งด้าน Digital Infrastructure และ Data Center ส่วน กติกา ต้องสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัย โดยเฉพาะ Cybersecurity, Governance และการรับมือกับ Disinformation และ Misinformation ขณะที่ พลังงาน ต้องมีความเพียงพอ เหมาะสม และสะอาด เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศไทย นางศุภจีกล่าวว่า ข้อมูล IMD World Digital Competitiveness ระบุว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 29 จาก 69 เขตเศรษฐกิจในด้าน Technology อันดับที่ 37 ด้าน Knowledge และอันดับที่ 45 ด้าน Future Readiness ซึ่งสะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสของไทยในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาคนและทักษะให้สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความสามารถในการแข่งขัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ข้อมูลของ ETDA สะท้อนว่า SMEs ไทยยังอยู่ในกลุ่ม Digital Follower ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถนำ Digital มาใช้ได้มากขึ้น แต่ยังมีโจทย์ในการเชื่อมโยงทั้งระบบ Ecosystem ดังนั้น สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำ คือ การก้าวข้ามจาก Digital Adoption ไปสู่ Digital Transformation ทั้งด้าน People Transformation และ Process Transformation รวมถึงการนำเทคโนโลยีไปสร้าง Business Model ใหม่ ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาครัฐต้อง Transform จาก Regulator สู่ Ecosystem Builder<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เมื่อภาคธุรกิจต้อง Transform ภาครัฐเองก็ต้อง Transform เช่นกัน ทั้งวิธีการทำงาน การให้บริการ และบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยต้องขยับจาก Regulator ไปสู่ Ecosystem Builder และนำ Digital มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการใน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. Digital Government นำข้อมูลมาเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานเพื่อให้การทำงานและการตัดสินใจของภาครัฐแม่นยำและรวดเร็วขึ้น อาทิ การใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลจาก 23 หน่วยงานเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงกรณี Nominee ซึ่งช่วยลดการจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงดังกล่าวลงได้มากถึง 81% ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. สร้าง Capability ให้ผู้ประกอบการ ผ่าน DBD Academy โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มต่าง ๆ มาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งด้านบัญชี สินค้าคงคลัง การตั้งราคา และการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขัน&nbsp;และ </strong></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. สร้าง Future Ecosystem เชื่อมโยงผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็กตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ และลดภาระของผู้ประกอบการ โดยใช้ Digital Capability และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเข้ามาช่วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สร้าง Runway ทั้งขาเข้า&ndash;ขาออก เชื่อมไทยสู่โอกาสใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การสร้าง Runway ของประเทศไทยต้องดำเนินการทั้ง Inbound และ Outbound โดยด้าน Inbound ต้องปรับมุมมองจาก Tourism Economy สู่ Visitor Economy ไม่มองผู้ที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นเพียงนักท่องเที่ยว แต่ต้องเข้าใจวัตถุประสงค์ของผู้มาเยือนแต่ละกลุ่ม ทั้งการรักษาพยาบาล การศึกษา การทำงาน การพำนักระยะยาว หรือการท่องเที่ยว และออกแบบระบบบริการให้ตอบโจทย์ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและทำให้ผู้มาเยือนใช้เวลาและใช้จ่ายในประเทศไทยมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ไทยควรมุ่งสู่การเป็น Tech Talent Destination ดึงดูดผู้ที่มีความรู้และทักษะด้าน Digital Technology เข้ามาอยู่และทำงานในประเทศไทย เพื่อเสริมกำลังคนและองค์ความรู้ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศทั้งด้านสุขภาพ Wellness อาหาร การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนด้าน Outbound ไทยใช้บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อน ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน โดยการเจรจาได้ข้อสรุปแล้ว และจะช่วยสร้างกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ทั้งด้านการชำระเงิน การเชื่อมโยงระบบดิจิทัล และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ประเทศไทยมีประชากร 60 กว่าล้านคน แต่หากเราสามารถเชื่อมอาเซียนเข้าด้วยกันได้ จะทำให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดที่มีประชากรมากกว่า 600 ล้านคน โดยใช้ Digital Framework เป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อกัน&rdquo; รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างอนาคตของประเทศไทยไม่สามารถทำได้โดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยอย่างน้อยต้องขับเคลื่อนไปพร้อมกัน 3 องค์ประกอบ คือ เศรษฐกิจต้องขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ธุรกิจต้องสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกด้วยความเป็นธรรม และคนไทยต้องมีทักษะที่พร้อมสำหรับอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โลกกำลังเปลี่ยน และเราก็จะต้องเลือกที่จะมาปรับปรุงตัวเราให้เปลี่ยนไปให้ทันโลก เพราะอนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราควรจะรอคอยเท่านั้น แต่อนาคตเป็นสิ่งที่เราต้องลงมือสร้างด้วยกันตั้งแต่วันนี้&rdquo; นางศุภจีกล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260916d9e76ee47ed3f8a0920bd13e13d49516171045.jpg' type='image/jpg' length='279154' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที India–Thailand Regional Co-creation Partnership หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10474</link>
<guid isPermaLink="false">7ee256b9c63cec33502a8efd7163eecc</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 14:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/92_1_.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 9 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเวที India&ndash;Thailand Regional Co-creation Partnership ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี หารือร่วมกับภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินเดีย และพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชนอินเดีย เพื่อรับฟังข้อเสนอและอุปสรรค พร้อมหาแนวทางต่อยอดความร่วมมือทางการค้า การลงทุน และบริการ จากความสัมพันธ์แบบ &ldquo;คู่ค้า&rdquo; สู่ &ldquo;Co-creation&rdquo; หรือการร่วมสร้าง โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนภาครัฐ และภาคเอกชนไทย&ndash;อินเดียเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยและอินเดียจำเป็นต้องมองความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในมิติใหม่ โดยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงและสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน โดยเฉพาะการทำให้ไทยและอินเดียเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ของกันและกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การค้าระหว่างไทยกับอินเดียในปัจจุบันยังไม่สมดุล โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุล ดังนั้น หากต้องการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว ทั้งสองประเทศต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันและมีความสมดุลมากขึ้น&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า แนวทางสำคัญของบทใหม่ความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินเดีย คือ Co-creation ซึ่งไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไทยไปขายในอินเดีย หรือให้อินเดียเข้ามาลงทุนในไทย แต่เป็นการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาเติมเต็มกัน ร่วมกันพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ ก่อนขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราไม่ได้ต้องการเพียงขายสินค้าให้กับอินเดีย หรือให้อินเดียขายสินค้าให้กับไทย แต่ต้องการ ขายร่วมกับอินเดียไปสู่ตลาดโลก โดยใช้จุดแข็งของแต่ละประเทศมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสาขาที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นความร่วมมือแบบ Co-creation ได้แก่ อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical อาหารและความมั่นคงทางอาหาร เภสัชภัณฑ์ โลจิสติกส์และ Cold Chain พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อุตสาหกรรมอวกาศ และบริการ โดยมีการหารือถึงการนำวัตถุดิบ เทคโนโลยี องค์ความรู้ และมาตรฐานของทั้งสองประเทศมาพัฒนาร่วมกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีโอกาสด้านบริการและระบบชำระเงิน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบ UPI ของอินเดียกับระบบการชำระเงินของไทย รวมถึงการส่งเสริมการใช้สกุลเงินท้องถิ่น บาท&ndash;รูปี เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมอวกาศมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานของอินเดีย เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและขยายตลาดร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า หัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;อินเดียในระยะต่อไป คือ Trusted Relationship และ Mutual Benefit โดยต้องมองหาสาขาที่สามารถทำงานร่วมกันได้ แม้แต่ละประเทศจะมีประเด็นที่มีความอ่อนไหวแตกต่างกัน แต่ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่สามารถใช้จุดแข็งมาเป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกันได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทยและกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมของอินเดีย จะร่วมกันกำหนด สาขาความร่วมมือสำคัญภายใน 45 วัน โดยพิจารณาจากข้อเสนอของภาคเอกชนและศักยภาพของทั้งสองประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และหากสามารถกำหนดสาขาที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้ ก็มีโอกาสต่อยอดไปสู่การหารือ ความตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (Bilateral FTA) ระหว่างไทยกับอินเดียต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านภาคเอกชนไทยได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และข้อเสนอจากการดำเนินธุรกิจในอินเดีย โดยสะท้อนโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือกับพันธมิตรอินเดียในหลายสาขา อาทิ พลังงานสีเขียว วัสดุก่อสร้างสีเขียว อาหารแห่งอนาคตและ Nutraceutical โลจิสติกส์และ Cold Chain ตลอดจนอุตสาหกรรมอวกาศ พร้อมเสนอแนวทางการพัฒนาธุรกิจร่วมกัน เพื่อใช้ศักยภาพของไทยและอินเดียเป็นฐานในการสร้างสินค้า บริการ และเทคโนโลยีสำหรับขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;Global Supply Chain และ Co-creation จะเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์บทต่อไป เราต้องใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาเติมเต็มกัน และสร้างตลาดร่วมกัน ไม่ใช่เพียงต่างฝ่ายต่างมองหาตลาดของอีกฝ่าย&rdquo;นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยภาคเอกชนให้ข้อเสนอแนะหลายด้าน อาทิ การใช้ธุรกิจการค้าของไทยในอินเดียเป็นช่องทางโชว์เคสและเชื่อมโยงสู่ตลาดออนไลน์ การใช้องค์กรชาวไทยเชื้อสายอินเดีย (Diaspora) เพื่อเข้าถึงและขยายการลงทุนระหว่างกัน รวมทั้งการแลกเปลี่ยนกันส่งเสริมสตาร์ทอัพ เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในการยกระดับสนับสนุนอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตรจะร่วมกันขับเคลื่อนและติดตามให้เกิดความคืบหน้าต่อไป&nbsp;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202609110af0a5241ea434f78ca899addfcc59ad143653.jpg' type='image/jpg' length='1123706' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร. ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วในปีนี้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ณ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10473</link>
<guid isPermaLink="false">bcbb194429e6e9bdf4c09ee27ef65ea5</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 14:20:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/10_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ และองค์กรพันธมิตรระหว่างประเทศ เดินหน้าทำลายของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว กว่า 2 ล้านชิ้น มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท มุ่งสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าไทย พร้อมปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าปลอมที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร. ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี ณ หน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร. ปิยนุช เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ เพื่อเดินหน้าปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งพิธีทำลายของกลางฯ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการบังคับใช้กฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใสภายใต้พันธกรณีในกรอบองค์การการค้าโลก (WTO) โดยของกลางในคดีที่ถึงที่สุดแล้วจะถูกนำไปทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าละเมิดฯ หมุนเวียนกลับสู่ตลาด อีกทั้งยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประเทศคู่ค้า นักลงทุน และภาคธุรกิจ ว่าประเทศไทยมีกลไกในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่มีประสิทธิภาพเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วในปีนี้ มีจำนวนของกลางที่นำมาทำลายรวม 2,085,705 ชิ้น (เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.45 เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีจำนวนของกลางฯ 1,528,524 ชิ้น) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 2,145,916,400 บาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 138.19 เมื่อเทียบกับปี 2568 ที่มีมูลค่าความเสียหาย 900,912,800 บาท) ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในการจับกุมและตรวจยึดสินค้าละเมิดฯ จากช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เครื่องแต่งกาย นาฬิกา กระเป๋า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ ยา เครื่องสำอาง อาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน โดยของกลางเหล่านี้จะถูกนำไปทำลาย ณ โรงงานที่มีระบบมาตรฐานจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001:2015 ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้กระบวนการทำลายเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร. ปิยนุช กล่าวย้ำว่า การยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดรับกับมาตรฐานสากล จำเป็นต้องเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง ควบคู่กับการทำงานเชิงรุกร่วมกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งในรายงานการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ ประจำปี 2569 ไทยยังคงอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (Watch List: WL) อย่างไรก็ดี รายงานดังกล่าวได้สะท้อนถึงพัฒนาการที่เข้มแข็งของไทยในการยกระดับการปราบปรามสินค้าละเมิดฯ รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมบรรยากาศการค้าที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตาม IP Work Plan ซึ่งเป็นแผนงานที่จัดทำร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) โดยมีเป้าหมายที่จะยกระดับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ที่มีการละเมิดสูง เพื่อลดการจำหน่ายสินค้าละเมิด คุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใสและดึงดูดการค้าการลงทุนเข้าสู่ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ตลอดจนภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ที่ร่วมบูรณาการข้อมูล การข่าว การสืบสวนสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างใกล้ชิดจนนำไปสู่การจับกุมและตรวจยึดสินค้าละเมิดฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยตัดวงจรการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ภาคประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างยั่งยืน โดยการ &ldquo;ไม่ซื้อไม่ขาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทุกรูปแบบ&rdquo; หากท่านใดพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสมาที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260911b7cb3d7e2f2ef4b2a2801562ba6d2c70142233.jpg' type='image/jpg' length='287557' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ โรงแรม The Claridges New Delhi  กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10472</link>
<guid isPermaLink="false">d40c99242b24b771d9ae11b34804808c</guid>
<pubDate>Fri, 11 Sep 2026 13:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/91_1_.jpg" style="width: 500px; height: 363px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ได้เข้าพบหารือกับนายปิยุช โกยาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ณ กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กรุงนิวเดลี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับอินเดีย โดยย้ำว่า ไทยและอินเดียเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน และพร้อมยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น &ldquo;พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจได้&rdquo; (Trusted Strategic Partnership) โดยมุ่งเปลี่ยนจากการเป็นเพียง &ldquo;คู่ค้า&rdquo; ไปสู่การเป็นพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างสินค้า ธุรกิจ และตลาดใหม่ รวมถึงขยายโอกาสไปสู่ตลาดประเทศที่สามและตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่สามารถนำมาเชื่อมต่อและสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกันได้ โดยอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีบุคลากรทักษะสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ไทยมีความพร้อมด้านการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คุณภาพและมาตรฐานสินค้า ความคล่องตัว ตลอดจนเป็นฐานเชื่อมโยงสำคัญสู่อาเซียน ดังนั้น ไทยจึงเสนอแนวทาง &ldquo;ร่วมสร้าง-ร่วมลงทุน (Co-Creation Co-Investment)&rdquo; เพื่อเชื่อมโยงจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และสร้างความร่วมมือที่สามารถต่อยอดเข้าสู่ Global Supply Chain ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เบื้องต้นเสนอ 5 สาขานำร่อง ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และอุตสาหกรรมบริการ (Hospitality) โดยเป็นการจับคู่ศักยภาพของทั้งสองประเทศ เช่น อินเดียมีวัตถุดิบอัญมณีและตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่ไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและเจียระไน หรือความร่วมมือด้าน Hospitality ที่อินเดียมีประชากรวัยหนุ่มสาวและกำลังขยายตัวด้านการท่องเที่ยวและบริการ ขณะที่ไทยมีองค์ความรู้และหลักสูตรด้านการโรงแรมและบริการที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สิ่งที่เราต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการค้าระหว่างกัน แต่คือการนำจุดแข็งของไทยและอินเดียมาร่วมกันสร้างสินค้า บริการ เทคโนโลยี และธุรกิจใหม่ เชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และขยายไปยังตลาดประเทศที่สาม ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยและอินเดียเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การเดินทางเยือนอินเดียครั้งนี้ ยังได้นำนักธุรกิจไทยที่สนใจลงทุนและขยายธุรกิจในอินเดียร่วมคณะ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนโอกาสทางธุรกิจ โดยภายหลังการหารือกับรัฐมนตรีพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย ทั้งสองฝ่ายได้พบปะกับคณะผู้แทนไทยและภาคเอกชน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและต่อยอดโอกาสด้านการค้า การลงทุน และนวัตกรรม โดยมีผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานไทยเข้าร่วม อาทิ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ดร.ณัฐพนธ์ จาวลา กรรมการบริหาร หอการค้าอินเดีย-ไทย และ ดร.เอกอนงค์ จางบัว ผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองนวัตกรรมอาหาร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะเดินหน้ากลไกความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน โดยไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุม คณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย&ndash;อินเดีย ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อหารือและติดตามความคืบหน้าความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึงแนวทางการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน และสนับสนุนการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งสองฝ่ายยังเห็นตรงกันที่จะเร่งรัดการเชื่อมโยงระบบชำระเงินรายย่อยออนไลน์ด้วย QR Code (Cross-Border QR Payment) ระหว่างระบบ Unified Payments Interface (UPI) ของอินเดียกับระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของไทย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกด้านการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว รวมถึงการทำธุรกรรมของภาคธุรกิจและผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ อินเดียเป็นคู่ค้าอันดับ 7 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ สำหรับช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค. 2569) การค้าระหว่างไทยกับอินเดียมีมูลค่า 13,974.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 8.07 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยไทยส่งออกไปอินเดีย 10,270.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากอินเดีย 3,704.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202609119c7803184d4a10c18130acec3e409b6d135905.jpg' type='image/jpg' length='629851' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยม “Erawaan” ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว (Thai SELECT 1-Star Restaurant) เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ โรงแรม The Claridges New Delhi  กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10469</link>
<guid isPermaLink="false">990776340968d70734722aa064ce4032</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 10:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/9_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 368px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดต่างประเทศ วันที่ 9 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นำคณะเยือน &ldquo;Erawaan&rdquo; ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว (Thai SELECT 1-Star Restaurant) ณ โรงแรม The Claridges New Delhi กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินธุรกิจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและแนวทางการส่งเสริมอาหารไทยในตลาดอินเดีย พร้อมชื่นชมบทบาทของร้านอาหารไทยในการเผยแพร่รสชาติ เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมไทยสู่ผู้บริโภคชาวอินเดียและชาวต่างชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยมี นายชุตินทร คงศักดิ์ ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นางสาวชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนางสาวสุจิรา ปานจนะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลี ร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ร้าน Erawaan นำเสนออาหารไทยในรูปแบบ Fine Dining ภายใต้แนวคิด Modern Thai Cuisine ผสมผสานรสชาติและเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอาหารไทยเข้ากับการจัดจานและการนำเสนอที่ร่วมสมัย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบ รสชาติ และประสบการณ์ของผู้บริโภค ขณะที่การตกแต่งร้านนำงานศิลปะไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องรามายณะและลวดลายมณฑล (Mandala) มาถ่ายทอดผ่านบรรยากาศภายในร้าน สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยได้อย่างโดดเด่น โดยร้านรองรับทั้งการรับประทานอาหารแบบครอบครัว การประชุมทางธุรกิจ และ Private Dining กลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้บริโภคระดับกลางถึงบน นักธุรกิจ และชาวต่างชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่ง Erawaan ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยในต่างประเทศที่ผ่านเกณฑ์ของโครงการ โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดรสชาติอาหารไทย คุณภาพวัตถุดิบ ตลอดจนมาตรฐานการบริการและประสบการณ์ของผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคชาวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสอาหารไทยในต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันเมนูอาหารของ Erawaan อยู่ภายใต้การดูแลของ Thai Master Chef ธราทิพย์ หนูเรียงสาย (Tarathip Nooriengsai) ซึ่งมีประสบการณ์ด้านอาหารกับ The Claridges มาเป็นเวลาประมาณ 21 ปี โดยร้านนำเสนอทั้งอาหารไทยดั้งเดิมและเมนูที่ประยุกต์การนำเสนอให้มีความร่วมสมัย อาทิ ต้มยำ ต้มข่า แกงแดง และผัดไทย ขณะที่เมนูที่คณะได้ลิ้มลอง ได้แก่ ช่อม่วง ต้มยำกุ้งน้ำใส ยำถั่วพูไก่ฉีก ส้มตำไทยซอสน้ำผึ้ง เต้าหู้กรอบผัดเม็ดมะม่วง ปูนิ่มทอดกระเทียมซอสน้ำพริกเผา ขนมจีนน้ำยาปู แกงเขียวหวานผักเต้าหู้อ่อน ผัดฉ่าทะเล ผัดพริกแกง ผัดผักรวมใส่เห็ด ผัดไทยไก่ ข้าวหอมมะลิ และทับทิมกรอบช็อกโกแลตถั่วตัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ Erawaan ยังมีบทบาทในการเชื่อมโยงอาหารไทยกับการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยในตลาดอินเดีย โดยมีการจัดกิจกรรมและนำเสนอเมนูพิเศษในโอกาสสำคัญของไทย อาทิ เทศกาลสงกรานต์ ตลอดจนได้รับรางวัล Best Thai Premium Dining จาก Times Food &amp; Nightlife Awards 2026 สะท้อนถึงการยอมรับในฐานะร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมในกรุงนิวเดลี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมทั้งช่วยขยายโอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าอาหาร วัตถุดิบ เครื่องปรุง และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องของไทยในตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ร้านอาหารไทยยังเป็นช่องทางสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์และวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ด้านอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังสำคัญในการผลักดัน Soft Power ของไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับตลาดอินเดีย ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 15 ร้าน แบ่งเป็นร้านระดับ 2 ดาว จำนวน 5 ร้าน ระดับ 1 ดาว จำนวน 6 ร้าน และร้านประเภท Casual จำนวน 4 ร้าน ขณะที่กรุงนิวเดลีมีร้านอาหาร Thai SELECT จำนวน 4 ร้าน ได้แก่ ร้านระดับ 1 ดาว คือ Erawaan และร้านประเภท Casual อีก 3 ร้าน ได้แก่ Spice Route, OKO Restaurant และ Neung Roi<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศจึงไม่เพียงช่วยสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นต่ออาหารไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความต้องการสินค้าและวัตถุดิบไทยในต่างประเทศ ตั้งแต่ข้าวหอมมะลิ เครื่องปรุงรส สมุนไพร ผักและผลไม้ ไปจนถึงวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์อาหารที่เกี่ยวเนื่อง ช่วยขยายโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการไทย และผลักดันอาหารไทยให้เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยในตลาดโลก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260910517c0a95c18ac7137e2fdc26ee5313c8101902.jpg' type='image/jpg' length='916215' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการไทย 20 ราย เข้าร่วมงาน Bharat Nutraverse Expo 2026  เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10468</link>
<guid isPermaLink="false">289ecdb2710f4d4004776a55b2d13f91</guid>
<pubDate>Thu, 10 Sep 2026 09:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/9_1_.jpg" style="width: 500px; height: 354px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการไทย 20 ราย ร่วมงาน Bharat Nutraverse Expo 2026 ณ กรุงนิวเดลี เปิด Thailand Pavilion นำเสนอศักยภาพไทยด้านสมุนไพร อาหารสุขภาพ Functional Food และ Nutraceutical เชื่อมโยงธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดีย ผลักดันความร่วมมือรูปแบบ Co-Creation นำวัตถุดิบ องค์ความรู้ และนวัตกรรมของสองประเทศมาต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ระหว่าง SHEFEXIL&ndash;THIA เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวในงานว่า อินเดียมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรพืชสมุนไพร ความหลากหลายทางชีวภาพ และองค์ความรู้ด้านอายุรเวท ขณะที่ไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ ฐานการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่เข้มแข็ง รวมถึงความสามารถด้านนวัตกรรมอาหาร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และธุรกิจ Wellness จึงมีจุดแข็งที่สามารถเติมเต็มซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการนำทรัพยากรและความเชี่ยวชาญของทั้งสองประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ไทยและอินเดียมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่สามารถเติมเต็มกันได้ การนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเชื่อมโยงกัน จะช่วยสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เพิ่มมูลค่า และขยายโอกาสไปสู่ตลาดโลก&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการนำสินค้าไทยเข้ามาทำตลาดในอินเดีย แต่ต้องการนำผู้ประกอบการไทยเข้ามาเชื่อมโยงกับระบบนิเวศทางธุรกิจ (ecosystem) ของอินเดีย ตั้งแต่วัตถุดิบ สารสกัด ส่วนประกอบอาหาร การผลิต เทคโนโลยี ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจในลักษณะ Co-Creation เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อยอดไปยังตลาดประเทศที่สาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เป้าหมายของเราคือทำให้เกิดการทำงานร่วมกันจริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะไทยไปอินเดีย แต่อินเดียก็สามารถมาประเทศไทยได้เช่นกัน นำสิ่งที่แต่ละประเทศมีมาต่อยอดร่วมกัน และสามารถนำผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากความร่วมมือนี้ไปสู่ตลาดอื่น ๆ ทั่วโลก&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากแนวคิดสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ในโอกาสนี้ นางศุภจีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง Shellac &amp; Forest Products Export Promotion Council (SHEFEXIL) ของอินเดีย ซึ่งเป็นองค์กรส่งเสริมสินค้าพฤกษศาสตร์ของกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย กับสมาคม Thai Herbal Industry Association (THIA) โดยมี Dr. Debjani Roy กรรมการบริหาร SHEFEXIL และนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ลงนาม เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมสมุนไพรและ Nutraceutical ของสองประเทศ ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนานวัตกรรม การค้า และการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นการใช้กลไกความร่วมมือระหว่างสมาคมในห่วงโซ่อุปทานของสองประเทศ ซึ่งจะทำให้การไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารทั้งความต้องการและกฎระเบียบมาตรฐานเป็นไปอย่างใกล้ชิด และนำไปสู่การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น (Supply Chain Agility) ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งในการส่งเสริมการค้าที่จะขับเคลื่อนโดยภาครัฐร่วมเอกชน เพื่อเป็น &ldquo;สะพาน&rdquo; เชื่อมภาคธุรกิจไทยและอินเดีย และวางพื้นฐานสำหรับการทำงานร่วมกันในระยะยาว ทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้า การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการพัฒนาความร่วมมือด้านสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สุขภาพให้เกิดผลเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราต้องการเห็นการนำสิ่งที่ไทยและอินเดียมีมาทำงานร่วมกัน ตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ปลายทาง ไม่ใช่เพียงการค้าระหว่างกัน แต่เป็นการร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ และเชื่อมโยงเข้าสู่ Global Supply Chain&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลังจากนั้น นางศุภจีได้เยี่ยมชม Thailand Pavilion ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นำผู้ประกอบการไทย 20 ราย เข้าร่วมจัดแสดงสินค้าและนวัตกรรม ครอบคลุม 4 กลุ่ม ได้แก่ Functional Ingredients, Functional Food &amp; Beverages, Supporting Industries และ Nutraceutical &amp; Wellness Services มีทั้งผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร สารสกัดจากธรรมชาติ อาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ตลอดจนบริการด้าน Wellness พร้อมพบปะและรับฟังศักยภาพของผู้ประกอบการไทยอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังการเยี่ยมชม นางศุภจีกล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยได้รับความสนใจจากทั้งผู้ประกอบการอินเดียและผู้ซื้อจากประเทศอื่น ๆ โดยมีโอกาสนำวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของไทยมาผสมผสานกับองค์ความรู้และวัตถุดิบของอินเดีย เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่และต่อยอดไปยังตลาดประเทศที่สาม สะท้อนถึงศักยภาพของไทยในตลาดสุขภาพและ Wellness ซึ่งมีโอกาสเติบโตอีกมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้เราเห็นตัวอย่างที่น่าสนใจหลายอย่าง ทั้งผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบธรรมชาติ สารสกัด และนวัตกรรมที่สามารถนำมาต่อยอดร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพ และหากเราเชื่อมโยงกับตลาดที่มีโอกาสสูงอย่างอินเดีย ก็สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยได้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ งานดังกล่าวมีผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลอินเดียเข้าร่วม อาทิ Shri Nitin Kumar Yadav, Additional Secretary, Ministry of Commerce and Industries, Shri Mohit Yadav, Joint Secretary, Ministry of Commerce and Industry, Shri Amit Verma, Joint Secretary, ASEAN Division, Ministry of Commerce and Industry, Shri Devesh Deval, Joint Secretary, Ministry of Food Processing Industries, Shri Rajit Punhani, CEO, Food Safety and Standards Authority of India (FSSAI) และ Shri Anup Kumar Agarwala, Chairman of SHEFEXIL<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฝ่ายไทยมี นายชุตินทร คงศักดิ์ ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นางสาวชวนาถ ทั่งสัมพันธ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางสาวสุจิรา ปานจนะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงนิวเดลีเข้าร่วมด้วย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260910517c0a95c18ac7137e2fdc26ee5313c8093306.jpg' type='image/jpg' length='850729' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน แสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครั้งที่ 74 (The 74th Bangkok Gems and Jewelry Fair) เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10459</link>
<guid isPermaLink="false">124587956314d1e5e07e26ccef6c314f</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/8_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000000;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน แสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครั้งที่ 74 (The 74th Bangkok Gems and Jewelry Fair) &nbsp;ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เป็นผู้จัดงานหลัก ร่วมกับ สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT ผู้ร่วมจัด และยังได้รับการสนับสนุนทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงสมาคมการค้าสำคัญในอุตสาหกรรมฯ 17 องค์กร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมเป็น Exhibitor ทั้งในและต่างประเทศกว่า 1,300 บริษัท รวม 2,800 คูหา จัดแสดงเต็มพื้นที่ชั้น G และ LG (Hall 1 - 8) รวมถึง Plenary Hall คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานในครั้งนี้ กว่า 45,000 คน มีเงินสะพัดเข้าประเทศกว่า 160 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยกว่า 5 พันล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวกิริฎากล่าวว่า&ldquo;ปัจจุบันประเทศไทยได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับชั้นนำของโลก อีกทั้งยังเป็นอันดับหนึ่งของโลกเป็นผู้ส่งออกพลอยสีที่เจียระไนแล้ว และเป็นผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินอันดับ 2 ของโลกอีกด้วย จุดแข็งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่คุณภาพแต่รวมถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศ ที่ทำให้สินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเป็นสินค้าที่ส่งออกสำคัญ 1 ใน 3 ของโลก &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์มุ่งมั่นที่จะต่อยอดจุดแข็งนี้ด้วยการพัฒนาประเทศไทยให้เป็นเวทีการค้าระดับโลกที่เปิดกว้างและเชื่อถือได้ Bangkok Gems and Jewelry Fair จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยเป็นเวทีที่รวบรวมผู้ผลิต ผู้ค้า นักออกแบบ ผู้ซื้อ และพันธมิตรทางธุรกิจจากประเทศไทยและทั่วโลก ให้ได้พบปะ เชื่อมโยง สำรวจโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความร่วมมือใหม่ ๆ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปีนี้ งานได้จัดแสดงสินค้าเต็มพื้นที่ ฮอลล์ 1&ndash;8 และ Plenary Hall 1&ndash;3 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องและตอกย้ำจุดยืน ในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีและ เครื่องประดับระดับนานาชาติของงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว The Designer Zone โซนใหม่ที่นำเสนอดีไซน์และความคิดสร้างสรรค์ ที่จะเชื่อมโยงดีไซเนอร์ รุ่นใหม่ได้มีโอกาสพบกับกับผู้ผลิตตัวจริงและBuyer จากทั่วโลกด้วย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากการจัดแสดงสินค้าแล้ว ในงานยังมีไฮไลต์ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น นิทรรศการ The Craft of Brilliance ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์การรังสรรค์อัญมณีและเครื่องประดับของไทย นิทรรศการ The Ones to Watch นำเสนอผลงานสุดครีเอทีฟของดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากผู้เข้าแข่งขันเรียลลิตี้ The secret gems &ldquo;เฟ้นหาสุดยอดนักสร้างสรรค์เครื่องประดับไทย&rdquo; กิจกรรม Networking Reception การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจการบริการตรวจสอบอัญมณีโดย GIT รวมถึงสัมมนาให้ความรู้อีกมากมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ ครั้งที่ 74 &nbsp;(The 74th Bangkok Gems and Jewelry Fair) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 - 12 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น ชั้น G และ LG (Hall 1 - 8) และPlenary Hall ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือ facebook.com/Bangkokgemsofficial</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202609091c3ffa23a959fa526c2f832f48765011101927.jpg' type='image/jpg' length='774849' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก กรุงเทพมหานคร]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10458</link>
<guid isPermaLink="false">5be8608c7c44bc4e2c7d3cb424665eef</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 10:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/7_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมระหว่างประเทศ &ldquo;TCCT Competition Day 2026&rdquo; ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy&rdquo; หรือ &ldquo;เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต&rdquo; โดยมีรองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กรรมการการแข่งขันทางการค้า นาวาอากาศตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ผู้แทนหน่วยงานกำกับการแข่งขันทางการค้าจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมถึงผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสถาบันการศึกษา เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การปฏิรูปการแข่งขันทางการค้าไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือภารกิจของหน่วยงานกำกับดูแลแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เป็นส่วนสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต เพราะการแข่งขันเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหม่ SMEs ธุรกิจขนาดใหญ่ นักลงทุน ไปจนถึงผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด ไปสู่การสร้างความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า นวัตกรรม มาตรฐาน และความไว้วางใจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ต้นทุนที่ต่ำที่สุดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่เราต้องทำอย่างไรให้เรามีความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ ทั้งต่อธุรกิจและต่อประเทศ&rdquo; นางศุภจีกล่าว</strong></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ และธุรกิจจำนวนมากเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้ สิ่งสำคัญคือความสามารถในการปรับตัวให้เร็ว เข้าใจเทรนด์ และเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับตลาดภายในประเทศ ต้องสร้างสมดุลและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเติบโตได้ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 34.8% ของ GDP จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับสูง ดังนั้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดภายในประเทศและการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญ โดย นโยบายการแข่งขันต้องเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่เพียงการกำกับดูแลเมื่อเกิดปัญหา แต่ต้องทำงานเชิงรุก เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถแข่งขันและเติบโตได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ชู 3 การเปลี่ยนผ่าน สร้างการแข่งขันแห่งอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า เพื่อให้การแข่งขันเป็นพลังสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องขับเคลื่อน &ldquo;3 การเปลี่ยนผ่าน&rdquo; ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. จากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว สู่การเป็น Proactive Regulator โดย กขค. ต้องเข้าใจตลาดและออกแบบกรอบการกำกับดูแลก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น รวมถึงนำ &ldquo;แว่นการแข่งขัน&rdquo; มาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบนโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อไม่ให้กฎระเบียบกลายเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดโดยไม่จำเป็น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. จากการคุ้มครองผู้ประกอบการ สู่การคุ้มครอง &ldquo;โอกาสในการแข่งขัน&rdquo; เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดมีโอกาสเข้าสู่ตลาดและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดย กขค. ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงมาตรการด้าน Credit Term เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับ SMEs ตลอดจนการดูแลปัญหาที่กระทบต่อการแข่งขัน อาทิ ธุรกิจที่ใช้ &ldquo;นอมินี&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วน สู่การบูรณาการการทำงาน โดยเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขยายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขันที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสและเติบโตได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การขับเคลื่อนการแข่งขันทางการค้าในระยะต่อไป มี 3 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ 1. กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่เทคโนโลยีและ AI เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 2. กติกาต้องเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs สามารถเข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม และ 3. การแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสนับสนุนการเติบโตและขยายโอกาสของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประเด็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม กขค. ได้มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบางรายให้ระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม (GP) เป็นเวลา 6 เดือน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อพิจารณาโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ถูกต้อง และโปร่งใส ทั้งนี้ การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด และคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เห็นว่าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าไม่ควรเป็นหน่วยงานที่ทำงานโดยลำพัง แต่ต้องมีองคาพยพของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดัน เพื่อให้การกำกับดูแลการแข่งขันสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เป็นธรรม และทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เชื่อมั่นว่า การแข่งขันที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ และเป็นเชิงรุก จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจของเราเติบโต เรามาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต ลงมือปฏิบัติงานร่วมกัน และรับคำแนะนำจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วม เพื่อช่วยกันออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ และพาประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปการแข่งขันและพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้สำเร็จ&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการประชุมระหว่างประเทศ &ldquo;TCCT Competition Day 2026&rdquo; จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงาน องค์ความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์ด้านนโยบายและการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า ตลอดจนเสริมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการแข่งขันทางการค้าที่เสรีและเป็นธรรม และยกระดับการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของไทยสู่มาตรฐานสากล</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202609094e86895f4ce180df9b7d8761fe216b7d100547.jpg' type='image/jpg' length='877756' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10457</link>
<guid isPermaLink="false">a7b3cb94e4265dd9df1440781b624f4e</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/S_178855945_0.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกา ระหว่างการเดินทางเข้าร่วมการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย&ndash;สหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม &ndash; 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยได้เยี่ยมพบผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารไทย 3 แห่ง ได้แก่ ร้าน Asia Nine ร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ร้าน Sisters ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT (ระดับ 2 ดาว) และร้าน Donsak สาขา 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการยื่นขอรับการรับรองตราสัญลักษณ์ Thai SELECT<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเยี่ยมพบร้านอาหารไทยในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามสถานการณ์การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในสหรัฐอเมริกา รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ ตลอดจนส่งเสริมภาพลักษณ์และมาตรฐานอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ โดยร้านอาหารไทยถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการนำเสนออัตลักษณ์ วัฒนธรรม และรสชาติอาหารไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก รวมทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างความต้องการสินค้า วัตถุดิบ และเครื่องปรุงรสจากประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ร้านแรกที่นางศุภจีและคณะได้ตรวจเยี่ยม คือ ร้าน Asia Nine ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ดำเนินธุรกิจโดยคุณณัฐินีพันธุ์ ตันติเวชกุล โดยนำเสนออาหารไทยหลากหลายเมนูที่ผสมผสานรสชาติอาหารไทยแท้กับรูปแบบการนำเสนอที่เข้าถึงผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา เมนูเด่นของร้าน ได้แก่ ข้าวซอย เป็ดกรอบกะเพรา บะหมี่หมูแดง เสือร้องไห้ ไก่บาร์บีคิวแบบไทย และปลาสามรส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังร้าน Sisters เมืองอเล็กซานเดรีย รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT (ระดับ 2 ดาว) ของเครือ Sisters Group USA โดยคุณจตุรนต์ ศรีโรจน์ และคุณสุมนทิตา ดิษยวัฒนะ ร้านนำเสนออาหารไทยทั้งเมนูยอดนิยมและเมนูที่สะท้อนความหลากหลายของอาหารไทย อาทิ ผัดไทย ปลาทั้งตัวทอดราดซอสพริกกระเทียม Phuket Island เป็ดกรอบกะเพรา รวมถึงขนมหวานอย่าง Toffee Cake &amp; Ice Cream, Nutella Strawberry Banana Crepe และข้าวเหนียวมะม่วง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ คณะยังได้ตรวจเยี่ยมร้าน Donsak สาขา 2 ซึ่งตั้งอยู่ในย่าน Georgetown กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ดำเนินธุรกิจโดยคุณสุพิศา เตี๋ยวบุตร และคุณบุญถม รัตตะนะ โดยร้านแห่งนี้อยู่ระหว่างการยื่นขอรับการพิจารณาตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ขณะที่ร้าน Donsak สาขาแรกในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้าน Donsak นำเสนออาหารไทยที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยและอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงอาหารไทยยอดนิยม โดยมีเมนูเด่น อาทิ เกี๊ยวทอดครีมชีส ลูกชิ้นหมูปิ้ง ไส้กรอกอีสาน ซุปหน่อไม้ ส้มตำถาด Donsak Noodle ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของร้าน ปลาจาระเม็ดราดซอสกะเพรา แหนมข้าวทอด ต้มแซ่บกระดูกหมู และกะเพราปู สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการนำเสนออาหารไทยให้มีความหลากหลายและตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ ขณะที่ยังคงรสชาติไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ร้านอาหารไทยในต่างประเทศไม่ได้มีบทบาทเพียงการจำหน่ายอาหาร แต่ยังเป็นเสมือน &ldquo;หน้าร้านของประเทศไทย&rdquo; ที่ช่วยถ่ายทอดอัตลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทย และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ควบคู่กับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าส่งเสริมผู้ประกอบการร้านอาหารไทยทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์ของอาหารไทย ควบคู่กับการใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เพื่อผลักดันให้อาหารไทยเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และขยาย Soft Power ของไทยสู่เวทีโลก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202609094e43ec259eb49718d38b46890b4398ca095238.jpg' type='image/jpg' length='138982' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10456</link>
<guid isPermaLink="false">962205bb374216c1373af55d31c67c55</guid>
<pubDate>Wed, 09 Sep 2026 09:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.ย.69/1_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ภาพรวมของการหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศที่ดี โดยฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อความตั้งใจของฝ่ายไทย โดยเห็นว่าการเจรจาในครั้งนี้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถมีข้อสรุปในสาระสำคัญร่วมกันได้ก่อนที่จะมีการประกาศผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าไทยจะได้รับอัตราภาษีจากผลการไต่สวนดังกล่าวอย่างเป็นธรรมและแข่งขันได้ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบร่วมกันให้ทีมเจรจาในระดับเทคนิคของทั้งสองฝ่ายช่วยกันสรุปผลในประเด็นปลีกย่อยให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยวัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเยือนครั้งนี้เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย&ndash;สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าจนสามารถมีข้อสรุปได้ โดยตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันภารกิจนี้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้งไทยและสหรัฐฯ ร่วมกันในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ก่อนหน้าการเดินทางเยือนครั้งนี้ ตนได้ติดตามความคืบหน้าการเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนยังได้หารือทางโทรศัพท์กับนาย Greer เพื่อเน้นย้ำความตั้งใจของฝ่ายไทยที่จะเดินหน้าผลักดันการเจรจาให้มีความคืบหน้าและสรุปผลโดยเร็วที่สุด โดยในช่วงเดียวกันนี้ ทีมประเทศไทยก็ได้เดินทางมาร่วมการเจรจากับฝ่ายสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4 วัน โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามอย่างเต็มที่ในการร่วมกันหาข้อสรุปในประเด็นทางเทคนิคต่าง ๆ ที่เคยมีความเห็นที่แตกต่างกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เสริมว่า ที่ผ่านมา ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นทุกปี จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการทางภาษีเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลเข้าสู่การเจรจาปรับสมดุลทางการค้า โดยไทยเคยถูกเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ภายใต้กฎหมาย IEEPA สูงถึงร้อยละ 36 ก่อนที่จะลดลงเหลือร้อยละ 19 ภายหลังไทยจัดทำแถลงการณ์ร่วมกับสหรัฐฯ และนำไปสู่การประกาศกรอบความตกลง ART เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ต่อมา แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะตัดสินให้การเก็บภาษีภายใต้ IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แต่สหรัฐฯ ก็ได้หันมาใช้มาตรา 122 เพื่อเก็บภาษีร้อยละ 10 จากทุกประเทศแทน แต่จากการที่มาตรา 122 มีกำหนดเวลาสิ้นสุด สหรัฐฯ จึงเปิดการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เพิ่มเติมอีก 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างและกรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกไต่สวนทั้งสองกรณี ด้วยเหตุนี้ การเร่งผลักดันให้การเจรจา ART มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุปโดยเร็ว จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย มูลค่ากว่า 2.37 ล้านล้านบาท และการจ้างงานภายในประเทศกว่า 400,000 ตำแหน่ง อีกทั้งจะช่วยรักษาและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีการไต่สวนไทยและประเทศต่าง ๆ ภายใต้มาตรา 301 ใน 2 กรณี ได้แก่ กรณีการไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ ได้กำหนดอัตราภาษีที่ร้อยละ 12.5 สำหรับประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเขาสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 สำหรับประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ ได้แล้ว และกรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวน โดยฝ่ายสหรัฐฯ เองก็แสดงความตั้งใจที่จะเร่งพิจารณาอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บ ควบคู่ไปกับความคืบหน้าของการเจรจา ART เช่นกัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งนางศุภจี กล่าวว่า การเดินทางเยือนสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างต่อเนื่องของฝ่ายไทยตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาในการผลักดันการเจรจา ART สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของไทยในการเดินหน้าผลักดันความสัมพันธ์ไทย&ndash;สหรัฐฯ ในทุกมิติ ซึ่งหากการเจรจาได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในท้ายที่สุด จะช่วยให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคได้ พร้อมรักษาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดสหรัฐฯ ป้องกันการสูญเสียอาชีพในภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร ตลอดจนรักษารายได้ของประชาชนไทยในภาพรวม เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) เป็นกรอบความตกลงทางการค้าที่สหรัฐฯ ผลักดันให้จัดทำกับประเทศคู่ค้าที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับสมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การจัดการอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี การค้าดิจิทัล และโอกาสเชิงพาณิชย์ ซึ่งเมื่อสามารถจัดทำความตกลงร่วมกันได้ ประเทศคู่ค้ามีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาอัตราภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ในระดับที่ต่ำลงและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 3 ล้านล้านบาทโดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 2.37 ล้านล้านบาท ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 7 แสนล้านบาท โดยไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 1.68 ล้านล้านบาท</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260909daa8f13c9d65da091604a1c944e47f3b094013.jpg' type='image/jpg' length='105555' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10407</link>
<guid isPermaLink="false">e4d38a3c504dd22204250c43468348c5</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/271_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอแนวทางสำคัญในการเตรียมความพร้อมดูแลเกษตรกรในปีงบประมาณ 2570<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการกำหนดกรอบการใช้เงินกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และกำหนดราคาเป้าหมายนำสินค้าเกษตรในปี 2570 โดยคำนึงถึงการใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับไว้ล่วงหน้า ทั้งด้านการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การตลาด และการรักษาเสถียรภาพราคา เพื่อให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวต่อว่า ที่ประชุมเห็นชอบกรอบการดำเนินงานกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินรวม 2,000 ล้านบาท รองรับการดำเนินงาน 6 มาตรการ ทั้งด้านการตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร และด้านการผลิต เพื่อพัฒนาโครงสร้างการผลิตและปรับปรุงคุณภาพสินค้า ครอบคลุมสินค้าเกษตรหลายกลุ่ม ได้แก่ พืชไร่ พืชน้ำมัน ผลไม้ พืชหัว ปศุสัตว์ ประมง เกลือทะเล ดอกไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ปัจจัยการผลิต รวมถึงกลุ่มสินค้าจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือพร้อมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตร และสามารถเข้าให้การดูแลเกษตรกรได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอให้กองทุนรวมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานเชิงรุก พร้อมประสานการช่วยเหลือให้ทันต่อสถานการณ์ และให้ความสำคัญกับการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกโครงการเกิดผลเป็นรูปธรรม และเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง โดยการดำเนินมาตรการต้องมุ่งตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของเกษตรกรอย่างตรงจุด&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการ คชก. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาทบทวนการกำหนดราคาเป้าหมายนำให้มีความเหมาะสม เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตร และประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านการตลาด รวมทั้งให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านทั้งสถานการณ์การผลิต การตลาด ต้นทุน และภาวะราคา เพื่อให้การดำเนินมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การวางกรอบการดำเนินงานครั้งนี้ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุกสำหรับปี 2570 โดยมุ่งให้การดูแลเกษตรกรไม่เพียงรองรับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ยังช่วยเสริมความเข้มแข็งตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร และนำไปสู่รายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260828473a58db84de748499324d4beb770ba6100953.jpg' type='image/jpg' length='204565' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10406</link>
<guid isPermaLink="false">16c13828e37a4af57a96c8f81a0e7ecf</guid>
<pubDate>Fri, 28 Aug 2026 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/27_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; มุ่งเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา สู่ภาคธุรกิจและการลงทุน สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าและแข่งขันในตลาดโลกได้จริง โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 - 29 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) โดยงานจัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;From Innovation to Income : นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน ร่วมกันผลักดันผลงานวิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า เศรษฐกิจและการค้าโลกกำลังอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยแหล่งที่มาของมูลค่าทางเศรษฐกิจกำลังเคลื่อนจากสินทรัพย์ที่จับต้องได้ ไปสู่สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) มากขึ้น โดยข้อมูลขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ระบุว่า ในปี 2568 การลงทุนใน Intangible Assets มีมูลค่ามากกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเติบโตเร็วกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ที่จับต้องได้ถึง 3 เท่า สะท้อนว่าสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม แบรนด์ และทรัพย์สินทางปัญญา เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเพิ่ม GDP ประเทศ ประเทศไทยจึงต้องเร่งยกระดับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้เหล่านี้ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัว เติบโต และแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาจึงไม่ได้อยู่แค่เพียง &ldquo;การรับจดทะเบียนและการคุ้มครองสิทธิ&rdquo; แต่ต้องมุ่งสู่ &ldquo;การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์&rdquo; ให้มากขึ้น โดยกระทรวงฯ ได้มอบนโยบายสำคัญให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาเร่งผลักดันเรื่อง IP Financing เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์หรือหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือระดมทุนในการต่อยอดธุรกิจได้จริง ซึ่งขณะนี้กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ทำงานร่วมกับสถาบันการเงิน นักประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา อย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยในไตรมาส 4 ของปีนี้ จะเดินหน้าทดสอบกลไกการประเมินมูลค่าและการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกันในการขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารและนักลงทุน เพื่อเป็นทุนต่อยอดสร้างรายได้ ขยายธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับงาน IP x Venture Rise Thailand 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวง อว. มุ่งผลักดันให้งานนี้เป็นมากกว่าเวทีจัดแสดงผลงานหรือการจับคู่ธุรกิจ แต่ต้องการให้นักวิจัย เจ้าของนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา ได้พบกับตลาด ผู้ซื้อ และนักลงทุนที่เหมาะกับผลงาน โดยในงานได้รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพของไทยใน 5 สาขา คือ 1) สาขาเทคโนโลยีด้านสุขภาพ 2) สาขาเทคโนโลยีการเกษตร 3) สาขาเทคโนโลยีด้านดิจิทัลและ AI 4) สาขาเทคโนโลยีด้านอาหาร และ 5) สาขาเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่เป็นเทรนด์ของตลาด มาจัดแสดงกว่า 250 บูท พร้อมตั้งเป้าเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 100 คู่ สร้างมูลค่าทางธุรกิจไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ โซน Partner pavilion ซึ่งได้รับความร่วมมือจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาจัดแสดง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้เข้าร่วมงานได้เห็นแนวทางการนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้และต่อยอดในภาคธุรกิจ โซน IP Service ที่ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งโซน IP Partner ที่รวบรวมหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ปรึกษา การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสร้างเครือข่าย และการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อที่หลากหลาย เพื่อเป็นพื้นที่ให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ซึ่งรวมถึงหัวข้อการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญของไทยและจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO) เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการสิทธิและสร้างมูลค่าให้กับทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ในพิธีเปิดงาน นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ให้เกียรติมอบรางวัล &ldquo;IP Champion 2026&rdquo; ให้แก่เจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งปีที่มีแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอย่างยอดเยี่ยม มีการวางกลยุทธ์การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ตลอดจนมีแนวทางปกป้องคุ้มครองสิทธิอย่างเข้มแข็ง ในสาขาต่างๆ ประกอบด้วย 1) สาขาเครื่องหมายการค้า ประเภทธุรกิจขนาดใหญ่ ได้แก่ เครื่องหมายการค้า &ldquo;SINGHA&rdquo; โดยบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ประเภทวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ เครื่องหมายการค้า &ldquo;Warbie Yama&rdquo; โดยบริษัท อาร์วามะ จำกัด และนายอรุษ ตันตสิรินทร์ 2) สาขาสิทธิบัตรการประดิษฐ์/อนุสิทธิบัตร ประเภทหน่วยงานของรัฐหรือสถาบันการศึกษา ได้แก่ อนุสิทธิบัตร &ldquo;สูตรการเตรียมจุลินทรีย์โพไบโอติกผสม&rdquo; โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประเภทหน่วยงานเอกชน ได้แก่ อนุสิทธิบัตร &ldquo;วัสดุปิดแผลที่มีส่วนประกอบของพอลิเมอร์&rdquo; โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 3) สาขาลิขสิทธิ์ ได้แก่ คาแรกเตอร์ &ldquo;Warbie&rdquo; โดยนายอรุษ ตันตสิรินทร์ และ 4) สาขาสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ได้แก่ สินค้า GI ปลากุเลาเค็มตากใบ โดยบริษัทกุเลาทองแม่แป้น ทั้งนี้ ผลงานต่างๆ ที่ได้รับรางวัล IP Champion 2026 ได้ร่วมจัดแสดงในงาน IP x Venture Rise Thailand ครั้งนี้ด้วย เพื่อถ่ายทอดความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ประกอบการ นักวิจัย และเจ้าของผลงานเห็นโอกาสในการเปลี่ยนทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย เจ้าของเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ สถาบันการศึกษา และประชาชนผู้สนใจ เข้าร่วมงาน &ldquo;IP x Venture Rise Thailand 2026: From Innovation to Income นวัตกรรม สร้างรายได้&rdquo; ระหว่างวันที่ 27 - 29 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00&ndash;19.00 น. ณ Hall 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อค้นหาโอกาสจากงานวิจัยและนวัตกรรม สร้างเครือข่าย เชื่อมโยงการลงทุน และร่วมขับเคลื่อนทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://ipxvrthailand.com และ Facebook กรมทรัพย์สินทางปัญญา</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260828d50c2e22cd38200b902d613d11979e99100352.jpg' type='image/jpg' length='205384' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และคณะ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10391</link>
<guid isPermaLink="false">57df02203e137118bc1e32676a21d250</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/261_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการ บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และคณะ ถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวดิจิทัล TAGTHAi (ทักทาย) เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการค้า สินค้า บริการ และเศรษฐกิจชุมชน เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทย และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ณ ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพัสกร รังสิวัฒนศักดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา &nbsp;นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยผู้แทนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อช่วยผู้ประกอบการรายเล็กและวิสาหกิจชุมชน โดยนำสินค้า อาหาร บริการ และสินค้าชุมชนในแต่ละพื้นที่มาเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวสร้างรายได้ไปถึงเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น พร้อมผลักดันการใช้ข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัลนำเสนอสินค้าและบริการที่น่าสนใจแก่นักท่องเที่ยวคุณภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานร่วมกับ TAGTHAi ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยและสินค้าศักยภาพเข้าสู่แพลตฟอร์ม รวมถึงใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ขณะที่ TAGTHAi พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงระบบและบริการด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐและเอกชน ลดความซ้ำซ้อน และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายกลินท์ กล่าวว่า TAGTHAi เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนกว่า 50 องค์กร ในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการไทยและพัฒนาแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของประเทศ ขณะที่นายศีลวัต สันติวิสัฏฐ์ (ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ TAGTHAi) กล่าวว่า TAGTHAi พร้อมร่วมมือกับภาครัฐพัฒนาไปสู่ National Tourism Integration Platform เชื่อมโยงข้อมูลและบริการด้านการท่องเที่ยว และใช้ข้อมูลเป็น Tourism Data Intelligence เพื่อสนับสนุนการวางแผนตลาดและกระจายรายได้สู่ SMEs และชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน TAGTHAi มียอดดาวน์โหลดประมาณ 4.6 ล้านครั้ง ผู้ลงทะเบียน 507,000 ราย และมีร้านค้าบนแพลตฟอร์มกว่า 3,300 ร้านค้า พร้อมขยายการเชื่อมโยงไปยังจังหวัดและผู้ประกอบการในระดับพื้นที่ เพื่อร่วมกันเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้เป็นโอกาสทางการค้า และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยและชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026082735e2fd685809c783519b4c75e5d073db104458.jpg' type='image/jpg' length='880928' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมบรรจุถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ณ สำนักงานชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10390</link>
<guid isPermaLink="false">2b1262e0906dca55557d38792f0e3a49</guid>
<pubDate>Thu, 27 Aug 2026 10:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/26_1_.jpg" style="width: 500px; height: 391px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ระดมพลัง ร่วมบรรจุถุงยังชีพ 1,000 ถุง ก่อนปล่อยขบวนคาราวานส่งความช่วยเหลือถึงผู้ประสบอุทกภัยจังหวัดน่าน หลังส่งไปแล้ว 500 ถุง รวมเป็น 1,500 ถุง พร้อมสิ่งของบริจาคอีกจำนวนมาก ด้าน &ldquo;ศุภจี&rdquo; ย้ำ ต้องช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นไม่ให้ขาดตลาดและราคาไม่สูง พร้อมเตรียมมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการและ SME ที่ได้รับผลกระทบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกิจกรรมบรรจุถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ณ สำนักงานชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก่อนปล่อยขบวนคาราวานรถบรรทุกนำสิ่งของไปส่งมอบให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ระดมความช่วยเหลือจากทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งถุงยังชีพไปแล้ว 500 ถุง และในวันนี้ได้ร่วมกันบรรจุเพิ่มเติมอีก 1,000 ถุง รวมเป็น 1,500 ถุง เพื่อส่งต่อไปยังประชาชนในพื้นที่จังหวัดน่าน โดยสิ่งของภายในถุงยังชีพเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัวและของใช้ในครัวเรือน รวมถึงยารักษาโรค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สิ่งสำคัญคือเราต้องช่วยให้ตรงกับความต้องการของแต่ละจุด เพราะแต่ละพื้นที่มีความต้องการไม่เหมือนกัน กระทรวงพาณิชย์จึงพยายามส่งสิ่งที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ให้ถึงพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับถุงยังชีพจำนวน 1,000 ถุงที่จัดส่งในครั้งนี้ ภายในแต่ละถุงบรรจุสิ่งของ 14 รายการ อาทิ น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน ครีมอาบน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน แชมพู โรลออน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง บิสกิต ขนมขบเคี้ยว นมพร้อมดื่ม กาแฟสำเร็จรูป และยารักษาโรค เพื่อให้ประชาชนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนและผู้ประกอบการ ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องนอน อาทิ บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยาม รอยัล อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ซอฟท์สวีท จำกัด รวมถึงผู้ประกอบการด้านอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคอีกหลายราย โดยมีสิ่งของบริจาคจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์รวมหลายพันชิ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากสิ่งของบริจาคแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้สนับสนุนเงินสดเพื่อช่วยเหลือในจุดที่มีความต้องการเฉพาะ โดยเฉพาะโรงเรียนที่เด็ก ๆ มีความต้องการเครื่องนอนและเครื่องนุ่งห่ม เพื่อให้สามารถจัดซื้อสิ่งของที่ตรงกับความจำเป็นและส่งความช่วยเหลือถึงพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เดิมตั้งใจจะลงพื้นที่ในวันที่ 28 สิงหาคม เพื่อร่วมทำบิ๊กคลีนนิ่งเหมือนที่เคยดำเนินการในจังหวัดหาดใหญ่ แต่เมื่อทราบว่าพื้นที่มีการเก็บทำความสะอาดไปค่อนข้างรวดเร็วและเรียบร้อยแล้ว จึงปรับมาเน้นการส่งสิ่งของที่จำเป็นเข้าไปช่วยเหลือแทน โดยให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหน่วยหน้า ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยสนับสนุนที่ส่งความช่วยเหลือตามความต้องการของแต่ละพื้นที่&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของภารกิจหลักของกระทรวงพาณิชย์ ยังคงติดตามสถานการณ์ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะไม่ขาดแคลนและราคาจะไม่สูงเกินสมควร รวมทั้งเดินหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาพิเศษให้แก่ประชาชนในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดูแลผู้ประกอบการและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเป็นหน่วยงานหลักในการสำรวจและประเมินผลกระทบ พร้อมพิจารณาแนวทางช่วยเหลือด้านการสร้างอาชีพ โดยเฉพาะโครงการ &ldquo;แฟรนไชส์สร้างอาชีพ&rdquo; ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจที่สามารถนำไปประกอบอาชีพได้รวดเร็ว รวมถึงประสานธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเงินทุนเพื่อฟื้นฟูกิจการหรือเริ่มต้นธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้นอกจากการส่งของไปช่วยเหลือแล้ว เราต้องดูแลเรื่องราคาสินค้าด้วย สินค้าต้องไม่ขาดและต้องไม่แพง กระทรวงพาณิชย์ต้องการส่งกำลังใจไปให้พี่น้องประชาชนที่ประสบภัย ไม่ว่าจะอยู่ที่อำเภอปัวหรือพื้นที่อื่น ๆ รวมถึงพื้นที่ห่างไกลของจังหวัดน่าน และจะพยายามส่งความช่วยเหลือให้ตรงกับสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในวันถัดไปได้มอบหมายให้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยะนุช วุฒิสอน ลงพื้นที่เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติม ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการบรรเทาความเดือดร้อน การดูแลค่าครองชีพ ตลอดจนการฟื้นฟูอาชีพและธุรกิจของประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608272e6814e96669e6c9f0318acfe7cb352b103858.jpg' type='image/jpg' length='845043' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 106 ปี  เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10386</link>
<guid isPermaLink="false">30b519f388e9a75847314fbda6eb7729</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 14:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/241_1_.jpg" style="width: 500px; height: 335px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 24 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ ครบรอบ 106 ปี ณ กระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกิจกรรมครบรอบ 106 ปีในปีนี้ มีพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพาณิชย์ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และพิธีมอบรางวัลและทุนการศึกษา เพื่อเชิดชูเกียรติบุคลากรและหน่วยงานที่มีผลงานและคุณูปการต่อกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย รางวัลเพชรพาณิชย์ รางวัลองค์กรพาณิชย์คุณธรรมต้นแบบโดดเด่นกระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2569 รางวัลยกย่องเชิดชูผู้ประพฤติตนตามหลักประมวลจริยธรรมของกระทรวงพาณิชย์ ปี 2569 และทุนการศึกษามูลนิธิวิสสุกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ วันคล้ายวันสถาปนากระทรวงพาณิชย์ตรงกับวันที่ 20 สิงหาคมของทุกปี โดยมีจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2463 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีการจัดตั้ง &ldquo;สภาเผยแผ่พาณิชย์&rdquo; และยกระดับงานด้านพาณิชย์ขึ้นเป็น &ldquo;กระทรวงพาณิชย์&rdquo; เพื่อรวบรวมงานด้านการพาณิชย์ ศึกษาและพัฒนากฎหมายการค้า แก้ไขข้อเสียเปรียบในสนธิสัญญาทางการค้า ตลอดจนขยายตลาดการค้ากับต่างประเทศ โดยมีสมเด็จกรมพระจันทบุรีนฤนาถ ทรงดำรงตำแหน่งนายกสภาพระองค์แรก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตลอดระยะเวลา 106 ปี กระทรวงพาณิชย์ได้พัฒนาบทบาทและภารกิจให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจและการค้า ทั้งการส่งเสริมการค้าและผู้ประกอบการไทย การผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่ตลาดโลก การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนการดูแลราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608256e93966834b0a7ad0ab90349e1a535f3142139.jpg' type='image/jpg' length='951916' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงผลงาน 90 วันของกระทรวงพาณิชย์  เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10385</link>
<guid isPermaLink="false">644a5d85cc22d166b97adab8adf9674f</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 14:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/24_1_.jpg" style="width: 500px; height: 336px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลงาน 90 วันของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และสื่อมวลชนเข้าร่วม พร้อมประกาศเดินหน้าภารกิจระยะต่อไป มุ่งดูแลค่าครองชีพ รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร เสริมความเข้มแข็ง SME สร้างสมดุลการค้า และเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ไทยเผชิญ &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ทั้งความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าโลกที่ซับซ้อนขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับวิธีทำงานให้ยืดหยุ่น พร้อมแก้ปัญหาทั้งระยะสั้นและวางรากฐานเชิงโครงสร้างในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี 4 ท่าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 4 ด้าน ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ด้านการลงทุนและการลงทุนใหม่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ด้านการค้าและเศรษฐกิจชุมชน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ และนายปกรณ์ นิลประพันธ์ ด้านการปลดล็อกกฎระเบียบ เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับภารกิจด้านการค้าและเศรษฐกิจชุมชน นางศุภจีได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานตั้งแต่นโยบายถึงการปฏิบัติ ได้แก่ คณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน คณะทำงานด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs มี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธาน และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธาน เพื่อสร้างรายได้และกระจายโอกาสสู่เกษตรกร ชุมชน และผู้ประกอบการไทย โดยมุ่งให้เกิด Quick Big Win ภายใน 6 เดือน&ndash;1 ปี และการปรับโครงสร้างในระยะ 2&ndash;4 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ 90 วันแรก &ldquo;พาณิชย์&rdquo; เดินหน้า 5 ด้านสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ลดค่าครองชีพ&ndash;สร้างรายได้ ผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนแล้วกว่า 818 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,900 ล้านบาท ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ผ่านการลดราคาสินค้า การจัด Back to School ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการกว่า 1,000 โรงเรียน การเชื่อมโยงเครือข่ายระดับอำเภอกว่า 800 แห่ง และ &ldquo;รถพุ่มพวง&rdquo; กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ส่งเสริมการสร้างรายได้ผ่านการนำสินค้า SME เข้าสู่ช่องทางออนไลน์ การส่งเสริมแฟรนไชส์ และ &ldquo;แฟรนไชส์คนละครึ่ง&rdquo; ที่รัฐช่วยค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่งไม่เกิน 10,000 บาท รวมถึงการเชื่อมโยงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. รักษาเสถียรภาพ&ndash;เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ปรับแนวทางจากการรอแก้ปัญหาเป็นการ &ldquo;แก้ล่วงหน้าและแก้ทั้งระบบ&rdquo; ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยบูรณาการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เดินหน้า &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; เพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ปัจจุบันมีผู้สนใจเข้าร่วมแล้ว 12 แห่ง จากเป้าหมาย 10 แห่ง พร้อมพัฒนา &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; เป้าหมาย 466 กลุ่ม ปัจจุบันเข้าร่วมประมาณ 200 กลุ่ม เพื่อยกระดับตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงแบรนด์และตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับราคาสินค้าเกษตรสำคัญในช่วงที่ผ่านมาโดยภาพรวมปรับตัวดีขึ้น โดยข้าวขาวเพิ่มจาก 334 เป็น 467 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ 19% มันสำปะหลัง 3.65 บาท/กก. เพิ่ม 79% ปาล์มน้ำมัน 8.70 บาท/กก. เพิ่ม 45% และยางพารา 36 บาท/กก. เพิ่ม 30% ขณะที่มะพร้าวน้ำหอมขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 10&ndash;11 บาท/ลูก อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัจจัยด้านผลผลิต การนำเข้า และการรับซื้อของโรงงาน เพื่อให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมและมีช่องทางจำหน่ายที่เหมาะสม พร้อมเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงนี้ซึ่งในปี 2569 นี้ กระทรวงพาณิชย์จะมีการกำกับดูแล โครงสร้างราคาและ เชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อในพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้มั่นใจเกษตรกรจะได้รับราคาที่เหมาะสมในช่วงที่ราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ เตรียมพัฒนาระบบข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวง อว. และกระทรวงดีอี เพื่อคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้า พร้อมผลักดัน &ldquo;ปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตร&rdquo; ระดับจังหวัด เพื่อวางมาตรการรองรับได้ทันเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. เสริมแกร่ง SME&ndash;ปกป้องผู้ประกอบการไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการกว่า 50,000 ราย ทั้งด้านทักษะ การบริหารจัดการ การเข้าถึงแหล่งทุน และการขยายตลาด พร้อมเดินหน้าปราบปราม &ldquo;นอมินี&rdquo; โดยบูรณาการ 23 หน่วยงาน ลงพื้นที่ 46 จังหวัด ทำให้กลุ่มเสี่ยงลดลง 75%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในช่วง 90 วันกว่า 15,382 ล้านบาท ขณะที่สินค้า GI สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 117,000 ล้านบาท และการ Upskill&ndash;Reskill สร้างมูลค่าการค้ากว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. เร่งส่งออก&ndash;เปิดตลาดใหม่&ndash;สร้างสมดุลการค้า กระทรวงพาณิชย์เร่งกระจายตลาดและเดินหน้า FTA กับสหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และคู่ค้าอื่น ๆ รวมถึงการเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางการค้าของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตลอด 90 วัน กิจกรรมส่งเสริมการค้าสร้างมูลค่ากว่า 145,000 ล้านบาท โดย THAIFEX สร้างมูลค่ากว่า 136,000 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าจับคู่ธุรกิจออนไลน์ ส่งเสริม Soft Power และเปิดตลาดใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านข้าว ตั้งเป้าส่งออกทั้งปี 7 ล้านตัน เร่งขยายตลาดแอฟริกา ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย และจีน ส่วนมันสำปะหลัง 7 เดือนแรกส่งออกแล้วประมาณ 2.7 ล้านตัน พร้อมเปิดตลาดใหม่และผลักดันสินค้าเกษตรนวัตกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับจีน เดินหน้าสร้างสมดุลทางการค้า โดยหารือให้จีนเพิ่มการใช้วัตถุดิบและแรงงานในไทย ส่งเสริมการลงทุนร่วมกันในอุตสาหกรรมใหม่ และผลักดันสินค้า SME ไทยเข้าสู่ตลาดออนไลน์จีนผ่าน Thai Pavilion พร้อมเร่งกลไก JTC<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. ยกระดับเทคโนโลยี&ndash;บริการดิจิทัล&ndash;ปลดล็อกกฎระเบียบ กระทรวงพาณิชย์เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พร้อมพัฒนา &ldquo;MOC Plus&rdquo; นำ AI เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมให้การจดทะเบียนนิติบุคคลทุกประเภทดำเนินการออนไลน์ได้ 100% ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีคำขอจดทะเบียนปี 2569 แล้ว 45,916 คำขอ เพิ่มขึ้น 7.48% พร้อมเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและเชื่อมโยงข้อมูลมาตรการทางการค้า เพื่อให้บริการรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า จากนี้จะยึดหลัก &ldquo;ค้าขายดีขึ้น เติบโตขึ้น และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม&rdquo; พร้อมเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การแก้ปัญหาล่วงหน้าและเชิงโครงสร้าง โดยมี 7 ภารกิจสำคัญ ได้แก่ 1. เร่งเจรจาการค้า ทั้ง FTA และภาษีสหรัฐฯ ART และมาตรา 301 2. ผลักดันส่งออกปี 2569 ให้โต 2 หลัก 3. รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร 4. เข้มงวดนอมินีขั้นสุด 5. ขับเคลื่อน 4 คณะทำงานภายใต้กรอบ กรอ. 6. จัดเต็มกระตุ้นเศรษฐกิจ เดินหน้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ลดค่าครองชีพและสร้างรายได้จนถึงสิ้นปี และ 7. ปลดล็อกขั้นตอนการทำงานด้วยเทคโนโลยีและระบบดิจิทัล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สิ่งที่เราทำใน 90 วัน ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องวางระบบให้ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นโครงสร้าง เพื่อให้ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260825bd40957259ffee884447a03956e16886141023.jpg' type='image/jpg' length='699331' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือ “ข้าวประณีต”  เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10384</link>
<guid isPermaLink="false">014d4548d8a50acf82b1353c6026dd2e</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 13:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/233_1_.jpg" style="width: 500px; height: 352px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ประชุมหารือร่วมกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; ณ บริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมีนายอนุรัตน์ ธรรมประจำจิต ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส. เขต 9 จังหวัดศรีสะเกษ ดร.รัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าศรีสะเกษ และตัวแทนจากกลุ่มข้าวประณีตในพื้นที่ อาทิ วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง ศูนย์ข้าวชุมชนเกษตรตำบลบ่อแก้ว และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ศรีสะเกษ จำกัด พร้อมเกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ตนมีความผูกพันกับจังหวัดศรีสะเกษเป็นพิเศษ และรู้สึกยินดีที่ได้เห็นความก้าวหน้าของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยเฉพาะบริษัท ไร่ทอง ออร์แกนิกส์ ฟาร์ม จำกัด และชุมชนโดยรอบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้าวสามารถพัฒนาได้มากกว่าการเป็นสินค้าเกษตรทั่วไป ทั้งการแปรรูป การสร้างมูลค่า และการรักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมกล่าวว่า &ldquo;ดีใจที่เราไม่มองข้าวเป็นแค่ข้าว แต่ข้าวเป็นพืชที่สามารถสร้างประโยชน์ได้ในหลายเรื่อง และเป็นต้นแบบที่ดีได้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหา ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขคือเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะหากไม่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ข้าวไทยมีคุณภาพไม่แตกต่างจากคู่แข่งและต้องแข่งขันกันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ขณะที่ไทยยังมีผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง จึงต้องวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยต้องบูรณาการและพูดคุยต่อกับกรมการข้าว เพราะต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ เกษตรกรยังสะท้อนปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนและเครื่องมือหลังการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะเครื่องลดความชื้นข้าว ซึ่งมีความจำเป็นต่อการรักษาคุณภาพผลผลิต แต่เนื่องจากแต่ละชุมชนมีความต้องการแตกต่างกัน และมีแผนดูแลให้ครบทั้ง 466 ชุมชนในโครงการข้าวประณีต นางศุภจีจึงมอบหมายให้สำรวจความต้องการของแต่ละชุมชน เพื่อสนับสนุนให้ตรงกับปัญหา โดยจะประสาน ธ.ก.ส. เพื่อช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนที่มีต้นทุนเหมาะสมและมีวงเงินเพียงพอ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; นางศุภจี กล่าวว่า เป็นแนวทางเปลี่ยนจาก &ldquo;ขายปริมาณ&rdquo; สู่ &ldquo;ขายคุณค่า&rdquo; โดยดูแลตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และตลาด เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ถ้าเราขายข้าวธรรมดาทั่วไป เราก็แข่งแต่ราคา แต่ข้าวประณีตเป็นข้าวที่มีเรื่องราว เป็นข้าวที่เราใส่ใจตั้งแต่ต้นทางถึงการแปรรูป เป้าหมายคือยกระดับมูลค่าของสินค้าข้าว และทำให้พื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการมีทั้งเครื่องมือและตลาด&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านตลาด กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยองค์การคลังสินค้า (อคส.) ช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงราคาตกต่ำ กรมการค้าต่างประเทศเร่งขยายตลาดส่งออก ขณะที่กรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะช่วยเชื่อมโยงสินค้าข้าวและสินค้าแปรรูปของชุมชนกับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการเจรจาธุรกิจ Business Matching และ Contract Farming ล่วงหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าส่งออกข้าว 7 ล้านตัน พร้อมเดินหน้าหาตลาดใหม่และตลาดทดแทน เพื่อสร้างโอกาสให้ข้าวไทย ขณะเดียวกันต้องให้ความสำคัญกับการทำให้ราคาที่ดีส่งผ่านไปถึงเกษตรกร ไม่ใช่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนกลาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดทำงานใกล้ชิดกับจังหวัดและผู้ประกอบการ จัดทำ &ldquo;ปฏิทินสินค้าเกษตร&rdquo; เพื่อให้รู้ล่วงหน้าว่าสินค้าแต่ละชนิดจะออกสู่ตลาดช่วงใด และสามารถเตรียมตลาดก่อนผลผลิตออกจำนวนมาก เพื่อป้องกันปัญหาราคาตกต่ำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้มาเห็นแล้วชื่นใจที่มีทั้งเกษตรกรตัวอย่าง ชุมชนตัวอย่าง และวิสาหกิจชุมชนตัวอย่าง เกษตรกรเองก็ต้องปรับตัว ถ้าเรายึดอยู่ในรูปแบบเดิม เราจะช่วยได้ยาก กระทรวงพาณิชย์จะช่วยเติมในสิ่งที่พื้นที่ขาด ทั้งเครื่องมือ ความรู้ และตลาด เพื่อให้ของดีที่มีอยู่แล้วสร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้รายได้กลับไปถึงเกษตรกรได้จริง&rdquo; นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608252f7bd8d7635b2851e234b35ee6fd99f4140000.jpg' type='image/jpg' length='728016' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเพื่อตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 ระดับ 1 ดาว เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ ร้านครัวพิกุลแก้ว (Pikulkeaw)  อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10383</link>
<guid isPermaLink="false">5296f1428efd4f50d159bc5b2689c315</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 13:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/232_1_.jpg" style="width: 500px; height: 341px;" /></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และติดตาม &ldquo;ร้านครัวพิกุลแก้ว&rdquo; (Pikulkeaw) ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 ระดับ 1 ดาว สะท้อนศักยภาพร้านอาหารไทยในภูมิภาคที่สามารถพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานจนได้รับการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์ พร้อมพูดคุยกับผู้ประกอบการถึงแนวทางต่อยอดธุรกิจและสร้างโอกาสทางการตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประกอบการร้านอาหารไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐาน และอัตลักษณ์ของอาหารไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะร้านอาหารในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ ร้านครัวพิกุลแก้ว เป็นร้านอาหารไทยของนางสาวพิกุล ศรีกาวี ดำเนินธุรกิจมาเป็นปีที่ 20 และสาขาปัจจุบันเพิ่งย้ายมาเปิดให้บริการได้ไม่ถึง 1 ปี ซึ่งเป็นร้านเดียวไม่มีสาขา ให้บริการอาหารไทย อาหารอีสาน และอาหารทะเล โดยมีเมนูหลากหลาย อาทิ ส้มตำทอด เป็ดอบยอดผัก ไข่เจียวปู กุ้งเผา แกงเขียวหวานโรตี ปลาหมึกไข่นึ่งมะนาว และออส่วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับร้านครัวพิกุลแก้วได้รับคำแนะนำและการสนับสนุนจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษในการเข้าร่วมโครงการ Thai SELECT ของกระทรวงพาณิชย์ และได้รับการคัดเลือกในปี 2569 ระดับ 1 ดาว ซึ่งเป็นระดับที่รับรองว่าเป็น &ldquo;ร้านอาหารไทยคุณภาพดีที่ได้มาตรฐาน&rdquo; โดยพิจารณาจากรสชาติอาหารไทยแท้ คุณภาพวัตถุดิบ สุขอนามัย การบริการ และบรรยากาศของร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การส่งเสริม Thai SELECT ไม่ได้มุ่งเพียงการรับรองร้านอาหาร แต่เป็นการสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้กับอาหารไทย รวมถึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาธุรกิจ สร้างแบรนด์ และเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงอาหารไทยกับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จังหวัดศรีสะเกษมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 2 ร้าน ได้แก่ ร้านตำกระเทย และร้านครัวพิกุลแก้ว ซึ่งได้รับการรับรองในระดับ 1 ดาวทั้งสองร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐาน แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT 1 ดาว &ldquo;รสชาติไทยแท้ มาตรฐานมั่นใจ&rdquo; Thai SELECT 2 ดาว &ldquo;รสชาติไทยสร้างสรรค์ บริการมืออาชีพ&rdquo; และ Thai SELECT 3 ดาว &ldquo;รสชาติไทยสุดประณีต สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศ&rdquo; โดยตราสัญลักษณ์มีอายุ 3 ปี ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยให้สามารถยกระดับคุณภาพ สร้างจุดเด่น และพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงสินค้าและบริการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชนในทุกพื้นที่ของประเทศ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260825ff1d20e3d2a124fb3cd5d91ba0bb1160135021.jpg' type='image/jpg' length='852722' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษเพื่อรับฟังสถานการณ์และปัญหาจากเกษตรกรและผู้ประกอบการโคเนื้อ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ณ กฤษฎาฟาร์มโคขุน อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10382</link>
<guid isPermaLink="false">4a55087379063ab0388d21b2cecd07a6</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 13:28:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/231_1_.jpg" style="width: 500px; height: 359px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 23 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่กฤษฎาฟาร์มโคขุน อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ รับฟังสถานการณ์และปัญหาจากเกษตรกรและผู้ประกอบการโคเนื้อ โดยมีนายธาตรี สิริรุ่งวนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ นายธนา กิจไพบูลย์ชัย สส.ศรีสะเกษ เขต 3 นายวิทวัส ไตรสรณกุล สส.เขต 9 นายศุภกิจ สีหาภาค สส.เขต 2 นายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ศรีสะเกษมีศักยภาพด้านโคเนื้อและมีเครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการที่สามารถพัฒนาไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยในปี 2568 อุตสาหกรรมโคเนื้อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดประมาณ 2,909 ล้านบาทต่อปี จึงต้องเร่งพัฒนาทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลี้ยง คุณภาพ การแปรรูป ไปจนถึงการสร้างตลาด เพื่อให้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นกระจายกลับไปถึงเกษตรกรในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ทำอย่างไรให้โคเนื้อของศรีสะเกษเป็นสินค้าพรีเมียมและมีราคาที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษที่สามารถสร้างชื่อและมูลค่าเพิ่มให้กับจังหวัดได้&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ นางศุภจีมอบหมายให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาศึกษาแนวทางสร้างแบรนด์และเรื่องราว (Story) ให้กับโคเนื้อศรีสะเกษ โดยทำงานร่วมกับคนในพื้นที่ พร้อมมอบหมายกรมพัฒนาธุรกิจการค้าช่วยด้านการสร้างแบรนด์และพัฒนาผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับโคเนื้อสู่ตลาดพรีเมียมและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการขยายตลาดต่างประเทศ กฤษฎาฟาร์มได้ผ่านการตรวจประเมินและได้รับการรับรองเป็น &ldquo;สถานกักกันสัตว์เพื่อการส่งออกนอกราชอาณาจักร&rdquo; เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อขึ้นทะเบียนสถานประกอบการกับประเทศปลายทาง โดยมีเวียดนามและจีนเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การผลักดันการส่งออกจำเป็นต้องทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน จึงได้นำกรมปศุสัตว์เข้ามารับทราบปัญหาและประสานเรื่องมาตรฐานและการเจรจากับประเทศปลายทาง พร้อมให้กรมการค้าต่างประเทศช่วยเรื่องใบอนุญาต กรมการค้าภายในช่วยดูแลตลาดในประเทศและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ประกอบการในประเทศ และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศช่วยเชื่อมโยงตลาดและผู้ซื้อในต่างประเทศผ่านกลไกทูตพาณิชย์ เพื่อให้การพัฒนาและขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน จะร่วมกันพิจารณาหาพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่พี่น้องเกษตรกร พร้อมเชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า(Contract Farming) เพื่อให้เกษตรกรมีตลาดรองรับและสามารถวางแผนการผลิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เป้าหมายไม่ใช่เพียงส่งออกให้ได้ แต่ต้องทำให้เกษตรกรได้รับประโยชน์มากขึ้น หากสามารถลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลางและส่งออกได้โดยตรง ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าและทำให้รายได้กลับคืนสู่เครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่มากขึ้น&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจีได้รับหนังสือจากกลุ่มโคขุนหนองฮาง ขอรับการสนับสนุนแหล่งเงินทุนหมุนเวียน เครื่องอัดฟาง และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงโคขุน รวมถึงหนังสือจากสหกรณ์โคเนื้อดอกลำดวน จำกัด ซึ่งเสนอให้มีการพัฒนาโรงเชือดในจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรต้องส่งโคไปเชือดนอกพื้นที่ ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาแนวทางช่วยเหลือต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาโคเนื้อศรีสะเกษให้ครบทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งคุณภาพ มาตรฐาน แบรนด์ แหล่งทุน โรงเชือด และตลาด โดยมีเป้าหมายให้ &ldquo;โคเนื้อศรีสะเกษ&rdquo; ก้าวสู่สินค้าเกษตรพรีเมียมและตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจี ระบุว่า ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลภาพรวมด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SME รวมถึงเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว ได้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนงานในแต่ละด้าน โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร และเกษตรมูลค่าสูง รวมถึงคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs และมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็นประธานคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy เพื่อร่วมกันนำศักยภาพของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดให้เกิดมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราไม่ได้มองเรื่องการตลาดอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าจะสร้างโอกาสอะไรให้พี่น้องชาวศรีสะเกษได้บ้าง ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และ SME รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยว ซึ่งต้องนำมาทำงานเชื่อมโยงกัน เพื่อให้สินค้าที่มีศักยภาพของพื้นที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น&rdquo; นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260825f1b86de48482c8dc58edd4398a399718133038.jpg' type='image/jpg' length='895753' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “SME ต้องรอด 2026” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10381</link>
<guid isPermaLink="false">515facf9187da3e2d53c658fb351e75e</guid>
<pubDate>Tue, 25 Aug 2026 13:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/23_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน &ldquo;SME ต้องรอด 2026&rdquo; ชี้โลกการค้ากำลังเปลี่ยนแปลงรอบด้าน จากการแข่งขันด้วยต้นทุนและขนาด สู่การแข่งขันด้วยความเร็ว คุณค่า มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือ วาง SMEs Journey ยกระดับผู้ประกอบการจาก Start&ndash;Scale Up&ndash;Leader&ndash;Regional Player พร้อมเปิดแนวคิด &ldquo;5 เปลี่ยน&rdquo; และ TAM Model หนุนผู้ประกอบการปรับตัว เปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส พา SME ไทยจาก &ldquo;ต้องรอด&rdquo; สู่ &ldquo;ต้องโต&rdquo; อย่างมั่นคงและทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ &ldquo;โอกาสและทางรอดของเศรษฐกิจและ SMEs ไทย&rdquo; ภายในงาน &ldquo;SME ต้องรอด 2026&rdquo; ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการ SMEs และ Startups และผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงานจำนวนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า โลกวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สังคมสูงวัย ตลอดจนความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ จากการเน้นต้นทุนต่ำที่สุด สู่ความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน จากการแข่งขันด้วยขนาด สู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายเพียงสินค้า สู่การขายคุณค่า ประสบการณ์ มาตรฐาน และความไว้วางใจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับเศรษฐกิจไทย GDP ในไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ซึ่งมี 2 ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญคือภาคการส่งออกและการลงทุน แม้ GDP ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก แต่ยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่สภาพัฒน์ปรับประมาณการเศรษฐกิจทั้งปีขึ้นเป็นร้อยละ 2.2 สำหรับการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ขยายตัวกว่าร้อยละ 17 ที่มูลค่า 6.2 ล้านล้านบาท เร่งขึ้นจากร้อยละ 13 ในปี 2568 ที่มีมูลค่าราว 11 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ และจีนมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าร้อยละ 30 ของการส่งออกไทย ขณะที่ทั้งสองประเทศมีแนวนโยบายและมาตรการทางการค้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การยึดโยงกับตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไปจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันไทยมี SMEs มากกว่า 3.3 ล้านราย คิดเป็นกว่าร้อยละ 99 ของธุรกิจทั้งหมด สร้างการจ้างงานกว่า 13 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 69 ของการจ้างงานรวม แต่ในจำนวนผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 30,000 ราย แม้ผู้ส่งออก SMEs จะมีมากกว่า 22,000 ราย กลับมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกเพียงร้อยละ 14 ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงข้อจำกัด แต่สะท้อนถึงโอกาสการเติบโตอีกมาก หากช่วยให้ SMEs เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี มาตรฐาน เงินทุน ตลาด และเครือข่ายธุรกิจได้อย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุว่า การผลักดัน SMEs ให้เติบโตต้องแก้ 4 Pain Points อย่างเป็นระบบ ได้แก่ (1) รากฐานธุรกิจยังไม่แข็งแรง ทั้งด้านการบริหาร บัญชี การเงิน ข้อมูล และเทคโนโลยี (2) การสร้างมูลค่าเพิ่มยังต้องเชื่อมกับความต้องการของตลาดมากขึ้น โดยการใช้ข้อมูล AI เทคโนโลยี Branding และ Storytelling (3) ช่องทางตลาดยังจำกัด โดย SMEs อาจต้องปรับตัวสู่ช่องท่างออนไลน์มากขึ้น และ (4) การสร้างสภาพการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งรวมถึงประเด็นปัญหานอมินี และสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านแนวนโยบายเศรษฐกิจ นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลต้องดูแลปัญหาเร่งด่วนวันนี้ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในวันข้างหน้า โดยในระยะสั้นจะลดภาระค่าครองชีพ ดูแลเสถียรภาพราคาสินค้า และช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสภาพคล่องและตลาด ส่วนในระยะยาวจะเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับสินค้าและบริการ พัฒนาทักษะและเทคโนโลยี และปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงจึงขับเคลื่อนงานผ่าน 5 นโยบายหลัก ได้แก่ (1) ดูแลค่าครองชีพ สร้างรายได้ และยกระดับชุมชน (2) รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร (3) สร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน (4) สร้างสมดุลการส่งออก และ (5) ยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ โดยในการสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และชุมชน มีการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ สร้างตลาดและรายได้ เพิ่มมูลค่าสินค้าและเศรษฐกิจชุมชน และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ผ่านการปราบปรามนอมินี การตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการใช้มาตรการ AD/CVD/SG&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านกลไกขับเคลื่อน รัฐบาลดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งมีนางศุภจีเป็นประธาน โดยจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน 4 คณะ ครอบคลุมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs และการค้าระหว่างประเทศ โดยแบ่งการทำงานเป็น 2 ระยะ คือ Quick Big Win ที่มุ่งให้เกิดผลภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี และ Big Win สำหรับการปรับโครงสร้างระยะ 2-4 ปี สำหรับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs จะมุ่งยกระดับผู้ประกอบการตลอดเส้นทางการเติบโต หรือ SMEs Journey ตั้งแต่ Start&ndash;Scale Up&ndash;Leader&ndash;Regional Player โดยออกแบบมาตรการสนับสนุนให้สอดคล้องกับศักยภาพและความต้องการในแต่ละช่วง ตั้งแต่การเริ่มต้นธุรกิจ การเพิ่มผลิตภาพและขยายตลาด ไปจนถึงการก้าวสู่ผู้ประกอบการระดับภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผู้ประกอบการ SMEs นางศุภจีเสนอแนวคิด &ldquo;5 เปลี่ยน&rdquo; เป็นแนวทางสำคัญในการปรับตัว ได้แก่ (1) เปลี่ยนจากแข่งขันด้วยราคา สู่แข่งขันด้วยคุณค่า (2) เปลี่ยนจากขายสินค้า สู่สร้างแบรนด์และประสบการณ์ (3) เปลี่ยนจากตัดสินใจด้วยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว สู่การใช้ข้อมูลและ AI (4) เปลี่ยนจากขายช่องทางเดียว สู่การเชื่อมทุกช่องทาง และ (5) เปลี่ยนจากทำคนเดียว สู่การสร้างเครือข่ายและพันธมิตร พร้อมฝากหลักคิด TAM Model - Think Big, Act Small, Move Right โดย Think Big คือมองเป้าหมายให้ไกล Act Small คือเริ่มลงมือจากก้าวที่ทำได้จริง และ Move Right คือเลือกจังหวะ ตลาด เทคโนโลยี และพันธมิตรที่เหมาะสม เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างผลลัพธ์ได้สูงสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกที่ไม่เหมือนเดิมอาจทำให้การทำธุรกิจยากขึ้น แต่ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมเปิดโอกาสให้กับผู้ที่มองเห็นและปรับตัวได้เร็วกว่า และ &ldquo;ขอให้ช่วยกันเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส เปลี่ยนข้อจำกัดให้เป็นแรงผลักดัน และเปลี่ยนคำว่า &lsquo;SME ต้องรอด&rsquo; ให้ก้าวไปสู่ &lsquo;SME ไทยต้องโต&rsquo; อย่างมั่นคงและทั่วถึง&rdquo;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608254106762c32418de7a93f80ae42bc80d7131937.jpg' type='image/jpg' length='946895' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand – U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรม Hyatt Regency กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10348</link>
<guid isPermaLink="false">ecee878c72ffc525be035b16a3fda4d4</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 12:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/17_1_.jpg" style="width: 500px; height: 357px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวสุนทรพจน์ในงาน Thailand &ndash; U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership ณ โรงแรม Hyatt Regency กรุงเทพฯ ซึ่งจัดโดยหอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และหอการค้าสหรัฐอเมริกา (U.S. Chamber of Commerce) โดยมี นายฌอน เค. โอนีลล์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย นายชาทิตย์ ห้วยหงษ์ทอง ประธานหอการค้าอเมริกันในประเทศไทย และนายจอห์น โกเยอร์ รองประธานฝ่ายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย หอการค้าสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยผู้แทนภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และภาคเอกชนไทย&ndash;สหรัฐฯ เข้าร่วมงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงาน Thailand &ndash; U.S. Trade and Investment Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Building on a Longstanding Partnership&rdquo; และถือเป็นโอกาสสำคัญในการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี โดยเป็นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับประชาชนชาวอเมริกัน เนื่องในโอกาสที่สหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปีแห่งการก่อตั้งประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ศตวรรษครึ่ง สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญต่อความก้าวหน้าของโลก ผ่านคุณค่าด้านเสรีภาพ นวัตกรรม และการประกอบการ ซึ่งเป็นคุณค่าที่ประเทศไทยให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งรูปแบบการค้าและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกและทดสอบความสามารถในการรับมือของเศรษฐกิจต่าง ๆ โดยประเทศไทยไม่ได้ต้องการเพียงตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่พร้อมเป็น ส่วนหนึ่งของทางออก ด้วยการยกระดับบทบาทของไทยให้เป็น ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ (resilient, secure and trusted manufacturing and supply chain base) สำหรับภูมิภาคและตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;พื้นฐานสำคัญของความมุ่งมั่นดังกล่าว คือ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่มีมายาวนานกว่า 200 ปี และตั้งอยู่บนความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานให้ทั้งสองประเทศสามารถรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ และคว้าโอกาสใหม่ ๆ ร่วมกันได้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทย และเป็น ตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยมีบริษัทอเมริกันหลายร้อยแห่งเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มีมูลค่าการลงทุนสะสมหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และก่อให้เกิดการจ้างงานหลายแสนตำแหน่ง ตลอดจนมีส่วนสำคัญในการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากร และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ในนามรัฐบาลไทย จึงขอขอบคุณภาคธุรกิจอเมริกันสำหรับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับทิศทางในอนาคต ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็นเศรษฐกิจรายได้สูงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยรัฐบาลส่งเสริมการลงทุนใน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเชิญชวนนักลงทุนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในบทใหม่ของการเติบโตของไทย เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ โอกาสใหม่ และความมั่งคั่งร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เน้นย้ำว่า ไทยต้องการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของ &ldquo;Partnership and Co-creation&rdquo; หรือความเป็นหุ้นส่วนและการร่วมกันสร้างสรรค์ ความเป็นหุ้นส่วนที่ยั่งยืนต้องประกอบด้วยความไว้วางใจ ความอดทน ความเคารพซึ่งกันและกัน การแบ่งปันโอกาส ความรับผิดชอบ และคุณค่าร่วมกัน ขณะที่รัฐบาลไทยพร้อมทำหน้าที่ของตนเองผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนนวัตกรรม และการส่งเสริมสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่มีความโปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การลงทุนและการดำเนินธุรกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านการค้า นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันและการเติบโตอย่างสมดุล โดยรัฐบาลไทยทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อขยายการค้าสองทาง รวมถึงการเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะ พลังงาน เครื่องจักรและอุปกรณ์ขั้นสูง และสินค้าเกษตรบางประเภทที่ไทยมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านความพยายามของไทยในการผลักดัน กรอบความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยเปิดเผยว่า ตนจะเดินทางไปกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการเดินทางครั้งที่ 3 ในปีนี้ เพื่อร่วมผลักดันการเจรจาให้สามารถหาข้อสรุปได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือผลลัพธ์ที่สมดุลสำหรับทั้งสองฝ่ายและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ด้านการลงทุนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว โดยบริษัทไทยได้เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ แล้วมากกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแผนที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีนี้ การลงทุนของไทยในสหรัฐฯ ยังมีส่วนช่วยสร้างการจ้างงานหลายหมื่นตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศสามารถสร้างโอกาส การจ้างงาน และการเติบโตให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน แต่ดิฉันยังเชื่อมั่นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชน จะยังคงเข้มแข็ง และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความร่วมมือในอนาคต&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวในช่วงท้ายว่า ประเทศไทยพร้อมเป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และพร้อมทำงานร่วมกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมีความยืดหยุ่น ตลอดจนสร้างความมั่งคั่งร่วมกันให้แก่คนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป พร้อมขอบคุณหอการค้าไทย AMCHAM Thailand และ U.S. Chamber of Commerce ที่ร่วมกันจัดงาน และโดยเฉพาะ AMCHAM Thailand ที่มีบทบาทมาอย่างยาวนานในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างไทยและสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ งาน Thailand&ndash;U.S. Trade and Investment Summit 2026: Building on a Longstanding Partnership เป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐและภาคเอกชนของไทยและสหรัฐฯ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และธุรกิจ ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 200 ปี สู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608193a34051cce36bec4b52e5a9d88096b7b123445.jpg' type='image/jpg' length='250409' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10347</link>
<guid isPermaLink="false">b68afae8afe073336f944bde4df4672a</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 12:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/15_1_.jpg" style="width: 500px; height: 377px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อติดตามความคืบหน้าการจัดตั้ง &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 2 นายปัญญา ชวนบุญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 4 นายเฉลิม เกตุแก้ว ประธานสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว ตลอดจนผู้แทนเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมารับฟังปัญหาและความต้องการของพี่น้องเกษตรกรโดยตรง พร้อมนำหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์มาทำงานร่วมกัน เพื่อให้การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมเป็นระบบและตรงจุด ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนและสะสมมานาน ทั้งเรื่องผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ราคาที่ผันผวน การบริหารจัดการล้ง การตลาด และการแปรรูป จึงต้องบูรณาการหลายหน่วยงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การจัดตั้งล้งชุมชนจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา มะพร้าวน้ำหอมมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากจากหลายปัจจัย ทั้งสภาพภูมิอากาศและพื้นที่ปลูกที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ช่วงที่ผลผลิตออกมาก ราคามะพร้าวน้ำหอมเคยลดลงเหลือเพียงลูกละ 2&ndash;3 บาท ซึ่งเป็นระดับที่เกษตรกรไม่สามารถรับได้ กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งการดูดซับผลผลิต การเชื่อมโยงตลาด และการตรวจสอบการประกอบธุรกิจของผู้รวบรวมและผู้ประกอบการที่อาจดำเนินการไม่ถูกต้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน ราคามะพร้าวน้ำหอมเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ราคาที่เกษตรกรได้รับหน้าสวนอยู่ที่ประมาณ 9.00&ndash;10.50 บาทต่อลูก และราคาล้งรับซื้ออยู่ที่ประมาณ 10.50&ndash;12 บาทต่อลูก ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่พอรับได้ แต่ยังไม่ใช่ระดับราคาที่ดีที่สุด โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งดูแลไม่ให้ราคาปรับตัวลดลงรุนแรงในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า ปี 2569 ประเทศไทยจะมีผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมประมาณ 475 ล้านลูก เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปี 2568 ที่มีประมาณ 420 ล้านลูก โดยในช่วงผลผลิตออกมากระหว่างเดือนสิงหาคม&ndash;พฤศจิกายน อาจมีผลผลิตสูงถึงประมาณ 1.7&ndash;2 ล้านลูกต่อวัน ขณะที่ในพื้นที่บ้านแพ้วและพื้นที่โดยรอบ เมื่อเข้าสู่ช่วงผลผลิตสูงอาจมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 400,000 ลูกต่อวัน จึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการตลาดล่วงหน้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางดำเนินงานทั้งระยะเร่งด่วนและระยะกลาง&ndash;ระยะยาว โดยระยะเร่งด่วน กรมการค้าภายในจะเร่งเชื่อมโยงและกระจายมะพร้าวน้ำหอมจากแหล่งผลิตไปยังตลาดปลายทางนอกพื้นที่ ผ่านห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน สถานที่ราชการ รวมถึงโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศและดูดซับผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก ขณะเดียวกันพาณิชย์จังหวัดจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพื้นที่ใดมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นจะเร่งเข้าไปบริหารจัดการทันที โดยมีองค์การคลังสินค้า (อคส.) ร่วมสนับสนุนการดูดซับผลผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนด้านตลาดต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จะเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยเฉพาะการขยายตลาดไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุโรป และตลาดที่มีศักยภาพ ทั้งมะพร้าวน้ำหอมสดและผลิตภัณฑ์แปรรูป พร้อมผลักดันให้สินค้าเป็นไปตามมาตรฐานที่ตลาดต่างประเทศต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดตั้ง &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการรวบรวม คัดแยก แปรรูป และกระจายผลผลิต รวมทั้งสร้างอำนาจต่อรองด้านราคา ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มส่วนแบ่งรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและชุมชน โดยเดิมตั้งเป้าหมายจัดตั้งอย่างน้อย 10 แห่งภายในปี 2569 แต่ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร และผู้สนใจสมัครเข้าร่วมแล้ว 12 ราย ใน 6 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม 1 ราย ราชบุรี 6 ราย สมุทรสาคร 1 ราย สมุทรสงคราม 2 ราย ฉะเชิงเทรา 1 ราย และสงขลา 1 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ล้งชุมชนแต่ละแห่งมีความพร้อมแตกต่างกัน จึงจะใช้แนวทางสนับสนุนตามระดับความพร้อม โดยบางกลุ่มมีความพร้อมด้านตลาดและต้องการการสนับสนุนตลาดต่างประเทศ ขณะที่บางกลุ่มต้องการยกระดับมาตรฐาน เช่น GAP หรือมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร และบางกลุ่มต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น สายพาน เครื่องคว้าน เครื่องผ่ามะพร้าว โต๊ะสแตนเลส ห้องเย็น หรือห้องแพ็กสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายในการจัดตั้งล้งชุมชน มีความพร้อมด้านสถานที่ แต่ยังต้องการการสนับสนุนด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ รวมถึงตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้สามารถจัดตั้งและดำเนินงานได้โดยเร็ว ก่อนเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจล้งและตรวจสอบการประกอบธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ รวมถึงกรณีที่อาจมีการใช้คนไทยเป็นนอมินี การกดราคารับซื้อ และการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย โดยที่ผ่านมาได้พบผู้ประกอบการที่มีประเด็นต้องตรวจสอบและส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายแล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมไม่ควรสร้างรายได้เฉพาะจากการขายผลสดหรือน้ำมะพร้าวเท่านั้น แต่ควรนำทุกส่วนของมะพร้าวมาใช้ประโยชน์ ทั้งเนื้อ เปลือก กะลา และกากมะพร้าว เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร โดยจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหน่วยงานวิจัย เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นต้นแบบการแปรรูปและเศรษฐกิจ BCG<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเข้ามาสนับสนุนการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับมะพร้าวน้ำหอม โดยมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว และจะเดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก GI ได้อย่างเต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมจำเป็นต้องทำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทางที่ต้องยกระดับพันธุ์ การดูแลสวน ลดต้นทุนปุ๋ยและยา ยกระดับคุณภาพผลผลิต ไปจนถึงการรวบรวม การคัดแยก การแปรรูป มาตรฐาน การตลาด และการส่งออก โดยกระทรวงพาณิชย์เพียงกระทรวงเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด จึงต้องร่วมมือกับ ทุกหน่วยงาน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ปัญหาที่เกิดขึ้นสะสมมานานหลายปี และมีหลายมิติ สิ่งที่เราจะทำต้องทำอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง แต่ก็ต้องใช้เวลา สิ่งสำคัญคือเราต้องทำงานอย่างเป็นระบบและบูรณาการ เพื่อให้ชีวิตและรายได้ของพี่น้องเกษตรกรดีขึ้น และจะทำต่อไปเพื่อพี่น้องชาวสมุทรสาครและบ้านแพ้ว&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจีได้นำคณะกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการจัดตั้งล้งชุมชนของสหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด พร้อมรับฟังข้อเสนอจากเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งเสนอความต้องการสนับสนุนทั้งด้านสายพานลำเลียงและคัดแยก เครื่องปอกเปลือก เครื่องเจาะน้ำมะพร้าว เทคโนโลยีการแปรรูป ช่องทางการตลาด และเงินทุน รวมถึงการนำแนวคิด BCG มาใช้ในการสร้างมูลค่าจากกะลา เปลือก และกากใยมะพร้าว เพื่อให้ล้งชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260819c417a7c71659c5d93ae9a3f0a9b46ffa122445.jpg' type='image/jpg' length='617294' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok Post Forum 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ภายใต้หัวข้อ “Vision Thailand: Driving Trade, Unlocking Sustainable Growth” เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10346</link>
<guid isPermaLink="false">5180b868016e17cc135184c6fdc1088e</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 12:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/141_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในงาน Bangkok Post Forum 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี หนังสือพิมพ์ Bangkok Post ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Vision Thailand: Driving Trade, Unlocking Sustainable Growth&rdquo; ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ว่า การขับเคลื่อนการค้าในโลกปัจจุบันต้องมองให้ไกลกว่าการเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยใช้&ldquo;การค้า&rdquo; เป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่า เปิดโอกาสใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยีและ AI การกีดกันทางการค้า ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจีกล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับกับโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบหลายขั้ว (Multipolar Economy) โดยต้องดำเนินนโยบายการค้าที่ &ldquo;เปิดกว้าง กระจายความเสี่ยง และรักษาสมดุล&rdquo; พร้อมสร้างทางเลือกใหม่ให้กับประเทศ โดยไทยต้องเปิดกว้างเพื่อทำงานและเป็นพันธมิตรกับทุกประเทศ ขณะเดียวกันต้องกระจายการพึ่งพาตลาดส่งออก เพราะปัจจุบันประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกไทยมาจาก 2 ตลาดหลัก ซึ่งอาจเป็นความเสี่ยงหากยังพึ่งพาตลาดกระจุกตัว จึงต้องเร่งเปิดตลาดใหม่และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ทั้งผ่าน FTA การเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบอื่น ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราต้องเปิดกว้าง กระจายตลาด และรักษาสมดุล เพราะไทยเป็นประเทศขนาดกลางถึงเล็กเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจ เราจึงต้องสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง และทำงานร่วมกับทุกฝ่าย&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งและศักยภาพจำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ ภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ ภาคการผลิตที่ต้องยกระดับไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ยุคใหม่และเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ภาคบริการ การท่องเที่ยว และสุขภาพ รวมถึงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์(Creative Economy) นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งอยู่ใจกลางเอเชีย สามารถเชื่อมโยงการค้าจากเหนือสู่ใต้และตะวันออกสู่ตะวันตก จึงมีโอกาสพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันไทยมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่ภาครัฐต้องสนับสนุนให้สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า จากจุดแข็งดังกล่าว ไทยจำเป็นต้องปลดล็อก &ldquo;3 ช่องว่าง&rdquo; เพื่อสร้างการเติบโต ได้แก่ 1. ช่องว่างด้านมูลค่า (Value Gap) ต้องเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่า โดยให้ความสำคัญกับแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์ 2. ช่องว่างด้านตลาด (Market Gap) ต้องมองหาตลาดใหม่ ช่องทางใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต และ 3. ช่องว่างด้านการมีส่วนร่วม (Participation Gap) ต้องทำให้ SMEs และผู้ประกอบการรายเล็กมีส่วนร่วมกับการเติบโตของประเทศมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;SMEs มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยสร้างประมาณ 35% ของ GDP แต่สัดส่วนดังกล่าวแทบไม่เปลี่ยนแปลงมาหลายปี สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่เพียงปกป้อง SMEs แต่ต้องให้อุปกรณ์ ทักษะ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้ SMEs สามารถแข่งขันและเติบโตได้&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ประเทศไทยมีผู้ส่งออกจดทะเบียนประมาณ 30,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณ 7,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ประมาณ 22,000 รายเป็น SMEs และ MSMEs แต่ผู้ประกอบการกลุ่มดังกล่าวสร้างมูลค่าการส่งออกเพียงประมาณ 12% จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการรายเล็กให้สามารถขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับแนวทางการปลดล็อกการเติบโต นางศุภจีได้เสนอ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หนึ่ง ปลดล็อกตลาด (Unlocking Markets) กระจายการพึ่งพาตลาดส่งออกและเปิดตลาดใหม่ โดยแม้ FTA จะเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่การเปิดตลาดไม่จำเป็นต้องรอเพียงการจัดทำ FTA ซึ่งอาจใช้เวลา จึงต้องใช้ทั้งการเจรจาการค้า คณะผู้แทนการค้า และความร่วมมือรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันต้องใช้ประโยชน์จากการที่การส่งออกของไทยในปีนี้เติบโตในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อขยายฐานการค้าให้กว้างขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สอง ปลดล็อกมูลค่า (Unlocking Values) เปลี่ยนจากการมองเพียงสิ่งที่ประเทศไทยมี ไปสู่การตั้งคำถามว่า &ldquo;โลกต้องการอะไร&rdquo; และอะไรคือคุณค่าที่ตลาดโลกต้องการ โดยปรับจากการให้การผลิตเป็นตัวนำตลาด ไปสู่ Market-Led Production หรือใช้ตลาดนำการผลิต เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยตอบโจทย์ความต้องการของโลกมากขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์ ทรัพย์สินทางปัญญา การออกแบบ มาตรฐาน และประสบการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สาม ปลดล็อกโอกาส (Unlocking Opportunities) ขยายโอกาสไปสู่ SMEs MSMEs และผู้ประกอบการรายเล็ก ให้สามารถเข้าถึงทักษะ ความรู้ ความสามารถ และการสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อยกระดับศักยภาพและแข่งขันในตลาดได้มากขึ้น โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงการปกป้องผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ต้องทำให้สามารถเติบโตและมีส่วนร่วมในการสร้างความมั่งคั่งให้กับประเทศได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สี่ ปลดล็อกความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่น (Unlocking Trust and Resilience) สร้างความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าโดยมุ่งหาผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่การมุ่งแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นหุ้นส่วนที่สามารถรับมือกับความท้าทายของโลกที่มีอุปสรรคและความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า &ldquo;ความเชื่อมั่น (Trust)&rdquo; เป็นหนึ่งในสิ่งที่มีค่าที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เพราะจะช่วยให้ไทยสามารถยกระดับความร่วมมือไปสู่การเป็นหุ้นส่วนในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนและห่วงโซ่อุปทานกำลังถูกปรับเปลี่ยน ประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมีพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ดังนั้น ไทยควรสร้างบทบาทของตนเองให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นางศุภจีกล่าวว่า ในส่วนของกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่รับผิดชอบด้านการค้าและบริการ จะมีการทำงานผ่าน 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1. เศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy 2. เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร 3. ชุมชนและ SMEs และ 4. การค้าระหว่างประเทศ โดยจะไม่ทำงานแบบแยกส่วน แต่ต้องเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การทำงานดังกล่าวจะยึดหลักสำคัญ 5 ประการ คือ ปลดล็อกข้อจำกัด ทำงานเป็นทีมเดียวกัน สร้างมูลค่าจากปริมาณไปสู่คุณค่า เชื่อมโยงการทำงานอย่างไร้รอยต่อ และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า ในระยะต่อไปจะต้องกำหนด Quick Big Wins ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถเห็นผลได้ภายใน 6&ndash;12 เดือน มีความชัดเจน เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ ขณะเดียวกันต้องกำหนด Big Wins สำหรับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและสร้างเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศในระยะยาว เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าส่งผลเพียงระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืน จัดลำดับความสำคัญ กำหนดเจ้าภาพและพันธมิตร กำหนดกรอบเวลา มีหมุดหมายที่ชัดเจน และมี KPI ที่วัดผลได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีกล่าวในตอนท้ายว่า รัฐบาลกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายดังกล่าว โดยการดำเนินงานต้องสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาในระยะสั้นกับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อคว้าโอกาสในระยะยาว ไม่ใช่ดำเนินการที่ให้ประโยชน์เฉพาะหน้าแล้วสูญเสียโอกาสในอนาคต แต่ต้องสร้างรูปแบบการเติบโตที่สามารถรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและสร้างศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราไม่ได้ทำสิ่งที่จะให้ประโยชน์เพียงระยะสั้นแล้วปล่อยให้ประโยชน์ระยะยาวหายไป แต่ต้องทำให้สิ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่สามารถรับมือกับความท้าทายในวันนี้ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อให้เราสามารถคว้าโอกาสในระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่รูปแบบการเติบโตที่ยั่งยืนของประเทศ&rdquo; นางศุภจีกล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608192d4efd66d449a4d20f6b7042f75bf16d121023.jpg' type='image/jpg' length='591224' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 หรือ Thai SELECT Award 2026  เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10345</link>
<guid isPermaLink="false">a4806b448865a1911246c7a66dabdf64</guid>
<pubDate>Wed, 19 Aug 2026 12:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/14_1_.jpg" style="width: 500px; height: 341px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2569 หรือ Thai SELECT Award 2026 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 13 สิงหาคม 2569 กล่าวว่า ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยในปี 2567 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 674,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.61 ของ GDP ประเทศไทย ขณะที่ปี 2568 มีผู้ประกอบการร้านอาหารรวมกว่า 393,000 ราย เกิดการจ้างงานกว่า 1.28 ล้านคน เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีจำนวนคงอยู่ 33,136 ราย มีมูลค่าทุนจดทะเบียนรวม 174,430 ล้านบาท และสร้างรายได้รวม 305,487 ล้านบาท สะท้อนบทบาทสำคัญของธุรกิจร้านอาหารต่อระบบเศรษฐกิจไทย และการกระจายรายได้ไปสู่เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และแรงงานในทุกภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า อาหารไทยเป็นหนึ่งในสิ่งที่ล้ำค่าที่ประเทศไทยมอบไว้ให้กับโลกใบนี้ อาหารไทยเราเป็นที่รู้จักแล้วก็เป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วโลก แต่การที่จะทำให้อาหารไทยนั้นยังคงรักษาคุณภาพ มาตรฐาน และเสน่ห์ของอาหารไทย ซึ่งมีเรื่องราวมากมายในการปรุงอาหารในแต่ละจานนั้น ก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านในการที่จะยังยึดมั่นในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน รสชาติ และรวมไปถึงการให้บริการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการจัดงาน Thai SELECT Award 2026 ในปีนี้ มีร้านอาหารจากทั่วประเทศสนใจสมัครเข้าร่วมการคัดเลือกและต่ออายุตราสัญลักษณ์กว่า 500 ร้าน ก่อนผ่านการประเมินอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และมีร้านที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้รับตราสัญลักษณ์จำนวน 182 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 2 ร้าน Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 23 ร้าน และ Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 157 ร้าน ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวมทั้งสิ้น 517 ร้าน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด โดยมีรายชื่ออยู่ใน Thai SELECT Guide 2026 เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวค้นหาร้านอาหารไทยคุณภาพได้ง่ายยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจีกล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัตถุดิบและอัตลักษณ์ไทย รวมถึงการกระจายโอกาสไปสู่ชุมชน โดยจะเดินหน้ายกระดับร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าตลอดห่วงโซ่อาหาร และต่อยอด Soft Power ไปสู่ Trust Power หรือ &ldquo;พลังแห่งความเชื่อมั่น&rdquo; เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ในประเทศไทยเนี่ย 500 กว่าแห่ง แต่ทั่วโลกเราก็มีมากด้วยเช่นกัน ดิฉันก็อยากจะเห็นพัฒนาการที่ทำให้ท่านต่อยอดธุรกิจของท่านต่อเนื่องไปอีก ในมุมของกระทรวงพาณิชย์ เราจะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาศักยภาพใหม่ ๆ โปรแกรมใหม่ ๆ ช่วยโปรโมต ช่วยโฆษณาร้านอาหารของท่านให้เป็นที่รู้จักได้มากขึ้น&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเดินหน้าขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ร้านอาหาร Thai SELECT ผ่านกลยุทธ์ดิจิทัลและการตลาดเชิงรุก ทั้งการดึงศิลปินและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังทั้งไทยและต่างประเทศมาช่วยสร้างกระแส การส่งเสริมการผลิตคอนเทนต์และสื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบใหม่ รวมถึงการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อเชื่อมโยงการรับรู้ไปสู่การใช้บริการจริง ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรและอีเวนต์ระดับสากล เชื่อมโยงร้านอาหารไทยเข้ากับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว 2 ดาว หรือ 3 ดาว ท่านคือตัวแทนของประเทศไทยในการที่จะรังสรรค์และยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติอาหารไทย ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่ท่านตั้งใจ และเป็นกำลังหลักสำคัญในการเชิดชูอาหารไทยของเราให้ทั่วโลกได้ประจักษ์ ให้ทุกคนได้รับรู้ว่าอาหารไทยไม่แพ้ใครในโลก&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วประเทศ พร้อมรับสิทธิประโยชน์และติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: Thai SELECT Thailand และ Line Official Account: @thaiselect ส่วนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยหรือผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0 2547 5954 อีเมล thaiselectdbd@gmail.com เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และ Call Center 1570</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260819e89bbde720c95861f7624e423fa5ae3f120227.jpg' type='image/jpg' length='230923' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ปี 2569  เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10335</link>
<guid isPermaLink="false">a8df478bdd1a775df83f8451387b818b</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/10_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังร่วมพิธีเปิดงาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;RADIANCE OF SIAM สิริรัศมีแห่งแผ่นดิน&rdquo; ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8&ndash;16 สิงหาคม 2569 โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก นำภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น มาต่อยอดเป็นสินค้าและบริการที่มีมูลค่า สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมงาน OTOP 2569 เพื่อเปิดพื้นที่ทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนที่ผ่านการพัฒนาและยกระดับจากกระทรวงพาณิชย์ ได้พบผู้บริโภคโดยตรง ขยายฐานลูกค้า และต่อยอดไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่ง &ldquo;เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการการทำงานของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำผู้ประกอบการและสินค้าชุมชนที่ผ่านการส่งเสริมและพัฒนามาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย เพื่อสะท้อนศักยภาพของสินค้าไทยที่สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับการออกแบบ นวัตกรรม การสร้างแบรนด์ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นำผู้ประกอบการชุมชนจากทั่วประเทศ 30 ราย เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในโซน MOC SMART Local Pavilion อาคารชาเลนเจอร์ 2 โดยมีสินค้าหลากหลาย อาทิ ผ้าปักมือย้อมสีธรรมชาติจากเชียงราย ผ้าฝ้ายย้อมครามจากกาฬสินธุ์ ผลิตภัณฑ์เชือกกล้วยและหวายเทียมจากปัตตานี ผลิตภัณฑ์จากผ้าขาวม้าจากราชบุรี กระเป๋าทำมือดีไซน์รักษ์โลกจากนนทบุรี ผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติจากลำปาง รองเท้าหนังแท้จากสมุทรปราการ เครื่องประดับจากเศษผ้าพื้นเมืองจากกรุงเทพฯ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกกจากมหาสารคาม โดยตั้งเป้าสร้างยอดขายตลอดการจัดงานไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท และสร้างโอกาสการต่อยอดคำสั่งซื้อในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำผู้ประกอบการจากโครงการ &ldquo;IP Local Hero&rdquo; จำนวน 16 กิจการ มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า ครอบคลุม 4 กลุ่ม ได้แก่ เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ ของตกแต่งและของที่ระลึก รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง โดยนำทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นเครื่องมือในการสร้างอัตลักษณ์ เพิ่มมูลค่า และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า โครงการ IP Local Hero เป็นตัวอย่างของการนำ &ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; มาเชื่อมต่อกับ &ldquo;ภูมิปัญญาท้องถิ่น&rdquo; เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้พัฒนาผู้ประกอบการต้นแบบแล้วกว่า 120 ราย ใน 10 จังหวัด ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ทั้งการสนับสนุนด้านเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ลิขสิทธิ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ โลโก้ และการสร้างช่องทางการตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถสร้างแบรนด์ของตนเองและเติบโตได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;งาน OTOP ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวมของดีจากทั่วประเทศไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นผ้า งานหัตถกรรม อาหาร ของใช้ ของตกแต่ง หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ที่นำภูมิปัญญาไทยมาพัฒนาให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์จึงต้องการใช้เวทีนี้ไม่เพียงเพื่อเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบลูกค้าใหม่ เรียนรู้ตลาด และต่อยอดไปสู่ช่องทางการค้าอื่นๆ ในอนาคต&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ งาน &ldquo;ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี&rdquo; ปี 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8&ndash;16 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00&ndash;21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1&ndash;3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการกว่า 3,000 ราย และผลิตภัณฑ์กว่า 150,000 รายการ จากทั่วประเทศมาร่วมจัดแสดงและจำหน่าย ขณะที่ 2 วันแรกของการจัดงานสามารถสร้างยอดจำหน่ายรวมแล้วกว่า 146 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนมาเลือกซื้อของดีจากผู้ประกอบการไทย ชมงานฝีมือ สัมผัสภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น และสนับสนุนสินค้าไทยจากผู้ประกอบการชุมชน เพราะทุกการจับจ่ายไม่ได้เป็นเพียงการซื้อสินค้า แต่เป็นการส่งต่อรายได้กลับสู่ชุมชน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทยให้เข้มแข็งไปพร้อมกัน&rdquo; นางศุภจีกล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260813b7cb3d7e2f2ef4b2a2801562ba6d2c70110632.jpg' type='image/jpg' length='1240162' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมงาน Heliconia Food Festival 2026 ตอน Carnival เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10334</link>
<guid isPermaLink="false">bb31cda774d253f3d93cb7745de7de29</guid>
<pubDate>Thu, 13 Aug 2026 10:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/11_1_.jpg" style="width: 500px; height: 370px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 11 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมงาน Heliconia Food Festival 2026 ตอน Carnival ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม&ndash;12 สิงหาคม 2569 ร่วมกับนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมกรมการค้าภายใน โดยมีนายกิติกร เพ็ญโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด และนายศักดิ์ดา ฉัตรสุรเดช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานปฏิบัติการ ให้การต้อนรับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก เต็มไปด้วยสีสันของอาหาร มีประชาชนและคนรักอาหารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง โดยนางศุภจีได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าต่าง ๆ ทั้ง 3 โซน พร้อมพูดคุยกับเชฟที่มาออกร้าน และประชาชนที่มาเดินงานอย่างใกล้ชิด ชิมและชมการนำเสนอเมนูอาหารที่หลากหลาย ซึ่งมีการเลือกใช้วัตถุดิบจากหลากหลายแหล่ง รวมถึงวัตถุดิบท้องถิ่นของไทยมารังสรรค์เป็นเมนูในรูปแบบที่น่าสนใจ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของวัตถุดิบไทยในการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านอาหารและฝีมือเชฟ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งาน Heliconia Food Festival 2026 เป็นเทศกาลอาหารในรูปแบบ Food Entertainment Festival ที่ผสานอาหาร ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน โดยมี Celebrity Chef และผู้ประกอบการจากรายการแข่งขันทำอาหารชื่อดัง อาทิ MasterChef Thailand, Hell&rsquo;s Kitchen Thailand, TOP CHEF Thailand, Iron Chef Thailand และ Restaurant War Street King Thailand รวมกว่า 73 คน ร่วมปรุงและจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม และของหวาน ภายในงานมี 63 บูธ แบ่งเป็น 3 โซน พร้อมกิจกรรมสาธิตการทำอาหาร กิจกรรมไลฟ์สไตล์ และการจับคู่ทางธุรกิจกับพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านอาหารให้กับผู้บริโภค เปิดพื้นที่ให้เชฟ ผู้ประกอบการ และคนรักอาหารได้พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาเทศกาลอาหารให้เป็นงานประจำปีที่เชื่อมโยงอาหาร ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์และบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด มีความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในการใช้ &ldquo;อาหารไทย&rdquo; เป็นกลไกเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไทยกับผู้บริโภค โดยที่ผ่านมา กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับรายการ MasterChef Thailand จัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคสินค้าเกษตรไทย ผ่านการนำวัตถุดิบจากแหล่งผลิตต่าง ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์ GI &nbsp;ปลากะพงสามน้ำสงขลา ข้าวประณีตจาก 4 ภาค และสับปะรดภูแลเชียงราย มาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารและเผยแพร่ผ่านรายการ MasterChef Thailand ซีซัน 7 รวมถึงจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ภายใต้แนวคิด &ldquo;Local Ingredients World Class Experiences&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดความร่วมมือโดยนำเชฟผู้ชนะการแข่งขันมาร่วมพัฒนาเมนูจากสินค้าเกษตรไทย และเชื่อมโยงเข้าสู่ช่องทางการจำหน่ายของสายการบินชั้นนำ อาทิ แอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและขยายช่องทางตลาดให้กับเกษตรกรไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าความร่วมมือกับรายการ Iron Chef Thailand เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูป ผ่านการพัฒนาสูตรอาหารและเชื่อมโยงกับธุรกิจร้านกาแฟ คาเฟ่ และ Specialty Caf&eacute; โดยมีแผนผลักดันวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ ลำไย มังคุด และมะพร้าวน้ำหอม ให้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาเมนูและสร้างช่องทางจำหน่ายใหม่ในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างตลาดจากความต้องการของผู้บริโภค เชื่อมโยง ผู้ผลิต&ndash;ผู้ประกอบการ&ndash;ช่องทางจำหน่าย เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย สร้างโอกาสทางธุรกิจ และขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อาหาร</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260813c9a220f24ca77ebdf8130997a6de2823105800.jpg' type='image/jpg' length='871486' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ โดยมีผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนผู้ประกอบการโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้แทนสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10330</link>
<guid isPermaLink="false">420484b4c252ed850a500e365fee8368</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 11:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/10_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ โดยมีผู้แทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ ผู้แทนผู้ประกอบการโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ ผู้แทนสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และราคารับซื้อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมุ่งดูแลเกษตรกรเป็นสำคัญ ควบคู่กับการไม่สร้างผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตและผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การดูแลเกษตรกรต้องเริ่มจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะเรื่อง ต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้และความอยู่รอดของเกษตรกรในระยะยาว การกำหนดราคารับซื้อจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลต้นทุนที่ถูกต้องให้สามารถนำไปใช้เป็นหลักในการกำหนดราคาใหม่ได้อย่างมีเหตุผลและเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้ปัญหาสำคัญคือข้อมูลต้นทุนยังไม่ตรงกัน ฝ่ายเกษตรกรสะท้อนว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรสะท้อนว่าต้นทุนลดลง หากข้อมูลพื้นฐานยังไม่ตรงกัน จะส่งผลต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ปศุสัตว์ และท้ายที่สุดอาจกระทบต่อราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ดังนั้น ต้องกลับไปทำข้อมูลต้นทุนให้ตรงกับข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับร่วมกันก่อน&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือ การแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยได้มอบหมายให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดูแลเรื่องความสามารถในการผลิตของเกษตรกร ตั้งแต่ เมล็ดพันธุ์ คุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการผลิต ตลอดจนแนวทางเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนและแข่งขันได้ดีขึ้น ไม่ใช่พึ่งพาการเพิ่มราคารับซื้อเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรสำหรับผลผลิตปี 2569/70 หากพบว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจริง โดยต้องหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดำเนินการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ถ้าต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจริง และเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกร แต่ไม่ต้องการให้ผลกระทบส่งต่อไปยังห่วงโซ่จนถึงผู้บริโภค กระทรวงเกษตรฯ ก็ต้องเสนอแนวทางหรือมาตรการช่วยเหลือต้นทุนให้กับเกษตรกรโดยตรง ขณะเดียวกันต้องเร่งทำแผนยุทธศาสตร์แก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ได้มอบหมายไว้ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในเดือนมิถุนายน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แก้เฉพาะเรื่องราคาในแต่ละปี&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประเด็นราคารับซื้อ ที่ประชุมเห็นชอบให้ ขยายระยะเวลาการใช้บังคับประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ประจำปี 2568/69 ออกไปจนกว่าจะมีประกาศฉบับใหม่ โดยยังคงหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคารับซื้อเดิมไว้ เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศด้านราคาและไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการที่ประกาศเดิมสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนข้อมูลต้นทุนการผลิตให้สะท้อนข้อเท็จจริงและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยให้พิจารณาครอบคลุมต้นทุนของเกษตรกร ผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนและภาระของผู้ประกอบการ สถานการณ์ตลาด ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาแนวทางด้านราคาในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ มอบหมายให้สภาเกษตรกรแห่งชาติและสมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจกับเกษตรกรเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การประกาศราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการผลิตและการจำหน่ายได้อย่างเหมาะสม ขณะที่คณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์ด้านการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบทดแทน ให้ติดตามสถานการณ์ด้านราคา ปริมาณผลผลิต ความต้องการใช้ และวัตถุดิบทดแทนอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการพิจารณามาตรการด้านการนำเข้าให้เหมาะสมกับสถานการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ยังไม่สามารถกำหนดราคารับซื้อใหม่ได้ เนื่องจากข้อมูลต้นทุนซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญยังมีข้อแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปจัดทำข้อมูลให้ชัดเจนก่อน ทั้งนี้ การยืดระยะเวลาประกาศเดิมเป็นการดำเนินการเพื่อ ไม่ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุป และเพื่อให้มีเวลาจัดทำข้อมูลต้นทุนและมาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เป้าหมายของเราคือทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้ มีรายได้ และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว การช่วยเกษตรกรจึงต้องแก้ทั้งเรื่องราคาและต้นทุน โดยเฉพาะการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตั้งแต่ต้นทาง หากเราทำให้ต้นทุนเหมาะสม ผลผลิตมีคุณภาพ และเกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขันได้ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุและช่วยให้ทั้งระบบเดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจีกล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260811b7cb3d7e2f2ef4b2a2801562ba6d2c70114014.jpg' type='image/jpg' length='449200' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 13 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา เดินทางมารับประทานอาหาร ณ ร้านสินธุ์ (Synth) ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 3 ดาว หรือระดับสูงสุด เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10329</link>
<guid isPermaLink="false">aee1c0aaed054a059650dbff4a0b7854</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/91_1_.jpg" style="width: 500px; height: 360px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะเอกอัครราชทูตจาก 13 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ &nbsp;ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา ลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 8&ndash;9 สิงหาคม 2569 ภายใต้กิจกรรม &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้ภาคใต้ที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงฤดูกาล พร้อมสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ ขยายโอกาสทางการค้า และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงผลไม้ (Fruit Tourism)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในโอกาสนี้ นางศุภจีได้นำคณะเอกอัครราชทูตทั้ง 13 ประเทศ เดินทางมารับประทานอาหาร ณ ร้านสินธุ์ (Synth) ตำบลตลาด อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 3 ดาว หรือระดับสูงสุด สะท้อนความโดดเด่นของอาหารไทยที่มีทั้งรสชาติ ความประณีต และมาตรฐานการบริการ พร้อมเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการไทยที่สามารถนำอัตลักษณ์อาหารท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาเป็นประสบการณ์ด้านอาหารที่มีศักยภาพในระดับสากล เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับเมนูที่ร้านจัดเตรียมต้อนรับคณะทูต เป็นเมนูอาหารใต้ร่วมสมัยที่นำวัตถุดิบและรสชาติท้องถิ่นมานำเสนอในรูปแบบ Fine Dining อาทิ ข้าวตังหน้าตั้งไอติม เมี่ยงคำกุ้งเจลลี่กระท้อน ไก่กอและย่าง หมูโคกิมจิแกงส้ม ข้าวสังหยดพัทลุงและข้าวหอมมะลิสุรินท์ รวมถึงของหวานอย่าง เบนเญ่กล้วยหอมทอด เสิร์ฟคู่ชาเปลือกโกโก้ สะท้อนการนำอาหารและวัตถุดิบจากภาคใต้มาสร้างสรรค์เป็นเมนูร่วมสมัยอย่างประณีต โดยยังคงเอกลักษณ์ของรสชาติไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้านสินธุ์ก่อตั้งขึ้นในปี 2566 โดยตระกูลประดิษฐพงษ์ มีเชฟบอส&ndash;กฤต ลูกชายคนสุดท้อง เป็นหัวหน้าเชฟ นำเสนออาหารใต้ร่วมสมัย (Southern Contemporary Cuisine) ในรูปแบบ Fine Dining โดยมีแนวคิดในการยกระดับวัตถุดิบพื้นถิ่นและอาหารใต้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเปลี่ยนสุราษฎร์ธานีจากเมืองทางผ่านให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมนูของร้านได้รับแรงบันดาลใจจากอาหารใต้และอาหารใต้โบราณ นำวัตถุดิบขึ้นชื่อของจังหวัด อาทิ หอยนางรมสุราษฎร์ฯ กุ้งแม่น้ำตาปี และปูม้า รวมถึงวัตถุดิบที่เป็นสินค้า GI มาประยุกต์ด้วยเทคนิคการประกอบอาหารสมัยใหม่และศาสตร์การทำอาหารจากหลากหลายประเทศ ก่อนนำเสนอในรูปแบบ Fine Dining เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและประมงในท้องถิ่น ขณะเดียวกันร้านยังให้ความสำคัญกับการลดขยะอาหาร (Food Waste) และสนับสนุนเกษตรกร ชาวประมง และผู้ผลิตในพื้นที่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า อาหารไทยเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศที่สามารถเชื่อมโยง &ldquo;อาหาร&ndash;การค้า&ndash;การท่องเที่ยว&rdquo; เข้าด้วยกัน การนำคณะทูตมาสัมผัสอาหารไทยและวัตถุดิบท้องถิ่นถึงพื้นที่ จะช่วยสร้างการรับรู้ถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตลอดจนคุณภาพและความหลากหลายของวัตถุดิบไทย และสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสทางการค้าและการท่องเที่ยวในอนาคต โดยเฉพาะการผลักดันอาหารไทยให้เป็น Soft Power ที่สร้างรายได้กลับสู่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 11 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 1 ร้าน และ Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 10 ร้าน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี เกาะสมุย บ้านตาขุน กาญจนดิษฐ์ และพนม สะท้อนศักยภาพด้านอาหารไทยและอาหารท้องถิ่นของจังหวัดที่สามารถต่อยอดเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวและ Soft Power ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นเครื่องหมายรับรองร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพและมาตรฐาน แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT 1 ดาว &ldquo;รสชาติไทยแท้ มาตรฐานมั่นใจ&rdquo; Thai SELECT 2 ดาว &ldquo;รสชาติไทยสร้างสรรค์ บริการมืออาชีพ&rdquo; และ Thai SELECT 3 ดาว &ldquo;รสชาติไทยสุดประณีต สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศ&rdquo; โดยตราสัญลักษณ์มีอายุ 3 ปี</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608119c7803184d4a10c18130acec3e409b6d105805.jpg' type='image/jpg' length='983094' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 13 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของภาคใต้ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10328</link>
<guid isPermaLink="false">9472f1dbb778a25ac675d4668bce075d</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/9_1_.jpg" style="width: 500px; height: 346px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 9 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นำคณะเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 13 ประเทศ ได้แก่ เบลเยียม กัวเตมาลา คาซัคสถาน เคนยา บังกลาเทศ สาธารณรัฐเกาหลี อาเซอร์ไบจาน มัลดีฟส์ ฮังการี คิวบา อิตาลี ศรีลังกา และเวเนซุเอลา เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ภายใต้กิจกรรม &ldquo;Thailand: The Land of Tropical Fruits&rdquo; เพื่อให้คณะทูตได้สัมผัสคุณภาพ รสชาติ และความหลากหลายของผลไม้ไทยจากแหล่งผลิตจริง พร้อมเชื่อมโยง &ldquo;ผลไม้&ndash;การค้า&ndash;การท่องเที่ยว&rdquo; ผ่านแนวคิด &ldquo;Fruit Tourism&rdquo; โดยมีนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกิจกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ใช้เครือข่ายทางการทูตเป็นกลไกสร้างการรับรู้และขยายตลาดผลไม้ไทย โดยเปิดโอกาสให้คณะทูตได้ &ldquo;เห็น&ndash;ชิม&ndash;สัมผัส&rdquo; ผลไม้จากแหล่งผลิตจริง ก่อนนำประสบการณ์กลับไปถ่ายทอดต่อยังประเทศของตนเอง ทั้งนี้ ประเทศเป้าหมายทั้ง 13 ประเทศมีศักยภาพ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังประเทศไทยรวมกว่า 5.26 ล้านคน จึงเป็นโอกาสในการเชื่อมโยง &ldquo;การท่องเที่ยว&ndash;การบริโภค&ndash;การค้า&rdquo; โดยมุ่งหวังให้คณะทูตเป็น &ldquo;ผู้บอกต่อผลไม้ไทย&rdquo; ไปยังนักท่องเที่ยว ผู้บริโภค และผู้ซื้อในประเทศของตน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำไปสู่การสร้างดีมานด์ใหม่และตลาดใหม่ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การนำคณะทูตลงพื้นที่ครั้งนี้ ต้องการเปิดประสบการณ์ให้ผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ได้รู้จักผลไม้ไทยจากพื้นที่จริง โดยเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมการค้าภายในได้นำคณะทูตเยี่ยมชมแหล่งผลิตในจังหวัดนครศรีธรรมราช และวันนี้ได้มาที่สวนลุงโหน่ง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งรวบรวมทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์จากภาคใต้ ให้คณะทูตได้ชิม เปรียบเทียบรสชาติ และให้คะแนนความชื่นชอบ เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการวางแผนทำตลาดส่งออกให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละประเทศ</strong></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&ldquo;ทุเรียนไทยมีความพิเศษและมีความหลากหลายอย่างยิ่ง วันนี้เราไม่ได้ต้องการให้ท่านทูตรู้จักเพียงว่าประเทศไทยมีทุเรียน แต่ต้องการให้รู้ว่าทุเรียนแต่ละสายพันธุ์มีรสชาติและเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน และนำข้อมูลว่าผู้บริโภคในแต่ละประเทศชื่นชอบรสชาติแบบใด ไปใช้ในการทำตลาดให้ตรงกับความต้องการ&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันการส่งออกทุเรียนสดของไทยยังพึ่งพาตลาดจีนมากกว่า 90% จึงมีโอกาสอีกมากในการเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดศักยภาพในยุโรป เอเชียใต้ กลุ่มประเทศ CIS ลาตินอเมริกา และแอฟริกา การนำคณะทูตมาสัมผัสผลไม้ไทยถึงแหล่งผลิต จึงเป็นการใช้เครือข่ายทางการทูตช่วยเปิดตลาด สร้างความเข้าใจ และต่อยอดไปยังผู้นำเข้า ผู้ค้า ผู้บริโภค และภาคธุรกิจในประเทศต่าง ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการยกระดับการทำตลาดจากการขายตาม &ldquo;ขนาด&rdquo; ไปสู่การสร้าง &ldquo;อัตลักษณ์&rdquo; ของผลไม้แต่ละสายพันธุ์และแต่ละพื้นที่ โดยใช้ระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ช่วยสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่า เพราะแม้เป็นทุเรียนหมอนทองเหมือนกัน แต่หมอนทองจากสุราษฎร์ธานี ยะลา จันทบุรี ระยอง หรือนนทบุรี ก็มีความแตกต่างด้านรสชาติและคุณลักษณะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ทุเรียนไม่ได้วัดความอร่อยกันที่ไซส์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลสายพันธุ์ คุณภาพตั้งแต่ต้นทางจนถึงการเก็บเกี่ยว และการดูแลระหว่างการขนส่ง เราต้องช่วยกันทำให้ตลาดทุเรียนไทยมีความโดดเด่นและแตกต่างจากประเทศอื่น&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสถานการณ์ปีนี้ ประเทศไทยสามารถส่งออกทุเรียนแล้วกว่า 1.1 ล้านตัน มูลค่าประมาณ 127,000 ล้านบาท ขณะที่ผลผลิตทุเรียนภาคใต้อยู่ในช่วงโค้งสุดท้าย เหลือประมาณ 20&ndash;30% ของฤดูกาล กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือทุกภาคส่วนเร่งบริหารจัดการผลผลิตที่เหลือให้สามารถจำหน่ายได้ตลอดฤดูกาล ในราคาที่เกษตรกรพึงพอใจ พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ระยะกลางและระยะยาวต้องวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด ทั้งการเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสม การทำตลาดล่วงหน้า การกระจายช่วงเวลาผลผลิต และการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อบริหารความเสี่ยงจากสภาพอากาศและลดความเสี่ยงด้านราคา รวมถึงส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของทุเรียน เช่น การนำเปลือกไปพัฒนาเป็นปุ๋ย พร้อมเดินหน้าทำ &ldquo;โซนนิ่ง&rdquo; ให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อไม่ให้ผลผลิตกระจุกตัวในช่วงเวลาเดียวกันจนเกิดภาวะอุปทานสูงและกระทบต่อราคา โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการผลิตให้มีตลาดรองรับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกิจกรรมที่สวนลุงโหน่ง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งบริหารงานโดยนายศิริ เฮ่าสกุล หรือ &ldquo;นายกโหน่ง&rdquo; นายกสมาคมทุเรียนใต้ มีพื้นที่กว่า 40 ไร่ และรวบรวมทุเรียนมากถึง 43 สายพันธุ์ คณะทูตได้ชิมทุเรียน 9 สายพันธุ์ ได้แก่ ในวงระนอง บางนรา พระยารัษฎา หมอนทอง ไข่มุกเบตง ยาวลิ้นจี่ ทองย้อยฉัตร ก้านยาว และหมอนทองสะเด็ดน้ำ พร้อมชิมผลไม้ภาคใต้อื่น ๆ อาทิ สละ มังคุด และลองกอง เพื่อเปรียบเทียบความชื่นชอบและรสนิยมของผู้บริโภคจากแต่ละประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจีและคณะทูตยังได้ร่วมกันปลูก &ldquo;ทุเรียนแห่งมิตรภาพ&rdquo; หรือ &ldquo;Tree of Friendship&rdquo; จำนวน 1 ต้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับมิตรประเทศ โดยคาดว่าจะให้ผลผลิตในอีกประมาณ 3 ปี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลให้คณะทูตและผู้มาเยือนกลับมาประเทศไทย เพื่อติดตามการเติบโตของต้นทุเรียนและผลผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งเสริมการขายผลไม้ แต่ต้องการเชื่อมโยง &ldquo;ผลไม้&ndash;การค้า&ndash;การท่องเที่ยว&rdquo; ผ่านแนวคิด Fruit Tourism โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการจัดทำ &ldquo;ปฏิทินผลไม้ภาคใต้&rdquo; ให้เห็นว่าแต่ละช่วงเวลาของปี จังหวัดใดมีผลไม้อะไรออกสู่ตลาด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนเดินทางไปสัมผัสผลไม้ในแหล่งผลิตจริง ควบคู่กับการเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น</strong></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราอยากให้ท่านทูตเข้าใจว่าแต่ละจังหวัดในภาคใต้มีอะไรน่าสนใจ และทำปฏิทินทั้งปีว่าช่วงไหนมีผลไม้อะไรออก เมื่อคนชอบผลไม้อะไรก็สามารถเดินทางไปจังหวัดนั้นได้ เป็นการโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงผลไม้ไปพร้อมกัน&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากสวนทุเรียนแล้ว คณะทูตยังได้เยี่ยมชมสวนมะพร้าวลุงสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียนรู้การแปรรูปมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น สบู่ เทียน ผงสครับ โลชั่น และเซรั่มจากมะพร้าว พร้อมชิมผลิตภัณฑ์และผลไม้ท้องถิ่น โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งสร้างดีมานด์ใหม่ให้กับมะพร้าวและผลิตภัณฑ์แปรรูป ลดการพึ่งพาตลาดเดิม และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อน &ldquo;Thailand: The Land of Tropical Fruits&rdquo; ให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพของโลก โดยใช้เครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นกลไกสร้างตลาดใหม่ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพ สร้างความแตกต่างด้วยสายพันธุ์และ GI ส่งเสริมการแปรรูป และเชื่อมโยงการค้าเข้ากับการท่องเที่ยว เพื่อให้ผลไม้ไทยไม่เพียงเป็นสินค้าตามฤดูกาล แต่เป็นสินค้าที่ผู้บริโภคทั่วโลกรอคอย และเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสผลไม้ไทยถึงแหล่งผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จาก &ldquo;ผู้มาเยือน&rdquo; สู่ &ldquo;ผู้บอกต่อ&rdquo; จาก &ldquo;ประสบการณ์&rdquo; สู่ &ldquo;ดีมานด์&rdquo; และจาก &ldquo;ดีมานด์&rdquo; สู่ &ldquo;ตลาดใหม่&rdquo; คือเป้าหมายสำคัญของการใช้การทูตเชื่อมโยงผลไม้ไทยกับการท่องเที่ยวและการค้า อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่เกษตรกร ชุมชน และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260811517c0a95c18ac7137e2fdc26ee5313c8104923.jpg' type='image/jpg' length='1000408' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมร้านอาหาร “อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10327</link>
<guid isPermaLink="false">52ae1e62574a47995386fb842340c188</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/81_1_.jpg" style="width: 500px; height: 355px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อช่วงค่ำวันที่ 8 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมร้านอาหาร &ldquo;อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง&rdquo; อำเภอสวี จังหวัดชุมพร โดยมีคุณธวภร อินทบุตร เจ้าของร้านให้การต้อนรับ เพื่อพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว และติดตามศักยภาพของร้านอาหารไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและเศรษฐกิจในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้าน&ldquo;อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง&rdquo; เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังของอำเภอสวี ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ซึ่งเป็นเส้นทางสายหลักสู่ภาคใต้ จึงเป็นจุดแวะพักที่ได้รับความนิยมจากทั้งนักเดินทาง ลูกค้าในพื้นที่ และลูกค้าประจำ โดยร้านมีบรรยากาศกว้างขวาง สะอาด ตกแต่งสวยงาม พร้อมให้บริการทั้งอาหารไทยรสจัดจ้าน อาหารพื้นถิ่น อาหารทะเลสด ของหวาน ตลอดจนเครื่องดื่มชาและกาแฟ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับเมนูที่ได้รับความนิยม ได้แก่ หลนกรรเชียงปู ปลากะพงทอดสมุนไพร เป็ดอบคะน้ากรอบ ขาหมูยอดผัก ยำใบเหลียงกรอบ เมี่ยงใบชะพลูกรอบ และกล้วยหอมทอด สะท้อนการนำวัตถุดิบและรสชาติแบบไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่ตอบโจทย์ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านจังหวัดชุมพร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;คุณธวภร เผยความรู้สึกว่า &ldquo;การได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ถือเป็นเครื่องยืนยันมาตรฐานที่สำคัญของร้าน ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค ทั้งลูกค้าประจำในจังหวัดและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยี่ยมชุมพร&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 2 ร้าน ได้แก่ สวนอาหารริเวอร์ไซด์การ์เด้น ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT CLASSIC ประจำปี 2568 และ อาหร่อยดี เอสที เรสเตอรอง ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ประจำปี 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าส่งเสริมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านอาหารไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว พร้อมผลักดันอาหารไทยให้เป็น Soft Power และกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ เกษตรกร และผู้ผลิตวัตถุดิบตลอดห่วงโซ่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT &nbsp;แบ่งเป็น 3 ระดับ &quot;ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้&quot; ได้แก่ Thai SELECT 1 ดาว &ldquo;รสชาติไทยแท้ มาตรฐานมั่นใจ&rdquo; Thai SELECT 2 ดาว &ldquo;รสชาติไทยสร้างสรรค์ บริการมืออาชีพ&rdquo; และ Thai SELECT 3 ดาว &ldquo;รสชาติไทยสุดประณีต สัมผัสประสบการณ์ชั้นเลิศ&rdquo; โดยตราสัญลักษณ์มีอายุ 3 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ร้านอาหารที่มีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณาต้องเปิดให้บริการมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน มีที่นั่งรองรับลูกค้าไม่น้อยกว่า 10 ที่นั่ง มีรายการอาหารไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของรายการอาหารทั้งหมด มีเชฟไทยหรือเชฟต่างชาติที่มีประสบการณ์ด้านอาหารไทย รวมถึงต้องผ่านเกณฑ์ด้านสุขอนามัย การบริการ และสถานที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ไม่ได้มุ่งเพียงยกระดับมาตรฐานร้านอาหาร แต่ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวเข้าถึงร้านอาหารไทยที่มีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด เพิ่มรายได้และผลประกอบการให้ผู้ประกอบการ และเชื่อมโยงไปถึงการใช้วัตถุดิบไทยและการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางศุภจีลงพื้นที่ร่วมกับนางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต 1 นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต 2 และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจบริการ กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5954 หรือ Call Center 1570</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260811493b3613cc1a7371afd24e5d3f9baccc103822.jpg' type='image/jpg' length='909006' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ในวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ณ ณ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10326</link>
<guid isPermaLink="false">5292b7756087f60d752c848192049a32</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 10:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/8_1_.jpg" style="width: 500px; height: 366px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ณ บริษัท ศิริมงคล คอร์เปอเรท กรุ๊ป จำกัด ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร พร้อมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และตัวแทนเกษตรกร เพื่อเร่งดูแลผลผลิตทุเรียนในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล และรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานและเชื่อมโยงการสนับสนุนให้ตรงกับความต้องการของจังหวัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการมาดูแลการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชุมพรซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในการรวบรวมผลไม้ของภูมิภาค หากชุมพรมีความเข้มแข็ง ก็จะช่วยให้ผลไม้จากจังหวัดโดยรอบสามารถเดินหน้าได้ด้วย โดยปีนี้ทุเรียนมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ขณะนี้ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ทยอยออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 70&ndash;80% จึงต้องเร่งบริหารจัดการให้สามารถจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกได้อย่างต่อเนื่องจนจบฤดูกาลในระดับราคาที่เหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ช่วงเดือนที่ผ่านมาได้รับทราบว่าราคาทุเรียนเริ่มย่อตัวลง ตนได้สั่งการตั้งแต่เดือนมิถุนายนก่อนผลผลิตออกให้เข้าไปช่วยรับซื้อและดึงราคา โดยตั้งเป้าดูดซับทุเรียนภาคใต้ประมาณ 300,000 ตัน ขณะนี้ดำเนินการไปแล้วกว่า 200,000 ตัน ช่วยให้ราคากลับมาอยู่ในระดับที่สามารถเดินหน้าจนจบฤดูกาลได้&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสถานการณ์การส่งออกทุเรียน ล่าสุดประเทศไทยส่งออกทุเรียนแล้ว 1,110,655.92 ตัน จำนวน 68,044 ตู้ มูลค่ากว่า 127,220.52 ล้านบาท (ข้อมูล ณ 4 สิงหาคม 2569) สะท้อนว่าทุเรียนไทยยังสามารถรักษาตลาดส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง แม้ปีนี้จะต้องเผชิญทั้งปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้ง รวมถึงการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งอำนวยความสะดวกด้านการส่งออกและการขนส่ง โดยทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดทางและแก้ไขปัญหาหน้าด่านไม่ให้ทุเรียนติดค้าง รวมถึงการใช้เส้นทางรถไฟและด่านหนองคาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกและลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์ ขณะเดียวกันต้องทำตลาดล่วงหน้าและสร้างความต้องการทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ผลผลิตสามารถระบายออกได้ทันเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราต้องดูแลตั้งแต่ต้นฤดูจนถึงปลายฤดู และไม่ได้ดูเฉพาะทุเรียน เพราะชุมพรมีทั้งมังคุด กล้วย สับปะรด GI สละ และผลไม้อื่น ๆ ตารางผลผลิตผลไม้ไม่เหมือนกัน จึงสั่งการให้พาณิชย์จังหวัดจัดทำปฏิทินผลไม้ของชุมพรให้ชัดเจนว่า ช่วงไหนผลไม้อะไรจะออกมาก เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้เข้าไปช่วยทำตลาดได้ตรงจังหวะ รวมทั้งจัดทำข้อมูลราคาให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ได้อย่างใกล้ชิด&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ นางศุภจี ยังให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและการจัดการส่วนเกิน โดยระหว่างการลงพื้นที่ได้เยี่ยมชมการนำเปลือกทุเรียนมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามแนวทางวิศวกรรมแม่โจ้ 1 ซึ่งสามารถเปลี่ยนของเหลือจากการผลิตให้กลับมาใช้ประโยชน์ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวคิด Zero Waste รวมถึงการนำผลไม้และวัตถุดิบในพื้นที่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่โดยอาศัยความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ระยะยาวเรื่องการแปรรูปจะช่วยเราได้มาก เพราะเมื่อผลผลิตออกมากเกินกว่าความต้องการทั้งในและต่างประเทศ จะเกิดแรงกดดันด้านราคา ดังนั้นต้องคิดล่วงหน้าว่าตลาดต้องการสินค้าแปรรูปแบบใด แล้วจึงนำตลาดมานำการผลิต ไม่ใช่ผลิตสิ่งที่ตลาดไม่ต้องการ&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าช่วยเหลือผลไม้ชนิดอื่นของภาคใต้ โดยเฉพาะมังคุด ซึ่งปีนี้ราคายังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการสนับสนุนบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถส่งผลไม้ไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศได้โดยตรง ขณะที่ปัญหามะพร้าวแกงซึ่งมีผลผลิตส่วนเกินในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ได้เข้ามาดูดซับผลผลิตในจังหวัดชุมพรแล้วประมาณ 4 ล้านลูก และจะเร่งหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติมควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า การทำงานต่อจากนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าภายใน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้า สภาอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อให้ชุมพรเป็นต้นแบบการบริหารจัดการผลไม้ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผนผลผลิต การทำตลาด การขนส่ง การแปรรูป ไปจนถึงการนำของเหลือกลับมาใช้ประโยชน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เป้าหมายคือทำให้ทุเรียนจบฤดูกาลได้อย่างน่าพอใจ เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม ผู้ประกอบการสามารถเดินหน้าธุรกิจได้ และในระยะต่อไปต้องทำให้ระบบแข็งแรงขึ้น ทั้งการมีตลาดนำการผลิต การทำปฏิทินผลไม้ การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากส่วนเกิน เพื่อไม่ให้ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในทุกฤดูกาล&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางศุภจีและคณะได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเกษตรกรและผู้ประกอบการจังหวัดชุมพร รวมถึงสินค้า GI อาทิ กล้วยเล็บมือนางชุมพร ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร กล้วยหอมทองละแม ทุเรียนชุมพร และสับปะรดสวี ตลอดจนผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง ผงกล้วย และผลิตภัณฑ์จากมะเดื่อ ก่อนเยี่ยมชมการคัดบรรจุทุเรียน การตรวจปล่อยตู้ส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร นายนพพร อุสิทธิ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต 1 พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการส่งออกทุเรียน หอการค้าจังหวัดชุมพร สภาอุตสาหกรรมจังหวัดชุมพร สภาเกษตรกรจังหวัดชุมพร และสมาคมชาวสวนไม้ผลจังหวัดชุมพร เข้าร่วมประชุม&nbsp;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608111c3ffa23a959fa526c2f832f48765011102057.jpg' type='image/jpg' length='638877' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ “ART UNIVERSE: จักรวาลแห่งการสร้างสรรค์ด้วยศิลป์” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ Cloud 11 กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10324</link>
<guid isPermaLink="false">99fefb932f53df1a277dcbc941b2a14a</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/7_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการแสดงผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ &ldquo;ART UNIVERSE: จักรวาลแห่งการสร้างสรรค์ด้วยศิลป์&rdquo; เพื่อเปิดเวทีให้ศิลปินไทยได้นำเสนอผลงาน สร้างเครือข่ายกับนักสะสม นักลงทุน และภาคธุรกิจสร้างสรรค์ พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และผลักดันศิลปะไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยมีนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ศิลปิน และผู้ประกอบการเข้าร่วมอย่างคึกคัก ซึ่งงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7&ndash;16 สิงหาคม 2569 ณ Cloud 11 กรุงเทพฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมงานสร้างสรรค์และงานศิลปะของไทยให้สามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพ ได้รับการคุ้มครองสิทธิ และสามารถนำผลงานไปสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เนื่องจากผลงานศิลปะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความงดงาม และคุณค่าทางวัฒนธรรมของสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจได้อย่างหลากหลาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา กล่าวว่า การผลักดันศิลปินไทยสู่ตลาดสากลจำเป็นต้องอาศัยระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง ทั้งด้านการส่งเสริมการสร้างสรรค์ การคุ้มครองสิทธิ การสนับสนุนการต่อยอดผลงาน<br />
ในเชิงพาณิชย์ และการดูแลปกป้องสิทธิ เพื่อให้ศิลปินสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลงานได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ข้อมูลจาก Arts Economics ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดศิลปะโลกมีมูลค่าประมาณ 59.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากปีก่อนหน้า ขณะที่ข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) ระบุว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.63 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.78 ของ GDP ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และตอกย้ำว่า &ldquo;ลิขสิทธิ์&rdquo; เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ เพิ่มมูลค่าให้กับงานศิลปะ และเปิดโอกาสให้ศิลปินสร้างรายได้จากการซื้อขายผลงาน การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) รวมถึงการต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงจัดงาน ART UNIVERSE โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและ<br />
ขนาดย่อม (สสว.) และความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ Cloud 11, Trendy Gallery, สมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย, มูลนิธิออทิสติกไทย และสมาคมการค้าลิขสิทธิ์และของที่ระลึกจากคาแรกเตอร์ดีไซน์ ของเล่น และผลงานศิลป์ร่วมสมัยไทย โดยมีเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการซื้อขายผลงานศิลปะ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการต่อยอดความร่วมมือเชิงพาณิชย์ภายในงานไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฮไลต์สำคัญของงานคือการจัดแสดงผลงานศิลปะของศิลปินไทยกว่า 300 ผลงาน โดยรวบรวมผลงานสุดเอ็กซ์คลูซีฟของศิลปินระดับตำนาน เช่น อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และอาจารย์ทวี รัชนีกร ร่วมด้วยศิลปินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในเวทีนานาชาติ เช่น Molly (Crybaby), MACKCHA, Karms และ SUNTUR ตลอดจนผลงานของศิลปินอิสระและศิลปินหน้าใหม่อีกมากมาย สะท้อนความหลากหลายของวงการศิลปะไทย ตั้งแต่งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ไปจนถึงผลงานศิลปะร่วมสมัยและ คาแรกเตอร์อาร์ตที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดโลก เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสผลงานต้นฉบับและพบปะศิลปินอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ ยังมีกิจกรรมประมูลงานศิลปะ เพื่อส่งเสริมการซื้อขายและการเปลี่ยนมือผลงานลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับงานสร้างสรรค์ โดยคาดว่าจะมีนักสะสมแกลเลอรี ผู้ประกอบการ และนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วมกว่า 500 ราย ซึ่งจะเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินหน้าใหม่ได้แสดงศักยภาพและก้าวสู่ตลาดศิลปะในระดับสากล กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดการประกวดผลงานศิลปะภายใต้โครงการ ART UNIVERSE โดยนำผลงาน<br />
ที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมจัดแสดงในงานจำนวน 50 ผลงาน มาพิจารณาตัดสินจากเกณฑ์ความโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ คุณภาพทางศิลปะ การนำเสนอแนวคิด และศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อมอบรางวัล 3 ประเภทรางวัล ซึ่งรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน &ldquo;LOOP&rdquo; ประเภทผลงาน Mixed Media โดยศิลปิน Juthamanee Diloksopon ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมงานแสดงศิลปะนานาชาติ Kiaf SEOUL 2026 ณ สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเปิดประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และต่อยอดสู่ตลาดศิลปะนานาชาติ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงาน &ldquo;We are made by our past&rdquo; ประเภทผลงาน Paint on Upcycled Wood โดยศิลปิน Korn Neeyabhan ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงาน &ldquo;วิถีชีวิตชนบทท้องถิ่นใต้ร่วมสมัย&rdquo; ประเภทผลงาน Mixed Media: agricultural materials, synthetic leather and other materials โดยศิลปิน Wannawit Patteep และผลงาน &ldquo;This Stone Can Save You&rdquo; ประเภทผลงาน Silkscreen โดยศิลปิน Apicha Wannakasin ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนาถ่ายทอดความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ และการต่อยอดผลงานสู่เชิงพาณิชย์ ให้แก่ศิลปินและผู้ประกอบการ อาทิ การพลิกโฉมศิลปะไทยด้วย Resale Right ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้ศิลปินได้รับผลตอบแทนเมื่อผลงานถูกนำไปขายต่อ การเปลี่ยนงานศิลป์ให้เป็นสินทรัพย์ (Art to Asset) และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากลิขสิทธิ์เพื่อเปลี่ยนลายเส้นให้กลายเป็นรายได้ เป็นต้น รวมทั้งกิจกรรมเวิร์กช็อปที่เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ลงมือปฏิบัติจริง อาทิ การวาดภาพด้วยเทคนิคสีน้ำ งานปั้นดินเบา การเรียนรู้วาดเส้นด้วยเทคนิคง่ายๆ และการแกะสลักไม้ ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเตรียมความพร้อมให้กับศิลปินไทยอย่างครบวงจร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงขอเชิญชวนนักสะสม นักลงทุน ผู้ประกอบการ และประชาชนผู้สนใจ ร่วมชมงานนิทรรศการ ART UNIVERSE โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569<br />
ณ Cloud 11 กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมสนับสนุนผลงานลิขสิทธิ์ของศิลปินไทยและร่วมผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608114e86895f4ce180df9b7d8761fe216b7d095815.jpg' type='image/jpg' length='161446' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมมอบรางวัล Prime Minister’s Export Award โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล  ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10323</link>
<guid isPermaLink="false">d734b53f8bf3a9c57ae91163bf8d2b07</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/7_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ จัดพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister&rsquo;s Export Award 2026 : PM&rsquo;s Export Award 2026) วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี พร้อมมอบรางวัล Prime Minister&rsquo;s Export Award ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลด้านการส่งออก ให้แก่ผู้ประกอบการไทยซึ่งมีความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจ โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ &nbsp;รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &nbsp;นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย สภาอุตสหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ประกอบการ แขกผู้มีเกียรติเข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รางวัล Prime Minister&rsquo;s Export Award ถือเป็น รางวัลสูงสุดของรัฐบาลด้านการส่งออก ที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการไทยซึ่งมีความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจ สามารถพัฒนาสินค้า บริการ นวัตกรรม และมาตรฐานการบริหารจัดการจนได้รับการยอมรับในระดับสากล ตลอดจนเป็นต้นแบบของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งให้แก่ประเทศไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล พร้อมกล่าวถึงบทบาทสำคัญของภาคการส่งออกไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความผันผวนทางการค้า การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี การแข่งขันที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถยกระดับศักยภาพ เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ พัฒนาแบรนด์ไทย และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดโลกอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลากว่า 34 ปี ในการมอบรางวัล Prime Minister&rsquo;s Export Award ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของคุณภาพ มาตรฐาน และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการไทยในสายตาของนานาประเทศ โดยในปีนี้มีบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกและได้รับรางวัลใน 7 ประเภทรางวัล รวม 44 รางวัล 39 บริษัท จาก 19 จังหวัดทั่วประเทศ โดยในปี 2568 ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลสามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศผ่านการส่งออกสินค้าและบริการ ประมาณการมูลค่าการส่งออกราว 2.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า Prime Minister&rsquo;s Export Award เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่น ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าและบริการให้มีมาตรฐานระดับสากล เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลทุกท่าน และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทย จนสามารถสร้างชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และความภาคภูมิใจให้แก่ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภายหลังพิธีมอบรางวัล นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพร่วมกับผู้ได้รับรางวัล และเยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานของบริษัทที่ได้รับรางวัล ซึ่งสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในหลากหลายสาขาอุตสาหกรรม ทั้งด้านนวัตกรรม คุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน และการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการยกระดับภาคการส่งออกไทย และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202608114e86895f4ce180df9b7d8761fe216b7d094629.jpg' type='image/jpg' length='429276' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10321</link>
<guid isPermaLink="false">04ceea59f664d7a3e692541b6b7796d2</guid>
<pubDate>Tue, 11 Aug 2026 09:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/6_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจีร่วมคณะนายกรัฐมนตรีในการหารือเต็มคณะกับประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสานต่อและยกระดับความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยได้ผลักดันให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Commission: JTC) ไทย&ndash;เมียนมา ครั้งที่ 8 ภายในปี 2569 หลังเว้นว่างมานานกว่า 10 ปี เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขยายมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสู่เป้าหมาย 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2575 พร้อมเสนอให้ทั้งสองฝ่ายร่วมลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการผ่อนปรนมาตรการเกี่ยวกับใบอนุญาตนำเข้า (Import License) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจและส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมถึงการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนเพิ่มเติมในพื้นที่ที่สถานการณ์เอื้ออำนวย การจัดตั้งคณะทำงานด้านความเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเมียนมา การผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานทั้งโครงการเดิมและโครงการใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนผ่านความร่วมมือระหว่างหอการค้าของทั้งสองประเทศทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประเด็นความร่วมมือด้านการค้า กระทรวงพาณิชย์ยังได้หารือเรื่องการผ่อนคลายมาตรการ Import Licensing ของเมียนมา โดยขอให้พิจารณาเพิ่มความสะดวกและความชัดเจนในการออกใบอนุญาตนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการผลิต เช่น เครื่องจักรกล วัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ รวมทั้งได้ติดตามความร่วมมือด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายหลังไทยขยายระยะเวลานำเข้าตามคำขอของเมียนมาจนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 พร้อมรับทราบข้อเสนอการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะพิจารณาภายใต้หลักผลประโยชน์ร่วมกันและความสอดคล้องกับกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกทั้ง ไทยได้เสนอให้เมียนมาพิจารณาอนุญาตให้ใช้เงินบาทเป็นสกุลเงินสำหรับธุรกรรมด้านการลงทุนเพิ่มเติมจากการค้าสินค้า เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการลงทุนของภาคเอกชนไทย และสนับสนุนการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต บริการทางการเงิน และเหมืองแร่ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ต่อมา เวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ครอบคลุมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาให้มีความใกล้ชิด เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับ 8 ของไทยในอาเซียน โดยในปี 2568 การค้ารวมระหว่างสองประเทศมีมูลค่า 7,392.46 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การค้ารวมมีมูลค่า 3,884.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026081154739259d831c1c56d80b31f21297bfc093555.jpg' type='image/jpg' length='532951' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานสัมมนาธุรกิจ (Business Forum) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมแฟร์มอนต์ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10305</link>
<guid isPermaLink="false">f0f9c646184183540c5dc4549eeb9c46</guid>
<pubDate>Wed, 05 Aug 2026 10:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ส.ค.69/3_1_.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมงานสัมมนาธุรกิจ (Business Forum) ณ โรงแรมแฟร์มอนต์ กรุงจาการ์ตา เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับสาธารณรัฐอินโดนีเซีย พร้อมขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย ผ่านการส่งเสริมสินค้าไทย อาหารไทย และการเชื่อมโยงเครือข่ายกับภาคธุรกิจอินโดนีเซีย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างหอการค้าไทยในประเทศอินโดนีเซีย สภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งอินโดนีเซีย (KADIN) และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงจาการ์ตา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ สร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และขยายตลาดสินค้าและบริการของไทยในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอาเซียน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ นางศุภจีได้เยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงศักยภาพสินค้าไทย (Thai Product Showcase) ซึ่ง สคต. ณ กรุงจาการ์ตา จัดขึ้นเพื่อนำเสนอสินค้าไทยที่มีศักยภาพและได้รับความนิยมในตลาดอินโดนีเซีย พร้อมพบปะผู้นำเข้าสินค้าไทยและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ โดยภายในงานได้รับความร่วมมือจากผู้นำเข้าสินค้าไทยและพันธมิตรภาคเอกชนในประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 10 ราย ประกอบด้วยผู้นำเข้าสินค้าอาหาร 9 ราย และผู้นำเข้าผลไม้ไทย 1 ราย นำผลิตภัณฑ์ไทยคุณภาพมาร่วมจัดแสดงภายในคูหาของ DITP เพื่อส่งเสริมการเจรจาการค้าและสร้างโอกาสการจับคู่ธุรกิจ ได้แก่ PT Sukanda Djaya, KAIFA Food, PT Eakindo Mitra Sastari, Inter Buana Mandiri, Berkah Maju Jaya, InotekFood, Wilmond Indonesia, PT Dinamik Multi Sukses, PT Kartikawira Adisukses และ SHB Group ผู้นำเข้าลำไยจากประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานยังได้รับความร่วมมือจากร้านอาหาร Thai SELECT ชั้นนำ 4 ร้าน ได้แก่ Jittlada, Chao Phraya, Thai Street และ Summer House ร่วมจัดเมนูอาหารว่างสไตล์ไทย อาทิ กระทงทองยำส้มโอ ปอเปี๊ยะกุ้ง ทอดมันกุ้ง ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้นใบเตย ขนมลูกชุบ และขนมกุยช่ายทอด เพื่อต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน ถ่ายทอดเสน่ห์และอัตลักษณ์อาหารไทย พร้อมตอกย้ำศักยภาพของอาหารไทยในฐานะ Soft Power ที่สามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า บริการ และธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดย สคต. ณ กรุงจาการ์ตา ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม Soft Power ผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยและสร้างการรับรู้ในตลาดต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีร้านอาหารไทยในประเทศอินโดนีเซียได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT แล้วจำนวน 29 ร้าน ควบคู่กับการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัล การจัดงาน Thai SELECT Fine Dining Gala Dinner การเชิญผู้ทรงอิทธิพลด้านอาหาร (KOL) และสื่อมวลชนร่วมสัมผัสอาหารไทย การสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจในพื้นที่ ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าไทยร่วมกับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ AEON, GS Supermarket, Ranch Market และ Hero Supermarket เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มการรับรู้สินค้าไทยในตลาดอินโดนีเซีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การใช้เวที Business Forum ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ในการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจไทยและอินโดนีเซีย ผลักดันการขยายตลาดสินค้าไทย ส่งเสริมการเจรจาการค้าและการจับคู่ธุรกิจ ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และขยายโอกาสทางการค้าในตลาดอินโดนีเซียและภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260805241a2fa53b1f49297990f70fc98f4a44102909.jpg' type='image/jpg' length='303803' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10300</link>
<guid isPermaLink="false">b9a0a2b0d43d1529ff80fe528c8ff388</guid>
<pubDate>Mon, 03 Aug 2026 14:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/27_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ขานรับนโยบายของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขยายตลาดผลไม้แปรรูปไทย ภายใต้แนวคิด &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; (Demand Driven) มุ่งใช้ความต้องการของตลาดโลกเป็นตัวกำหนดทิศทางการผลิตและการพัฒนาสินค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทยและสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนการส่งออกผลไม้แปรรูปเชิงรุก โดยยึดความต้องการของตลาดต่างประเทศเป็นตัวตั้ง พร้อมผลักดันการทำงานใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม การขยายตลาดเชิงรุก และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ DITP จะส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าว และมะม่วง ผ่านการแปรรูปที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มอาหาร อาทิ ฟรีซดราย อบแห้ง แช่แข็ง พิวเร่ ซอส และไอศกรีม รวมถึงกลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร เช่น เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว และสินค้าไบโอเบส เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการขยายตลาดในระยะเร่งด่วน (Quick Win) จะเร่งผลักดันการทำตลาดผ่านงานแสดงสินค้านานาชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ THAIFEX &ndash; Anuga Asia งาน Thai Festival และเทศกาลท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ ควบคู่กับการใช้เครือข่ายร้านอาหาร Thai SELECT ในต่างประเทศเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ รวมถึงจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เพื่อเจาะตลาดผู้ประกอบการกลุ่ม HORECA รายใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจเบเกอรี่ ไอศกรีม และอุตสาหกรรมอาหาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ DITP ยังมีแผนผลักดันผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพสูง เช่น น้ำมะพร้าวและผลไม้แห้ง เจาะตลาดผู้บริโภคสายสุขภาพและตลาดของฝาก โดยชูจุดเด่นด้านคุณค่าทางโภชนาการและการเป็นสินค้าพรีเมียมสำหรับช่วงเทศกาลสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ DITP จะเร่งให้ข้อมูลและคำแนะนำเกี่ยวกับกฎระเบียบ มาตรฐาน และข้อกำหนดการนำเข้าของประเทศคู่ค้า ตลอดจนเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) ระหว่างผู้ส่งออกกับผู้ผลิตรายย่อยและกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ ให้เข้ามาเป็นเครือข่ายการผลิต (OEM/Supplier) เพื่อสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศการส่งออกของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อธิบดี DITP กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผลไม้แปรรูปไทยสามารถเจาะตลาดเป้าหมายได้อย่างตรงจุด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สถานการณ์การส่งออกผลไม้สดของไทยยังสะท้อนศักยภาพการค้าไทยในตลาดโลก โดยในปี 2569 การส่งออกทุเรียนสดไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 1 มกราคม&ndash;19 กรกฎาคม 2569 มีปริมาณสะสม 1,000,763.66 ตัน มูลค่า 114,818.15 ล้านบาท สามารถทำสถิติส่งออกสะสมทะลุ 1 ล้านตันได้ตั้งแต่ช่วงกลางปี ขณะที่การส่งออกมังคุดสดไปจีนในช่วงเดียวกันมีปริมาณสะสม 148,776.68 ตัน มูลค่า 10,204.80 ล้านบาท และคาดว่าจะทะลุเป้าหมาย 150,000 ตันภายในเดือนกรกฎาคม สะท้อนถึงความนิยมผลไม้ไทยในตลาดจีนที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM &nbsp;&ldquo;คิดจะส่งออก นึกถึง DITP&rdquo;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260803d50c2e22cd38200b902d613d11979e99141737.jpg' type='image/jpg' length='89420' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10298</link>
<guid isPermaLink="false">667ea4d71184d89f9b378bec544ada59</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/27_1_.jpg" style="width: 500px; height: 300px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ ประธานในพิธีนำผู้เข้าร่วมพิธีถวายความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายเครื่องราชสักการะ จากนั้นกล่าวถวายพระพรชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน พร้อมนำผู้เข้าร่วมพิธีร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีจอมราชา ก่อนร่วมลงนามถวายพระพรเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกปลื้มปีติเป็นล้นพ้นที่ได้ร่วมกับข้าราชการและบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ แสดงความจงรักภักดีและถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พร้อมน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ และทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่างแก่ข้าราชการทั้งปวงในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขแห่งปวงประชาและความวัฒนาสถาพรของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ข้าราชการและบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ได้น้อมนำพระบรมราโชวาทที่พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมและสุจริต มุ่งมั่นปฏิบัติราชการเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และร่วมกันสนองพระราชปณิธานด้วยความจงรักภักดีสืบไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ นางศุภจี พร้อมด้วยข้าราชการและบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมตั้งจิตอธิษฐานถวายพระพรชัยมงคล ขอให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระเจริญ ทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง และทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อมของปวงชนชาวไทยตราบกาลนาน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260731d50c2e22cd38200b902d613d11979e99095423.jpg' type='image/jpg' length='115755' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Herban Era Run 2026 (Lumpini Park) ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ณ ลานแอโรบิก สวนลุมพินี ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10297</link>
<guid isPermaLink="false">18daab1550f1a15792d41a6de43f9da2</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/25_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดกิจกรรม &lsquo;Herban Era Run 2026&rsquo; ชวนคนไทยเริ่มต้นสุขภาพดีด้วยสมุนไพรไทย ผ่านกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพที่ผสานการออกกำลังกายเข้ากับการสร้างประสบการณ์ใหม่ร่วมกับสมุนไพรไทย พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สมุนไพรไทยให้ทันสมัย เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการไทย ต่อยอดสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดกิจกรรม Herban Era Run 2026 ณ ลานแอโรบิก สวนลุมพินี (Lumpini Park) ว่า ในวันนี้ (25 กรกฎาคม 2569) เป็นการจัดกิจกรรมวิ่งเพื่อสุขภาพภายใต้แคมเปญ &lsquo;Herban Era เริ่มต้นสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรไทย&rsquo; ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงการส่งเสริมธุรกิจสมุนไพรไทยเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งในกลุ่มคนรักสุขภาพและประชาชนทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระแสการดูแลสุขภาพหรือ Wellness กำลังเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของโลก และประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งของอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทต่อปี ขณะที่ธุรกิจสมุนไพรไทยมีมูลค่ากว่า 45,882 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2568) จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งของสมุนไพรไทยมาต่อยอดสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูง ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยและเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ชื่อ Herban Era Run สะท้อนแนวคิดของการนำ &ldquo;สมุนไพรไทย&rdquo; มาผสานกับวิถีชีวิตด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงคุณประโยชน์ของสมุนไพรไทยควบคู่กับการออกกำลังกาย และสร้างประสบการณ์ที่ทำให้สมุนไพรไทยเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อผลักดันผู้ประกอบการสมุนไพรไทยให้สามารถพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กิจกรรม Herban Era Run 2026 ได้รับความสนใจจากนักวิ่งและผู้รักสุขภาพสมัครเข้าร่วมกว่า 800 คน โดยผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวิ่งออกกำลังกาย การทดลองผลิตภัณฑ์สมุนไพรในโซน Herban Experience การรับประทานอาหารและเครื่องดื่มสมุนไพรในโซน Herban Food &amp; Drink รวมถึงการนวดผ่อน คลายหลังการวิ่งและการฟื้นฟูร่างกายด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยความร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก พร้อมรับคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรอย่างถูกต้อง เพื่อให้เห็นว่าสมุนไพรไทยสามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้อย่างลงตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับไฮไลต์ของงาน คือ การปล่อยตัวนักวิ่งในระยะ 5 กิโลเมตร และ 2.5 กิโลเมตร โดยมี เจมส์ จิรายุ นักแสดงชื่อดัง ร่วมวิ่งและสร้างสีสันตลอดกิจกรรม นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม 100 ท่านแรกที่ลงทะเบียนตามเงื่อนไข ยังได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม After Run Experience with James Jirayu และเวิร์กชอปสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ เชฟอังกฤษ แชมป์ MasterChef Thailand Season 5 ที่ร่วมรังสรรค์ 3 เมนูสมุนไพรไทยร่วมสมัย ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานนี้ &nbsp;เพื่อสะท้อนศักยภาพของสมุนไพรไทยในการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมศักยภาพของประเทศ และสอดคล้องกับกระแส Wellness Economy ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ส่งผลให้สมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรไทยมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และร่วมกันนำศักยภาพที่มีของสมุนไพรไทยมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคในอนาคต&ldquo;นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260731cc139bca2860b25ecff041f543d0afb4094619.jpg' type='image/jpg' length='279030' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน THAI SELECT Festival 2026 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ารับเสด็จ ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ณ ณ Vanderbilt Hall, Grand Central Terminal นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10296</link>
<guid isPermaLink="false">3d3f858d122c7d961da8e2ce140b9264</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/21_1_ - Copy 2.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ประสบความสำเร็จในการจัดงาน THAI SELECT Festival 2026 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ณ Vanderbilt Hall, Grand Central Terminal นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยงานได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้บริโภคทั้งชาวอเมริกันและนานาชาติที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้เข้าร่วมให้ความสนใจต่อกิจกรรมและอาหารไทยเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความนิยมของอาหารไทยและตราสัญลักษณ์Thai SELECT ในตลาดสหรัฐอเมริกา พร้อมตอกย้ำศักยภาพของอาหารไทยในฐานะหนึ่งใน Soft Power สำคัญของประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้รับพระกรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และเป็นเกียรติอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT บนเวทีนานาชาติ อันสะท้อนถึงความสำคัญของการผลักดันอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล<br />
การจัดงานในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Thai SELECT Playground &ndash; Play with Thai Flavors&rdquo; ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยผ่านประสบการณ์ที่ผสานรสชาติ ศิลปวัฒนธรรม และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกัน เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้เรียนรู้และสัมผัสเอกลักษณ์ของอาหารไทยในรูปแบบที่สนุก เข้าถึงง่าย และสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วมงานทุกช่วงวัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการประทรวงพาณิชย์ นำเสด็จเยี่ยมชมคูหาร้านอาหาร Thai SELECT 15 ร้านในนครนิวยอร์กที่ร่วมออกร้านภายในงาน แต่ละร้านนำเสนอเมนูอาหารไทยต้นตำรับและเมนูสร้างสรรค์ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานได้ลิ้มลอง พร้อมกิจกรรมหลากหลายที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหารไทยอย่างใกล้ชิด กิจกรรมได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดงาน และสะท้อนความสำเร็จของการนำเสนออาหารไทยผ่านประสบการณ์ที่สร้างการมีส่วนร่วมและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการร่วมกิจกรรมของนักแสดงชื่อดัง มาย&ndash;ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และอาโป&ndash;ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ ซึ่งมาร่วมพบปะแฟน ๆ และถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทยสู่สายตาผู้คนจากหลากหลายประเทศในฐานะตัวแทน Soft Power ของไทย โดยได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก ช่วยสร้างสีสันให้กับงาน พร้อมขยายการรับรู้และกระแสความสนใจต่ออาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในวงกว้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความสำเร็จของ THAI SELECT Festival 2026 ไม่เพียงสะท้อนถึงความนิยมของอาหารไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา หากยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำ Soft Power ด้านอาหารมาใช้สร้างการรับรู้ เชื่อมโยงผู้บริโภคจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม และต่อยอดสู่โอกาสทางการค้าในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังคงมุ่งเดินหน้าผลักดันตราสัญลักษณ์Thai SELECT ควบคู่กับการยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์ในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ส่งเสริมศักยภาพของร้านอาหารไทยและผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260731e747bd9a934bf09144ca576f0cc6d8bb093957.jpg' type='image/jpg' length='845886' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ลงพื้นที่สำรวจการจำหน่ายสินค้าไทยในห้างค้าปลีกชั้นนำของสหรัฐฯ ได้แก่ Whole Foods Market และ Trader Joe’s เพื่อติดตามศักยภาพสินค้าไทยในตลาดอเมริกา ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ณ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10295</link>
<guid isPermaLink="false">57b7207afabe41f1adedba9a1a9616c4</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/23_1_.jpg" style="width: 500px; height: 390px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายธนกฤต เหลืองอาสนะทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่สำรวจการจำหน่ายสินค้าไทยในห้างค้าปลีกชั้นนำของสหรัฐฯ ได้แก่ Whole Foods Market และ Trader Joe&rsquo;s เพื่อติดตามศักยภาพสินค้าไทยในตลาดอเมริกา พร้อมกำหนดแนวทางผลักดันการส่งออกสินค้าไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีลงพื้นที่ Whole Foods Market ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำด้านสินค้าอาหารธรรมชาติและออร์แกนิกของสหรัฐฯ โดยพบว่ามีสินค้าไทยวางจำหน่ายอย่างหลากหลาย ทั้งข้าวหอมมะลิไทย น้ำมะพร้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวไรซ์เบอร์รี่พร้อมรับประทาน ข้าวพอง ข้าวแปรรูป และผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวหลากหลายรสชาติ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การที่สินค้าไทยสามารถวางจำหน่ายในห้างระดับพรีเมียมอย่าง Whole Foods Market ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงมาตรฐาน คุณภาพ และความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าไทยและขยายฐานผู้บริโภคในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงของโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่ง Whole Foods Market เป็นเชนซูเปอร์มาร์เก็ตอาหารระดับพรีเมียมรายใหญ่ของสหรัฐฯ มีสาขามากกว่า 550 แห่งในอเมริกาเหนือและสหราชอาณาจักร ภายใต้การบริหารของ Amazon โดยเป็นห้างที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาพ และเป็นหนึ่งในช่องทางจำหน่ายสินค้าที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับสินค้าอาหารจากทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากนั้น นางศุภจี ได้นำคณะไปสำรวจ Trader Joe&rsquo;s ซึ่งเป็นเชนค้าปลีกอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหรัฐฯ พบว่ามีการจำหน่ายสินค้าอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศไทยจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบสินค้าที่ใช้แบรนด์ของผู้ผลิตไทย และสินค้าที่ผลิตภายใต้แบรนด์ Trader Joe&rsquo;s อาทิ ผัดซีอิ๊วพร้อมรับประทาน อาหารแช่แข็งสำเร็จรูป ข้าวหอมมะลิ ผลไม้อบแห้ง เช่น มะม่วงอบแห้ง มะพร้าวอบแห้ง และส้มอบแห้ง ซอสปรุงรส น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มข้าวมันไก่ เครื่องแกง รวมถึงน้ำมะพร้าว ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวอเมริกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยนางศุภจี ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศที่รับผิดชอบตลาดสหรัฐฯ เร่งสร้างความร่วมมือกับบริษัทตัวแทนจัดหาและผู้ซื้อของห้างค้าปลีกรายใหญ่ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้า ศึกษาความต้องการของตลาด และแสวงหาโอกาสในการเพิ่มรายการสินค้าไทยเข้าสู่ห้างค้าปลีกชั้นนำของสหรัฐฯ พร้อมทั้งเดินหน้าเจรจากับผู้บริหารของห้าง เพื่อผลักดันให้สินค้าไทยมีพื้นที่จำหน่ายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ Trader Joe&rsquo;s เป็นเชนค้าปลีกอาหารที่มีสาขามากกว่า 600 แห่ง ครอบคลุม 43 มลรัฐทั่วสหรัฐอเมริกา มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีจุดเด่นในการคัดเลือกสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ดำเนินนโยบายจัดซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง และไม่มีการเรียกเก็บค่าพื้นที่วางจำหน่ายสินค้า (Slotting Fee) ทำให้สามารถนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาที่แข่งขันได้ อีกทั้งยังนำเข้าสินค้าที่มีเอกลักษณ์จากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ของ Trader Joe&rsquo;s ซึ่งนับเป็นอีกช่องทางสำคัญในการขยายโอกาสของสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคชาวอเมริกัน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202607314106762c32418de7a93f80ae42bc80d7092735.jpg' type='image/jpg' length='894016' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เข้าเยี่ยมร้านอาหารไทย Wondee Siam (วันดี สยาม) ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10293</link>
<guid isPermaLink="false">7bc148b876f8aa725920225512d19555</guid>
<pubDate>Fri, 31 Jul 2026 09:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/22_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 342px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยมร้านอาหารไทย Wondee Siam (วันดี สยาม) ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายธนกฤต เหลืองอาสนะทิพย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมลงพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ร้าน Wondee Siam ก่อตั้งโดยคุณพิมพลอย และคุณประมวล ลิขิตแสนสุข เปิดให้บริการในนครนิวยอร์กตั้งแต่ปี 2539 นับเป็นร้านอาหารไทยรุ่นบุกเบิกที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ด้วยการนำเสนออาหารไทยต้นตำรับที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์และรสชาติไทยแท้ ทำให้ได้รับความนิยมจากทั้งชาวอเมริกัน ชุมชนชาวไทย และนักท่องเที่ยวจากหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา จนกลายเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในนครนิวยอร์ก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับในปีนี้ ร้าน Wondee Siam ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานร้านอาหารไทยที่สะท้อนถึงคุณภาพ วัตถุดิบ การปรุงอาหาร และรสชาติที่เป็นไทยแท้ โดยเชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคทั้งชาวอเมริกันและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตลอดจนช่วยขยายฐานลูกค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ และยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า ตรา Thai SELECT เป็นเครื่องหมายแห่งความเชื่อมั่นที่ช่วยการันตีคุณภาพและความเป็นอาหารไทยแท้ ทั้งด้านวัตถุดิบ รสชาติ และมาตรฐานการให้บริการ เมื่อผู้บริโภคเห็นตราสัญลักษณ์นี้ก็สามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับประสบการณ์อาหารไทยที่มีคุณภาพ จึงเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า และสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคในระดับสากล ทำให้ร้าน Wondee Siam ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมอยู่แล้ว มีศักยภาพเติบโตได้มากยิ่งขึ้น&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันร้าน Wondee Siam มีทั้งหมด 3 สาขา โดยสาขาแรกเป็นร้านขนาดเล็กที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในด้วยกระจกเงา แม้พื้นที่จะมีขนาดกะทัดรัด แต่ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้าท้องถิ่นจนมีผู้รอต่อคิวเป็นประจำ ก่อนจะขยายกิจการไปยังทำเลใหม่ที่กว้างขวางขึ้นบริเวณมุมถนน W 52nd Street และ 9th Avenue เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ชื่อ &ldquo;Wondee Siam&rdquo; มีความหมายมาจากคำว่า &ldquo;วันดี (Good Day)&rdquo; และ &ldquo;Siam&rdquo; หรือ &ldquo;สยาม&rdquo; สื่อถึง &ldquo;วันดี ๆ ของประเทศไทย&rdquo; ที่พร้อมส่งมอบความสุขผ่านอาหารไทยต้นตำรับ โดยเมนูยอดนิยม ได้แก่ ผัดกะเพราหมูกรอบ ปลาทอดกระเทียม ปลาราดพริก และส้มตำปลาร้า นอกจากนี้ ร้านยังมีชุดอาหารกลางวันราคาพิเศษ (Lunch Prix Fixe) ให้บริการในวันธรรมดา เวลา 11.30&ndash;15.30 น. เพื่อรองรับลูกค้าในย่านธุรกิจของนครนิวยอร์ก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ระบุว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 1,499 ร้าน ใน 72 ประเทศ แบ่งเป็นระดับ 3 ดาว 11 ร้าน ระดับ 2 ดาว 221 ร้าน ระดับ 1 ดาว 864 ร้าน และระดับ Casual 373 ร้าน ขณะที่สหรัฐอเมริกามีร้าน Thai SELECT จำนวน 270 ร้าน แบ่งเป็นระดับ 3 ดาว 1 ร้าน ระดับ 2 ดาว 34 ร้าน ระดับ 1 ดาว 154 ร้าน และระดับ Casual 78 ร้าน ส่วนในนครนิวยอร์กมีร้าน Thai SELECT รวม 63 ร้าน ได้แก่ ระดับ 3 ดาว 1 ร้าน ระดับ 2 ดาว 19 ร้าน ระดับ 1 ดาว 39 ร้าน และระดับ Casual 4 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปของไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 1,072 รายการ จากผู้ประกอบการ 118 บริษัท ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพ มาตรฐาน และการยอมรับของอาหารไทยในตลาดโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของตรา Thai SELECT ในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และสนับสนุนการขยายโอกาสทางการค้าของธุรกิจอาหารไทยในต่างประเทศอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260731752b86ea3a1dec081729449d0dbcc2e4091149.jpg' type='image/jpg' length='836320' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Content Market 2026 หรือ TCM 2026 เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10283</link>
<guid isPermaLink="false">2f5dc1d2f2ae7cb06cc2d690059e933b</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 11:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/20_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Content Market 2026 หรือ TCM 2026 งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติ จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และพันธมิตรภาคเอกชนในอุตสาหกรรม ระหว่างวันที่ 20 &ndash; 22 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยสู่ตลาดโลก เชื่อมโยงผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและเจ้าของคอนเทนต์ นักลงทุน ผู้ซื้อ แพลตฟอร์ม และพันธมิตรธุรกิจจากนานาประเทศ โดยมีนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กรรมการทำหน้าที่ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เข้าร่วมพิธีเปิดงาน คาดจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าประมาณ 1.44 ล้านล้านบาท หรือกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมากกว่าร้อยละ 8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยมีบุคลากรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เกือบ 1 ล้านคน เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ &ldquo;ทุนความคิดสร้างสรรค์&rdquo; ยกระดับประเทศ &nbsp;ทั้งด้านบุคลากร &nbsp;และความสามารถด้านการผลิตโปรดักชันที่ได้รับการยอมรับและมีมาตรฐานในระดับสากล ตอกย้ำประเทศไทยในการส่งออก &ldquo;สินค้าทางวัฒนธรรม&rdquo; ไปสู่นานาชาติ ควบคู่กับการสร้างะบบนิเวศดิจิทัลที่พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน เกม และดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย กำลังได้รับความสนใจและเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ขณะเดียวกันประเทศไทยยังได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพโดดเด่นด้านคอนเทนต์แนว Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) ซึ่งเป็นตลาดคอนเทนต์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยในการพัฒนาและผลิตผลงาน ที่สามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมหลากหลายกลุ่มทั่วโลก รัฐบาลไทยเล็งเห็นโอกาสและการเติบโตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย จึงผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) รวมถึงพันธมิตรภาคเอกชน ได้ร่วมกันจัดงาน Thailand Content Market ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อรวบรวมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ ดิจิทัลคอนเทนต์ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ อาร์ตทอย วิชวลเอฟเฟกต์ งานโพสต์โปรดักชัน และธุรกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องไว้ภายใต้เวทีเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวเพิ่มเติมว่า &ldquo;DITP มีภารกิจสำคัญในการผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก โดยที่ผ่านมาทางกรมฯ ได้จัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ทั้งการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติไปจนถึงกิจกรรมสร้างเครือข่าย โดยงาน Thailand Content Market 2026 นี้มุ่งเป็นเวทีให้ผู้ประกอบการไทยได้แสดงฝีมือให้ผู้ซื้อและนักธุรกิจจากทั่วโลกได้เห็น พร้อมระบบที่พร้อมให้เกิดการซื้อขายได้โดยตรง ซึ่งเราเชื่อว่างานนี้จะทำให้ครีเอเตอร์และผู้ประกอบการไทยได้สร้างความประทับใจให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับนานาชาติได้แน่นอน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) เสริมว่า &ldquo;CEA ได้ร่วมจัด Bangkok International Content Market 2026 หรือ BICM2026 ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์สู่เวทีโลก โดย CEA มีบทบาทในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ ผ่านการสร้างพื้นที่ตลาดซื้อขายและการเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยกับนักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย และแพลตฟอร์มสตรีมมิงชั้นนำจากทั่วโลก อันจะนำไปสู่โอกาสการลงทุน การร่วมผลิต (Co-Production) และการซื้อขายคอนเทนต์อย่างเป็นรูปธรรม CEA เชื่อมั่นว่าความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ในการร่วมผลักดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมคอนเทนต์ และเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์คุณภาพของภูมิภาค หรือ Content Hub of Asia&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งาน Thailand Content Market เป็นตลาดซื้อขายคอนเทนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ โดยแบ่งออกเป็น 12 หมวดธุรกิจ ได้แก่ Film, TV &amp; Series, GL/BL, Production, Game, Animation, Character, Book &amp; E-Learning, Art Toy, Toy, Board Game และ Content Services สะท้อนความหลากหลายของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ตั้งแต่ภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ หนังสือและคอนเทนต์ดิจิทัล ไปจนถึงธุรกิจต่อยอดจาก IP เช่น อาร์ตทอย ของเล่น บอร์ดเกม และบริการสนับสนุนด้านคอนเทนต์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญที่ออกแบบมาเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ เวทีเจรจาธุรกิจระดับนานาชาติ &nbsp;Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) และ Bangkok International Content Market (BICM) การเจรจาจับคู่ธุรกิจ การนำเสนอแผนธุรกิจและผลงานสร้างสรรค์ หรือ Pitching ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ได้นำเสนอผลงานต่อนักลงทุน ผู้ซื้อ และพันธมิตรธุรกิจระดับนานาชาติโดยตรง โดยในขณะนี้มีการยืนยันนัดหมายเจรจาการค้าแล้วกว่า 2,000 ครั้ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ในงานยังมี เวทีสัมมนา เวิร์กชอป กิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และพื้นที่ Marketplace สำหรับให้ประชาชนทั่วไปได้สัมผัสผลงานคอนเทนต์ไทยอย่างใกล้ชิด ผู้เข้าชมยังจะได้พบกับสินค้า กิจกรรมพิเศษ และโอกาสใกล้ชิดศิลปิน นักแสดง และนักร้องชื่อดังจากผู้ผลิตคอนเทนต์ชั้นนำ อาทิ GMMTV, ONE31, oneD, CHANGE2561, MONO และ BEC World หรือช่อง 3 พร้อมด้วยศิลปินจากจีนและเกาหลี ที่จะมาร่วมสร้างสีสันและประสบการณ์พิเศษตลอด 3 วันของการจัดงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งาน Thailand Content Market จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20&ndash;22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1&ndash;2 ชั้น G และชั้น 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดให้เข้าชมฟรี ผู้สนใจลงทะเบียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thailandcontentmarket.com</strong></span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260722df42f9fbc62c690965d293138d80a991111806.jpg' type='image/jpg' length='835720' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เดินทางเข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 19 - 20 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10281</link>
<guid isPermaLink="false">a24a14031a2b42d5900b7c5e5d6cd94e</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 11:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/19_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเข้าร่วมการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 19 - 20 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลในการกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนในทุกมิติ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ตนได้เข้าร่วมการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรีจีน (นายหลี่ เฉียง) และประธานสภาประชาชนแห่งชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (นายจ้าว เล่อจี้) เพื่อขับเคลื่อนการขยายตลาดสินค้าพรีเมียมของไทยที่ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตรนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ โดยไทยมุ่งหวังให้จีนนำเข้าสินค้าจากไทยมากขึ้นเพื่อให้เกิดการค้าที่สมดุล ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนที่มีคุณภาพจากจีน โดยผลักดันการใช้ Local Content ในไทย นอกจากนี้ ยังได้ผลักดันการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ระหว่างไทยกับจีน โดยเฉพาะการขอขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของไทยในจีน ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ มะขามหวานเพชรบูรณ์ และส้มโอทับทิมสยามปากพนัง ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ ตนได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1) MoU ว่าด้วยการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานระหว่างกระทรวงพาณิชย์สองฝ่าย ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเจรจาความตกลงยกระดับการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) โดยจะมีการจัดตั้งกลไกการประสานงานสองฝ่าย เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานไทย-จีน ตลอดจนเสริมสร้างบทบาทและยกระดับขีดความสามารถของ MSMEs ให้สามารถมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของสาขาต่าง ๆ อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรม แร่ธาตุ ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียว และ 2) MoU ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับสำนักงานกำกับดูแลตลาดของจีน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนกำหนดจุดติดต่อประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นทั้งในตลาดภายในประเทศและบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของแต่ละฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะสานต่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ผู้นำสองฝ่ายได้พูดคุยกันไว้จากการเยือนทางการของท่านนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ในการประชุม JC เศรษฐกิจไทย-จีน ซึ่งดิฉันและท่านรองนายกรัฐมนตรี เหอ ลี่เฟิง ของจีนจะทำหน้าที่เป็นประธานร่วมกันต่อไป&rdquo; นางศุจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา โดยในปี 2568 การค้าไทยกับจีนมีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.13 เมื่อเทียบกับปี 2567 และในปี 2569 (มกราคม - พฤษภาคม) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 74,140.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.38 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 โดยแบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปจีน 18,754.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าจากจีนมาไทย 55,386.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญของไทย อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ยางพารา ในขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากจีน อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยเป็นการนำเข้าสินค้าทุน สินค้าขั้นกลาง และชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีน ซึ่งมีมูลค่าสูงและเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกของไทยที่สะท้อนบทบาทของไทยในการเชื่อมโยงไทยกับห่วงโซ่อุปทานการในผลิตในระดับโลกอีกด้วย&nbsp;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026072258acd9f9dcb71c42b6a784cc9f301aae110611.jpg' type='image/jpg' length='682510' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต ครั้งที่ 2 (2nd Future of Investment and Trade (FIT) Partnership Ministerial Meeting) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 16–17 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10280</link>
<guid isPermaLink="false">f6a64368a6c046dbc669153dd283e949</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 10:58:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/16_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีหุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการลงทุนและการค้าแห่งอนาคต ครั้งที่ 2 (2nd Future of Investment and Trade (FIT) Partnership Ministerial Meeting) และการประชุมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 16&ndash;17 กรกฎาคม 2569 ณ เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็นการเข้าร่วมระดับรัฐมนตรีครั้งแรกของไทย ในฐานะสมาชิกใหม่ของ FIT Partnership<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวกิริฎา เปิดเผยว่า FIT Partnership เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีการพึ่งพาทางการค้าและมีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ที่ยึดมั่นต่อกับระบบการค้าที่เปิดกว้าง โปร่งใส และตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ มุ่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนาแนวทางความร่วมมือในประเด็นการค้าและการลงทุนสมัยใหม่โดยยังคงหลักการเข้าร่วมตามความสมัครใจ การเข้าร่วมกรอบความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมในการหารือ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี และเชื่อมโยงความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การเข้าร่วม FIT Partnership จะช่วยให้ไทยสามารถติดตามพัฒนาการด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศได้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับประเทศสมาชิก เพื่อนำแนวคิดและความร่วมมือที่เหมาะสมมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย&rdquo; นางสาวกิริฎากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ประชุม FIT Partnership ได้หารือประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน การลดอุปสรรคทางการค้า การเปลี่ยนกระบวนการและเอกสารทางการค้าเป็นระบบดิจิทัล เทคโนโลยีทางการค้า การอุดหนุน และการเสริมสร้างระบบการค้าที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ โดยไทยยืนยันความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับความร่วมมือที่ใช้ได้จริง ช่วยลดขั้นตอนและต้นทุนทางการค้า ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้สะดวกขึ้น ทั้งนี้ ไทยเห็นว่าการดำเนินงานในประเด็นต่าง ๆ ควรค่อยเป็นค่อยไป คำนึงถึงระดับการพัฒนา ความพร้อม และลำดับความสำคัญทางนโยบายของสมาชิก รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานที่ช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความสามารถในการคาดการณ์ได้ของระบบการค้าพหุภาคี สำหรับเรื่องการอุดหนุน ไทยเห็นว่าการสนับสนุนจากภาครัฐยังจำเป็นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ แต่ควรดำเนินการอย่างโปร่งใส มีเป้าหมายชัดเจน และคำนึงถึงการแข่งขันอย่างเท่าเทียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวกิริฎา เปิดเผยอีกว่า ได้หารือทวิภาคีกับนายทอดด์ แม็กแคลย์ รัฐมนตรีด้านการค้าและการลงทุนของนิวซีแลนด์ โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ การใช้ประโยชน์จากความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ไทย-นิวซีแลนด์ (Thailand &ndash; New Zealand Closer Economic Partnership : TNZCEP) ตลอดจนโอกาสขยายความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ โดยเฉพาะอาหาร การเกษตรสมัยใหม่ เทคโนโลยี และนวัตกรรม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม FIT Partnership นางสาวกิริฎา ได้เยี่ยมชม Bioeconomy Science Institute หรือ BSI เป็นสถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจชีวภาพของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นสาขาที่นิวซีแลนด์มีความเชี่ยวชาญและเห็นถึงโอกาสในการแลกเปลี่ยนแนวทางการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดวัตถุดิบและศักยภาพการผลิต โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ วัสดุชีวภาพ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยและนิวซีแลนด์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางสาวกิริฎา ยังได้หารือโต๊ะกลมร่วมกับผู้ประกอบการและผู้นำธุรกิจสตรีของนิวซีแลนด์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจและความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ อาทิ อาหารแห่งอนาคตเทคโนโลยีการเกษตร อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แฟชั่น หัตถกรรม และปัญญาประดิษฐ์ โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความสนใจที่จะส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่าย การจับคู่ธุรกิจ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการสตรีและ SMEs<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะประสานหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำผลจากการประชุมและการหารือไปพิจารณาต่อยอดเป็นกิจกรรมที่เหมาะสม ทั้งด้านการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว&rdquo; ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน FIT Partnership มีสมาชิกรวม 19 ประเทศ ครอบคลุมเศรษฐกิจที่มี GDP รวมประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 6 ของเศรษฐกิจโลก โดยการประชุมครั้งนี้ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ เปรู และไทย สะท้อนการขยายตัวและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของความร่วมมือในฐานะเวทีสำหรับพัฒนาแนวทางด้านการค้าและการลงทุนแห่งอนาคต</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260722d9e76ee47ed3f8a0920bd13e13d49516110011.jpg' type='image/jpg' length='728858' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายอาหารและผลไม้ไทย เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 ณ ห้างอิออน สาขานาริตะ ประเทศญี่ปุ่น]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10279</link>
<guid isPermaLink="false">ece0354f5d7b5a43011e887659219bc9</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/18_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใช้ช่วงเวลาเปลี่ยนเครื่องระหว่างเดินทางกลับประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายอาหารและผลไม้ไทย ณ ห้างอิออน สาขานาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อติดตามการทำตลาดสินค้าไทยและรับฟังสถานการณ์การจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ นางศุภจีได้เยี่ยมชมการจำหน่ายผลไม้และสินค้าอาหารไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ทุเรียนไทย ที่ได้รับการยอมรับและมีความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลไม้ไทยอื่น ๆ เช่น มังคุด และ ส้มโอ ตลอดจนอาหารและขนมไทยที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลือกซื้อในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ สะท้อนถึงศักยภาพของสินค้าเกษตรและอาหารไทยในการขยายตลาดระดับพรีเมียมในญี่ปุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากนั้น นางศุภจีได้เยี่ยมชมร้านอาหารไทย &ldquo;แก้วใจ&rdquo; ในจังหวัดชิบะ ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT และเปิดให้บริการอาหารไทยรสชาติต้นตำรับมายาวนานกว่า 25 ปี นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จของการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้กับอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจียังได้หารือกับ นางพิมใจ มัตสึโมโต ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (Honorary Trade Advisor: HTA) และ นายโนบุโอะ ชิราฮามะ (Mr. Nobuo Shirahama) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนากล้วยหอมของญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความคืบหน้าการผลักดันการส่งออกกล้วยหอมไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากญี่ปุ่นมีความต้องการนำเข้ากล้วยสดประมาณ 1 ล้านตันต่อปี โดยกว่าร้อยละ 80 เป็นการนำเข้าจากประเทศในอาเซียน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและขยายการส่งออกกล้วยหอมคุณภาพสู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีกำหนดการนำผู้นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเดินทางลงพื้นที่เพาะปลูกกล้วยหอม พบเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมให้เกิดการสั่งซื้อ โดยมีเป้าหมายหลักในการช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดกล้วยหอมในประเทศญี่ปุ่น</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202607229fd9fb26ee26d8589c9aeb644038430d104352.jpg' type='image/jpg' length='396785' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  หารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ 3 ท่าน ได้แก่ นาง Susie Wiles หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว นาย Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15 - 16 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10278</link>
<guid isPermaLink="false">f5a3c3d32b0e29fd6449e2d3e553765f</guid>
<pubDate>Wed, 22 Jul 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/15_1_ - Copy 3.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือทวิภาคีกับผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ 3 ท่าน ได้แก่ นาง Susie Wiles หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว นาย Howard Lutnick รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15&ndash;16 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ว่า วัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเยือนครั้งนี้ คือ การเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้ามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมทั้งติดตามผลการไต่สวนตามมาตรา 301 ควบคู่กับการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ภาพรวมของการหารือเป็นไปด้วยดี พร้อมได้แสดงความยินดีในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพ โดยไทยได้เน้นย้ำบทบาทในฐานะพันธมิตรสำคัญและเชื่อถือได้ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมทั้งแจ้งความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) ว่าไทยได้ผลักดันและให้ความยืดหยุ่นต่อข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้ขอบคุณไทยที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนในการเร่งสรุปผลการเจรจาและชื่นชมความพยายามของไทยในการปรับสมดุลทางการค้ากับสหรัฐฯ ทั้งนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ยังคงต้องใช้เวลาในการพิจารณาข้อเสนอของไทยเพิ่มเติม เพื่อลดช่องว่างและปรับความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้ใกล้เคียงกัน โดยจะเร่งรัดให้มีการหารือในระยะต่อไป ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงมุ่งมั่นเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์และสิทธิของประเทศ โดยใช้ประเด็นด้านการลงทุนและการเพิ่มการนำเข้าสินค้าที่ไทยมีความต้องการจากสหรัฐฯ ตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อเป็นปัจจัยที่จะช่วยลดช่องว่างการขาดดุลการค้าระหว่างสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจา ART ที่ไทยและสหรัฐฯ ได้หารือกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยได้พิจารณาข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างรอบคอบ และพยายามอย่างเต็มที่ในการเสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน (best shared benefit) แก่ทั้งสองฝ่าย พร้อมเน้นย้ำว่า แต่ละประเทศมีบริบทและความพร้อมในการเจรจาที่แตกต่างกัน มีกรอบกฎเกณฑ์ กฎหมาย รวมถึงนโยบายสาธารณะที่แตกต่างกัน จึงไม่สามารถที่จะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันเป็นข้อพิจารณาหรือตัดสินความสำเร็จของการเจรจา แต่ควรให้ความสำคัญกับภาพรวมของผลลัพธ์สุดท้ายที่ทั้งสองฝ่ายสามารถไปสู่เป้าหมายที่คาดหวังบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ นางศุภจี ได้หารือเกี่ยวกับการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 ของสหรัฐฯ ซึ่งปัจจุบันไทยถูกไต่สวนอยู่ 2 กรณี ได้แก่ กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และกรณีที่ไม่มีมาตรการห้ามการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนมาตรการทางภาษีที่ใช้กับประเทศต่างๆ ให้มีความต่อเนื่องภายหลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีคำตัดสินว่าการเก็บภาษีภายใต้มาตรการฉุกเฉิน IEEPA ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขัดต่อหลักกฎหมาย ปัจจุบัน สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาผลการไต่สวนรอบสุดท้าย โดยในเบื้องต้นได้กำหนดอัตราภาษีร้อยละ 12.5 สำหรับ 46 ประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และร้อยละ 10 กับ 14 ประเทศที่มีกฎหมายหรือสามารถสรุปความตกลง ART กับสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ ได้แจ้งว่า อยู่ระหว่างการไต่สวนกรณีกำลังการผลิตส่วนเกิน ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะประกาศอัตราภาษีในอัตราค่อนข้างสูงสำหรับประเทศที่ไม่มีความตกลง หรือไม่สามารถดำเนินการตามข้อตกลงได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเสริมว่า แม้การเจรจาในบางประเด็นจะมีความท้าทายและต้องใช้เวลา แต่ไทยยืนยันความมุ่งมั่นและความพยายามอย่างเต็มที่ในการหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน โดยพิจารณาให้ความยืดหยุ่นตามกรอบกฎหมายของประเทศ มาตรฐานหลักเกณฑ์สากล และประโยชน์สาธารณะ เพื่อให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่เหมาะสมและแข่งขันได้ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ที่สามารถเจรจาและได้ข้อสรุปความตกลง ART แล้ว โดยฝ่ายสหรัฐฯ รับทราบความตั้งใจของไทย และจะพิจารณาข้อเสนอล่าสุดของไทยในแต่ละประเด็น เพื่อร่วมกันผลักดันให้การเจรจาได้ข้อสรุปโดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือกับผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ ทั้ง 3 ท่านในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าไทยได้ทุ่มเทและพยายามอย่างเต็มที่ในทุกช่องทางเพื่อผลักดันความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ให้เดินหน้าอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติการค้า การลงทุน และการเจรจา ART เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260722c417a7c71659c5d93ae9a3f0a9b46ffa102516.jpg' type='image/jpg' length='815170' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน (นายเยียน ตง) ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Sub-Committee on Trade and Investment) ไทย-จีน ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10267</link>
<guid isPermaLink="false">3ec8acad6c553a3aba854d60a9df3c66</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 13:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/5_1_ - Copy 2.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เป็นประธานร่วมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน (นายเยียน ตง) ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Sub-Committee on Trade and Investment) ไทย-จีน ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยการประชุมครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ในการสานต่อความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ตามที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือกัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางปิยนุช กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้ติดตามผลการหารือทวิภาคีระหว่างรองนายกรัฐมนตรีสองฝ่ายที่พบกันในช่วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะข้อเสนอโครงการนำร่องของไทย ในการร่วมลงทุนนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาพัฒนาสินค้าเกษตรไทยให้เป็นสินค้าพรีเมียม ซึ่งขณะนี้ฝ่ายไทยเริ่มหารือกับผู้ประกอบการสินค้าเป้าหมายในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และไทยได้ติดตามข้อเสนอในการส่งเสริม &ldquo;เอสเอ็มอีไทย&rdquo; ให้เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ของจีน เพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคชาวจีน โดยฝ่ายจีนเห็นพ้องกับข้อเสนอของฝ่ายไทย และเห็นว่าสินค้าภายใต้โครงการนำร่องของไทยจะตอบสนองต่อความต้องการของคนจีน เนื่องจากจีนมีประชากรที่อายุเกิน 60 ปี ประมาณ 320 ล้านคน โดยที่ผ่านมา จีนได้สนับสนุนเอสเอ็มอีไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของจีนโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายพื้นที่จัดงาน อาทิ งานแสดงสินค้า China-ASEAN EXPO (CAEXPO) พร้อมทั้งเห็นว่าควรกำหนดมาตรการส่งเสริมเอสเอ็มอีในกลุ่มที่มีศักยภาพให้ชัดเจน นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อเร่งให้ข้อเสนอดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และให้จัดการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นการประชุมระดับรองนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว ซึ่งจีนพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมฯ ในช่วงต้นปี 2570&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางปิยนุช เพิ่มเติมว่า ตนยังได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นการส่งออกสินค้าเกษตร อาทิ การเร่งซื้อขายข้าวไทยงวดต่อไป จำนวน 60,000 ตัน การขอให้จีนพิจารณาขายปุ๋ยเคมีในประเภทที่ไทยต้องการ การขอให้จีนเร่งกระบวนการพิจารณาการส่งออกเนื้อสัตว์ปีกและน้ำตาลเชื่อมจากไทยไปจีน ตลอดจนเร่งกระบวนการเปิดตลาดสินค้าผลไม้จากไทยไปจีน ได้แก่ สละและอินทผลัม โดยฝ่ายจีนพร้อมที่จะสนับสนุนข้อเรียกร้องของไทย และยินดีที่จะนำเข้าผลไม้ไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และมะพร้าว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ เช่น ความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งกระบวนการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สำหรับสินค้าที่ได้เสนอระหว่างกันโดยเร็ว ความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้จีนสนับสนุนการอบรมด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ภาคเอกชนไทยเพิ่มขึ้น และความร่วมมือด้านพหุภาคีและภูมิภาค ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้พิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) มีผลใช้บังคับโดยเร็ว การเร่งกระบวนการขยายสมาชิกของความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ตลอดจนการส่งเสริมการค้าข้ามพรมแดนภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC)&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สำหรับความร่วมมือด้านการลงทุน ไทยได้เชิญชวนให้จีนมาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมหลายสาขาอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า การวิจัยและพัฒนา การออกแบบ และการผลิตขั้นต้นน้ำ และขอให้จีนพิจารณาลงทุนที่ไทยทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยใช้ชิ้นส่วนและแรงงานไทย ซึ่งไทยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในการขยายมูลค่าการค้าในการส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ในขณะที่จีนก็เชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในจีน และพร้อมที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในทุกระดับ&rdquo; นางปิยนุชเสริม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย มาตลอดระยะเวลา 13 ปี โดยในปี 2568 การค้าไทยกับจีน มีมูลค่า 147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.13 เมื่อเทียบกับปี 2567 สำหรับในช่วง 5 เดือนแรก (ม.ค. - พ.ค. 2569) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 74,140.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าสำคัญของไทย อาทิ ผลไม้สด แช่เย็น/แช่แข็งและแห้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เม็ดพลาสติก ยางพารา ส่วนสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าจากจีน อาทิ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ&nbsp;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260717422ce9a4235f03e847807f883d601474134637.jpg' type='image/jpg' length='113244' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10266</link>
<guid isPermaLink="false">734e56cffa8ab45239d9210205890db1</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/13_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ตลอดจนแนวทางยกระดับความร่วมมือไทย&ndash;ญี่ปุ่น โดยไทยได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานที่มีมาอย่างยาวนาน และศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตและการส่งออกของบริษัทญี่ปุ่น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมผู้แทนจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp;กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ได้ให้การต้อนรับ นายฮาชิยามะ ชิเงโตะ รองผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) และคณะผู้บริหาร โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน และโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎากล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าและนักลงทุนสำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน บริษัทญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาฐานการผลิต ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม และสร้างการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร &ldquo;ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการค้าและการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ หรือ Trust ที่สั่งสมมาอย่างต่อเนื่อง บริษัทญี่ปุ่นได้รับการยอมรับจากทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทย และยังมีโอกาสขยายการลงทุนในประเทศไทยได้อีกมาก โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย&rdquo; ดร.กิริฎากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฝ่าย JBIC ได้สะท้อนมุมมองต่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์&nbsp;ซึ่งผู้ประกอบการญี่ปุ่นต้องเผชิญการแข่งขันด้านต้นทุนจากผู้ผลิตรายใหม่ พร้อมเสนอให้ไทยและญี่ปุ่นร่วมกันพิจารณาแนวทางสนับสนุนการลงทุน และต่อยอดความร่วมมือไปสู่อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพร่วมกัน</strong></span></span></span><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>กระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ไทยและญี่ปุ่นสามารถยกระดับความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ใช้จุดแข็งของทั้งสองประเทศเกื้อหนุนกัน อาทิ เทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอพลาสติก เครื่องสำอาง อาหารแห่งอนาคต หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตลอดจนอุปกรณ์การแพทย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสังคมผู้สูงอายุ โดยไทยมีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบทางการเกษตร ความหลากหลายทางชีวภาพ ฐานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การวิจัย และมาตรฐานการผลิตระดับสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลต่อการวางแผนการผลิต การลงทุน และการส่งออกของภาคธุรกิจญี่ปุ่น โดย JBIC ได้แลกเปลี่ยนความคืบหน้าการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า ท่ามกลางความผันผวนและความไม่แน่นอนของการค้าโลก การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุนในปัจจุบัน ทั้งในด้านตลาด ฐานการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วยลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ความผันผวนของอัตราภาษี และการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.กิริฎาเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ เพื่อให้ไทยได้รับเงื่อนไขทางการค้าที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยไทยมีแนวโน้มที่จะได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค จากความได้เปรียบด้านโครงสร้างการผลิต ความหลากหลายของสินค้า และความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ไทยจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ผลการเจรจานำไปสู่เงื่อนไขที่ช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนว่าไทยจะยังคงเป็นฐานการผลิตและการส่งออกที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะสำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการกระจายความเสี่ยงและขยายโอกาสไปยังตลาดสหรัฐฯ และตลาดศักยภาพอื่น อย่างสหภาพยุโรป&rdquo; ดร.กิริฎากล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การหารือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการสานต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย&ndash;ญี่ปุ่น และเสริมสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจญี่ปุ่น โดยไทยมีความพร้อมที่จะเป็นฐานการผลิตที่เพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนที่มีความมั่นคง เชื่อมโยงกับตลาดโลก และรองรับการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202607170824825400d97f115722d6082dbe60b9134005.jpg' type='image/jpg' length='378573' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายใต้โครงการ “SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10265</link>
<guid isPermaLink="false">a3d9dbf80e14b54cb8d85fa5004924cb</guid>
<pubDate>Fri, 17 Jul 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/15_1_ - Copy 2.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายใต้โครงการ &ldquo;SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ณ โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า &nbsp; และบริการ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางสาวบรรจงจิตต์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสําคัญกับการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยสร้างโอกาสทางธุรกิจควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและสามารถใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันการค้าและการลงทุนในทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) เป็นทิศทางที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) รวมทั้งหลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) ถึง 3 เท่า สะท้อนว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการคุ้มครองสิทธิ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่า ดึงดูดการลงทุน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจทั้งหมด สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6.6 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2569 SME สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.73 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.13 ของ GDP ประเทศ และขยายตัวร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีผู้ประกอบการ SME กว่า 850,000 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 25.9 ของผู้ประกอบการ SME ทั้งประเทศ และสร้างการจ้างงานกว่า 5.52 ล้านคน สะท้อนบทบาทสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;SME ไทย เพิ่มมูลค่าได้ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับสินค้าและบริการ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย โดยมีเป้าหมายสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ และลิขสิทธิ์ ควบคู่กับการพัฒนาความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมโยงเครือข่ายหน่วยงานพันธมิตร สนับสนุนค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอ และต่อยอดโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังพิธีเปิดกิจกรรม ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เยี่ยมชมโซนแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ SME ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะได้รับการพัฒนาในด้านการออกแบบโลโก้ การสร้างแบรนด์ ตลอดจนการนำอัตลักษณ์ท้องถิ่นมาต่อยอดจนเกิดมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ถือเป็นการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ SME ไทย ให้สามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าให้สินค้าและบริการ เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ กรมฯ ได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SME มาแล้ว 2 ครั้ง ที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการเป็นอย่างดี โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมได้ยื่นขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว 60 กิจการ สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งที่ 3 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนี้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 &ndash; 16 กรกฎาคม 2569 มีผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 150 กิจการ โดยตลอด 2 วันเต็มของการอบรม ผู้ประกอบการจะได้รับการพัฒนาศักยภาพอย่างครบวงจร ทั้งความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา การตลาด และการออกแบบโลโก้ที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การคุ้มครองเครื่องหมายการค้า พร้อมรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานพันธมิตร อาทิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างครบวงจร ทั้งด้านมาตรฐานสินค้าการพัฒนาธุรกิจ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งนี้ กรมฯ ยังมีแผนจัดกิจกรรมต่อเนื่องในจังหวัดสงขลา ขอนแก่น และชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากการส่งเสริมองค์ความรู้ที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนค่าธรรมเนียมการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาสูงสุด 3,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์ในการยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Fast Track ที่จะทราบผลการพิจารณาภายใน 3 เดือนนับจากวันยื่นคำขอ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะได้รับการต่อยอดโอกาสทางธุรกิจผ่านงานแสดงและจำหน่ายสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 4&ndash;6 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวสต์เกต โดยในงานจะมีกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ซื้อจากภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งโมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่งค้าปลีก และผู้ผลิตอีกด้วย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260717c417a7c71659c5d93ae9a3f0a9b46ffa133331.jpg' type='image/jpg' length='154884' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและหารือกับ Ms. Urmila Venugopalan ประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (Motion Picture Association: MPA) ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ณ ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10259</link>
<guid isPermaLink="false">51219919f30065a91e41da1bdc4f0f40</guid>
<pubDate>Wed, 15 Jul 2026 09:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/14_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) และนาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ให้การต้อนรับและหารือกับ Ms. Urmila Venugopalan ประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (Motion Picture Association: MPA) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงาน Thailand Success Stories Seminar<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการหารือ ผู้แทน MPA กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง พร้อมชื่นชมมาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (Cash Rebate) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิกของ MPA ได้เข้ามาลงทุนผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์ในประเทศไทยรวมมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งด้านศักยภาพของสถานที่ถ่ายทำ (Location) บุคลากรคุณภาพ ตลอดจน Local Content ที่โดดเด่น ทั้งด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว อาหาร และอัตลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือและการลงทุนได้อีกมากในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดงาน Thailand Character &amp; Content Expo 2026 (TCEX 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9&ndash;12 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ 8,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ได้กว่า 600 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ความสำเร็จของ TCEX 2026 สะท้อนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย ที่นำคอนเทนต์มาต่อยอดเป็นคาแรกเตอร์ สินค้าเมอร์ชันไดซ์ เกม ซีรีส์ อาร์ตทอย และสินค้าไลฟ์สไตล์ เชื่อมโยงกับกลุ่มแฟนด้อม เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลก</strong></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งสองฝ่ายยังหารือถึงการพัฒนาระบบอำนวยความสะดวกสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ในประเทศไทย โดย MPA เสนอให้ภาครัฐดูแลกระบวนการอนุมัติและอำนวยความสะดวกแบบ One Stop Service ตั้งแต่ต้นจนจบโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ผลิตคอนเทนต์จากต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญและพร้อมผลักดันอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกประเด็นสำคัญ คือ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะปัญหาการสร้าง Deepfake และการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศ ซึ่งสหรัฐอเมริกากำลังผลักดันกฎหมาย No FAKES Act เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายด้านลิขสิทธิ์และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอยู่แล้ว แต่ในอนาคตควรพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้สร้างสรรค์ผลงานและนักลงทุนว่าคอนเทนต์ที่ผลิตในประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับมาตรการส่งเสริมการลงทุน นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังใช้มาตรการ Cash Rebate เป็นกลไกหลักในการดึงดูดการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ แต่รัฐบาลอยู่ระหว่างทบทวนแนวทางการให้สิทธิประโยชน์ทั้งระบบ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบและบริการภายในประเทศ การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาและหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในช่วงท้ายของการหารือ Ms. Urmila Venugopalan ได้เชิญนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีของไทย หากมีภารกิจเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้เข้าร่วมพบปะกับ MPA ซึ่งยินดีเป็นเจ้าภาพจัดงานต้อนรับคณะไทยและนักสร้างสรรค์ไทยในสาขาคอนเทนต์ ภาพยนตร์ ดนตรี เกม และงานออกแบบ เพื่อเปิดโอกาสสร้างเครือข่ายและขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติ โดยแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยที่จะก้าวสู่เวทีโลกได้มากยิ่งขึ้น</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260715e89bbde720c95861f7624e423fa5ae3f093254.jpg' type='image/jpg' length='672186' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10258</link>
<guid isPermaLink="false">6158d692a58f29379dbb41bae45b7b1e</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/13_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) พร้อมผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ และ สสว. ภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสร้างรายได้ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้พัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากว่า 500 ราย และได้คัดเลือกแฟรนไชส์มาตรฐานที่มีมูลค่าการลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เข้าร่วมโครงการกว่า 100 แบรนด์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายนภินทร กล่าวว่า สสว. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการ โดยช่วยเหลือผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่มีมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาท ในอัตรา 50% ของค่าแพ็กเกจ สูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย คาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ประมาณ 10,000 ราย หรือ 10,000 ครอบครัว ทำให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือมีรายได้เพิ่ม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องเริ่มต้นคิดหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ทั้งหมด ลดความเสี่ยงในการประกอบอาชีพ และช่วยยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนภินทร กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของภาค SME จากปัจจุบันประมาณ 35% เป็น 40% ภายใน 4 ปี ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยผลักดันผู้ประกอบการรายย่อยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า นอกจากการสนับสนุนเงินอุดหนุนจาก สสว. แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งจุดเด่นของโครงการ คือ การเชื่อมโยงธุรกิจแฟรนไชส์เข้าสู่ระบบดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน &ldquo;ถุงเงิน&rdquo; ของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส 60/40&rdquo; และได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ตั้งแต่เริ่มเปิดกิจการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และภาคีเครือข่าย โดยรวบรวมธุรกิจแฟรนไชส์มาตรฐานกว่า 100 แบรนด์ ที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 100,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจได้ง่ายขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th หรือ Line OA @franchisedbdplus รวมทั้งสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5953, 0 2547 5955 และ Call Center 1570</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260714530f9d75d915c8ed7b23913899b2e14b094128.jpg' type='image/jpg' length='262940' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด “ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา” ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ศูนย์การค้าสยามพารากอน กอน และบริเวณ Walking Street สยามสแควร์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10257</link>
<guid isPermaLink="false">7c691b1cb0955c8c5cd9da5e5771562c</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 09:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/111_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย และหน่วยงานต่างประเทศเข้าร่วม ณ พารากอน ฮอลล์ศูนย์การค้าสยามพารากอน และบริเวณ Walking Street สยามสแควร์ เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในความสำคัญของการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งในท้องตลาดและบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นปัญหาที่ฉุดรั้งความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตผู้ประกอบการ และผู้บริโภค อีกทั้งยังบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ นอกจากนี้ ประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญายังเป็นปัจจัยสำคัญ ที่ประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ใช้ประกอบการพิจารณาสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และบรรยากาศการค้าการลงทุนของประเทศกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้เดินหน้าพัฒนาระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทย รวมทั้งพัฒนากลไกความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบทรัพย์สินทางปัญญา ให้ทัดเทียมสากล และผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดและยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเจ้าของสิทธิ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง การป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)และบริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยกระดับความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล การสืบสวน และการขยายผลดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยปลัดกระทรวงพาณิชย์ (นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์) ร่วมเป็นสักขีพยาน ในการลงนาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ยังมีพิธีรับมอบบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ตระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญากับบริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญารายล่าสุดที่แสดงเจตจำนงเข้าร่วมเครือข่ายความร่วมมือในการนำมาตรการ Notice and Takedown มาใช้ระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ปัจจุบันเครือข่ายความร่วมมือดังกล่าวมีสมาชิกเพิ่มเป็น 45 องค์กร ประกอบด้วย หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ 3 องค์กร ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 37 องค์กร และผู้ประกอบการด้านอินเทอร์เน็ต 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ ลาซาด้า, ช้อปปี้, TikTok Shop, Nex Gen Commerce และ LINE สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างภาครัฐ เจ้าของสิทธิ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในการยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการรณรงค์ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบและโทษภัยของสินค้าปลอมต่อประชาชนผู้บริโภค และการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้สร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมปลูกฝังค่านิยมการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยนิทรรศการดังกล่าวจะจัดแสดงถึงวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณห้องโถง (Foyer) ชั้น 5 พารากอนฮอลล์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย หน่วยงานต่างประเทศ และภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์จากบริเวณลานหน้า Siam Square One ไปยัง Walking Street สยามสแควร์ เพื่อเชิญชวนประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ ร่วมกันแสดงพลัง &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; สร้างค่านิยมในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และตระหนักถึงภัยอันตรายของสินค้าปลอม หลีกเลี่ยงการซื้อและใช้สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตัดวงจรการผลิตและจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออกจากตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยมุ่งเน้นการจัดการกับแหล่งผลิต แหล่งจำหน่าย และผู้กระทำผิดรายใหญ่ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการสกัดกั้นและระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดอย่างทันท่วงที ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และเกิดประสิทธิผลในเชิงป้องปรามอย่างชัดเจน โดย 6 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) สามารถจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้ 456 คดี และตรวจยึดของกลางได้ 1,654,698 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 786 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้ายว่า การป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจะเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนผู้บริโภค จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกัน &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เคารพสิทธิ สนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมทั้งขอความร่วมมือประชาชนหากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่กองป้องปราม</strong></span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260714530f9d75d915c8ed7b23913899b2e14b094128.jpg' type='image/jpg' length='262940' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน Thailand Character & Content Expo 2026 (TCEX 2026)   ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10256</link>
<guid isPermaLink="false">8eb3e4c8e25e8d23f6855b84d8359b63</guid>
<pubDate>Tue, 14 Jul 2026 09:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/11_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน Thailand Character &amp; Content Expo 2026 (TCEX 2026) อย่างเป็นทางการ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พลตำรวจตรี พุฒิพงศ์ มุสิกูล รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตลอดจนครีเอเตอร์และผู้ประกอบการเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า การจัดงาน TCEX 2026 ถือเป็นครั้งแรกที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ จัดเวทีเพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมคาแรกเตอร์และคอนเทนต์ของไทยอย่างครบวงจร พร้อมสะท้อนให้เห็นว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการจดทะเบียนหรือการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่เป็นสินทรัพย์ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล หากได้รับการพัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่อุตสาหกรรมคาแรกเตอร์ไทยมีมูลค่ากว่า 7,232 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 196% สะท้อนถึงศักยภาพของนักสร้างสรรค์ไทยที่สามารถพัฒนาผลงานให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่สร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า หากผู้สร้างสรรค์เข้าใจและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเหมาะสม จะสามารถต่อยอดผลงานผ่านการอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) การพัฒนาสินค้าที่ระลึก (Merchandising) การสร้างแอนิเมชัน เกม และดิจิทัลคอนเทนต์ ตลอดจนการร่วมพัฒนาผลงานกับแบรนด์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาแล้วกว่า 1.26 ล้านรายการ และในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา จำนวนคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี สะท้อนถึงความตื่นตัวของผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ในการให้ความสำคัญกับการสร้างและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของการจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตร ที่ร่วมกันผลักดันให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเชิญชวนประชาชนและผู้ประกอบการเยี่ยมชมทั้ง 4 โซนอุตสาหกรรม ได้แก่ Character &amp; Art, Content &amp; Story, Game &amp; Interactive Media และ Creative Lifestyle เพื่อเรียนรู้และต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า แม้งานจะตั้งเป้าผู้เข้าชมไว้ 8,000 คนตลอด 4 วัน แต่เพียง 2 วันแรกมีผู้เข้าร่วมงานแล้วกว่า 15,000 คน ขณะที่การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ซึ่งตั้งเป้ามูลค่าไว้ 500 ล้านบาท ได้สร้างมูลค่าแล้วกว่า 316 ล้านบาท จึงเชื่อมั่นว่าเมื่อสิ้นสุดการจัดงานจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังพิธีเปิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างหน่วยงานพันธมิตร เพื่อร่วมกันส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย รวมทั้งร่วมกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; เพื่อสร้างการรับรู้และปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องแก่ประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ งาน Thailand Character &amp; Content Expo 2026 (TCEX 2026) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9&ndash;12 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและสยามเซ็นเตอร์ ภายใต้แนวคิด &ldquo;The Multiverse of Creativity&rdquo; โดยรวบรวมผลงานจากครีเอเตอร์ไทยกว่า 250 ราย พร้อมกิจกรรม Business Matching เวทีสัมมนา การให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้สนใจในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์&nbsp;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260714c9a220f24ca77ebdf8130997a6de2823092626.jpg' type='image/jpg' length='416494' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO General Assembly) ครั้งที่ 68  ในวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10249</link>
<guid isPermaLink="false">3c8d7b8052c4b0bf14c08918c67e7553</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 10:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/7_1_.jpg" style="width: 500px; height: 283px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นสมาพันธรัฐสวิส ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO General Assembly) ครั้งที่ 68 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยมีหัวหน้าสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 194 ประเทศเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การประชุมสมัชชาใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO General Assembly: WIPO GA) เป็นการประชุมประจำปีของประเทศสมาชิกองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 &ndash; 15 กรกฎาคม 2569 เพื่อกำหนดทิศทางและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้กรอบ WIPO รวมทั้งแลกเปลี่ยนพัฒนาการและประเด็นสำคัญด้านทรัพย์สินทางปัญญาในระดับระหว่างประเทศ โดยนายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO ได้นำเสนอผลการดำเนินงานขององค์กรในภาพรวม ทิศทางเชิงยุทธศาสตร์และการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ บทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ความก้าวหน้าของบริการระหว่างประเทศของ WIPO การสนับสนุนประเทศสมาชิกในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนทิศทางการดำเนินงานของ WIPO ในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในโอกาสนี้ กระทรวงพาณิชย์ในฐานะตัวแทนประเทศไทย ได้รับเกียรติให้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุม WIPO GA โดย ดร.กิริฎา ได้กล่าวถึงความภาคภูมิใจในโอกาสแห่งประวัติศาสตร์ที่ WIPO<br />
ได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่ง &quot;ทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบของ WIPO&quot; (WIPO Ambassador for Fashion and Design) แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นพระองค์แรกของโลก ด้วยพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและยกระดับช่างฝีมือในท้องถิ่น<br />
ของไทยให้สามารถพัฒนาหัตถศิลป์ดั้งเดิมให้สอดรับกับการออกแบบสมัยใหม่ โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างงดงาม โดยบทบาทในระดับโลกครั้งนี้ พระองค์จะทรงสามารถแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จแก่ประเทศสมาชิกอื่นๆ เพื่อยกระดับงานหัตถกรรมของชุมชนท้องถิ่นสู่เวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ยังได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเน้นย้ำว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงสิทธิตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต พร้อมทั้งได้นำเสนอความมุ่งมั่นของไทยในการสร้างระบบนิเวศด้านทรัพย์สินทางปัญญาแห่งอนาคตเพื่อประโยชน์แก่ทุกภาคส่วน โดยดำเนินการตาม 3 แนวทางสำคัญ แนวทางแรก คือการผลักดันระบบ IP Finance ของประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME และสตาร์ทอัพสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน แนวทางที่สอง คือการเร่งเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Hague Agreement) และสนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียง (WPPT) เพื่อยกระดับการคุ้มครองนักออกแบบ ศิลปิน นักแสดง และนักดนตรีไทยในระดับสากล และประการที่สามคือการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชน โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า GI ผ่านการสร้างแบรนด์ การปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การควบคุมคุณภาพมาตรฐานการผลิต และการเชื่อมโยงสินค้า GI สู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งโดยเฉลี่ยสินค้า GI ไทยที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เพิ่มขึ้น 2-5 เท่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้าน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การประชุม WIPO GA ในปีนี้ได้สะท้อนทิศทางร่วมของ WIPO และประเทศสมาชิกในหลายประเด็นสำคัญ อาทิ การค้าและการลงทุน<br />
ในทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) มีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเติบโตเร็วกว่าสินทรัพย์ที่จับต้องได้ (Tangible Assets) ถึง 3 เท่า โดยเห็นพ้องว่าทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านกฎหมายหรือเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการสร้างแบรนด์ การออกแบบ และนวัตกรรม ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการคุ้มครองสิทธิ นอกจากนี้ ทุกประเทศยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา (IP Ecosystem) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเศรษฐกิจแห่งอนาคต ซึ่งล้วนเป็นทิศทางที่ประเทศไทยกำลังผลักดันเช่นเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ การประชุม WIPO GA ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานของคณะทำงานภายใต้กรอบ WIPO ทั้งในด้านลิขสิทธิ์และสิทธิข้างเคียง สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ทรัพยากรพันธุกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการแสดงออกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม เป็นต้น ตลอดจนทิศทางการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและจะนำผลการหารือมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายและระบบบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในอนาคต ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ พร้อมเดินหน้าประสานความร่วมมือกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่สมดุล ครอบคลุม เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมกัน นางอรมน กล่าวทิ้งท้าย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202607094e86895f4ce180df9b7d8761fe216b7d102013.jpg' type='image/jpg' length='132715' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ภายใต้หัวข้อ “Bridge Builders: Innovation and Creativity Driving Future Societies”  เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก เมืองโลซานน์ สมาพันธรัฐสวิส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10248</link>
<guid isPermaLink="false">19fa07321aca6e429f4598a78843951e</guid>
<pubDate>Thu, 09 Jul 2026 10:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/6_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Bridge Builders: Innovation and Creativity Driving Future Societies&rdquo; ซึ่งจัดโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) โดยมีนายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม และนำผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูงจากประเทศสมาชิก WIPO กว่า 40 ประเทศ แลกเปลี่ยนมุมมองด้านนโยบายและร่วมกำหนดทิศทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมแห่งอนาคต ณ พิพิธภัณฑ์โอลิมปิก เมืองโลซานน์ สมาพันธรัฐสวิส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า WIPO ได้จัดการประชุมหารือระดับรัฐมนตรีอย่างไม่เป็นทางการ (Informal Ministerial Policy Dialogue) ขึ้น เพื่อเป็นเวทีให้ผู้กำหนดนโยบายระดับสูงจากประเทศสมาชิกได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ แนวทางเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์เกี่ยวกับบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ด้วยแนวคิดหลักที่ว่า นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ภาคธุรกิจ วัฒนธรรม และประชาคมระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมระบบนิเวศนวัตกรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันเป็นกลไกสนับสนุนการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในการประชุมดังกล่าว ดร.กิริฎา ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการกำหนดนโยบายของกระทรวงพาณิชย์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมุ่งปรับบทบาทภาครัฐ จากเดิมที่มุ่งเน้นการกำกับดูแลด้านการจดทะเบียนและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สู่การเป็นผู้ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนสังคมแห่งอนาคต โดยมุ่งเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และภูมิปัญญาไทยให้เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์ &quot;สะพานเชื่อมโยง 3 มิติ&quot; ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;มิติแรก ด้านสะพานเศรษฐกิจ (Economic Bridges) โดยไทยได้เร่งผลักดันผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก ผ่านการส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและใช้ประโยชน์จากระบบอำนวยความสะดวกในการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศของ WIPO ทั้งระบบ PCT สำหรับสิทธิบัตร และระบบ Madrid สำหรับเครื่องหมายการค้า รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าร่วมภาคีความตกลงสำคัญ อาทิ สนธิสัญญาว่าด้วยการแสดงและสิ่งบันทึกเสียงขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และความตกลงกรุงเฮกว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรมของไทย โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของ &ldquo;เมติคูลี่&rdquo; บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ของไทย ที่ได้พัฒนานวัตกรรมกระดูกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระยะเวลาเพียง 9 ปีบริษัทสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญากว่า 80 รายการ พร้อมระดมทุนได้กว่า 290 ล้านบาท ปัจจุบันได้ร่วมมือกับศัลยแพทย์กว่า 850 คน ในโรงพยาบาลกว่า 240 แห่งทั่วโลก และให้การรักษาผู้ป่วยด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวกว่า 3,000 ราย สะท้อนศักยภาพนวัตกรรมไทยที่สามารถต่อยอดสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ทั้งต่อเศรษฐกิจและด้านการแพทย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มิติที่สอง ด้านสะพานสังคม (Social Bridges) ไทยได้ใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นกลไกในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ยกระดับรายได้ของผู้ประกอบการ ลดความเหลื่อมล้ำและกระจายรายได้สู่ชุมชนผู้ผลิตอย่างทั่วถึง โดยผลักดันสินค้า GI คุณภาพพรีเมียม เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ให้เป็นวัตถุดิบในร้านอาหารระดับมิชลิน เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยได้รับผลตอบแทนจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างคุ้มค่า โดยปัจจุบันไทยมีสินค้า GI รวม 260 รายการ ครอบคลุม 77 จังหวัด มีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 51,752 ราย สร้างมูลค่าตลาดรวมกว่า 1.16 แสนล้านบาท และมีมูลค่าการส่งออกสินค้า GI ไทยกว่า 150 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มิติสุดท้าย ด้านสะพานภูมิศาสตร์ (Geographic Bridges) ไทยได้เดินหน้าเชื่อมโยงทุกพื้นที่ของประเทศให้เข้าถึงบริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา โดยเชื่อมั่นว่าระยะทางไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการคุ้มครองความคิดสร้างสรรค์ จึงได้เปลี่ยนผ่านระบบการทำงานและการบริการประชาชนสู่ระบบดิจิทัลอย่างครบวงจร ทำให้สามารถดำเนินการด้านการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาผ่านระบบออนไลน์ได้ทุกขั้นตอน ปัจจุบันมีคำขอที่ยื่นผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่าร้อยละ 80 นอกจากนี้ ยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ อาทิ ระบบ AI Image Search และระบบ Trademark Checker เพื่อช่วยผู้ประกอบการตรวจสอบความเหมือนคล้ายของเครื่องหมายการค้าก่อนยื่นจดทะเบียน ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดข้อจำกัดด้านระยะทาง และอำนวยความสะดวกให้<br />
ผู้สร้างสรรค์และผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศสามารถเข้าถึงงานบริการและการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเท่าเทียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีของ WIPO ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติด้านนโยบายกับประเทศสมาชิก ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวคิดอันเป็นประโยชน์มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานโยบายของไทยให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลก และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับ WIPO และประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026070954739259d831c1c56d80b31f21297bfc101041.jpg' type='image/jpg' length='165802' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026  เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ณ True Digital Park กรุงเทพมหานคร]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10242</link>
<guid isPermaLink="false">990161127c09c23de0eda45b7bc58457</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/5_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานกล่าวเปิดและปาฐกถาในงาน Thailand Gold Summit 2026 ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Thailand&rsquo;s Golden Opportunity : โอกาสทองประเทศไทยในโลกยุคใหม่&rdquo; ซึ่งจัดโดย Business Tomorrow ร่วมกับ ทันโลกกับ Trader KP ณ True Digital Park กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ประกอบการค้าทองคำ นักลงทุน นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน และผู้สนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เวที Thailand Gold Summit จัดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ การค้า การลงทุน และความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเด็นด้านความมั่นคงไม่ได้ส่งผลเฉพาะด้านการเมืองระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนของทุกประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการแข่งขันของขั้วอำนาจหลัก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งต่างใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและการค้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีและการเจรจาการค้าเป็นเครื่องมือสำคัญ ขณะที่จีนยังคงให้ความสำคัญกับการค้าเสรีและกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย สหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ขณะที่จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในภาพรวม ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย โดยยึดหลักการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit หรือ Joint Benefit) ไม่ใช่การเอาเปรียบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พร้อมเดินหน้าเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งมาตรการด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของความร่วมมือกับจีน รัฐบาลได้หารือถึงแนวทางยกระดับคุณภาพการค้าและการลงทุน โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้านำเข้าให้มีมาตรฐานและคุณภาพ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ผ่านการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การจ้างแรงงานไทย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ (Local Supply Chain) ให้เข้มแข็งมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมการลงทุนร่วมในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทย ลดปัญหาผลผลิตล้นตลาดตามฤดูกาล และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นการสร้างประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อไทยและประเทศคู่ค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า นอกจากการรักษาตลาดเดิมแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ในแอฟริกา ละตินอเมริกา และการผลักดันการเจรจา FTA กับประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แคนาดา และเกาหลีใต้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ส่งออกไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือ ความเป็นกลางในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มีทำเลที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย และมีเครือข่ายความตกลงการค้าเสรีกับประเทศต่าง ๆ จำนวนมาก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยดึงดูดการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก โดยรัฐบาลจะใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า ประเทศไทยเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่พร้อมเติบโตไปด้วยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า แม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่จากแนวทางการดำเนินนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้การส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-พ.ค.) เติบโตในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี สะท้อนว่าการกระจายตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการใช้จุดแข็งของประเทศกำลังเดินมาถูกทิศทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐบาลจึงได้ปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจจาก Just in Time ไปสู่ Just in Case โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน (Resilient Supply Chain) และการสร้างความเชื่อมั่นในฐานะประเทศคู่ค้าที่ไว้วางใจได้ มากกว่าการแข่งขันด้านต้นทุนเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในบริบทดังกล่าว &ldquo;ทองคำ&rdquo; จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับหรือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนอีกต่อไป แต่มีบทบาทเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของโลก ทั้งในฐานะสินทรัพย์ของประชาชน สินทรัพย์สำรองของประเทศ สินทรัพย์เพื่อการลงทุนระดับโลก รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ จึงเป็นทั้ง Legacy Asset และ Future Material ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความเชื่อมั่นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน แต่ก็ยังมีความเสี่ยงตามภาวะตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจ ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เข้าใจความเสี่ยง และลงทุนผ่านผู้ประกอบการที่มีมาตรฐาน มีความน่าเชื่อถือ และดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส เพราะหัวใจสำคัญของการลงทุนคือความรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การลงทุนทุกครั้งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต จึงขอให้ทุกคนลงทุนด้วยความรู้ ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ลงทุนกับผู้ที่เชื่อถือได้ และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นคงและความสำเร็จในการลงทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260707422ce9a4235f03e847807f883d601474110326.jpg' type='image/jpg' length='581372' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการรับซื้อ คัดแยก และบรรจุมะพร้าวน้ำหอมผลสดเพื่อจำหน่ายสู่ห้างโมเดิร์นเทรดและการส่งออก เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักและผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกจังหวัดราชบุรี (PK Coco Farm) อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10241</link>
<guid isPermaLink="false">7576b790f47161b9176294271bc18a31</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/61_1_.jpg" style="width: 500px; height: 359px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมชมกระบวนการรับซื้อ คัดแยก และบรรจุมะพร้าวน้ำหอมผลสดเพื่อจำหน่ายสู่ห้างโมเดิร์นเทรดและการส่งออก ณ วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตผักและผลไม้ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออกจังหวัดราชบุรี (PK Coco Farm) อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี โดยมีนางสาวกชกร ทองทา ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชน ให้การต้อนรับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญในการรวบรวม รับซื้อ คัดแยก บรรจุ และกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมคุณภาพจากเกษตรกรสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อตั้งจากการรวมกลุ่มเกษตรกรและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเมื่อปี 2550 ปัจจุบันมีสมาชิก 127 ราย พร้อมระบบบริหารจัดการที่เข้มแข็ง มีการปันผลตอบแทนให้สมาชิกอย่างต่อเนื่อง และได้รับการยอมรับให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านการผลิตผลไม้ปลอดภัยและการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ วิสาหกิจชุมชนยังบริหารจัดการผลผลิตในรูปแบบ Contract Supply มีระบบคัดเกรดตามมาตรฐาน รองรับทั้งตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาดส่งออก สามารถรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกและเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย และมีเป้าหมายพัฒนาสู่ &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตร สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202607078f15fe4ea4b99b3e95d4cbd270a8896b105714.jpg' type='image/jpg' length='784651' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน “ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ณ วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย (บริษัท Coconut Breeze) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10240</link>
<guid isPermaLink="false">9b96cd6fa97a2ed54e62e10272c925f2</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 10:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/4_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 391px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; ณ วิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย (บริษัท Coconut Breeze) อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี พร้อมพบปะเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมและผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การตลาด การแปรรูป การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าว ไปจนถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแนวคิด Zero Waste เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน หลังจากกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผลักดันการจัดตั้ง &ldquo;ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม&rdquo; เป็นต้นแบบ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร ควบคุมคุณภาพ ยกระดับมาตรฐาน การคัดแยก การแปรรูป และเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสร้างระบบบริหารจัดการที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรเผชิญปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาถูกกดดันจากหลายปัจจัย โดยในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในเข้าไปรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมประสานภาคเอกชน ทั้งสถานีบริการน้ำมัน โมเดิร์นเทรด และร้านค้าต่าง ๆ เข้ารับซื้อผลผลิตรวมกว่า 10 ล้านลูก แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงวันละประมาณ 2 ล้านลูก มาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องวางโครงสร้างรองรับทั้งระบบเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือระบบการรวบรวมผลผลิต ซึ่งยังมีทั้งผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างมีมาตรฐานและผู้ที่ไม่มีมาตรฐาน ส่งผลให้เกิดการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร กระทรวงพาณิชย์จึงได้หารือร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่และสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ผลักดันการจัดตั้ง &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตคุณภาพจากสมาชิก สร้างทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมยกระดับมาตรฐานการคัดคุณภาพก่อนส่งออก โดยจังหวัดราชบุรีเป็นพื้นที่ต้นแบบ และมีแผนขยายผลไปยังจังหวัดแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม และพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมอื่น ๆ ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังขอให้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจัดทำแผนแม่บทและรูปแบบการบริหารจัดการล้งชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเองในอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้และรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งล้งชุมชนเพิ่มเติมในอำเภอบางแพ ก่อนขยายสู่จังหวัดผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งตรวจสอบกระบวนการแปรรูปมะพร้าวและการดำเนินธุรกิจของล้งรับซื้ออย่างเข้มงวด หลังพบความเสี่ยงของการปลอมปนวัตถุดิบบางประเภท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคามะพร้าวน้ำหอมทั้งระบบ โดยขณะนี้ได้เข้าตรวจสอบโรงงานแปรรูปแล้ว 24 แห่ง และพบผู้ประกอบการบางรายที่เข้าข่ายกระทำผิด จึงได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) รวมทั้งประสานจังหวัดและเครือข่ายเกษตรกรร่วมแจ้งเบาะแสอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการปลอมปนน้ำมะพร้าว ซึ่งกระทบต่อมาตรฐานสินค้า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และราคาผลผลิตของเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ล้งชุมชนแห่งนี้เป็นต้นแบบที่สะท้อนความร่วมมือของเกษตรกรในพื้นที่ในการรวบรวมผลผลิตคุณภาพเข้าสู่ระบบที่ได้มาตรฐาน เป็นทางเลือกสำคัญให้สมาชิกสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ เครื่องปอกเปลือกมะพร้าว ระบบสายพาน และอุปกรณ์คัดแยกผลผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในอนาคต&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้นำผู้ซื้อภายในประเทศเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับวิสาหกิจชุมชน พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกใหม่เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และสร้างความมั่นคงด้านการตลาดให้แก่เกษตรกรในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าวภายใต้แนวคิด Zero Waste โดยนำเปลือกมะพร้าว กะลามะพร้าว และวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม อาทิ วัสดุบรรจุภัณฑ์ เชื้อเพลิง ไบโอชาร์ ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และพลังงานทดแทน ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธนาคารออมสินและ SME D Bank เพื่อส่งเสริมการลงทุนด้านนวัตกรรมและการแปรรูป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า หากสามารถพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิตผ่านล้งชุมชน การแปรรูป การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ ตลอดจนการกระจายตลาดส่งออกให้มีความหลากหลาย จะช่วยแก้ไขปัญหามะพร้าวน้ำหอมได้ทั้งระบบอย่างยั่งยืน และยกระดับมะพร้าวน้ำหอมไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ล้งชุมชนเริ่มดำเนินงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยระยะแรกมุ่งเน้นการรองรับตลาดภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย โมเดิร์นเทรด และหน่วยงานในพื้นที่ ก่อนขยายสู่ตลาดส่งออก ซึ่งปัจจุบันมีผู้ซื้อหลายรายให้ความสนใจเข้ามาเชื่อมโยงธุรกิจแล้ว พร้อมวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตและใช้ความร่วมมือกับโรงงานมาตรฐานในรูปแบบ OEM เพื่อเพิ่มศักยภาพการแปรรูปโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนก่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่เอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายจรัญ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของล้งชุมชนคือการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกร โดยตั้งเป้ารับซื้อผลผลิตในราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตและสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดปัญหาราคาตกต่ำเหลือเพียง 2&ndash;3 บาทต่อลูกดังเช่นที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางศุภจี ยังได้ติดตามต้นแบบการพัฒนามะพร้าวน้ำหอมมูลค่าสูงของ Aromatic Farm จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นตัวอย่างของการยกระดับสินค้าเกษตรไทยจาก &ldquo;สินค้าปริมาณ&rdquo; สู่ &ldquo;สินค้ามูลค่าสูง&rdquo; ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การตรวจสอบสายพันธุ์ด้วย DNA Marker การใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Cell ตลอดจนการสร้างแบรนด์และพัฒนาตลาดระดับพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายคมกริช เจริญพัฒนสมบัติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นางสาวกุลวลี นพอมรบดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายบุญลือ ประเสริฐโสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี นายเสรี อรรคทิมากูล ประธานวิสาหกิจชุมชนตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย นายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ตลอดจนผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับข้อมูลสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะปลูกจำนวน 56,522 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 305,706 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน มีผลผลิตรวม 877,681 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.80 จากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,643 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43 และในปี 2569 (มกราคม-พฤษภาคม) สินค้ามะพร้าวมีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 533,353 ตัน คิดเป็นมูลค่า 568.07 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 9.18 โดยแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และสงขลา ทั้งนี้ ผลผลิตประมาณร้อยละ 30 จำหน่ายภายในประเทศ และอีกร้อยละ 70 ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย ตามลำดับ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026070741e1746e527a7a3352a5b5b129821463104904.jpg' type='image/jpg' length='692426' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเข้าร่วมประชุมด้วย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมวิมวาทิตย์ 2 ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10239</link>
<guid isPermaLink="false">4c943f4c9828cf2da0978d8bda453d9d</guid>
<pubDate>Tue, 07 Jul 2026 10:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/3_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 396px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะรองประธานกรรมการคนที่ 1 นางสาวเพชรรัตน์ สายทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวิมวาทิตย์ 2 ชั้น 3 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมฯ ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ครั้งแรกภายหลังพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ โดยมีผู้แทนจากหลายกระทรวงร่วมเป็นคณะกรรมการ เพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิ การส่งเสริมศักยภาพ และการสร้างความเสมอภาคให้แก่กลุ่มชาติพันธุ์ในทุกมิติ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม ลดการเลือกปฏิบัติ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหลายกระทรวงเข้าร่วม ทั้งกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งเป็นหน่วยงานหลัก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การขับเคลื่อนงานเป็นไปอย่างบูรณาการและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าการจัดทำกฎหมายลำดับรองและการจัดตั้งกลไกตามกฎหมาย โดยกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ระหว่างดำเนินการออกประกาศเกี่ยวกับการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์และการเลือกสมาชิกสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2569&rdquo; รองนายกรัฐมนตรี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีความคืบหน้าในการจัดตั้งกลไกสำคัญตามกฎหมายทั้ง 4 กลไก ได้แก่ คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย คณะอนุกรรมการจัดทำข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ และคณะกรรมการบริหารพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบ (ร่าง) แผนการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2569&ndash;2570 โดยกำหนดให้ปีงบประมาณ 2569 เป็นช่วงวางรากฐานการดำเนินงาน ทั้งการออกกฎหมายลำดับรอง การสรรหาคณะกรรมการ การเปิดขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ การจัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และการแต่งตั้งผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสู่คณะกรรมการชุดใหญ่ ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 จะมุ่งสู่การปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการจัดทำฐานข้อมูลวิถีชีวิตและประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์ การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571&ndash;2575) และการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ติดตามและประเมินผลนโยบาย แผนงาน และมาตรการเกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และคณะอนุกรรมการพิจารณาและให้ความเห็นด้านกฎหมายและเรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการกำกับติดตามนโยบาย การวินิจฉัยข้อกฎหมาย และการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการส่งเสริมเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ในการยกระดับสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์สู่ตลาดที่กว้างขึ้น พร้อมประสานกระทรวงพาณิชย์ในการประเมินศักยภาพและสนับสนุนด้านการตลาด โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการอบรมผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมพื้นเมือง และโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ &ldquo;ชาติพันธุ์บ้านฉัน&rdquo; เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ความตั้งใจของคณะกรรมการฯ คือการร่วมกันคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้ได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียม พร้อมส่งเสริมศักยภาพของแต่ละกลุ่มอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้ดำเนินการยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนด้านการตลาด เพื่อช่วยขยายโอกาสทางการค้า เพิ่มช่องทางจำหน่าย และผลักดันสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ก่อนการประชุม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมคณะกรรมการ ได้เยี่ยมชมบูธจัดแสดงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT : Cultural Product of Thailand) ที่กระทรวงวัฒนธรรมนำมาจัดแสดง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่ได้รับการพัฒนาและต่อยอดจากทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ อาทิ กระเป๋าผ้าปักลายมอญ ผ้าฝ้ายไทลื้อ ชุดไททรงดำ นางหาญ และผ้าปักชนเผ่าอิ้วเมี่ยน เพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ วิถีชีวิต และภูมิปัญญา พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม สร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชุมชน อันนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์อย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260707241a2fa53b1f49297990f70fc98f4a44103802.jpg' type='image/jpg' length='683271' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา นำโดย นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมคณะ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10218</link>
<guid isPermaLink="false">36737c6571270ab2d0ad07b57f1a9998</guid>
<pubDate>Wed, 01 Jul 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/26_1_.jpg" style="width: 500px; height: 354px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม วุฒิสภา พร้อมคณะ เข้าพบ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรับฟังผลการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันทำงานในการขับเคลื่อนภารกิจด้านเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับคณะกรรมาธิการฯ และขอบคุณที่ให้ความสนใจการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงยินดีรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีผู้บริหารทุกกรมเข้าร่วมรับฟัง เพื่อนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ไปต่อยอดการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วและมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ได้แก่ การดูแลค่าครองชีพประชาชน การรักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร การส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs และชุมชน การขยายตลาดและการส่งออก การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการให้บริการ และการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ พร้อมเดินหน้ารับมือความท้าทายด้านการค้าโลกและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายวิวรรธน์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการมีหน้าที่ศึกษา ติดตาม และเสนอแนะแนวทางด้านการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม จึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด พร้อมชื่นชมผลการดำเนินงานของกระทรวง โดยเฉพาะการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่สามารถรักษาเสถียรภาพราคาได้เป็นอย่างดี อาทิ ทุเรียน ซึ่งแม้มีผลผลิตจำนวนมากแต่ยังสามารถรักษาระดับราคาได้ พร้อมยืนยันว่าคณะกรรมาธิการพร้อมร่วมกันทำงานกับกระทรวงพาณิชย์ เสริมกันและต่อยอดการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านเศรษฐกิจและการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202607012e6814e96669e6c9f0318acfe7cb352b091138.jpg' type='image/jpg' length='714979' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ทั้งด้านการค้าและการเกษตร ร่วมกับทีมไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ กรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10210</link>
<guid isPermaLink="false">139944466a7bbc7e15eeb0c590b6c804</guid>
<pubDate>Fri, 26 Jun 2026 15:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/24_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เดินทางเยือนกรุงบรัสเซลส์ ราชอาณาจักรเบลเยียม เพื่อหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ทั้งด้านการค้าและการเกษตร ร่วมกับทีมไทยแลนด์ โดยได้เข้าพบนายมารอส เซฟโควิช (H.E. Mr. Maro&scaron; &Scaron;efčovič) กรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและความโปร่งใส และนายคริสตอฟ ฮันเซน (Mr. Christophe Hansen) กรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร (EU Commissioner for Agriculture and Food) เพื่อเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;EU ให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม และวางรากฐานความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระยะยาวระหว่างไทยและ EU<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การเจรจา FTA ไทย&ndash;EU เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทยในการขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลกที่มีความผันผวน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการค้าที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน กระจายความเสี่ยงทางการค้า และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าฯ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสำคัญภายใต้การเจรจา FTA ไทย&ndash;EU อาทิ การเปิดตลาดการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (Sanitary and Phytosanitary Measures: SPS) และทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้ย้ำถึงโอกาสในการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองฝ่าย ควบคู่กับการคำนึงถึงความพร้อม สถานการณ์ที่แตกต่างกัน และประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประโยชน์สาธารณะ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเร่งผลักดันการเจรจาในประเด็นที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถสรุปผลเพิ่มเติมในการเจรจารอบที่ 9 และเดินหน้าสู่การหารือประเด็นสำคัญช่วงท้ายของการเจรจา พร้อมทั้งจะติดตามความคืบหน้าระหว่างคณะเจรจาของทั้งสองฝ่ายอย่างใกล้ชิด และเตรียมหารือร่วมกันอีกครั้งก่อนการเจรจารอบถัดไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ในการหารือกับกรรมาธิการยุโรปด้านการเกษตรและอาหาร ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่าประเด็นด้านการเกษตรและมาตรการ SPS มีความสำคัญต่อความคืบหน้าของการเจรจา FTA ไทย&ndash;EU โดยฝ่าย EU ย้ำถึงความสำคัญของสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ รวมทั้งมาตรการ SPS ขณะที่ฝ่ายไทยย้ำว่าภาคเกษตรเป็นเรื่องสำคัญและมีความอ่อนไหวสำหรับทั้งสองฝ่าย จึงควรร่วมกันแสวงหาแนวทางที่สมดุลและก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยคำนึงถึงข้อกังวลของทั้งไทยและ EU<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปิดตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของการเจรจา โดยฝ่ายไทยได้ย้ำถึงสินค้าเกษตรและอาหารที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก ขณะที่ฝ่าย EU ได้แสดงความสนใจในการขยายโอกาสทางการค้าสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารของยุโรป ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเปิดตลาดสินค้าเกษตรจำเป็นต้องอาศัยการหารืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีสินค้าหลายรายการที่มีความอ่อนไหวและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของเกษตรกรทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยมุ่งมั่นเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย&ndash;EU ให้บรรลุผลโดยเร็วที่สุด พร้อมผลักดันประเด็นที่มีความพร้อมให้ได้ข้อสรุป และเดินหน้าหารือในประเด็นคงค้างอย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความพร้อมของภาคส่วนต่าง ๆ ภายในประเทศ รวมถึงการดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังตั้งเป้าหมายให้การเจรจารอบที่ 9 สามารถบรรลุผลในประเด็นที่มีความพร้อมและผลักดันประเด็นคงค้างต่าง ๆ ให้คืบหน้ามากที่สุด เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนของการเจรจาและปูทางไปสู่การสรุปผลการเจรจาในระยะต่อไป พร้อมทั้งได้ย้ำข้อกังวลของไทยในบางประเด็นที่มีมาตรฐานสูงและต้องคำนึงถึงสถานการณ์ ความพร้อม และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ขณะที่นายคริสตอฟ ฮันเซน แสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนให้การเจรจา FTA ไทย&ndash;EU มีความคืบหน้าโดยเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน การเจรจา FTA ไทย&ndash;EU ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตรครอบคลุม 7 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การค้าสินค้า (2) กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า (3) มาตรการ SPS (4) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (5) ทรัพย์สินทางปัญญา (6) การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และ (7) ระบบอาหารที่ยั่งยืน โดยปัจจุบันทั้งสองฝ่ายสามารถสรุปผลการเจรจาได้แล้ว 4 ประเด็น ได้แก่ การค้าสินค้า (ในส่วนของข้อบท) อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน และระบบอาหารที่ยั่งยืน ขณะที่ประเด็นที่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา ได้แก่ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการ SPS ทรัพย์สินทางปัญญา และการเปิดตลาดสินค้าระหว่างกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันกว่า 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 6.58 ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออก 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ไทยและ EU มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 2.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปยัง EU มูลค่า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก EU มูลค่า 0.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 0.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงศักยภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองฝ่าย และความจำเป็นในการเร่งผลักดัน FTA ไทย&ndash;EU ให้แล้วเสร็จ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260626bd40957259ffee884447a03956e16886155541.jpg' type='image/jpg' length='279808' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมร่วมพิธีเปิดงาน “OTOP Midyear 2026” เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10205</link>
<guid isPermaLink="false">0355fe3e80d81bd90f76749d2c3a964b</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/221_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังร่วมพิธีเปิดงาน &ldquo;OTOP Midyear 2026&rdquo; ภายใต้แนวคิด &ldquo;OTOP NEXT INSPIRATION สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญา สู่ระดับสากล&rdquo; ซึ่งจัดโดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด โดยตลอดพื้นที่จัดงานมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมเลือกซื้อสินค้าอย่างคึกคัก สะท้อนถึงความสนใจในผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการจัดงาน OTOP Midyear 2026 อย่างเต็มที่ เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการชุมชน และ SMEs โดยได้สนับสนุนผ่านหน่วยงานในสังกัด ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ กรมทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงการเชื่อมโยงภารกิจร่วมกับ กรมการค้าภายใน และ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการตลาด การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า การพัฒนาแบรนด์ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการขยายช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการจัดแสดงภายในงาน กระทรวงพาณิชย์ได้จัดโซน SMART Local Pavilion และ GI Pavilion โดยนำผู้ประกอบการชุมชนศักยภาพสูงจำนวน 30 ราย จากทั่วประเทศ เข้าร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้า ครอบคลุมทั้งสินค้าแฟชั่น งานหัตถกรรม สมุนไพร สปา ของใช้ ของตกแต่ง และผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมสมัย ซึ่งได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดยุคใหม่ ทั้งด้านดีไซน์ มูลค่าเพิ่ม และการเล่าเรื่องผลิตภัณฑ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยโซน SMART Local Pavilion แบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ Fashion ที่เน้นการใช้ผ้าไทยและงานออกแบบร่วมสมัย Wellness ที่เน้นผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสปาเพื่อสุขภาพ และ Lifestyle ที่นำเสนอสินค้าไลฟ์สไตล์และของใช้ร่วมสมัยจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อสะท้อนการยกระดับสินค้าชุมชนไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดแสดงสินค้า GI เด่นจากทั่วประเทศจำนวน 16 รายการ ได้แก่ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ทุเรียนจันท์ มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ มะขามหวานเพชรบูรณ์ ปลาทูแม่กลอง หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ไข่เค็มไชยา หอมแดงศรีสะเกษ กาแฟเทพเสด็จ เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง และชามไก่ลำปาง พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายวันละ 2 รอบ เวลา 12.00 น. และ 17.00 น. เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายและสร้างการรับรู้สินค้า GI ไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงาน OTOP Midyear 2026 ถือเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการชุมชน ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ในระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ระดับ 3&ndash;5 ดาว จาก 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร รวมกว่า 2,500 บูธ ถือเป็นการรวมพลังสินค้าชุมชนครั้งใหญ่ของประเทศ งาน &ldquo;OTOP Midyear 2026&rdquo; จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20&ndash;28 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00&ndash;21.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1&ndash;3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมุ่งเน้นการผสมผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้ากับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยสู่ตลาดสากล ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย &ldquo;ไทยช่วยไทย พลัส&rdquo; เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026062475565da8e27827f1b932d90e58e2a9dd100748.jpg' type='image/jpg' length='176062' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10204</link>
<guid isPermaLink="false">7404107528e273c004dd727b1773fd6d</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 09:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/22_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับผู้แทน 3 สมาคมปุ๋ย ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร เพื่อติดตามสถานการณ์ปุ๋ยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านปริมาณและราคาปุ๋ยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลได้ทำงานร่วมกันในลักษณะ &ldquo;ทีมไทยแลนด์&rdquo; อย่างใกล้ชิด โดยติดตามสถานการณ์ร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ พร้อมดูแลให้ราคาจำหน่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและไม่เป็นภาระแก่เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา มีเรือสินค้าบรรทุกปุ๋ยจำนวน 5 ลำได้รับผลกระทบจากสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ แต่จากการประสานงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรือบางส่วนสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งเพื่อให้สามารถนำสินค้าเข้าสู่ประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สถานการณ์ปุ๋ยในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณคลี่คลายมากขึ้น ทั้งในด้านปริมาณสินค้าและแนวโน้มด้านราคา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นและลดผลกระทบต่อเกษตรกรให้ได้มากที่สุด&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายเทพวิทย์ เตียวสุรัตน์กุล ที่ปรึกษาสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากในช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยยูเรียจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลางได้ตามปกติ แต่ในเดือนมิถุนายนเริ่มมีการส่งออกสินค้าจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตปุ๋ยในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ได้ปรับรูปแบบการขนส่ง โดยลำเลียงสินค้าทางบกจากฝั่งอ่าวเปอร์เซียไปยังท่าเรือฝั่งทะเลแดงก่อนส่งออกมายังประเทศไทย ส่งผลให้การนำเข้าสินค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น และช่วยเสริมความเชื่อมั่นต่อการบริหารจัดการปริมาณปุ๋ยในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายเทพวิทย์ กล่าวว่า แนวโน้มราคาปุ๋ยยูเรียในตลาดโลกเริ่มทรงตัวและมีสัญญาณผ่อนคลายลง ขณะที่ปุ๋ยประเภท NP และ NPK ชะลอการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาปุ๋ยในระยะต่อไปมีทิศทางสอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตในระดับราคาที่เหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ปัจจุบันปริมาณปุ๋ยในประเทศยังอยู่ในระดับที่รองรับความต้องการใช้ได้ โดยกรมการค้าภายในมีระบบติดตามข้อมูลสต็อกและปริมาณสินค้าจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาปุ๋ยจากประเทศผู้ผลิตรายสำคัญอื่น ๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า สมาคมปุ๋ยทั้ง 3 สมาคมพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการด้านปริมาณสินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยยึดหลักความเป็นธรรมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามและกำกับดูแลราคาปุ๋ยอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การจำหน่ายเป็นไปตามกลไกตลาดและต้นทุนที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาได้ตรวจสอบการจำหน่ายและป้องกันการกักตุนสินค้าในพื้นที่ต่าง ๆ แล้วกว่า 1,640 แห่ง และได้ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่พบการกระทำความผิด พร้อมเปิดช่องทางให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลหากพบการจำหน่ายในราคาที่ไม่เหมาะสม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบได้ทันที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้น กระทรวงพาณิชย์ยังคงดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต ธงเขียวราคาประหยัดพลัส&rdquo; อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนด้านปุ๋ย โดยตั้งเป้าดำเนินการใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 6 จังหวัด และจะเดินหน้าต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลเตรียมขับเคลื่อนโครงการ &ldquo;ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง&rdquo; ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านกรมวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ เพื่อวิเคราะห์ความต้องการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดพืชและสภาพพื้นที่ ช่วยให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับชนิดปุ๋ยและพันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดยชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราปกติร้อยละ 6 ต่อปี ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านการผลิตทางการเกษตร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านต้นทุนการผลิต การบริหารจัดการผลผลิต การแปรรูป การขนส่ง การหาตลาดรองรับ และการส่งออก เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการเกษตรไทย และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260624752b86ea3a1dec081729449d0dbcc2e4095910.jpg' type='image/jpg' length='828468' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10203</link>
<guid isPermaLink="false">3645d3cd5dad4e4c4b2ad39da8dc3b26</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/21_1_.jpg" style="width: 500px; height: 355px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT ณ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย พร้อมคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับและนำชมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ พัฒนา และส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า รู้สึกชื่นชมการดำเนินงานของ SACIT ที่สามารถขับเคลื่อนภารกิจด้านศิลปหัตถกรรมไทยจนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการมีส่วนสำคัญในการจัดนิทรรศการ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majest&eacute;: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity&rdquo; ณ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม &ndash; 1 พฤศจิกายน 2569 ภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการนำฉลองพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมผลงานหัตถศิลป์ไทย ไปจัดแสดง ณ หนึ่งในพิพิธภัณฑ์ศิลปะและแฟชั่นที่สำคัญที่สุดของโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;นิทรรศการดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมจากผู้เข้าชมจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความประณีตงดงามของผ้าไทย ชุดไทย และงานหัตถศิลป์ไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของช่างฝีมือไทยและคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาไทยที่สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างภาคภูมิ&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และโครงการ Thai Kimono Project ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว ร่วมกับ SACIT และ บริษัท OMIYA จำกัดประเทศญี่ปุ่น นำผ้าทอไทยภายใต้โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทำกิโมโนผ้าไทย นำลวดลายและผืนผ้าหลากหลายมาประยุกต์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย ขณะเดียวกันยังคงรักษาแบบแผนดั้งเดิมตามมาตรฐานกิโมโนของญี่ปุ่นไว้อย่างครบถ้วน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังได้กล่าวชื่นชมความสำเร็จของงาน Crafts Bangkok 2026 ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ซื้อทั้งชาวไทยและต่างประเทศ สะท้อนถึงคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้ผลิตงานหัตถศิลป์ไทยที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและรายได้ให้แก่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมหอศิลปาชีพ ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการ &ldquo;คู่พระบารมี&rdquo; ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมอาชีพและงานศิลปาชีพของพระบรมวงศานุวงศ์ไทย ตลอดจนหอหัตถศิลป์ระหว่างประเทศ ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการ &ldquo;จักสาน&rdquo; ถ่ายทอดภูมิปัญญาและวิวัฒนาการของงานจักสานจากอดีตสู่ปัจจุบันผ่านมุมมองร่วมสมัย นอกจากนี้ ยังได้เยี่ยมชมหอสุพรรณพัสตร์ ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการ &ldquo;ชุดไทยพระราชนิยม&rdquo; งานย่านลิเภา และเครื่องทองโบราณอันทรงคุณค่า เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมถึงเยี่ยมชมหอนวัตศิลป์ ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ร่วมสมัยที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยแนวคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้บริหาร SACIT ได้รายงานผลการดำเนินงานและภารกิจสำคัญของสถาบันในการสืบสาน ส่งเสริม และพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การอนุรักษ์องค์ความรู้และยกย่องเชิดชูครูศิลป์ ครูช่าง และทายาทช่างฝีมือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ด้วยงานวิจัย นวัตกรรม และเทคโนโลยี การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการขยายโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ผ่านการจัดงานแสดงสินค้า การพัฒนาช่องทางการค้าออนไลน์ และการสร้างภาพลักษณ์งานหัตถกรรมไทยให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า SACIT เป็นหน่วยงานภายใต้กำกับของกระทรวงพาณิชย์มีบทบาทสำคัญในการสืบสานและต่อยอดพระราชดำริด้านการส่งเสริมผ้าไทยและศิลปหัตถกรรมไทยให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสร้างรายได้ให้แก่ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนทั่วประเทศ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านการสร้างโอกาสทางการค้าและการเพิ่มมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรมของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของ SACIT ในทุกมิติ ทั้งด้านการประชาสัมพันธ์ การขยายตลาด การสร้างการรับรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ การผลักดันผลงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล และการส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกป้องความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่าให้กับผลงานของช่างฝีมือไทย พร้อมร่วมกันผลักดันให้ผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรมไทยเป็นที่รู้จักและเข้าถึงผู้คนทั่วโลกมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่ชุมชนและเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการ SACIT กล่าวว่า สถาบันจะเดินหน้าผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทั้งด้านการพัฒนาศักยภาพช่างฝีมือ การสร้างนวัตกรรม การพัฒนาตลาด และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของชาติอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ SACIT มุ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านศิลปหัตถกรรมไทยในรูปแบบ &ldquo;Knowledge Ecosystem&rdquo; ที่เชื่อมโยงเครือข่ายช่างฝีมือ ชุมชน ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่ออนุรักษ์และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากลในฐานะหนึ่งในอัตลักษณ์สำคัญของประเทศ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260624e747bd9a934bf09144ca576f0cc6d8bb095004.jpg' type='image/jpg' length='770425' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10202</link>
<guid isPermaLink="false">f560c2a8dc3705529f14399a0223ae46</guid>
<pubDate>Wed, 24 Jun 2026 09:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/19_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย นายโชคชัย เศรษฐีวรรณ อุปนายก และคณะผู้แทนสมาคมฯ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อติดตามสถานการณ์การค้าและตลาดข้าว รวมถึงแนวทางผลักดันการส่งออกข้าวไทยว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชนเพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งออกข้าวไทยปี 2569 ที่ 7 ล้านตัน ซึ่งการส่งออกถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตและสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า แม้ตลาดข้าวโลกในปีนี้จะมีความท้าทายจากการแข่งขันที่รุนแรงและความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก แต่ข้าวไทยยังคงได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้า โดยได้สั่งการให้กรมการค้าต่างประเทศและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเร่งประสานเครือข่ายทูตพาณิชย์ทั่วโลกในการผลักดันการจำหน่ายข้าวไทยในตลาดศักยภาพ พร้อมทำงานเชิงรุกร่วมกับภาคเอกชนเพื่อขยายโอกาสทางการค้าในตลาดสำคัญทั่วโลก&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคแอฟริกาและลาตินอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ไทยมีกับประเทศคู่ค้า อาทิ เปรู และชิลี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในภูมิภาคดังกล่าว โดยในเร็ว ๆ นี้จะมีการหารือกับรัฐมนตรีของเปรูเพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้ได้หารือกับคณะเอกอัครราชทูตประเทศและอุปทูตในภูมิภาคลาตินอเมริกาเพื่อร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยแล้ว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตข้าวในอนาคต รวมทั้งการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรการดูแลเกษตรกรและสร้างความมั่นคงด้านการผลิตข้าวของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้ แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะส่งผลให้การส่งออกข้าวไทยไปยังอิรัก ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของไทยในภูมิภาคดังกล่าว ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ผลกระทบจากความตึงเครียดในภูมิภาคและแนวโน้มการเกิดภาวะภัยแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญ กลับทำให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้ไทยยังสามารถขยายการส่งออกไปยังตลาดอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดข้าวโลกในปีนี้มีความอ่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับประมาณ 320-340 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในช่วงปลายปีก่อน มาอยู่ที่ประมาณ 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากความกังวลเรื่องภาวะเอลนีโญและความมั่นคงทางอาหาร ส่งผลให้หลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่มีการสั่งซื้อในปริมาณมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แม้อิรักซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของไทยจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคจนทำให้การส่งมอบสินค้าชะลอตัว แต่เชื่อว่าหลังสถานการณ์คลี่คลายจะสามารถกลับมาส่งออกได้ตามปกติ ขณะที่หลายประเทศได้เข้ามาซื้อข้าวไทยเพื่อชดเชยความต้องการในตลาดโลก ประกอบกับความต้องการใช้ปลายข้าวในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากภาวะขาดแคลนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ราคาข้าวไทยปรับตัวดีขึ้น<br />
นอกจากนี้ เพื่อผลักดันการส่งออกข้าวภายในโควตาไปยังตลาดยุโรปให้เพิ่มขึ้น ขอเสนอให้เจรจาสัดส่วนโควตาการส่งออกต้นข้าวให้มากขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่ส่งออกต้นข้าวไปตลาดยุโรปมากกว่าปลายข้าว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะหยิบยกประเด็นดังกล่าวหารือกับฝ่ายยุโรปต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยเพิ่มเติมถึงนโยบายเชิงรุกในการผลักดันการส่งออกข้าวไทยว่า กรมฯ เร่งดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการส่งเสริมตลาดและผลักดันการส่งออกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป อเมริกา และโอเชียเนีย เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย พร้อมขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเร่งรัดการเจรจาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) กับ COFCO ของรัฐบาลจีน อีก 460,000 ตัน ขณะเดียวกันได้วางแผนเปิดเกมรุกนำคณะผู้แทนภาครัฐและเอกชนเดินทางพบผู้นำเข้าข้าวรายสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขยายตลาดส่งออกข้าวไทย ล่าสุดได้เดินทางไปพบหน่วยงานนำเข้าข้าวของสาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 7&ndash;10 มิถุนายน 2569 และมีแผนเดินทางไปฟิลิปปินส์และมาเลเซียในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2569 รวมถึงเตรียมนำผู้ประกอบการข้าวหอมมะลิไทยและข้าวประณีตรายย่อยเจรจาธุรกิจกับผู้นำเข้าจีน ณ เมืองกวางโจว ในเดือนกรกฎาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางอารดา กล่าวว่า กรมฯ มั่นใจว่าการดำเนินงานเชิงรุกควบคู่กับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยและสนับสนุนให้การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 บรรลุเป้าหมาย 7 ล้านตันตามที่ตั้งไว้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม&ndash;พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 2.74 ล้านตัน ลดลง 10.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ไทยยังสามารถขยายการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาและเอเชียได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นภูมิภาคส่งออกข้าวสำคัญ 2 อันดับแรกของไทย และยังมีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่องท่ามกลางสถานการณ์ตลาดโลกที่ท้าทาย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของตลาดโลกต่อคุณภาพข้าวไทยและศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพที่สำคัญของโลก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026062458acd9f9dcb71c42b6a784cc9f301aae093650.jpg' type='image/jpg' length='6488106' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10196</link>
<guid isPermaLink="false">8a5c915c1d976cd7d0f0e846dae53368</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 13:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/182_11_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา ชั้น 12 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรของกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมพิธีเพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอย่างพร้อมเพรียง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศชาติ และนำมาซึ่งความโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งแก่พสกนิกรชาวไทยทั่วทั้งแผ่นดิน พระองค์ทรงเป็นขัตติยนารีผู้ทรงคุณูปการยิ่งแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พระองค์ทรงแสดงให้ประจักษ์ถึงพระปรีชาสามารถอันรอบด้าน ทั้งในฐานะนักกฎหมาย นักการทูต และนักสังคมสงเคราะห์ ทรงใช้พระวิริยอุตสาหะและพระเมตตาธรรมในการบำเพ็ญพระกรณียกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สร้างคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บุคลากรของกระทรวงพาณิชย์ยังคงสำนึกในพระกรุณาธิคุณและน้อมรำลึกถึงภาพแห่งความทรงจำเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จยังกระทรวงพาณิชย์ในวันกิติยากร เมื่อปี 2562 และ 2563 ซึ่งยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของผู้ปฏิบัติงานทุกคน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังการกล่าวถวายความอาลัย ผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความไว้อาลัย ก่อนที่ประธานในพิธีจะลงนามถวายความอาลัยเบื้องหน้าพระรูปสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ พระเกียรติคุณ และพระกรณียกิจอันทรงคุณูปการยิ่ง ซึ่งจะสถิตอยู่ในดวงใจของปวงชนชาวไทยตลอดไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260619f8e52e1928ef36a234bf7bf80a6462f5133839.jpg' type='image/jpg' length='401625' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการมอบนโยบายการทำงานแก่พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศและรับฟังการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้แทนพาณิชย์จังหวัด จำนวน 5 กลุ่มโครงการหลัก เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10195</link>
<guid isPermaLink="false">e855b86b6238609bb596e720659d3db1</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 13:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/181_1_.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดกิจกรรมนำเสนอแผนงานเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นผลสัมฤทธิ์จากการจัดโครงการฝึกอบรม &ldquo;หลักสูตรการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน&rdquo; ให้แก่พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดหลัก &ldquo;เศรษฐกิจการค้าไทยเข้มแข็ง เป็นธรรม เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo; (MOC+) โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การทำงานแบบมองจากผลลัพธ์ย้อนกลับ (Working Backwards) เริ่มต้นจากความต้องการและปัญหาของประชาชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นตัวตั้ง แล้วจึงนำ AI และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Data Analytics) มาออกแบบนวัตกรรมการบริการเชิงรุก ซึ่งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบนโยบายการทำงานแก่พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศและรับฟังการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากผู้แทนพาณิชย์จังหวัด จำนวน 5 กลุ่มโครงการหลัก โดยมี ดร.ปิยนุช วุฒิสอน และดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมรับฟัง ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ ตัวแทนพาณิชย์จังหวัดได้นำเสนอโครงการเชิงลึกแบบบูรณาการร่วมกันทั่วทั้งกระทรวงพาณิชย์ (One Ministry) ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การบริหารจัดการข้าวไทย ทันสมัย แม่นยำ (Smart Rice Ecosystem)<br />
พลิกโฉมการบริหารจัดการข้าวไทยทั้งระบบภายใต้แนวคิด &ldquo;ตลาดนำการผลิต&rdquo; โดยนำ AI และ Data Analytics มาร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อคาดการณ์ผลผลิต พฤติกรรมผู้บริโภค และความต้องการของตลาดโลกล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ผ่านแพลตฟอร์ม Thai Rice Digital Marketplace และ Market Intelligence Platform พร้อมพัฒนาระบบ AI Chatbot คอยให้บริการข้อมูลเกษตรกรตลอด 24 ชั่วโมง มุ่งเปลี่ยนจากสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูกสู่ข้าวอัตลักษณ์ระดับพรีเมียม (Premium Rice Business) ที่เชื่อมโยงระบบตรวจสอบย้อนกลับ (QR Code Traceability) เพิ่มรายได้และสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ผ้าทอไทยสู่สากล แก้ข้อจำกัด (Pain Point) ด้านการตลาดของผ้าไทยชุมชน โดยเน้นการพัฒนาลวดลายผ้าในรูปแบบร่วมสมัยที่ทอได้ง่ายขึ้น และพัฒนา Pattern การตัดเย็บให้เหมาะสมต่อการสวมใส่ได้จริงในทุกโอกาส (Everyday Wear) ตลอดจนส่งเสริมการทำ Co-Branding หรือ Collaboration ร่วมกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ แฟชั่น และโรงแรมชั้นนำ พร้อมการใส่ Storytelling เล่าเรื่องราวอันมีเสน่ห์ของภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าทางพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. Fruit Connect to Future Food สู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต<br />
สร้างแพลตฟอร์มเชื่อมต่อระบบข้อมูลและการบริหารจัดการผลไม้เศรษฐกิจไทย อาทิ ทุเรียน แก้ไขปัญหาราคาผันผวนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงกลางน้ำ และใช้ AI Dashboard มาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการตลาดปลายน้ำ เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมผลไม้แปรรูปขั้นสูง (Future Food Innovation) เช่น แป้งทุเรียน (Durian Flour) ทุเรียนฟรีซดราย (Freeze Dried) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) และสารสกัดเพื่อสุขภาพ (Nutraceutical) เพื่อขยายโอกาสการลงทุนและขยายสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. Local to Global : สินค้าไทยจากชุมชน สู่ชั้นวางระดับโลก<br />
ยุทธศาสตร์สร้างสะพานเชื่อมโยงผู้ประกอบการรายย่อย (SME และ Micro SME) ที่เปราะบางกว่า 2.26 ล้านรายทั่วประเทศ ผ่านแพลตฟอร์ม MOC Matching Platform โดยเป็นการประสานพลังแบบ &ldquo;พาณิชย์จังหวัด (ต้นน้ำ) x ทูตพาณิชย์ (ปลายน้ำ) x ภาคเอกชน&rdquo; คัดเลือกสินค้าศักยภาพชุมชน (GI, BCG, Soft Power, Craft, Wellness) มาปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) และผลักดันเข้าสู่แพลตฟอร์ม E-Commerce ระดับโลก อาทิ Amazon, Alibaba และ TikTok ควบคู่กับการจัดโครงการนำร่อง Sandbox 1 จังหวัด 1 ตลาดเป้าหมาย ตั้งเป้าเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ภายใน 1 ปี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 5. การค้าบริการไทย ก้าวไกล ยั่งยืน<br />
เปลี่ยนนิยาม Soft Power ของอาหารและบริการไทยให้กลายเป็น &ldquo;Trust Power&rdquo; ที่น่าเชื่อถือในใจคนทั้งโลก โดยการใช้ Gastro-Wellness Economy เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงคุณค่าตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำเกษตรวัตถุดิบคุณภาพและสมุนไพรไทย ไปสู่กลางน้ำอย่างอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และปลายน้ำในภาคบริการอย่างร้านอาหารมาตรฐาน Thai SELECT แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Destination) และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ผ่านแผนปฏิบัติการเร่งด่วน &ldquo;Thai Service Sprint 90 วัน&rdquo; เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้กลับสู่ SME และชุมชนท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศได้ร่วมกันคิดนอกกรอบ (Thinking Out of the Box) และนำเสนอแนวทางการทำงานใหม่ ๆ ที่สามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ที่เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ทุกโครงการที่นำเสนอในวันนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญตามนโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ จึงขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันผลักดันแนวคิดดี ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชน&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า พาณิชย์จังหวัดทุกแห่งถือเป็น &ldquo;หน้าต่างและประตูบานแรก&rdquo; ของการรับรู้ปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ หากพื้นที่ไม่สามารถสะท้อนข้อมูลและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงให้ส่วนกลางรับทราบได้อย่างทันท่วงที ก็อาจทำให้การเข้าไปช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอให้พาณิชย์จังหวัดทุกแห่งทำหน้าที่ดังกล่าวอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมทั้งยึดหลักการบูรณาการการทำงานร่วมกันทั้งภายในและภายนอกกระทรวง เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ได้ฝากแนวคิดการทำงานตาม &ldquo;TAM Model&rdquo; เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบด้วย T &ndash; Think Big (คิดใหญ่): การคิดเชิงระบบ มองภาพใหญ่ให้ทะลุปรุโปร่ง โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่ชัดเจน A &ndash; Act Small (เริ่มจากเล็ก): การเริ่มต้นลงมือปฏิบัติจากจุดเล็กๆ ก่อน เพื่อสร้างเป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) และ M &ndash; Move Fast/Right (ขยับให้เร็วและถูกจังหวะ): การปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ให้รวดเร็วทันท่วงที และถูกต้องตามจังหวะเวลา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และต้องมี 3 รู้ โดยเริ่มจาก &ldquo;รู้ใน&rdquo; คือ การรู้จักพื้นที่ของตนเองอย่างลึกซึ้ง ทั้งศักยภาพ จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหา และโอกาสทางการค้า รวมถึงต้องรู้จักผู้ประกอบการและทรัพยากรในพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อให้สามารถวางแผนการพัฒนาได้อย่างตรงจุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประการต่อมา คือ &ldquo;รู้นอก&rdquo; หมายถึง การติดตามและทำความเข้าใจบริบทภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจโลก แนวโน้มการค้า เทคโนโลยี หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ หากรู้เฉพาะสถานการณ์ภายในพื้นที่แต่ไม่เข้าใจบริบทภายนอก ก็อาจทำให้การวางแผนและการตัดสินใจขาดประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ &ldquo;รู้จังหวะ&rdquo; หรือการรู้ว่าเมื่อใดควรเดินหน้า เมื่อใดควรชะลอ และเมื่อใดควรปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะการทำงานให้ประสบความสำเร็จไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว บางช่วงเวลาอาจต้องเร่งดำเนินการเพื่อคว้าโอกาส ขณะที่บางสถานการณ์อาจจำเป็นต้องชะลอหรือปรับทิศทางเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;หากเรามีทั้งรู้ใน รู้นอก และรู้จังหวะ ก็จะสามารถดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจี ยังได้เน้นย้ำให้บุคลากรกระทรวงพาณิชย์ทุกระดับมุ่งทำงานเชิงรุกเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น แทนการรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยเข้าไปแก้ไข เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมชื่นชมพาณิชย์จังหวัดทุกคนที่ทุ่มเทและตั้งใจนำเสนอแนวคิดโครงการอย่างครบถ้วน และยืนยันว่าหากส่วนกลางสามารถสนับสนุนหรือช่วยเหลือการดำเนินงานในพื้นที่ได้ ก็พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์ทั้ง 5 กลุ่มนี้ให้เกิดขึ้นจริง โดยจะใช้โมเดลบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด) และส่วนต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต มั่งคั่ง และยั่งยืนสืบไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260619a428db8e132caeda9f79654d5101c42d133301.jpg' type='image/jpg' length='894097' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าว “การป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว” ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรีและสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10194</link>
<guid isPermaLink="false">f12e12d41eed444b54f14edd66a4e128</guid>
<pubDate>Fri, 19 Jun 2026 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/18_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าว &ldquo;การป้องกันและปราบปรามการปลอมปนน้ำมะพร้าว&rdquo; ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรีและสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ว่า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมอย่างครบวงจร ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การรวบรวมผลผลิต การแปรรูป และการทำตลาด เพื่อยกระดับรายได้เกษตรกร รักษาเสถียรภาพราคา และสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ โดยร่วมมือกับภาคเอกชน สถานีบริการน้ำมัน และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เปิดจุดรับซื้อและระบายผลผลิตออกจากตลาด สามารถช่วยดูดซับผลผลิตได้ประมาณ 10 ล้านลูก อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงพีกมีมากกว่าวันละ 2 ล้านลูก จึงจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป ทั้งการลดต้นทุนการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลผลิต และการเพิ่มช่องทางตลาดรองรับในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการแก้ปัญหาในช่วงกลางน้ำ กระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดันแนวคิด &ldquo;ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรและสร้างกลไกตลาดที่เป็นธรรม โดยสนับสนุนชุมชนในด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ การคัดแยกผลผลิต บรรจุภัณฑ์ และการเชื่อมโยงตลาด ปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดราชบุรี และมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมสำคัญอื่นๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงพาณิชย์ได้ตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมและแปรรูปมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ตรวจพบบริษัทกลุ่มเสี่ยงจำนวน 15 ราย ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร ที่อาจเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางการถือหุ้น (นอมินี) และได้ส่งข้อมูลให้ 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสรรพากร และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังได้ส่งข้อมูลโรงงานกลุ่มเสี่ยงจำนวน 24 ราย ในจังหวัดราชบุรี 17 ราย สมุทรสาคร 2 ราย นครปฐม 5 ราย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก ทั้งด้านมาตรฐานโรงงาน ความปลอดภัยอาหาร การแสดงฉลากสินค้า แหล่งที่มาของวัตถุดิบ และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการกระทำผิดที่อาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ประเด็นการปลอมปนน้ำมะพร้าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการและเกษตรกรว่าอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างแรงกดดันต่อราคามะพร้าว เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์บางชนิดวางจำหน่ายในราคาต่ำผิดปกติเมื่อเทียบกับต้นทุนวัตถุดิบ กระทรวงพาณิชย์จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันอย่างเป็นระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;สิ่งสำคัญคือการสร้างมาตรฐานและความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักเกณฑ์ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความเป็นน้ำมะพร้าวแท้ 100% รวมทั้งกำหนดให้มีการแสดงข้อมูลบนฉลากอย่างชัดเจน เช่น สัดส่วนของน้ำมะพร้าว ส่วนผสมของน้ำตาลหรือสารปรุงแต่ง และข้อมูลสำคัญอื่นๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับมะพร้าวน้ำหอมอย่างต่อเนื่อง รวม 9 ครั้ง และประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง โดยพบข้อสังเกตเกี่ยวกับความสมดุลของปริมาณวัตถุดิบและปริมาณผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ตลาด ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม รวมถึงการกำกับดูแลการแสดงฉลากสินค้าให้ถูกต้องและไม่สร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่นายณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า วิกฤตการปลอมปนน้ำมะพร้าวกำลังกลายเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าคุณภาพและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานและความโปร่งใสของแหล่งวัตถุดิบมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับมูลค่ามะพร้าวน้ำหอมไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ส่วนนายจรัญ เจริญทรัพย์ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย กล่าวว่า ปัจจุบันราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ประมาณ 13-15 บาทต่อลูก จากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการช่วยระบายผลผลิตและสร้างตลาดรองรับ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาล้งชุมชนและระบบตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอม เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับเกษตรกรในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวย้ำว่า การแก้ไขปัญหาการปลอมปนน้ำมะพร้าว การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย และการฟื้นฟูอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย ไม่สามารถดำเนินการได้โดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค รักษามาตรฐานสินค้า สร้างความเป็นธรรมทางการค้า และยกระดับภาพลักษณ์มะพร้าวน้ำหอมไทยให้กลับมาเป็นสินค้าคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นในตลาดโลกอีกครั้ง</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202606199fd9fb26ee26d8589c9aeb644038430d132611.jpg' type='image/jpg' length='175150' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569  เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10184</link>
<guid isPermaLink="false">2c3146943361d88ccbf1bc62a8032ce6</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 13:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/15_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 409px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ทบทวนสินค้าและบริการควบคุมประจำปี 2569 เห็นชอบให้คงสินค้าและบริการควบคุม 66 รายการต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมปรับมาตรการกำกับดูแลเพิ่มขึ้นและลดลงในบางรายการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็นของสินค้าแต่ละประเภท เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลความเป็นธรรมด้านราคา ป้องกันการปรับขึ้นราคาที่ไม่สมเหตุสมผล และรักษาปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ครั้งที่ 2/2569 กล่าวว่า เป็นการประชุมทบทวนสินค้าและบริการควบคุมรวมถึงการกำหนดมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความจำเป็น โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์ในการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมในด้านราคาสินค้าและค่าบริการ รวมทั้งป้องกันมิให้ราคาสินค้าและค่าบริการต่างๆ สูงขึ้นโดยรวดเร็วเกินสมควรและให้ปริมาณสินค้ามีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่ติดตาม กำกับดูแลสถานการณ์ภาพรวมสำหรับสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นและมีผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยการกำหนดว่าสินค้าใดควรเป็นสินค้าและบริการควบคุม มีคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมและความสอดคล้องกับสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้นๆ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นลำดับแรก โดยการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมในแต่ละปี ได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในแต่ละกลุ่มสินค้า เพื่อนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด ต้นทุน และสถานการณ์การค้า มาประกอบการพิจารณาให้มาตรการกำกับดูแลมีความเหมาะสมมากที่สุด&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวต่อว่า การประชุม นอกจากทบทวนรายการสินค้าและบริการควบคุมแล้ว ที่ประชุมยังพิจารณากำหนดมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับลักษณะและสถานการณ์ของสินค้าและบริการนั้น ๆ โดยมีมาตรการกำกับดูแลหลายระดับตั้งแต่เข้มข้นสุด ได้แก่ การกำหนดราคาจำหน่ายสินค้าและบริการ การขออนุญาตปรับราคาจำหน่าย การขออนุญาตส่งออกสินค้าเกษตร การควบคุมการขนย้ายสินค้าเกษตร การให้แจ้งข้อมูลและแจ้งเปลี่ยนแปลงราคารับซื้อหรือจำหน่าย การจัดทำบัญชีคุมสินค้า ตลอดจนการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับซื้อสินค้าเกษตร โดย กกร. จะเลือกใช้มาตรการที่เหมาะสมและจำเป็นที่สุดกับแต่ละสินค้า เพื่อให้การกำกับดูแลเกิดประสิทธิภาพ สร้างความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลของระบบการค้าและเสถียรภาพด้านราคาในภาพรวม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการทบทวนในปีนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้คงการกำหนดสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 66 รายการ ต่อเนื่องอีก 1 ปี พร้อมคงมาตรการแสดงราคาสินค้าและบริการทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยในจำนวน 66 รายการ มีสินค้าที่มีการปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท โดยสินค้าที่มีการปรับเพิ่มมาตรการ ประกอบด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. สินค้ามะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ และกากถั่วเหลือง เพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามข้อมูลด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย การนำเข้า การส่งออก และปริมาณคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. สินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. สินค้าเม็ดพลาสติก ปรับมาตรการการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. สินค้าหอมหัวใหญ่และกระเทียม เพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลการนำเข้าและ จัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์สินค้า และพฤติกรรมทางการค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศ และสินค้าที่มีการปรับลดมาตรการ เนื่องจากสถานการณ์ด้านปริมาณและราคาเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ปรับมาตรการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับสภาพตลาดในปัจจุบัน โดยยังคงมาตรการที่จำเป็นต่อการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ตามความเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้า ต้นทุนการผลิต และภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้าและบริการเป็นไปอย่างเหมาะสม สมดุล และไม่กระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การเป็นสินค้าและบริการควบคุม ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรการในการควบคุมราคาจำหน่ายทุกกรณี แต่เป็นกลไกในการติดตามและกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน กระทรวงพาณิชย์จะสื่อสารทำความเข้าใจต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสินค้าและบริการควบคุมแต่ละรายการมีมาตรการกำกับดูแลแตกต่างกันตามลักษณะสินค้าและสถานการณ์ตลาด&rdquo; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260616c417a7c71659c5d93ae9a3f0a9b46ffa131158.jpg' type='image/jpg' length='184001' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs รุกตลาด FTA” (ผลไม้และผลไม้แปรรูป) เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10182</link>
<guid isPermaLink="false">31c6ede48ae7f555327316ca4e93138e</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 09:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/15_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ยกระดับผู้ประกอบการ SMEs รุกตลาด FTA&rdquo; (ผลไม้และผลไม้แปรรูป) เมื่อวันที่ 15 &nbsp;มิถุนายน 2569 ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูป เสริมแกร่งความรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA ขยายการส่งออกไปตลาดการค้าเสรี 18 ประเทศ ที่ได้ลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรให้กับสินค้าส่วนใหญ่จากไทยแล้ว โดยเฉพาะตลาดจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง มีความนิยมและเชื่อมั่นในคุณภาพของผลไม้ไทย อาทิ ทุเรียน ลำไย มังคุด มะพร้าว ส้มโอ และมีความผูกพันทางการค้ากับไทยอย่างแน่นแฟ้น โดยภายใต้ FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) และความตกลง RCEP สินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปของไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็น 0% แล้ว จึงเป็นโอกาสและแต้มต่อทางการค้าของผู้ประกอบการไทยที่จะสามารถแข่งขันได้&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ที่อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ ผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง ฟรีซดราย น้ำผลไม้ ผลไม้อบกรอบ และผลไม้กระป๋อง นำผลผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในตลาดจีน และเป็นโครงการที่สอดรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits 2026&rdquo; ยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง ผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายระดับพรีเมียม และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ อีกทั้งใช้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ลดผลกระทบจากสถานการณ์การส่งออกที่ชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตในประเทศมีปริมาณเพิ่มขึ้น พร้อมกับส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของผลไม้ โดยเฉพาะการแปรรูปและการสร้างเอกลักษณ์ ความแตกต่าง เพื่อให้จำหน่ายได้ราคาสูงขึ้น รวมถึงการเร่งรัดใช้ FTA เป็นเครื่องมือขยายการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โครงการครั้งนี้ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ กว่า 70 ราย และผ่านการคัดเลือกรอบแรก จำนวน 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงลึก Boot Camp ติวเข้มเรื่อง FTA การค้าระหว่างประเทศ กฎระเบียบทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการ GACC พฤติกรรมของผู้บริโภคจีน การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ กลยุทธ์การทำตลาดด้วย AI และการเขียนแผนธุรกิจ รวมทั้งสร้างคลัสเตอร์กลุ่มผู้ประกอบการผลไม้ และจัดกิจกรรม Pitching คัดเลือกผู้ประกอบการ 10 รายสุดท้าย ที่จะได้เข้าร่วมกิจกรรมเดินทางไปสำรวจศักยภาพตลาดโมเดิร์นเทรด ตลาดค้าส่งผลไม้ และจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าจีนทั้งผู้นำเข้า โมเดิร์นเทรด ตัวแทนกระจายสินค้า โรงแรม และร้านอาหาร พร้อมกับเยี่ยมชมงาน China International Fruit Expo 2026 ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนสิงหาคม 2569 ทั้งนี้ การดำเนินโครงการนี้ เป็นความร่วมมือของผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายเล็กที่เดินไปพร้อมกันในการนำสินค้าผลไม้ไทยปักหมุดในตลาดจีนเพิ่มขึ้น และมีกระทรวงพาณิชย์เป็นพี่เลี้ยง&rdquo; นางสาวบรรจงจิตต์ เสริม</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260616c417a7c71659c5d93ae9a3f0a9b46ffa095731.jpg' type='image/jpg' length='313839' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569  เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10181</link>
<guid isPermaLink="false">463ff92e6c5315a0ca3dd058c782975d</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/12_1_.jpg" style="width: 500px; height: 386px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน การผลิต และการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจกระทบต่อภาคการเกษตร รัฐบาลจึงเดินหน้าดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่ โดยยึดแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) บริหารจัดการราคาข้าวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม 2) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยทั้งด้านคุณภาพ มาตรฐาน และโลจิสติกส์ และ 3) สร้างเสถียรภาพตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการลดภาระต้นทุนการผลิต การดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการยกระดับคุณภาพข้าวไทยเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับทราบสถานการณ์ข้าวโลกปีการผลิต 2569/2570 ซึ่งมีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น โดยผลผลิตข้าวโลกคาดว่าจะลดลงร้อยละ 1 เหลือ 537.82 ล้านตันข้าวสาร ขณะที่การบริโภคและการค้าโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สต็อกข้าวโลกปรับลดลง ขณะที่ประเทศไทยมีแนวโน้มผลผลิตข้าวนาปรังและข้าวนาปีลดลงจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหารและผลกระทบจากภัยแล้งในหลายประเทศ อาจเป็นโอกาสให้ไทยขยายการส่งออกข้าวได้เพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์น้ำ ปัจจัยการผลิต และตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสมดุลด้านผลผลิต คุณภาพ และเสถียรภาพราคาข้าวของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกและดูแลรายได้ของเกษตรกร &nbsp;ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการช่วยเหลืออย่างรอบด้าน ทั้งการดูดซับผลผลิต การเสริมสภาพคล่อง และการเพิ่มมูลค่าข้าวไทย รวมถึงข้อเสนอของเกษตรกร โดยที่ประชุม นบข. มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการ 5 โครงการ เป้าหมายบริหารจัดการข้าวเปลือกรวม 11.5 ล้านตัน กรอบวงเงินจ่ายขาดรวม 10,192.58 ล้านบาท เพื่อดูดซับผลผลิต รักษาเสถียรภาพราคาข้าว และยกระดับคุณภาพข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมาตรการแรก คือ มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 8,428.58 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 7,208.33 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก โดยภาครัฐสนับสนุนค่าฝากเก็บในอัตรา 1,500 บาทต่อตัน เพื่อชะลอการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 656.25 ล้านบาท เป้าหมาย 1.5 ล้านตันข้าวเปลือก และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 564 ล้านบาท เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งจะช่วยดูดซับผลผลิตออกจากตลาด ลดแรงกดดันด้านราคา และช่วยรักษาเสถียรภาพรายได้ของชาวนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบมาตรการระยะยาวปรับปรุงโครงสร้างการผลิตภายใต้แนวคิด &ldquo;ข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต&rdquo; (New Rice Economy) วงเงินจ่ายขาด 1,764 ล้านบาท ประกอบด้วย 4) โครงการดูดซับข้าวเปลือก ปีการผลิต 2569/70 วงเงินจ่ายขาด 1,680 ล้านบาท เป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก เพื่อบริหารจัดการข้าวส่วนเกิน รักษาสมดุลอุปทานในตลาด และเชื่อมโยงการนำข้าวไปแปรรูปเป็นข้าวสารบรรจุถุงจำหน่ายให้กับหน่วยงานที่มีความต้องการใช้จริง อาทิ กรมราชทัณฑ์ หน่วยงานกองทัพ และหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ และ 5) โครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มมูลค่า (ข้าวประณีต ระยะที่ 2) วงเงินจ่ายขาด 84 ล้านบาท จำนวน 266 กลุ่ม เพื่อส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพสูง เพิ่มมูลค่าผลผลิตของเกษตรกร สร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระยะยาว ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ข้าวไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบขยายกรอบวงเงินโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 หรือมาตรการสนับสนุนไร่ละ 1,000 บาท โดยขยายกรอบวงเงินจากเดิม 37,906.20 ล้านบาท เป็น 39,753.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,846.96 ล้านบาท เพื่อรองรับการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวไว้แล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ ให้ได้รับการสนับสนุนอย่างทั่วถึงและครบถ้วนตามเป้าหมายของโครงการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และให้กรมการข้าว ดำเนินโครงการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว อย่างต่อเนื่อง&nbsp;เพราะสามารถช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตให้กับชาวนา&nbsp;และพิจารณาแนวทางการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าว &nbsp;ให้คงคุณภาพได้ยาวนานมากขึ้น เช่น การทำไซโลควบคุมอุณหภูมิ เพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีเพียงพอและต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ที่ประชุม นบข. มอบหมายให้นำข้อเรียกร้องต่างๆ ของเกษตรกร ไปหารือในคณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ด้านการผลิต ที่มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน พิจารณารายละเอียดของแต่ละมาตรการต่อไป&nbsp; &ldquo;รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์ข้าวทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ดูแลรายได้เกษตรกร และยกระดับข้าวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260616499a2246577d7a4dbdc2e101ac88df42094927.jpg' type='image/jpg' length='407869' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีประกาศผลและมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะเลิศโครงการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดสากล หรือ Agri Plus Award 2026  เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10180</link>
<guid isPermaLink="false">a4a02a2935edc719c22e4aff279748f2</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 09:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/11_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ จัดพิธีประกาศผลและมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะเลิศโครงการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดสากล หรือ Agri Plus Award 2026 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ซึ่งเป็นเวทีประกวดระดับประเทศที่มุ่งยกระดับสินค้าเกษตรไทยจากสินค้าโภคภัณฑ์ขั้นต้นสู่สินค้าเกษตรนวัตกรรมมูลค่าสูง (High Value Agricultural Products) เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนในตลาดโลก ภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand&rsquo;s Agri Inno Wave&rdquo; โครงการนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมทั่วประเทศ โดยมีผู้สมัครเข้าร่วมกว่า 264 ราย ผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือ 30 ผลงานสุดท้ายใน 3 ประเภท ได้แก่ Food Innovation, Lifestyle Innovation และ Rising Star&nbsp;<br />
ซึ่งผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทได้รับถ้วยพระราชทานอันทรงเกียรติสูงสุด ถือเป็นขวัญกำลังใจอันสูงสุดให้กับผู้ประกอบการในการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณค่า เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่เวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เวที Agri Plus Award คือเครื่องยืนยันคุณภาพของผู้ประกอบการไทยในสายตาตลาดโลก วันนี้ผู้บริโภคทั่วโลกต้องการสินค้าเกษตรที่มากกว่าวัตถุดิบ ซึ่งคือผลิตภัณฑ์ที่ผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ไทยมีพร้อมทั้งวัตถุดิบที่หลากหลายและนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนสินค้าเกษตรจากโภคภัณฑ์ขั้นต้นสู่ผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่แข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน นอกจากนั้น กระทรวงพาณิชย์ ยังมุ่งยกระดับให้ผู้ประกอบการมีความร่วมมือกับคู่ค้าต่างประเทศเพื่อก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ผ่านกระบวนการพัฒนาและสร้างสรรค์ร่วมกัน (Co-creation) ที่บูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ระดับสากลเข้ากับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศ (Local Content) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่การผลิต และผลักดันให้ผู้ประกอบการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) อย่างมั่นคง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ผ่านเวที Agri Plus Award 2026 จะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) ภายใต้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมตลาดทั้งในและต่างประเทศ อาทิ งาน Agri Plus Expo 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 19&ndash;22 สิงหาคม 2569 งาน Beauty World Middle East 2026 ณ เมืองดูไบ สาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 6&ndash;8 ตุลาคม 2569 และงาน Foodex Saudi 2026 ณ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พฤศจิกายน 2569 โดย APi จะทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับคู่ค้าในตลาดเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้สินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยก้าวสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260616c9a220f24ca77ebdf8130997a6de2823093438.jpg' type='image/jpg' length='271129' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ “ส่งเสริมสินค้าเกษตร เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย FTA (ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา)” เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10179</link>
<guid isPermaLink="false">edebb38efe35450fe5eef227a3e94b43</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 09:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/101_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;ส่งเสริมสินค้าเกษตร เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย FTA (ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา)&rdquo; เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ณ ห้องมโนปกรณ์นิติธาดา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจัดโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการสินค้าปลาและผลิตภัณฑ์ปลา ให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จาก FTA ขยายการส่งออกไปตลาดการค้าเสรี 18 ประเทศ ที่ได้ลดหรือยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรให้กับสินค้าส่วนใหญ่จากไทยแล้ว และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับระเบียบการค้าโลกใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะตลาดจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า 1,400 ล้านคน มีกำลังซื้อสูงและมีความผูกพันทางการค้ากับไทยอย่างแน่นแฟ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ภายใต้ FTA อาเซียน-จีน (ACFTA) และความตกลง RCEP สินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ปลาแปรรูปส่วนใหญ่ของไทยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็น 0% แล้ว ขณะเดียวกัน จีนให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับภาคการผลิต สอดรับกับแนวทางการพัฒนาของไทยที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางบรรจงจิตต์ กล่าวว่า โครงการ &ldquo;ส่งเสริมสินค้าเกษตร เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย FTA (ปลาและผลิตภัณฑ์ปลา)&rdquo; มุ่งนำปลาและผลิตภัณฑ์ปลาที่มีอยู่่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งปลาน้ำจืดและชายฝั่งทะเล อาทิ ปลานิล ปลาสลิด ปลาตะเพียน ปลากระดี่ ปลาไส้ตัน ปลาทรายขาว ปลาสาก และปลาแดง แปรรูปเป็นสินค้า อาทิ ปลาแช่เย็นแช่แข็ง น้ำปลา น้ำปลาร้าสำเร็จรูป ปลาหยอง กุนเชียงปลา ไส้กรอกปลา และข้าวเกรียบปลา ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคและส่งออก ด้วยการใช้ประโยชน์จาก FTA โดยมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย และผ่านการคัดเลือกรอบแรก จำนวน 20 ราย เข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงลึก Boot Camp ติวเข้มเรื่อง FTA การค้าระหว่างประเทศ มาตรการและกฎระเบียบการส่งออกปลาและผลิตภัณฑ์ปลาของไทยและจีน การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์ กลยุทธ์การทำตลาดด้วย AI การเขียนแผนธุรกิจและการบริหารความเสี่ยง และเตรียมความพร้อมการส่งออกสินค้าปลาไปตลาดจีน รวมทั้งเปิดเวทีการทำ Workshop ให้คนในวงการปลาและผลิตภัณฑ์ปลาได้สร้างคลัสเตอร์กลุ่มผู้ประกอบการ อีกทั้งจัดกิจกรรม Pitching คัดเลือกผู้ประกอบการ 10 รายสุดท้าย ที่จะเข้าร่วมกิจกรรมเดินทางไปสำรวจศักยภาพตลาดและจับคู่ธุรกิจกับคู่ค้าจีน ทั้งผู้นำเข้า โมเดิร์นเทรด ตัวแทนกระจายสินค้า โรงแรม และร้านอาหาร พร้อมทั้งเยี่ยมชมงานแสดงสินค้า World Seafood Shanghai (SIFSE) 2026 ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนสิงหาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โครงการครั้งนี้ จะช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบการ ติดอาวุธ FTA &nbsp;ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศภาคี และอีก 3 ฉบับ ที่ลงนามแล้ว ครอบคลุม 6 ประเทศภาคี ได้แก่ ศรีลังกา ภูฏาน ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ ขยายการส่งออกปลาและผลิตภัณฑ์ปลาของไทย ไปในตลาดจีนและตลาดโลก และที่สำคัญคือ วัตถุดิบปลาที่มีอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ในประเทศสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้ ที่เกิดจากความร่วมมือของผู้ประกอบการรายใหญ่และรายเล็กเติบโตไปด้วยกัน&rdquo; นางบรรจงจิตต์ เสริม</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260616d5f432468ac79858016c59725e42b7c4092834.jpg' type='image/jpg' length='90709' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ปลายทางเศรษฐกิจไทย ไปทางไหนต่อ” ภายในงาน EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10178</link>
<guid isPermaLink="false">d18dacf1167786ab2996047644fce905</guid>
<pubDate>Tue, 16 Jun 2026 09:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/10_1_.jpg" style="width: 500px; height: 354px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษในหัวข้อ &ldquo;ปลายทางเศรษฐกิจไทย ไปทางไหนต่อ&rdquo; ภายในงาน EARTH JUMP 2026 : A Bridge to Empowered Actions ณ พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ซึ่งจัดโดยธนาคารกสิกรไทย เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านความยั่งยืน และส่งเสริมการปรับตัวของภาคธุรกิจสู่เศรษฐกิจยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วง &ldquo;เปลี่ยนผ่านสำคัญ&rdquo; ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศมีความซับซ้อนกว่าที่ผ่านมา โดยรัฐบาลต้องบริหารทั้งการเติบโตในระยะสั้น ระยะกลางและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาวควบคู่กัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; แม้เศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณบวกจาก GDP ที่ขยายตัว 2.5% ในไตรมาส 4 ปี 2568 และ 2.8% ในไตรมาสแรกของปี 2569 โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการลงทุนและการส่งออก แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างยังมีหลายประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับด้านการลงทุน แม้ไทยจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง โดยคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แต่การลงทุนจำนวนมากยังเป็นการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี ดาต้าเซ็นเตอร์ และคลาวด์เซอร์วิส ซึ่งยังไม่เชื่อมโยงไปสู่การจ้างงาน การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศอย่างเพียงพอ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;รัฐบาลจึงต้องออกแบบมาตรการจูงใจให้การลงทุนใหม่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น เกิดการใช้วัตถุดิบในประเทศ การจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเพิ่ม Local Content ให้สูงขึ้น เพื่อให้ประโยชน์จากการลงทุนกระจายสู่ SMEs และประชาชนในวงกว้าง&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของภาคส่งออก ซึ่งมีมูลค่ากว่า 11.14 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และเติบโต 12.9% นั้น นางศุภจี ระบุว่า แม้ตัวเลขจะดูแข็งแกร่ง แต่ยังมี &ldquo;3 ความเสี่ยงสำคัญ&rdquo; ที่ไทยต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความเสี่ยงประการแรก คือ การกระจุกตัวของตลาดส่งออก โดยไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐอเมริกาและจีนรวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งทั้งสองประเทศมีแนวทางด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างมาก ทำให้ไทยมีความเสี่ยงจากความผันผวนของนโยบายระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประการที่สอง คือ การกระจุกตัวของรายได้ส่งออกในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ โดยปัจจุบันมีผู้ส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกขนาดใหญ่ประมาณ 7,000 ราย สร้างรายได้ถึง 88% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะที่ SMEs ที่ส่งออกกว่า 20,000 ราย มีสัดส่วนเพียง 12%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประการที่สาม คือ การกระจุกตัวของโครงสร้างการผลิตและการค้า แม้มูลค่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นในกลุ่มสินค้าและชิ้นส่วนประเภทเดียวกัน สะท้อนว่าภาคการผลิตยังพึ่งพาวัตถุดิบและส่วนประกอบจากต่างประเทศในระดับสูง ส่งผลให้สัดส่วนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ยังอยู่ในระดับต่ำ และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศยังมีข้อจำกัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โจทย์สำคัญของรัฐบาลไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการส่งออก แต่ต้องทำให้การเติบโตดังกล่าวกระจายประโยชน์ไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็ก เพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ และสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้คนตัวเล็กและคนตัวใหญ่เติบโตไปด้วยกัน&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน โดยมุ่งลดค่าครองชีพ เพิ่มรายได้ และยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งยังเผชิญข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งทุน การเข้าถึงเทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันแนวทางใหม่ในการเข้าถึงแหล่งทุน โดยส่งเสริมให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) แปลงมาเป็นทุนทางธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาสินเชื่อ ควบคู่กับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ในโลกการค้ายุคใหม่ สิ่งที่มีค่ามากที่สุดไม่ใช่เพียงเงินตรา แต่คือ &ldquo;ความเชื่อมั่น&rdquo; โดยระบุว่า &ldquo;Currency ที่สำคัญที่สุดในโลกการค้าปัจจุบัน ไม่ใช่ดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่หยวน หรือเงินบาท แต่คือ Trust Currency เพราะหากคู่ค้าเชื่อมั่นในมาตรฐาน ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือของเรา เขาก็พร้อมทำธุรกิจและเติบโตไปด้วยกัน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ การสร้าง Trust Currency จะต้องอาศัยมาตรฐานการผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ ความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและแรงงาน ตลอดจนการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลกในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประเด็นด้านความยั่งยืน (Sustainability) นางศุภจี ย้ำว่า ปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมหรือกิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการของสหภาพยุโรป เช่น CBAM, EUDR และ CSDDD ที่เชื่อมโยงมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทานเข้ากับการเข้าถึงตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ประเทศไทยยังยกระดับมาตรฐานภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินมาตรการด้านสินค้าเกษตรปลอดการเผา เพื่อสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับทิศทางการค้าโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้ Sustainability ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอดของเศรษฐกิจไทย หากไม่ปรับตัวจะไม่สามารถแข่งขันได้ แต่หากปรับตัวได้เร็ว จะกลายเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายตลาดใหม่&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมยกตัวอย่างโอกาสทางการค้าในประเทศอินเดีย ซึ่งมีชนชั้นกลางกว่า 400 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านคนในอนาคต โดยไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านสินค้าและวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไปตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมพัฒนาความร่วมมือด้านการลงทุนและการผลิตร่วมกัน เพื่อขยายไปสู่ตลาดประเทศที่สาม โดยใช้ Sustainability เป็นจุดขายสำคัญในการเจาะตลาดใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายถึงผู้ประกอบการไทยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดหู เปิดตา และเปิดใจเรียนรู้ พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และฝากแนวคิด &ldquo;TAM&rdquo; เป็นหลักคิดในการดำเนินธุรกิจยุคใหม่ ประกอบด้วย T : Think Big คิดให้ใหญ่และมองภาพรวมอย่างรอบด้าน A : Act Small ลงมือทำทีละขั้นอย่างเป็นระบบ และ M : Move Right เลือกจังหวะและตลาดที่เหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โลกกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว หากเราไม่เปลี่ยน เราจะตามไม่ทัน แต่หากเราเปิดใจ เรียนรู้ และปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ความยั่งยืนจะไม่ใช่ต้นทุน แต่จะเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและแข่งขันได้ในเวทีโลก&rdquo; นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260616b7cb3d7e2f2ef4b2a2801562ba6d2c70091631.jpg' type='image/jpg' length='1084150' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายมาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย เข้าหารือกับ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10159</link>
<guid isPermaLink="false">1887ef2c5111cdf0f82288efb8f68a54</guid>
<pubDate>Mon, 08 Jun 2026 09:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/5_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ได้ให้การต้อนรับและหารือกับเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย (นายมาร์ค กูดดิ้ง) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ในโอกาสที่นายมาร์ค กูดดิ้ง มีกำหนดครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ได้หารือแลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมและยกระดับความสัมพันธ์ไทย-UK รวมทั้งขยายความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและสร้างพันธมิตรทางการค้า ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจการค้าโลก โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่มูลค่าการค้าระหว่างกันขยายตัวอย่างมากถึงร้อยละ 24 ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จากประมาณ 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เสริมว่า UK เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและเป็นคู่ค้าและนักลงทุนสำคัญของไทย ทั้งสองฝ่ายจึงมีกลไก &ldquo;คณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (Joint Economic and Trade Committee : JETCO)&rdquo; เพื่อขับเคลื่อนและต่อยอดความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เช่น ยานยนต์ เกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม สาธารณสุข การศึกษาและศุลกากร โดยความร่วมมือในหลายสาขามีความคืบหน้าและเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการดำเนินการเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนข้อมูลการเจรจาความตกลงการค้าเสรีกับประเทศที่มีความสำคัญกับทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 2568 UK เป็นคู่ค้าอันดับ 22 ของไทยในโลก และเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทยในยุโรป (รองจากสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และเนเธอร์แลนด์) เป็นตลาดส่งออกอันดับ 22 และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 24 ของไทยในโลก โดยมีการค้ารวม 6,842.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 1.00 ของการค้าไทยในโลก เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 2.75 โดยไทยได้เปรียบดุลการค้า 2,014.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกไปยัง UK มูลค่ารวม 4,428.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ (1) ไก่แปรรูป (2) อัญมณีและเครื่องประดับ (3) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล (4) รถจักรยานยนต์ และส่วนประกอบ (5) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และนำเข้าจาก UK มูลค่ารวม 2,413.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2) แผงวงจรไฟฟ้า (3) เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ (4) ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม (5) เครื่องดื่มประเภทน้ำแร่ น้ำอัดลม และสุรา</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260608422ce9a4235f03e847807f883d601474092340.jpg' type='image/jpg' length='875277' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัว (Kick Off) โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย” เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10157</link>
<guid isPermaLink="false">4ba721b24542d671e2d71d95c2acb02e</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 16:48:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/4_1_.jpg" style="width: 500px; height: 340px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัว (Kick Off) โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมี นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ว่าที่ รต.ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) นายปรกชล งามศิริ Co-founder Nex Gen Commerce พร้อมผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงพาณิชย์ในการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลเศรษฐกิจฐานรากและการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชนที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;SME ไทยเป็นกลุ่มที่สร้างรายได้สำคัญให้เศรษฐกิจไทย แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สัดส่วนรายได้ของ SME อยู่ที่ประมาณร้อยละ 35 ของระบบเศรษฐกิจ เราตั้งเป้าผลักดันให้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายประโยชน์ไปถึงผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนฐานรากมากขึ้น&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้วางแนวทางส่งเสริม SME ไทยใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทักษะและศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายโอกาสทางการตลาด ซึ่งโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับโครงการดังกล่าว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คัดเลือกผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตสินค้าชุมชนกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเองและใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ให้นำสินค้าคุณภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทย ได้แก่ Nex Gen Commerce และ Thailand Post Mart ตลอดเดือนมิถุนายน 2569<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการตลาดอย่างครบวงจร ทั้งการยกเว้นค่าธรรมเนียมการขาย (GP) ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ การสนับสนุนคูปองส่วนลดสินค้า และฟรีค่าจัดส่งสินค้า รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer และ Key Opinion Leader (KOL) ชื่อดัง เพื่อช่วยรีวิวสินค้า สร้างคอนเทนต์ และจัดกิจกรรมไลฟ์ขายสินค้า เพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภคและสร้างยอดขายให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังสนับสนุนคูปองค่าจัดส่งสินค้าฟรี จำนวน 250 คูปองต่อร้านค้า รวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ ขณะที่ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าผ่านโครงการจะได้รับสิทธิพิเศษจากโค้ดส่วนลด &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาท จำนวนรวม 500,000 โค้ด คิดเป็นมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคสินค้าของคนไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราอยากเห็นคนไทยช่วยอุดหนุนสินค้าของคนไทย ให้รายได้กระจายกลับไปสู่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการรายเล็ก ขณะเดียวกันประชาชนก็ได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงสินค้าคุณภาพในราคาที่คุ้มค่า ถือเป็นการช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย&rdquo; จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย สร้างการหมุนเวียนเม็ดเงินภายในประเทศ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026060541e1746e527a7a3352a5b5b129821463165538.jpg' type='image/jpg' length='523779' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “Crafts Bangkok 2026” เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10155</link>
<guid isPermaLink="false">892b0548a8313cc1f18f0f3353160235</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 16:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/31_1_.jpg" style="width: 500px; height: 345px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เปิดงาน &ldquo;Crafts Bangkok 2026&rdquo; ยกระดับงานคราฟต์ไทยสู่เวทีโลก พร้อมผลักดันงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือไทยสู่การเป็น &ldquo;ของขวัญแห่งชาติ&rdquo; (National Gift) สอดรับกับความต้องการขององค์กรและสังคมยุคใหม่ และมุ่งสู่ความยั่งยืน คาดเงินสะพัดภายในงานไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท มีผู้เข้าชมทะลุ 50,000 คน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;Crafts Bangkok 2026&rdquo; ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมกล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมผลงานศิลปหัตถกรรมจากช่างฝีมือ ผู้ประกอบการชุมชน และผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์จากทั่วประเทศ ให้ได้นำผลงานที่ภาคภูมิใจมานำเสนอสู่สาธารณชน สะท้อนพลังของภูมิปัญญาไทยที่สามารถต่อยอดสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการฐานราก ช่างฝีมือ และธุรกิจชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่ผู้ผลิตไทย โดยภายในงานปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมมากถึง 380 รายจากทั่วประเทศ รวมถึงกลุ่มช่างหัตถกรรมรุ่นใหม่ที่นำเสนอผลงานและคอลเลกชันสร้างสรรค์ร่วมสมัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง SACIT กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยมุ่งช่วยปกป้องคุณค่าของงานฝีมือไทย ทั้งของช่างฝีมือดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้เพิ่มให้ผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทุกหน่วยงาน เพื่อช่วยต่อยอดฝีมือ ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้ประกอบการไทย ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการทำตลาดและขยายช่องทางการขาย เพื่อให้ผู้มีฝีมือและผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเติบโตและสร้างรายได้ได้อย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภายหลังพิธีเปิด นางศุภจีได้เยี่ยมชมบูธและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงาน อาทิ กระเป๋านวัตกรรมงานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ผสมเส้นใยไหม รวมถึงผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ร่วมสมัยหลากหลายประเภท โดยภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายผลงานจากผู้ผลิตไทย หน่วยงานพันธมิตร และผลงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ สะท้อนความหลากหลายของงานคราฟต์ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับแนวคิดการออกแบบสมัยใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า งาน Crafts Bangkok 2026 เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่ SACIT จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อสะท้อนบทบาทการส่งเสริมและสนับสนุนงานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยให้สอดรับกับความต้องการของตลาดโลก ผ่านการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับฝีมือช่างที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Crafts Bangkok 2026 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;The Craft Journey&rdquo; ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของงานศิลปหัตถกรรมไทย ตั้งแต่ต้นกำเนิดของวัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ่านการสร้างสรรค์ด้วยทักษะฝีมือช่าง สู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและคุณค่า เชื่อมโยงสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ การเปิดตัวคราฟต์คอลเลกชันพิเศษในรูปแบบ &ldquo;ของขวัญแห่งชาติ&rdquo; (National Gift) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์องค์กรและผู้ที่มองหาของที่ระลึกระดับมาสเตอร์พีซ พื้นที่เรียนรู้และต่อยอดคุณค่าวัตถุดิบท้องถิ่น อาทิ คราม ฮ่อม หวาย กก กระจูด เตยปาหนัน และสีย้อมธรรมชาติ การจัดแสดงงานศิลปหัตถกรรมจากต่างประเทศ เช่น Pigment Tokyo ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงผลงานจากตุรกี โคลอมเบีย และมาเลเซีย ตลอดจนผลงานวิจัยที่ SACIT ให้ทุนสนับสนุน อาทิ งานหัตถกรรมจากวัสดุเหลือใช้ นวัตกรรมเครื่องปั่นฝ้ายเพื่อสุขภาพ และการฟื้นฟูคุณค่าเส้นใยไหม พร้อมติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพื่อผลักดันงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงกว่า 380 ราย การจัดแสดงผลงาน SACIT Concept 2026, SACIT Collection และ The New Artisans 2026 รวมถึงกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ อาทิ งานเขียนเทียน ร้อยลูกปัดโนราห์ สานกำไลย่านลิเภา การเขียนลายรดน้ำ และโปรโมชั่นพิเศษภายในงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขอเชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนงานศิลปหัตถกรรมฝีมือคนไทย พร้อมสัมผัสความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจจากผลงานคราฟต์ไทย ในงาน &ldquo;Crafts Bangkok 2026&rdquo; ระหว่างวันที่ 3&ndash;7 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00&ndash;21.00 น. ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 1289 หรือ Facebook: SACIT Shop</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202606058bfa98225819f2bf06d0ff789b32fbde164552.jpg' type='image/jpg' length='551997' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะรัฐมนตรีในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณท้องสนามหลวง]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10154</link>
<guid isPermaLink="false">c3e7d4f99669845e8faad9a7fbb1c3a6</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 16:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/3_1_.jpg" style="width: 500px; height: 338px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะรัฐมนตรีในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณท้องสนามหลวง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;จากนั้น ได้ร่วมคณะรัฐมนตรีลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 และร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล พร้อมถวายแจกันดอกไม้แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ ศาลาสหทัยสมาคม ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมโดยพร้อมเพรียง เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260605241a2fa53b1f49297990f70fc98f4a44163147.jpg' type='image/jpg' length='1400823' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10152</link>
<guid isPermaLink="false">4fbe48f3911a5444e229a1fe69acf603</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/2_1_.jpg" style="width: 500px; height: 349px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ &nbsp;สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 &nbsp;โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ นางศุภจีได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ในนามผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมน้อมสำนึกในพระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระเมตตาคุณในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขและอำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในศุภวาระอันเป็นมงคลยิ่งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลด้วยความจงรักภักดี พร้อมขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดอภิบาลประทานพรให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พร้อมด้วยจตุรพิธพรชัย พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล และทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ประธานในพิธีพร้อมด้วยคณะผู้บริหารได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล และถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เป็นที่ระลึก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202606056d283a0eb007683e94c72317741975ae161921.jpg' type='image/jpg' length='882326' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10153</link>
<guid isPermaLink="false">63ff970b2cf791a4ae39c1693e5bacb3</guid>
<pubDate>Fri, 05 Jun 2026 16:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มิ.ย. 69/2_1_.jpg" style="width: 500px; height: 349px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลและลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ &nbsp;สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 &nbsp;โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ นางศุภจีได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ในนามผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์แสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมน้อมสำนึกในพระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระเมตตาคุณในการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขและอำนวยประโยชน์สุขแก่ประชาชนชาวไทยอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในศุภวาระอันเป็นมงคลยิ่งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลด้วยความจงรักภักดี พร้อมขออัญเชิญคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก โปรดอภิบาลประทานพรให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงพระเกษมสำราญ พร้อมด้วยจตุรพิธพรชัย พระเกียรติคุณแผ่ไพศาล และทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงชนชาวไทยตราบนานเท่านาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ประธานในพิธีพร้อมด้วยคณะผู้บริหารได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล และถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์เป็นที่ระลึก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202606056d283a0eb007683e94c72317741975ae161921.jpg' type='image/jpg' length='882326' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมงาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026  เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1–3 อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ อาคาร 5–12]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10146</link>
<guid isPermaLink="false">de592877ca9b94df62dc31ced099731b</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 11:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/30_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. บรรยากาศวันสุดท้ายของงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse: KM) ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ยังคงเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง ทั้งในช่วงวันเจรจาการค้าและวันจำหน่ายปลีก โดยมีผู้ประกอบการ นักธุรกิจ ผู้ซื้อจากต่างประเทศ ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมงานอย่างหนาแน่น ซึ่งวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 เป็นวันเปิดจำหน่ายสินค้าปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความสนใจให้แก่ผู้ร่วมงาน คือการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางกลับมาเยี่ยมชมงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 อีกครั้ง ภายหลังจากนายอนุทินปฏิบัติภารกิจในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่นางศุภจีเพิ่งเดินทางกลับจากภารกิจ ณ สมาพันธรัฐสวิส เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การเยี่ยมชมงานครั้งนี้เป็นไปอย่างไม่เป็นทางการ โดยนายอนุทินและนางศุภจีได้ใช้เวลาเดินชมบูธต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อสัมผัสบรรยากาศการจัดงานและติดตามผลสำเร็จของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแสดงสินค้า ท่ามกลางความสนใจจากผู้ร่วมงานและประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพ และร่วมเซลฟีอย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม ขณะที่การจัดงานปีนี้คาดว่าจะสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 130,000 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีได้พูดคุย พบปะ และเยี่ยมชมบูธของผู้ประกอบการจากประเทศไทยและนานาประเทศที่นำสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม และนวัตกรรมด้านอาหารมาจัดแสดงภายในงาน ทั้งอาหารแห่งอนาคต อาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป โปรตีนทางเลือก เทคโนโลยีอาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อจากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก ได้เข้ามาเจรจาการค้า สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือระยะยาวกับผู้จัดแสดงสินค้าจากไทยและต่างชาติรวม 56 ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสดังกล่าว ทั้งสองได้พูดคุยกับผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด รับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การค้า การส่งออก และแนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารโลก พร้อมสอบถามถึงผลตอบรับจากการเข้าร่วมงานในปีนี้ โดยผู้ประกอบการหลายรายสะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจและการขยายตลาดที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 ซึ่งสะท้อนศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารของภูมิภาค ที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในฐานะหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ ที่มีบทบาทในการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Beyond Food Experience&rdquo; รวบรวมผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่มจากทั่วโลกมาร่วมจัดแสดงสินค้า เจรจาการค้า และนำเสนอนวัตกรรมล่าสุดของอุตสาหกรรมอาหาร ถือเป็นเวทีการค้าระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคเอเชีย และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการค้าอาหารของโลกในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26&ndash;30 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00&ndash;18.00 น. ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ อาคาร 1&ndash;3 อิมแพ็ค ฟอรั่ม อาคาร 4 และอิมแพ็ค เอ็กซิบิชัน เซ็นเตอร์ อาคาร 5&ndash;12 โดยเป็นการจัดงานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ภายใต้การยกระดับงานให้ &ldquo;ใหญ่ขึ้น ดีขึ้น เข้มข้นขึ้น&rdquo; ทั้งด้านจำนวนผู้เข้าร่วมงาน เทรนด์อาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก และโอกาสทางธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับปีนี้ มีผู้ร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 3,590 บริษัท รวม 6,710 คูหา ตอกย้ำบทบาทของ THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA ในฐานะเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารโลก และพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ &ldquo;ศูนย์กลางอาหารแห่งอนาคตของโลก&rdquo;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026060248eaf1dd94499506f6492bf191e587e9112219.jpg' type='image/jpg' length='539439' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส  ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10145</link>
<guid isPermaLink="false">6de18a2e794f5bf3ec4b5f35baed1238</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 11:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/281_1_.jpg" style="width: 500px; height: 344px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2569 เวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสมาพันธรัฐสวิสสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงรับการทูลเชิญจาก WIPO เป็นทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบ หรือ &ldquo;WIPO Ambassador for Fashion and Design&rdquo; จากผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก โดยทรงเป็นพระองค์แรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ &nbsp;เนื่องจากพระอัจฉริยภาพและพระกรณียกิจอันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล &nbsp;โดยนายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ได้กล่าวรายงานถึงเหตุผลที่ WIPO ทูลเชิญพระองค์ท่านรับตำแหน่งนี้ว่า ถือเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องมาจากความสำเร็จเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่ง WIPO ได้ทูลเกล้าถวายรางวัล WIPO Award for Creative Excellence แด่พระองค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและยกย่องพระราชกรณียกิจด้านการนำความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญามาถ่ายทอดมรดกและงานฝีมือของไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัย ทรงใช้ระบบทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในพระนามถึง 541 รายการ ซึ่งรวมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ &nbsp;การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ 227 รายการ และเครื่องหมายการค้า 58 รายการ มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใน 34 ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และสหรัฐอเมริกา &nbsp;ครอบคลุมทั้งแฟชั่น เครื่องประดับ เครื่องหนัง ของตกแต่งบ้าน และบริการต่างๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานในการสร้างสรรค์ที่ยั่งยืน &nbsp;พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังรวมถึงการร่วมงานกับช่างฝีมือ และกลุ่มหัตถกรรมทั่วประเทศไทย เพื่อช่วยให้ชุมชนต่างๆ นำมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดร่วมสมัย สร้างทั้งโอกาสทางการค้า และการต่อยอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เป็นการหลอมรวมมรดกทางวัฒนธรรม การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกัน ถือเป็นต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจและการเจริญรอยตาม &nbsp;ซึ่งผู้อำนวยการใหญ่ฯ หวังว่า ตำแหน่งทูตด้านแฟชั่นและการออกแบบของ WIPO จะช่วยขยายพระราชกรณียกิจไปไกลกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนชุมชนในประเทศอื่นๆ ให้ค้นพบศักยภาพใหม่ๆ ด้านการสร้างสรรค์ &nbsp;การออกแบบ &nbsp;การสร้างแบรนด์ และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและยั่งยืน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ ทรงเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติและยกย่องเชิดชูพระกรณียกิจอันทรงคุณค่า ด้านความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก จัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติภายใต้แนวคิด &ldquo;การเดินทางแห่งแรงบันดาลใจ เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา : การออกแบบและการสร้างสรรค์&rdquo; หรือ &ldquo;JOURNEY of INSPIRATION Empowering Community through Intellectual Property: Design and Creativity&rdquo; เพื่อเทิดพระเกียรติ และเผยแพร่อัจฉริยภาพด้านการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการสืบสานคุณค่าศิลปวัฒนธรรมของชาติ สะท้อนผ่านผลงานทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งลิขสิทธิ์ การออกแบบ และเครื่องหมายการค้า&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการเสด็จครั้งนี้ มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายดาเรน ทัง ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ปลัดกระทรวงพาณิชย์ &nbsp;อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก &nbsp;ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ &nbsp;คณะผู้แทนถาวรไทย และข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ ณ นครเจนีวา เฝ้ารับเสด็จ ณ สำนักงานใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ นิทรรศการดังกล่าว แบ่งพื้นที่ออกเป็นโซนสำคัญต่างๆ ประกอบด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 1 &ldquo;Intellectual Inspirations&rdquo; นำเสนอจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลพระทัย แนวทางการสร้างสรรค์ผลงาน และพระวิสัยทัศน์ในการใช้ศิลปะ การออกแบบ และทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกในการสร้างคุณค่าแก่ชุมชน สังคม และเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 2 &ldquo;WIPO Award&rdquo; จัดแสดงเรื่องราวแห่งเกียรติยศในโอกาสองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ถวายรางวัล &ldquo;WIPO Global Leader Award&rdquo; แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในปี พ.ศ. 2552 ถวายรางวัล &ldquo;WIPO Award for Creative Excellence&rdquo; แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในปี พ.ศ. 2558 และรางวัล &ldquo;WIPO Award for Creative Excellence&rdquo; แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 พร้อมจัดแสดงเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการถวายรางวัล และดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ เป็นพระรูปฉลองพระองค์ชุดไทย ผสานภาพรางวัลจาก WIPO และตราพระนาม &ldquo;ส.ร.&rdquo; ภายใต้พระจุลมงกุฎ บนพื้นลวดลายผ้าลายพระราชทาน &ldquo;ลายสิริราชพัสตราภรณ์&rdquo; โทนสีส้ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 3 &ldquo;Following the Legacy&rdquo; นำเสนอพระวิสัยทัศน์ ที่ทรงตั้งพระทัยมั่นในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาการถักทอผืนผ้าของไทยและสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ไทย โดยพระราชทานแนวพระดำริ &ldquo;โครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; เพื่อส่งเสริมการต่อยอดภูมิปัญญาไทย ใช้ศิลปหัตถกรรมไทย ในการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้ชุมชน ส่งเสริม และกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 4 &ldquo;Creative Assets&rdquo; รวบรวมสถิติผลงานทรัพย์สินทางปัญญาในหลากหลายแขนง อันสะท้อนพระปรีชาสามารถด้านการสร้างสรรค์ การออกแบบ และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่าและเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 5 &ldquo;Intellectual Property&rdquo; จัดแสดงลายผ้าพระราชทานจำนวน 18 ลาย ซึ่งได้รับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญา อาทิ ผ้ามัดหมี่ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ, ผ้าบาติกลายปาเต๊ะร่วมใจเทิดไท้เจ้าหญิง, ผ้าบาติกลายท้องทะเลไทย, ผ้าบาติกลายป่าแดนใต้, ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา, ผ้าลายดอกรักราชกัญญา และผ้าลายสิริวชิราภรณ์ โดยผ้าลายพระราชทาน สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้กว่า 8 แสนครัวเรือน ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ &nbsp;คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 แสนล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 6 &ldquo;Music&rdquo; จัดแสดงผลงานลิขสิทธิ์ด้านดนตรีและเพลงพระนิพนธ์ ทรงพระนิพนธ์บทเพลง เพื่อใช้ในการแสดงแฟชั่นโชว์และการแสดงดนตรี โดยมูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้า ในพระอุปถัมภ์ฯ หรือ RBSO มีผลงานที่จดแจ้งลิขสิทธิ์ อันแสดงถึงพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีและการประพันธ์ ตลอดจนการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปวัฒนธรรม &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 7 &ldquo;Trademarks&rdquo; นำเสนอการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแบรนด์ &ldquo;SIRIVANNAVARI&rdquo; และตราสัญลักษณ์ต่าง ๆ ภายใต้ความคุ้มครองใน 34 ประเทศทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 8 &ldquo;Design Patents&rdquo; จัดแสดงผลงานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ SIRIVANNAVARI ผ่านหุ่นจัดแสดงผลงานและสื่อมัลติมีเดียประกอบแฟชั่นโชว์ ทรงสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับการคุ้มครอง รวม 541 รายการ ประกอบด้วย ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ 227 รายการ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ และเครื่องหมายการค้า 58 รายการ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 9 &ldquo;Geographical Indication (GI)&rdquo; นำเสนอการต่อยอดผลิตภัณฑ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย อาทิ ร่มบ่อสร้าง และศิลาดลเชียงใหม่ ผ่านการประยุกต์ใช้การออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โซนที่ 10 &ldquo;Shining Future&rdquo; นำเสนอพระวิสัยทัศน์ในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน เศรษฐกิจ และสังคม อันนำไปสู่การเติบโตอย่างทั่วถึงและการพัฒนาอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีพื้นที่สาธิตการทอผ้าลายพระราชทาน ด้วยเทคนิคการจก จากกลุ่มทอผ้าไชยมหา บ้านโพน จังหวัดกาฬสินธุ์ และกลุ่มทอผ้าหัสดินทร์ บ้านเทพอุดม จังหวัดสุรินทร์ ด้วยทรงเป็นพลังสำคัญ ในการส่งเสริมช่างฝีมือและนักออกแบบรุ่นใหม่ของไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา &ldquo;JOURNEY of INSPIRATION Empowering Community through Intellectual Property: Design and Creativity&rdquo; จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม - 4 มิถุนายน 2569 โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม &ndash; 4 มิถุนายน 2569 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. &ndash; 17.00 น. ณ สำนักงานใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260602c221f98cc5e180d9106929871b464fdd110637.jpg' type='image/jpg' length='1021393' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าหารือทวิภาคีกับนายดาเรน ทัง (Mr.Daren Tang) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส  ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10144</link>
<guid isPermaLink="false">99096cb4f94f34b6d803a6a711b86916</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 10:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/28_1_.jpg" style="width: 500px; height: 341px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าหารือทวิภาคีกับนายดาเรน ทัง (Mr.Daren Tang) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization: WIPO) ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างไทยกับ WIPO รวมทั้งผลักดันบทบาทของไทยในเวทีทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ นางศุภจีได้กล่าวแสดงความยินดีต่อนายดาเรน ทัง ในโอกาสที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ WIPO เป็นสมัยที่ 2 พร้อมย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับ WIPO ในฐานะองค์กรหลักด้านทรัพย์สินทางปัญญาของโลก โดยเห็นว่าการแบ่งปันองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยฝ่ายไทยได้เน้นย้ำถึงนโยบายการวางรากฐานระบบนิเวศที่ส่งเสริมการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสินทรัพย์ทางการเงิน (IP Finance) เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจสร้างสรรค์ และธุรกิจนวัตกรรมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีกำหนดจัดกิจกรรมอบรมเพิ่มศักยภาพด้านการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา ระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 และมีแผนจัดทำ &ldquo;Pilot Project IP Finance Thailand&rdquo; ในช่วงเดือนตุลาคม&ndash;พฤศจิกายน 2569 เพื่อวางรากฐานการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้อำนวยการใหญ่ WIPO ได้กล่าวชื่นชมแนวทางการดำเนินงานของไทย และแสดงความพร้อมสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการและเทคนิคอย่างเต็มที่ ทั้งด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การส่งผู้เชี่ยวชาญหรือพี่เลี้ยง (Mentor) มาร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงการนำร่อง IP Finance Thailand รวมถึงเห็นว่าหากได้รับการบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะด้านการเงิน ระบบของไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นต้นแบบการประยุกต์ใช้ IP Finance ในระดับภูมิภาคได้ในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของประเด็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชน โดยฝ่ายไทยได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำ GI มาส่งเสริมสินค้าไทยผ่านมิติด้านอาหาร วัฒนธรรม แฟชั่น และการออกแบบ ตลอดจนการใช้การทูตวัฒนธรรมและการสร้างแบรนด์ประเทศเพื่อยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยในเวทีระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและความยั่งยืน โดยเมื่อชุมชนและผู้ผลิตมีการปรับตัว พัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแล้ว ภาครัฐจำเป็นต้องมีบทบาทในการช่วยสร้างโอกาสทางการค้าและหาตลาดรองรับ เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่ง GI ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงกับเครื่องหมายการค้า (Trademark) การออกแบบ (Design) การตลาด การสร้างแบรนด์ และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าชุมชนและสินค้าหัตถกรรมที่มีเรื่องราว อัตลักษณ์ และคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งหากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมจะสามารถยกระดับสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมได้ พร้อมทั้งยกตัวอย่างความร่วมมือของ WIPO ในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา GI ควบคู่กับการสร้างแบรนด์และการออกแบบเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงแนวทางการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาชุมชนผ่านการออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และมรดกทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการต่อยอดองค์ความรู้ท้องถิ่นให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การใช้วัตถุดิบธรรมชาติ การลดการพึ่งพาสารเคมี และการสร้างผลลัพธ์ที่ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งฝ่ายไทยย้ำความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐของประเทศคู่ความร่วมมือ รวมถึง WIPO เพื่อแลกเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาและขยายผลสู่ระดับนานาชาติในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมของไทยในการเข้าเป็นภาคีความตกลงกรุงเฮก (Hague Agreement) ว่าด้วยการจดทะเบียนการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระหว่างประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสิทธิบัตรเพื่อรองรับการดำเนินการตามความตกลงดังกล่าว ทั้งนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนจาก WIPO ในการฝึกปฏิบัติงานจริง (On-the-job Training) ร่วมกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสมาชิกที่มีระบบการตรวจประเมินคล้ายคลึงกับไทย อาทิ เกาหลีใต้ และเวียดนาม รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิคในการแปลคู่มือระบบเฮกเป็นภาษาไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องและประชาชน ให้สามารถใช้ประโยชน์จากระบบดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เป็นองค์การระหว่างประเทศภายใต้องค์การสหประชาชาติ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 มีภารกิจส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั่วโลก ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก 192 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ซึ่งเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี พ.ศ. 2532 โดย WIPO ดูแลความตกลงระหว่างประเทศด้านทรัพย์สินทางปัญญารวม 26 ฉบับ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ การออกแบบอุตสาหกรรม และลิขสิทธิ์</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202606020f967d5bd17d654704718aa3fa8071d6102954.jpg' type='image/jpg' length='634690' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามสถานการณ์การดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดสวิตเซอร์แลนด์จากผู้ประกอบการ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ สมาพันธรัฐสวิส  ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10143</link>
<guid isPermaLink="false">32d576697f131cb5d2feee07ca4799df</guid>
<pubDate>Tue, 02 Jun 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/30_1_.jpg" style="width: 500px; height: 344px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสมาพันธรัฐสวิส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม 2 ร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ได้แก่ ร้าน &ldquo;Sua Hoy&rdquo; ระดับ 2 ดาว และร้าน &ldquo;Bang Yai&rdquo; ระดับ 1 ดาว เพื่อติดตามสถานการณ์การดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดสวิตเซอร์แลนด์จากผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้าน &ldquo;Sua Hoy&rdquo; หรือ &ldquo;เสือโหย&rdquo; ตั้งอยู่บนถนน Rue Pr&eacute;vost-Martin ย่าน Plainpalais ใจกลางนครเจนีวา ดำเนินการโดยคุณโอ๊ต นายยุทธการ ป้องกันทรัพย์ และภรรยา คุณแซนดี่ พาลี่ โดดเด่นด้วยการนำเสนออาหารไทยแท้ที่สะท้อนอัตลักษณ์อาหารไทยภูมิภาค ผสานเทคนิคการปรุงร่วมสมัย ภายใต้บรรยากาศร้านสไตล์โมเดิร์นกึ่งบิสโทร (Bistronomy) โดยเน้นเมนูอาหารไทยที่คนไทยนิยมรับประทานในชีวิตประจำวัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ชื่อร้าน &ldquo;Sua Hoy&rdquo; มีที่มาจากคำว่า &ldquo;เสือโหย&rdquo; ยึดแนวคิดการนำเสนอสูตรอาหารไทยดั้งเดิมและอาหารไทยภูมิภาคที่คงรสชาติแบบต้นตำรับ รังสรรค์โดยคุณโอ๊ตเจ้าของร้านและเชฟกัส เมนูเด่นของร้าน ได้แก่ พล่ากุ้ง เสือร้องไห้ เมี่ยงคำ ขนมจีนน้ำยา หมูปิ้ง แหนมทอดสไตล์ลาบ ผัดไทย และขนมไทยอย่างบัวลอยและข้าวเหนียวมะม่วง ซึ่งได้รับความนิยมจากชาวสวิส นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในนครเจนีวา นอกจากนี้ ร้านยังเปิดคลาสสอนทำอาหารไทยให้แก่ชาวต่างชาติซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนร้าน &ldquo;Bang Yai&rdquo; หรือ &ldquo;บางใหญ่&rdquo; โดยคุณนุ้ย รัชฎาพร อุตมะยาน และคุณ Yves Christodoulidis ตั้งอยู่บนถนน Rue des Noirettes 7 ย่าน Carouge เขตชานเมืองนครเจนีวา ซึ่งเป็นย่านศิลปะและสถาปัตยกรรมสไตล์อิตาเลียนอันมีเอกลักษณ์ ร้านนำเสนออาหารไทยแท้ภายใต้บรรยากาศ Casual &amp; Cozy ที่ผสมผสานการตกแต่งด้วยงานไม้แกะสลักแบบไทย พร้อมพื้นที่ระเบียงด้านนอกใกล้สวนสาธารณะ Acacias Park เหมาะสำหรับการพักผ่อนและรับประทานอาหารในช่วงฤดูร้อน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ร้าน Bang Yai ยึดแนวคิด &ldquo;Authentic Thai Cuisine&rdquo; หรืออาหารไทยแท้ที่คงรสชาติแบบต้นตำรับ ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและการปรุงอย่างพิถีพิถัน เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างชาติที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์อาหารไทยแท้ เมนูยอดนิยมของร้าน ได้แก่ ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ปลาผัดขิง แกงเขียวหวาน พะแนงเนื้อ และข้าวผัดขิง โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์และชาวฝรั่งเศส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน สมาพันธรัฐสวิสมีร้านอาหารไทยประมาณ 200 ร้าน โดยมีร้านที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 22 ร้าน กระจายอยู่ในหลายเมืองสำคัญ ได้แก่ Zurich 7 ร้าน, Geneva 8 ร้าน, Bern 3 ร้าน, Lucerne 1 ร้าน, St. Gallen 2 ร้าน และ Thurgau 1 ร้าน สำหรับนครเจนีวา มีร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT จำนวน 8 ร้าน ได้แก่ Na Village (2 ดาว), Sua Hoy (2 ดาว), Bang Yai (1 ดาว), Lanna Thai (1 ดาว), Marifah (1 ดาว), Thai Artisans (1 ดาว), SOI (1 ดาว) และ Jame&rsquo;s Pub ซึ่งได้รับการรับรอง Thai SELECT Casual<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ยกระดับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT โฉมใหม่ เพื่อสะท้อนมาตรฐานอาหารไทยสู่ระดับสากล โดยแบ่งการรับรองออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT Casual, Thai SELECT 1 ดาว, Thai SELECT 2 ดาว และ Thai SELECT 3 ดาว ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารบรรยากาศเป็นกันเองจนถึงร้านอาหารระดับพรีเมียม พร้อมปรับเกณฑ์การประเมินให้เข้มข้นยิ่งขึ้นใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ รสชาติและการนำเสนออาหาร บรรยากาศและประสบการณ์ผู้บริโภค มาตรฐานสุขอนามัย ความเชี่ยวชาญของเชฟ และคุณภาพวัตถุดิบ โดยใช้สัญลักษณ์ &ldquo;ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้&rdquo; เป็นเครื่องหมายสะท้อนคุณภาพและมาตรฐานอาหารไทยในเวทีโลก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026060248eaf1dd94499506f6492bf191e587e9102203.jpg' type='image/jpg' length='865674' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ติดตามความพร้อมในการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส  ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10141</link>
<guid isPermaLink="false">3908c7ce071e62338834f8d308dd0225</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 14:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/26_1_.jpg" style="width: 500px; height: 339px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น สมาพันธรัฐสวิส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนสำนักงานคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส &nbsp;เพื่อติดตามการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในโอกาสที่จะเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ณ สำนักงานใหญ่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) พร้อมมอบนโยบายในการขับเคลื่อนการเจรจาการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยมี นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และคณะ ร่วมการหารือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามความพร้อมในการเตรียมการรับเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในโอกาสที่จะเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ &ldquo;การเดินทางแห่งแรงบันดาลใจ เสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา : การออกแบบและการสร้างสรรค์&rdquo; หรือ &ldquo;JOURNEY of INSPIRATION: EmpoweringCommunity through Intellectual Property: Design and Creativity&rdquo; ซึ่งนิทรรศการดังกล่าวกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา และ คผท. ร่วมกันจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม &ndash; 4 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่ WIPO นครเจนีวา สืบเนื่องจากการที่ WIPO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ หรือ &ldquo;WIPO Award for Creative Excellence&rdquo; แด่พระองค์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 โดยการจัดนิทรรศการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและคุณค่าของการสร้างสรรค์ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาสู่สายตานานาชาติ ให้รับรู้ถึงพลังความคิดสร้างสรรค์และบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาต่อการขับเคลื่อนวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยสู่สากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ภายในงานจะเป็นการแสดงนิทรรศการถ่ายทอดเรื่องราวของพระวิริยะอุตสาหะและพระปรีชาสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา รวมทั้งเชื่อมโยงพระกรณียกิจและพระวิสัยทัศน์ที่ทรงตั้งพระทัยมั่นในการต่อยอด รักษา และสืบสาน พระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาและงานหัตถศิลป์ ผ่านการจัดแสดงผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่หลากหลาย อาทิ แบบผ้าไทยลายพระราชทาน บทเพลง และผลงานการออกแบบด้านแฟชั่น ซึ่งเป็นต้นแบบของการนำทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งประเภทลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ และเครื่องหมายการค้า มาใช้ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมและงานหัตถศิลป์ไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่มและสร้างการยอมรับในระดับสากล โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศสมาชิก WIPO ทั้ง 194 ประเทศ ผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานพันธมิตร และผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก ได้ร่วมชื่นชมพระอัจฉริยภาพผ่านผลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันทรงคุณค่า และพระกรณียกิจในการส่งเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังเป็นเวทีสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก ในการส่งเสริมและผลักดันการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจี มอบนโยบายในการขับเคลื่อนการเจรจาการค้าและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทย เน้นย้ำถึงบทบาทหน้าที่สำคัญของคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (คผท.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่เป็นด่านหน้าในการเจรจารักษาและปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า และการส่งเสริมระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกให้กับประเทศไทยในเวทีพหุภาคี โดยได้มอบกรอบนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาในโลกยุคดิจิทัล พร้อมให้ติดตามพัฒนาการของมาตรการและทิศทางการดำเนินงานของ WIPO รวมถึงท่าทีของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งในมิติของการคุ้มครองงานสร้างสรรค์และการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้สอดคล้องกับสากล ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605272e6814e96669e6c9f0318acfe7cb352b144236.jpg' type='image/jpg' length='730323' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทย “Paya Thai” เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569  กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10140</link>
<guid isPermaLink="false">8c30313c774984ae871019c773aa5cb0</guid>
<pubDate>Wed, 27 May 2026 14:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/25_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 759px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทย &ldquo;Paya Thai&rdquo; ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์การดำเนินธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแนวทางการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดยุโรปจากผู้ประกอบการ โดยร้าน Paya Thai ถือเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกรุงปารีส โดดเด่นด้วยรสชาติอาหารไทยแท้จัดจ้าน อีกทั้งทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง จึงเป็นจุดนัดพบยอดนิยมทั้งของชาวฝรั่งเศส นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้าน Paya Thai ในปารีส เป็นร้านอาหารไทยชื่อดังที่มีความโดดเด่นรังสรรค์เมนูโดยเชฟสุภา (Chef Supa) ผู้สร้างสรรค์สูตรอาหารตำรับครอบครัว จนได้รับการยกย่องจากคู่มือร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง Gault&amp;Millau 2023 โดยมีหัวใจหลักของร้านที่นำเสนออาหารไทยรสดั้งเดิมในบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัว พร้อมครัวเปิดที่ให้ลูกค้าได้สัมผัสลีลาการปรุงอาหารจานต่อจาน ใช้วัตถุดิบสดใหม่และนำเข้าเครื่องปรุงจากประเทศไทยโดยตรง สำหรับเมนูยอดนิยมที่ได้รับความชื่นชอบจากลูกค้า ได้แก่ ผัดไทย ต้มยำ แกงไทยรสชาติเข้มข้น และเป็ดกรอบ เป็นต้น ซึ่งสามารถถ่ายทอดเสน่ห์รสชาติของอาหารไทยสู่สายตาและความประทับใจของผู้บริโภคชาวต่างชาติได้อย่างสมบูรณ์ สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยผ่านอาหารคุณภาพ ส่งผลให้ร้านได้รับการยอมรับในฐานะหนึ่งในร้านอาหารรสชาติไทยแท้ชื่อดังของกรุงปารีส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน ประเทศฝรั่งเศสมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 37 ร้าน แบ่งเป็นระดับ 3 ดาว จำนวน 1 ร้าน ได้แก่ L&rsquo;Orchid&eacute;e เมือง Ensisheim และระดับ 1 ดาว จำนวน 36 ร้าน กระจายอยู่ในกรุงปารีสและเมืองสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ Thai SELECT โฉมใหม่ ได้ปรับรูปแบบการรับรองออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT Casual, Thai SELECT 1 ดาว, Thai SELECT 2 ดาว และ Thai SELECT 3 ดาว ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารบรรยากาศเป็นกันเอง ไปจนถึงร้านอาหารระดับพรีเมียม โดยมีการยกระดับเกณฑ์การประเมินให้เข้มข้นมากขึ้นใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ รสชาติและการนำเสนออาหาร บรรยากาศและประสบการณ์ของผู้บริโภค มาตรฐานสุขอนามัย ความเชี่ยวชาญของเชฟ และคุณภาพวัตถุดิบ พร้อมใช้ &ldquo;ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้&rdquo; เป็นสัญลักษณ์สะท้อนคุณภาพมาตรฐานอาหารไทยในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260527cc139bca2860b25ecff041f543d0afb4143451.jpg' type='image/jpg' length='731230' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International)  โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569  กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10135</link>
<guid isPermaLink="false">dd7d1d716b7e283ad1630df7fc9f6a94</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 10:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/25_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถ้อยแถลงในการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) ในรูปแบบ Breakfast Roundtable ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l&#39;Union interalli&eacute;e กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นางศุภจีเน้นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนกับฝรั่งเศส พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจฝรั่งเศสใช้ประเทศไทยเป็นฐานเชื่อมโยงสู่เอเชียและอาเซียน ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่กำลังเข้าสู่ยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นวาระสำคัญของความสัมพันธ์ไทย&ndash;ฝรั่งเศส เนื่องจากเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ระหว่างสองประเทศ และครบรอบ 340 ปีของการติดต่อครั้งแรกระหว่างไทยและฝรั่งเศส สะท้อนมิตรภาพอันยาวนานและความร่วมมือที่พัฒนาต่อเนื่องในหลายมิติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในมุมมองด้านเศรษฐกิจและการค้า ไทยและฝรั่งเศสมีมูลค่าการค้าระหว่างกันมากกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี อย่างไรก็ตาม ไทยมองว่ายังมีศักยภาพในการขยายความร่วมมือได้อีกมาก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ ปัจจุบันมีบริษัทฝรั่งเศสมากกว่า 290 แห่งดำเนินธุรกิจในประเทศไทย สร้างการจ้างงานคุณภาพสูงกว่า 45,000 ตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจฝรั่งเศสต่อศักยภาพของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุว่า จากมุมมองด้านพาณิชย์ ไทยยึดหลักสำคัญ 3 ประการในการสร้างความร่วมมือกับประเทศหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ ผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) มาตรฐานและคุณภาพระดับสูง และ การเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างและสมดุลกับทุกฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน เพราะนั่นคือพื้นฐานของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านมาตรฐานสากล ไทยยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับกฎระเบียบ ความโปร่งใส และมาตรฐานการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติระดับสากล รวมถึงการเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรฐานสูง เปิดกว้าง และเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สหภาพยุโรป (FTA ไทย-EU) นางศุภจี กล่าวว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งและมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หลังจากเริ่มกระบวนการเจรจามาประมาณ 2 ปี และผ่านการหารือแล้ว 8 รอบ โดยรอบที่ 9 มีกำหนดจัดขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไทยตั้งเป้าสรุปการเจรจาในประเด็นคงค้างให้ได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดว่าความตกลงดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตัวทางการค้าได้อย่างน้อย ร้อยละ 40<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งของไทยในฐานะ &ldquo;ประตูสู่อาเซียนและเอเชีย&rdquo; (Gateway to ASEAN and Asia) โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ อยู่ใจกลางเอเชียและเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ&ndash;ใต้ และตะวันออก&ndash;ตะวันตกของภูมิภาค จึงเป็นทำเลที่มีศักยภาพสำหรับบริษัทต่างชาติที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอาเซียน หากบริษัทฝรั่งเศสมองหาประตูสู่ตลาดอาเซียน ไทยคือหนึ่งในตัวเลือกที่แข็งแกร่งที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังให้ความสำคัญกับการปรับตัวต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก รูปแบบการค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น และความสำคัญของความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจควบคู่กับประสิทธิภาพ ไทยจึงมุ่งยกระดับบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าโลกและภูมิภาค ไม่เพียงในฐานะผู้ส่งออกสินค้า แต่รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิต ระบบนิเวศนวัตกรรม ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่มีความน่าเชื่อถือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ควบคู่กันนี้ รัฐบาลไทยยังเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การยกระดับทักษะแรงงาน การสนับสนุนผู้ประกอบการและ SME ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) เพื่อรองรับการลงทุนและสร้างความพร้อมต่อเศรษฐกิจโลกยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับฝรั่งเศส บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ความไว้วางใจ มาตรฐานระดับสูง และการเป็นพันธมิตรที่เปิดกว้างกับทุกฝ่าย&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สื่อข่าวระบุว่า ภายในงานยังมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วมด้วย &nbsp;โดยมีบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศสที่เข้าร่วมหารือ ได้แก่ Imerys S.A., Airbus, Essilor, IN Groupe และ Thales LAS France SAS</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260526cc139bca2860b25ecff041f543d0afb4100707.jpg' type='image/jpg' length='892246' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกาประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569  กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10134</link>
<guid isPermaLink="false">ef05ae95da68d9b0cf5d134cf8bc8104</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 09:57:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/242_1_.jpg" style="width: 500px; height: 343px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ สโมสร Le Cercle de L&rsquo;Union Interalli&eacute;e กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้โอกาสนี้ ขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และทีมไทยแลนด์ ร่วมกันทำงาน ช่วยกันผลักดัน และสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกมิติ ทั้งการชี้แจงผลประโยชน์ ความร่วมมือการค้า การลงทุน การรับมือกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำ FTA เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ต้องสร้างสมดุลทางการค้า ภายใต้แนวทางที่ไทยเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและดำเนินความร่วมมือบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ซึ่ง EU ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด การลงทุน และลดการพึ่งพาตลาดเดิมของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU โดยจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือน มิ.ย.2569 ที่บรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ซึ่งไทยได้ตั้งเป้าเจรจาให้จบโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป ไม่เช่นนั้น ไทยจะเสียเปรียบคู่แข่ง อาทิ เวียดนามและสิงคโปร์ ที่มี FTA กับ EU แล้ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน การเจรจา FTA ไทย-EU มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสรุปผลได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท และยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือเพิ่มเติมจึงมีการจัดการประเด็นต่าง ๆ เป็น clusters อาทิ กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการค้าดิจิทัล เพื่อให้เห็นบริบทความเชื่อมโยงในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสื่อสารจุดแข็งของไทยและสร้างความเชื่อมั่นถึงความตั้งใจจริงของไทยในการผลักดัน FTA ไทย-EU ให้สำเร็จ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือจากคณะทูตในการชี้แจงผู้ประกอบการในยุโรปว่าไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน และเป็นแหล่งนำเข้าให้กับ EU หลังจากที่ EU ต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเดิม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมูลค่าสูง และสินค้าเกษตรแปรรูป โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายให้ได้เจอกันและทำธุรกิจร่วมกันต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของยุโรปในด้านความมั่นคงอาหาร (Food Security) สุขภาพ (Health) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ โดยไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย เป็น Heart of Asia ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดกิจกรรมในการผลักดันการส่งออกสินค้า และภาคบริการไทยสู่ตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีมีโครงการและกิจกรรมกว่า 100 ครั้ง ก็ขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสนับสนุนการทำงานต่อไป โดยงานล่าสุด ที่ได้ทำร่วมกัน คือ การประชาสัมพันธ์นิทรรศการประวัติศาสตร์ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล&rdquo; เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;ฝรั่งเศส เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พ.ค.-1 พ.ย.2569 ที่พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดยุโรป กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินการตั้งแต่การเพิ่มพูนความรู้ และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า พาไปเจรจาจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการ sourcing สินค้าทุนและเทคโนโลยีที่จำเป็น ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่ช่วยสร้างงาน สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปเข้ามาลงทุน ผลิต และใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงตลาดโลก รวมทั้งร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรไทย ซึ่งแผนงานเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องขอความร่วมมือจากทีมไทยแลนด์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260526158d23b9466e2d7da2830c7228fa0976095812.jpg' type='image/jpg' length='880857' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมและติดตามความพร้อมการจัดนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569  กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10133</link>
<guid isPermaLink="false">d5cbd97c00e8a9bf6216e82dd7606ff9</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/241_1_.jpg" style="width: 500px; height: 328px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมและติดตามความพร้อมการจัดนิทรรศการ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majest&eacute;. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity&rdquo; โดยมี Ms. B&eacute;n&eacute;dicte Gady ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs (MAD) ให้การต้อนรับ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และนายนิษณะ ทวีพาณิชย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปารีส เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดนิทรรศการประวัติศาสตร์ &ldquo;ราชพัสตราสู่สากล&rdquo; เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีแห่งความสัมพันธ์ไทย&ndash;ฝรั่งเศส และ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส (พ.ศ. 2399&ndash;2569 / ค.ศ. 1856&ndash;2026)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในนิทรรศการมีการนำเสนอสไตล์แฟชั่นไทยที่วิวัฒนาการจากการแต่งกายดั้งเดิม พร้อมด้วยฉลองพระองค์ชิ้นประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ &ldquo;สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง&rdquo; รวมทั้งฉลองพระองค์ของ &ldquo;สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี&rdquo; และ &ldquo;สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยผลงานที่จัดแสดงเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพระราชปณิธานในการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องจากในรัชสมัยของ &ldquo;สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง&rdquo; ทั้งรูปทรงอันคมชัด โดดเด่น ประณีตศิลป์ของงานผ้าไทย การประยุกต์เครื่องแต่งกายไทยโบราณให้ร่วมสมัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; องค์ประกอบเหล่านี้ยังคงเป็นสารตั้งต้นในการอนุรักษ์งานสร้างสรรค์อันร่วมสมัย ที่ยังคงสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย และให้แฟชั่นไทยได้สร้างแรงกระเพื่อมในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม &ndash; 1 พฤศจิกายน 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยเกิดจากความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ โดยสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน), พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ พิพิธภัณฑ์ Mus&eacute;e des Arts D&eacute;coratifs</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605266e93966834b0a7ad0ab90349e1a535f3094603.jpg' type='image/jpg' length='625042' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุม APEC MRT 2026  ระหว่างวันที่ 22–23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10132</link>
<guid isPermaLink="false">ce94715c5e6a8e1cbc8bbdd95fc37f7a</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 09:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/24_1_.jpg" style="width: 500px; height: 313px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โชว์บทบาทไทยบนเวทีการประชุม รัฐมนตรีการค้าเอเปค หรือ APEC Ministers Responsible for Trade Meeting (MRT 2026) ณ เมืองซูโจว โดย เน้นเดินหน้าเชิงรุกชูนโยบายและการดำเนินงานของไทย และพบหารือทวิภาคีอย่างเข้มข้น เพื่อผลักดันโอกาสทางการค้า การลงทุน และความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีเปิดเผยว่า การประชุม APEC MRT 2026 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22&ndash;23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว มณฑลเจียงซู สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวทีการประชุมสำคัญประจำปีของรัฐมนตรีด้านการค้าในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคปีนี้ มุ่งเน้นการหารือและแลกเปลี่ยน ความเห็นระหว่างเขตเศรษฐกิจในการรักษาระบบการค้าให้เปิดกว้าง คาดการณ์ได้ และน่าเชื่อถือ ท่ามกลางความ ท้าทายทางเศรษฐกิจการค้าโลก เน้นการสร้างความร่วมมือด้านดิจิทัล นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ (Artiﬁcial Intelligence: AI) และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจสีเขียว ในฐานะเครื่องยนต์การค้าสมัยใหม่&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีแจ้งว่า ในเวทีดังกล่าวไทยได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสมาชิกเอเปคอื่น ๆ และเสนอแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดความแตกต่างของกฎระเบียบระหว่างกันเพื่อเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น และเดินหน้า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้มากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และการพัฒนาศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้แต่ละสมาชิก เอเปคสามารถปรับตัวและรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจได้ตามความพร้อมของตนเอง ทั้งนี้ ไทยพร้อมมีบทบาทสำคัญ ในสาขาศักยภาพ เช่น ความมั่นคงทางอาหาร เกษตรมูลค่าสูง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการเพิ่มขีดความสามารถ ของ SMEs&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจียังเปิดเผยว่า ไทยได้ชูมาตรการภายในประเทศที่เสริมบทบาทของไทยในการเป็นฐานการผลิตและโลจิสติกส์ ที่น่าเชื่อถือของภูมิภาค ผ่านการปรับปรุงกฎระเบียบและอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ อาทิ การปฏิรูปกฎหมาย (Omnibus Law และมาตรการ Regulatory Guillotine) ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางการค้า (Business Data Exchange: BDEX) และระบบเร่งรัดการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI FastPass) ควบคู่กับการค้าไร้กระดาษผ่านระบบ Customs e-Invoicing Plus และ Thailand National Single Window เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและยกระดับประสิทธิภาพการค้า พร้อมกันนี้ ไทยยังส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและนวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น เกษตรแม่นยำด้วย AI โซลาร์ชุมชน โครงสร้างพื้นฐาน EV และตลาดคาร์บอนเครดิต เพื่อช่วยให้ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการไทย สามารถแข่งขันและเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมได้แท้จริง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในช่วงการประชุม นางศุภจีได้ใช้โอกาสหารือสองฝ่ายกับผู้แทนจากสมาชิกเอเปคที่สำคัญ เช่น แจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานของไทยสำหรับการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับ Ambassador Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หลังจากได้ประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์การเจรจาการค้าสหรัฐฯ กับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ซึ่งไทยคาดหวังให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเพิ่มความชัดเจนให้ภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ นางศุภจียังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นกับออสเตรเลีย เพื่อมุ่งต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เกษตรมูลค่าสูง พลังงานสะอาด การค้าดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต เพื่อส่งเสริมการลงทุนคุณภาพและสร้างโอกาสใหม่ให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีทิ้งท้ายอีกว่า ตนยังได้หารือทวิภาคีกับรองนายกรัฐมนตรีของจีน และรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์ทางการค้าของสิงคโปร์ เพื่อผลักดันโอกาสความร่วมมือการค้าและการลงทุนอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การเข้าร่วม APEC MRT 2026 ไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมประชุม แต่เป็นการใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อผลักดัน ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการรักษาความสัมพันธ์กับคู่ค้าเดิม การเปิดประตูการค้า การลงทุน การขยายตลาดสินค้าและบริการไทย และการสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามผลการหารืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลจากเวที APEC MRT 2026สามารถต่อยอดเป็น ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ผู้ประกอบการ และประชาชนได้อย่างแท้จริง&rdquo; นางศุภจีกล่าว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ เอเปคหรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยในปี 2568 การค้ารวมทั้งหมดของไทย กับเอเปคมีมูลค่า 16.30 ล้านล้านบาท (495 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นร้อยละ 72.24 ของการค้ารวมทั้งหมด ของไทย โดยเป็นการส่งออกไปเอเปค 7.80 ล้านล้านบาท (238 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และการนำเข้าจากเอเปค มูลค่า 8.50 ล้านล้านบาท (257 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260526bd40957259ffee884447a03956e16886093754.jpg' type='image/jpg' length='190097' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10131</link>
<guid isPermaLink="false">1d454aa26120151e4c1f862ebfa24b77</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/23_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือทวิภาคีกับนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นไปในทิศทางที่แน่นแฟ้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเป็นปีครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูต 50 ปี ไทย-จีน และยังมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งตนได้แสดงความชื่นชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประชาชนจีนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ไทยยังแสดงความชื่นชมต่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุดของจีน ซึ่งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว ที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูง (High Quality Development) ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการยกระดับภาคการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของไทยที่มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอโครงการนำร่อง (Pilot Project) สำหรับความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการยกระดับสินค้าของไทยไปสู่ &ldquo;สินค้าคุณภาพสูง&rdquo; หรือ &ldquo;สินค้าพรีเมียม&rdquo;เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งจะตอบโจทย์เป้าหมายทั้งสองประเทศ โดยไทยซึ่งมีวัตถุดิบด้านเกษตรที่มีคุณภาพอยู่แล้ว จะได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีนมาแปรรูปผลผลิตเพื่อขยายตลาดไปยังผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในจีนและทั่วโลก โดยกลุ่มสินค้าที่เริ่มนำร่องอาจจะเป็นประเภท functional food หรืออาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของจีนในการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) โดยความร่วมมือแบบ co-creation ดังกล่าว ยังมีผลลัพธ์ที่คาดหวังตามมา คือ การเสริมสร้างจุดแข็งของไทยให้เป็นฐานความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาทิ ผลไม้ ให้กับตลาดจีนรวมถึงขยายไปยังตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ได้ขอความสนับสนุนให้นักลงทุนจีนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยพิจารณาใช้ทรัพยากรของไทยในกระบวนการผลิตสินค้ามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือด้าน การผลิตและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ยังสามารถส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังตลาดโลกได้เช่นกัน ซึ่งตนมองว่า เป็น win-win solution ของทั้งสองประเทศ หากสำเร็จรูปแบบของโครงการนำร่องดังกล่าวจะกลายเป็น &ldquo;โมเดลความสำเร็จ&rdquo; ที่จะนำไปสู่การต่อยอดในสินค้าอื่นได้ในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ตนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมบทบาทของผู้ประกอบการ SME และเสนอแนวทางการยกระดับมาตรฐานและกระบวนการตรวจสอบสินค้าของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะทำให้สินค้าจีนที่เข้ามายังประเทศไทยไม่ส่งผลกระทบต่อ SME ของไทย ในขณะเดียวกัน สินค้าจาก SME ของไทยก็จะสามารถเข้าสู่ตลาดจีนได้เช่นกัน โดยได้ขอรับการสนับสนุนจากท่านรองนายกฯ จีน ในการช่วยส่งเสริมช่องทางการค้าขายให้กับผู้ประกอบการ SME ไทยผ่านการจัดทำ &ldquo;Thai National Pavillion&rdquo; ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ของจีน เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงตลาดจีนให้กับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ข้อเสนอของไทยต่อฝ่ายจีนในวันนี้ เป็นข้อเสนอที่ตอบโจทย์ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งตนเห็นว่าจะเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ซึ่งรองนายกฯ จีนก็เห็นด้วย โดยทั้งสองฝ่ายได้มอบหมายให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเพื่อนำสิ่งที่หารือในวันนี้ไปสู่การปฏิบัติ และรายงานผลให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมการค้า การลงทุน และความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน ทราบ ซึ่งตนกับรองนายกฯ เหอ ลี่เฟิง จะทำหน้าที่หัวหน้าคณะ ทั้งนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการจัดประชุมดังกล่าวภายในปีนี้โดยเร็ว หลังจากที่ห่างหายจากการประชุมดังกล่าวไปกว่า 8 ปี&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายจีนได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสนับสนุนนักลงทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งไทยเสนอให้จีนเข้ามาลงทุนในไทยครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจีนจะสามารถขยายมูลค่าทางการค้าและ การลงทุน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกสินค้าไปยังตลาดอื่นมากยิ่งขึ้น สุดท้ายนี้ ตนยังได้ใช้โอกาสการหารือครั้งนี้ ติดตามความคืบหน้าการอำนวยความสะดวกในการส่งออกปุ๋ยเคมีจีนมาไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทย ได้หยิบยกกับนายหวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งตนได้ขอให้จีนส่งออกปุ๋ยเคมีมาไทยในปริมาณ 350,000 ตันภายในปีนี้ โดยรองนายกฯ จีน ได้รับจะไปพิจารณา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมาเป็นเวลา 13 ปีติดต่อกัน ภาพรวมการค้าสองฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม &nbsp;147,338.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+21.13%) โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่ารวม 40,840.71 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+29.43%) แบ่งเป็นไทยส่งออก 9,659.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+9.81%) ขณะที่การนำเข้า มูลค่า 31,181.19 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+37.02%) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ &nbsp;เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ &nbsp;ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีน ได้เเก่ &nbsp;เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เคมีภัณฑ์ และ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/file/get/file/20210614b785453b86d512ea999275bc9a739f1a150243.jpg' type='image/jpg' length='' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับนางสาวเกรซ ฟู ไห่ เหยียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10130</link>
<guid isPermaLink="false">8d61c01b5f60074a74d9b98664a36ed4</guid>
<pubDate>Tue, 26 May 2026 09:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/22_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบกับนางสาวเกรซ ฟู ไห่ เหยียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade) ณ เมืองซูโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อหารือกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร การเข้าร่วมความตกลงพหุภาคี ตลอดจนการขยายส่งออกข้าวและสินค้าเกษตร เพื่อขยายโอกาสทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์การค้าโลกที่มีความผันผวนจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ และเห็นพ้องที่จะกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน โดยฝ่ายไทยเสนอให้ยกระดับความร่วมมือจากการซื้อขายทั่วไป ไปสู่แนวคิด &ldquo;ความมั่นคงทางอาหาร&rdquo; ในช่วงวิกฤตที่มีความเป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องปริมาณสินค้าและเสถียรภาพด้านราคา โดยผลักดัน &ldquo;ข้าว&rdquo; เป็นสินค้าเริ่มต้นสำคัญ และพร้อมขยายความร่วมมือไปยังสินค้าบริโภคอื่น อาทิ ไข่ไก่ เนื้อสัตว์ และสินค้าเกษตรสำคัญ ทั้งสินค้าอาหารกระป๋องและวัตถุดิบอาหารทะเล และเห็นว่าหากเป็นสินค้าเน่าเสียง่าย (perishable goods) ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเสนอจัด workshop ระดับเทคนิคระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม มีความสร้างสรรค์ และปฏิบัติได้จริงต่อไป ทั้งนี้ สิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญ ในการบริหารจัดการด้านการค้าและระบบห่วงโซ่อุปทาน จึงเห็นว่าสองฝ่ายยังสามารถร่วมมือกันในการเป็นหุ้นส่วนด้านห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งได้ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ไทยยังได้ผลักดันที่จะให้มีการประชุมเพื่อหารือประเด็นด้านการค้าไทยและสิงคโปร์ หรือ Singapore-Thailand Enhanced Economic Relationship: STEER) ภายในปีนี้ จากเดิมที่มีกำหนดประชุม ในปี 2570 เพื่อติดตามและเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าระหว่างกันให้ได้ทันต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เพิ่มเติมว่า สิงคโปร์ได้ชวนไทยเข้าร่วมกรอบความร่วมมือพหุภาคี Future of Investment and Trade Partnership หรือ FIT P ที่มีสมาชิกแล้วกว่า 16 ประเทศ เพื่อเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทาน การค้าดิจิทัล และนวัตกรรมในอนาคตท่ามกลางความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งยังได้เชิญชวนให้ไทยเข้าร่วมการประชุมในระดับรัฐมนตรีของกรอบ FIT P ในเดือนกรกฎาคม 2569 ที่นิวซีแลนด์ด้วย โดยไทยได้ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อความร่วมมือดังกล่าวแต่ยังต้องผ่านกระบวนการภายในประเทศก่อนตัดสินใจเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือภูมิภาคโดยเฉพาะในอาเซียนที่สามารถดำเนินงานร่วมกัน ในการแก้ไขวิกฤติต่าง ๆ เช่น เรื่องอาหารและพลังงานภายในอาเซียน เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอาเซียนและอันดับ 9 ในโลก ภาพรวมการค้าสองฝ่าย ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 19,658.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+10.75%) โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) มูลค่ารวม 6,716.25ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออก 4,482.01ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+86.33%) ขณะที่การนำเข้า มูลค่า 2,234.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+31.67%) สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และแผงวงจรไฟฟ้า ขณะที่สินค้านำเข้าจากสิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และแผงวงจรไฟฟ้า</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260526752b86ea3a1dec081729449d0dbcc2e4091723.jpg' type='image/jpg' length='741415' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปทรงเปิดงาน งาน Thai Night Cannes 2026 โชว์ศักยภาพบันเทิงไทยสู่เวทีโลก โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ารับเสด็จ เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรม Carlton Cannes เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10123</link>
<guid isPermaLink="false">4a1663316fd2c4f7126f5412d5c9615e</guid>
<pubDate>Wed, 20 May 2026 10:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/142_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;พาณิชย์&rdquo; จัดงาน Thai Night Cannes 2026 ระหว่างการนำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบันเทิงไทยเข้าร่วม Cannes Film Festival 2026 เชิญบุคลากรสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติกว่า 250 ราย เข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมบันเทิงไทยและสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจระดับนานาชาติ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจบันเทิงไทยและสร้างเครือข่าย (Thai Night) ณ ห้อง Grand Salon โรงแรม Carlton Cannes เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ระหว่างการนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Cannes Film Festival 2026 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) ว่า งาน Thai Night ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในเวทีระดับโลก อาทิ งาน Hong Kong International Film &amp; TV Market (ฮ่องกง), งาน Cannes Film Festival (ฝรั่งเศส) และงาน American Film Market (สหรัฐอเมริกา) เพื่อประชาสัมพันธ์ศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบันเทิงจากนานาประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมบันเทิงของไทยออกสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการจัดงานในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด &ldquo;Reimagining Thailand&rdquo; โดยใช้ธีม Thailand &ndash; Where Films Come Alive เพื่อสะท้อนบทบาทใหม่ของประเทศไทยในอุตสาหกรรมบันเทิงที่กำลังเปลี่ยนแปลง จาก ฐานการผลิต (Production Base) สู่แหล่งกำเนิดคอนเทนต์ (Creative Origin) จากผู้ให้บริการ (Service Provider) สู่ผู้สร้างสรรค์เรื่องราว (Story Creator) และจากอุตสาหกรรมในประเทศ สู่พันธมิตรระดับโลก (Global Creative Partner) แนวคิดดังกล่าวสะท้อนถึงสะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมธุรกิจบันเทิงไทยทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ ระบบการผลิตอย่างครบวงจร และความพร้อมในการร่วมมือกับพันธมิตรนานาชาติ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อบันเทิงในเอเชีย ปัจจุบันอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ไทยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านความนิยมของภาพยนตร์และซีรีส์ไทยในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนการเติบโตของกองถ่ายต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญบุคลากรสำคัญจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ อาทิ ผู้ซื้อ ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน ผู้สร้าง ผู้กำกับ สื่อมวลชนในต่างประเทศ ผู้จัดงาน เทศกาล ผู้มีชื่อเสียง (Celebrity) ผู้ประกอบการในธุรกิจบันเทิงเข้าร่วมงาน เพื่อสร้างการรับรู้ต่ออุตสาหกรรมบันเทิงไทย และเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับพันธมิตรต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยกิจกรรมสำคัญภายในงาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปทรงเปิดงาน และทรงกล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน รวมถึงความพร้อมของประเทศไทยในการร่วมมือสร้างสรรค์ผลงานกับนานาชาติสู่เวทีโลก จากนั้นมีการนำเสนอผลงานผ่านวิดีทัศน์ตัวอย่างผลงานของผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า March&eacute; du Film ณ คูหาประเทศไทย การแสดง (Show) ในรูปแบบ Creative Performance โดยผสมผสานดนตรีและการขับร้อง เพื่อถ่ายทอดศักยภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงไทย รวมถึงการนำเสนอ Showreel ภายใต้แนวคิด Reimagining Thailand เพื่อสะท้อนจุดแข็งของอุตสาหกรรมของไทยในมิติต่างๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;การจัดงาน Thai Night ในครั้งนี้ นอกจากช่วยประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และธุรกิจบันเทิงไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ และยังช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ เพิ่มโอกาสทางการค้า และต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้งในด้านอาหาร วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605206776c07f9ada86a94f56cebf589ad174105048.jpg' type='image/jpg' length='845996' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “Thailand; The Land of Tropical Fruits” เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ณ ลาน Promotions A กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10120</link>
<guid isPermaLink="false">74f70f09b9dfa807d8884f97140f3da7</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 14:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/17_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง นำผลไม้คุณภาพจากจังหวัดจันทบุรีบุกใจกลางกรุงเทพฯ ในงาน &ldquo;Thailand; The Land of Tropical Fruits&rdquo; ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอนและเอ็มควอเทียร์ พร้อมเชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 15 ประเทศร่วมสัมผัสศักยภาพผลไม้ไทย ทั้งผลไม้สดพรีเมียมและผลิตภัณฑ์แปรรูป หวังสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคกำลังซื้อสูง และต่อยอดโอกาสขยายตลาดผลไม้ไทยไปยังหลายประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นางบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม &ldquo;Thailand; The Land of Tropical Fruits&rdquo; ณ ลาน Promotions A กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร โดยมีนายจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ &nbsp;นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี ร่วมด้วย เพื่อผลักดันผลไม้ไทยคุณภาพเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายระดับพรีเมียม และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในช่วงฤดูกาลผลไม้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางบรรจงจิตต์ กล่าวว่า &ldquo;กิจกรรมในวันนี้ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ในการบริหารจัดการผลผลิตผลไม้ฤดูกาล โดยเฉพาะผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดจันทบุรี อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ มาตรฐานการผลิต และความต้องการของตลาด โดยการนำผลไม้จากแหล่งผลิตเข้าสู่พื้นที่จำหน่ายใจกลางเมืองและศูนย์การค้าชั้นนำ จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยจากสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคระดับกลาง&ndash;บน นักท่องเที่ยว และผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงได้โดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน กระทรวงพาณิชย์ยังได้เชิญเอกอัครราชทูตและผู้แทนจาก 15 ประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา โมร็อกโก ฮังการี แคนาดา โคลอมเบีย มัลดีฟส์ และซาอุดีอาระเบีย เข้าร่วมชม ชิม และรับทราบศักยภาพของผลไม้ไทย โดยได้รับความสนใจอย่างมากจากคณะทูต ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผลไม้ไทยยังมีโอกาสทั้งในการขยายตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวและการส่งออกไปยังต่างประเทศได้อีกหลายภูมิภาค ทั้งตลาดเดิมที่มีความต้องการสูง และตลาดใหม่ที่เริ่มให้ความสนใจผลไม้เมืองร้อนคุณภาพจากประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางบรรจงจิตต์ฯ กล่าวต่อว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรไทยให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะผลไม้ ซึ่งเป็นสินค้าศักยภาพของประเทศ การจัดงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำผลไม้จากจังหวัดจันทบุรีมาจำหน่ายในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่เป็นการสร้างเวทีให้ผลไม้ไทยได้แสดงศักยภาพในตลาดระดับพรีเมียม ทั้งด้านคุณภาพ รสชาติ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ผลไม้ไทย โดยเฉพาะผลไม้จากจังหวัดจันทบุรี มีจุดแข็งทั้งเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย กระทรวงพาณิชย์จึงต้องการผลักดันให้ผลไม้ไทยเข้าถึงตลาดที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ทั้งในประเทศผ่านช่องทางศูนย์การค้าชั้นนำ และต่างประเทศผ่านการสร้างการรับรู้กับคณะทูตและผู้แทนจากนานาประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดโอกาสทางการค้าและขยายตลาดผลไม้ไทยในอนาคต&rdquo; นางบรรจงจิตต์ฯ กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับงาน &ldquo;Thailand; The Land of Tropical Fruits&rdquo; จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 &ndash; 27 พฤษภาคม 2569 ณ ลาน Promotions A กูร์เมต์ มาร์เก็ต ชั้น G ศูนย์การค้าสยามพารากอน และศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานมีการจำหน่ายผลไม้สดคุณภาพพรีเมียมจากจังหวัดจันทบุรี อาทิ ทุเรียน มังคุด และผลไม้ตามฤดูกาล รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลไม้และสินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่มที่ผ่านการคัดสรร เพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าเกษตรคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ขอเชิญชวนประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้สนใจ ร่วมเลือกซื้อและสัมผัสรสชาติผลไม้คุณภาพจากจังหวัดจันทบุรี ภายในงาน &ldquo;Thailand; The Land of Tropical Fruits&rdquo; ซึ่งนอกจากจะเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยโดยตรงแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันผลไม้ไทยให้ก้าวสู่ตลาดพรีเมียม สร้างมูลค่าเพิ่ม และกระจายรายได้สู่เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605193a34051cce36bec4b52e5a9d88096b7b142409.jpg' type='image/jpg' length='437295' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทย “Tuk Tuk Thai” เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10119</link>
<guid isPermaLink="false">309519ee22d1e648713b82fc660108f3</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/141_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 12.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมร้านอาหารไทย &ldquo;Tuk Tuk Thai&rdquo; ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามการดำเนินธุรกิจของร้านอาหารไทยในต่างประเทศ พร้อมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการเกี่ยวกับการส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยในตลาดยุโรป โดยร้าน Tuk Tuk Thai ถือเป็นหนึ่งในร้านอาหารไทยที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวฝรั่งเศส นักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนเป็นจำนวนมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ร้าน Tuk Tuk Thai ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองคานส์ บนถนน Rue Bivouac Napol&eacute;on ให้บริการอาหารไทยต้นตำรับในบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ภายในร้านตกแต่งด้วยแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทย ทั้งโทนสี ภาพถ่าย และของตกแต่งจากประเทศไทย สะท้อนเอกลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทยได้อย่างโดดเด่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับเมนูอาหารของร้าน เน้นอาหารไทยยอดนิยมที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ ผัดไทย ต้มยำกุ้ง แกงเขียวหวานไก่ และผัดกะเพรากุ้ง โดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นคุณภาพสูง ควบคู่กับเครื่องเทศและซอสที่นำเข้าจากประเทศไทย เพื่อคงรสชาติอาหารไทยแท้ดั้งเดิม พร้อมปรับระดับความเผ็ดให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้ ยังมีเมนูอาหารเจและอาหารมังสวิรัติ รองรับผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดด้านอาหารอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์มองว่า ร้านอาหารไทยในต่างประเทศถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการผลักดัน Soft Power ไทยสู่เวทีโลก ผ่านเสน่ห์ของอาหาร วัฒนธรรม และการบริการแบบไทย ซึ่งช่วยสร้างการรับรู้และความนิยมในสินค้าและบริการไทยในระดับนานาชาติ</strong></span></span></span></p>

<p><span style="font-family:supermarket;"><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน ประเทศฝรั่งเศสมีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวม 37 ร้าน แบ่งเป็นระดับ 3 ดาว จำนวน 1 ร้าน ได้แก่ L&rsquo;Orchid&eacute;e เมือง Ensisheim และระดับ 1 ดาว จำนวน 36 ร้าน กระจายอยู่ในกรุงปารีสและเมืองสำคัญต่าง ๆ ทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ Thai SELECT โฉมใหม่ ได้ปรับรูปแบบการรับรองออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ Thai SELECT Casual, Thai SELECT 1 ดาว, Thai SELECT 2 ดาว และ Thai SELECT 3 ดาว ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหารบรรยากาศเป็นกันเอง ไปจนถึงร้านอาหารระดับพรีเมียม โดยมีการยกระดับเกณฑ์การประเมินให้เข้มข้นมากขึ้นใน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ รสชาติและการนำเสนออาหาร บรรยากาศและประสบการณ์ของผู้บริโภค มาตรฐานสุขอนามัย ความเชี่ยวชาญของเชฟ และคุณภาพวัตถุดิบ พร้อมใช้ &ldquo;ดาวเกียรติยศรูปดอกกล้วยไม้&rdquo; เป็นสัญลักษณ์สะท้อนคุณภาพมาตรฐานอาหารไทยในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605192d4efd66d449a4d20f6b7042f75bf16d141705.jpg' type='image/jpg' length='667299' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมคูหา Thailand Pavilion ภายในงาน Marché du Film – Cannes Film Festival 2026 เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10118</link>
<guid isPermaLink="false">237b56998b2656c00bd7224cfab08b1b</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 14:08:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/14_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมคูหา Thailand Pavilion ภายในงาน March&eacute; du Film &ndash; Cannes Film Festival 2026 ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีเปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้นำผู้ประกอบการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวเนื่องของไทย จำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมงาน March&eacute; du Film &ndash; Cannes Film Festival 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 68 ระหว่างวันที่ 12 &ndash; 20 พฤษภาคม 2569 ภายใต้คูหา Thailand Pavilion บนพื้นที่ 82 ตารางเมตร โดยปี 2569 นับเป็นครั้งที่ 19 ที่ประเทศไทยนำผู้ประกอบการเข้าร่วมงานดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายช่องทางตลาดต่างประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานในปีนี้ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ (Film Production and Distribution) จำนวน 12 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท บิบบิดี้ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด 2.บริษัท เฟียร์โฟล์คส เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด 3.บริษัท ฟิล์ม เฟรม โปรดักชั่นส์ จำกัด 4.บริษัท จีดีเอช ห้าห้าเก้า จำกัด 5.บริษัท จีเอ็มเอ็ม สตูดิโอส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 6.บริษัท เอ็ม ดิสทริบิวชั่น จำกัด 7.บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด 8.บริษัท ณวลาร์ท นิมิต จำกัด 9.บริษัท ปลาบลาบลา จำกัด 10.บริษัท สหมงคลฟิล์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 11.บริษัท ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จำกัด และ12.บริษัท ทีแอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนกลุ่มบริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ (Production and Post-Production Services) จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เบนีโทน ฟิล์มส์ จำกัด 2.บริษัท เซคคันด์ สกิน สตูดิโอ จำกัด และ3.บริษัท ไวท์ ไลท์ สตูดิโอ จำกัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ นางศุภจีและนางสาวซาบีดา ได้หารือและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงานเกี่ยวกับแนวทางการขยายตลาดและโอกาสความร่วมมือกับพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมบันเทิงไทยสู่เวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;นอกจากการนำผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ แอนิเมชัน และบริการเกี่ยวเนื่องมาเข้าร่วมงาน March&eacute; du Film แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังตั้งเป้าให้เกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 250 คู่ และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเจรจาการค้าได้ไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผลการเข้าร่วมงาน March&eacute; du Film ในปี 2568 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching) จำนวน 12 บริษัท ภายใต้คูหา Thailand Pavilion เป็นครั้งที่ 18 โดยภายในงานมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,000 ราย จาก 140 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักลงทุน ผู้จัดจำหน่าย ศิลปิน นักแสดง และเอเยนต์จากนานาประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ปี 2568 ที่ผ่านมา สามารถสร้างการเจรจาการค้าได้รวม 329 นัดหมาย คิดเป็นมูลค่าการค้ารวม 504.39 ล้านบาท โดยประเทศคู่ค้าสำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ตามลำดับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งาน March&eacute; du Film จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) ณ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ถือเป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของโลก โดยจัดควบคู่กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ (Cannes Film Festival) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลกได้พบปะเจรจาธุรกิจ ส่งเสริมความร่วมมือด้านการผลิตร่วมระหว่างประเทศ (Co-production) และขยายโอกาสการซื้อขายลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และคอนเทนต์ในระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260519e89bbde720c95861f7624e423fa5ae3f140944.jpg' type='image/jpg' length='945370' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10117</link>
<guid isPermaLink="false">b659f417d8c1d652d84d04284d72e806</guid>
<pubDate>Tue, 19 May 2026 14:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/17_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &lsquo;พาณิชย์&rsquo; เข้าร่วมประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการประชุมร่วมรัฐมนตรีต่างประเทศ-พาณิชย์ วางแนวทางรับมือผลกระทบเศรษฐกิจภูมิภาคจากวิกฤตพลังงาน เส้นทางการค้าจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เห็นพ้องเร่งสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทานระยะยาว รับมือวิกฤตด้วยความมั่นคงพลังงาน-อาหาร-ห่วงโซ่อุปทาน พลิกวิกฤตเป็นโอกาสของเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร. กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Council) ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยเศรษฐกิจอาเซียนยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่ดี คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.6 ในปี 2569 สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่จะขยายตัวร้อยละ 3.2 สำหรับวิกฤตในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคทั้งในด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความมั่นคงทางอาหาร ตลอดจนความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร. กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนได้วางแนวทางรับมือต่อผลกระทบด้านพลังงานและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในสินค้าจำเป็นที่เป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยจะเน้นการสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อวิกฤตและความท้าทายทางภูมิเศรษฐศาสตร์ในระยะยาว เสริมแกร่งห่วงโซ่อุปทานให้มีเสถียรภาพ เพิ่มการค้า-ลงทุนภายในอาเซียนให้สะดวกมากขึ้น และผันวิกฤตพลังงานเร่งเดินหน้าเปลี่ยนผ่านด้านดิจิทัลและสีเขียวควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงพลังงาน โดยเฉพาะการเร่งเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของภูมิภาคภายใต้กรอบความตกลงอาเซียนด้านความมั่นคงปิโตรเลียมให้มีผลใช้บังคับโดยเร็ว และเดินหน้าความร่วมมือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนและโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน ขณะเดียวกัน จะต้องเร่งสร้างความมั่นคงอาหารของอาเซียน โดยใช้ประโยชน์จากกลไกสำรองอาหารระดับภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารอาเซียน เพื่อติดตามสถานการณ์ผลกระทบต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเสนอแนะการดำเนินการในมิติด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาคตอบสนองต่อผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เสนอต่อที่ประชุมผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 48<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร. กิริฎา เสริมว่า ไทยได้นำการหารือในระดับนโยบาย เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นคงค้างสำคัญของการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) จนใกล้ได้ข้อสรุปทั้งหมด โดยคาดว่าจะสามารถลงนามความตกลงฯ ได้ในช่วงการประชุมผู้นำอาเซียนปลายปีนี้ &nbsp;</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605193a34051cce36bec4b52e5a9d88096b7b140221.jpg' type='image/jpg' length='164865' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดคูหาประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์  ในนามประเทศไทย หรือ “Thailand Pavilion” ภายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 เมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 ณ หมู่บ้านนานาชาติ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10110</link>
<guid isPermaLink="false">36464766f4bfdc327379874fed7288df</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 15:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/13_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดคูหาประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ &nbsp;ในนามประเทศไทย หรือ &ldquo;Thailand Pavilion&rdquo; ภายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 ณ หมู่บ้านนานาชาติ เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อุยธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงท่องเที่ยว และกีฬา ผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ประกอบการภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างประเทศ หน่วยงานรัฐ เอกชน ศิลปินดารานักแสดงชื่อดัง และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ คูหาหมายเลข 112 หมู่บ้านนานาชาติ (village International) เมืองคานส์ สาธารณรัฐฝรั่งเศส&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ของไทยเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพสูง สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และส่งเสริมการจ้างงาน รวมถึงเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ภาพยนตร์ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์สร้างเครือข่าย และขยายตลาดในระดับสากล ทั้งนี้ การเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรต่างประเทศ และเพิ่มโอกาสให้ผลงานไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้แสดงความชื่นชมต่อการบูรณาการความร่วมมือของภาครัฐ อาทิ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ไทยมีบทบาทบนเวทีระดับโลก ความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์<br />
ของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก ภายใต้แนวคิด &ldquo;Content Thailand&rdquo; ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาผลงานคุณภาพ และผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยประเทศไทยได้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ รมว.วธ. กล่าวแสดงความยินดีกับภาพยนตร์เรื่อง &ldquo;9 Temples to Heaven&rdquo; (9 วัดสู่สวรรค์) &nbsp;และ &ldquo;What do you seek in the dark?&rdquo; (หาอะไร?) ซึ่งได้รับคัดเลือกให้เข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 79 โดย &ldquo;9 Temples to Heaven&rdquo; ได้รับคัดเลือกในสาย Directors&rsquo; Fortnight &nbsp;และ &ldquo;What Do You Seek in the Dark?&rdquo; ได้รับคัดเลือกในสาย Critics&rsquo; Week ซึ่งนับเป็นความสำเร็จสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทยบนเวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจัดกิจกรรม Thai Pitch โดยนำโครงการภาพยนตร์ ที่ผ่านการคัดเลือก อย่างพิถีพิถัน จำนวน 3 โครงการ มานำเสนอแนวคิดและศักยภาพของผลงานต่อนักลงทุน ผู้ร่วมผลิต และผู้ที่สนใจจากนานาประเทศ โดยมีผู้กำกับและผู้สร้างภาพยนตร์เข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนและต่อยอดความร่วมมือและยังได้จัดกิจกรรมร่วมกับสื่อชั้นนำในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และบันเทิงระดับโลก &ldquo;Deadline&quot; ภายใต้ชื่อ &ldquo;Thai Cinema Global Showcase 2026&rdquo; นำเสนอภาพยนตร์ไทยที่มีความโดดเด่น จำนวน 5 เรื่อง โดยนำตัวแทน 5 บริษัท ร่วมพูดคุยเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดนานาชาติ พร้อมกันนี้ ยังได้นำผู้ประกอบการไทยจำนวน 15 บริษัท เข้าร่วมตลาดภาพยนตร์ เพื่อจัดแสดงผลงานและเจรจาธุรกิจในระดับนานาชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.วธ. ยังกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งความพิเศษสำคัญในปีนี้ ประเทศไทยได้ประกาศมาตรการส่งเสริมการจ้างผลิตดิจิทัลคอนเทนต์จากต่างประเทศ โดยบริษัทต่างชาติที่ว่าจ้างผู้ผลิตดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย ที่มีมูลค่าสัญญาขั้นต่ำต่อโครงการ ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป จะได้รับการสนับสนุนในรูปแบบเงินคืน (Cash Rebate) สูงสุดถึง 20% &nbsp;ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวครอบคลุมบริการด้านการผลิตดิจิทัลคอนเทนต์อย่างครบวงจร อาทิ แอนิเมชัน วิชวลเอฟเฟกต์ เกม และงานโพสต์โปรดักชัน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสื่อสร้างสรรค์ไทยสู่ระดับสากล</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605140824825400d97f115722d6082dbe60b9152700.jpg' type='image/jpg' length='658639' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี  เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10106</link>
<guid isPermaLink="false">c3b7c866143fbbf8dadca64eca061589</guid>
<pubDate>Thu, 14 May 2026 09:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/12_1_.jpg" style="width: 500px; height: 370px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเปิดงานด้วย เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในรับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการและราคาสินค้าจำเป็น ขณะที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่ายและจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน&rdquo; มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส โดยในระยะแรกจะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม &ndash; 14 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;รัฐบาลคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยหัวใจสำคัญของโครงการคือการนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชน ผ่านรถพุ่มพวงซึ่งเป็นช่องทางค้าปลีกเคลื่อนที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าสินค้าและค่าเดินทาง&rdquo; นายอนุทิน กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้บริหารโครงการในภาพรวม ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า ราคาหลักเกณฑ์การดำเนินงาน และติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาพิเศษอย่างแท้จริง โดยสินค้าในโครงการเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวม 14 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับจุดจำหน่ายสินค้า ในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัดและไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีกหรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวงให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,000 บาทต่อเดือน รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 1,500 บาทต่อเดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาทต่อสัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาดและช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท โดยผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของภาครัฐและภาคเอกชน โดยกระทรวงมหาดไทยผ่านกรมการปกครองมีบทบาทสำคัญในการประชาสัมพันธ์ รับสมัคร และคัดเลือกรถพุ่มพวง รวมถึงร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยไปรษณีย์ไทย ช่วยจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าและเป็นจุดรวบรวม กระจายสินค้าให้แก่รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ส่วนผู้ผลิตสินค้าร่วมสนับสนุนสินค้าในราคาพิเศษ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โครงการนี้ไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้รถพุ่มพวงและร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงพาณิชย์จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อย รถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การกระจายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนทั่วประเทศ&rdquo; นายกรัฐมนตรี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260514499a2246577d7a4dbdc2e101ac88df42093856.jpg' type='image/jpg' length='759422' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือแนวทางด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุดและทุเรียน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569  วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดจันทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10103</link>
<guid isPermaLink="false">17f3d3eed2418f011257ab0e3e78bdb9</guid>
<pubDate>Mon, 11 May 2026 11:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/9_1_.jpg" style="width: 500px; height: 407px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000000;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือแนวทางด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุดและทุเรียน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ณ บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด เพื่อเตรียมรับมือผลผลิตมังคุดและทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทุกภาคส่วนจะร่วมกันเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการประชุมมี นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต 1 นายคัมภีร์ ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต 2 นายชรัตน์ เนรัญชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต 3 นายพิชานนท์ อิงประสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุด หอการค้าจังหวัดจันทบุรี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และตัวแทนสหกรณ์ เกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน มีความท้าทายมากกว่าปีก่อน เนื่องจากข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทุเรียนช่วงเปิดฤดูกาลไม่สูงเท่าปีก่อน ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศร้อนและแล้ง ทำให้ทุเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราไม่อยากรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ จึงเริ่มทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ การเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการขยายตลาดใหม่ในจีนฝั่งตะวันตก รวมถึงส่งทีมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปเจรจากับทางด่านทั้งลาว เวียดนาม และจีน เพื่อรองรับผลผลิตในฤดูกาลผลไม้&ldquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกรณีการทำตลาดผ่าน Live Commerce และอินฟลูเอนเซอร์ นางศุภจี กล่าวว่า การทำตลาดรูปแบบใหม่ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มอุปสงค์และสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภค หากมีการทำการตลาดที่เหมาะสม รัฐบาลมีเป้าหมายช่วยระบายผลผลิตโดยไม่ให้กระทบโครงสร้างราคาตลาดหลัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ พร้อมชี้ว่า ไทยต้องใช้จุดแข็งด้านคุณภาพในการแข่งขัน หลังเวียดนามเผชิญปัญหาการตรวจพบสารแคดเมียมในผลผลิตบางส่วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านสถานการณ์มังคุด นางศุภจี ระบุว่า ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม&ndash;10 มิถุนายนนี้ โดยเฉพาะมังคุด จึงต้องเร่งวางมาตรการรองรับ ทั้งการเปิดลานมังคุด การเชื่อมโยงตลาดกับโมเดิร์นเทรด การผลักดันการส่งออก การกระจายผลผลิตผ่านโครงการ&ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; และความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย &nbsp;กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) (ไปรษณีย์ไทย) และภาคเอกชน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;และเพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภคและช่วยโปรโมท กระทรวงพาณิชย์จะประสานเครือข่ายผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม (F&amp;B provider) ทำเมนูอาหารของหวานหรือเครื่องดื่มจากผลไม้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางจัดตั้ง Fruit Processing Center หรือศูนย์พัฒนาคุณภาพไม้ผลจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นต้นแบบรองรับผลผลิตส่วนเกินในช่วงผลผลิตออกมาก ผ่านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยหอการค้าจังหวัดจันทบุรีเสนอให้มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูป เช่น ห้อง Pre-cooling ระบบบรรจุภัณฑ์ และเครื่องจักรแปรรูปที่ทันสมัย ส่งเสริมการจัดตั้งลานประมูลมังคุด เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น และผู้ซื้อสามารถมาเลือกซื้อตรงกับกลุ่มเกษตรกร ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งเรื่องการผลิต การตลาด การแปรรูป การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 ผ่านมาตรการต่าง ๆ ทั้งการกระจายผลผลิตในประเทศ การทำตลาดร่วมกับโมเดิร์นเทรด การสนับสนุนการส่งออก การรณรงค์บริโภคผลไม้ไทย และการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างรายได้ที่เหมาะสมให้เกษตรกรไทยตลอดฤดูกาลผลไม้ปีนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านสถานการณ์มังคุด ปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่าผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ 318,000 ตัน ลดลง 6% ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออกอยู่ที่ 175,000 ตัน ลดลง 33% โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม&ndash;มิถุนายน คิดเป็น 58% ของผลผลิตภาคตะวันออก ทั้งนี้ มังคุดไทยพึ่งพาตลาดส่งออกสูงถึง 86% ส่วนการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 14%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสถานการณ์ตลาด ราคามังคุดที่ล้งรับซื้อ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-85 บาท สำหรับมันรวม กากลาย 60-70 บาท คละ 60-75 บาท และมังคุดตกไซส์ 20-30 บาท ขณะที่การส่งออกมังคุดช่วงวันที่ 1 มกราคม&ndash;26 เมษายน 2569 มีจำนวน 590 ชิปเมนต์ ปริมาณรวม 10,042 ตัน มูลค่า 616 ล้านบาท โดยในช่วงวันที่ 20-26 เมษายน 2569 มีการส่งออก 1,190 ตัน มูลค่า 86 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ไทยส่งออกมังคุดรวม 226,442 ตัน มูลค่า 17,018 ล้านบาท</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260511517c0a95c18ac7137e2fdc26ee5313c8113231.jpg' type='image/jpg' length='613546' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมงาน World of Coffee Bangkok 2026  วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10102</link>
<guid isPermaLink="false">92a07273e4382ae98e0858bc236fcf6d</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 14:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/8_1_.jpg" style="width: 500px; height: 368px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เยี่ยมชมงาน &nbsp;ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร โดยมีนายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด Mr.Yannis Apostolopoulos Chief Executive Officer of Specialty Coffee Association &nbsp;นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีให้สัมภาษณ์ภายหลังการเยี่ยมชมงานว่า การจัดงาน World of Coffee Bangkok 2026 ถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมคนในอุตสาหกรรมกาแฟจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว พร้อมสะท้อนศักยภาพของกาแฟไทยที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่าประเทศใดในโลก และยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและการจับคู่เจรจาการค้า (Business Matching)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้มางาน World of Coffee Bangkok 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงกาแฟที่คนในวงการจากทั่วโลกมาเจอกัน และกาแฟไทยของเราไม่ด้อยกว่าใคร มีการ Business Matching ที่ช่วยสร้างโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่งานจัดขึ้นในเอเชีย และประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้คนไทยเข้าถึงและเข้าใจกาแฟมากขึ้น ขณะเดียวกันชาวต่างชาติก็จะได้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมกาแฟอย่างจริงจัง&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานยังมีการนำเสนอนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกาแฟอย่างครบวงจร ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี และอุปกรณ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการต่อยอดมูลค่าสินค้ากาแฟไทยสู่ตลาดโลก ตลอดจนการผลักดันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจำนวนมาก และยังมีผู้ประกอบการจากหลายประเทศเข้ามาร่วมงานเช่นเดียวกัน ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างร่วมกันสร้างสีสันและยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟ โดยเฉพาะกาแฟไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ถือเป็นกิจกรรมที่น่าส่งเสริม&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับงาน World of Coffee Bangkok 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 &ndash; 9 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพฯ ถือเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่รวบรวมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรมกาแฟนานาชาติไว้ด้วยกัน โดยปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 400 ราย จาก 40 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก พร้อมนำเสนอแบรนด์ เทคโนโลยี และโซลูชันใหม่ ๆ ด้านกาแฟครบวงจร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน คือการแข่งขัน World Cup Tasters Championship (WCTC) เวทีแข่งขันชิมกาแฟระดับโลกที่รวบรวมแชมป์จากหลายประเทศมาประชันความแม่นยำด้านรสสัมผัส โดยปีนี้มีตัวแทนจากประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขันในบ้านเกิด สร้างความน่าจับตาให้กับวงการกาแฟไทยในเวทีสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานยังมีโซนกิจกรรมสำคัญ อาทิ Roaster Village ที่รวบรวมโรงคั่วกาแฟและแบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก, Producer Village ที่เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรไทยนำเสนอศักยภาพกาแฟคุณภาพสู่สายตานานาชาติ, Cupping Rooms ห้องชิมกาแฟระดับมืออาชีพ, Brew Bar เวทีสาธิตการชงกาแฟโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึง SCA Lecture Series เวทีเสวนาและอัปเดตเทรนด์อุตสาหกรรมกาแฟโลกจากกูรูระดับนานาชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุดจากบริษัทกว่า 600 บูท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชงกาแฟรุ่นใหม่ เครื่องบดความแม่นยำสูง ระบบคั่วกาแฟด้วย AI และเทคโนโลยี Automation สำหรับธุรกิจคาเฟ่ยุคใหม่ สะท้อนการเติบโตของอุตสาหกรรมกาแฟพิเศษที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันตลาดกาแฟพิเศษของไทยมีมูลค่ากว่า 65,000 ล้านบาท และเติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 15 ต่อปี ขณะที่การบริโภคกาแฟของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 180 แก้วต่อคนต่อปี เป็นมากกว่า 340 แก้วต่อปี สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมกาแฟของอาเซียนในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงาน World of Coffee Bangkok 2026 ได้จนถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202605081c3ffa23a959fa526c2f832f48765011143225.jpg' type='image/jpg' length='894447' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 4 - 5 พฤษภาคม 2569 ณ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10101</link>
<guid isPermaLink="false">d6685c4ae4f4606113c3f3dce6ff989a</guid>
<pubDate>Fri, 08 May 2026 14:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/5_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ร่วมกับ&rdquo;ทีมไทยแลนด์+&ldquo; ในระหว่างวันที่ 4 &ndash; 5 พฤษภาคม 2569 ว่า การเยือนครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญและหารือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนของสหรัฐฯ อย่างรอบด้าน ทั้งนี้ การเยือนดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน โดยไทยพร้อมทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วนของสหรัฐฯ เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ร่วมกับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะ &ldquo;ทีมไทยแลนด์+&rdquo; ผนึกกำลังระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และหอการค้าไทย พร้อมนักธุรกิจชั้นนำของไทยเพื่อเปิดโอกาสและส่งเสริมการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ อาทิ สาขาพลังงาน เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนการลงทุนสำคัญของสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน นางศุภจียังได้หารือกับผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีและฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความพร้อมในการอำนวยความสะดวกการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ อีกทั้งยังได้พบหารือกับผู้แทนภาคเอกชนจากหลายมลรัฐของสหรัฐฯ อาทิ Texas และ Utah ซึ่งเป็นแหล่งศักยภาพในการลงทุนด้านพลังงาน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยต่างแสดงความพร้อมในการรองรับการลงทุนจากไทยในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่เข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 อาทิ กลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์ สะท้อนถึงแผนการขยายการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันการลงทุนจากไทยในสหรัฐฯ มีมูลค่ากว่ากว่า 1.7 หมื่นล้านเหรียญ และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ การเข้าร่วมงานดังกล่าวยังช่วยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยได้เชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ เพื่อขยายความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังการเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 นางศุภจี ยังได้หารือกับสภาธุรกิจอาเซียน &ndash; สหรัฐฯ หรือ U.S. &ndash; ASEAN Business Council (USABC) โดยได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ต่อผู้นำภาคธุรกิจบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ เชิญชวนเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งเน้นย้ำถึงนโยบายเศรษฐกิจของไทยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อนาคต ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Food Innovation) และเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ซึ่งเป็นสาขาที่มีศักยภาพในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ภาคเอกชนสหรัฐฯ ได้แสดงความสนใจในการขยายความร่วมมือและการลงทุนในไทยเพิ่มเติมในสาขาที่ไทยและสหรัฐฯ มีศักยภาพและพร้อมส่งเสริมซึ่งกันและกัน อาทิ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร การท่องเที่ยวและโรงแรม ตลอดจนการเป็นหุ้นส่วนที่จะสนับสนุนความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทาน และการผลิตร่วมในภูมิภาค รวมถึงการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนและเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอาเซียน ภาคเอกชนสหรัฐฯ โดยเฉพาะบริษัทชั้นนำ อาทิ กลุ่มเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต ได้แสดงความสนใจต่อทิศทางนโยบายของไทย โดยเฉพาะการอำนวยความสะดวกในการลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงตลาดและเทคโนโลยี ซึ่งนางศุภจีได้ชี้แจงถึงการดำเนินการสำคัญของรัฐบาล อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ การพัฒนาโครงการ skill bridge และการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มความสะดวกและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เสริมว่า ตนยังได้ใช้โอกาสดังกล่าวแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงลึกกับภาคเอกชนสหรัฐฯ พร้อมตอบข้อซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีมูลค่าสูงตามนโยบาย &ldquo;value over volume&rdquo; ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐฯ ต่อศักยภาพของไทยในฐานะแหล่งลงทุนที่มีความพร้อมและมีทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจียังได้หารือกับสภาหอการค้าสหรัฐฯ หรือ U.S. Chamber of Commerce (USCC) โดยนางศุภจี กล่าวว่า ตนได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการค้าและการลงทุนของไทย รวมถึงพัฒนาการของการใช้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ซึ่งนางศุภจี ได้ให้ความเชื่อมั่นกับภาคเอกชนสหรัฐฯ เกี่ยวกับบทบาทเชิงรุกที่ไทยจะเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนให้คืบหน้าและมีข้อสรุปได้โดยเร็ว รวมถึงทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน นำมาซึ่งผลลัพธ์ที่สมดุลและสอดคล้องกับผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เสริมว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ ยังเห็นว่า ไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ดิจิทัล และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะเป็นสาขาสำคัญในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ในระยะต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือดังกล่าวมีบรรยากาศที่ดี โดยภาคเอกชนสหรัฐฯ ตระหนักถึงความสำคัญของไทยในห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐและสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลไทย และเห็นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย&ndash;สหรัฐฯ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260508422ce9a4235f03e847807f883d601474142021.jpg' type='image/jpg' length='440425' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ  เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2569 ณ วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10098</link>
<guid isPermaLink="false">c5757524fa2d83599c9168a9df0d75aa</guid>
<pubDate>Wed, 06 May 2026 09:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/4_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ว่า การหารือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade: ART) ให้มีความคืบหน้าและสามารถสรุปผลได้โดยเร็ว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ การลงทุน อีกทั้งลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่จะใช้มาตรการทางการค้ากับไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับการปรับสมดุลทางการค้า และเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงรุกผ่านการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ ในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน เช่น สาขาเกษตรแปรรูป และพลังงาน พร้อมการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีความต้องการและยังไม่สามารถผลิตได้เอง โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อม พร้อมแจ้งถึงแผนการขยายการลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากฝ่ายสหรัฐฯ และถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถขับเคลื่อนร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจี เสริมว่า ไทยได้ใช้โอกาสนี้ผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะแนวทางการยกเว้นภาษีของสหรัฐฯ ให้กับสินค้าไทยที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้แสดงท่าทีเปิดกว้างและพร้อมพิจารณาต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อไป &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในประเด็นการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน นางศุภจี ได้ชี้แจงฝ่ายสหรัฐฯ ว่าไทยให้ความสำคัญกับผลการเจรจาที่จะทำให้ความตกลงสามารถปฏิบัติได้จริง ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ แสดงความเข้าใจ และพร้อมหารือทั้งในด้านระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน และรายละเอียดของความตกลงในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการภายในของไทยเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง ได้แสดงความสนใจและขอให้ไทยมีบทบาทมากขึ้นในการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบจากสหรัฐฯ ในห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านกรอบเวลา นางศุภจี กล่าวว่า ไทยและสหรัฐฯ เห็นพ้องที่จะเร่งรัดการเจรจา โดยมีเป้าหมาย คือ การสรุปสาระสำคัญของความตกลงโดยเร็ว เพื่อยืนยันสถานะของไทยที่เป็นประเทศคู่ค้าทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของสหรัฐฯ อีกทั้งลดความเสี่ยงจากการถูกใช้มาตรการภาษีในอนาคต &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจี ได้เผยว่า นอกจากการมาครั้งนี้แล้ว ทางกระทรวงพาณิชย์จะจัดคณะผู้แทนไทยเดินทางไปสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมชี้แจงและตอบข้อซักถามต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในประเด็นการไต่สวนตามมาตรา 301 ระหว่างวันที่ 13&ndash;14 พฤษภาคม 2569 เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างการค้าและการผลิตของไทยด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ในระหว่างการเยือนสหรัฐฯ ยังได้หารือกับนาง Tammy Duckworth สมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน และโอกาสในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานระหว่างสองประเทศ โดยฝ่ายสหรัฐฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก นวัตกรรมอาหาร ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และอุตสาหกรรมอาหารสำหรับทารก ซึ่งเป็นสาขาที่ภาคเอกชนไทยให้ความสนใจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐของสหรัฐฯ โดยเฉพาะในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งมีศักยภาพด้านพลังงาน เทคโนโลยี และการเกษตรขั้นสูง เพื่อขยายการลงทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทานระยะยาว พร้อมกันนี้ ไทยได้ขอรับการสนับสนุนในการส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ ว่า ไทยพร้อมจะเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้เชิงยุทธศาสตร์ และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความตั้งใจร่วมกันของไทยและสหรัฐฯ ในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นและเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 2568 สหรัฐฯ เป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของไทย ด้วยมูลค่าการค้ารวมกว่า 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ สูงถึง 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าสำคัญอย่างคอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง อัญมณี รถยนต์ และเครื่องปรับอากาศ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกล เครื่องบินและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักรไฟฟ้า โดยไทยได้ดุลการค้าสหรัฐฯ มูลค่า 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026050641e1746e527a7a3352a5b5b129821463090609.jpg' type='image/jpg' length='808507' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569  เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10097</link>
<guid isPermaLink="false">2a397ae2f89b273226e0107218250bd8</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 16:12:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/1_1_ - Copy 2.jpg" style="width: 500px; height: 305px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000000;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 โดยมี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในวันฉัตรมงคล ซึ่งเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย และทรงมีพระราชปณิธานในการครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร สมดั่งพระปฐมบรมราชโองการอันมั่นคงว่า &nbsp;<br />
&ldquo;เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งอาณาราษฎรตลอดไป&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการนี้ ประธานในพิธีได้ถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ และกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล จากนั้นได้นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวคำถวายพระพรชัยมงคลโดยพร้อมเพรียงกัน โดยมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดีจอมราชาอย่างสมพระเกียรติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังเสร็จสิ้นการกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคล ผู้เข้าร่วมพิธีได้ร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก และเสร็จสิ้นพิธีโดยความเรียบร้อย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260505daa8f13c9d65da091604a1c944e47f3b161324.jpg' type='image/jpg' length='115081' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิด (Kick off) โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ”  เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ไปรษณีย์ สาขานนทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10096</link>
<guid isPermaLink="false">dc4fe591428f48957436875c87d731a5</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 16:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/1_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด (Kick off) โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ&rdquo; เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ไปรษณีย์ สาขานนทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้บูรณาการความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาทต่อเดือน โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ผ่านจุดจำหน่ายในชุมชน และเครือข่ายไปรษณีย์ไทย ควบคู่กับการส่งเสริมรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อยโดยไม่กระทบต่อกลไกตลาดเดิม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐร่วมกันนำสินค้าจำเป็นราคาประหยัดมาเป็นทางเลือกให้ประชาชน โดยจับมือกับไปรษณีย์ไทยจะเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราต้องการลดค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายเล็กและสินค้าชุมชน โดยใช้ไปรษณีย์ไทยเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้าให้เข้าถึงทุกพื้นที่&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือแบบบูรณาการระหว่างหลายกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยที่เปิดจุดจำหน่ายในระดับอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ และไปรษณีย์ไทยที่เข้ามา &ldquo;เติมเต็ม&rdquo; ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้ทุกวัน รวมทั้งมีแผนต่อยอดยกระดับสินค้าชุมชนให้ได้มาตรฐาน เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดในประเทศและต่างประเทศในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในระยะเริ่มต้น ได้เปิดจำหน่ายสินค้าผ่านที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 122 จุด แบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร 28 จุด ปริมณฑล 21 จุด และส่วนภูมิภาค 73 จุด และในสัปดาห์ที่ 2 จะขยายเพิ่มเติมไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การเป็นจุดจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ และการเป็นศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center: DC) รองรับการกระจายผ่านรถพุ่มพวง โดยมีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 15 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย ครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำปลา ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยจำหน่ายในราคาลดลงสูงสุดถึง 25%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ไปรษณีย์ไทยมีพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนอยู่แล้ว และในโครงการนี้จะขยายจุดจำหน่ายเพิ่มกว่า 800 แห่งในระยะเริ่มต้น ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกมากขึ้น และในอนาคตมีแผนพัฒนาให้สามารถสั่งซื้อสินค้าไทยช่วยไทยผ่านระบบไปรษณีย์ได้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ในการส่งสินค้าจำเป็นเหล่านี้ไปถึงพี่น้องประชาชนทั่วประเทศให้ได้อย่างทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ภาครัฐยังให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น การช่วยเหลือค่าขนส่งสินค้า การจัดทำคูปองส่วนลดจำนวน 500,000 ใบ มูลค่าใบละ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอีและสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ&rdquo; เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการดูแลประชาชนในช่วงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด สะดวก ใกล้บ้าน และทั่วถึงทุกพื้นที่</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260505daa8f13c9d65da091604a1c944e47f3b160219.jpg' type='image/jpg' length='809735' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตรวจเยี่ยมการ kick off การจำหน่ายสินค้า ‘ไทยช่วยไทย’ ลดภาระ ลดค่าครองชีพ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ อำเภอบางใหญ่ จ.นนทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10095</link>
<guid isPermaLink="false">bf1a9845f1af1a3d6e56528bb67cba6b</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 15:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/พ.ค. 69/1_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><strong><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมการ kick off การจำหน่ายสินค้า &lsquo;ไทยช่วยไทย&rsquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยในวันนี้ (ศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569) เป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน และนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศเป็นจุดกระจายสินค้าด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายกรัฐมนตรีฯ กล่าวต่อว่า &ldquo;การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier) อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (Makro, Lotus&rsquo;s), บิ๊กซี (Big C), เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (Tops), เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ (GO Wholesale) และซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป (CJ More/CJ Supermarket) และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อนำสินค้า House Brand และสินค้าราคาโปรโมชันมาจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ในราคาลดแล้วลดอีกสูงสุดถึง 58% ซึ่งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้คัดเลือกประเภทสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส รวมมากกว่า 3,000 รายการรวมไปถึงยังมีการจำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการชุมชน อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;จากการสำรวจความต้องการและราคาสินค้าในวันนี้ พบว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมเลือกซื้อจากประชาชน ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผงซักฟอก ข้าวสาร และน้ำมันพืช ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นที่มีการใช้ต่อเนื่องในทุกครัวเรือน และมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดอย่างชัดเจน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า &ldquo;การจัดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยจะขยายผลการดำเนินงานให้กว้างขึ้นต่อไป และเพิ่มความหลากหลายให้สินค้ามากขึ้นสอดรับกับความต้องการของประชาชน ประกอบกับช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ในท้องถิ่น โดยเร็วๆ นี้ มีแผนที่จะเตรียมผลักดันสินค้าผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นำร่องกว่า 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวด้วย ซึ่งตั้งแต่มีการเปิดหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีภาคเอกชนจากทุกหลายภาคส่วนประสงค์จะเข้ามาร่วมสนับสนุน ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ภายใต้ไทยช่วยไทยอย่างต่อเนื่อง&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โอกาสนี้ รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้า&lsquo;ไทยช่วยไทย&rsquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพได้ ณ ที่ว่าการอำเภอใกล้บ้านของท่าน เริ่มจำหน่ายทุกวันศุกร์ที่ 1,8,15,22 และ 29 ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 (รวม 5 ครั้ง) ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ขณะเดียวกันยังสามารถเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยได้ที่ห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทุกจังหวัดทั่วประเทศ และห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ใกล้บ้านท่านได้อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความเสมอภาค และกระจายความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสเลือกซื้อสินค้าราคาถูก คุณภาพดี สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่าง &lsquo;ผู้ขายอยู่ได้ ผู้ซื้ออยู่รอด&rsquo; โดยภาครัฐจะเข้าไปสนับสนุนผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งการเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่าย และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เข้าถึงทุกพื้นที่ในประเทศผ่านการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาค ชุมชน และร้านค้าท้องถิ่นทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเขตเมืองหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;รัฐบาลคาดหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนไทยมีต้นทุนค่าครองชีพที่ต่ำลง เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีและยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในประเทศ ช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo; นายกรัฐมนตรีฯ กล่าวทิ้งท้าย</span></span></span></strong><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260505daa8f13c9d65da091604a1c944e47f3b155417.jpg' type='image/jpg' length='457032' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานการหารือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาหอการค้าไทย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2569 ณ ห้องกิติยากรณ์วรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10094</link>
<guid isPermaLink="false">0d64c599b541f1c78d483c8cb7c2ec71</guid>
<pubDate>Tue, 05 May 2026 15:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/30_1_.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการหารือระหว่างกระทรวงพาณิชย์และสภาหอการค้าไทย โดยมีนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ ผู้แทนการค้าไทย นายวีระพงศ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และคณะผู้บริหารหอการค้าไทย เข้าร่วม ณ ห้องกิติยากรณ์วรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การหารือครั้งนี้มุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การค้าไทย&ndash;สหรัฐอเมริกาล่าสุด ความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;สหภาพยุโรป (EU) และไทย&ndash;สหราชอาณาจักร (UK) กรอบ FTA สำคัญ และยุทธศาสตร์ประเทศคู่ค้าของไทย ตลอดจนการยกระดับผู้ประกอบการไทยในภาคเกษตรและอาหารให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและหารือแนวทางการบูรณาการท่าทีร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้าไทยอย่างเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ มีกำหนดนำคณะเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 3&ndash;6 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงาน 2026 SelectUSA Investment Summit ร่วมกับภาคเอกชนไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการแสวงหาคู่ค้าการลงทุนใหม่ ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และหารือด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อสหรัฐฯ ถึงความมุ่งมั่นของไทยในการดูแลและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีกำหนดหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อตอกย้ำความคืบหน้าการดำเนินการตามข้อกังวลตามมาตรา 301 ภายหลังจากที่ไทยได้ยื่นคำชี้แจงต่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 รวมถึงการหารือกับ USABC และ USCC ซึ่งเป็นนักลงทุนรายสำคัญในไทย เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับพันธมิตรในสหรัฐฯ สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนไทยต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของทั้งสองประเทศ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026050548eaf1dd94499506f6492bf191e587e9154347.jpg' type='image/jpg' length='747133' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) บูรณาการความร่วมมือรัฐ-เอกชน 23 หน่วยงาน เมื่อวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10090</link>
<guid isPermaLink="false">17fd95cea1f9a2a7d889e6b6ea2eb769</guid>
<pubDate>Thu, 30 Apr 2026 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/29_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นประธานสักขีพยานพิธีลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) บูรณาการความร่วมมือรัฐ-เอกชน 23 หน่วยงาน จัดการปัญหานอมินีและทุนเทาให้สิ้นซาก ยกระดับประเทศให้เป็นเศรษฐกิจสีขาว...MOU ฉบับนี้ เป็นพันธสัญญาร่วมกันสร้างกลไกการทำงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีอย่างเด็ดขาด นับจากนี้!! ทุกหน่วยงานจะจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริตขณะเดียวกัน จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจโดยมิชอบ สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยระยะยาว ภายใต้แนวคิด &ldquo;ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานสักขีพยานในพิธีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) โดยมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมด้วย ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 ว่า &ldquo;ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้มาเป็นประธานสักขีพยานการลงนาม MOU ในครั้งนี้ ซึ่งดำเนินการภายใต้แนวคิด &lsquo;ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี&rsquo; นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของประเทศไทยที่หน่วยงานภาครัฐและเอกชน 23 หน่วยงาน ได้รวมตัวกันให้พันธสัญญาในการสร้างกลไกการทำงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีและทุนเทาอย่างเด็ดขาด ซึ่งการลงนาม MOU ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการดูแลเศรษฐกิจของชาติ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;&lsquo;นอมินี&rsquo; และ &lsquo;ทุนเทา&rsquo; เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งในมิติความมั่นคง สังคม การค้า และการลงทุนอย่างรุนแรง MOU ครั้งนี้ ต้องการ &lsquo;สร้างโอกาสให้กับคนไทย&rsquo; และ &lsquo;ลดความเหลื่อมล้ำ&rsquo; ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเน้น 3 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1) บูรณาการฐานข้อมูล โดยเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เส้นทางการเงิน การถือครองที่ดินและทรัพย์สิน ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ 2) สร้างกลไกเฝ้าระวัง เพื่อร่วมกันป้องกันและปราบปราม ตลอดจนดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจังและถึงที่สุด ซึ่งจากนี้ไปไม่อยากได้ยินเรื่องละเว้นการจับกุมผู้กระทำความผิดหรือการจับกุมผู้กระทำความผิดแล้วมีการเคลียร์กันให้ได้ยินอีกต่อไป 3) สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติว่าประเทศไทยพร้อมปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง และพร้อมให้การสนับสนุนนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต เป็นการส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจและพร้อมประกอบธุรกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยมีภาครัฐเคียงข้างสนับสนุนและผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ขณะที่นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยมิชอบ ภาครัฐก็พร้อมลงดาบปราบปรามให้หมดไป โดยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ซึ่งจะเป็นกลไกที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือแก่ภาคการลงทุน และเป็นพื้นฐานสำคัญที่ชาวต่างชาติจะเลือกประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนประกอบธุรกิจ นับจากนี้ เราต้องเปลี่ยน &lsquo;การค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง&rsquo;และเปลี่ยนจาก &lsquo;การอำพราง&rsquo; ให้กลายเป็น &lsquo;ความโปร่งใส&rsquo;&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจีฯ กล่าวต่อว่า ภารกิจสำคัญในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการร่วมแรงร่วมใจของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้ง 23 หน่วยงานได้แก่ *กระทรวงมหาดไทย *กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม *สำนักงานตำรวจแห่งชาติ *สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน *ธนาคารแห่งประเทศไทย *สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน *กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร *กรมพัฒนาธุรกิจการค้า *กรมสรรพากร *กรมศุลกากร *กรมสอบสวนคดีพิเศษ *กรมที่ดิน *กรมการท่องเที่ยว *กรมการจัดหางาน *กรมโรงงานอุตสาหกรรม &nbsp;*กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช *กรมวิชาการเกษตร *สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า *สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา *สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม *สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) *ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสมาคมธนาคารไทย ที่มีเป้าประสงค์ร่วมกันคือต้องการยกระดับไทยให้เป็นประเทศที่มีความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นประตูด่านแรกที่นักธุรกิจต่างชาติจะใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเข้ามาลงทุนดังนั้น การสร้างบรรทัดฐานในการประกอบธุรกิจที่ถูกต้องจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ประเทศไทยมีความน่าเชื่อถือ นอมินีและทุนเทาเป็นปัญหาสำคัญที่กีดขวางการพัฒนาและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้สำเร็จได้โดยลำพังหน่วยงานเดียว เราเป็นเพียงหน่วยงานต้นทางที่รับจดทะเบียนตั้งธุรกิจ ซึ่งตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ได้สั่งการกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ดำเนินการป้องกันการจดทะเบียนตั้งธุรกิจของคนต่างชาติโดยใช้คนไทยเป็นนอมินีอย่างเด็ดขาด ดังนั้น MOU ฉบับนี้ จะช่วยปิดจุดอ่อน/เสริมจุดแข็งแก่ภาคการลงทุนของไทย และผลักดันนักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยมิชอบให้ไม่สามารถใช้ไทยเป็นฐานการก่ออาชญากรรมทางเศรษฐกิจได้อีกต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับบทบัญญัติประชาคมโลกที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศที่มีความโปร่งใส และมีกฎหมายต่อต้านการประกอบธุรกิจโดยมิชอบอย่างเข้มงวด อันจะเป็นแต้มต่อในการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยสอดคล้องกับแนวคิดหลักการ MOUในครั้งนี้ คือ &lsquo;ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี&rsquo; ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ไม่ต้องการให้ &lsquo;นอมินี&rsquo; และ &lsquo;ทุนเทา&rsquo; มาสร้างปัญหา สร้างรอยร้าวทางเศรษฐกิจและความไม่ชอบธรรมแก่ภาคธุรกิจของไทย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ นางศุภจีฯ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า แม้การลงนาม MOU ในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นเชิงสัญลักษณ์ ทั้ง 23 หน่วยงานได้เริ่มทำงานร่วมกันมีผลเป็นรูปธรรมแล้ว เช่น การเชื่อมโยงฐานข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีฐานข้อมูลนิติบุคคลกว่า 980,000 ราย ซึ่งได้เชื่อมกับข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.4 ล้านราย พบความเชื่อมโยงที่มีความเสี่ยงประมาณ 53,000 ราย และได้ส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ รวมถึงตรวจพบบัญชีม้าที่เชื่อมโยงกับนิติบุคคลประมาณ 2,000 ราย และดำเนินการตามกฎหมายแล้ว&rdquo; นางศุภจีฯ กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการจัดการปัญหานอมินีที่เชื่อมโยงกับบัญชีม้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและคาดว่าจะสามารถลดปัญหาลงได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ปัญหา &lsquo;นอมินี&rsquo; และ &lsquo;ทุนเทา&rsquo; เป็นตัวฉุดรั้งความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศทุกด้าน เพิ่มภาระต้นทุนภาคธุรกิจ และส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจในภาพรวม การปล่อยปะละเลยให้ &lsquo;นอมินี&rsquo; และ &lsquo;ทุนเทา&rsquo; สร้างความไม่เสมอภาคแก่นักธุรกิจที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต จะทำให้การประกอบธุรกิจเกิดสองมาตรฐาน และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่นานาชาติให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น และหยิบยกขึ้นมาเพื่อกีดกันทางการค้า โอกาสนี้ ขอขอบคุณพันธมิตรทั้ง 23 หน่วยงานที่มาร่วมกันสร้างความโปร่งใสให้แก่ภาคธุรกิจของไทยอย่างเต็มประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับภาคการลงทุนของไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นับจากนี้ ทุกหน่วยงานจะจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และปกป้องผลประโยชน์ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต สร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศของตน&rdquo; นางศุภจีฯ กล่าวทิ้งท้าย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260430d626fdf0d55c4fcd865e3ddf42fd9df1093126.jpg' type='image/jpg' length='1195463' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานและเยี่ยมชมนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569 ณ ลีฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10077</link>
<guid isPermaLink="false">953e791d86d2aa6622587d94bad44fad</guid>
<pubDate>Wed, 29 Apr 2026 11:27:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/28_1_.jpg" style="width: 500px; height: 314px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล &ldquo;ความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ (WIPO Award for Creative Excellence) ประจำปี 2025&rdquo; เพื่อเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระอัจฉริยภาพด้านการสร้างสรรค์และผลงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 &ndash; 30 เมษายน 2569 ณ ลีฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เนื่องในโอกาสที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก หรือ WIPO ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ (WIPO Award for Creative Excellence) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ และเผยแพร่พระอัจฉริยภาพอันเป็นแบบอย่างแห่งความวิริยะอุตสาหะ ความคิดสร้างสรรค์ และการสืบสานคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของชาติไทยให้ดำรงอยู่อย่างสง่างามในเวทีโลก ด้วยพระองค์ทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถศิลป์ไทย โดยจุดประกายให้ผ้าไทยก้าวสู่ความร่วมสมัย สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และได้รับการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งยังทรงผลักดันแนวคิด &ldquo;Sustainable Fashion : แฟชั่นแห่งความยั่งยืน&rdquo; ซึ่งผสานความงดงามของศิลปวัฒนธรรมเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างสมดุล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ดวงตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ ชุด &ldquo;นารีรัตนา&rdquo; ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จัดทำขึ้น ประกอบด้วยพระฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในฉลองพระองค์ชุดไทย เคียงข้างภาพรางวัลที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกทูลเกล้าฯ ถวาย และตราพระนามาภิไธยย่อ &ldquo;ส.ร.&rdquo; ภายใต้พระจุลมงกุฎบนพื้นลวดลาย &ldquo;ผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์&rdquo; ซึ่งเป็นผลงานออกแบบของพระองค์ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการบันทึกคุณูปการที่ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งพระอัจฉริยภาพ พระวิสัยทัศน์ และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ให้ปรากฏอยู่บนแผ่นดินไทยและเดินทางไปสู่สายตาของผู้คนทั่วโลก เปรียบเสมือนสื่อกลางที่เชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความภาคภูมิใจในความเป็นไทยจากรุ่นสู่รุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การจัดนิทรรศการเปิดตัวดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้รับทราบถึงคุณค่าของผ้าไทย งานหัตถศิลป์ และทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนตระหนักถึงบทบาทของการสร้างสรรค์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมรดกทางวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยนิทรรศการจัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Journey of Royal Creative Excellence ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่ แบรนด์ SIRIVANNAVARI กรมการพัฒนาชุมชน สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACICT บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ไอคอนคราฟต์ และศูนย์การค้าสยามพารากอน ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวด้านการออกแบบของพระองค์ ที่ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายดั้งเดิมจาก<br />
ทุกภูมิภาคของประเทศไทย นำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานร่วมสมัยที่ยังคงสะท้อนรากเหง้าทางวัฒนธรรมไว้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังได้พระราชทานแบบผ้าลายต่างๆ แก่ช่างทอผ้าและช่างหัตถกรรมทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ลายผ้าที่พระองค์ได้พระราชทานแก่กรมพัฒนาชุมชน มีการจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาถึง 18 ผลงาน นับตั้งแต่ปี 2564 - 2568 อาทิ ผ้าลายดอกรักราชกัลยา ผ้าลายสิริวชิราภรณ์ และผ้าลายสิริราชพัสตราภรณ์ เป็นต้น เป็นที่น่าภาคภูมิใจที่ช่างทอผ้าในชุมชน สามารถนำผ้าลายพระราชทานไปต่อยอดสร้างรายได้กว่า 8 แสนครัวเรือน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท พระกรณียกิจดังกล่าวมิได้เพียงธำรงรักษามรดกทางวัฒนธรรมเท่านั้น หากยังทรงเป็นแบบอย่างในการยกระดับผลงานสร้างสรรค์ของไทย ให้ได้รับการคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ อันเป็นการวางรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งผลงานในพระองค์ได้รับความคุ้มครองด้านทรัพย์สินทางปัญญาจำนวนมาก โดยมีทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งสิ้น 541 รายการ แบ่งเป็นลิขสิทธิ์ 227 รายการ เครื่องหมายการค้า 58 รายการ และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ 256 รายการ ซึ่งสะท้อนถึงพระวิสัยทัศน์ที่เล็งเห็นคุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ และบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาด้วยการจดทะเบียนคุ้มครองและนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ &ldquo;พระอัจฉริยภาพอันเป็นเลิศด้านการสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา&rdquo; โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมเสวนา ได้แก่ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACICT นายวันชัย ญาณอุบล กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มูลนิธิรอยัลแบงค์คอกซิมโฟนีออร์เคสตร้าในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และนายเมธินทร์ ลียากาศ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการพิจารณาจัดสร้างตราไปรษณียากรและสิ่งสะสม บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ พร้อมสะท้อนบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญาในการต่อยอดผลงานสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยและบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สนใจสามารถร่วมชมนิทรรศการฯ และติดตามรายละเอียดการจำหน่ายดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติฯ ได้ภายในงาน ตั้งแต่วันที่ 28 - 30 เมษายน 2569 ณ ลีฟวิ่ง ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน หรือผ่านช่องทางของกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202604290f967d5bd17d654704718aa3fa8071d6112742.jpg' type='image/jpg' length='1172696' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมในพิธีแถลงผลงานด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา 6 เดือนของปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 ณ กรมศุลกากร]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10071</link>
<guid isPermaLink="false">fb8288167a7963306284650dc6e9392a</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 11:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/27_1_.jpg" style="width: 500px; height: 311px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแถลงผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รอบ 6 เดือนแรก (ตุลาคม 2568 - มีนาคม 2569) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศคู่ค้าของไทย อาทิ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร เป็นต้น ร่วมรับฟังการแถลง เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ กรมศุลกากร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ โดยนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุนของประเทศ ภายใต้ข้อสั่งการดังกล่าว ทุกภาคส่วน กระทรวงการคลังกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้บูรณาการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตลาดย่านการค้าและช่องทางออนไลน์ซึ่งการดำเนินงานในปึงบประมาณ 2569 รอบ 6เดือนแรก (ตุลาคม 2568 - มีนาคม 2569) มีผลการจับกุมดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น 332 คดี ยึดของกลางกว่า 1.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2,300ล้านบาท โดยรัฐบาลพุ่งเป้าการจับกุมไปที่ย่านการค้า โกดังเก็บสินค้า ตลอดจนด่านศุลกากรข้ามแดน ส่งผลให้มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจจากการจับกุมใน 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 78 เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของทั้งปีงบประมาณ 2568 ซึ่งอยู่ที่ 1,300 ล้านบาท โดยความเสียหายนี้มิได้ส่งผลกระทบแค่เพียงเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น แต่ยังทำลายความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ด้านการค้าการลงทุนของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานกลางในการประสานบูรณาการการทำงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนภารกิจภายใต้ คทป. ทั้งในส่วนของกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินงานเชิงรุกอย่างเข้มข้นในการปกป้องคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งของคนไทยและของต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะเดียวกัน การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการค้าการลงทุนภายในประเทศเป็นอย่างมาก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพจากการใช้สินค้าปลอม รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าละเมิดเหล่านี้ได้ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจึงเป็นการทำลายความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศอย่างยิ่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การบูรณาการปราบปรามดังกล่าว จึงสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง สอดรับกับนโยบาย Trade Plus ของรัฐบาล ที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการค้า พัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อแสดงให้นักลงทุน ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่และยังเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และคุ้มครองผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต ทั้งนี้ รัฐบาลได้มุ่งยกระดับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการทำงานเชิงรุกทั้งฝ่ายเศรษฐกิจ ความมั่นคง และกระบวนการยุติธรรม เพื่อตัดวงจร - ปิดช่องโหว่ - ขยายผลถึงต้นตอ ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ทุกหน่วยงานในที่นี้จะมุ่งสร้างความเข้มแข็งกับการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเจ้าของสิทธิในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ควบคู่กับการป้องกันเชิงรุก โดยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนผู้บริโภค ตลอดจนพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ และปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในทุกขนาดธุรกิจ รวมทั้งทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อระงับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่มีระบบการคุ้มครองและปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็งเทียบเท่ามาตรฐานสากล ส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมที่เอื้อต่อผู้สร้างสรรค์ทั้งคนไทยและต่างชาติ เป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ ทรัพย์สินทางปัญญานวัตกรรม เทคโนโลยี และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเจ้าของสิทธิแล้ว ประชาชนถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยขอความร่วมมือ &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้ ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702 หรือสายด่วน 1368</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260428d50c2e22cd38200b902d613d11979e99111744.jpg' type='image/jpg' length='1012032' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10070</link>
<guid isPermaLink="false">a1144bd11b2b17f57698501d5d9c0e47</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/26_1_.jpg" style="width: 500px; height: 335px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการประชุมสามัญประจำปี 2569 ของสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย โดยมี ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย นายศรายุทธ ยิ้มยวน สมาชิกวุฒิสภา พร้อมผู้บริหารจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตัวแทนเกษตรกรจาก 57 จังหวัดกว่า 200 ราย เข้าร่วม ณ The Cavalli Casa Resort เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะของภาคเกษตรกร และเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายภาครัฐให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตร โดยเฉพาะข้าว ต้องเผชิญกับ &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งภัยแล้งและฝนตกหนักในบางช่วง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่เผชิญปัญหา แต่เป็นวิกฤตร่วมของโลก สิ่งที่เราต้องทำคือการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ทั้งภาครัฐ ภาคเกษตร และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ในฐานะปลายน้ำ จำเป็นต้องทำงานเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งดูแลต้นน้ำ และภาคอุตสาหกรรมในกลางน้ำเพื่อให้ทั้งระบบเดินหน้าไปพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีฯ เปิดเผยว่า ได้รับข้อเสนอหนังสือข้อเสนอจากสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ทั้งในส่วนของมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ และมาตรการระยะยาว 5 ข้อ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;บางเรื่องสามารถดำเนินการได้ทันที แต่ทุกข้อเสนอจะถูกนำไปประสานกับคณะรัฐบาล เพื่อเร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที&rdquo;นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เดินหน้าดูแล &ldquo;ต้นน้ำ&rdquo; ลดต้นทุน&ndash;เพิ่มผลผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของต้นน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณภาพและให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยชี้ว่า ปัจจุบันผลผลิตข้าวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400&ndash;700 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่บางประเทศคู่แข่งสามารถผลิตได้ถึง 1,500 กิโลกรัมต่อไร่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดังนั้น จึงต้องเร่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้แข็งแรง ควบคู่กับการบริหารจัดการดินและปุ๋ยอย่างเหมาะสม โดยทำงานร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรใช้ปัจจัยการผลิตอย่างแม่นยำ ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หนุน &ldquo;กลางน้ำ&rdquo; แปรรูป&ndash;สร้างมูลค่าเพิ่มครบวงจร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกลางน้ำ รัฐบาลมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าข้าว ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ได้อนุมัติโครงการสนับสนุนชุมชนกว่า 200 แห่ง ให้เข้าถึงเครื่องมือสำคัญ เช่น เครื่องสีข้าว เครื่องอบ เครื่องบรรจุสุญญากาศ รวมถึงการพัฒนาแบรนด์และการตลาด การแปรรูปไม่ใช่แค่เปลี่ยนข้าวเปลือกเป็นข้าวสาร แต่ต้องต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ หรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้ ทั้งนี้ การแปรรูปยังช่วยยืดระยะเวลาการจำหน่าย ทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องขายผลผลิตทันทีในช่วงราคาตกต่ำ และสามารถบริหารจัดการรายได้ได้ดีขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เร่ง &ldquo;ปลายน้ำ&rdquo; ทำตลาด&ndash;พยุงราคา&ndash;ขยายส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการ &ldquo;ซื้อนำตลาด&rdquo; ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูล เช่น dashboard ข้าว เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์อุปสงค์-อุปทานในแต่ละพื้นที่แบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถวางแผนการผลิต การตลาด และการดูดซับผลผลิตได้อย่างแม่นยำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ควบคู่กับการจัด &ldquo;ตลาดนัดข้าวเปลือก&rdquo; เพื่อเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงผู้ซื้อโดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังเร่งขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าปริมาณส่งออกปี 2569 ที่กว่า 7 ล้านตัน แม้เผชิญข้อจำกัดจากสถานการณ์โลก พร้อมใช้กลไกการค้าระหว่างประเทศ เช่น การขายแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ให้มีสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าวอยู่ในข้อตกลงการซื้อขาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมผลักดัน &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; สร้างมูลค่าเพิ่ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังผลักดันแนวคิด &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; ซึ่งเป็นข้าวที่มีการพัฒนาเรื่องคุณภาพ เรื่องราว และบรรจุภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้สามารถจำหน่ายได้ในราคาสูง เพราัข้าวไทยมีศักยภาพมาก หากเราสร้างเรื่องราว ใส่นวัตกรรม และทำตลาดอย่างเหมาะสม จะสามารถยกระดับราคาขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวถึงการดูแลเรื่องต้นทุนปัจจัยการเกษตรของเกษตรกรว่า กรมการค้าภายในได้เตรียมกิจกรรม ช่วยลดปัจจัยการผลิตของพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะสินค้าข้าว ในโครงการ &ldquo;ปุ๋ยธงเขียวพลัส&rdquo; ลดราคาปุ๋ยสูงสุดกระสอบละ 300 บาท ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนเกษตรกร ทั้งนี้ โครงการเตรียมเริ่มตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน โดยในระยะแรก (เฟสแรก) จะจัดจำหน่ายรวม 30 แห่ง โดยในเดือนพฤษภาคมกำหนดจัดแล้ว 10 จังหวัด ก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพิ่มเติมในระยะถัดไป เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเกษตรกรได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ได้ยื่นหนังสือจากที่ประชุมถึงแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้กับนางศุภจี พร้อมขอบคุณที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเกษตร และลงพื้นที่รับฟังปัญหาโดยตรง และสมาคมพร้อมกับทำงานร่วมกันกับภาครัฐ เพื่อให้มาตรการต่างๆ เกิดผลอย่างแท้จริง และสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับอาชีพชาวนาไทย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202604282e6814e96669e6c9f0318acfe7cb352b110728.jpg' type='image/jpg' length='963536' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตสวนทุเรียนไทย พร้อมตรวจเยี่ยมกระบวนการคัดบรรจุทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ณ บริษัท แซม-ซัน อินเตอร์ เฟรช จำกัด ตำบลแสลง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10069</link>
<guid isPermaLink="false">3b594aaa380beaa462e8b376ce442733</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 10:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/251_1_.jpg" style="width: 500px; height: 381px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตสวนทุเรียนไทย พร้อมตรวจเยี่ยมกระบวนการคัดบรรจุทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออก โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนหน่วยงานภาคและเอกชนในพื้นที่เข้าร่วม ณ บริษัท แซม-ซัน อินเตอร์ เฟรช จำกัด ตำบลแสลง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยนายภาณุวัชร์ ไหมแก้ว กรรมการผู้จัดการบริษัทฯ อดีตนายกสมาคมผู้ส่งออกทุเรียนและมังคุด รวมถึงผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ ได้บรรยายสรุปขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพทุเรียนก่อนส่งออก ตั้งแต่การตรวจโดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) ร่วมกับ Central Lab Thai ไปจนถึงกระบวนการตรวจปิดตู้โดยด่านตรวจพืชจังหวัดจันทบุรี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ นางศุภจี และคณะ ได้ปล่อยคาราวานผลไม้สู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ การกระจายผลผลิตเข้าสู่ห้าง Modern Trade ในประเทศ และการส่งออกไปยังตลาดจีนด้วยตู้คอนเทนเนอร์ปริมาณกว่า 100 ตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ให้สัมภาษณ์ว่า ได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ศุลกากร และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อควบคุมคุณภาพตั้งแต่การคัดแยกจนถึงการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้ได้เห็นกระบวนการคัดคุณภาพอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งที่ต้องไม่ต่ำกว่า 32% และที่นี่ตั้งเกณฑ์สูงถึง 35% รวมถึงการตรวจสารตกค้างโดยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ทั้งสารแคดเมียม &nbsp;BY2 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจของผู้ประกอบการในการรักษาคุณภาพทุเรียนไทย&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังได้ปล่อยคาราวานตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกไปยังประเทศจีน พร้อมกับการใช้ Influencer จีนไลฟ์สดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยภาพรวมราคาทุเรียนในขณะนี้ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังระบุว่า ได้มีการส่งทีมล่วงหน้าโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปประจำด่านสำคัญ ทั้งเส้นทางผ่านเวียดนามและลาว (ด่านเชียงของ) ไปยังจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ และกระจายการส่งออกไปยังตลาดต่างๆ รวมถึงจีนตอนในและตะวันตก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 30% สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาคุณภาพ หากคุณภาพดีจะช่วยพยุงราคาได้ ขณะเดียวกันกระทรวงได้เตรียมความพร้อมทั้งตู้คอนเทนเนอร์และแรงงาน โดยร่วมกับกระทรวงแรงงานในการพัฒนาทักษะแรงงานรองรับฤดูกาลผลไม้&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนส่งเสริมการบริโภคในประเทศควบคู่กับการส่งออก ผ่านความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน ห้าง Modern Trade ตลาดกลาง และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะการร่วมมือกับ TikTok เพื่อขยายตลาดภายในประเทศ รองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มีกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายทุเรียนไทย ผ่าน Live Commerce เจาะตลาดจีน ผ่านแพลตฟอร์มซื่อผิ่นฮ่าวโดยมี KOL เยี่ยน กงจู่ เยี่ยน เจินเสี่ยน &nbsp;(มีผู้ติดตาม 6 ล้านคน) โดยนางศุภจีได้ร่วม ไลฟ์สดกับ KOL จีนด้วย ซึ่ง กรมฯได้ร่วมมือกับบริษัท ไทยพาวิเลี่ยน จำกัด ร่วมโปรโมทการจำหน่ายทุเรียนไทย ร่วมกับ Top Thai Flagship Store ในจีน โดยการไลฟ์สดจะดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำอีกหลายแหล่ง อาทิ Douyin, Kuaishou และ Taobao ซึ่งเน้นประชาสัมพันธ์การเดินทางของทุเรียนคุณภาพของไทยไปสู่ผูบริโภคชาวจีน คาดว่าจะสามารถจำหน่ายทุเรียนไทยได้ไม่น้อยกว่า 200 ตัน ภายใต้แนวคิด &ldquo;From Farm to Table&rdquo; เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า สถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าผลผลิตรวมทั้งประเทศอยู่ที่ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 ซึ่งภาคตะวันออกทยอยให้ผลผลิตก่อนและคาดว่าช่วงเดือนพฤษภาคมจะมีปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการร่วมกันเพื่อควบคุมทุเรียนไทยให้มีคุณภาพในการส่งออกไปประเทศปลายทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยในปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปตลาดทั่วโลก มีปริมาณ 979,045 ตัน มูลค่า 4,368 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 125,737 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 15.71 ขณะที่ปี 2569 (มกราคม&ndash;มีนาคม) ส่งออกแล้ว 101,773 ตัน มูลค่า 506.60 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 181.05 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก มีการส่งออกในช่วงวันที่ 1 มกราคม &ndash; 22 เมษายน 2569 จำนวน 16,037 ชิปเมนต์ ปริมาณกว่า 252,690 ตัน มูลค่า 29,288 ล้านบาท โดยมีเส้นทางขนส่งสำคัญผ่านด่านเชียงของและด่านนครพนม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้กำหนดแผนผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยปี 2569 ครอบคลุม 3 กลุ่มตลาด ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. ตลาดหลัก: เน้นรักษาตลาดจีน ส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์ทั้งเมืองหลักและเมืองรอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. ตลาดศักยภาพ: ซึ่งรู้จักผลไม้ไทยเป็นอย่างดี ตลาดที่ส่งเสริม ได้แก่ ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. ตลาดส่งเสริมภาพลักษณ์: เน้นสร้างการรับรู้ผลไม้ไทยโดยนำร่องเป็นผลไม้แปรรูป เช่นตลาดในกลุ่ม ตะวันออกกลาง ยุโรป เอเชียใต้ และเอเชียกลาง ในคอนเซ็ปต์ &ldquo;THAILAND: THE LAND OF TROPICAL FRUITS&rdquo; เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในทุกกิจกรรมทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมเดินหน้ากิจกรรมสำคัญ เช่น การจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการขายในต่างประเทศ (Thai Tropical Fruits Golden Months) การใช้ E-Commerce และ Influencer การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อบริหารจัดการผลผลิต ยกระดับมาตรฐานสินค้า และขยายตลาดส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากนั้นนางศุภจี และคณะ ได้เดินทางไปที่ บริษัท เกาฟง จำกัด ณ ตำบลเขาวัว อำเภอท่าใหม่ หารือกับผู้บริหาร เพื่อติดตามการคัดบรรจุทุเรียนคุณภาพแช่แข็งส่งออกต่างประเทศ ดูกรรมวิธีการแกะเนื้อทุเรียนพร้อมแช่แข็งเนื้อทุเรียนด้วยก๊าซไนโตรเจนเหลว เป็นการช่วยยืดอายุและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะร่วมกับนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ลงพื้นที่หารือผู้บริหารจังหวัดหล่างเซิง และสำรวจเส้นทางขนส่งสินค้าผ่านด่านสากลหูหงิ ด่านโหย่วอี้กวน และศูนย์การซื้อขายผลไม้จีน(ฉงจั่ว) - อาเซียน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์และการผ่านแดน รองรับฤดูกาลส่งออกผลไม้ไทยสู่ตลาดจีน ช่วงระหว่างวันที่ 23-25 เม.ย. ด้วย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202604286257d75dbb13c1905e1d0435ea555d1a105952.jpg' type='image/jpg' length='890440' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ณ จังหวัดจันทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10068</link>
<guid isPermaLink="false">614ae003a7689fbfbbbb29908f6e3356</guid>
<pubDate>Tue, 28 Apr 2026 10:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/25_1_.jpg" style="width: 500px; height: 357px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 พร้อมตรวจเยี่ยมแหล่งผลิตจริง ณ สวนสมพงษ์ (ทุเรียน 100 ล้าน) ตำบลจันทเขลม อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เพื่อดูระบบบริหารจัดการคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี นายคัมภีร์ ชื่นบาน และนายชรัตน์ เนรัญชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี รวมถึงนางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy บริษัท TikTok Thailand เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะได้เยี่ยมชมการผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อการส่งออกของ นายสมพงษ์ กลีบมาลี เกษตรกรต้นแบบ พร้อมสาธิตการตัดทุเรียนตามมาตรฐาน และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์แปรรูป รวมถึงทุเรียนคุณภาพภายใต้แบรนด์ &ldquo;Q-Chan&rdquo; ซึ่งเป็นระบบควบคุมคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ปี 2569 คาดว่าผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 33 โดยภาคตะวันออกมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 48 ของทั้งประเทศ และจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริหารจัดการต้องทำทั้งระบบ ปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณร้อยละ 70 และบริโภคในประเทศร้อยละ 30 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้าง Modern Trade กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผนึก TikTok ดัน Live Commerce ขยายตลาด&ndash;เข้าถึงคนรุ่นใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ นางศุภจี เป็นประธานสักขีพยานการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการค้าภายในกับบริษัท TikTok Technologies Ltd. เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทยผ่าน TikTok Shop และ Live Commerce<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และขยายฐานผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติในประเทศไทย ผ่านการใช้คอนเทนต์ดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy บริษัท TikTok Thailand ระบุว่าในปีนี้ TikTok ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนคอนเทนต์เป็นยอดขายจริง โดยสินค้าเกษตรบน TikTok Shop เติบโต 15&ndash;20% และมีครีเอเตอร์ติดตะกร้ากว่า 1.8 ล้านราย ช่วยขยายการเข้าถึงสินค้า ในความร่วมมือในวันนี้ TikTok ยินดีที่จะจัดแคมเปญส่งเสริมการขายร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ โดยพร้อมคูปองและค่าจัดส่งรวมกว่า 6.5 ล้านบาท เพื่อเร่งระบายผลผลิต ควบคู่กลยุทธ์ 3S (Start&ndash;Skill&ndash;Scale) สนับสนุนเกษตรกรตั้งแต่เริ่มขายจนขยายยอด และร่วมผลักดันภาพลักษณ์ &ldquo;Thailand: The Land of Tropical Fruits&rdquo; ผ่านคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสร้างการรับรู้ทุเรียนไทยในวงกว้าง&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เร่งส่งออก&ndash;ขยายตลาดโลก ดันรายได้ทะลุเป้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงได้ส่ง &ldquo;ทีมด่านหน้า&rdquo; โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปที่ประเทศจีน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งออก และตั้งเป้าปีนี้ส่งออกทุเรียน ไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ปีที่ผ่านมา ทุเรียนไทยสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 140,000 ล้านบาท ปีนี้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เรามีความตั้งใจจะเพิ่มยอดให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรทั้งในจันทบุรี ภาคตะวันออก และภาคใต้&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดันแปรรูป&ndash;เพิ่มมูลค่า แก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การแปรรูปเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะการพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ห้องเย็น และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;หากผลผลิตออกมากและส่งออกไม่ทัน อาจกระทบราคา ดังนั้นต้องเพิ่มการแปรรูป ทั้งเพื่อเพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ในหลากหลายวิธี&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;คุณภาพต้องมาก่อน&rdquo; รักษาตลาดระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาการตัดทุเรียนอ่อนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ทุเรียนไทยในตลาดโลก จึงต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ทุเรียนต้องได้มาตรฐาน เช่น ค่าความสุกหรือเปอร์เซ็นต์แป้งต้องไม่ต่ำกว่า 32% หากเรารักษาคุณภาพได้ ราคาจะไม่ตก และตลาดจะเชื่อมั่นในระยะยาว&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันราคาทุเรียนเกรด AB อยู่ที่ประมาณ 135&ndash;140 บาทต่อกิโลกรัม แต่มีแนวโน้มถูกกดดันในช่วงผลผลิตออกมาก โดยเฉพาะเมื่อผลผลิตภาคใต้เข้าสู่ตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าสร้างแบรนด์ประเทศ ผ่านแนวคิด<br />
&ldquo;Thailand: The Land of Tropical Fruits&rdquo; โดยใช้ช่องทางออนไลน์และคอนเทนต์ดิจิทัล เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ทุเรียนไทยคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วโลก</strong></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังปัญหาและเติมเต็มสิ่งที่เกษตรกรยังขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;เรามีความตั้งใจมาช่วยให้ผลไม้ของจันทบุรีมีมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งด้านตลาด การแปรรูป และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ห้องเย็นและโลจิสติกส์ กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อผลักดันทุเรียนไทยให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง และสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้ประเทศ&ldquo;นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260428cc139bca2860b25ecff041f543d0afb4104656.jpg' type='image/jpg' length='992088' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมบูรณาการระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10062</link>
<guid isPermaLink="false">6c1f9a10014876e89c6d67e06594ec37</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/231_1_.jpg" style="width: 500px; height: 345px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่า ทั้งสองกระทรวงได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือในการนำ &ldquo;จุดแข็ง&rdquo; ของแต่ละฝ่ายมาต่อยอดร่วมกัน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ากับการตลาดและการค้า เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;วัตถุประสงค์คือนำจุดแข็งของกระทรวง อว. และกระทรวงพาณิชย์มาต่อเชื่อมกัน เอางานวิจัยความรู้ความสามารถมาช่วยเสริมให้เราทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นการบูรณาการงานเดิมของทั้งสองกระทรวงให้เชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว ผ่านการขับเคลื่อน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.การยกระดับสินค้าเกษตรและอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะ SME โดยนำนวัตกรรมเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.การต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการส่งออก เพื่อสร้างมูลค่าทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.การพัฒนาระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญา ส่งเสริมการจดสิทธิบัตรและคุ้มครองนวัตกรรม เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4.การใช้เทคโนโลยีและงานวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปรับปรุงกฎระเบียบให้รวดเร็ว โปร่งใส<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เป็นการเอางานที่ทั้งสองกระทรวงมีอยู่แล้วมาเชื่อมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศได้เร็วขึ้น&rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ &ldquo;สินค้าไทยช่วยไทย&rdquo; โดยเฉพาะสินค้าในชุมชนและ SME ผ่านการสนับสนุนด้านองค์ความรู้ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ร่วมกับเครือข่ายของกระทรวง อว. &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีแนวทางผลักดัน &ldquo;IP Finance&rdquo; เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก สามารถใช้สิทธิบัตรหรือทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันในการเข้าถึงแหล่งทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราพยายามทำให้ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนหิ้ง แต่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนและสร้างรายได้จริงให้กับประเทศ&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้าน ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีทั้งมิติเร่งด่วนและระยะยาว โดยในระยะเร่งด่วน จะเน้นการช่วยเหลือ SME และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจผ่านการใช้แพลตฟอร์มของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัย เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและถ่ายทอดเทคโนโลยี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เรื่องของ SME และราคาสินค้าเป็นเรื่องเร่งด่วน เราจะใช้แพลตฟอร์มของมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ มาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า&rdquo; ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่ในระยะยาว จะมุ่งวางรากฐานเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยเฉพาะการยกระดับมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา และเร่งกระบวนการจดทะเบียนให้รวดเร็วขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราต้องทำให้ทรัพย์สินทางปัญญามีมูลค่าสูงขึ้น และจดได้เร็วขึ้น โดยกระทรวง อว. จะเป็นกองหน้า และกระทรวงพาณิชย์จะช่วยในเรื่องกฎหมายและระเบียบ&rdquo; ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ทั้งสองกระทรวงเตรียมตั้งคณะทำงานร่วม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มจากกลุ่มสินค้าเป้าหมายที่สามารถยกระดับเป็นสินค้ามูลค่าสูงได้ทันที พร้อมต่อยอดมาตรการ Fast Track ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในสาขาที่มีความพร้อม เช่น การแพทย์และอาหาร</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260424f1b86de48482c8dc58edd4398a399718112411.jpg' type='image/jpg' length='602628' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงนโยบายกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10061</link>
<guid isPermaLink="false">475c6751b5e12fc3b769bdc14f9870a4</guid>
<pubDate>Fri, 24 Apr 2026 11:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/23_1_.jpg" style="width: 500px; height: 331px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ แถลงกำหนดทิศทางการดำเนินงานในระยะต่อไปภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ชู 5 นโยบายหลัก ครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เพื่อรับมือกับสถานการณ์ &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งด้านเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในทุกมิติ โดยมุ่งเป้าหมายสำคัญในการ &ldquo;ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และกระจายโอกาส&rdquo; ให้กับประชาชนและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ กระทรวงพาณิชย์จะยกระดับกลไกการทำงานสู่การบูรณาการแบบคลัสเตอร์ (Cluster) ยึดการแก้ไขปัญหาเป็นศูนย์กลาง (Issue-based) และเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย (Co-Creation) เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพ ตรงจุด และตอบสนองต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจาก &ldquo;วิกฤตซ้อนวิกฤต&rdquo; ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค เช่น ตะวันออกกลาง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ อาทิ แผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะ 5 ปีของจีน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน วิกฤตพลังงานยังส่งผลให้ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การกำหนดนโยบายในวันนี้ไม่สามารถมองเพียงมิติเดียวได้ แต่ต้องบูรณาการทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และพลังงานควบคู่กัน พร้อมทั้งต้องเข้าใจบริบทของประเทศคู่ค้าสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐฯ ยุโรป หรืออินเดีย เพื่อปรับตัวให้ไทยสามารถอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างมั่นคง&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลงาน 6 เดือน Quick Big Win สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 73,000 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2568 &ndash; มีนาคม 2569) กระทรวงพาณิชย์ได้ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวคิด &ldquo;Quick Big Win&rdquo; โดยเน้นมาตรการเร่งด่วนที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในระยะสั้น ควบคู่กับการวางรากฐานระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดำเนินงานผ่าน 7 นโยบายหลัก 19 โครงการสำคัญ และกว่า 80 กิจกรรม ครอบคลุมการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การดูแลค่าครองชีพ การเสริมสร้างศักยภาพ SMEs การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย&ndash;กัมพูชา การรับมือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ การเจรจา FTA และการพัฒนาเทคโนโลยีและกฎระเบียบสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 73,000 ล้านบาท โดยเกษตรกรได้รับประโยชน์มากกว่า 6 ล้านครัวเรือน และผู้ประกอบการได้รับประโยชน์มากกว่า 193,000 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านการลดค่าครองชีพ โครงการร้านยาสุขกายสบายกระเป๋าช่วยลดภาระประชาชนกว่า 5,600 ล้านบาท และกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 16,650 ล้านบาท ขณะที่การส่งเสริมแฟรนไชส์และสินเชื่อ SMEs สามารถสร้างมูลค่าธุรกิจรวมกว่า 1,500 ล้านบาท และขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ การดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด สามารถหมุนเวียนเศรษฐกิจได้กว่า 325 ล้านบาท ขณะเดียวกัน การบุกตลาดใหม่และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 34,000 ล้านบาท และผลักดันให้มูลค่าส่งออกรวมเติบโตต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับนโยบายในระยะถัดไป จะเดินหน้า 5 นโยบายหลัก สร้างสมดุลเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. นโยบายดูแลค่าครองชีพ &ndash; สร้างรายได้ &ndash; ยกระดับชุมชน<br />
กระทรวงพาณิชย์ผลักดันโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; ช่วยลดค่าครองชีพประชาชนและสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในเวลาเดียวกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในระยะแรกจะครอบคลุมสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น สินค้า House Brand กว่า 3,000 รายการ ลดราคาสูงสุด 25&ndash;58% ผ่านสาขาเครือข่ายของห้างโมเดิร์นเทรดกว่า 4,500 สาขา และห้างค้าปลีกค้าส่งท้องถิ่นกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเตรียมร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยขยายจุดจำหน่ายไปยังระดับอำเภอ ตลาดชุมชน และตลาดนัดกว่า 1,000 จุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และเปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ในช่วงแรก 2,000 ราย และสนับสนุนการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ &nbsp;โดยในช่วงแรกจะสนับสนุนสินค้าของ SMEs โดยไม่คิดค่าธรรมเนียม (GP) พร้อมสนับสนุนค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบ ให้กับผู้ซื้อ และในระยะต่อไป จะขยายไปสู่สินค้า &quot;ไทยช่วยไทย&quot;ให้กว้างขึ้น โดยมีแพลตฟอร์มร่วมดำเนินการภายใต้โครงการฯ คือ Thailand Postmart, Nexgen, Shopee, LINE, TikTok, Lazada และจะเชื่อมโยงกับกลไกการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิผลและทั่วถึง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และในเรื่องบริหารจัดการต้นทุนปัจจัยการผลิตเชิงโครงสร้าง เป็นการบริหารและแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำ เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ และเม็ดพลาสติก มาตรการระยะสั้นจะดำเนินโครงการ&ldquo;ปุ๋ยธงเขียวพลัส&rdquo; ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร และระยะยาวจะดำเนินโครงการ &ldquo;ปุ๋ยคนละครึ่ง&rdquo; และการปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง และ ธ.ก.ส. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนเกษตรกรในระยะยาว ตลอดจนแสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่และส่งเสริมวัตถุดิบทางเลือกสร้างความเข้มแข็งและลดความเสี่ยงด้านห่วงสู่อุปทานอุตสาหกรรมไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. นโยบายรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร<br />
พัฒนาและยกระดับสินค้าเกษตรตลอดทั้งระบบห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ผลไม้ &nbsp;โดยกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผันผวน และยืดอายุสินค้าให้นานขึ้น ส่งเสริมการจัดตั้ง &ldquo;ล้งกลาง/ล้งชุมชน&rdquo; เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งและยกระดับมาตรฐานสินค้า รวมถึงผลักดันสินค้า GI และการสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. นโยบายสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs/ชุมชน<br />
เพื่อให้ SMEs เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่าน 7 มาตรการหลัก ได้แก่ (1) ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ (Upskill &amp; Reskill) (2) ขยายเครือข่ายและสร้างผู้ประกอบการผ่านแฟรนไชส์ (Franchise) (3) พัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วย GI (4) เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา (5) ป้องกันและปราบปรามการใช้ตัวแทนอำพราง (Nominee)(6) ป้องกันการทะลักของสินค้านำเข้าและสินค้าที่แอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทย และ (7) สนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ เช่น สินค้าคงคลัง เครื่องจักร หรือทรัพย์สินทางปัญญา เป็นหลักประกันในการเข้าถึงสินเชื่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 4. นโยบายสร้างสมดุลการส่งออก เพื่อสร้างเสถียรภาพและกระจายความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ ผ่านการสร้างสมดุลในมิติผู้ประกอบการ สินค้า ตลาด และการค้าภาคบริการ โดยยึดกลยุทธ์การเชื่อมโยง Supply Chain ของไทย เข้ากับ Supply Chain ของโลก &nbsp;ลดการพึ่งพาตลาดหลักและกระจายสู่ตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา เร่งเจรจา FTA ไทย&ndash;EU และไทย&ndash;เกาหลีใต้ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพภายในประเทศ (Local Content) ด้วยนวัตกรรมการแปรรูปและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการขยายการค้าภาคบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจผู้สูงวัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5. นโยบายยกระดับเทคโนโลยีและปลดล็อกกฎระเบียบ<br />
ขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์สู่ &ldquo;พาณิชย์ดิจิทัล&rdquo; ภายใต้ MOC Plus โดยพัฒนาแพลตฟอร์มบริการแบบครบวงจร &ldquo;จุดเดียว จบ จริง&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบันกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่เชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลแล้ว 180 หน่วยงาน และเตรียมขยายเพิ่มเติมอีก 140 หน่วยงาน เพื่อลดขั้นตอน ลดเวลา และเพิ่มความโปร่งใสในการให้บริการ ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จะงดให้บริการเอกสารในรูปแบบกระดาษ สำหรับหน่วยงานราชการด้วยกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมนำ AI และ Big Data มาใช้บริหารจัดการทำ Dashboard สินค้าเกษตร คาดการณ์ผลผลิตสินค้าเกษตรล่วงหน้า และเตรียมเสนอปลดล็อกกฎระเบียบ 9 ประเภทธุรกิจเป้าหมายไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และสร้างบรรยากาศที่ดีในการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะ *ใช้ &ldquo;วิกฤต&rdquo; เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเน้นการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง การใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เป้าหมายสำคัญ คือ ทำให้ประชาชนสามารถประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างโอกาสให้กระจายได้อย่างทั่วถึง ทั้งในระดับชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตซ้อนวิกฤต และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว&rdquo;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202604244106762c32418de7a93f80ae42bc80d7111338.jpg' type='image/jpg' length='716939' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานเสวนา “พลิกชัยชนะบนสนาม สู่โมเดลรายได้ใหม่ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ณ SCBX NEXT STAGE ศูนย์การค้าสยามพารากอน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10057</link>
<guid isPermaLink="false">a0ed07a63a1408deebf9a295b0bf9374</guid>
<pubDate>Wed, 22 Apr 2026 12:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/21_1_.jpg" style="width: 500px; height: 356px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดงาน World IP Day 2026 เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกีฬาไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ ผ่านการใช้ &ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)&rdquo; เป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ งาน World IP Day 2026 จัดภายใต้แนวคิด &ldquo;IP &amp; Sports: Ready, Set, Innovate&rdquo; มุ่งเชื่อมโยงกีฬาเข้ากับนวัตกรรมและเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมถอดบทเรียนความสำเร็จจากวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย สู่โมเดลการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานเสวนา &ldquo;พลิกชัยชนะบนสนาม สู่โมเดลรายได้ใหม่ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ณ SCBX NEXT STAGE ศูนย์การค้าสยามพารากอน โดยมีร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา นายก้องศักด์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน บุคลากรในแวดวงกีฬา และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า แม้วันทรัพย์สินทางปัญญาโลกจะตรงกับวันที่ 26 เมษายนของทุกปี แต่การจัดงานล่วงหน้าในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ผ่านการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่เป็นโครงสร้างสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล รัฐบาลจึงไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการคุ้มครอง แต่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธีม &ldquo;IP &amp; Sports&rdquo; ในปีนี้สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมกีฬาที่สามารถเชื่อมโยงกับทรัพย์สินทางปัญญาได้ในหลายมิติ ตั้งแต่ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด (broadcasting rights) การสนับสนุนทางการตลาดและสปอนเซอร์ชิป (sponsorships ) การสร้างสินค้าและของที่ระลึก (merchandising) Digital Contents และแพลตฟอร์ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2568 มูลค่าทางเศรษฐกิจของทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกีฬาไทยอยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง หากมีการวางระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการสร้างและใช้ประโยชน์จาก IP อย่างครบวงจร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้าง เช่น การบริหารลิขสิทธิ์ การวางแผนสปอนเซอร์ชิป และการต่อยอดคอนเทนต์กีฬา จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของดิจิทัลคอนเทนต์และแพลตฟอร์มสมัยใหม่&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่า &ldquo;นักกีฬา&rdquo; ในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงผู้แข่งขัน แต่เป็น &ldquo;สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ&rdquo; ที่สามารถสร้างมูลค่าได้จากแบรนด์ส่วนบุคคล และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจในระยะยาว แม้หลังสิ้นสุดเส้นทางการแข่งขัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยยกตัวอย่างกีฬาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงของไทย ได้แก่ ฟุตบอล วิ่ง และวอลเลย์บอล ตามลำดับ ซึ่งโดยเฉพาะวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ภายในงาน มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก &ldquo;หน่อง&rdquo; ปลื้มจิตร์ ถินขาว และ &ldquo;กิ๊ฟ&rdquo; วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ อดีตนักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ร่วมถ่ายทอดแนวคิดการต่อยอด &ldquo;ชื่อเสียง&rdquo; และ &ldquo;ตัวตน&rdquo; สู่การสร้างรายได้ ผ่านการบริหารแบรนด์ การคุ้มครองสิทธิ และการรับมือกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในยุคดิจิทัล เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ยังมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) ได้ร่วมให้คำแนะนำเกี่ยวกับการคุ้มครองและการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าได้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่า การจัดงาน World IP Day 2026 ในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับบทบาทของทรัพย์สินทางปัญญา จาก &ldquo;เครื่องมือคุ้มครอง&rdquo; ไปสู่ &ldquo;เครื่องมือสร้างมูลค่า&rdquo; และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมกีฬาไทยให้เติบโตบนฐานของความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และระบบเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260422e747bd9a934bf09144ca576f0cc6d8bb124540.jpg' type='image/jpg' length='827675' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10048</link>
<guid isPermaLink="false">1cd7af993b5b7342b9f4b2065b411197</guid>
<pubDate>Wed, 08 Apr 2026 13:40:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/8_1_.jpg" style="width: 500px; height: 306px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติก ร่วมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองกระทรวง และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าร่วม หลังที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศให้ &ldquo;เม็ดพลาสติก&rdquo; เป็นสินค้าควบคุม เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี เปิดเผยว่า เม็ดพลาสติกถือเป็นสินค้าต้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งบรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภค จำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแล เพื่อป้องกันผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยการกำหนดมาตรการจะพิจารณาอย่างเหมาะสมตามสถานการณ์ และมีการทบทวนอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ แนวทางบริหารจัดการจะเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.การกำหนดสินค้าเป้าหมาย (Focus Items) เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เวชภัณฑ์ และถุงพลาสติก เพื่อดูแลผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างตรงจุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2. การใช้วัสดุทดแทน รวมถึงหารือผู้ประกอบการในการ Simplify SKU (Stock Keeping Unit) ทำให้รายการสินค้าเรียบง่ายขึ้นลดความซับซ้อน และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ (Redesign) ในระยะยาว เพื่อลดการพึ่งพาพลาสติกและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.ด้านความยั่งยืน (Sustainability) มองว่าเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันประเทศไทยมีขยะพลาสติกประมาณ 2.7 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรีไซเคิลได้เพียงร้อยละ 20&ndash;25 เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมการคัดแยกขยะและการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังควรปรับพฤติกรรมผู้บริโภคลดการใช้พลาสติก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และจะจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการรองรับภาวะขาดแคลน ดูแลต้นทุนและราคาที่เหมาะสมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน พร้อมใช้เป็นโอกาสในการลดการใช้พลาสติกและลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อกำหนดมาตรการทั้งระยะสั้น กลาง และยาว รวมถึงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และป้องกันการกักตุนสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน นางศุภจียังกล่าวถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศหยุดยิงอิหร่านชั่วคราว 2 สัปดาห์ว่า เป็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยให้สถานการณ์ด้านการขนส่งและต้นทุนวัตถุดิบมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะเอื้อต่อการบริหารจัดการสินค้าควบคุมของไทย โดยขณะนี้ยังต้องติดตามสต๊อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอและราคาเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งหารือกับภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อจัดตั้งกลไกเฉพาะกิจ (Task Force) ในการรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติกอย่างเป็นระบบต่อไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202604081c3ffa23a959fa526c2f832f48765011134044.jpg' type='image/jpg' length='166706' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานในงาน “พาณิชย์สัมพันธ์ สืบสานสงกรานต์ไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10047</link>
<guid isPermaLink="false">a290c3fb20c09b2e4a5c2de2fa406d60</guid>
<pubDate>Tue, 07 Apr 2026 11:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/3_1_.jpg" style="width: 500px; height: 382px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงาน &ldquo;พาณิชย์สัมพันธ์ สืบสานสงกรานต์ไทย&rdquo; ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดงานครั้งนี้มีขึ้นเพื่อร่วมสืบสานและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีไทยอันดีงาม เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยภายในงานมีการสักการะ พระบรมสารีริกธาตุ และสรงน้ำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 9 องค์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และกิจกรรมรดน้ำขอพร อันเป็นการแสดงความเคารพและสร้างความสัมพันธ์อันดีภายในองค์กร สะท้อนถึงความสามัคคีและความร่วมมือของบุคลากรกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานที่มีความเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชนในทุกมิติ และมีบทบาทสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนกว่า 60 ล้านคน ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและสถานการณ์วิกฤตที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนจึงต้องร่วมกันทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ด้วยความเข้มแข็ง อดทน และมุ่งเน้นประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอให้ทุกคนมีกำลังใจและพลังในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ รับฟังทุกความคิดเห็นด้วยหัวใจและนำไปสู่การทำงานที่เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยขอให้ยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง และร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ให้สามารถลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ขอบคุณข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร่วมกันปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท ความร่วมมือและความสามัคคีของบุคลากรในองค์กรจะเป็นพลังสำคัญในการนำพาประเทศก้าวผ่านสถานการณ์วิกฤตไปได้อย่างเข้มแข็ง</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260407241a2fa53b1f49297990f70fc98f4a44112321.jpg' type='image/jpg' length='847634' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ’ โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมเปิดงานด้วย เมื่อวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10042</link>
<guid isPermaLink="false">a2ac7219fec0ee19fe7a3b911c4a1872</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 16:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/เม.ย.69/1_1_.jpg" style="width: 500px; height: 344px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด &lsquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rsquo; ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า รัฐบาลได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก จึงได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนเพื่อเข้าไปดูแลปากท้องของประชาชนพร้อมสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการช่วยประชาชน ผ่านสินค้า&lsquo;ไทยช่วยไทย&rsquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยจับมือกับห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ และผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier) เพื่อขอความร่วมมือลดราคาสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน กว่า 3,000 รายการ เริ่มนำร่องดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการค้าส่ง-ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่ 20 ราย ได้แก่ ซีพี แอ๊กซ์ตร้า (Makro, Lotus&rsquo;s) ซีพีออลล์ (7 Eleven) บิ๊กซี (Big C) เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ (GO Wholesale) เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (TOPS/TOPS FOOD HALL/TOPS DAILY/TOPS ONLINE/TOP CARE) เซ็นทรัล วัตสัน เดอะมอลล์ กรุ๊ป (Gourmet Market) ฟู้ดแลนด์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต (Foodland) ซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป (CJ More/CJ Supermarket) และผู้ผลิตชั้นนำอย่าง สหพัฒนพิบูล ยูนิลีเวอร์ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ คาโอ ไวไว ไทยยูเนี่ยน ข้าวมาบุญครอง ข้าวตราไก่แจ้ ข้าวหงส์ทอง ข้าวแสนดี น้ำมันพืชปทุม เพื่อจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ โดยไฮไลต์สำคัญคือการนำสินค้ากลุ่ม House Brand ซึ่งเป็นสินค้าที่ห้างร้านผลิตเอง และสินค้าแบรนด์รอง (Second-tier Brand) ที่มีคุณภาพดีเข้าร่วมลดราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กับผู้ประกอบการทั้งผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายค้าปลีกค้าส่ง ในการนำสินค้าจำเป็นอุปโภคบริโภค 16 ประเภท แบ่งเป็นสินค้าอุปโภค 8 ประเภท และสินค้าบริโภค 8 ประเภท รวมกว่า 3,000 รายการ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 58% เพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นได้ในราคาที่เหมาะสม โดยจะกระจายสินค้าไปยังทุกจังหวัดผ่านเครือข่ายร้านค้าปลีกทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สำหรับสินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo;แบ่งสินค้าเป็น 2 กลุ่มหลักคือ 1) สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และ 2) สินค้าบริโภคที่จำเป็น เช่น ข้าวสาร น้ำตาล ซอส ปรุงรส น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารกระป๋อง โดยมีห้างร้าน และจุดจำหน่ายเข้าร่วมโครงการครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ไม่ต่ำกว่า 25-58% ในกลุ่มสินค้าที่เข้าร่วมรายการ&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ในระยะแรกของโครงการ สินค้าจะมีจำหน่ายประมาณ 2 เดือนจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2569 ก่อนจะมีการหมุนเวียนสินค้ารายการใหม่เข้ามาทดแทน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนพัฒนาสินค้าระดับชุมชน โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการยกระดับสินค้าเพื่อเข้าร่วมโครงการในระยะต่อไป อันจะช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท้องถิ่นและผู้ประกอบการ SMEs<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;สินค้า &lsquo;ไทยช่วยไทย&rsquo; ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยผู้ประกอบการต่างร่วมกันนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเต็มที่&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โดยรัฐบาลมุ่งหวังให้ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน เพื่อให้พี่น้องประชาชนยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ขอเชิญชวนประชาชนสามารถเลือกซื้อสินค้าราคาพิเศษภายใต้สัญลักษณ์โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ณ ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกชั้นนำที่เข้าร่วมทั่วประเทศ โดยรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับความเป็นธรรมและได้รับประโยชน์สูงสุดจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้ และรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการจับมือกันเดินหน้าในวันนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทย และเติมเต็มกำลังใจให้คนไทยก้าวผ่านทุกความท้าทายไปด้วยกันโดยไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง&rdquo; นายกรัฐมนตรี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260401daa8f13c9d65da091604a1c944e47f3b161017.jpg' type='image/jpg' length='177657' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10041</link>
<guid isPermaLink="false">55f475bdbb7f0f3288a9bb79328dbfce</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 10:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/311_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน อาทิ นายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายกุลวุฒิ วนาสวัสดิ์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มยา เวชภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ ประธานสมาคมการค้ากลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ ไมซ์ และกีฬา และประธานสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ &ldquo;ทีมไทยแลนด์&rdquo; เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์เตรียม สินค้า &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เริ่มวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 58% ในสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งเตรียมพัฒนาสินค้าชุมชนและ SMEs เข้าร่วมสินค้า&ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo;ในอนาคต ให้มีช่องทางตลาดมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ การขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุน วัตถุดิบทางการเกษตรราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จ(ข้าวแกง) โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในมิติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว นางศุภจี ระบุว่า ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ (Extreme Polarization) และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งปัจจุบันการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดหลัก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง อาทิ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน (Up-skill / Re-skill) และขยายตลาดต่างประเทศควบคู่กัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณร้อยละ 20&ndash;30 เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว ไปพร้อมกับการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง นอกจากนี้ จะยังผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร (Future Food และ Food Tech) รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการวางกรอบนโยบายในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.Competitiveness การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.Security &amp; Stability การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.Inclusive การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่ SMEs และชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.Resilient Agility การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานอย่างสอดประสาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านภาคเอกชน โดยสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters ได้สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ อาทิ การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการทำงานแบบบูรณาการ &ldquo;ทีมไทยแลนด์&rdquo; เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2026040198d7405bdadb527e740cb8457cccb02c101728.jpg' type='image/jpg' length='830366' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10040</link>
<guid isPermaLink="false">54b103576edb141debb68b0605105a98</guid>
<pubDate>Wed, 01 Apr 2026 10:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/31_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า ภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวเป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วน ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิต และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง)จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล โดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่ง จนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใส และเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง&ndash;ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภค &nbsp;และไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวย้ำว่า ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202604018bfa98225819f2bf06d0ff789b32fbde100059.jpg' type='image/jpg' length='701240' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานแถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10036</link>
<guid isPermaLink="false">6dfe64b88e983adc4960a3510d149761</guid>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 13:50:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/26_1_.jpg" style="width: 500px; height: 324px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า วันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเร่งออกมาตรการดูแลผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยรัฐบาลมีเป้าหมายช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และรักษาสมดุล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า กระทรวงการคลังได้เสนอ 7 มาตรการต่อ ครม. โดยบางมาตรการสามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่บางส่วนต้องผ่านขั้นตอนเพิ่มเติม โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์มีเกี่ยวข้องกับ 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ การดูแลกลุ่มเปราะบาง การควบคุมราคาสินค้า และการช่วยเหลือภาคเกษตรและผู้ประกอบการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาล คือการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจาก 300 บาท เป็น 400 บาท เพื่อใช้ซื้อสินค้าจำเป็นควบคู่กับโครงการลดค่าครองชีพ รวมถึงการพิจารณาช่วยเหลือค่าขนส่งทั้งระบบขนส่งสาธารณะ วินมอเตอร์ไซค์ และไรเดอร์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์เตรียมดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&ldquo; ลดภาระค่าครองชีพร่วมมือกับผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในราคาพิเศษ เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำปลา และเครื่องปรุงรส พร้อมเชื่อมโยงการใช้จ่ายกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโครงการ&rdquo;ไทยช่วยไทย&ldquo;จะประกอบด้วยสินค้ากลุ่มอุปโภคลดราคาสูงสุด 50% และสินค้าบริโภคลดสูงสุด 25% ผ่านสินค้า House Brand ของห้างค้าปลีก โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 เป็นระยะเวลา 2 เดือน และกระจายสินค้าไปยังร้านค้าทั่วประเทศทั้ง 77 จังหวัด รวมถึงร้านโชห่วย เพื่อให้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีการขยายจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ &ldquo;ธงฟ้า&rdquo; ควบคู่กันในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม โดยเน้นเฉพาะพื้นที่จำเป็น เพื่อไม่ให้กระทบผู้ค้ารายย่อยในท้องถิ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านการควบคุมราคาสินค้า ตามที่ประชุมคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 มีแผนปรับเพิ่มสินค้าควบคุมจาก 59 รายการ เป็น 66 รายการ โดยรอบแรกมีการเสนอสินค้าควบคุมใหม่ 3 รายการได้แก่ เม็ดพลาสติก &nbsp;น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส (น้ำปลา ซีอิ้ว) ให้ที่ประชุมครม.พิจารณา เพื่อกำหนดมาตรการกำกับดูแล &nbsp;และสำหรับสินค้าที่เตรียมเสนอ อีก 3 รายการ ได้แก่ มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ ปลากะพง และกากถั่วเหลือง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของมาตรการกำกับดูแลสินค้าควบคุมเดิม มีการยกระดับมาตรการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยแบ่งระดับการกำกับดูแลเป็น<br />
&nbsp;กลุ่มต้องขออนุญาตก่อนขึ้นราคา จากเดิม 8 รายการ เพิ่มเป็น 15 รายการ เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ และน้ำมันปาล์ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กลุ่มต้องแจ้งก่อนปรับราคา 15 สินค้า 2 บริการ และกลุ่มติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิดรวมถึงซอสปรุงรส อาทิ น้ำปลา ซีอิ้ว ที่มีมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิด&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังมีเนื้อสัตว์ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ ที่เป็นสินค้าควบคุมและมีมาตรการแล้ว ซึ่งกระทรวงจะมีการติดตามราคาอย่างใกล้ชิดหากเกิดราคาผันผวน พร้อมที่จะใช้มาตรการในระดับเข้มขึ้นซึ่งเป็นอำนาจตามกฏหมายมาตรา 27<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ลงตรวจสอบราคาสินค้าและบริการอย่างเข้มงวด ล่าสุด (ณ 26 มี.ค.69)ได้ตรวจสถานีบริการน้ำมันแล้ว 1,935 แห่ง ร้านค้าและตลาด 645 แห่ง และร้านปุ๋ย 662 แห่งทั่วประเทศ โดยเน้นตรวจปริมาณสินค้า การแสดงราคา และการจำหน่ายให้ตรงตามราคาที่กำหนด พร้อมเปิดสายด่วน 1569 รับแจ้งเบาะแส หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในภาคเกษตร กระทรวงพาณิชย์เร่งบริหารสต๊อกปุ๋ย พร้อมส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ รวมถึงโครงการ &ldquo;ปุ๋ยธงเขียวพลัส&rdquo; ตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนเกษตรกรกว่า 10 ล้านกระสอบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับผู้ประกอบการ SME มีมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการเชื่อมโยงผู้ผลิตรายใหญ่กับผู้ค้ารายย่อย เพื่อรักษาสภาพคล่องและลดต้นทุนธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ปัญหาเรือสินค้าติดค้างในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ โดยมีการประสานผู้นำเข้าในประเทศปลายทางหรือประเทศใกล้เคียงรับซื้อสินค้า เพื่อลดความเสียหายของผู้ส่งออกไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี ระบุว่า น้ำมันเขื้อเพลิงมีสัดส่วนน้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อประมาณ 7% การสูงขึ้นจะกระทบต้นทุนด้านพลังงาน อาหาร และการขนส่ง โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมฉากทัศน์รองรับในระดับราคาน้ำมัน 80-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และระดับราคาที่สูงกว่า กระทรวงพาณิชย์จะเร่งดำเนินมาตรการอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยืนยันจะใช้ทุกกลไกที่มีในการดูแลราคาสินค้าและบริการอย่างสมดุล ควบคู่กับการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ร่วมกัน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202603272e6814e96669e6c9f0318acfe7cb352b135123.jpg' type='image/jpg' length='749318' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10035</link>
<guid isPermaLink="false">0b55bb4889e2991344fc7cd286771257</guid>
<pubDate>Fri, 27 Mar 2026 13:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/25_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พบกับนายดาร์คีย์ อีเฟรอิม แอฟริกาเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางในการขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกัน การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และเห็นพ้องที่จะเร่งจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ไทย &ndash; แอฟริกาใต้ ให้เกิดขึ้นในปีนี้ โดยยกระดับการประชุมฯ ให้เป็นระดับรัฐมนตรี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยกับแอฟริกาใต้มีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานโดยในปีนี้ เป็นปีที่ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 34 ปี จึงนับเป็นโอกาสดีที่สองฝ่ายจะหาแนวทางในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และการสนับสนุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจผ่านการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงส่งเสริมจุดแข็งระหว่างกันในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบัน เนื่องจากระยะทางที่ไกล จึงทำให้ไทยและแอฟริกาใต้ยังมีประเด็นด้านโลจิสติกส์ และธุรกรรมทางการเงินที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการค้าระหว่างกัน การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์จะสามารถลดทอนอุปสรรคดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าของทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายมีกลไกการประชุม JTC เพื่อหารือประเด็นด้านการค้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง (ทุก 2 ปี) ในโอกาสนี้ สองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งจัดการประชุม JTC ครั้งต่อไปให้เร็วขึ้นจากกรอบระยะเวลาเดิมให้เกิดขึ้นในปีนี้และยกระดับการประชุม JTC เป็นระดับรัฐมนตรีนอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมที่จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับภูมิภาคแอฟริกาเพื่อสนับสนุนข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย-แอฟริกา (Thailand &ndash; Africa Initiative: TAI)อย่างเต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เสริมว่า ไทยและแอฟริกาใต้ตั้งเป้าที่จะขยายการส่งออกสินค้าศักยภาพระหว่างกันเพื่อสร้างสมดุลทางการค้าของสองประเทศ โดยไทยแสดงความพร้อมในการสนับสนุนสินค้าศักยภาพ อาทิ ข้าว อาหารและเกษตรแปรรูป และยานยนต์ โดยเฉพาะข้าวของไทยที่มีคุณภาพและความหลากหลายกว่า 5,000 ชนิด ที่สามารถทานคู่กับอาหารหลากหลายประเภท ในขณะที่แอฟริกาใต้ต้องการส่งออกสินค้า เช่น แอปเปิล แพร์ และไวน์ เพิ่มเติม ไทยเห็นว่าแอฟริกาใต้มีศักยภาพในการเป็นจุดกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาคแอฟริกา เช่นเดียวกับที่ไทยสามารถกระจายสินค้าจากแอฟริกาไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายโอกาสทางการค้าระหว่างกัน ตนได้เชิญชวนผู้ประกอบการแอฟริกาใต้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย อาทิ งาน Bangkok Gems &amp; Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-AnugaAsia และงานแสดงสินค้าและบริการโลจิสติกส์และเทคโนโลยี &nbsp; &nbsp; การขนส่ง TILOG &ndash; LogistiX 2026และในปลายปีนี้กระทรวงพาณิชย์จะส่งคณะผู้แทนเดินทางไปเจรจาการค้าเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะใช้ประโยชน์จากกลไกความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กับ หน่วยงาน Invest SA ของแอฟริกาใต้เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2568 แอฟริกาใต้ เป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 4,010.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปแอฟริกาใต้ 3,227.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากแอฟริกาใต้ 782.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องยนต์ สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ ข้าว เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล และ ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ ส่วนประกอบ และอุปกรณ์ยานยนต์</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260327cc139bca2860b25ecff041f543d0afb4132528.jpg' type='image/jpg' length='411123' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10005</link>
<guid isPermaLink="false">1df6da2236bdef2bf66fa6061b95fe80</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/11_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 332px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมแผนผลักดันการค้าระหว่างประเทศเชิงรุก ปี 2569 ร่วมกับนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) คณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จากทั่วโลก 58 แห่ง ใน 43 เขตเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์การค้าโลกเชิงลึก และกำหนดยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการส่งออกไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามตะวันออกกลาง &nbsp;นโยบายการค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ทำให้ประเทศไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด การส่งออกยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกกว่า 11.1 ล้านล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโครงสร้างการส่งออกพบความท้าทายสำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. การกระจุกตัวของตลาดส่งออก ปัจจุบันไทยพึ่งพาตลาดหลักกว่า 30% ของการส่งออกทั้งหมด และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และพยายามผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. การกระจุกตัวของผู้ส่งออก ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกกว่า 30,000 ราย แต่ผู้ส่งออกรายใหญ่เพียงประมาณ 7,000 ราย มีสัดส่วนการส่งออกถึง 84% ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs มีเพียง 16% จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ SMEs และช่วยหาตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3. โครงสร้างการผลิตที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบสูง จำเป็นต้องเพิ่มสัดส่วน Local Content และส่งเสริมสินค้า Made in Thailand เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ในสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง หรือ VUCA World &nbsp;มาจาก Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity (ความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือ) ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงาน เปลี่ยนเป็น VUCA ที่ประกอบด้วย Vision, Understanding, Clarity, Agility (วิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความคล่องตัว) รับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยนำแนวคิด TAM Model มาใช้ คือ Think Big &ndash; Act Small &ndash; Move Right คือคิดเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนเริ่มจากจุดเล็ก ๆ และปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์อย่างถูกต้องเหมาะสม พร้อมมอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกทำงานเชิงรุก โดยเน้น รักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ (Market Diversification) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลักมากเกินไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับตลาดสำคัญที่ต้องเร่งขยาย เช่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -อินเดียและเอเชียใต้ มุ่งเน้นสินค้าอาหาร วัตถุดิบอุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ เช่นเรื่อง การสนับสนุนวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเมืองรองที่มีชนชั้นกลางและกำลังซื้อเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -จีน เร่งรุกตลาดสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าไลฟ์สไตล์ พร้อมขยายตลาดสู่จีนตะวันตกและจีนชั้นในรวมทั้งใช้ช่องทางออนไลน์และ KOL ในการทำตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ตะวันออกกลาง ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมหาเส้นทางโลจิสติกส์สำรองและรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ญี่ปุ่น โอกาสที่ไทยและญี่ปุ่นจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ยุโรป ในปีนี้ ครบรอบการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต 170 ปี ไทยและฝรั่งเศส ซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดส่งเสริมสินค้าและวัฒนธรรมไทยในภูมิภาคยุโรป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังได้กำชับให้ทูตพาณิชย์ทั่วโลกเร่งผลักดัน สินค้าเกษตรและผลไม้ไทย สู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมเตรียมรองรับฤดูกาลผลไม้ไทยที่กำลังจะออกสู่ตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กระทรวงยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม ธุรกิจบริการของไทย อาทิ ดิจิทัลคอนเทนต์ เกม ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ร้านอาหารไทย และธุรกิจสุขภาพและเวลเนส ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การส่งออกยังคงเป็นความหวังของเศรษฐกิจไทย เราต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำงานเชิงรุกมากขึ้น ทั้งการขยายตลาดใหม่ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไทย และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260316c9a220f24ca77ebdf8130997a6de2823102628.jpg' type='image/jpg' length='936640' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมโครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ (ปีที่ 7) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10004</link>
<guid isPermaLink="false">53d2132fa859f5b4b56e32adfba12829</guid>
<pubDate>Mon, 16 Mar 2026 10:18:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/5_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 328px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ (ปีที่ 7) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการอย่างคึกคัก โดยมีผู้ส่งออกไทยเข้าร่วมจำนวนกว่า 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมเจรจาการค้ากับผู้นำเข้าจำนวน 90 บริษัท จาก 18 ประเทศทั่วโลก ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ส่งผลให้เกิดการจับคู่ธุรกิจรวมกว่า 604 คู่เจรจา สร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 2,977.51 ล้านบาท แบ่งเป็น มูลค่าสั่งซื้อทันที 85.07 ล้านบาท และคาดว่าจะเกิด มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปีอีกกว่า 2,892.44 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สินค้าที่ได้รับความสนใจจากผู้นำเข้ามากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะพร้าว ตามลำดับ สะท้อนถึงศักยภาพและความต้องการผลไม้ไทยในตลาดโลกที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในงานยังมีพิธีลงนาม บันทึกความตกลงซื้อขาย (Memorandum of Purchase: MOP) จำนวน 10 คู่ ระหว่างผู้ส่งออกไทยกับผู้นำเข้าจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อส่งออก มะพร้าวและผักผลไม้อื่น ๆ รวมกว่า 3,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าการค้ารวมกว่า 143 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายตลาดผลไม้ไทยสู่ ภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีศักยภาพสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวสุนันทา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องในวันที่ 6 มีนาคม 2569 โดยนำคณะผู้นำเข้าและผู้ซื้อศักยภาพกว่า 50 ราย จากหลายประเทศ อาทิ จีน ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และไต้หวัน ลงพื้นที่เยี่ยมชมแหล่งผลิตผลไม้คุณภาพของไทย ณ ศูนย์การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพื้นบ้านนนทบุรี (สวนตาก้าน) และ สวนสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยได้รับความร่วมมือจาก พาณิชย์จังหวัดนนทบุรี พาณิชย์จังหวัดนครปฐม และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กิจกรรมดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าต่างประเทศในด้าน คุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานผลไม้ไทย อีกทั้งยังเป็นการวางรากฐานเชิงกลยุทธ์ในการผลักดันผลไม้ไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260316422ce9a4235f03e847807f883d601474101848.jpg' type='image/jpg' length='671216' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน DITP EXPO 2026 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10001</link>
<guid isPermaLink="false">1df185b936e4c65a1bd314b5fe387f10</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 17:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/12_1_.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จัดงาน DITP EXPO 2026 อย่างยิ่งใหญ่ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้ามาตรฐานส่งออกจากผู้ประกอบการไทยกว่า 130 คูหา ครอบคลุมสินค้าเกษตรและอาหาร แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ สุขภาพและความงาม พร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์และเวิร์กช็อปมากมาย ระหว่างวันที่ 11&ndash;13 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน โดยมีนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ศิลปิน ดารา และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองในโอกาสครบรอบ 74 ปีของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา DITP ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทย ทั้งการขยายตลาดส่งออก การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การส่งเสริมแบรนด์สินค้าไทย และการให้บริการข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ภาคธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การมาร่วมเฉลิมฉลองกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือการช่วยพัฒนาผู้ประกอบการไทยให้มีศักยภาพในการส่งออกมากยิ่งขึ้น เพราะการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันต้องพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก แม้การค้าโลกจะมีความไม่แน่นอน แต่กระทรวงพาณิชย์และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีความตั้งใจที่จะดำเนินมาตรการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินธุรกิจและขยายตลาดส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมาไทยมีมูลค่าการส่งออกสูงถึงกว่า 11.1 ล้านล้านบาท เติบโตกว่า 12.4% ซึ่งสะท้อนศักยภาพของภาคธุรกิจไทย อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปจำเป็นต้องเพิ่มทั้ง ศักยภาพและคุณภาพของการส่งออก โดยเฉพาะการยกระดับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ปัจจุบันผู้ประกอบการ SMEs มีสัดส่วนประมาณ 35% ของ GDP ไทย ซึ่งยังสามารถขยายได้อีก กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้มีโอกาสเติบโตมากขึ้น ทั้งการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี การตลาด การบริหารจัดการ รวมถึงการเข้าถึงแหล่งทุนผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น EXIM Bank และ SME D Bank เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นธรรมทางการค้า และการปกป้องผู้ประกอบการไทยจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งผลักดันการขยายการส่งออกไปสู่สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป รวมถึงภาคบริการที่ไทยมีศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 58 แห่งทั่วโลก ทูตพาณิชย์ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า และโอกาสทางตลาดในแต่ละประเทศ เพื่อนำข้อมูลมาช่วยกำหนดแนวทางการส่งเสริมการค้าของไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;การจัดงาน DITP EXPO ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีตของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศความพร้อมของกระทรวงพาณิชย์และทีมประเทศไทยในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้สามารถก้าวข้ามความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และนำสินค้าและบริการของไทยไปสร้างชื่อเสียงในเวทีโลกได้&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ภายในงานมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 135 บริษัท แบ่งเป็นผู้ประกอบการในโซนจำหน่ายสินค้า 107 บริษัท และผู้ประกอบการในโซน Workshop จำนวน 28 บริษัท พร้อมด้วยหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมให้ข้อมูลและบริการแก่ผู้ประกอบการและประชาชน อาทิ สภากาชาดไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์วายไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการ Showcase รางวัลเกียรติยศ การเสวนา การสาธิตทำอาหาร Creative Workshop และกิจกรรมพิเศษจากศิลปิน ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้เข้าชมงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260312499a2246577d7a4dbdc2e101ac88df42171338.jpg' type='image/jpg' length='961757' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA 2026 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานด้วย เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10000</link>
<guid isPermaLink="false">1fa7fbbff47baff33db56ba8831d5cc2</guid>
<pubDate>Thu, 12 Mar 2026 17:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/11_1_.jpg" style="width: 500px; height: 316px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงานแสดงสินค้า THAIFEX &ndash; HOREC ASIA 2026 งานแสดงสินค้าธุรกิจบริการและร้านอาหารครบวงจร โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ร่วมด้วย เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจ HoReCa (โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟและการจัดเลี้ยง) ของภูมิภาคเอเชีย จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (KM) เยอรมนี ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งเป้าดึงดูดผู้เข้าชม ผู้ซื้อ และนักธุรกิจจากทั่วโลกไม่น้อยกว่า 20,000 ราย และคาดสร้างมูลค่าการค้ากว่า 3,500 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า &ldquo;งานแสดงสินค้าTHAIFEX &ndash; HOREC ASIA เป็นเวทีการค้าระดับนานาชาติที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลกได้เชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนร่วมกันกำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรม HoReCa&rdquo; &nbsp;พร้อมระบุว่าการจัดงานครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา รวบรวมสินค้า บริการ และนวัตกรรมอย่างครอบคลุมครบวงจร ตอบโจทย์ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยมีผู้แสดงสินค้าชั้นนำเกือบ 700 บริษัท จาก 35 ประเทศ (รวมประเทศไทย)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน กล่าวเสริมว่า จากความสำเร็จของการจัดงานและการเติบโตของภาคธุรกิจ HoReCaสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของธุรกิจโรงแรมและการบริการของโลก ซึ่งจุดแข็งของไทยไม่ได้อยู่แค่สินค้าและบริการ แต่ยังรวมถึงวัฒนธรรมอาหาร การออกแบบ ไลฟ์สไตล์ ตลอดจน &ldquo;การต้อนรับและไมตรีจิตแบบไทย&rdquo; ที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและขยายโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทยในเวทีสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลผู้นำเข้าราย จากประเทศต่าง ๆ ภายใต้โครงการ &ldquo;มิตรแท้การค้าไทย 2569 (Thailand&#39;s Best Friend)&rdquo; จำนวน 20 ราย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและแสดงความขอบคุณในความร่วมมือแก่กลุ่มผู้นำเข้ารายสำคัญ ผู้ที่มีบทบาทในการขยายตลาดและช่วยลดอุปสรรคทางการค้าของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับงานแสดงสินค้า THAIFEX &ndash; HOREC ASIA 2026 จัดขึ้นบนพื้นที่กว่า 35,000 ตารางเมตร รวบรวมผู้ประกอบการและแบรนด์จากนานาประเทศ ครอบคลุม 9 กลุ่มสินค้า ได้แก่ Bakery &amp; Ice-Cream, Caf&eacute; &amp; Bar, Cleaning &amp; Laundry, Dining, Furnishing, Kitchen, Services, Tech และ Wellness พร้อม โซนพิเศษ HoReCaFood<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานยังอัดแน่นด้วยไฮไลต์มากมาย อาทิ พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม THAIFEX &ndash; HOREC Xperiential Zone, งานเสวนาสร้างองค์ความรู้โดยผู้เชี่ยวชาญ THAIFEX &ndash; HOREC Academy, การมอบรางวัลนวัตกรรมดีเด่น THAIFEX &ndash; HOREC Innovation Awards, การแข่งขันงานแม่บ้านโรงแรมชิงแชมป์ประเทศไทย Thailand Ultimate Housekeeping Challenge, การแข่งขันคั่วกาแฟระดับอาเซียน ASEAN Coffee Roasting Championship และกิจกรรมอบรมและสาธิตการประเมินคุณภาพกาแฟ ACF Coffee Appreciation Protocol ที่คนทำธุรกิจคาเฟและคอกาแฟไม่ควรพลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานแสดงสินค้า THAIFEX &ndash; HOREC ASIA 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11&ndash;13 มีนาคม 2569 เวลา 10.00&ndash;18.00 น. ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1&ndash;2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าชมงานฟรีได้ที่ www.thaifex-horec.asia</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260312c9a220f24ca77ebdf8130997a6de2823170418.jpg' type='image/jpg' length='785785' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9978</link>
<guid isPermaLink="false">43a2872646c0359c7c9c18a4e88d977f</guid>
<pubDate>Tue, 10 Mar 2026 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/5_1_.jpg" style="width: 500px; height: 328px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการเชิงรุก จัด &ldquo;โครงการจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สด ผลไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตรอื่น ๆ &rdquo; เชิญผู้นำเข้า ผู้ซื้อ และตัวแทนจำหน่ายศักยภาพสูงจาก 18 ประเทศทั่วโลก รวม 94 บริษัท เข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการไทย 101 บริษัท จาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 600 นัดหมาย ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online คาดสร้างมูลค่าการเจรจาการค้าไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมเป็นสักขีพยานการลงนามบันทึกความตกลงซื้อขาย (MOP) 10 คู่ กับผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดว่า โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการ &ldquo;หาตลาดล่วงหน้า&rdquo; ก่อนฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาด ช่วยกระจายผลผลิตและเสริมความมั่นคงด้านราคาให้เกษตรกร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราต้องให้ความใส่ใจทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ งานวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผู้ประกอบการให้แข็งแรง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถก้าวสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้น&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 6 ราย ที่ได้รับคัดเลือกเป็น &ldquo;Agri-Export Stars&rdquo; ดาวรุ่งศักยภาพสูง และจะได้เข้าร่วมเจรจาการค้าในงาน THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 พร้อมขอบคุณคณะกรรมการและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ร่วมผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ภายในงาน ยังมีพิธีลงนาม MOP ระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จำนวน 10 คู่ รวมปริมาณกว่า 3,000 ตัน ซึ่งจะช่วยขยายฐานการส่งออกผลไม้ไทยในระยะยาว แม้อยู่ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาค โดยรัฐมนตรีฯ ได้ส่งกำลังใจให้คู่ค้าทางธุรกิจ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นในคุณภาพผลไม้ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ยังกล่าวถึงโอกาสสำคัญของ &ldquo;สับปะรดไทย&rdquo; ในตลาดสหรัฐอเมริกา ภายหลังสหรัฐมีการใช้มาตรา 122 ซึ่งมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีกว่า 1,000 รายการ และหนึ่งในนั้นคือสับปะรด โดยยังมีระยะเวลาสิทธิประโยชน์ประมาณ 150 วัน จึงเป็นช่วงเวลาทองที่ผู้ประกอบการควรเร่งรุกตลาด เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูปที่เกี่ยวข้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับทิศทางปี 2569 กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand: The Land of Tropical Fruits&rdquo; ด้วยมาตรการบริหารจัดการผลไม้ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การขนส่ง การตลาด การส่งเสริมภาพลักษณ์ และการลดอุปสรรคการค้า มุ่ง &ldquo;วางรากฐานโครงสร้างใหม่&rdquo; เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน และส่งเสริมเกษตรคาร์บอนต่ำ รวมถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีฯ ระบุว่า ตนจะนำคณะลงพื้นที่ด่านเวียดนามและจีน ติดตามการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์ในช่วงฤดูกาลผลไม้ โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านด่านสำคัญ ทั้งทางรถ ราง และเรือ เพื่อให้การระบายผลผลิตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมเน้นย้ำการเพิ่มสัดส่วนการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดความเสี่ยงจากผลผลิตล้นตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ผลไม้เป็นสินค้าเกษตรส่งออกอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกผลไม้สดและแปรรูปปริมาณกว่า 4.44 ล้านตัน มูลค่า 8,962 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 294,129 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 3.83 ตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และมาเลเซีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงการจับคู่ธุรกิจครั้งนี้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 มีเป้าหมายรักษาตลาดเดิม บุกตลาดใหม่ และเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยผู้นำเข้าที่เข้าร่วมมาจาก 18 ประเทศ อาทิ จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม ฮ่องกง อาร์เจนตินา โปแลนด์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย อินเดีย สาธารณรัฐเช็ก อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร รัสเซีย และเดนมาร์ก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยภายในงานยังมีกิจกรรมคู่ขนานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.กิจกรรม Agri-Export Stars Pitching Challenge<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.พิธีลงนามบันทึกตกลงซื้อขาย (MOP) ไทย&ndash;UAE<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.กิจกรรมให้คำปรึกษาด้านการส่งออก ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 22 หน่วยงาน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.การนำเสนอสินค้าเด่นจากทุกภูมิภาค ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5.กิจกรรมสาธิตปรุงอาหารและเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของผลไม้ไทยในตลาดโลกขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้แปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอให้ทุกท่านรักษาคุณภาพ ให้ผลไม้ไทยคงความพรีเมียม หากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าผลไม้ไทยจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260310422ce9a4235f03e847807f883d601474133727.jpg' type='image/jpg' length='671216' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 เมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9963</link>
<guid isPermaLink="false">6db367c6cc7bfb09f4b35e0182bdcc8a</guid>
<pubDate>Mon, 02 Mar 2026 15:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/มี.ค. 69/2_1_.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบให้นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 ว่า &ldquo;วันนี้ได้มีการประชุมเพื่อรับทราบความพร้อมของตัวแทนจากทุกภาคส่วนตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ภาครัฐ เอกชน และภาคการตลาดที่เกี่ยวข้องกับมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทั้งการผลิต การแปรรูป การขนส่ง และการตลาด ซึ่งต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมประชุมหารือในการแก้ไขปัญหา ควบคุมคุณภาพ และการเตรียมการขยายตลาดกันมาหลายครั้ง เพราะปีนี้เราคาดว่าจะมีผลผลิตสินค้าผลไม้เพิ่มขึ้น และประเทศคู่แข่งก็มีผลผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวต่อว่า &ldquo;สิ่งที่คาดหวังควบคู่กับมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 ซึ่งเป็นแผนระยะเร่งด่วน คือแผนการบริหารสินค้าเกษตรระยะ 1-5 ปี จากนี้ไป เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเราต้องให้ความสำคัญเรื่องปริมาณผลผลิตที่แม่นยำ (AI) พื้นที่และเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสม (Zoning) การสร้างชุมชนเกษตรเข้มแข็งในการแปรรูป การลดต้นทุน การทำตลาดล่วงหน้า (Contract Farming) และควบคุมคุณภาพ ทั้งการตรวจสอบย้อนกลับ การควบคุมล้งต่างชาติให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม&nbsp;<br />
รวมถึงการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยอัตลักษณ์ การสร้างแบรนด์ และการแปรรูปผลไม้เพื่อเพิ่มมูลค่าซึ่งช่วยชะลอผลผลิตให้ทยอยเข้าสู่ตลาด ซึ่งต้องสอดคล้องกับลักษณะตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ และมีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการใช้กลไกของ Trading Firm / Distributor ในการเจาะตลาดใหม่ด้วย&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการประชุมหารือการเตรียมความพร้อมมาตรการบริหารสินค้าผลไม้ ปี 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการเตรียมความพร้อมในระยะเร่งด่วน 1 ปี โดยการแก้คอขวด &ndash; สร้างเสถียรภาพราคา &ndash; ป้องกันสินค้าล้นตลาด โดยกระทรวงพาณิชย์เดินหน้ามาตรการบริหารจัดการสินค้าผลไม้ ปี 2569 ระยะเร่งด่วน 3 ด้าน 8 มาตรการ ภายใต้แนวคิด &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; ครอบคลุมการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างเสถียรภาพราคา ลดความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผลไม้ไทย โดยแบ่งเป็น<br />
ด้านการผลิต&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรการที่ 1. บริหารจัดการอุปทานเชิงรุก มุ่งบริหารจัดการอุปทานเชิงรุกผ่านการจัดทำ Fruit Dashboard กลาง เพื่อรวบรวมข้อมูลผลผลิตและสถานการณ์ตลาดแบบเรียลไทม์ วางแผนโซนนิ่งการเก็บเกี่ยวแบบเหลื่อมเวลา ลดการกระจุกตัวของผลผลิต ส่งเสริมการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาด&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรการที่ 2. สร้างมาตรฐานและความเชื่อมมั่นด้านคุณภาพ โดยเร่งขยายระบบ GAP และ GMP การตรวจสอบย้อนกลับ เพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพสินค้า ควบคุมมาตรฐาน &ldquo;4 ไม่&rdquo; และกำกับดูแลการนำเข้าสินค้าประเภทเดียวกันจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรการที่ 3.เตรียมความพร้อมด้านแรงงาน ผ่านการอบรมแรงงานคัด&ndash;ตัดผลไม้ การต่ออายุใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว และอำนวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายแรงงานในช่วงฤดูผลผลิต เพื่อให้การเก็บเกี่ยวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านการแปรรูปและการขนส่ง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรการที่ 4 ลดการสูญเสียหลังเก็บเกี่ยวและเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยดูดซับผลผลิตส่วนเกินเข้าสู่ภาคการแปรรูป ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ตามแนวคิด Zero Waste พัฒนามาตรฐานโรงคัดบรรจุ (Packing House) ของกลุ่มเกษตรกรให้ได้มาตรฐานสากล&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรการที่ 5 เตรียมความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ทั้งการบริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์ การอำนวยความสะดวกด่านส่งออก&ndash;นำเข้า การเจรจาขยายเวลาเปิด&ndash;ปิดด่านสำคัญ และผลักดันการขนส่งทางรางเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่ ด้านการตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรการที่ 6 ส่งเสริมตลาดในประเทศ มุ่งกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านการทำ MOU ล่วงหน้าระหว่างห้างค้าปลีก ผู้ส่งออก และโรงแปรรูป เชื่อมโยงผลไม้กับภาคการท่องเที่ยวและบริการ จัดกิจกรรม Kick-off ฤดูกาลผลไม้ไทย สนับสนุนการจำหน่ายผ่านช่องทาง Online และ Offline ขยายตลาดผ่านนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย และส่งเสริมการบริโภคผลไม้คุณภาพสูงรวมถึงสินค้า GI เพื่อเพิ่มมูลค่าและการรับรู้ของผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มาตรการที่ 7 ส่งเสริมตลาดต่างประเทศ เน้นขยายโอกาสการค้าเชิงรุกผ่านการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ ใช้ Trading Company เป็นกลไกเจาะตลาดใหม่ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในต่างประเทศ และเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและกระจายความเสี่ยงตลาดส่งออกของผลไม้ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และมาตรการที่ 8 สื่อสารภาพลักษณ์ผลไม้ไทยให้เป็นเอกภาพ ผ่านการสื่อสารภายใต้แบรนด์ &ldquo;Thailand : The Land of Tropical Fruits&rdquo; จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และแคมเปญสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ผลไม้ไทย ใช้ Influencer และ KOL ถ่ายทอดเรื่องราวสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและบริหารจัดการการสื่อสารเชิงลบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคและยกระดับผลไม้ไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน.<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สถานการณ์ภาพรวมผลผลิตผลไม้ของไทยปี 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าผลผลิตรวมของผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน ลำไย สับปะรด มะม่วง มังคุด ส้มเขียวหวาน เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ และอื่นๆ จะมีปริมาณรวมประมาณ 6.91 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 5.8 หรือเพิ่มขึ้นราว 0.379 ล้านตัน สะท้อนแนวโน้มการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการออกผล โดยเฉพาะทุเรียนซึ่งยังคงเป็นผลไม้หลักของประเทศ คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตรวม 1.89 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 21 หรือประมาณ 330,000 ตัน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเตรียมมาตรการบริหารจัดการด้านการผลิต การตลาด และการกระจายผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคาในช่วงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากตาม 8 มาตรการดังกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &nbsp;ระบุว่า นอกจากมาตรการบริหารผลไม้ปี 2569 ซึ่งเป็นแผนระยะเร่งด่วนแล้ว กระทรวงฯ ยังเชื่อมโยงกับแผนบริหารสินค้าเกษตรระยะ 1&ndash;5 ปี เพื่อสร้างความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบ &ldquo;เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในมิติ เกษตรแม่นยำ จะให้ความสำคัญกับข้อมูลปริมาณผลผลิตที่แม่นยำ โดยใช้ AI และระบบข้อมูลกลางในการคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้า จัดทำ Zoning พื้นที่ปลูกและเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่และความต้องการตลาด ส่งเสริม Contract Farming และการทำตลาดล่วงหน้า ควบคู่ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อสร้างความเชื่อมั่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้าน เกษตรมั่นคง จะมุ่งสร้างชุมชนเกษตรเข้มแข็ง สนับสนุนการรวมกลุ่มและการแปรรูปเพื่อลดความเสี่ยงรายได้ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ ตลอดจนกำกับดูแลล้งและผู้ประกอบการต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและเสถียรภาพด้านราคา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วน เกษตรยั่งยืน จะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยอัตลักษณ์และการสร้างแบรนด์ แปรรูปผลไม้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง สอดคล้องความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้กลไก Trading Firm/Distributor เจาะตลาดใหม่&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ปีนี้เราไม่ได้มุ่งเพียงการระบายผลผลิตตามฤดูกาล แต่กำลังวางระบบบริหารจัดการทั้งโครงสร้าง เพื่อให้ปริมาณสอดคล้องกับตลาด ยกระดับคุณภาพ เพิ่มมูลค่า และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน&rdquo; ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ กล่าว.</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202603026d283a0eb007683e94c72317741975ae155310.jpg' type='image/jpg' length='802669' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายอุบัยด์ ซาอีด อุบัยด์ บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประจำประเทศไทย เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9937</link>
<guid isPermaLink="false">ccf61b9b95aef16efa4cdf817e5caa85</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.พ.69/25_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พบกับนายอุบัยด์ ซาอีด อุบัยด์ บินฏอริช อัลฎอฮิรี เอกอัครราชทูตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับ UAE และการยืนยันความตั้งใจที่จะสรุปการเจรจา FTA ระหว่างสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และโรคระบาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในด้านต่าง ๆ ผนวกกับการที่ UAE เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าสินค้าอาหารเป็นหลัก ไทยจึงพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวของ UAE ด้วยสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล รวมถึงการเป็นศูนย์กลางอาหารฮาลาลของเอเชียด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ตนยังได้เสนอแนวคิดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Model) ซึ่งจะไม่ใช่เป็นเพียงการส่งเสริมการค้าขายสินค้าอาหารระหว่างกัน แต่อาจรวมถึงการจัดทำกลไกสำรองสินค้า การจัดหาสินค้าในภาวะฉุกเฉินและเร่งด่วน และการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองฝ่ายตระหนักถึงประโยชน์อันมหาศาลจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) ไทย&ndash;UAE ซึ่งมีความคืบหน้าในการเจรจาไปแล้วกว่าร้อยละ 80 และเห็นพ้องกันที่จะทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถหาข้อสรุปได้โดยเร็ว โดยตนพร้อมที่จะหารือกับทุกภาคส่วน เพื่อรับฟังข้อคิดเห็น สร้างความเข้าใจ และขับเคลื่อนการเจรจาต่อไปบนพื้นฐานที่ไทยจะได้ประโยชน์สูงสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี ทิ้งท้ายว่า ทั้งสองฝ่ายยังตระหนักถึงโอกาสในการส่งเสริมความร่วมมือในหลากหลายสาขา ซึ่งนอกเหนือจากความร่วมมือด้านอาหารแล้ว ยังมีสาขาอื่น ๆ อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ ภาคบริการ การส่งเสริม MSMEs และตนได้เชิญชวนเอกชน UAE เข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย เช่น งาน Bangkok Gems &amp; Jewelry งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX&ndash;Anuga Asia และงานแสดงสินค้านานาชาติที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง THAIFEX &ndash; HOREC ASIA<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยใน UAE เนื่องจากทราบว่าผู้ค้าใน UAE มีความชื่นชอบในอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับ 2 ของไทยไป UAE ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในกลุ่ม GCC และตะวันออกกลาง โดยการค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 21,596.74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออกไป UAE 4,499.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจาก UAE 17,097.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ น้ำมันดิบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ น้ำมันสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และก๊าซธรรมชาติ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260226cc139bca2860b25ecff041f543d0afb4105550.jpg' type='image/jpg' length='127440' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ เข้าหารือกับ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เมื่อวันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9936</link>
<guid isPermaLink="false">13f14fd8b780bb2b672c2445d687d2e1</guid>
<pubDate>Thu, 26 Feb 2026 10:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.พ.69/24_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และคณะ ได้ร่วมรับประทานอาหารค่ำและเข้าหารือตามคำเชิญของ นายจาง เจี้ยนเว่ย์ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ณ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวขอบคุณฝ่ายจีนที่ให้การสนับสนุนการนำเข้าข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย โดยปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยเฉลี่ยประมาณวันละ 30,000 คน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือความคืบหน้าความร่วมมือด้านการค้า โดยเฉพาะการส่งออกข้าวไทยไปยังจีน ภายใต้กรอบความร่วมมือจำนวน 500,000 ตัน ซึ่งมีกำหนดส่งมอบล็อตแรกภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ ปริมาณ 40,000 ตัน โดยฝ่ายจีนแสดงความตั้งใจที่จะเร่งรัดการสั่งซื้อเพิ่มเติม เพื่อให้ครบตามเป้าหมายภายในปี 2569 พร้อมย้ำความพร้อมในการเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าส่งออกของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจและการลงทุน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการกำกับดูแลนักธุรกิจและนักลงทุนที่เข้ามาดำเนินกิจกรรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฝ่ายจีนยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำดังกล่าว และพร้อมให้ความร่วมมือกับประเทศไทยในการบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ฝ่ายจีนยังสะท้อนถึงทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ ซึ่งมีแนวโน้มที่บริษัทชั้นนำของจีนจะขยายการลงทุนมายังประเทศไทย คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่าหมื่นล้านบาท พร้อมทั้งสร้างการจ้างงานและเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมของไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ฝ่ายจีนย้ำจุดยืนของรัฐบาลจีนว่าไม่สนับสนุนสินค้าด้อยคุณภาพหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และพร้อมประสานความร่วมมือกับฝ่ายไทยในการกำกับดูแลกระบวนการศุลกากรและการนำเข้าให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น และได้ระบุถึงความสำคัญของความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูง ซึ่งถือเป็นโครงการยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทต่อการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาค และแสดงความพร้อมที่จะผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยในการหารือ ฝ่ายจีนได้กล่าวชื่นชมบทบาทของนายกรัฐมนตรีไทยในฐานะผู้นำที่สามารถแสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ภายในเวลาอันสั้น มีความตรงไปตรงมา จริงจังต่อการปฏิบัติหน้าที่ และมีความเป็นกันเอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ในการกระชับความสัมพันธ์ไทย&ndash;จีนในทุกมิติ จากสถานการณ์สงครามทางการค้า จีนพร้อมที่จะเป็นตลาดสำคัญในการนำเข้าสินค้าจากไทย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260226bd40957259ffee884447a03956e16886104538.jpg' type='image/jpg' length='280476' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 73 โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้ารับเสร็จ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9929</link>
<guid isPermaLink="false">d0b9f964317d3c27ad50582b5ee67ba5</guid>
<pubDate>Mon, 23 Feb 2026 10:22:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.พ.69/22_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ (Bangkok Gems and Jewelry Fair) ครั้งที่ 73 จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ผู้อำนวยสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (GIT) ผู้ร่วมจัดงาน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และผู้บริหารหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องร่วมรับเสด็จ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;บางกอกเจมส์&rdquo; นับเป็นงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญ 1 ใน 4 ของโลก และเป็นกลไกหลักในการตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่สำคัญของโลก เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยทุกระดับ ได้พบและเจรจาการค้ากับคู่ค้าจากทั่วโลก สร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงเป็นเวทีสร้างภาพลักษณ์อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ช่วยตอกย้ำจุดเด่นของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยในเรื่องคุณภาพ ความประณีต ทักษะฝีมือเชิงช่างชั้นสูง ในระดับโลกอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงตัดแถบแพรเปิดงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครั้งที่ 73 และทอดพระเนตรนิทรรศการ &lsquo;TREASURE OF DREAMS&rsquo; SIRIVANNAVARI X BEAUTY GEMS ซึ่งเป็นการจัดแสดงคอลเลกชั่นจิวเวลรี่ชั้นสูง ทรงออกแบบโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสร้างสรรค์โดยช่างฝีมือชั้นสูงของไทย สะท้อนพระปณิธานในการสานต่อพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญางานหัตถศิลป์ไทย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ &nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กราบทูลถวายรายงานความโดยสังเขปว่า อัญมณีและเครื่องประดับไทย ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นหนึ่งในสามสินค้าส่งออกหลักที่ทำรายได้สูงสุดมาอย่างต่อเนื่อง กว่า 4 แสนล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เริ่มจัดงานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair เป็นครั้งแรกในปี 2526 ปัจจุบัน Bangkok Gems เติบโตอย่างก้าวกระโดด และได้รับการยอมรับจากผู้ซื้อให้เป็นงานแสดงสินค้าจิวเวลรี่สำคัญ 1 ใน 4 ของโลก สำหรับงานครั้งที่ 73 นี้ ได้มีการขยายพื้นที่จัดงานครอบคลุมอาคาร 1 ถึง 8 ชั้น G, LG และเพลนารี่ ชั้น 1 มีผู้เข้าร่วมจัดแสดงจากทั้งในและต่างประเทศรวม 1,222 บริษัท 2,794 คูหา คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกรวมกว่า 45,000 คน และสามารถสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่น้อยกว่า 3,500 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานแสดงสินค้า Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bkkgems.com หรือ facebook.com/Bangkokgemsofficial</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260223752b86ea3a1dec081729449d0dbcc2e4102921.jpg' type='image/jpg' length='199348' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานร่วมเปิดการสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ “Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand” เมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9919</link>
<guid isPermaLink="false">83ec99c8ebe717ad6442580709ed8466</guid>
<pubDate>Tue, 17 Feb 2026 09:44:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.พ.69/16_1_.jpg" style="width: 500px; height: 364px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ITD ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ UN Trade and Development (UNCTAD) และสมาคมนักเรียนเก่าฮาร์วาร์ดแห่งประเทศไทย จัดเวทีสัมมนาวิชาการนานาชาติหัวข้อ &ldquo;Navigating Global Trade Shifts: Insights from the UNCTAD Trade and Development Report and Strategic Implications for Thailand&rdquo; ณ ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ และผ่านระบบ Hybrid โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 150 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกจากรายงาน Trade and Development Report 2025 (TDR 2025) และกำหนดยุทธศาสตร์การค้าของไทยให้สอดรับกับบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD และอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก World Trade Organization กล่าวปาฐกถาพิเศษ ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวต้อนรับ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.ศุภชัย พาณิชยภักดิ์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเชิงโครงสร้างจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับห่วงโซ่อุปทาน และแนวโน้มใหม่ของการค้าโลก อาทิ trade diversion, friendshoring และ re-globalization ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.ศุภชัยชี้ว่า การทูตเศรษฐกิจในปัจจุบันต้องก้าวข้ามมิติทางการเมืองแบบเดิม ไปสู่การพิจารณาประเด็น geo-strategic economic issues อย่างรอบด้าน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับบทบาทของ digitalization ในกรอบความตกลงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศกำลังพัฒนา หากสามารถปรับตัวด้านเทคโนโลยีและนโยบายได้อย่างทันท่วงที<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในมิติความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ดร.ศุภชัยได้ย้ำถึงบทเรียนจากวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่เกิดจากความหละหลวมของการกำกับดูแลสถาบันการเงิน และเตือนว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุน การขยายตัวของตลาดทุน และการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ที่พึ่งพาการกู้ยืมสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ได้หากขาดการบริหารจัดการเชิงนโยบายที่เหมาะสม ดังนั้น ความยืดหยุ่นทั้งด้านการเงินและการค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ดร.ศุภชัยเสนอว่า ท่ามกลางความท้าทายระดับโลก ประเทศจำเป็นต้องสร้างเสถียรภาพภายในให้เข้มแข็งเป็นลำดับแรก ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง การลดภาระหนี้ครัวเรือน และการลงทุนด้านสังคม เช่น การศึกษาและสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรมใหม่ที่มุ่งเน้นเทคโนโลยี การเกษตรแห่งอนาคต และการกระจายตลาดและผลิตภัณฑ์ (diversification) เพื่อลดความเปราะบางจากความผันผวนภายนอก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ยังเน้นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการค้า การเงิน และการพัฒนา โดยเฉพาะบทบาทของ Trade Finance ที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าและป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบในภาคการเงิน ตลอดจนความสำคัญของความร่วมมือทางการเงินระดับภูมิภาค เช่น กลไกความร่วมมือด้านการเงินที่สามารถทำหน้าที่เป็นกันชนต่อวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.ศุภชัยสรุปว่า โลกจะไม่กลับไปสู่รูปแบบเดิมของโลกาภิวัตน์ แม้จะมีการปฏิรูปสถาบันพหุภาคี โดยระบบการค้าโลกจำเป็นต้องได้รับการประคับประคองผ่านความร่วมมือพหุภาคีที่เข้มแข็ง และควรมุ่งสู่ &ldquo;development-oriented globalization&rdquo; หรือโลกาภิวัตน์ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การค้าแม้จะเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต แต่ต้องตอบโจทย์การพัฒนา และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเชื่อมโยงและยกระดับเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเข้มแข็งในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า TDR 2026 มีความสำคัญอย่างยิ่งและทันต่อสถานการณ์ โดยรายงานได้เน้นย้ำว่า &ldquo;การค้าและการเงินต้องดำเนินควบคู่กัน&rdquo; อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคี และบูรณาการนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องปรับตัวทั้งในมิตินโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการทูตเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากในบริบทปัจจุบัน นโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการต่างประเทศไม่สามารถดำเนินแยกส่วนได้อีกต่อไป แต่ต้องเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างบูรณาการ นโยบายการต่างประเทศในปัจจุบันจึงต้องมีความรอบด้าน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยการทูตเศรษฐกิจไม่ได้มุ่งเพียงการเปิดตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความเชื่อมั่น เสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่นำไปสู่ประโยชน์ต่อประชาชนและความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในเชิงการดำเนินนโยบาย กระทรวงการต่างประเทศได้กำหนดยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจที่มุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทย การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในด้านการสร้างความเชื่อมั่น ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกทางการค้า การปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย และการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงด้านความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการสนับสนุนระบบการค้าโลกที่ยึดกติกาเป็นฐาน และการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ไทยมุ่งวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่มีความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังปรับเปลี่ยน โดยเครือข่ายสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลทั่วโลกจะมีบทบาทเชิงรุกในการเชื่อมโยงนักลงทุนและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธุรกิจสตาร์ทอัพ ให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ในตลาดโลก ควบคู่กับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล การบินและโลจิสติกส์ การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และหุ่นยนต์ รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานและทุนมนุษย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ความแตกกระจายของระบบเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดต้นทุนที่แท้จริง และไม่มีประเทศใดสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของการค้าโลกได้โดยลำพัง ประเทศไทยจึงสนับสนุนความร่วมมือพหุภาคีในรูปแบบเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภูมิภาค และการสร้างหุ้นส่วนกับประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และลาตินอเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความร่วมมือในกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบ &ldquo;Team Thailand&rdquo; โดยกระทรวงการต่างประเทศจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านการค้า การต่างประเทศ และเศรษฐกิจของไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยการทูตจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาส ขณะที่นโยบายการค้าจะช่วยต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวทิ้งท้ายว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกกำหนดไม่เพียงโดยกลไกตลาดเท่านั้น แต่ยังได้รับอิทธิพลจากภูมิรัฐศาสตร์และระบบการเงินระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยประเทศกำลังพัฒนามักได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ดังนั้น ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และ UNCTAD ยังคงมีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลเชิงวิเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบายที่อิงหลักฐานสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้การค้าและการพัฒนายังคงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง ยั่งยืน และครอบคลุมในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของ กระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความแตกแยก ความผันผวน และความไม่แน่นอนในระดับสูง โลกกำลังเผชิญกับภาวะ Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว อย่างไรก็ตาม ไทยยังคงยึดมั่นในหลักการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับทุกประเทศ บนพื้นฐานของความเปิดกว้าง ความครอบคลุม และการเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งถือเป็นจุดยืนสำคัญที่ไทยยืนหยัดมาอย่างต่อเนื่องในทุกเวทีระหว่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ไทยมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค แต่ภายใต้สถานการณ์การเบี่ยงเบนทางการค้าของโลก ไทยจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยปัจจุบันไทยให้ความสำคัญกับการเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การลงทุนด้านดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ไทยได้เดินหน้าขยายความร่วมมือทางการค้าผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างต่อเนื่อง โดยมี FTA ที่ลงนามและมีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ ขณะเดียวกันยังมีความตกลง FTA กับศรีลังกา ภูฐาน และเอฟตา ที่อยู่ระหว่างกระบวนการให้มีผลบังคับใช้ โดยเฉพาะความตกลงกับเอฟตา ซึ่งเป็น FTA มาตรฐานสูง และจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายความร่วมมือทางการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) ในอนาคต รวมถึง FTA ไทย&ndash;แคนาดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทันต่อกระแสการค้าโลก เพื่อส่งเสริมการส่งออก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน รัฐมนตรีฯ กล่าวว่า กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างโอกาสทางการค้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งไทยในฐานะประธานการเจรจาพร้อมผลักดันและอำนวยความสะดวกให้ความตกลงดังกล่าวเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การค้าไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือของทีมไทยแลนด์ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือ Trust ถือเป็นเสมือนสกุลเงินตราใหม่ของการค้าระหว่างประเทศ&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้แทนจาก UN Trade and Development (UNCTAD) ได้แก่ ดร. Anastasia Nesvetailova หัวหน้าสาขานโยบายเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา และ ดร. Nicolas Maystre นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส จากกองยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์และการพัฒนา ได้นำเสนอภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญ &ldquo;ความไม่สมดุลระหว่างการค้าและการเงิน&rdquo; (Trade-Finance Asymmetry) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเชิงระบบอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการกระจุกตัวของเงินทุน การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐเศรษฐกิจ และระดับหนี้สาธารณะของประเทศรายได้น้อยที่เพิ่มสูง โดยกว่า 35 จาก 68 ประเทศอยู่ในภาวะเสี่ยงหนี้หรือภาวะจมอยู่กับหนี้ ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศยิ่งซ้ำเติมต้นทุนทางการเงิน ทำให้ประเทศเปราะบางต้องกู้เงินเพื่อฟื้นฟูจากภัยพิบัติ ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังลดลง และก่อให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่าง &ldquo;หนี้&ndash;การเงิน&ndash;สภาพภูมิอากาศ&rdquo; ซึ่งเป็นแหล่งความไม่เสถียรสำคัญของเศรษฐกิจโลกในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้แทน UNCTAD เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูประบบการเงินระหว่างประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการกำกับดูแลความเสี่ยงเชิงระบบต้องครอบคลุมภาคการเงินทั้งหมด รวมถึงสถาบันการเงินนอกระบบอย่าง &ldquo;Shadow Banking&rdquo; พร้อมเสริมประสิทธิภาพกลไกการปรับโครงสร้างหนี้ และเพิ่มบทบาทการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉับพลัน ทั้งในด้านการลดผลกระทบ การปรับตัว และการชดเชยความเสียหาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในมิติของการค้าโลก ชี้ว่าการค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจจริงเพียงอย่างเดียว แต่ยังถูกกำหนดโดยวงจรการเงินโลก (Global Financial Cycle) ผ่านสภาพคล่องทางการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงของตลาดการเงิน และนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐที่ส่งผลให้การค้าและการผลิตโลกชะลอตัว และเมื่อความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น ปริมาณการค้าโลกก็มีแนวโน้มลดลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับแนวโน้มการค้าโลก คาดว่าการค้าโลกจะเติบโตประมาณ 4.4% ในปี 2025 แต่ในปี 2026 มีความเสี่ยงชะลอตัว โดยเฉพาะการค้าสินค้า จากแรงกดดันของมาตรการภาษี ความไม่แน่นอนทางการค้า และความผันผวนทางการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดเล็กและประเทศรายได้น้อยมากที่สุด ขณะที่ภาคบริการมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าการค้าสินค้า โดยปัจจัยหนุนระยะสั้นมาจากการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าและการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ UNCTAD ยังชี้ให้เห็น &ldquo;ช่องว่างสำคัญ&rdquo; ในการวิเคราะห์การค้าโลก ซึ่งมักละเลยมิติทางการเงิน โดย Trade Finance มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมช่วงเวลาระหว่างการส่งสินค้าและการชำระเงิน รวมถึงเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ประกันความเสี่ยง และกลไกค้ำประกันทางการเงิน ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และตลาดการเงิน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านโครงสร้างเศรษฐกิจโลก แนวโน้มภูมิภาคนิยมใหม่ (New Regionalism) และการกระจายความเสี่ยงกำลังมีความท้าทายมากขึ้น เนื่องจากระบบการเงินมีบทบาทต่อการค้าเพิ่มสูงขึ้น โดยการพัฒนาตลาดทุนระดับภูมิภาค การบูรณาการทางการเงิน และระบบการเงินที่เข้มแข็ง จะช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและกระตุ้นการลงทุนในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้แทน UNCTAD ยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายแบบบูรณาการ (Holistic Policy Framework) เพื่อรับมือความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยต้องเสริมสร้างรายได้ภาครัฐ ระบบการเงินภายในประเทศ ตลาดทุนระดับภูมิภาค และความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการเงินและสภาพภูมิอากาศ ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึกแบบข้ามภาคส่วน เพื่อระบุความเปราะบางของระบบการค้าโลก และเพิ่มการประสานนโยบายด้านการค้า การเงิน และการพัฒนา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ประเทศกำลังพัฒนายังคงเผชิญความเปราะบางสูงจากความผันผวนทางการเงิน ความเสี่ยงค่าเงิน และความไม่แน่นอนด้านกฎการค้า โดยเฉพาะประเทศที่เปราะบางด้านภูมิอากาศซึ่งต้องแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่าการค้า การเงิน และการพัฒนาต้องดำเนินควบคู่กัน และการปฏิรูประบบการเงินโลกถือเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทความเสี่ยงด้านภูมิรัฐเศรษฐกิจ การเงิน และสภาพภูมิอากาศที่ทวีความซับซ้อนมากขึ้นในเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เวทีสัมมนาครั้งนี้ตอกย้ำว่า &ldquo;การค้า การเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และสภาพภูมิอากาศ&rdquo; เป็นปัจจัยที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออกในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ กระทรวงพาณิชย์จะนำข้อเสนอเชิงนโยบายจากรายงาน TDR 2025 และข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วนมาบูรณาการสู่การกำหนดยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทย โดยมุ่งเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันบทบาทของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้าง มีความสมดุล และมีความรับผิดชอบต่อระบบการค้าโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260217d9e76ee47ed3f8a0920bd13e13d49516094455.jpg' type='image/jpg' length='872363' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9877</link>
<guid isPermaLink="false">12a43604d6d3bd3ee46f40aa81010bdd</guid>
<pubDate>Tue, 03 Feb 2026 15:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ก.พ.69/2_1_.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) จัดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. ในหัวข้อ &ldquo;เศรษฐกิจไทย 2569: ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง&rdquo; (Thailand&rsquo;s Economy 2026: Restructuring for an Inclusive Future) เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความก้าวหน้าขององค์กรและสะท้อนวิสัยทัศน์สู่อนาคต ผ่านการนำเสนอผลงานของบุคลากร สนค. การสาธิตระบบสำคัญ และการเผยแพร่องค์ความรู้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานเสวนา Trade Talk ครบรอบ 11 ปี สนค. ในหัวข้อ &ldquo;เศรษฐกิจไทย 2569: ปรับโครงสร้าง วางอนาคตทั่วถึง&rdquo; (Thailand&rsquo;s Economy 2026: Restructuring for an Inclusive Future) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานกว่า 200 คน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ โดยประเด็นด้านความมั่นคงและการค้าได้ผนวกรวมเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่ผู้นำ ผู้บริหาร และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องใช้เป็นหัวใจสำคัญในการตัดสินใจ คือ ข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นสถานะของประเทศ เข้าใจบริบทโลก และกำหนดทิศทางการดำเนินนโยบายได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การค้าระหว่างประเทศในยุคใหม่ไม่ควรมุ่งเพียงการซื้อขายสินค้า แต่ต้องพัฒนาไปสู่การสร้างพันธมิตรทางการค้า บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องทำการบ้านเชิงลึก ทำความเข้าใจว่าคู่ค้านำสินค้าและบริการของไทยไปใช้ประโยชน์อย่างไร อยู่ในห่วงโซ่อุปทานใด เพื่อให้ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวต่อว่า ข้อมูลที่ดีไม่เพียงช่วยให้มองเห็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ ขณะที่ข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีคุณภาพ เป็นรากฐานของความเชื่อมั่น โดย &ldquo;Trust&rdquo; ถือเป็นหัวใจสำคัญของโลกการค้าในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ในฐานะคลังข้อมูลด้านการค้าที่มีความน่าเชื่อถือ และเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการดำเนินธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันสะท้อนสัญญาณที่น่าสนใจ แม้ตัวเลขทางเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ -0.14% และการส่งออกปีที่ผ่านมาเติบโตถึง 12.9% มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 11.1ล้านล้านบาท แต่ในความเป็นจริง ประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกถึงภาวะค่าครองชีพสูง รายได้ไม่มั่นคง และกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่สามารถตอบโจทย์คุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเสวนาในครั้งนี้ สนค. ได้นำเสนอการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยปี 2569 ผ่านการเชื่อมโยงภาพเศรษฐกิจมหภาค การค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กำลังกระทบเศรษฐกิจไทย อาทิ สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงินบาท ราคาพลังงาน และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังขาดการเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะระหว่างราคา รายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สนค.ชี้ให้เห็นว่า แม้การส่งออกไทยจะเติบโตอย่างโดดเด่น แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่กับผู้ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ SMEs มีอัตราการอยู่รอดค่อนข้างต่ำ และมูลค่าการส่งออกยังกระจุกตัวในไม่กี่จังหวัด สนค. จึงเสนอแนวคิด Harmonizing Trade เพื่อประสานพลังระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย ผ่านการปรับโครงสร้างการค้าใน 3 มิติ ได้แก่ การปรับสมดุลโครงสร้างสินค้า การส่งเสริมสินค้าที่สร้างโอกาสให้ SMEs และการกระจายผลประโยชน์ทางการค้าไปสู่ทุกภูมิภาค เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่การค้าไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านฐานรากของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคเกษตร สนค. ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับข้าวไทยซึ่งกำลังเผชิญภาวะผลผลิตล้นตลาด จากสินค้าเกษตรทั่วไปไปสู่ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; หรือ ข้าวมูลค่าสูงผ่านแนวคิด Demand Driven โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์และกำหนดตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ โดย สนค. ใช้ PRISM Model เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์และระบุตลาดเป้าหมายของข้าวไทยในอนาคต เพื่อประเมินศักยภาพตลาดและกำหนดกลยุทธ์การค้าข้าวอย่างแม่นยำ ช่วยให้การผลิตและการส่งออกข้าวไทยสอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก สร้างรายได้ที่มั่นคง ลดความผันผวน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ภาคบริการซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์หลักใหม่ของเศรษฐกิจไทย ยังเผชิญความท้าทายจากความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของรายได้ สนค. เสนอแนวทางการพัฒนาภาคบริการให้เติบโตอย่างทั่วถึง ผ่านการสร้างเครือข่าย SMEs Network ลดต้นทุนด้วย Service Commons ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และการส่งเสริมแนวคิดTime-based Economy เศรษฐกิจฐานเวลา เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้สู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สนค. ได้นำเสนอกรอบนโยบายเศรษฐกิจแบบทั่วถึง (Inclusive Policy) ภายใต้แนวคิด S-H-A-R-P 5 กลไก เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structure Linkage) เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ (High-Value &amp; Sustain) เสริมพลัง SMEs (Align SMEs) ปลดล็อกการเติบโตระดับภูมิภาค (Regional Unlock) และใช้ข้อมูล เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างแม่นยำ (Precision with Brain &amp; Technology) โดยมุ่งหวังให้การเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถสะท้อนเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ สนค. ยังได้เปิดตัว Mascot สนค. &quot;น้องดาวเหนือ&quot; ที่ชอบกินข้อมูล ย่อยข้อมูลยากให้เป็นเรื่องง่าย พร้อมสำหรับการบริการประชาชน และให้ผู้บริหารใช้ตัดสินใจได้อย่างเฉียบคม ขอเชิญติดตามพบกับ &quot;น้องดาวเหนือ&quot; และ เศรษฐกิจเคี้ยวง่าย ได้ทางช่องทางต่าง ๆ ของ สนค. ต่อไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202602036d283a0eb007683e94c72317741975ae150816.jpg' type='image/jpg' length='610280' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 ณ โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9871</link>
<guid isPermaLink="false">f7dde5f6ffb19aef7e5a9bb2d7af8d6f</guid>
<pubDate>Mon, 02 Feb 2026 10:13:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./31_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานในพื้นที่ และผู้เข้าร่วมพิธี ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ โรงเรียนพระปริยัติธรรม วัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และผู้ร่วมพิธี ได้ร่วมกันทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ถวายข้าวสารอาหารแห้ง และประกอบพิธีทางศาสนาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และน้อมถวายความจงรักภักดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;โดยบรรยากาศการประกอบพิธีเป็นไปด้วยความสงบ สำรวม และสมพระเกียรติ สะท้อนถึงความพร้อมเพรียงและความเคารพศรัทธาของข้าราชการและประชาชน ที่ร่วมใจกันน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านอย่างสุดซึ้ง</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202602028bfa98225819f2bf06d0ff789b32fbde101402.jpg' type='image/jpg' length='430701' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดตัวโครงการ “Prime Minister’s Export Award 2026” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9866</link>
<guid isPermaLink="false">ba36349164c02d2f49b24cbca3b3609c</guid>
<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 11:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./291_1_.jpg" style="width: 500px; height: 364px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ &ldquo;Prime Minister&rsquo;s Export Award 2026&rdquo; รางวัลเกียรติยศสูงสุดของประเทศด้านการส่งออก เปิดรับสมัครผู้ประกอบการไทยเข้ารับการคัดเลือก วันนี้- 12 มีนาคม 2569 พร้อมจัดเสวนาในหัวข้อ &ldquo;Transformation with Trust &ndash; การเปลี่ยนผ่านสู่ความเชื่อมั่นที่ยั่งยืน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; วันที่ 29 มกราคม 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมในพิธี นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการ และสื่อมวลชนเข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กล่าวว่า รางวัล Prime Minister&rsquo;s Export Award เป็นรางวัลต้นแบบที่รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวและยกระดับธุรกิจให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยยอมรับว่าปีนี้และในระยะต่อไปเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทย รายได้ภายในประเทศมีข้อจำกัดจากโครงสร้างประชากรที่ลดลง ทำให้ &ldquo;การส่งออก&rdquo; ยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า แม้ปีที่ผ่านมาไทยจะมีการส่งออกขยายตัวเฉลี่ยราว 12% ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกก่อนการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของ GDP แต่ในระยะต่อไปไทยไม่สามารถพึ่งพาตลาดเดิมเพียงอย่างเดียว จำเป็นต้อง &ldquo;รักษาตลาดเดิม และเร่งขยายตลาดใหม่ควบคู่กัน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมเสนอกรอบการขับเคลื่อนผู้ประกอบการ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.Expand ต่อยอดและขยายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการจากจุดแข็งที่มีอยู่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.Enable ยกระดับศักยภาพบุคลากรและองค์กร ให้มีทักษะรองรับความท้าทายใหม่ของโลกธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.Empower ภาครัฐ ปรับระบบการทำงานให้เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และแม่นยำ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ว่าไม่ใช่สิ่งที่ต้องหวาดกลัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพการผลิต การวางแผนกลยุทธ์ และการคาดการณ์ตลาด โดยผู้ประกอบการที่ใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขัน พร้อมเตือนถึง &ldquo;กับดักของผู้บริหาร&rdquo; ที่มักไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไร ซึ่ง AI สามารถช่วยเติมเต็มจุดอ่อนดังกล่าวได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผู้ประกอบการส่งออกต้องเตรียมพร้อมต่อกติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้แล้ว โดยระบุว่า &ldquo; การปรับตัว ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด&rdquo; และรางวัลในปีนี้จะให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม มีโมเดลธุรกิจสีเขียว และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการไทยต้องสร้างอัตลักษณ์และความแตกต่างให้สินค้าและบริการ เพื่อให้แบรนด์ไทยเป็นตัวเลือกที่ตลาดต้องการ และผู้ได้รับรางวัลจะได้รับการรับรองจากรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ว่าเป็นผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานระดับสากล สามารถเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการรายอื่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายหลังการมอบรางวัล กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะผลักดันสินค้าและบริการของผู้ได้รับรางวัลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ SME ไมโครเอสเอ็มอี และวิสาหกิจชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่มีความตั้งใจปรับตัวและยกระดับมาตรฐาน สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า Prime Minister&rsquo;s Export Award เป็นรางวัลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่า 33 ปี เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการไทยที่มีความเป็นเลิศในด้านคุณภาพสินค้าและบริการ การสร้างแบรนด์ นวัตกรรม และความยั่งยืน โดยในปี 2569 จัดภายใต้แนวคิด &ldquo;Transformation with Trust : Sublime Roots, Global Reach&rdquo; เพื่อสะท้อนการพัฒนาและการปรับตัวของผู้ประกอบการไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แบรนด์ประเทศไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับปี 2569 จะมีการมอบรางวัลรวม 56 รางวัล ครอบคลุม 7 ประเภทรางวัล 11 สาขา โดยกรมฯ ได้พัฒนาหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้สอดคล้องกับทิศทางการค้าโลก และมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและเอกชนร่วมพิจารณาอย่างเข้มข้น เพื่อยกระดับรางวัลให้เป็นเครื่องมือทางการตลาดในการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อและผู้นำเข้าทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงานยังมีการเสวนาในหัวข้อ &ldquo;Transformation with Trust &ndash; การเปลี่ยนผ่านสู่ความเชื่อมั่นที่ยั่งยืน&rdquo; โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคการค้าและภาคเอกชน ได้แก่ คุณกรด โรจนเสถียร กรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณวรวรินทร์ แสนพูลทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการค้า บริษัท บูโอโน่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และคุณวีระชน ขาวผ่อง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็น เอส แอล ฟู๊ดส์ จำกัด (มหาชน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้ารับการคัดเลือก Prime Minister&rsquo;s Export Award 2026 ตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม &ndash; 12 มีนาคม 2569 ผ่านเว็บไซต์ pmaward.ditp.go.th</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260130d4bda75212fa1d1ab5d56499a12282ba110242.jpg' type='image/jpg' length='710382' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนา “Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9865</link>
<guid isPermaLink="false">1c0b5e8c90b0cc60ac18d35ccd48cb15</guid>
<pubDate>Fri, 30 Jan 2026 10:52:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./29_1_.jpg" style="width: 500px; height: 335px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเวทีสัมมนา &ldquo;Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand&rdquo; ระดมความคิดเห็นจากผู้แทนสถานทูต หอการค้าต่างประเทศในไทย ภาคเอกชน และนักลงทุนกว่า 600 ราย เพื่อนำไปพัฒนาระบบบริการ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวให้ทันสมัย สะดวก และสอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลก พร้อมย้ำเดินหน้าอำนวยความสะดวกนักลงทุนที่ดำเนินธุรกิจถูกกฎหมาย ควบคู่การปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายและนอมินีอย่างจริงจัง สร้างความเชื่อมั่นและยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการลงทุนแห่งใหม่ของภูมิภาค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา &ldquo;Shaping the Future of Foreign Business Facilitation in Thailand: ทิศทางการอำนวยความสะดวกสำหรับธุรกิจต่างชาติ ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542&rdquo; ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น ว่า โลกเศรษฐกิจปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งโครงสร้างการค้าและห่วงโซ่อุปสงค์อุปทาน ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้ด้วยการลงทุนภายในประเทศเพียงลำพัง จำเป็นต้องเปิดกว้างและเชื่อมต่อกับนักลงทุนจากทั่วโลก เพื่อเสริมเทคโนโลยี ทักษะ และองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปี 2568 ประเทศไทยมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ประมาณ 1.35 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงและสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและการแปรรูปอาหาร และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.พาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลตั้งเป้าเร่งให้เม็ดเงินลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมผ่านกลไกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถเกิดขึ้นจริงไม่น้อยกว่า 4.81 แสนล้านบาทในปีนี้ โดยจะสนับสนุนใน 2 ด้านหลัก คือ 1) การพัฒนาบุคลากร ผ่านโครงการ &ldquo;Skill Bridge&rdquo; เชื่อมโยงความต้องการของนักลงทุนกับตลาดแรงงานไทย เติมทักษะด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และ 2) การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบและใบอนุญาตให้รวดเร็ว โปร่งใส และเป็นระบบดิจิทัลมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีศักยภาพเป็น &ldquo;ประตูสู่อาเซียน&rdquo; ด้วยทำเลที่ตั้งด้านโลจิสติกส์และเครือข่ายความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่บังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และอยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับ รวมถึงแผนเจรจา FTA ใหม่กับสหภาพยุโรป เกาหลีใต้ และแคนาดา ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนที่ตั้งฐานการผลิตในไทยสามารถขยายตลาดสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้สะดวกยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการลงทุนภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 42 จากปีก่อนหน้า สะท้อนบทบาทของกฎหมายฉบับนี้ในการเป็นกลไกสำคัญรองรับการลงทุนจากต่างชาติควบคู่กับการรักษาความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ดำเนินนโยบาย &ldquo;ดูแลคนดีเต็มที่ ปราบคนไม่ดีจริงจัง&rdquo; โดยตั้งแต่ต้นปี 2569 ได้ออก 4 มาตรการ 2 คำสั่ง เพื่อป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินี อาทิ การเชื่อมโยงข้อมูลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบบัญชีม้า และการใช้เทคโนโลยี AI เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงการคลัง เพื่อตรวจสอบผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่อาจถูกนำชื่อไปใช้ทำนิติกรรมอำพราง ส่งผลให้จำนวนบริษัทเข้าข่ายต้องสงสัยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งยกระดับบริการผ่านระบบ e-Foreign Business ลดระยะเวลาพิจารณาใบอนุญาตให้เข้าสู่กระบวนการอนุมัติภายใน 1 เดือน จัดทำคู่มือการยื่นคำขอที่ชัดเจน และอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับลดประเภทธุรกิจที่ต้องขออนุญาตจำนวน 10 ธุรกิจ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การสัมมนาวันนี้มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารทิศทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ รับฟังข้อเสนอจากภาคธุรกิจ และพัฒนากฎหมาย ระบบ และบริการให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในห่วงโซ่อุปทานของโลก&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรมฯ มีบทบาทสำคัญในการเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ให้บริการนักลงทุนต่างชาติภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พร้อมเดินหน้ายกระดับการอำนวยความสะดวก สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และลดอุปสรรคด้านขั้นตอนและระยะเวลาในการขออนุญาต เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถเริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีต้นทุนต่ำลง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กรมฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลนักลงทุนที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต ซึ่งเป็นกลุ่มที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย เพิ่มการจ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ให้แก่แรงงานไทย เพื่อยกระดับทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังดำเนินการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีและการประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยบูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในการคัดกรองและติดตามพฤติกรรมที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติว่าประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็ง โปร่งใส และเป็นมิตรต่อการลงทุนอย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่นักลงทุนดีสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนคุณภาพในระยะยาว&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260130d626fdf0d55c4fcd865e3ddf42fd9df1105318.jpg' type='image/jpg' length='139737' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางสาวแคเธอริน หว่อง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพุธที่ 28 มกราคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9846</link>
<guid isPermaLink="false">6139a972afe55635ddd9a533f60027a6</guid>
<pubDate>Thu, 29 Jan 2026 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./281_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวแคเธอริน หว่อง เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย หารือความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารแนวใหม่ เร่งสรุปเจรจาการค้าดิจิทัลอาเซียน และเสริมแกร่งความร่วมมือในสาขาศักยภาพ อาทิ ความมั่นคงด้านพลังงาน และการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เพื่อขยายโอกาสทางการค้า การลงทุน และเสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญระหว่างกัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ได้เสนอโมเดลความมั่นคงทางอาหารระหว่างไทยกับสิงคโปร์ โดยชวนสิงคโปร์เป็นพันธมิตรร่วมกันสร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตร และอาจให้ภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วม โดยมีภาครัฐนำ รวมทั้งอาศัยบทบาท trading hub ของสิงคโปร์ขยายสู่ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นการต่อยอดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารระหว่างไทย&ndash;สิงคโปร์ ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน (joint benefit) ตามข้อตกลงระหว่างกระทรวงพาณิชย์ของไทยกับกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมของสิงคโปร์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เพิ่มเติมด้วยว่า &ldquo;ไทยและสิงคโปร์จะสนับสนุนกันและกันในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจะร่วมกันผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ที่คืบหน้าไปกว่า 83% ให้สามารถสรุปผลได้ภายในเดือนเมษายนนี้&rdquo; ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีมาตรฐานการค้าดิจิทัล สร้างสภาพแวดล้อมและความเชื่อมั่นในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ SMEs ในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนภายในอาเซียนให้มากขึ้น พร้อมกันนี้ ฝ่ายสิงคโปร์ยินดีสนับสนุนไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เพื่อหนุนเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และเพิ่มโอกาสการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการส่งเสริมผู้ประกอบการ และการอำนวยความสะดวกด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของไทยกับประเทศสมาชิก DEPA ได้แก่ สิงคโปร์ ชิลี นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ และประเทศสมาชิกใหม่ในอนาคต &nbsp;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ สิงคโปร์ชื่นชมบทบาทเชิงรุกของไทยในการพัฒนาตลาดการซื้อขายคาร์บอนเครดิต โดยเฉพาะการลงนามข้อตกลงภาคสมัครใจว่าด้วยการถ่ายโอนผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระหว่างกันภายใต้ความตกลงปารีส เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะเป็นกรอบสำคัญในการจัดทำกระบวนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตระหว่างไทยกับสิงคโปร์ รวมถึงการกำหนดประเภทกิจกรรมที่ได้รับการรับรอง ทั้งนี้ สิงคโปร์มีแผนจะนำคณะนักธุรกิจเข้ามาเจรจาจับคู่ทางธุรกิจ เพื่อเร่งรัดให้เกิดโครงการแรกโดยเร็ว โดยทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่าจะช่วยยกระดับความร่วมมือด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ของไทยและสิงคโปร์ภายในปี 2593 ตลอดจนจะร่วมมือกันด้านพลังงานทางเลือกและความมั่นคงทางพลังงานในอาเซียน (ASEAN Power Grid)&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สิงคโปร์เป็นคู่ค้าลำดับ 3 ของไทยในอาเซียนและอันดับ 9 ในโลก ภาพรวมการค้าสองฝ่ายในปี 2568 มีมูลค่ารวม 19,658.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.75% ไทยส่งออก 12,045.65 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.21% ขณะที่การนำเข้าจากสิงคโปร์ มูลค่า 7,613.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.08% สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และแผงวงจรไฟฟ้า ขณะที่สินค้านำเข้าจากสิงคโปร์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช และแผงวงจรไฟฟ้า</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260129c221f98cc5e180d9106929871b464fdd104946.jpg' type='image/jpg' length='7076653' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เรื่อง “ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้?” เมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9845</link>
<guid isPermaLink="false">e192b60037829adc23fa4afe6ef31987</guid>
<pubDate>Thu, 29 Jan 2026 10:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./28_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><strong><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาภายใต้โครงการเสริมสร้างความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางการค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เรื่อง &ldquo;ประเทศไทยกับ RECIPROCAL TARIFF เดินหน้าต่อหรือพอแค่นี้?&rdquo; ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300 คน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เผชิญความขัดแย้งและภาวะ &ldquo;ขั้วอำนาจสุดโต่ง&rdquo; ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนเชิงรุก โดยเน้นการวางตำแหน่งประเทศไทยเป็น &ldquo;พันธมิตร&rdquo; ในห่วงโซ่อุปทานโลก และยกระดับบทบาทไทยให้เป็นส่วนสำคัญของระบบการผลิตของประเทศคู่ค้า ผ่านการเข้าใจความต้องการของตลาด การพัฒนามาตรฐาน และการแสวงหาประโยชน์ร่วม เพื่อสร้าง &ldquo;ความเชื่อมั่น&rdquo; หรือ Trust Currency ซึ่งถือเป็นสกุลเงินที่สำคัญที่สุดของการค้า ทั้งนี้ แม้มาตรการภาษีตอบโต้และอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีจะเพิ่มความท้าทายมากขึ้น แต่การเจรจา การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) อย่างมีประสิทธิภาพ และการบริหารนโยบายอย่างต่อเนื่อง จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและประเทศ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมยืนเคียงข้างและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัวและก้าวผ่านความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้เข้าร่วมการเสวนาร่วมกับ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ-หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงินตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยในการเสวนาฯ ได้ย้ำว่าการป้องกันการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นเรื่องที่กรมการค้าต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ อย่างเข้มข้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการให้ความรู้กับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับแนวทางป้องกันและตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าที่ส่งออกจากไทยมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยจริง ทั้งนี้ ในปี 2568 กรมการค้าต่างประเทศ ได้ออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (C/O) ไปสหรัฐฯ จำนวน 96,763 ฉบับ คิดเป็นมูลค่า 8,221.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.70% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยมีกลุ่มสินค้าสำคัญ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ &nbsp;อาหารสุนัขหรือแมว และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางอารดาฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าเนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯการพึ่งพาตลาดส่งออกใดเพียงตลาดเดียวถือเป็นความเสี่ยงต่อการค้าระหว่างประเทศของไทย ดังนั้น ภาคเอกชนควรให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดส่งออกเพื่อเพิ่มทางเลือกทางการค้า ผ่านการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยง และเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคการส่งออกของไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีการส่งออกสินค้าโดยใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA มีมูลค่ารวม 11,563 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดปลายทางหลักอยู่ในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น ตามลำดับ แต่ยังมีบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA พบว่ามีมูลค่าการส่งออกกว่า 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อาทิ สินค้าเครื่องจักร อากาศยาน อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆซึ่งกรมการค้าต่างประเทศและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้าน FTA เพิ่มเติมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2569 นี้ โดยจัดสัมมนาในลักษณะ &ldquo;ซีรีส์ตามตลาดปลายทาง&rdquo; ที่เป็นตลาดหลักของกลุ่มบริษัทจดทะเบียนฯ เช่น จีน อาเซียน และญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนธุรกิจและการขยายตลาดส่งออกได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สนใจข้อมูลกรมการค้าต่างประเทศสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือโทรสายด่วน 1385</span></span></span></strong><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202601290f967d5bd17d654704718aa3fa8071d6102952.jpg' type='image/jpg' length='1005540' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ  “Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก” เมื่อวันจันทร์ที่ 26 มกราคม 2569 ณ ห้อง LUMPHINI GRAND HALL ชั้น 10 โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9839</link>
<guid isPermaLink="false">b82f16eaa51c19de98b43760aa13f662</guid>
<pubDate>Tue, 27 Jan 2026 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./26_1_.jpg" style="width: 500px; height: 376px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ &nbsp;&ldquo;Mission to Win for The Game Changer : ภารกิจพิชิตชัย แก้เกมไว คว้าแต้มต่อการค้าโลก&rdquo; ณ ห้อง LUMPHINI GRAND HALL ชั้น 10 โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 500 คน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนสูง ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำไม่ถึงร้อยละ 2 และยังต่ำกว่าเพื่อนบ้านในภูมิภาค ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยคือการส่งออก ซึ่งปีที่ผ่านมาเติบโตสูงจากการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลจากความกังวลด้านมาตรการภาษี (Reciprocal Tariff) แต่ในปีนี้แนวโน้มการส่งออกอาจชะลอลงและมีความเสี่ยงใกล้ระดับศูนย์หรือหดตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในด้านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ปัจจุบันมีมูลค่าสูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท และเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถึง 9.8 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงในประเทศภายในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 480,000 ล้านบาท โดยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด ซึ่งรัฐบาลพร้อมเร่งอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาต (fast pass)และกฎระเบียบ เพื่อเปลี่ยนคำขอส่งเสริมการลงทุนให้เป็นการลงทุนจริงอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า บริบทการค้าโลกได้เปลี่ยนจากโลกสองขั้วไปสู่โลกหลายขั้ว (Multipolar World) ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการแข่งขันรุนแรง ประเทศไทยจำเป็นต้องวางตำแหน่งของตนเองอย่างรอบคอบ โดยโลกมองว่า &ldquo;เอเชียคือโอกาส&rdquo; และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นานาชาติต้องการสร้างความร่วมมือมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในด้านยุทธศาสตร์ภูมิภาค ไทยต้องยึดโยงกับอาเซียนให้เข้มแข็ง ใช้ขนาดตลาดและจำนวนประชากรเป็นพลังต่อรอง พร้อมใช้จุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค รวมทั้งบทบาทของไทยในฐานะประธานการเจรจาด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน เพื่อผลักดันกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัล ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ซึ่งตั้งเป้ายกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลอาเซียนจาก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI มาใช้พัฒนาทักษะแรงงาน (Upskill&ndash;Reskill) และเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ พร้อมระบุว่า &ldquo;AI จะไม่มาแทนคน แต่ที่สำคัญคนที่ใช้ AI เป็น จะมาแทนคนที่ไม่ใช้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับนโยบายสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ จะมุ่งดำเนินการ 6 ด้านหลัก ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.การขยายตลาดใหม่และการใช้ประโยชน์จาก FTA อย่างเต็มที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.เร่งสรุปการเจรจา FTA และทำให้ FTA ที่มีอยู่แล้ว 14 ฉบับ มีความร่วมสมัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ จากการค้าที่ไม่เป็นธรรม ด้วยมาตรการทางการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.ร่วมแก้เกม เมื่อถูกไต่สวน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;5.รักษาผลประโยชน์อุตสาหกรรมไทย ใช้ local content ไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;6.การปิดช่องว่างสินค้านำเข้าทะลักและการยกระดับมาตรฐานสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และยังให้ความสำคัญกับการปราบปรามธุรกิจอำพรางและนอมินี โดยใช้ AI เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการค้าอย่างยั่งยืน (Sustainability) และเศรษฐกิจสีเขียว โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว และการสร้างความร่วมมือทางการค้าในลักษณะห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การทำการค้าในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่มองแค่จุดเดียว แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายหลายจุด และเข้าไปเป็นจิ๊กซอว์ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีคุณค่า หากเราทำได้ ไทยจะไม่ใช่เพียงผู้ตาม แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดเกมการค้าโลก&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ภายในงานมีการเสวนาในหัวข้อ &ldquo;ยุทธศาสตร์การค้าไทยในวันที่โลกเปลี่ยนเกม : พลิกวิกฤตเป็นแต้มต่อ คว้าชัยในสมรภูมิการค้าโลก&rdquo; โดยนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกิตติ ตั้งจิตรมณีศักดา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ช่วงบ่ายเป็นการสัมมนาเชิงเทคนิค &ldquo;The Game Changer : ติดอาวุธเทคนิค แก้เกมมาตรการการค้า พลิกกฎเกณฑ์เป็นแต้มต่อเหนือคู่แข่ง&rdquo; จากผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าและกฎระเบียบการนำเข้า&ndash;ส่งออกของสหรัฐอเมริกาและอินเดีย พร้อมจัดคลินิกให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการโดยเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญของกรมการค้าต่างประเทศด้วย</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202601272e6814e96669e6c9f0318acfe7cb352b094558.jpg' type='image/jpg' length='101086' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับนายมานินเดอร์ ซิดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9838</link>
<guid isPermaLink="false">1a322c8b1590a43663e4da1622d03a57</guid>
<pubDate>Fri, 23 Jan 2026 14:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./204_1_.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ได้พบหารือกับนายมานินเดอร์ ซิดู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ในช่วงการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ครั้งที่ 56 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหารือความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยและแคนาดาให้มากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ ไทย-แคนาดามีพลวัตที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะครบรอบ 65 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน &nbsp;โดยเน้นย้ำว่า ไทยพร้อมร่วมมือกับแคนาดาในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าให้มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ระหว่างกันทั้งในระดับภูมิภาค คือ อาเซียน-แคนาดา และระดับทวิภาคี คือ ไทย-แคนาดา โดยแคนาดาได้แสดงความกระตือรือร้นอย่างชัดเจนในการเร่งรัดกระบวนการเจรจา FTA ไทย-แคนาดา ซึ่งผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ริเริ่มขึ้นในการพบหารือกันในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค เมื่อเดือนตุลาคม 2568 โดยอยากให้การเจรจาแล้วเสร็จภายในปีนี้หากเป็นไปได้ &nbsp;ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มสูงขึ้น สำหรับไทยหากสามารถเจรจากับแคนาดาได้สำเร็จจะเป็น FTA แรกที่ไทยทำกับประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ และจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี และยังช่วยเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน ส่งเสริมการเป็นประตูการค้าระหว่างภูมิภาคซึ่งกันและกันอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า นอกจากแคนาดาจะเห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจแล้ว ยังเห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีทำเลที่ตั้งที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค โดยจะมีการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างแวนคูเวอร์-กรุงเทพฯ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงที่จะทำให้การเดินทางระหว่างกันสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แคนาดายังสนใจที่จะขยายการค้ากับไทยโดยเฉพาะในเรื่องสินค้าเกษตรและเนื้อสัตว์ด้วย ซึ่งไทยเองก็พร้อมที่จะส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารให้กับแคนาดา อาทิ ข้าว ไก่ปรุงสุก อาหารสัตว์เลี้ยง ซอส และอาหารทะเลแปรรูป รวมทั้งเห็นว่าทั้งสองประเทศสามารถต่อยอดความร่วมมือจากจุดแข็งของแต่ละฝ่าย เช่น วัตถุดิบ เทคโนโลยี ที่ตั้ง และโลจิสติกส์ รวมถึงพิจารณาความร่วมมือด้านอาหารเพื่อขยายตลาดไปยังประเทศที่สาม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพในการพัฒนาความร่วมมือในสาขาที่มีความสนใจร่วมกัน เพื่อสนับสนุนการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะในสาขาที่แคนาดามีความโดดเด่นด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาทิ เกษตรและอาหาร พลังงานสะอาด ยานยนต์ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ อิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัลเทคโนโลยี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า แคนาดายังให้ความสนใจเรื่องความร่วมมือภายใต้กรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ที่จะช่วยสร้างมาตรฐานและการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคอาเซียน และเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล การสร้างความครอบคลุมและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล (digital governance) ซึ่งการพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล (digitalization) ในหลายด้านนี้ จะช่วยสนับสนุน SMEs อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (sustainability) อีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 2567 การค้ารวมของไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,223.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 9.88 โดยไทยส่งออกไปยังแคนาดามูลค่า 2,133.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 12.07 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว ผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากแคนาดามูลค่า 1,090.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้นจากปี 2566 ร้อยละ 5.83 สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และเยื่อกระดาษและเศษกระดาษ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในช่วง 11 เดือน (ม.ค. &ndash;พ.ย.) ของปี 2568 การค้ารวมของไทยและแคนาดา มีมูลค่า 3,577.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 2,339.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้า 1,238.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 1,101.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260123cbdd86927c30b328a27b58a5b57b2ad2142947.jpg' type='image/jpg' length='137681' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดาปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9830</link>
<guid isPermaLink="false">cc9be0252e671c92b72b056a73702509</guid>
<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 11:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./1_1_.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในโอกาสที่ได้เดินทางมาเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก(World Economic Forum: WEF) ประจำปี ค.ศ. 2026 ณ เมืองดาววอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และได้พบหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดาปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 เพื่อหารือแนวทางกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยและสวิตเซอร์แลนด์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ได้พูดคุยกับนางเฮเลเนอ เรื่อง FTA ระหว่างไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ เอฟตา (European Free Trade Association : EFTA) ที่ได้ลงนามไปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้สัตยาบันความตกลงดังกล่าว ในส่วนของไทยเมื่อมีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะนำเสนอร่างความตกลงฯ เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และตั้งเป้าให้สัตยาบันความตกลงฯ ในช่วงไตรมาส 4 ของ2569 &nbsp;ซึ่งสอดคล้องกับระยะเวลาที่ฝ่ายสวิสเซอร์แลนด์จะต้องดำเนินกระบวนการภายในเช่นกัน โดยคาดว่าความตกลงจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มราคม 2570 นับเป็น FTA กับประเทศในภูมิภาคยุโรปฉบับแรกของไทย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา สวิสเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย และการค้าระหว่างไทยกับสวิสขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะการส่งออกของไทยไปสวิสที่ขยายตัวกว่า 70% มาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในสินค้าหลายรายการ เช่น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ข้าว ผลไม้กระป๋องและแปรรูป แผงสวิทซ์และแผงวงจรไฟฟ้า เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ไทยและสวิสจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมจาก FTA ไทย-เอฟตา ทั้งในด้านการขยายโอกาสส่งออกและลดต้นทุนการนำเข้า โดยสินค้าส่งออกสำคัญที่ไทยจะได้รับประโยชน์ เช่น ผักผลไม้สดและแปรรูป ข้าว เนื้อสัตว์ปีกสดและแปรรูป อาหารทะเล อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องนุ่งห่ม เคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ นอกจากนี้ ไทยจะยังได้รับประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนเอฟตาในสาขาที่สนับสนุนการพัฒนาประเทศของไทย เช่น การวิจัยและพัฒนา การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ICT การซ่อมบำรุงรักษาชิ้นส่วนอากาศยาน ตลอดจนการเสริมสร้างความร่วมมือที่จะช่วยพัฒนายกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถให้ไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการหารือฝ่ายสวิตเซอร์แลนด์ได้เชิญไทยพิจารณาเข้าร่วม Friends of Investment and Trade Platform (FITP) ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือไม่เป็นทางการของกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดสอดคล้องกัน (like-minded countries) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมบทบาทของประเทศขนาดกลาง (middle power countries) ในการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนระบบการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศให้มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและการประสานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในเวทีพหุภาคีอย่างสร้างสรรค์ในการผลักดันวาระเศรษฐกิจระหว่างประเทศในบริบทความท้าทายของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศที่เข้าร่วมแล้ว อาทิ นอร์เวย์ นิวซีแลนด์ คอสตาริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คอสตาริกา ชิลี สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ทิ้งทายว่า นางเฮเลเนอแสดงความยินดีที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank IMF ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ และแจ้งว่าประธานาธิบดีของสวิสเซอร์แลนด์มีแผนจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่จะทั้งสองฝ่ายจะได้มีการหารือสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ ไทยยังได้แสดงความพร้อมที่จะเป็นฐานการลงทุนและประตูการค้าในการเชื่อมโยงสวิสไปสู่ประเทศอื่นๆ ในทวีปเอเชีย โดยได้เชิญชวนให้สวิสใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ในการเพิ่มการลงทุนและมีความร่วมมือกับไทยโดยเฉพาะในสาขาที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สวิสมีความก้าวหน้า เช่นเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ เทคโนโลยีสะอาดซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรม S Curve ของไทย เช่น อุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต วิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ และพลังงานสะอาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ปัจจุบันสวิสเป็นคู่ค้าอันดับที่ 1 ของไทยในกลุ่มประเทศสมาชิกเอฟตา โดยในปี 2025 (ม.ค. &ndash; พ.ย.) การค้ารวมไทย &ndash; สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่า 13,673.87 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปี 2024 ร้อยละ 28.9 เป็นการส่งออกของไทยไปสวิตเซอร์แลนด์ 6,656.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ 7,017.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยขาดดุลการค้า 360.78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ สินค้าสำคัญที่ไทยมีการส่งออกไปสวิส เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ นาฬิกาและส่วนประกอบ เครื่องใช้สำหรับเดินทาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และ เครื่องสำอาง</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260122daa8f13c9d65da091604a1c944e47f3b110725.jpg' type='image/jpg' length='206219' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 ณ Kurpark Village เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9829</link>
<guid isPermaLink="false">c2334d77360747c807d50b041bd7f870</guid>
<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 11:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./20_1_.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 &ndash; 23 มกราคม 2569 โดยการประชุมในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม &ldquo;A Spirit of Dialogue&rdquo; ซึ่งมุ่งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อแสวงหาทางออกต่อความท้าทายของเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโลก โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,800 คน จากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศทั่วโลก ซึ่งสะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชนในการร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการค้าโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ได้เข้าร่วมการหารือในฐานะผู้อภิปราย (Speaker) ของการหารือในหัวข้อ &ldquo;Recoding Trade&rdquo; ณ Kurpark Village เมืองดาวอส-คลอสเตอร์ สมาพันธรัฐสวิส เป็นหัวข้อแรก ซึ่งการหารือครั้งนี้เป็น Closed Session หรือการประชุมปิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นผู้แทนระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนและขององค์การระหว่างประเทศ สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา (open dialogue) เกี่ยวกับการปรับปรุงกติกาและโครงสร้างพื้นฐานด้านการค้าให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืน รวมถึงเศรษฐกิจดิจิทัล และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยผู้เข้าร่วมท่านอื่น เช่น รัฐมนตรีการค้าแคนาดา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยูเครน ซิมบับเว รวมถึงผู้บริหารจากองค์การศุลกากรโลก และ OECD เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการหารือดังกล่าว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับโจทย์ให้นำเสนอ &ldquo;บทบาทของอาเซียนในการพัฒนาระบบการค้าและข้อมูลทางการค้าที่ทำงานร่วมกันได้ (interoperable trade and data framework) อย่างมีความสมดุล เปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน&rdquo; สืบเนื่องจากการที่ไทยเป็นประธานคณะเจรจาจัดทำกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement : DEFA) ซึ่งจะเป็นกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับแรกในโลก และสะท้อนบทบาทของอาเซียนในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมที่กำลังปรับโฉมการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอว่า DEFA จะเป็นฐานสำคัญในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนดิจิทัล การสร้างความครอบคลุมและการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านดิจิทัล (digital governance) ซึ่งการพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัล (digitalization) ในหลายด้านนี้ จะช่วยสนับสนุน SMEs อีกทั้งจะส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย (sustainability) โดยอาเซียนพร้อมที่จะขยายความเชื่อมโยงของ DEFA กับประเทศและภูมิภาคอื่นในอนาคตต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีได้แลกเปลี่ยนกับที่ประชุมว่า การทำหน้าที่เป็นประธานการเจรจา DEFA ตั้งแต่ปี 2023 ทำให้ไทยมองเห็นศักยภาพของอาเซียนซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในการสร้างกรอบการค้าและระบบข้อมูลสมัยใหม่ในโลกยุคดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาค โดยมุ่งเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงระบบดิจิทัลที่สามารถทำงานร่วมกันได้ (interoperability) การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัว และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับที่สมดุล ตลอดจนการออกแบบกติกาที่เอื้อต่อการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์ของผู้ประกอบการ SMEs<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กรอบดิจิทัลของอาเซียนจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ผ่านการพัฒนามาตรฐานดิจิทัลร่วมกัน (common standards) การส่งเสริมนวัตกรรม การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุน SMEs ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภค การลดต้นทุนทางการค้า และการเสริมสร้างศักยภาพทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัลเข้ากับเป้าหมายด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว โดยย้ำว่า การ &ldquo;รีโค้ด&rdquo; ระบบการค้าโลกไม่ใช่เพียงการปรับปรุงกฎเกณฑ์ หากแต่เป็นการสร้างระบบการค้าที่เปิดกว้าง ครอบคลุม ยืดหยุ่น และยั่งยืน ซึ่งไทยพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อขับเคลื่อนระบบการค้าโลกให้เอื้อต่อการพัฒนา นวัตกรรม และการเติบโตร่วมกันในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีกำหนดการจะพบปะกับรัฐมนตรีการค้าของประเทศต่างๆ เช่น แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเข้าร่วมการอภิปรายในหัวข้อต่างๆ อีกหลายเรื่องตลอดการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอสในครั้งนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นการสนับสนุนให้ไทยมีบทบาทสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ โดยเป็นการทำงานร่วมกับ Team Thailand ที่มีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ร่วมด้วยกัน</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260122df42f9fbc62c690965d293138d80a991110108.jpg' type='image/jpg' length='134359' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายโอตากะ มาซาโตะ (Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9828</link>
<guid isPermaLink="false">def8ae1c5d59aefe31d6972fe37a66e5</guid>
<pubDate>Thu, 22 Jan 2026 10:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./142_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้พบหารือกับนายโอตากะ มาซาโตะ (Mr. OTAKA Masato) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับแนวทางดำเนินการกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในฐานะ &ldquo;หุ้นส่วนยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน&rdquo; โดยเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่นขยายการลงทุนในอุตสาหกรรม &nbsp; แห่งอนาคต พร้อมเสนอทบทวนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น (JTEPA) โดยเร็วที่สุด เพื่อตอบโจทย์การค้าในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าสำคัญอันดับที่ 3 ของไทย โดยทั้งสองประเทศมีสินค้าศักยภาพที่มีความเกื้อกูลกันในห่วงโซ่อุปทานมาอย่างยาวนาน โดยในวันนี้ ตนได้แสดงความพร้อมของไทยในการเป็นแหล่งสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพสูงสำหรับญี่ปุ่น อาทิ ข้าว ไก่แปรรูป และอาหารทะเลกระป๋องและได้ขอให้ฝ่ายญี่ปุ่นสนับสนุนการนำเข้าข้าวไทยเพิ่มมากขึ้นเพื่อเป็นการแสดงไมตรีจิตต่อไทยเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ได้ขอให้เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นช่วยประสาน trading firmสัญชาติญี่ปุ่นในไทย (กลุ่ม Sogo Shosha) ช่วยกระจายสินค้าไทยไปยังเครือข่ายของบริษัทที่มีทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก สำหรับในด้านการลงทุน ญี่ปุ่นเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในไทยเกือบ 6,000 ราย ตนจึงได้เชิญชวนนักลงทุนและสตาร์ทอัพญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เพิ่มเติมในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) อาทิ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ยานยนต์ยุคใหม่ อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ตลอดจนวิทยาศาสตร์สุขภาพและสุขภาวะ รวมทั้งให้เชิญชวนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมพลังงานไฮโดรเจนสำหรับประเทศเขตร้อนด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันไทยกับญี่ปุ่นมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ร่วมกันที่เรียกว่า ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย - ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ซึ่งเป็น FTA ที่มีผลใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2550 โดยที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยมีการขอใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกไปญี่ปุ่นถึงร้อยละ 80 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ได้รับสิทธิ์ฯ ภายใต้ JTEPA ซึ่งในปีนี้ ความตกลง JTEPA จะมีอายุครบ 19 ปีแล้ว ตนจึงได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งทบทวนความตกลงฯ ให้ทันสมัย สอดรับกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้ง &nbsp;ใช้โอกาสดังกล่าวเจรจาเพื่อขอเปิดตลาดสินค้าระหว่างกันเพิ่มเติม เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างสนับสนุนให้มีการจัดทำความร่วมมือด้านมาตรการเยียวยาทางการค้าระหว่างกันเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในกระบวนการไต่สวน และฝ่ายไทยยินดีจัดฝึกอบรมให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นในการยื่นขอใช้มาตรการฯ เพื่อคุ้มครองนักลงทุนในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้า ซึ่งมีลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรม &nbsp;โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และพร้อมรับฟังความเห็นจากภาคเอกชนเพื่อให้การบังคับใช้มาตรการฯ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวต่อว่า ในปี 2570 จะเป็นวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย&ndash;ญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นในทุกระดับของทั้งสองประเทศ หนึ่งในตัวอย่างความร่วมมือที่สำคัญ คือ การพัฒนาผ้ากิโมโนภายใต้โครงการ Thai Kimono Project โดยนำผ้าทอไทยจากโครงการ &ldquo;ผ้าไทยใส่ให้สนุก&rdquo; ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาผสมผสานกับกิโมโนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ภายใต้แนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งที่ผ่านมา คอลเลกชันกิโมโนผ้าไทยได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น เนื่องจากช่วยเติมสีสันและเอกลักษณ์ใหม่ให้แฟชั่นดั้งเดิม พร้อมเชื่อมโยงวัฒนธรรมของสองประเทศ ส่งเสริมงานหัตถศิลป์ร่วมกัน และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางการค้าและการพัฒนาสินค้าร่วมสมัยในอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2567 ญี่ปุ่นเป็นคู่ค้าอันดับ 3ของไทย รองจากจีนและสหรัฐฯ การค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่น มีมูลค่า 52,010.66 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 23,285.90ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 28,724.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 11เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม &ndash;พฤศจิกายน) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่ารวม 48,782.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปญี่ปุ่น มูลค่า 21,659.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากญี่ปุ่น มูลค่า 27,123.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกลเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และ เคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ และแผงวงจรไฟฟ้า</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202601226776c07f9ada86a94f56cebf589ad174105607.jpg' type='image/jpg' length='130484' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCoT) รุ่นที่ 17 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9823</link>
<guid isPermaLink="false">42098a88337d87e930dfd42b72bb2743</guid>
<pubDate>Fri, 16 Jan 2026 15:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./15_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการค้าและการพาณิชย์ (Top Executive Program in Commerce and Trade : TEPCoT) รุ่นที่ 17 โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ร่วมพิธี ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปีนี้มีผู้สำเร็จการอบรมจำนวน 148 คน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้รับฟังการนำเสนอ &ldquo;แผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล&ndash;กรีน (Digital&ndash;Green Economy) เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย พ.ศ. 2569&ndash;2579&rdquo; จากตัวแทนผู้เข้าอบรมกลุ่มเรือพานิชภิเษก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการนำเสนอผลงานเชิงยุทธศาสตร์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี แสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการอบรมทุกคน พร้อมชื่นชมแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล&ndash;กรีนที่ผู้เข้าอบรมเสนอ ซึ่งมีความทันต่อสถานการณ์โลก และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งถือเป็น &ldquo;ทางรอด&rdquo; และกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสมบูรณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีฯ กล่าวเสริมว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ที่ผู้เข้าอบรมเสนอ และได้ดำเนินโครงการรองรับอย่างเป็นรูปธรรมหลายด้าน อาทิ การพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล (E-Government) และ e-Service อย่าง MOC Plus ที่จะให้บริการประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง การจัดทำระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวม 22 หน่วยงาน รวมถึงการนำ AI มาใช้วิเคราะห์ความเสี่ยง ยกตัวอย่างเช่นกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ป้องกันบัญชีม้าและการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยมิชอบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาจำนวนประชากรลดลงต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ทำให้จำเป็นต้องเร่งเพิ่มศักยภาพแรงงานและผลิตภาพของประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และลดข้อจำกัดด้านทรัพยากรมนุษย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังดำเนินโครงการ &ldquo;Up Skill&rdquo; ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงความต้องการแรงงานกับการพัฒนาทักษะของภาคการศึกษา รองรับอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมสีเขียว พลังงานสะอาด และธุรกิจสุขภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 1.3 ล้านล้านบาท และได้รับอนุมัติแล้วกว่า 4.8 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย พร้อมเน้นบทบาทของผู้บริหารรุ่นใหม่จากหลักสูตร TEPCoT ในการช่วยขยายเครือข่ายการค้า เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง อินเดีย และกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;หากผู้บริหารกว่า 100 คนในห้องนี้ร่วมกันผลักดันแนวคิดดิจิทัลและกรีนอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เศรษฐกิจประเทศได้อย่างมาก ขอชื่นชมทีมงานที่จัดทำยุทธศาสตร์ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะนำไปต่อยอดและเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ หลักสูตร TEPCoT เป็นความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และหอการค้าไทย เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน รวม 17 รุ่น มุ่งพัฒนาวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการค้าและการพาณิชย์ และสร้างเครือข่ายผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและเอกชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260116c417a7c71659c5d93ae9a3f0a9b46ffa151043.jpg' type='image/jpg' length='486499' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพุธที่ 14 มกราคม 2566 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9822</link>
<guid isPermaLink="false">d365c89e1cea3b39fe7465a90b082805</guid>
<pubDate>Fri, 16 Jan 2026 15:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./14_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว. พณ.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า คาซัคสถานเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยเนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยแม้ว่าคาซัคสถานจะเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล (Landlocked) แต่ก็สามารถเป็น Land-linked ให้กับไทยได้ โดยจะเป็นประตูหรือเกตเวย์ให้กับสินค้าและบริการจากไทยสู่ตลาดเอเชียกลางซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 80 ล้านคน และยังมีระบบโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมไปสู่ทวีปยุโรปทำให้ขนส่งสินค้าไปได้ในเวลาอันรวดเร็วในขณะที่ไทยเป็นประตูการค้าให้กับคาซัคสถานสู่อาเซียนได้เช่นกัน ในการหารือกับท่านทูตคาซัคสถานทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงโอกาสในการเป็นพันธมิตรที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันโดยเฉพาะในสินค้าเกษตรและอาหาร การร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะของ SMEs ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทยมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับคาซัคสถานในเรื่องนี้ได้ นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีทรัพยากรแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย อาทิ ทองแดง เหล็ก และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ที่ไทยสนับสนุนได้เป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า เอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญฝ่ายไทยเยือนคาซัคสถานเพื่อร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร InterFood Astana 2026 (วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569) และ FoodExpoQazakhstan 2026 (วันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569) และร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการบูรณาการ (Ministry of Trade and Integration) แห่งคาซัคสถาน รวมถึงขอให้ไทยพิจารณาการเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในคาซัคสถานเพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการของไทยในตลาดคาซัคสถาน โดยเห็นพ้องกับไทยให้มีการจัดประชุมคณะคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 โดยเร็วเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นโอกาสในการหารือแนวทางและความเป็นไปได้ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน รวมทั้งอาจพิจารณาให้มีการจัดประชุมของภาคเอกชนคู่ขนานไปกับการประชุมคณะกรรมการร่วมฯครั้งที่ 1 ด้วย</strong></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>นางศุภจี เสริมว่า ได้เชิญนักธุรกิจของคาซัคสถาน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่กระทรวงพาณิชย์จัดในปี 2569 โดยเฉพาะงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ &ldquo;Bangkok Gems &amp; Jewelry Fair&rdquo; (วันที่ 22&ndash;26กุมภาพันธ์ และ 8&ndash;12 กันยายน) งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง &ldquo;THAIFEX&ndash;HOREC Asia&rdquo; (วันที่ 11&ndash;13 มีนาคม) งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย &ldquo;THAIFEX&ndash;ANUGA Asia&rdquo; (วันที่ 26&ndash;30 พฤษภาคม) และงานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการและขนส่งสินค้า &ldquo;TILOG Logistix&rdquo; (วันที่ 19&ndash;21 สิงหาคม)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆจะต้องคำนึงถึงการเกื้อกูลกันระหว่างสองประเทศ มุ่งเน้นการเสริมประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในระยะยาว&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ คาซัคสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช(Commonwealth of Independent States : CIS)และกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU)และเป็นคู่ค้าอันดับ 99 ของไทยในตลาดโลกการค้าระหว่างไทยกับคาซัคสถานในปี 2567 มีมูลค่ารวม 153.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปคาซัคสถานเป็นมูลค่า 98.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากคาซัคสถานเป็นมูลค่า 54.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับปี 2568 (ม.ค.&ndash;พ.ย.) การค้ารวมระหว่างไทยกับคาซัคสถาน มีมูลค่า 165.07ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออก 88.83ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปคาซัคสถาน เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยางอัญมณีและเครื่องประดับ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และ อากาศยาน ยานอวกาศ และ ส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากคาซัคสถาน เช่น น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ สิ่งทออื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260116e89bbde720c95861f7624e423fa5ae3f150136.jpg' type='image/jpg' length='391602' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหาร Nara Thai Worli  เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ณ เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9815</link>
<guid isPermaLink="false">8e2917c9f98eb2463a14217c66f345b1</guid>
<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 10:37:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./9_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหาร Nara Thai Worli โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าร่วมแสดงความยินดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าร้านอาหาร Nara Thai Cuisine เป็นร้านอาหารไทยระดับพรีเมียมที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Modern Thai Cuisine ที่สามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์และรสชาติอาหารไทยแท้ควบคู่กับการนำเสนอที่ร่วมสมัย ทั้งการจัดจานและบรรยากาศร้านที่มีมาตรฐานระดับสากล สามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับบน นักธุรกิจ และชาวต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ความสำเร็จของ Nara Thai Cuisine ในการขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยเลือกทำเลในศูนย์การค้าระดับบนและย่านเศรษฐกิจสำคัญ สะท้อนศักยภาพของอาหารไทยในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน และการบริการ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการใช้ &lsquo;อาหารไทย&rsquo; เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการดำเนินธุรกิจในประเทศอินเดีย ปัจจุบัน Nara Thai Cuisine มีสาขาที่เมือง Gurugram ใกล้กรุงนิวเดลี ภายใต้ความร่วมมือกับ Aditya Birla New Age Hospitality และมีสาขาในเมืองมุมไบรวม 3 สาขา โดยการเปิดร้าน Nara Thai Worli นับเป็นการขยายธุรกิจสาขาล่าสุด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมให้การสนับสนุนและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ร้านอาหารไทย และสร้างการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภคชาวอินเดียและนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า &nbsp;ปัจจุบันร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ในประเทศอินเดีย มีจำนวนทั้งสิ้น 29 ร้าน กระจายอยู่ในเมืองสำคัญทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2568) ภายใต้การดูแลของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) มุมไบ จำนวน 15 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยเป็นร้านที่ได้รับ Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 4 ร้าน ได้แก่&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -NARA THAI (WORLI), MUMBAI<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -TOA 66, MUMBAI<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -THAI BASIL (KORAMANGALA), BENGALURU<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -CAFE DE BANGKOK, KOCHI<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายใต้การดูแลของ สคต. นิวเดลี จำนวน 8 ร้าน และ สคต. เจนไน จำนวน 6 ร้าน<br />
โดยเป็นร้านที่ได้รับ Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 1 ร้าน ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -BENJARONG, CHENNAI<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ภาพรวมร้านอาหาร Thai SELECT ทั่วโลก (ไม่รวมประเทศไทย) ณ วันที่ 24 ธันวาคม 2568 มีร้านอาหาร Thai SELECT รวม 1,151 ร้าน แบ่งเป็น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 10 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 181 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 707 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และ Thai SELECT Casual จำนวน 253 ร้าน<br />
โดยประเทศที่มีร้านอาหาร Thai SELECT มากที่สุด ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1.สหรัฐอเมริกา (186 ร้าน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.สาธารณรัฐประชาชนจีน (159 ร้าน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3.สหราชอาณาจักร (114 ร้าน)</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260112517c0a95c18ac7137e2fdc26ee5313c8103803.jpg' type='image/jpg' length='765199' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทย “Taste of Thailand” และเยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ต Nature’s Basket เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 ณ เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9814</link>
<guid isPermaLink="false">5391c4546f2aa6e79bdb8b84cee3650b</guid>
<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 10:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./9_1_.jpg" style="width: 500px; height: 369px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทย &ldquo;Taste of Thailand&rdquo; และเยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ต Nature&rsquo;s Basket เพื่อสำรวจตลาดและศักยภาพของสินค้าไทยในตลาดอินเดีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กิจกรรม &ldquo;Taste of Thailand&rdquo; จัดขึ้น ณ ซูเปอร์มาร์เก็ต Nature&rsquo;s Basket ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้า Phoenix Palladium เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์สินค้าอาหารและสินค้าเกษตรของไทย กระตุ้นการบริโภค และขยายโอกาสทางการค้าสินค้าไทยในตลาดอินเดีย ผ่านการจัดแสดงและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยคุณภาพในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; Nature&rsquo;s Basket เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตภายใต้บริษัท Spencer&rsquo;s Retail Ltd. ของอินเดีย มีสาขามากกว่า 10 แห่งในเมืองมุมไบ เน้นจำหน่ายสินค้าอาหารคุณภาพสูง สินค้าเกรดพรีเมียม และสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน Nature&rsquo;s Basket มีการจำหน่ายสินค้าไทยหลากหลายรายการ อาทิ เครื่องแกง เครื่องปรุงรส เครื่องดื่ม เส้นก๋วยเตี๋ยว รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารสำคัญของไทย เช่น ผลไม้ไทย ได้แก่ ส้มโอ เงาะ มังคุด มะพร้าว เห็ด และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคชาวอินเดียอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจัดกิจกรรมและการเยี่ยมชมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงพาณิชย์ในการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในพื้นที่จริง ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค และเสริมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่มีขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260112517c0a95c18ac7137e2fdc26ee5313c8102337.jpg' type='image/jpg' length='866395' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมหารือกับผู้บริหารเครือ TATA Group เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ณ เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9813</link>
<guid isPermaLink="false">c5f915f7ece94f300507b6d9d25c3bd1</guid>
<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 10:16:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./81_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ควงภาคเอกชนเดินหน้าขยายความร่วมมือการค้าและการลงทุนกับอินเดีย หารือผู้บริหารเครือ TATA Group เชื่อมศักยภาพภาคเอกชนไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมก่อสร้างสีเขียว อสังหาริมทรัพย์ และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของอินเดีย พร้อมผลักดันสินค้าไทยภาพลักษณ์พรีเมียม&ndash;ลักชัวรี เจาะตลาดผู้บริโภคอินเดียที่มีกำลังซื้อสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับผู้บริหารเครือ TATA Group โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นางสาวสัญฉวี พัฒนจักร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าร่วม ว่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; TATA Group เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินธุรกิจครอบคลุมแทบทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจอินเดีย การหารือครั้งนี้จึงมุ่งหา &ldquo;โมเดลความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม&rdquo; เพื่อเชื่อมภาคเอกชนไทยเข้ากับเครือข่ายและแพลตฟอร์มของ TATA Group โดยกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็น แพลตฟอร์มกลาง ร่วมกับภาคเอกชน องค์กรภาคธุรกิจ และทูตพาณิชย์ ในการจับคู่ดีมานด์&ndash;ซัพพลายให้ตรงจุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เรามาเจอกันเพื่อหาว่าไทยจะเข้าไปเป็น &lsquo;จิ๊กซอว์&rsquo; ในจุดใดของ TATA Group ได้บ้าง ทั้งด้านอีคอมเมิร์ซ วัสดุก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมใหม่ๆ กระทรวงพาณิชย์พร้อมเป็นตัวกลางให้เอกชนไทยได้เชื่อมต่อกับคีย์เพลเยอร์ของอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีระบุว่า อินเดียให้ความสำคัญอย่างมากกับ การก่อสร้างและการพัฒนาเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางสภาพอากาศที่ท้าทาย ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนมองว่า &ldquo;การก่อสร้างสีเขียว&rdquo; เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน ไทยจึงมีโอกาสเข้าไปสนับสนุนด้วยวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ วัสดุจากยางพารา วัสดุทดแทนไม้และซีเมนต์ ไม้และไม้เอ็นจิเนียริ่ง สารเคมีสีเขียว สิ่งทอทางเทคนิคที่ใช้ในอาคาร รวมถึงโซลูชันด้าน modular construction ที่สามารถต่อยอดไปสู่การผลิตในระดับ mass ได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ได้หารือถึงโอกาสการ ร่วมลงทุนผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกกลับไปใช้ในอินเดีย โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้าง อาคารสีเขียว และที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมเหล็ก เทคโนโลยี AI และแนวคิด zero waste ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของ TATA Group<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของสินค้าไลฟ์สไตล์ นางศุภจีกล่าวว่า อินเดียมองสินค้าไทยเป็นสินค้า พรีเมียมและลักชัวรี โดยได้ผลักดันให้ TATA Group โดยเฉพาะ TATA CLiQ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเครือ พิจารณานำสินค้าไทย อาทิ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย และของตกแต่งบ้าน ไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อขยายการรับรู้และสร้างความต้องการในตลาดอินเดีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะนี้ TATA Unistore เจ้าของแพลตฟอร์ม TATA CLiQ ได้เริ่มหารือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) แล้ว โดยอยู่ระหว่างการคัดเลือกแบรนด์เครื่องประดับไทยที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อจัดแสดงและสร้างคำสั่งซื้อล่วงหน้า รวมถึงได้เชิญ TATA CLiQ เข้าร่วมงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ระหว่างวันที่ 22&ndash;26 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขยายความร่วมมือเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ TATA CLiQ ยังให้ความสนใจสินค้างานฝีมือไทยที่สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องแต่งกาย ของใช้ และของตกแต่งบ้าน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้แนะนำให้ประสานงานกับ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และได้จัดส่งแคตตาล็อกสินค้าให้พิจารณาแล้ว พร้อมเตรียมนัดหมายประชุมออนไลน์ เพื่อผลักดันความร่วมมือในขั้นต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ทำการบ้านล่วงหน้า โดยใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 3 แห่งในอินเดีย เป็นกลไกสำคัญในการชี้เป้าโอกาสทางการค้าในแต่ละพื้นที่ให้ตรงกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และความต้องการของผู้บริโภคอินเดีย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนบนหลักประโยชน์ร่วมกัน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260112493b3613cc1a7371afd24e5d3f9baccc101631.jpg' type='image/jpg' length='699205' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย–อินเดีย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9812</link>
<guid isPermaLink="false">8765ce4b11b05a19dd480da1c8904dc0</guid>
<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./8_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์เดินหน้านโยบาย SDG Together สร้างความร่วมมือไทย&ndash;อินเดียในห่วงโซ่อุปทานภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ผลักดันการยอมรับมาตรฐานสินค้าฉลากเขียวระหว่างกัน เปิดโอกาสให้สินค้าวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของไทยเข้าสู่ตลาดอินเดียมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ อินเดียถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากการคาดการณ์จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางกว่า 800&ndash;900 ล้านคน ในปี 2035 ซึ่งเอื้อต่อการสร้างขนาดตลาด (scale) ในการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าสีเขียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนไทย&ndash;อินเดีย ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ ว่า การพบกันในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อ &ldquo;อนาคตของคนรุ่นถัดไป&rdquo; โดยมุ่งผลักดันให้ความตกลงการยอมรับร่วมด้านมาตรฐานสินค้าฉลากเขียว (Mutual Recognition Agreement: MRA) เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อินเดียถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จากจำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางกว่า 800&ndash;900 ล้านคน ในปี 2035 จากปัจจุบันที่มีกว่า 500 ล้านคน ซึ่งเอื้อต่อการสร้างขนาดตลาด (scale) ในการยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าสีเขียว และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการขยายตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอินเดียจะยั่งยืนได้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน และการเติมเต็มซึ่งกันและกันในฐานะ &ldquo;จิ๊กซอว์&rdquo; ทางเศรษฐกิจ โดยอินเดียมีความแข็งแกร่งในหลายมิติ ขณะที่ไทยพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเสริมศักยภาพให้อินเดียเติบโตอย่างก้าวกระโดดต่อไป โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;แม้ไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจและจำนวนประชากรเล็กกว่าอินเดีย แต่ไทยมุ่งหวังที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ ที่ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่อุปทานของอินเดีย ไม่ใช่มองความร่วมมือเพียงการค้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อรองรับการเติบโตและการส่งต่อไปยังตลาดอื่นของโลก&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า จากการหารือกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดีย พบว่าสินค้าวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมบางประเภทของอินเดียยังมีกำลังการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยเฉพาะในช่วง 2&ndash;3 ปีข้างหน้า อาทิ วัสดุจากยางพารา ไม้ กระดาษ กระจก รวมถึงสารเคมีประเภทกาวและสี ซึ่งเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและได้รับการรับรองฉลากเขียว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า ประเด็นด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจมองข้าม และไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ การขับเคลื่อนความร่วมมือด้าน &ldquo;สีเขียว&rdquo; จึงเป็นจุดโฟกัสสำคัญ เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากร ความพยายาม และการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในการประชุมครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำภาคเอกชนไทยจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาธุรกิจไทยเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TBCSD) เข้าหารือร่วมกับ Confederation of Real Estate Developers&rsquo; Associations of India (CREDAI) และสมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งอินเดีย (Confederation of Indian Industry: CII) เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านมาตรฐานสินค้าฉลากเขียวและการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยภายในงานมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ Mr. Anand Muthukrishnan Deputy Executive Director of CII - Indian Green Building Council (IGBC) Mr. Keval Valambhia Chief Operating Officer of Maharashtra Chamber of Housing Industry (CREDAI-MCHI) และ Mr. K S Venkatagiri (TBC) Executive Director of CII&rsquo;s Green Business Centre ร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และมีการลงนามความตกลงการยอมรับร่วม (Mutual Recognition Agreement: MRA) ระหว่าง Confederation of Indian Industry&rsquo;s Sohrabji Godrej Green Business Centre (CII&ndash;GBC) และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute: TEI) โดยมี Mr. K. S. Venkatagiri Executive Director of CII&ndash;GBC และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นผู้ลงนาม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งความตกลงดังกล่าวเป็นการต่อยอด MRA ที่เคยลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2562 เพื่อยอมรับมาตรฐานการตรวจรับรองสินค้าฉลากเขียวระหว่างกัน ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ ลดการทดสอบซ้ำ เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ และเปิดโอกาสให้สินค้าฉลากเขียวของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดอินเดียและถูกนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างและอาคารเขียวได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ยังช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รองรับตลาดทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืนของทั้งสองประเทศ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202601121c3ffa23a959fa526c2f832f48765011100821.jpg' type='image/jpg' length='854279' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจไทย–อินเดีย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9811</link>
<guid isPermaLink="false">36dd4449d75a1169c8a7ce55868c1995</guid>
<pubDate>Mon, 12 Jan 2026 09:59:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./7_1_.jpg" style="width: 500px; height: 396px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย&ndash;อินเดีย จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจในกลุ่มวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างและตกแต่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำผู้ประกอบการไทย 17 ราย พบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดียกว่า 50 ราย หวังต่อยอดการค้า การลงทุน และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสีเขียวร่วมกัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจไทย&ndash;อินเดีย ณ โรงแรม St. Regis เมืองมุมไบ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นางสาวสัญฉวี พัฒนจักร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วม ว่า อินเดียเป็นประเทศที่ตนเดินทางมาอย่างต่อเนื่องและเห็นถึงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงเศรษฐกิจอินเดียที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งภายใต้นโยบายเศรษฐกิจที่มั่นคง และได้รับการยอมรับจากประชาคมโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีกล่าวว่า ไทยและอินเดียเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกันในทะเลอันดามัน ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงควรถูกมองในฐานะ &ldquo;ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงถึงกัน&rdquo; โดยทั้งสองประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เกื้อกูลกัน ไทยนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ วัตถุดิบทางเภสัชกรรม ชา และเครื่องเทศ ขณะเดียวกัน วัตถุดิบสำคัญจากไทยก็ถูกนำไปแปรรูปต่อ เพิ่มมูลค่า และสร้างการจ้างงานในอินเดีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ในปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินเดียอยู่ที่ประมาณ 1.65 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราวร้อยละ 15 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยไทยเป็นหนึ่งใน 5 แหล่งสำคัญของสินค้าขั้นกลางสำหรับอุตสาหกรรมอินเดีย โดยเฉพาะยางพาราและน้ำมันปาล์ม ขณะที่การส่งออกส่วนผสมอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยไปอินเดียก็ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ทิศทางการเติบโตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมไทยมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของอินเดีย ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เทคโนโลยี AI การค้าดิจิทัล อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงการพัฒนาไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub) ซึ่งสามารถต่อยอดความร่วมมือและเติมเต็มซึ่งกันและกันได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้นำผู้ประกอบการไทย 17 ราย ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ วัสดุก่อสร้างจากยางพารา ผลิตภัณฑ์ไม้สำหรับปูพื้น ผนัง และประตู เคหะสิ่งทอ ระบบทำความเย็นและความร้อนประหยัดพลังงาน พลังงานแสงอาทิตย์ เฟอร์นิเจอร์สำหรับโรงแรม รวมถึงอุปกรณ์และระบบด้านสุขภาพ เข้าร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการอินเดียกว่า 50 ราย ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคม CREDAI, Maharashtra Chamber of Housing Industry (CREDAI-MCHI) และ<br />
สมาพันธ์อุตสาหกรรมแห่งอินเดีย (Confederation of Indian Industry: CII)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีระบุว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ทั้งสองประเทศไม่อาจมองข้ามคือ &ldquo;ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม&rdquo; ซึ่งไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ทุกภาคอุตสาหกรรมต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต การจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้จึงเป็นการเริ่มต้นปีด้วยความร่วมมือที่สำคัญ และเป็นการต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย&ndash;อินเดียให้เติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;หากต้องการไปให้ไกลและไปให้เร็ว เราจำเป็นต้องจับมือเดินไปด้วยกัน อินเดียคือหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของไทย และการเติบโตของเราจะต้องเป็นการเติบโตร่วมกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ที่เกื้อกูลระหว่างกันและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&rdquo; นางศุภจีกล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202601124e86895f4ce180df9b7d8761fe216b7d100047.jpg' type='image/jpg' length='531623' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 วัด จำนวน 99 รูป เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569  เมื่อวันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9805</link>
<guid isPermaLink="false">9cc00e0516cd2bef09cfa72eb8b6e37f</guid>
<pubDate>Tue, 06 Jan 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ม.ค./5_1_.jpg" style="width: 500px; height: 356px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:26px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ &nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมใจร่วมกัน ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 9 วัด จำนวน 99 รูป เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคล เริ่มต้นปีใหม่ 2569 ด้วยประเพณีอันดีงามของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยมีพระโสภณนนทสาร &nbsp;เจ้าคณะอำเภอบางบัวทอง และเจ้าอาวาสวัดบางไผ่ พระอารามหลวง จังหวัดนนทบุรี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระสงฆ์จากที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนนทบุรี 9 วัด จำนวน 99 รูป &nbsp;จากวัดในจังหวัดนนทบุรี ได้แก่ วัดแคนอก วัดน้อยนอก วัดสมรโกฏิ วัดบางรักใหญ่ วัดไทรม้าใต้ วัดตำหนักใต้ วัดเพลง วัดบางไผ่ และวัดบางนา</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20260106422ce9a4235f03e847807f883d601474103533.jpg' type='image/jpg' length='675177' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมพิธีเปิดงาน OTOP City 2025 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9797</link>
<guid isPermaLink="false">04432bf45704f35815b006bfbe3bb642</guid>
<pubDate>Tue, 23 Dec 2025 09:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/221_1_.jpg" style="width: 500px; height: 325px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้นำขบวนผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) 18 รายการจากท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ &nbsp;มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายในงานอย่างคึกคักโชว์ศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นไทย และเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น โดยงานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1&ndash;3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่สินค้าเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง ผ่านการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ควบคู่กับการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติ พร้อมเร่งส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ให้เข้าถึงผู้บริโภคในตลาดที่หลากหลาย เพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงให้แก่ชุมชนผู้ผลิต โดยสินค้าGI ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน Quick Big Win ทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีอัตลักษณ์โดดเด่น สามารถนำมาต่อยอดเชิงพาณิชย์และสร้างความแตกต่างในตลาดได้อย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ผนึกกำลังกับ กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาชุมชน ขยายช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ในงานมหกรรมสินค้า OTOP ครั้งใหญ่ส่งท้ายปี โดยเล็งเห็นว่าสินค้า GI และสินค้า OTOP ต่างมีจุดร่วมสำคัญคือการเป็นสินค้าจากฐานชุมชนที่ใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นจุดแข็งและจุดขายอย่างไรก็ดี สินค้า GI มีความแตกต่างในด้านการคุ้มครองสิทธิ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีคุณลักษณะเฉพาะเชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์อย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีกระบวนการผลิตในพื้นที่เฉพาะและมีระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานที่ขึ้นทะเบียนไว้ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในโอกาสนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงได้ยกขบวนสินค้า GIเด่น 18 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วประเทศ ร่วมจำหน่ายในงาน &ldquo;OTOP City 2025&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 โดยสินค้าที่เข้าร่วม ประกอบด้วย สินค้า GI กลุ่มข้าวและอาหาร 9รายการ ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ปลาช่อนแม่ลา (สิงห์บุรี) ไข่เค็มไชยา (สุราษฎร์ธานี) หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ขนมหม้อแกงเมืองเพชร (เพชรบุรี) กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก และกาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) สินค้า GI กลุ่มผลไม้ 4 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมสามพราน (นครปฐม) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) และส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม รวมทั้งสินค้า GI กลุ่มงานหัตถกรรม 5 รายการ ได้แก่ ผ้าหม้อห้อมแพร่ ชามไก่ลำปาง ครกหินอ่างศิลา (ชลบุรี) เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน (นครราชสีมา) และเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด (นนทบุรี)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สินค้า GI ทั้ง 18 รายการ ล้วนเป็นของดีที่มีชื่อเสียงครองใจผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมาอย่างยาวนาน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 6,082 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถแวะมาชม ชิม ช็อปสินค้า GI ของแท้ส่งตรงจากแหล่งผลิต ได้ที่บูธ GI Pavilion (เสาที่ 34&ndash;35 โซน FF-GG) อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 - 21.00 น. และเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์นี้ (27 &ndash; 28 ธันวาคม 2568) กรมฯ เตรียมมอบของขวัญพิเศษในช่วงนาทีทองให้แก่ผู้ร่วมงาน เป็นเซ็ตของขวัญ GI ราคาพิเศษที่หาซื้อไม่ได้จากที่ไหน จำกัดเพียงวันละ 2 รอบเท่านั้น ในช่วงเวลา 13.00 น. และ 16.00 น. สายช็อป GI ห้ามพลาดเด็ดขาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา เน้นย้ำเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้า GI อย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายตลาดสินค้า GI โดยยกระดับความร่วมมือกับเครือข่ายโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ และแพลตฟอร์มออนไลน์ ผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยการนำสินค้า GI เข้าร่วมงาน OTOP City 2025 ครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ทางการตลาด สร้างการรับรู้ และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้สินค้า GI ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง สามารถสร้างคุณค่าและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าเยี่ยมชมบูธแสดงสินค้ากระทรวงพาณิชย์ (SMART Local Pavilion) ภายในงาน OTOP City 2025 และให้กำลังใจผู้ประกอบการชุมชนที่เข้าร่วมออกบูธ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำผู้ประกอบการชุมชนที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาจากหน่วยงานภายในกระทรวงพาณิชย์ 30 รายทั่วประเทศ เข้าร่วมงาน OTOP City 2025 ซึ่งจัดขึ้น ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 เมืองทองธานี โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพดี สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่น โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ไทยร่วมสมัย ให้ได้เลือกชม เลือกชอป อาทิ *ตุ๊กตามวยไทยจากเส้นใยผักตบชวาขึ้นรูป วิสาหกิจชุมชนบ้านผักตบชวาไม้ตรา จ.พระนครศรีอยุธยา *ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผ้ามัดย้อมชิโบริสีธรรมชาติแม่อิง จ.พะเยา *เครื่องใช้จากไม้แบรนด์ AWA จ.นนทบุรี *กระเป๋าจักสานกระจูดร่วมสมัยปักลาย แบรนด์กระจูดบ้านเรา จ.พัทลุง*ผ้าขาวม้าหมักโคลน กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ (ดารานาคี) จ.บึงกาฬ *เสื่อจันทบูร กลุ่มสตรีทอเสื่อกก บ้านเสม็ดงาม จ.จันทบุรี เป็นต้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้ คือ &ldquo;New Year Lucky Bag by DBD&rdquo; ถุงสุ่มมีดี ของดีจากชุมชนที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ชุมชนใน Pavilion กระทรวงพาณิชย์ มาจำหน่ายในรูปแบบ Lucky Bag ราคาพิเศษ เฉพาะในงานOTOP City 2025 นี้เท่านั้น นอกจากผู้บริโภคจะได้ร่วมสนุก ลุ้นของดีในราคาเข้าถึงง่ายแล้ว ควบคู่ไปกับประสบการณ์การเลือกซื้อสินค้าที่สนุกและแปลกใหม่ สามารถนำไปเป็นของฝากของกำนัลช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ยังสามารถสร้างกระแสให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า ภายในงานฯ กรมฯ ยังมีโซนจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์เบญจมู (Benjamoo) โดยมีแมวมงคล &ldquo;KONJA โกนจา&rdquo; เป็นผลิตภัณฑ์แรกของแบรนด์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ความเป็นสิริมงคล และนำมาซึ่งสิ่งที่ดีดีทั้งปัจจุบันและอนาคต เกิดจากการรวมพลังเครือข่ายผู้ประกอบการชุมชนมีดี ภายใต้กิจกรรม SMART Local METRIX-D ของกรมฯ ที่ได้นำเอกลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และจุดเด่นสินค้าของตนเองมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบ จนเกิดเป็นแบรนด์ &lsquo;เบญจมู&rsquo; ทั้งนี้ ภายในงานฯ ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้ร่วมกันรังสรรค์อย่างต่อเนื่อง เน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ที่สะท้อนตัวตนของชุมชนไทยร่วมสมัย ถือเป็นก้าวแรกของการต่อยอดธุรกิจเครือข่ายสร้างสรรค์ที่แข็งแรงกว่าเดิม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ที่โซน &ldquo;มีดี มีของใหม่&rdquo; ได้เปิดตัว &ldquo;ผลิตภัณฑ์ใหม่&rdquo;(New Collection) ของผู้ประกอบการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษเน้นความทันสมัย ใช้งานได้จริง พร้อมเปิดจำหน่ายภายในงานนี้เป็นที่แรก อาทิ *THE NEW COLLECTION HAND BAG WOVEN FABRIC กระเป๋าผ้าทอ แบรนด์ INDY GO จ.สกลนคร *Cracked serenity ผ้ามัดย้อมมูลวัวนม แบรนด์ มัดมอวาลู จ.สระบุรี *กระเป๋า Lucky day แบรนด์ Nineshop99 จ.เชียงราย *กระเป๋าเสื่อลายกกเหล่าพัฒนาวิสาหกิจชุมชนสหกรณ์จักสานตำบลเหล่าพัฒนา(สานกกครูเรือง) จ.นครพนม *พวงกุญแจผลึกนิล แบรนด์นิล ณ กาญจน์ จ.กาญจนบุรี เป็นต้นเหมาะเป็นของฝากของกำนัลในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ ทั้งนี้ โซนมีดี มีของใหม่ได้รับการออกแบบให้เป็นจุดสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เข้าร่วมงานที่สามารถสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคัดสรรค์เป็นพิเศษ สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่มีกลิ่นอายการออกแบบที่ร่วมสมัย จัดแสดงอย่างมีเอกลักษณ์ พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ดึงดูดทุกช่วงวัยในบรรยากาศเทศกาลปลายปีอย่างอบอุ่น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การนำผู้ประกอบการ 30 ราย เข้าร่วมงานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผนส่งเสริมและพัฒนาด้านการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อเสริมศักยภาพการประกอบธุรกิจให้เข้มแข็ง ด้วยการประยุกต์ใช้นวัตกรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่เน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย ตามแนวคิด &quot;กระตุ้นสั้นได้ผลยาว กระจายตัว&quot; ด้วยการนำสินค้าชุมชนสู่ตลาดใหญ่ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกิดผลอย่างรวดเร็วและทันที เพื่อเพิ่มระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ให้เกิดกระจายตัวของเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการวางรากฐานการเติบโตในอนาคต เสริมเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน&nbsp;</strong></span></span></span></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ คาดว่าตลอดการจัดงาน 9 วัน จะสามารถสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการที่ร่วมออกงานทั้ง 30 ราย ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ทั้งยอดขายภายในงานและคำสั่งซื้อของคู่ค้าในอนาคต นับเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าสู่ตลาดอย่างมีภาพลักษณ์ใหม่ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้สินค้าไทยร่วมสมัยขึ้น พร้อมต้อนรับเทศกาลปีใหม่ด้วยพลังสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสอัตลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวอันทรงคุณค่า พร้อมร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนไทยและสินค้าไทย ภายในงาน OTOP City 2025ระหว่างวันที่ 20 - 28 ธันวาคม 2568 ณ SMART Local Pavilion กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี รวมถึงช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ให้เลือกซื้อเพิ่มเติมได้หลังจบงาน&rdquo; อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สอบถามรายละเอียดหรือติดตามกิจกรรมเกี่ยวกับธุรกิจชุมชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5950 Call Center 1570 และ เว็บไซต์ www.dbd.go.th</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2025122375565da8e27827f1b932d90e58e2a9dd094403.jpg' type='image/jpg' length='241134' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมรวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า เสริมภูมินักบัญชีไทย รู้ทันธุรกิจผิดกฎหมาย (Professional Skepticism of Illegal Businesses)” เมื่อวันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม 2568 ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9796</link>
<guid isPermaLink="false">4f63d5c1a015e39baffe2740023e3e54</guid>
<pubDate>Tue, 23 Dec 2025 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/22_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;มหกรรมรวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า เสริมภูมินักบัญชีไทย รู้ทันธุรกิจผิดกฎหมาย (Professional Skepticism of Illegal Businesses)&rdquo; ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี สำนักงานบัญชี สมาคมวิชาชีพ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน 17 หน่วยงาน เข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า รู้สึกชื่นใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นความร่วมมืออย่างกว้างขวาง วันนี้มีผู้ขอเข้าร่วมอบรมเพื่อทำความเข้าใจและปกป้องประเทศจากปัญหานอมินีและบัญชีม้ากว่า 1,500 ราย ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี พร้อมย้ำว่า &ldquo;ระบบบัญชีม้าและระบบนอมินีสร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างยิ่ง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กระทบกับทุกคน หากเรารู้เท่าทันและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เราจะสามารถลดและขจัดปัญหานี้ได้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ที่อยู่ในห้องนี้ทุกคน ทั้งหน่วยงานพันธมิตร สมาคมวิชาชีพบัญชี และนักบัญชีจากสำนักงานบัญชีทั่วประเทศ ล้วนเป็นกำลังสำคัญในการช่วยป้องกัน ช่วยตักเตือน และช่วยลดทอนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยการมาในวันนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ &ldquo;รู้&rdquo; แต่ต้อง &ldquo;ร่วมมือทำ&rdquo; เพราะนักบัญชีคือ &ldquo;ต้นทาง&rdquo; ที่สามารถสกัดกั้นปัญหาได้ตั้งแต่เริ่มต้น หากเข้าใจบทบาทหน้าที่และร่วมมือกันอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าจะสามารถป้องกันการใช้บัญชีม้าและนอมินีเข้ามาทำธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส ซึ่งมีความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการถอดบทเรียนในช่วงเช้า จะเห็นว่ามิจฉาชีพมีการพัฒนารูปแบบการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทุกภาคส่วนก็ต้องพัฒนาและรู้เท่าทันเช่นกัน การเสริมความรู้ครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดสิ้นสุด จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องประเทศและระบบธุรกิจไทยได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะหน่วยงานหลัก ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรอย่างใกล้ชิด และในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ได้เตรียม &ldquo;ของขวัญปีใหม่ให้มิจฉาชีพ&rdquo; ผ่านมาตรการเข้มข้น 4 คำสั่ง และ 2 ประกาศ เพื่อปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทาง อาทิ การนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านราย และข้อมูลบัญชีม้ากว่า 90,000 รายชื่อ มาประกอบการคัดกรองการจดทะเบียนนิติบุคคล หากพบความเสี่ยงจะเชิญมาแสดงตัวตนและแสดงหลักฐานทางการเงิน รวมถึงการตรวจสอบกรณีใช้ที่อยู่ซ้ำซ้อน การจัดโครงสร้างกรรมการที่น่าสงสัย และการยืนยันตัวตนของผู้เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนบริษัท นอกจากนี้ ยังได้ออกประกาศให้ผู้รับหน้าที่จดทะเบียนบริษัทต้องขึ้นทะเบียนแสดงตัวตน และให้ผู้รับรองการจดทะเบียนต้องเห็นตัวจริงและยืนยันตัวตนผ่านระบบ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและลดโอกาสการแอบอ้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเทศไทยมีนักบัญชีกว่า 80,000 ราย และสำนักงานบัญชีกว่า 7,000 แห่ง แต่มีสำนักงานบัญชีที่อยู่ในสมาคมบัญชีคุณภาพเพียง 191 ราย จึงขอเชิญชวนสำนักงานบัญชีเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมบัญชีคุณภาพ เพื่อเสริมทักษะ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และร่วมกันปกป้องระบบธุรกิจไทย พร้อมขอความร่วมมือไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และรักษาความเชื่อมั่นของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251223752b86ea3a1dec081729449d0dbcc2e4093049.jpg' type='image/jpg' length='234790' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9793</link>
<guid isPermaLink="false">f6b791725a66b34f32df14915d667288</guid>
<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 09:55:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/19_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ควบคู่กับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต โดยเป็นการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐกิจดิจิทัลในปัจจุบัน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 ณ บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) จำกัด อาคารเกษรทาวเวอร์ กรุงเทพฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการรักษาและส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนไทย โดยไม่จำกัดเพศหรือวัย พร้อมมุ่งผลักดันให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ โดยเฉพาะการเสริมขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ SMEs ไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 3.2 ล้านรายทั่วประเทศ คิดเป็นกว่า 99% ของภาคธุรกิจทั้งหมด และเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การลงนาม MOU ในวันนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการนำองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ภาคปฏิบัติ ผ่านแพลตฟอร์ม LINE ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 60 ล้านบัญชี หากสามารถส่งต่อความรู้ที่มีมาตรฐาน ถูกต้อง และเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์ไทยอย่างกว้างขวาง&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย MOU จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ MOU ด้านการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ และ MOU ด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งครอบคลุมการให้ความรู้ การส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของผลงาน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับทักษะ (Upskill) ให้กับ SMEs ไทย เพื่อ &ldquo;ติดอาวุธและติดปีก&rdquo; ให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ภายใต้ MOU ดังกล่าว กรมทรัพย์สินทางปัญญาและ LINE ประเทศไทย จะบูรณาการความร่วมมือใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(1) การยกระดับความรู้และความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาแก่ผู้ประกอบการ นักสร้างสรรค์ และประชาชนทั่วไป ผ่านแพลตฟอร์ม LINE อย่างเป็นระบบและเข้าถึงได้ง่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(2) การส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการนำคาแรกเตอร์และผลงานสร้างสรรค์ไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(3) การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และการป้องปรามการละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(4) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย ด้วยเครื่องมือดิจิทัลและการเพิ่มทักษะทางธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเชื่อมโยงการทำงานทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมกันต่อยอดการส่งเสริมการค้า การขาย และการขยายตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย พร้อมขอบคุณ LINE ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้กระทรวงพาณิชย์ได้นำกลไกด้านทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอให้ผู้ประกอบการ SMEs นำองค์ความรู้และโอกาสที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือนี้ไปใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำผลความร่วมมือนี้ไปต่อยอดในทุกมิติ&rdquo; นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2025122258acd9f9dcb71c42b6a784cc9f301aae100328.jpg' type='image/jpg' length='152024' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดร.แอนเจลา แม็กดอนัลด์ (Dr. Angela Macdonald) เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย เข้าพบหารือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9792</link>
<guid isPermaLink="false">b2948638a4498da1ae0477661b694858</guid>
<pubDate>Mon, 22 Dec 2025 09:47:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/18_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันให้การต้อนรับ ดร.แอนเจลา แม็กดอนัลด์ (Dr. Angela Macdonald) เอกอัครราชทูตเครือรัฐออสเตรเลียประจำประเทศไทย ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและโอกาสใหม่ ๆ ที่ทั้งสองประเทศจะสามารถเพิ่มความร่วมมือกันได้ทั้งในมิติของการค้าและการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย&ndash;ออสเตรเลีย ช่วยผลักดันมูลค่าการค้าให้ขยายตัวอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะที่ตัวเลขการลงทุนของออสเตรเลียในไทยอาจยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ของไทย แต่เห็นศักยภาพในสาขาที่ออสเตรเลียเข้ามาลงทุน รวมถึงการที่ออสเตรเลียได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนเพื่อมุ่งสู่ปี ค.ศ. 2040 จึงใช้โอกาสนี้เชิญชวนออสเตรเลียขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายหรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ของไทยเพิ่มขึ้น เช่น ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital AI) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life-Science) เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-Tech) อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ยานยนต์สมัยใหม่ (Next&ndash;Generation Automotive) เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และสาขาพลังงานสะอาด ซึ่งออสเตรเลียแสดงความพร้อมที่จะผลักดันประเด็นนี้ร่วมกันต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งสองฝ่ายยังได้แสดงความยินดีที่ไทยและบริษัท อัคราฯ ของออสเตรเลีย สามารถยุติกรณีพิพาทได้ ซึ่งนับเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และยังเป็นการรักษาความสัมพันธ์ด้านการลงทุนระหว่างไทยและออสเตรเลียในระยะยาว โดยออสเตรเลียยังได้แสดงเจตจำนงค์ที่จะขยายการลงทุนในด้านนี้เพิ่มเติม และขอรับการสนับสนุนจากไทยในเรื่องนี้ พร้อมกันนี้ ออสเตรเลียได้ติดตามความคืบหน้าสถานการณ์การนำเข้านมผงขาดมันเนยภายใต้ FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้ดูแลภาพรวมของ FTA จะประสานงานและติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเสริมปิดท้ายว่า การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้แสดงความพร้อมที่จะสานต่อความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับออสเตรเลียในทุกระดับ พร้อมเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ฝ่ายออสเตรเลียได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของไทย ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD และพร้อมสนับสนุนไทยในกระบวนการดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานด้านการค้าของไทยให้เทียบเท่าระดับสากล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับการค้าไทย-ออสเตรเลีย ในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 2568) ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 14,321.35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 5,129.83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกไปออสเตรเลีย มูลค่า 9,725.59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลีย มูลค่า 4,595.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนสาขาสำคัญของออสเตรเลียในไทย อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ การผลิตเครื่องจักรขั้นสูงและระบบ AI ควบคุมเครื่องจักร และในสาขาดิจิทัลซึ่งครอบคลุมถึงการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center)</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512229fd9fb26ee26d8589c9aeb644038430d094802.jpg' type='image/jpg' length='112569' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ความร่วมมือเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาดศักยภาพ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9786</link>
<guid isPermaLink="false">e60acb4c0667f1dba1b178184d733ef8</guid>
<pubDate>Fri, 19 Dec 2025 10:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/18_1_.jpg" style="width: 500px; height: 349px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000000;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้ายกระดับ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; และวัตถุดิบเกษตรไทยสู่การเป็นประสบการณ์ด้านอาหารระดับโลก ผ่านโมเดล &ldquo;Local Ingredients World Class Experiences&rdquo; เชื่อมโยงสินค้าเกษตรคุณภาพกับอุตสาหกรรมอาหาร การท่องเที่ยว และการบิน เพื่อเพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม โดยกรมการค้าภายใน (DIT) ผนึกกำลังภาคเอกชน จับมือบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตรายการ MasterChef (Thailand) และ 3 สายการบินชั้นนำ ได้แก่ สายการบินไทยแอร์เอเชีย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบางกอกแอร์เวย์ส เปิดตลาดศักยภาพใหม่ให้สินค้าเกษตรไทยสู่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดนโยบายการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรจาก &ldquo;วัตถุดิบท้องถิ่น&rdquo; สู่ &ldquo;สินค้ามูลค่าสูง&rdquo; โดยนำ ข้าวประณีต และวัตถุดิบเกษตรคุณภาพของไทย &nbsp;อาทิ ปลากะพงสามน้ำ จากทะเลสาบสงขลา สับปะรดภูแล จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสินค้า GI ในความส่งเสริมของกระทรวงพาณิชย์ มาเชื่อมกับแพลตฟอร์มอาหารระดับประเทศอย่าง MasterChef (Thailand) เพื่อสร้างการรับรู้และการบริโภคในวงกว้าง พร้อมพัฒนาเป็นเมนูอาหารที่เข้าถึงผู้บริโภคจริงผ่านสายการบิน ซึ่งเป็นช่องทางที่มีศักยภาพและเชื่อมโยงตลาดนานาชาติได้โดยตรง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับโครงการ DIT x MasterChef เชฟผู้เข้ารอบชิงชนะเลิศ 3 คนสุดท้ายของรายการ MasterChef (Thailand) ซีซัน 7 จะนำวัตถุดิบสินค้าเกษตรไทยมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษ และพัฒนาเป็นเมนูจำหน่ายบนเที่ยวบินของสายการบินแอร์เอเชียทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงให้บริการในห้องรับรองพิเศษของการบินไทย และบนเที่ยวบินและเลาจ์ของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ซึ่งไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรไทย แต่ยังเป็นการนำเสนออัตลักษณ์อาหารไทยในรูปแบบ Soft Power สู่สายตาผู้โดยสารจากทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอขอบคุณบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด รวมถึงสายการบินทั้ง 3 แห่ง ที่ร่วมเป็นพันธมิตรสำคัญในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนพลังของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับสินค้าเกษตรจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย</strong></span></span></span></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="color:#000000;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากความร่วมมือก่อนหน้า โดยเฉพาะโครงการ DIT x AirAsia ซึ่งได้รับรางวัล Creative Excellence Awards 2025 จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สะท้อนศักยภาพของการนำความคิดสร้างสรรค์มาผสานกับการตลาดสินค้าเกษตรไทย และได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากนั้นกรมการค้าภายในได้รับมอบหมายให้ขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรสายการบินเพิ่มเติม เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าเกษตรในกลุ่มปศุสัตว์ ประมง และผลไม้ อาทิ ปลากะพง กุ้งขาวแวนนาไม เนื้อโค ข้าวประณีต สับปะรดภูแล และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง นำมายกระดับเป็นเมนูอาหารคุณภาพ เสิร์ฟแก่ผู้โดยสารทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;โครงการนี้ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารบนเครื่องบิน แต่เป็นโมเดลการตลาดใหม่ที่ช่วยให้สินค้าเกษตรไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดศักยภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม ผู้โดยสารที่เดินทางกับแอร์เอเชีย การบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส จะได้ลิ้มลองเมนูพิเศษที่ช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทย อิ่มท้อง และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไปพร้อมกัน&rdquo; นายวิทยากรกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมการค้าภายในเชื่อมั่นว่า โมเดล &ldquo;Local Ingredients World Class Experiences&rdquo; จะเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่า ขยายตลาด และกระจายรายได้สู่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512199fd9fb26ee26d8589c9aeb644038430d110335.jpg' type='image/jpg' length='1041706' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมแผนความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ไทย-สปป.ลาว ครั้งที่ 8 เมื่อวันพุธร์ที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9762</link>
<guid isPermaLink="false">477666e3bed1e154b3286256068c4c20</guid>
<pubDate>Thu, 18 Dec 2025 09:30:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/17_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จัดประชุมแผนความร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ไทย-สปป.ลาว ครั้งที่ 8 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ กรุงเทพฯ ร่วมกับนายมะไลทอง กมมะสิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของ สปป. ลาว มุ่งขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ดันการค้าสองฝ่ายบรรลุเป้า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ยกระดับการแลกเปลี่ยนสถิตินำเข้า-ส่งออก เพื่อติดตามการเคลื่อนย้ายสินค้าสำคัญ พร้อมปรับกลไกค้าชายแดน เตรียมเปิดใช้สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 เชื่อมโยงบึงกาฬ-บอลิคำไซ เพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไทยไปยังเวียดนามและจีน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงในลุ่มน้ำโขง เพื่อให้ไทยและลาวเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ผ่านแดนระหว่างอาเซียนกับจีน โดยได้หารือกันถึงแนวทางการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟลาว-จีน ให้มากยิ่งขึ้น โดยลดขั้นตอนและระยะเวลาการขนถ่ายสินค้าของไทยขึ้นรถไฟลาว-จีน โดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายรถ และมีบัญชีค่าธรรมเนียมในการขนส่งที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ประกอบการวางแผนและคำนวนต้นทุนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน (Joint benefit) ต่อทั้งไทยและ สปป.ลาว ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ Land linked ของ สปป.ลาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ได้ร่วมหารือถึงแนวทางขยายการค้าทวิภาคีให้บรรลุเป้าหมาย 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2570 จากมูลค่าการค้าปัจจุบันในปี 2567 กว่า 8,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี ทั้งสองฝ่ายจะจัดทำแผนงาน 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อเป็นทิศทางการทำงานร่วมกันของทั้งสองกระทรวงที่เป็นระบบและมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน และจะฟื้นฟูกลไกด้านเกษตร เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตร และเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารในตลาดโลก โดยเน้นสินค้าเกษตรที่ปลอดการเผา เพื่อลดปัญหา PM 2.5 ข้ามแดน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถิตินำเข้า - ส่งออกสินค้าสำคัญ เพื่อประเมินข้อมูลและคาดการสถานการณ์การค้าได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งรวมถึงสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีการควบคุมการส่งออก ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี โดยฝ่าย สปป.ลาว ได้ยืนยันว่าการนำเข้าสินค้าน้ำมันจากไทยเพื่อใช้ภายในประเทศและไม่ส่งออกไปยังประเทศที่สาม&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ของไทย และสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว เข้าร่วมหารือ เพื่อเสนอแนะแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ซึ่งจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมของภาคเอกชนสองฝ่าย และคณะอนุกรรมการในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ อาทิ การผลิตและห่วงโซ่อุปทาน การค้าและการสร้างแบรนด์ การท่องเที่ยวและสังคม นโยบายและกฎระเบียบ การพัฒนาดิจิทัลและ AI และการเงิน โดยผลักดันให้ภาคเอกชนประชุมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง คู่ขนานกับการประชุมแผนความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ไทย-สปป.ลาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สปป.ลาว เป็นคู่ค้าลำดับที่ 7 ของไทยในอาเซียน และอันดับ 18 ในโลก การค้ารวมในปี 2567 มีมูลค่า 8,283.07 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 4,929.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 3,358.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 1,570.85 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 10 เดือนของปี 2568 (มกราคม-ตุลาคม) มีมูลค่ารวม 8,183.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 18.65% ไทยส่งออก 4,807.26 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16.90% ขณะที่การนำเข้าจาก สปป.ลาว มูลค่า 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.23% ไทยส่งออกสินค้าสำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป อัญมณีและเครื่องประดับ เคมีภัณฑ์ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย ขณะที่นำเข้าสินค้าจาก สปป.ลาว ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512183a34051cce36bec4b52e5a9d88096b7b093022.jpg' type='image/jpg' length='115588' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตร “การค้าระหว่างประเทศสำหรับผู้บริหารยุคใหม่” หรือ NIC2E รุ่นที่ 3  เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9759</link>
<guid isPermaLink="false">b81f2e262eac041de545eacd18a739ba</guid>
<pubDate>Mon, 15 Dec 2025 09:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/13_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้าร่วมอบรมทั้ง 82 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตร ภาคประชาสังคม รวมถึงสื่อมวลชน โดยมีนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ร่วมด้วย โดยหลักสูตรมุ่งสร้างองค์ความรู้ด้าน FTA และพัฒนาเครือข่าย FTA Club ผ่านการอบรมแบบ Train the Trainer เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้ไปขยายผลในองค์กรและสาธารณชนได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า FTA เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยลดภาษีศุลกากร ลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดได้กว้างขึ้น พร้อมเผยว่าไทยมี FTA ที่มีผลบังคับใช้แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และล่าสุดลงนามเพิ่มอีก 3 ฉบับ ครอบคลุม 6 ประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ ไอซ์แลนด์ ภูฏาน และศรีลังกา โดยรัฐบาลยังเดินหน้าเจรจา FTA เชิงรุกเพื่อให้เกิด &ldquo;Quick Big Win&rdquo; ทั้งกับ EFTA EU และเกาหลีใต้ เพื่อเปิดตลาดใหม่และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การเจรจาการค้าเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย เพราะเราต้องเอาบางอย่างไปแลกเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์กลับมา หากผู้ประกอบการไม่สามารถนำสิทธิประโยชน์เหล่านี้ไปใช้ได้จริง ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย จึงจำเป็นต้องพัฒนาและยกระดับผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่ภาคเอกชนไปจนถึงเกษตรกรรายย่อยให้พร้อมรองรับการเปิดตลาดใหม่ รวมถึงเตรียมความพร้อมรับมาตรการใหม่ เช่น CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคมนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวถึงการปรับกฎระเบียบและนำเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระบบถิ่นกำเนิดสินค้า (ROO) ที่ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้ เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ และการใช้ AI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลและใช้สิทธิประโยชน์ FTA ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการบูรณาการข้อมูลร่วมกับหลายหน่วยงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีความพร้อมรองรับโอกาสและความท้าทายทางการค้าในยุคใหม่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับยุทธศาสตร์ที่ผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 3 นำเสนอร่วมกัน มีเป้าหมายร่วมในการผลักดันไทยเป็นศูนย์กลาง Food Security ของตลาดโลก โดยเน้นสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น สินค้าประมง ข้าวและธัญพืช กาแฟและเครื่องดื่ม ผ่านการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศ ยกระดับมาตรฐานการผลิต สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเปิดโอกาสให้ SMEs สตาร์ทอัพ และเกษตรกร เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ได้มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุว่า ซัพพลายเชนสำคัญมาก และประเทศไทยต้องวางตัวอย่างเหมาะสมในเวทีการค้าโลก ไม่เอนเอียงข้างใดข้างหนึ่ง แต่ยึดหลักประโยชน์ร่วม (joint benefit) เพื่อให้ไทยเป็นโซ่ข้อกลางในห่วงโซ่การผลิตที่หลายประเทศอยากร่วมมือ ผู้ที่จะชนะในยุคเศรษฐกิจโลกผันผวน คือผู้ที่มองเห็นโอกาสจากปัญหา และดึงออกมาเป็นจุดแข็งได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความรู้ด้าน FTA และเตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนเพื่อใช้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ &ldquo;การทำงานด้านการเจรจาการค้าไม่สามารถสำเร็จได้เพียงลำพัง ต้องมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน&rdquo; ซึ่งหลักสูตร NIC2E รุ่นที่ 3 ถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศของไทยให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อเศรษฐกิจและประชาชนอย่างแท้จริง</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512150824825400d97f115722d6082dbe60b9094518.jpg' type='image/jpg' length='136062' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9747</link>
<guid isPermaLink="false">6f8928fcbc945edc3939be8f0550ee43</guid>
<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 13:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/12_1_.jpg" style="width: 500px; height: 335px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี บำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (ครบ 50 วัน) ถวายพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม 2568 ณ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดบางไผ่ พระอารามหลวง ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี</strong></span></span></span></p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251212499a2246577d7a4dbdc2e101ac88df42135337.jpg' type='image/jpg' length='1298726' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน Thailand International Mega Fair ณ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9746</link>
<guid isPermaLink="false">163f70ea96d3b42bb4dbc04317900930</guid>
<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 13:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/101_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้เร่งสร้างและขยายโอกาสสินค้าไทยภายใต้นโยบาย Quick Big Win ในตลาดใหม่ โดยได้เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand International Mega Fair 2025 พร้อมกับคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ว่า งานนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 โดยบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 7-9 ธันวาคม 2568 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Riyadh International Convention &amp; Exhibition Centre กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เพื่อช่วยขยายโอกาสทางการค้าและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าไทยให้แก่ผู้ประกอบการไทย &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยในปีนี้ มีบริษัทไทยสมัครเข้าร่วมงาน จำนวน 36 บริษัท แยกเป็นกลุ่มสินค้า ได้แก่ สินค้าเกษตร 2 บริษัท อาหารและเครื่องดื่ม 15 บริษัท น้ำหอม 2 บริษัท สินค้าเพื่อสุขภาพและ Wellness 9 บริษัท สินค้าไลฟ์สไตล์ 5 บริษัท และอื่น ๆ 3 บริษัท คาดการณ์มูลค่าการค้าใน 1 ปี อยู่ที่ 200 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ DITP ได้ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้สามารถขยายช่องทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคตะวันออกกลาง ตามนโยบายบุกตลาดใหม่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมงาน อาทิ การเจรจาการค้า (Business Matching) โดยจัดให้มีการทำ Pre-Matching ระหว่างวันที่ 17-20 พฤศจิกายน 2568 เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่ทั้งสองฝ่ายในการเข้าร่วมงาน Thailand International Mega Fair 2025&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ thaitrade.com</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251212d5f432468ac79858016c59725e42b7c4134319.jpg' type='image/jpg' length='73451' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับ H.E. Yousef Hassan Khalawi (ยูซุฟ ฮัสซัน คาลาวี่) เลขาธิการหอการค้ามุสลิมโลกเพื่อการค้าและการพัฒนา (Islamic Chamber of Commerce and Development: ICCD) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9743</link>
<guid isPermaLink="false">cfcc85b45553dad649506e6db9a65a2f</guid>
<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 10:14:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/115_1_.jpg" style="width: 500px; height: 348px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ได้หารือกับ H.E. Yousef Hassan Khalawi (ยูซุฟ ฮัสซัน คาลาวี่) เลขาธิการหอการค้ามุสลิมโลกเพื่อการค้าและการพัฒนา (Islamic Chamber of Commerce and Development: ICCD) ณ ห้อง Suite 1026 โรงแรมโฟร์ซีซันส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมฮาลาลระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ยินดีที่ได้พบกับเลขาธิการ ICCD และยืนยันว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศมุสลิมกว่า 57 ประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญ แหล่งพลังงานหลัก และเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโยงห่วงโซ่การค้าโลก ทั้งนี้ ไทยในฐานะผู้ผลิตอาหารรายสำคัญของโลก พร้อมทำหน้าที่เป็น &ldquo;Food Security Hub&rdquo; ให้แก่ประเทศ OIC ด้วยศักยภาพการผลิตอาหารฮาลาลคุณภาพสูง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฮาลาลมากกว่า 200,000 รายการ โดยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) ขณะที่การส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไทยไปยังประเทศสมาชิก OIC ช่วงเดือนมกราคม&ndash;ตุลาคม 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 4,872 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางตลาดอาหารฮาลาลโลกที่มีมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และจำนวนประชากรมุสลิมทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านคน ซึ่งยังมีโอกาสอีกมากสำหรับสินค้าฮาลาลไทย โดยสินค้าอาหารฮาลาลสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ ข้าว น้ำตาล อาหารทะเลกระป๋องไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ผลไม้สดและแปรรูป ข้าวสาลี เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปต่างๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล ทั้งการให้ความรู้และส่งเสริมตลาดผู้ประกอบการใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการผลักดันกิจกรรมส่งเสริมการค้าครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจับคู่ธุรกิจ การเชิญผู้ซื้อรายสำคัญเยือนไทย และการจัดหรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เช่น THAIFEX &ndash; HOREC ASIA 2026 (11 &ndash; 13 มีนาคม 2569) THAIFEX &ndash; ANUGA ASIA 2026 (26 &ndash; 30 พฤษภาคม 2569) เป็นต้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยไทยยังเชื่อมประสานความร่วมมือผ่านสมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม (TMTA) ซึ่งเป็นตัวแทนประเทศไทยใน ICCD และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันสินค้าและบริการฮาลาลไทยสู่มาตรฐานสากล ทั้งด้านการค้า การท่องเที่ยวมุสลิม และการพัฒนามาตรฐาน Muslim-Friendly Hospitality (GMHI)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไทยพร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือ ทั้งเรื่องข้อมูลด้านการค้าและความต้องการสินค้าในตลาดฮาลาล การจัดทำโครงการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและขยายตลาด เช่น Business Matching และการประสานความร่วมมือด้านการพัฒนา SMEs และนวัตกรรมในอุตสาหกรรมฮาลาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ไทยพร้อมอย่างยิ่งที่จะเป็น &ldquo;แหล่งความมั่นคงทางอาหาร&rdquo; ให้แก่ประชาคมมุสลิมทั่วโลก พร้อมยินดีทำงานร่วมกับ ICCD เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ประเทศสมาชิก OIC อย่างเป็นรูปธรรม</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2025121221e152428a58e9138093e955a8ddbbef101427.jpg' type='image/jpg' length='968688' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน AI Awakening : A New Era for Thailand’s Digital Economy เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ ห้อง Prestige ชั้น 11 โรงแรม Grand Centerpoint Presige ราชดำริ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9742</link>
<guid isPermaLink="false">eb7ef65cf2fab0ebbf2d5fe867309c79</guid>
<pubDate>Fri, 12 Dec 2025 10:07:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/114_1_.jpg" style="width: 500px; height: 330px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดงาน AI Awakening : A New Era for Thailand&rsquo;s Digital Economy ร่วมกับบริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าปฏิรูปการค้าดิจิทัลของไทย ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ Smart Commerce ผสานนวัตกรรมและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดสากล พร้อมเสริมแกร่งผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ผ่านเวิร์กช็อปอัปสกิลเทคโนโลยี AI และการตลาดออนไลน์ ภายใต้นโยบาย &ldquo;Quick Big Win&rdquo; มุ่งยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ SME ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในงานว่า การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือสำคัญระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ Meta โดยได้รับเกียรติจาก Ms. Beth Ann Lim ผู้บริหารระดับภูมิภาคของ Meta (Director, APAC Public Policy Strategy) ร่วมถ่ายทอดแนวทางการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มศักยภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า เอสเอ็มอีเป็นกำลังสำคัญของประเทศ คิดเป็นกว่า 35% ของจีดีพี และประมาณ 12% ของมูลค่าส่งออกของไทย เราสามารถทำได้มากกว่านี้ หากผู้ประกอบการเข้าถึงเครื่องมือ เทคโนโลยี และมีทักษะการตลาดที่เหมาะสม รู้ว่าจะหาตลาดตรงไหน จะบริหารธุรกิจอย่างไรให้ยอดขายเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันความต้องการของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การตลาดยุคใหม่จึงต้องอาศัยเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น &ldquo;หากไม่มีเทคโนโลยี การปรับตัวในวันนี้จะยากมาก&rdquo; พร้อมระบุว่า กระทรวงฯ ไม่เพียงสรรหาเวิร์กช็อปและองค์ความรู้ แต่ยังเชื่อมโยงเครือข่ายสนับสนุนรอบด้าน เช่น SME D Bank เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงแหล่งทุน ความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลฯ โดย depa เปิดให้ทดลองใช้แพลตฟอร์มนวัตกรรมฟรี เช่น ระบบบัญชีนวัตกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นประโยชน์จริง และการสนับสนุนจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือใกล้ชิดยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ความร่วมมือกับ Meta จะช่วยขับเคลื่อนแนวคิด Smart Commerce ซึ่งไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่เป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ของระบบการค้าไทย ที่จะเชื่อมนวัตกรรม การรวมกลุ่มธุรกิจ และการขยายตลาดไทยสู่ระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้ SMEs และ Micro SMEs เข้าถึงตลาดออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกิจกรรมภายในงาน ผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ได้รับการพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างเข้มข้น ทั้งเวิร์กช็อปและการอัปเดตเทรนด์ AI โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ อาทิ<br />
-การบรรยาย &ldquo;Creative Reels on Your Radar&rdquo; จากทีม Facebook ประเทศไทย<br />
-เวิร์กช็อป &ldquo;Meta AI &amp; Ads Solutions for SME Growth&rdquo; โดยคุณมัณฑิตา จินดา ผู้ก่อตั้ง Digital Tips Academy<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -การเสวนา &ldquo;Decode AI Thailand : ปลดล็อกข้อจำกัด สู่โอกาสเศรษฐกิจดิจิทัล&rdquo; จาก Startup ด้านเทคโนโลยี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -การออกบูทสนับสนุนจากหน่วยงานพันธมิตรด้าน e-Commerce รวมทั้ง depa, SME D Bank, Meta, Digital Tips, สมาคม AI (AIAT) และ Botnoi<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราต้องการเสริมแกร่ง SME ให้ยืนได้อย่างแข็งแรง ทำให้มีส่วนช่วยเศรษฐกิจไทยมากกว่าเดิม ไม่ยึดติดรูปแบบเดิมๆ และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างเต็มที่ ขอให้ SME ไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 0 2547 5959 สายด่วน 1570 และ www.dbd.go.th &nbsp;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251212b5310ca125df17a2d86759f43a10a4b6100749.jpg' type='image/jpg' length='140038' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION” เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9738</link>
<guid isPermaLink="false">b9e90de551e29efa98ae18bf0bcab03d</guid>
<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 15:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/112_1_.jpg" style="width: 500px; height: 309px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานเปิดงาน &ldquo;VISION to SCREEN : HOLLYWOOD EDITION&rdquo; ณ โรงแรม The Ritz-Carlton Bangkok ซึ่งงานนี้จัดโดยสถาบันวิชาชีพด้านภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อดิจิทัลแห่งประเทศไทย (Professional Academy of Film, TV &amp; Digital Media Thailand) ในโอกาสที่ University of California Los Angeles (UCLA) School of Theater, Film &amp; Television (TFT) เตรียมจัดตั้งสาขาในประเทศไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมเปิดหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น (Professional Short Courses) เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย ต่อยอดสู่เศรษฐกิจใหม่ที่สร้างรายได้สูงให้ประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจีฯ ระบุว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดียทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและดิจิทัลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะที่ประเทศไทยเองก็มีแนวโน้มเติบโตสูงเช่นกัน ทั้งในด้านการผลิตคอนเทนต์ แอนิเมชัน การถ่ายทำภาพยนตร์ และบริการด้านเทคนิค ซึ่งได้รับการยอมรับมากขึ้นในตลาดโลก โดย &ldquo;รัฐบาลไทยเดินหน้าวางรากฐานเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน โดยมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เป็นหนึ่งในสาขาเป้าหมายสำคัญ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์ระดับภูมิภาค&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ผลักดัน 3 กลยุทธ์สำคัญ หรือ 3E ในการมุ่งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์ระดับภูมิภาค ได้แก่ 1.Empowering People การพัฒนาทักษะใหม่ (Future skills) และทุนมนุษย์ระดับสากล โดยให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานด้านการศึกษา สถาบันฝึกอบรม และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรในธุรกิจและอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดิจิทัลมีเดีย และจะใช้โอกาสพัฒนาจากความร่วมมือกับ UCLA School of Theater, Film &amp; Television (UCLA TFT) สถาบันที่มีประสบการณ์กว่า 75 ปี ในการพัฒนาคนทำงานระดับ &ldquo;ฮอลลีวูด&rdquo;ทั้งผู้แสดง ผู้กำกับ ผู้ผลิต นักเขียนบท และช่างเทคนิคระดับโลก 2. Elevating Entrepreneur เสริมความแข็งแกร่งผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลกกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการสนับสนุนหลากหลาย ผ่านการจัดงานหรือเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์ และละครซีรีส์ระดับนานาชาติในต่างประเทศ การจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ ความร่วมมือกับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง และการสนับสนุนผลงานของไทยบนเวทีโลก และ 3. Enabling a World-Class Ecosystem การสร้างระบบนิเวศ (ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ทั้งการสร้างมาตรฐานการผลิตให้เทียบเท่าสากล และการร่วมผลิตภาพยนตร์ (Co-production) มาตรการจูงใจนักลงทุนต่างชาติ และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีฯ เน้นย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลคอนเทนต์แห่งเอเชีย ทั้งทำเลที่ตั้งที่เป็นประตูสู่เอเชีย ไทยเป็นฐานการถ่ายทำภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมด้านการถ่ายทำ มีบุคลากรและแรงงานที่มีคุณภาพและเรียนรู้ได้เร็ว มีวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และเป็นสินทรัพย์สำคัญของประเทศ ตลอดจนภาครัฐที่มีนโยบายสนับสนุนและผลักดันอุตสาหกรรม&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีฯ กล่าวส่งท้ายว่า &ldquo;คน&rdquo; เป็นพลังขับเคลื่อนที่จะทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางคอนเทนต์ดิจิทัลของภูมิภาค แม้ผู้กำกับ นักแสดง และผู้ประกอบการไทยจะมีความสามารถสูงอยู่แล้ว แต่ไทยยังมีโอกาสอีกมากในการพัฒนาทักษะเชิงลึกเพื่อก้าวสู่ระดับสากล สามารถผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง และสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ตลาดโลกโดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยของไทยโดยจุฬาลงกรณ์ฯ กับ UCLA มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับศักยภาพและต่อยอดให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรม แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ ทั้งสร้างงานมูลค่าสูง ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุน สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512115fe8f0c6d75dc58035556aaebb523323151559.jpg' type='image/jpg' length='1511666' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานเปิดสำนักงานแห่งใหม่ของ บริษัท May Exports (Thailand) Co., Ltd.  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ ห้อง Ballroom ชั้น 4 ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9737</link>
<guid isPermaLink="false">89c684062ed12f0850c8601ae2bf02a6</guid>
<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 13:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/111_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานเปิดสำนักงานแห่งใหม่ของ บริษัท May Exports (Thailand) Co., Ltd. ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์จัดซื้อสินค้าจากไทยให้กับเครือ LuLu Group International หนึ่งในกลุ่มค้าปลีกชั้นนำของภูมิภาคตะวันออกกลาง ณ ห้อง Ballroom ชั้น 4 ซอยสุขุมวิท 39 กรุงเทพฯ เพื่อผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดตะวันออกกลาง และประเทศอื่น ๆ &nbsp;ที่กลุ่ม Lulu ทีเครือข่ายค้าปลีก เช่น อินเดีย อียิปต์ เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นช่วยกระจายรายได้สู่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย และสร้างความร่วมมือทางการค้าระดับภูมิภาคที่ยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับ Mr. M.A Yusuff Ali, Chairman &amp; Managing Director of LuLu Group International และ Mr. Said Abdul Anees, Managing Director of May Exports (Thailand) เพื่อหารือแนวทางขยายการนำเข้าสินค้าไทยสู่เครือข่ายค้าปลีกในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) โดยเฉพาะการผลักดันการส่งออกข้าวไทย และผลิตภัณฑ์จากข้าว ทั้งนี้ รมว.พณ. ได้ให้ข้อมูลผู้ส่งออกสินค้าของไทยในหมวดดังกล่าวแก่ทางบริษัท เพื่อพิจารณานำเข้าสินค้าดังกล่าวจากไทยต่อไป&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยนางศุภจี ได้กล่าวแสดงความยินดีต่อบริษัท May Exports (Thailand) ในโอกาสการย้ายสำนักงานมายังที่ใหม่ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์มีความร่วมมือกับ LuLu Group มาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ร่วมจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการจับคู่ธุรกิจหลายครั้ง เพื่อผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศผ่านเครือข่ายค้าปลีกของ LuLu Hypermarket ในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และอียิปต์ โดยล่าสุด นางศุภจีได้นำคณะผู้บริหาร เยือนซาอุดีอาระเบีย และไปเปิดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 ณ ห้างสรรพสินค้า LuLu Hypermarket ที่ริยาด ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีระบุว่า ไทยมีศักยภาพสูงด้านความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมเกษตร&ndash;อาหาร เนื่องจากภาครัฐ เอกชน เกษตรกร และภาควิจัยทำงานร่วมกันอย่างแข็งแกร่ง ทำให้สินค้าเกษตรและอาหารของไทยได้มาตรฐานสากล และพร้อมตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดโลก พร้อมเป็น Food Security ให้กับพันธมิตรสำคัญ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ไทยยังมีอุตสาหกรรมศักยภาพอื่น เช่น เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ของใช้ภายในบ้าน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงบริการด้านการท่องเที่ยว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยในการหารือ นางศุภจีได้ขอบคุณ LuLu Group ที่นำเข้าสินค้าไทยอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ปี 2541 และทราบว่า Lulu Group มีเป้าหมายในการขยายโอกาสให้กับสินค้าไทยระดับพรีเมียมและนวัตกรรมในหลากหลายประเภทสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายของ Lulu Group จึงเสนอให้พิจารณาขยายหมวดสินค้านำเข้าเพิ่มเติม โดยเฉพาะสินค้าเกษตรพรีเมียมของไทย เช่น ข้าว มะขาม มะม่วง ลำไย มะพร้าวน้ำหอม และมังคุด รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์การบริโภคเพื่อสุขภาพ เช่น &ldquo;ข้าวไรซ์เบอร์รี่&rdquo; ซึ่งมีปริมาณน้ำตาลต่ำและได้รับความนิยมในตลาดสากล และสินค้านวัตกรรม เช่น อาหารจากพืช และเครื่องดื่มสุขภาพ รวมทั้งสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งมีคุณภาพสูงตอบโจทย์ประเทศที่มีศักยภาพสูงอย่างประเทศในแถบตะวันออกกลาง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญ LuLu Group เข้าร่วมงานแฟร์สำคัญของไทยในปี 2569 ได้แก่ งาน THAIFEX &ndash; HOREC Asia วันที่ 11&ndash;13 มีนาคม 2569 และ THAIFEX &ndash; Anuga Asia วันที่ 26&ndash;30 พฤษภาคม 2569 เป็นต้น เพื่อพบปะภาคเอกชนไทยและต่อยอดความร่วมมือในสินค้าและบริการหลากหลายหมวด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดย LuLu Group International ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 โดย Mr. M.A Yusuff Ali, Chairman and Managing Director มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดำเนินธุรกิจค้าปลีกครบวงจร ทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันของบริษัท รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค และเป็นแพลตฟอร์มสั่งอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ธุรกิจโดดเด่นของกลุ่ม ได้แก่ LuLu Hypermarket<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กลุ่มบริษัทมีรายได้ประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 270,000 ล้านบาท) มีผู้ใช้บริการมากกว่า 650,000 รายต่อวัน จำหน่ายสินค้ากว่า 200,000 SKU และมีพนักงานมากกว่า 65,000 คนทั่วโลก ปัจจุบัน LuLu Group มีสาขามากกว่า 260 แห่ง ในตะวันออกกลาง อินเดีย อียิปต์ และในเอเชีย เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย พร้อมตั้งเป้าขยายเพิ่มเติมอีก 30 สาขาภายในปี 2568<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งสินค้าที่ LuLu นำเข้าจากไทยมีทั้งผัก&ndash;ผลไม้สด (เช่น ข่า ตะไคร้ พริก เห็ด ลำไย มังคุด มะพร้าวน้ำหอม ฯลฯ) วัตถุดิบอาหารและซอสปรุงรส อาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง และสินค้าอุปโภคต่าง ๆ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และอาหารสัตว์เลี้ยง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้ร่วมมือกับ LuLu Group International อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายใน LuLu Hypermarket และการจับคู่เจรจาธุรกิจ เพื่อผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนืออย่างเป็นรูปธรรม</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251211530f9d75d915c8ed7b23913899b2e14b132014.jpg' type='image/jpg' length='312163' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานงานแถลงข่าวความร่วมมือและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของกระทรวงพาณิชย์ (MOC Plus) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9736</link>
<guid isPermaLink="false">7dbd765c4d5545676fd9b1b05423a782</guid>
<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 13:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/11_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 338px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโครงการ MOC Plus การปฏิรูประบบบริการของกระทรวงพาณิชย์ด้วยเทคโนโลยี AI และ Cloud ภายใต้นโยบาย Quick Big Win กระตุ้นสั้น ให้ได้ผลยาว และกระจายตัว โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงทิศทางใหม่ของ &ldquo;พาณิชย์ดิจิทัล&rdquo; ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและบริการของกระทรวงแบบ &ldquo;จุดเดียว จบจริง&rdquo; ลดความซับซ้อน ลดงานซ้ำซ้อน และยกระดับประสบการณ์บริการภาครัฐสู่มาตรฐานสากลด้วยความร่วมมือของ 4 องค์กรเทคโนโลยีระดับโลก ได้แก่ Amazon Web Services (AWS) (นางสาวภัคธภา ฉัตรโกเมศ ผู้จัดการประจำประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐ) Google Cloud ประเทศไทย (นายอรรณพ ศิริติกุล Country Director) Huawei Technologies (Thailand) (ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ ประธานบริหาร) Microsoft ประเทศไทย (นางชนิกานต์ โปรณานันท์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจภาครัฐ)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้ง 4 องค์กรร่วมสนับสนุนการพัฒนาสถาปัตยกรรมข้อมูลกลาง (Central Data Architecture) ระบบ Cloud ความมั่นคงปลอดภัยระดับสากล และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งาน AI ในทุกกรมของกระทรวง เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การเดินหน้าทรานส์ฟอร์มครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของกระทรวงพาณิชย์ ทั้งการทำงานแบบไซโล ข้อมูลกระจัดกระจาย และความซับซ้อนของขั้นตอนงาน โดย MOC Plus จะเข้ามาเปลี่ยน &ldquo;ภาระ&rdquo; ให้เป็น &ldquo;ความสะดวก&rdquo; ลดความยุ่งยาก ทำให้ข้าราชการมีเวลาไปทำงานที่สร้างคุณค่ามากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า &ldquo;ประชาชนไม่ได้ต้องการข้อมูลที่แยกส่วน เขาต้องการบริการที่ ครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบ เราจึงต้องทำให้กระทรวงพาณิชย์เป็น Single Window เชื่อมโยงทุกกรมทุกกองเข้าด้วยกัน ใช้ AI ช่วยตอบคำถามพื้นฐาน ตรวจสอบข้อมูล รวมถึงทำให้บริการโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของส่วนกลางเท่านั้น แต่เป็นงานร่วมกันของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงทูตพาณิชย์ในต่างประเทศทั่วโลก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี อธิบายว่า MOC Plus มี 4 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.Excellence Services ยกระดับมาตรฐานการให้บริการด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ เชื่อถือได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.Good Experience ให้บริการ 24 ชั่วโมง ผ่าน AI Assistant ลดการรอสาย ลดการเดินทาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.Personalized Service ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำเฉพาะบุคคล เช่น สิทธิประโยชน์ FTA ที่ตรงกับสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.Transparency &nbsp;ทุกขั้นตอนตรวจสอบย้อนกลับได้ ลดช่องว่างทุจริต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องในงานของ 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ใช้ AI ตรวจจับความเสี่ยงนอมินีผ่าน Risk Score Card วิเคราะห์ข้อมูลนิติบุคคล รูปแบบบัญชีม้า ที่อยู่ซ้ำ การถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ไม่สอดคล้องรายได้ รวมถึงการตรวจสอบกรรมการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ ลดช่องโหว่การจดทะเบียนโดยมิชอบ 2. กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) ใช้ Chatbot AI และระบบ AI ตรวจความทับซ้อนของเครื่องหมายการค้า ลดเวลาการตรวจสอบ เพิ่มความแม่นยำ และอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการยื่นคำขอได้รวดเร็วขึ้น และ 3. กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) พัฒนา AI ผู้ช่วยด้านข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ให้เลือกใช้สิทธิประโยชน์ FTA ที่เหมาะสม เพื่อให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลส่งออก&ndash;นำเข้าได้ง่ายขึ้นและพร้อมแข่งขันในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงการแรกที่ประชาชนจะสัมผัสได้คือ Call Center กลางของกระทรวง ที่ใช้ AI ช่วยตอบคำถามพื้นฐานจากฐานข้อมูลกลางของทุกกรม ลดปัญหากดเมนูซ้ำและการโทรผิดหน่วยงาน พร้อมส่งต่อเรื่องซับซ้อนให้เจ้าหน้าที่อย่างรวดเร็ว และในปี 2569 จะเป็นปีแห่งการ Upskill บุคลากรพาณิชย์ด้าน AI โดย 4 บริษัทเทคโนโลยีจะร่วมสนับสนุนการอบรม เพื่อให้ข้าราชการทุกกรมสามารถใช้ AI ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และความร่วมมือครั้งนี้จะนำไปสู่ Master Plan ระยะ 5 ปี เพื่อวางระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล AI&ndash;Cloud ให้กระทรวงพาณิชย์ก้าวเป็น &ldquo;Digital Commerce Ministry&rdquo; อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;MOC Plus ไม่ใช่แค่โครงการเทคโนโลยี แต่เป็นการปฏิรูประบบราชการของกระทรวงพาณิชย์อย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์ของประชาชนและภาคธุรกิจ เราจะทำให้บริการรัฐทันสมัย โปร่งใส เชื่อถือได้ และตอบโจทย์ยุคใหม่&rdquo;นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251211c9a220f24ca77ebdf8130997a6de2823131051.jpg' type='image/jpg' length='912442' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด เมื่อวันพุธที่ 10 ธันวาคม 2568 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9735</link>
<guid isPermaLink="false">302e3b202800cd499ea67d6469541ec6</guid>
<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 10:26:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/10_1_.jpg" style="width: 500px; height: 367px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างใกล้ชิด เร่งบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย และส่งต่อสิ่งของจำเป็นจากภาครัฐและเอกชนที่ได้ร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากโครงการ &ldquo;รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยนางศุภจีลงพื้นที่ที่ ตลาดกิมหยง ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยร่วมทำความสะอาดพื้นที่ พร้อมมอบข้าวกล่องจำนวน 1,000 กล่อง ให้แก่ประชาชนและอาสาสมัครเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ พร้อมเยี่ยมเยียนผู้ค้าและประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบความเสียหายมาก ทุกคนต้องการกำลังใจและความช่วยเหลืออย่างตรงจุด การลงพื้นที่และพบปะกับผู้ประกอบการและประชาชนอย่างใกล้ชิดทำให้เราได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากในการปรับปรุงและเพิ่มมาตราการเยียวยาที่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะนำเอาข้อมูลไปประสานกับหน่วยงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้องต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เราได้เดินหน้ามาตรการเยียวยาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุอุทกภัย โดยได้จัดส่งทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภค วัตถุดิบประกอบอาหาร และอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากภาคเอกชน 19 แห่งตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ และกระทรวงพาณิชย์ยังจะส่งวัตถุดิบประกอบอาหารจำนวนมากให้ โรงครัวพระราชทานและโรงครัวในจุดต่างๆ เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนที่ยังไม่สามารถประกอบอาหารได้&ldquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในช่วงของการฟื้นฟูและเยียวยานี้ กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าผ่านธงฟ้า ลดสูงสุดถึง 88% และดูแลสินค้าให้พอเพียงกับความต้องการ และกรมการค้าภายในจะเข้มงวดตรวจสอบ ไม่ให้มีการปรับขึ้นราคา พร้อมเตรียมจัดมหกรรมธงฟ้าในช่วงการประชุม ครม. ที่หาดใหญ่วันที่ 23 ธันวาคม โดยมีหน่วยรถโมบายลงพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อให้บริการประชาชนที่เดินทางมาที่จุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าลำบาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุเพิ่มเติมว่า หนึ่งในประเด็นเร่งด่วนคือการฟื้นฟู สถานประกอบการโรงแรม ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพราะโรงแรมเป็นจุดสำคัญ เป็นที่พักของทั้งอาสาสมัคร ผู้ปฏิบัติงาน และนักท่องเที่ยว หากโรงแรมไม่สามารถเปิดได้ คนที่จะเข้ามาช่วยเหลือก็ไม่มีที่พัก เราจึงต้องเร่งดูแลอย่างใกล้ชิด วันนี้ได้เห็นว่าโรงแรมบางแห่งโดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็กยังมีปัญหาเครื่องนอนไม่พร้อมหรืออุปกรณ์ที่เสียหายเนื่องด้วยไม่มีเงินทุนที่จะจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้จำเป็นในการประกอบกิจการ ต้องเร่งช่วยเหลือเพื่อให้เขาฟื้นตัวได้เร็วที่สุด รวมถึง ร้านอาหาร ร้านเครื่องดื่ม กิจการขนาดเล็ก ก็มีปัญหาเรื่องการขาดเงินทุนในการจัดหาอุปกรณ์จำเป็นในการกลับมาเปิดกิจการได้ ซึ่งจะนำเรื่องนี้ไปหารือเพื่อหามาตราการเยียวยาต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;เวลานี้สิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากการเยียวยาเพื่อฟื้นฟูพี่น้องชาวใต้ที่ประสบภัย เราอยากให้ชาวใต้รู้ว่าเราไม่ทิ้งกัน อยากให้ทุกคนยังมีแรงที่จะต่อสู้ต่อไป ให้เขารู้ว่ายังมีคนคิดถึงและดูแลเขา กระทรวงพาณิชย์และทุกภาคส่วนจะยังคงดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนกลับมายืนได้อีกครั้งหลังวิกฤตครั้งนี้&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยภายหลังการลงพื้นที่ตลาดกิมหยง คณะได้เดินทางไปยัง มณฑลทหารบกที่ 42 (ค่ายเสนาณรงค์) เพื่อส่งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้ตัวแทนเทศบาลนครหาดใหญ่ ก่อนเดินทางต่อไปยัง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อมอบถุงยังชีพและอุปกรณ์จำเป็นแก่ผู้ประสบภัย ณ อาคารร่มศรีตรัง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคกว่า 468,690 ชิ้น มูลค่ากว่า 26 ล้านบาท จากผู้ประกอบการเอกชน 19 ราย ภายใต้โครงการ &ldquo;รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้&rdquo; เพื่อกระจายสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบใน 7 จังหวัดภาคใต้ให้เร็วที่สุด และเดินหน้ามาตรการของกระทรวงพาณิชย์ทั้ง 3 ระยะ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่ 1: ช่วยเหลือเร่งด่วน (ดำเนินการแล้ว)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -จัดส่งสิ่งของอุปโภคบริโภค วัตถุดิบอาหาร อุปกรณ์ทำความสะอาด และอุปกรณ์ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-สนับสนุนโรงครัวพระราชทานและโรงครัวทั่วพื้นที่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ระยะที่ 2: เยียวยา (ธ.ค. 2568 &ndash; ม.ค. 2569)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-จัดงาน &ldquo;เยียวยาลดค่าครองชีพ&rdquo; ลดราคาสินค้าจำเป็นสูงสุด 88%<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-หน่วยเคลื่อนที่ Mobile Unit 3 จุดในพื้นที่เข้าถึงยาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-สินเชื่อจาก SME D Bank และ สสว. เพื่อฟื้นอาชีพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-แคมเปญลดราคาวัสดุก่อสร้างร่วมกับไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮม รวม 40 สาขา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ระยะที่ 3: ฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ส่งเสริมอาชีพใหม่ผ่านแฟรนไชส์ราคาประหยัด พร้อมมาตรการซัพซิดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าในภาคใต้ 20 ครั้ง และจัดงานแสดงสินค้า 4 ครั้ง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ฟื้นฟูผู้ประกอบการสินค้า GI<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ให้ EXIM Bank ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและสนับสนุนสินเชื่อฟื้นฟู</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251211b7cb3d7e2f2ef4b2a2801562ba6d2c70102656.jpg' type='image/jpg' length='935592' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9734</link>
<guid isPermaLink="false">a7844b4f1629fa5ce1ef905216377b2e</guid>
<pubDate>Thu, 11 Dec 2025 10:10:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/9_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) นัดประชุมหน่วยงานภายใต้ คสธก. ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายธนพล ภู่พันธ์ศรี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) พร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการจาก 21 ส่วนราชการ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เข้าร่วมหารือแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายเอกนิติฯ ประธาน คสธก. เปิดเผยว่า &ldquo;การแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งด้านข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์&rdquo; พร้อมเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมกันวางแนวทางแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งด้านการค้า ความปลอดภัยผู้บริโภค และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการติดตามและเร่งรัดมาตรการในการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างความเป็นธรรมทางการค้า แก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย ให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ครบถ้วนในทุกมิติที่ผ่านมา ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าทะลัก โดยเพิ่มอัตราเปิดตู้สินค้า FCL จาก 20% เป็น 30%, ตรวจ X-ray แบบ 100% บริเวณด่านเสี่ยงสูง (นครพนม และมุกดาหาร) และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 86,087 คดี นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะจัดเก็บอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยและ SMEs ที่ต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและป้องกันการนำเข้าสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ ขณะที่การปราบปรามนอมินี ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด 873 ราย และเตรียมให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี พร้อมให้ตำรวจและดีเอสไอร่วมดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ ด้านการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออกประกาศให้แพลตฟอร์ม e-Commerce ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลสินค้า และจัดทำระบบ notice &amp; takedown โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยสินค้าออนไลน์และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดออนไลน์ไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการเร่งบูรณาการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ สร้างความเชื่อมั่นทำให้ประเทศคู่ค้า ตลอดจนรักษามาตรฐาน ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของสินค้าไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายเอกนิติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการภายใต้ คสธก. โดย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (1) จัดทำ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ พ.ศ. .... เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; (2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม และคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการการทำงานแบบเชิงรุก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(3) สนับสนุนการตรวจสอบเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยได้บูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตลอดจนพัฒนากลไกตรวจสอบผู้ถือหุ้น&ndash;เงินทุน&ndash;พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายเอกนิติฯ ย้ำชัดว่า &ldquo;รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ การคุ้มครองผู้บริโภค และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทั้งกฎหมาย เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งนี้ การคุมเข้มนี้ไม่ใช่แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่คือการฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ ปกป้องคนไทยและผู้ประกอบการไทยไม่ให้เสียเปรียบ ปิดช่องโหว่ที่ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยโดยไม่เป็นธรรม&rdquo; พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินมาตรการ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยผู้บริโภค ความเป็นธรรมทางการค้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251211517c0a95c18ac7137e2fdc26ee5313c8101233.jpg' type='image/jpg' length='307472' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้โครงการ “รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้” เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9728</link>
<guid isPermaLink="false">7aa4cbb128c591b998f3fec21fe10472</guid>
<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 09:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/81_1_.jpg" style="width: 500px; height: 324px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีรับมอบสิ่งของบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้โครงการ &ldquo;รวมใจไทย ฟื้นแดนใต้&rdquo; โดยในครั้งนี้มีผู้ประกอบการภาคเอกชน 19 ราย ร่วมสนับสนุนสิ่งของจำเป็นรวม 468,690 ชิ้น มูลค่าทั้งสิ้น 25,954,565บาท ซึ่งจะถูกเร่งจัดส่งเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในจังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และพื้นที่ใกล้เคียง &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึง &ldquo;พลังน้ำใจของภาคเอกชนไทย&rdquo; ที่พร้อมลุกขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนทันทีเมื่อเกิดวิกฤต โดยทุกองค์กรได้แสดงความตั้งใจจริงในการสนับสนุนสิ่งของที่จำเป็นหลากหลายประเภท ทั้งอาหาร ของใช้ประจำวัน เครื่องมือซ่อมแซมบ้าน และผลิตภัณฑ์เพื่อโภชนาการ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์อุทกภัย โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งประสานการขนส่งและนำสิ่งของทั้งหมดกระจายลงพื้นที่อย่างเร็วที่สุด เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันการณ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุนในครั้งนี้มีทั้งธุรกิจค้าปลีก ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค และผู้ประกอบการรายใหญ่จากหลายอุตสาหกรรม โดยแต่ละกลุ่มมีปริมาณและมูลค่าการบริจาคที่สำคัญ ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กลุ่มห้างสรรพสินค้า นำโดยบริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บริษัทโรบินสัน จำกัด (มหาชน) และเครือพันธมิตร ได้มอบเครื่องแต่งกาย ของใช้ประจำวัน และถุงยังชีพจำนวนมาก เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในศูนย์พักพิงและพื้นที่เร่งด่วน ซึ่งถือเป็นสิ่งของที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ประสบภัยที่ต้องย้ายออกจากบ้านพักอาศัยชั่วคราว รวมมูลค่า 3,340,000 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบด้วยปลากระป๋อง จากบริษัทยูนิคอร์ด น้ำมันพืช จากสมาคมผู้ผลิตน้ำมันถั่วเหลืองและรำข้าว และน้ำมันปาล์ม จากบริษัทสุขสมบูรณ์น้ำมันพืช จำนวนรวม 480 ชิ้น นอกจากนี้ยังมีการบริจาคเป็นเงินสดจากสมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม เพื่อใช้ในการสนับสนุนด้านอาหารในจุดให้บริการประชาชน รวมมูลค่า 1,191,600 บาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กลุ่มของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน แชมพู สบู่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย ไปจนถึงของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จากบริษัท ยูนิลีเวอร์ นีโอ คอร์ปอเรท โอสถสภา สหพัฒนพิบูล ไอ.พี.วัน และคาโอ อินดัสเตรียล ทั้งนี้ สินค้ากลุ่มนี้มีความสำคัญต่อการฟื้นฟูสุขอนามัยของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมที่มีความชื้นสูงและเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด โดยมีจำนวนรวม 398,325 ชิ้น รวมมูลค่า 19,233,105 บาท&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่มเพื่อโภชนาการ จากดัชมิลล์ แลคตาซอย กรีนสปอต เนสท์เล่ สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรีฯ และดานอน โดยสินค้ากลุ่มนี้ถือว่ามีความสำคัญต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ประสบภัย ซึ่งมักเข้าถึงอาหารสดได้ยากในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม โดยได้รับการสนับสนุนรวม 3,600 ชิ้น และ 927 ลัง รวมมูลค่า 558,150 บาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขณะที่กลุ่มอุปกรณ์ทำความสะอาดและเครื่องมือช่าง ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทมิสเตอร์.ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกอบด้วยไม้กวาด แปรงขัดพื้น ฟองน้ำ สายรัด เทปกันรั่ว ลูกกลิ้งทาสี ไขควง และอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านอื่น ๆ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำความสะอาดและปรับสภาพบ้านเรือนหลังระดับน้ำลดลง จำนวน 15,085 ชิ้น รวมมูลค่า 1,631,710 บาท &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกองค์กรที่ร่วมแสดงพลังน้ำใจในวันนี้ และย้ำว่าจะนำสิ่งของบริจาคทั้งหมดส่งตรงลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้กลับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่ากระทรวงจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การดูแลและฟื้นฟูภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251209493b3613cc1a7371afd24e5d3f9baccc094837.jpg' type='image/jpg' length='1003899' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าวผลการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9727</link>
<guid isPermaLink="false">d55701a034db85831e87b162c9238ac8</guid>
<pubDate>Tue, 09 Dec 2025 09:38:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/8_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยทิศทางการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงส่งท้ายปีว่า ขณะนี้กระทรวงฯ ให้ความสำคัญสูงสุดกับภารกิจในการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ โดยขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ระดมส่งถุงยังชีพและสิ่งของจำเป็นกว่า 5,000 ชุด ลงพื้นที่ทันที ระยะเยียวยา (ธ.ค. 68 - ม.ค. 69) ที่ผนึกกำลังผู้ประกอบการลดราคาสินค้า สินค้าวัสดุก่อสร้างลดสูงสุด 88% สินค้าอุปโภคบริโภคลดสูงสุด 50% และค่าซ่อมแซมยานพาหนะลดสูงสุด 18% และระยะฟื้นฟู ที่มุ่งสร้างอาชีพ ส่งเสริมโอกาสทางการค้าผ่านแฟรนไชส์ราคาประหยัด ให้คำปรึกษาและช่วยเข้าถึงเงินทุน และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (สินค้า GI) พร้อมเปิดจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้า และจัดงานแสดงสินค้าอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง เพื่อให้เศรษฐกิจในพื้นที่กลับมาเข้มแข็งโดยเร็วที่สุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในขณะที่เราทุ่มเทดูแลทุกข์สุขของพี่น้องผู้ประสบภัยอุทกภัยภาคใต้ ภารกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศก็ต้องเดินหน้าควบคู่กันไป ภายใต้ 7 นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ ให้กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว สร้างรากฐานให้ประเทศ ซึ่งสอดรับกับ 5 เสาหลักทางเศรษฐกิจของรัฐบาล นำโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล กระทรวงพาณิชย์มีผลการดำเนินงานในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา (ตั้งแต่ 1 ต.ค. 68) ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้กว่า 6 ล้านครัวเรือน และเสริมแกร่งผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 32,000 ราย ให้ยืนหยัดได้ท่ามกลางความท้าทาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในรอบ 2 เดือน ของ 7 นโยบาย Quick Big Win มีดังนี้&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นโยบายที่ 1 ดูแลค่าครองชีพประชาชนดำเนินการเชิงรุกผ่านโครงการร้านยา &ldquo;สุขกาย สบายกระเป๋า&rdquo; ร่วมกับ รพ.เอกชนและร้านขายยารวมกว่า 3,890 แห่ง เปิดเผยราคายาเพื่อทางเลือกที่คุ้มค่าแก่ประชาชน ลดค่าครองชีพกว่า 5,400 ล้านบาท คาดตลอดโครงการช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนกว่า 33,500 ล้านบาท การจัดมหกรรม &ldquo;ธงฟ้าราคาประหยัด&rdquo; ลดสูงสุด 40% จัดแล้ว 102 ครั้งทั่วประเทศ &ldquo;มหกรรมสินค้าลดราคา เทศกาลกินเจ อิ่มบุญ ราคาประหยัด&rdquo; ลดค่าครองชีพ 750 ล้านบาท เปิดตัวแบรนด์ &ldquo;ข้าวโอชา&rdquo; ข้าวสารราคาถูก และจัดงาน &ldquo;รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย&rdquo; (Local Low Cost) ให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่งพลัส และประชาชนทั่วไป ซื้อสินค้าราคาพิเศษลดสูงสุด 60% ได้ที่ห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ 101 แห่ง 800 สาขา ทั่ว 77 จังหวัด นโยบายการดูแลค่าครองชีพ ตลอดระยะเวลา 2 เดือน ช่วยลดค่าครองชีพรวมมากกว่า 6,150 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นโยบายที่ 2 รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ขับเคลื่อนกลยุทธ์ &ldquo;ลดต้นทุน-เพิ่มรายได้&rdquo; จัดงานธงเขียวราคาประหยัด &ldquo;ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว&rdquo; 10 จังหวัด ลดต้นทุนเกษตรกรไปแล้วกว่า 21 ล้านบาท พร้อมออกมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทั้งสินเชื่อชะลอการขาย ชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อก ส่งเสริมการผลิตและแปรรูป และเพิ่มช่องทางการตลาด ตลอดจนเร่งเจรจาขายข้าวผ่านการลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOC) กับสิงคโปร์ 1 แสนตัน เป็นจุดเริ่มต้น Food Security Hub และเร่งส่งมอบข้าว G to G กับจีน 5 แสนตัน รวมถึงรักษาตลาดข้าวไทยที่เป็นอันดับ 1 ในฮ่องกง พร้อมบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ ทั้งซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ล่าสุดมีออเดอร์มันสำปะหลังอัดเม็ด 30,000 ตัน จากบริษัท ARASCO ของซาอุฯ และอาจสั่งอีก 100,000 ตันในปีหน้า พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร นำร่องเศรษฐกิจข้าวยุคใหม่ &ldquo;New Rice Economy&rdquo; จับมือทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน เกษตรกร TDeD Rice Hub มุ่งสู่ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; ขับเคลื่อนข้าวไทยสู่ตลาดเฉพาะทาง เพิ่มมูลค่าแทนการแข่งขันด้านราคา และให้เกษตรกรปลูกพืชเกษตรศักยภาพอื่น ในลักษณะให้ริเริ่มทดแทนบางส่วนตามความพร้อมซึ่งมีตลาดรองรับ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นโยบายที่ 3 เสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs มุ่งแก้ Pain Point ธุรกิจ เรื่องทุน ช่องทางตลาด และทักษะดิจิทัล ผนึกกำลัง SME D Bank สร้างมาตรฐานให้แฟรนไชส์และปล่อยสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์นำร่อง 8 แบรนด์ วงเงินกว่า 439 ล้านบาท พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าชุมชนด้วยการขึ้นทะเบียน GI ใหม่ 4 รายการ ได้แก่ ทุเรียนชุมพร กกเหล่าพัฒนา (นครพนม) ไก่เบตงยะลา และผ้าทอนาหมื่นศรี (ตรัง) ส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านโครงการ SMEs Pro-active สร้างมูลค่าการค้ากว่า 179 ล้านบาท ส่งเสริมสินค้าอัญมณีผ่านงาน &ldquo;Bangkok Jewelry Week 2025&rdquo; และงาน&ldquo;เทศกาลนานาชาติพลอยและเครื่องประดับจันทบุรี 2025&rdquo; คาดสร้างรายได้รวมกว่า 150 ล้านบาท รวมทั้งเปิดจุดจำหน่ายสินค้าโดยพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน นอกจากนี้ ยังเร่ง &ldquo;Upskill Reskill&rdquo; ผู้ประกอบการยุคดิจิทัล พัฒนาผู้ประกอบการค้าออนไลน์ร่วมกับพันธมิตร (เช่น META Facebook และ Line) DBD Academy อบรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา และอบรม AI โดยได้อบรมผู้ประกอบการแล้วรวมกว่า 32,000 ราย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นโยบายที่ 4 ดูแลเศรษฐกิจชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทันทีผ่านงาน &ldquo;ธงฟ้าชายแดน&rdquo; ช่วยลดค่าครองชีพและเยียวยาประชาชนในจังหวัดชายแดนไปแล้วกว่า 24 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว &ldquo;ชิม ช้อป เชียร์ by MOC&rdquo; ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำสินค้าจาก 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา (อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด) มาจำหน่ายช่วงมหกรรมซีเกมส์และอาเซียนพาราเกมส์ ควบคู่กับการทำ E-Catalog ประชาสัมพันธ์สินค้าเด่น 7 จังหวัดชายแดน และดำเนินโครงการ &ldquo;ไปรษณีย์ ขนส่งฟรี&rdquo; สนับสนุนค่าขนส่งให้ผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดน ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และกระตุ้นการค้าขายชายแดน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นโยบายที่ 5 รับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้าจากประเทศอื่นๆ &nbsp;โดยเดินหน้าเจรจาความตกลง Reciprocal Trade กับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง นัดหมายจับคู่กิจกรรม Online Business Matching แล้ว 45 คู่ คาดสร้างมูลค่าการค้า 360 ล้านบาท เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดสหรัฐฯ จากความได้เปรียบของอัตราภาษี Reciprocal Tariff และเพิ่ม Local Content ไทย สร้างโอกาสใหม่ในตลาดสหรัฐฯ (RVC-UP) โดยพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้านำ AI มาช่วยตรวจสอบ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมทั้งอบรมผู้ประกอบการให้เพิ่มการใช้ Local Content หรือวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศไทย และกวาดล้างธุรกิจนอมินี ประสาน ปปง. สตช. DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจเป้าหมายและดำเนินการกับผู้กระทำความผิด และเตรียมให้ของขวัญปีใหม่มิจฉาชีพ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เพื่อสร้างมาตรฐานการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม ป้องกันปราบปรามบัญชีม้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นโยบายที่ 6 การเจรจา FTA และบุกตลาดใหม่ กระทรวงพาณิชย์ &ldquo;เร่งเครื่อง&rdquo; เปิดประตูการค้าโลกเต็มสูบ ผลักดันการบังคับใช้ FTA ไทย-เอฟตา ภายในครึ่งปีแรกของปี 69 เป็นบันไดขั้นสำคัญในการเข้าอียู พร้อมเร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ให้คืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาสแรกของปี 69 และเดินหน้าเจรจา CEPA ไทย-เกาหลีใต้ รวมทั้งเร่งจัดสัมมนาผลักดันการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ให้แก่ผู้ประกอบการ นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการ &ldquo;Special Task Force&rdquo; บุก 4 ตลาดศักยภาพใหม่ (ซาอุดีอาระเบีย เวียดนาม อินเดีย จีน) คาดสร้างมูลค่าการค้า 350 ล้านบาท ล่าสุด ได้สั่งการทูตพาณิชย์ 9 แห่งในจีน ให้เร่งเจาะ 5 กลุ่มสินค้าสำคัญ (สินค้าเกษตรและอาหารสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง สินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม สินค้ารักษ์โลก และสินค้านวัตกรรมและดิจิทัลคอนเทนต์) เพื่อรองรับกำลังซื้อจากชนชั้นกลางจีนที่กำลังขยายตัวจาก 400 เป็น 800 ล้านคน พร้อมกันนั้น ยังเร่งรัดจัดกิจกรรม Trade Promotion ในต่างประเทศ โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลก สร้างมูลค่าการค้าแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นโยบายที่ 7 พัฒนาเทคโนโลยีการให้บริการ ปรับปรุงกฎระเบียบ และลดขั้นตอนราชการ โดยยกระดับการให้บริการดิจิทัล อาทิ Dashboard ข้าว Early Warning ระบบคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี เพื่อประเมินความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด ปัจจุบันพร้อมใช้งานแล้ว และจะใช้กับพืชเกษตรอื่นต่อไป พัฒนาระบบให้บริการ &ldquo;MOC Plus&rdquo; ใช้ AI เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะให้คำปรึกษาและบริการออนไลน์ ภายใน พ.ค.69 พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์สำหรับออกใบอนุญาตสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI) เชื่อมโยง e-Service กับแอปทางรัฐ (อาทิ บริการขออนุญาตประกอบการค้าข้าว) ภายใน ธ.ค.68 พัฒนาระบบการส่งข้อมูลแบบบูรณาการ e-One Report ร่วมกับ ก.ล.ต. และ SET เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการนำส่งเอกสาร พร้อมเร่งปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดูแลประชาชน และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้คล่องตัวเช่น กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการว่าด้วยการซื้อหุ้นคืนฯ ของบริษัทมหาชนจำกัด กฎกระทรวงการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของต่างประเทศ และออกกฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า(EV Charger) ให้ถูกต้องเที่ยงตรง เป็นต้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;จากความสำเร็จในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์พร้อมเดินหน้า Next Step ต่อเนื่องทันที โดยในช่วง 2 เดือนข้างหน้า (ธ.ค. 68 - ม.ค. 69) จะจัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ข้ามปี 1 เดือนเต็ม และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชายแดน จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเชื่อมโยงการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน และเจรจาตลาดใหม่ อาทิ อินเดีย รัสเซีย แคนาดา เข้าร่วม WEF (The World Economic Forum) 2026 พบปะภาครัฐและเอกชนชั้นนำของโลก เร่งเครื่องกิจกรรมส่งเสริมการค้าในต่างประเทศรวมมากกว่า 20 กิจกรรม&rdquo; นางศุภจีฯ กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจีฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า &ldquo;การทำงานตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังวางรากฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า มาตรการต่าง ๆ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 3.5 หมื่นล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.18% ของ GDP และในปี 2569 จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นประมาณ 9.2 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนหน้า หรือเทียบเท่า 0.46% ของ GDP เป็นความตั้งใจของกระทรวงที่จะผลักดันให้ได้ ซึ่งจะเร่งดำเนินนโยบายให้มีความคืบหน้าเป็นรายสัปดาห์ มีเป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจน&rdquo;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512091c3ffa23a959fa526c2f832f48765011093845.jpg' type='image/jpg' length='951043' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมฟาร์มของบริษัท Bailasan Grove Co. หนึ่งในผู้จัดหาพันธุ์ไม้และรับจัดสวนรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ณ บริษัท Bailasan Grove Co ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9722</link>
<guid isPermaLink="false">61d4badbd967d3152286d8167509369d</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 14:11:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/5_1_.jpg" style="width: 500px; height: 332px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้เร่งสร้างและขยายโอกาสสินค้าไทยภายใต้นโยบาย Quick Big Win ในตลาดใหม่ โดยได้เปิดเผยภายหลังการนำคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าเยี่ยมชมฟาร์มของบริษัท Bailasan Grove Co. หนึ่งในผู้จัดหาพันธุ์ไม้และรับจัดสวนรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย พร้อมบริษัท KC Garden บริษัทส่งออกพันธุ์ไม้และรับจัดสวนของไทยที่เข้าร่วมงาน Thailand International Mega Fair 2025 ว่า ได้เข้าหารือเพื่อสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการด้านการจัดสวน การออกแบบสวน การดูแลสวน และการจำหน่ายต้นไม้ระหว่างผู้ประกอบการไทยและซาอุดีอาระเบีย เพราะไทยมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายสำหรับซาอุดีอาระเบียที่จะพิจารณานำมาปลูก เพื่อรองรับโครงการปลูกต้นไม้ภายใต้ Saudi Vision 2030 และ The Saudi Green Initiative<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการหารือทราบว่า บริษัท Bailasan Grove ยังมีความต้องการนำเข้าพันธุ์ไม้ไทยเพิ่มเติม อาทิ ชมพูพันธุ์ทิพย์ นนทรี ราชพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ ชงโค สะเดา เหลืองปรีดียาธร หูกระจง และศรีตรัง เป็นต้น จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในธุรกิจดังกล่าว ซึ่งไทยนอกจากจะมีพันธุ์ไม้ที่หลากหลายตอบโจทย์บริษัท Bailasan Grove แล้ว บริษัทไทยยังมีความเชี่ยวชาญการบริหารและจัดการดูแลรักษาต้นไม้และสวน การออกแบบสวนและภูมิทัศน์ รวมถึงจัดสวนในรูปแบบต่าง ๆ โดยบริษัทไทยหลายแห่งมีประสบการณ์ในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนมีความสามารถในการออกแบบสวนให้เหมาะกับสภาพภูมิอากาศที่หลากหลาย และรูปแบบของสวนที่มีรูปแบบเฉพาะตามโจทย์ที่ต้องการ จึงได้มีการนำเสนอให้กับบริษัท Bailasan Grove Co. พิจารณา และหาโอกาสในการขยายความร่วมมือกันต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ Bailasan Grove Co. ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 เป็นหนึ่งในผู้จัดหาพันธุ์ไม้รายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ทั้งไม้ผล ไม้ประดับ สำหรับปลูกทั้งภายในอาคารและนอกอาคาร อาทิ ต้นเฟื่องฟ้า หูกระจง เหลืองปรีดียาธร โหระพา สะเดา ลีลาวดี พุทธรักษา มะละกอ ไมยราบ และปีบ เป็นต้น โดยพันธุ์ไม้ที่บริษัทจัดจำหน่ายมีทั้งเพาะปลูกเอง จัดหาจากในประเทศ และนำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงไทย โดยโครงการสำคัญที่บริษัทรับจัดสวน ได้แก่ King Abdullah Financial Center, Sofitel Hotel, Tabuk Municipality และ Neom<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ thaitrade.com</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251208422ce9a4235f03e847807f883d601474141220.jpg' type='image/jpg' length='577268' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าเยี่ยมชมงาน Thailand Rice Fest 2025 และ Thailand Coffee Fest Year End 2025 เมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม 2568 ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11–12 ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9721</link>
<guid isPermaLink="false">0ee7ae3c011d681a273333f0242d4774</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 13:54:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/6_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมงาน Thailand Rice Fest 2025 และ Thailand Coffee Fest Year End 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4&ndash;7 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี Hall 11&ndash;12 โดยในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกับ TDeD และ Rice Hub ร่วมยกระดับ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; &nbsp;พร้อมจัดพื้นที่ GI Pavilion แสดงศักยภาพสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไทย เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการทั่วประเทศอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า งานในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึง &ldquo;ความภูมิใจของเกษตรกรตัวจริง&rdquo; ที่ต้องการผลิตข้าวคุณภาพสูงและมีอัตลักษณ์ โดยแนวคิด &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; ไม่ได้มาแทนที่ข้าวในตลาดทั่วไป แต่เป็นตลาด พรีเมียมทางเลือก ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกร โดยเฉพาะรายย่อยสามารถแปรรูปและจำหน่ายข้าวพื้นถิ่นที่มีคุณค่าภายใต้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ สนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งเครื่องสีข้าว อบข้าว แพ็คข้าวขนาดเล็ก&ndash;กลาง รวมถึงการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการตลาด ทำให้เกษตรกรสามารถขายข้าวในราคาสูงขึ้นจากเดิม 5&ndash;10 เท่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน ได้นำเสนอผลงานของเกษตรกร 20 กลุ่มจากจังหวัดต่าง ๆ ทั้งชัยนาท นครสวรรค์ สุรินทร์ กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี มหาสารคาม ยโสธร และพังงา แบ่งเป็น Tier 1 และ Tier 2 ตามศักยภาพด้านการผลิตและการตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.พาณิชย์ เปิดเผยข่าวดีว่า ในกิจกรรม Business Matching มีผู้ซื้อและผู้ขายได้เจรจาซื้อขายโดยตรงกับเกษตรกร และสามารถปิดดีลสั่งซื้อข้าวได้แล้วเบื้องต้น 450 ตัน มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน กรมทรัพย์สินทางปัญญา เกษตรกร TDeD The Cloud และ Rice Hub ที่ช่วยพัฒนาดาต้าบรรยายคุณลักษณะข้าว ตลอดจนภาคเอกชนที่ร่วมกันยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากการเปิดตัวข้าวประณีต ภายในงานยังมีบูธ GI Pavilion ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา และบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด (The Cloud) นำผู้ประกอบการสินค้า GI และว่าที่ GI รวม 12 รายร่วมจัดแสดงสินค้า ทั้งข้าวและกาแฟอัตลักษณ์ชุมชน อาทิ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ศรีสะเกษ)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ข้าวก่ำล้านนา (พะเยา)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;-กาแฟดอยตุง เชียงราย / กาแฟเทพเสด็จ เชียงใหม่ / กาแฟวังน้ำเขียว นครราชสีมา<br />
รวมถึงสินค้าว่าที่ GI เช่น กาแฟมณีพฤกษ์ (น่าน)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สินค้า GI ไทยกว่า 244 รายการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้วกว่า 114,331 ล้านบาท จากคุณภาพและเรื่องราวอันโดดเด่นตามภูมิศาสตร์และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้สินค้า GI เป็น &ldquo;กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมสร้างประสบการณ์แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการ เช่น Rice Matching ให้ธุรกิจร้านอาหาร&ndash;โรงแรมทดลองชิมข้าวพิเศษและสั่งซื้อล่วงหน้า นิทรรศการเล่าเรื่องข้าวไทยกว่า 10 สายพันธุ์ GI โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา การชิมกาแฟ GI จากพื้นที่ปลูกคุณภาพสูงทั่วประเทศและ Rice Pairing Workshop จับคู่ข้าวประณีตกับอาหารไทยแต่ละภูมิภาคโดยเชฟมืออาชีพ เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.พาณิชย์ ระบุว่า งานนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรม 4 วัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง &ldquo;ระบบใหม่&rdquo; ในการยกระดับผลผลิตเกษตรไทย ไม่ว่าจะเป็นข้าว กาแฟ หรือสินค้าอื่นๆ ในอนาคต ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและสามารถเข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้อย่างยั่งยืนทั้งในประเทศและต่างประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;ข้าวประณีตคือทิศทางของการพัฒนาข้าวไทยในระยะยาว เป็นกลไกที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวนา ใช้จุดแข็งของพันธุ์พื้นถิ่น ภูมิปัญญาชุมชน และสร้างมูลค่าให้เกิดขึ้นในระบบ&rdquo;นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับงาน Thailand Rice Fest 2025 และ Thailand Coffee Fest Year End 2025 เปิดให้ประชาชนเข้าชมฟรีถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00&ndash;20.00 น. ณ IMPACT Exhibition Center Hall 11&ndash;12</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2025120854739259d831c1c56d80b31f21297bfc135759.jpg' type='image/jpg' length='748973' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับนายธีรยุทธ สุขสุด ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท SCG International สาขาซาอุดีอาระเบีย และ Mr. Agham Nasser ตำแหน่ง Regional Senior Manager ของ Tamimi Markets ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย ณ Tamimi Markets ซูเปอร์มาร์เก็ต ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9720</link>
<guid isPermaLink="false">7aa5f7892331711170832a6f04ea0545</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 13:45:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/45_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ให้เร่งสร้างและขยายโอกาสสินค้าไทยภายใต้นโยบาย Quick Big Win ในตลาดใหม่ โดยตนได้หารือกับนายธีรยุทธ สุขสุด ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท SCG International สาขาซาอุดีอาระเบีย และ Mr. Agham Nasser ตำแหน่ง Regional Senior Manager ของ Tamimi Markets ซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย โดยมีนางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าร่วม ว่า ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในซาอุดีอาระเบีย และหารือโอกาสและแนวทางความร่วมมือในการผลักดันการขยายการส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มของไทยไปยังตลาดซาอุดีอาระเบีย ในฐานะที่ SCG เป็นบริษัทคนไทย ที่เข้าไปลงทุนทำธุรกิจในซาอุดีอาระเบีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าหลักที่ SCG International เข้าไปลงทุนและจัดจำหน่าย ได้แก่ วัสดุก่อสร้างและโซลูชันการก่อสร้าง เหล็ก กระดาษและบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์และเครื่องยนต์ทางการเกษตร และอาหารและเครื่องดื่ม โดยล่าสุดได้ร่วมมือเป็นพันธมิตร Tamimi Markets ซึ่งเป็นเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ในซาอุดีอาระเบีย ขยายตลาดสินค้าอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ Siam Signature สู่ตลาดค้าปลีกในท้องถิ่น จึงมีโอกาสที่จะผลักดันสินค้าในกลุ่มนี้ของไทย โดยเฉพาะจาก SME เข้าไปจำหน่ายในซาอุดีอาระเบียได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับ SCG International ได้เปิดสำนักงานที่กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2566 มีเป้าหมายเพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเป็น Trading Firm ที่ดำเนินการในการซื้อขายสินค้าและวัตถุดิบระหว่างประเทศและบริหารจัดการด้าน Supply Chain ให้กับบริษัทคู่ค้า มีแผนที่จะกระจายสินค้าจากซาอุดีอาระเบียไปทั่วโลก และจัดหาสินค้าและบริการจากประเทศต่าง ๆ เข้ามาจำหน่ายยังซาอุดีอาระเบีย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา ยังได้หารือกับ Tamimi Markets เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสของสินค้าไทยในตลาดซาอุดีอาระเบีย จุดขายและความได้เปรียบของสินค้าไทย เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าจากประเทศคู่แข่ง เช่น จีน อินเดีย และเวียดนาม เป็นต้น และได้สำรวจสินค้าไทยที่มีการวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ต อาทิ น้ำมะพร้าว ซอสปรุงรส ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ชุดก๋วยเตี๋ยวเรือพร้อมปรุง พริกสด ขมิ้น และมังคุด เป็นต้น&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;Tamimi Markets เป็นหนึ่งในเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตของ Al Tamimi Group และเป็นที่รู้จักจากการนำเสนอสินค้าคุณภาพสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศที่หลากหลาย ปัจจุบันมีมากกว่า 100 สาขาในซาอุดีอาระเบียและบาห์เรน ซึ่ง Tamimi โดยมีสินค้าที่วางจำหน่าย ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอางและสิ่งบำรุงผิว ของใช้และอุปกรณ์ภายในบ้าน อาหารและของใช้สำหรับทารก/สัตว์เลี้ยง โดยมีแหล่งนำเข้าสินค้าจากทั่วโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567 บริษัท SCG International Corporation ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Tamimi Group เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาสินค้าไทยให้กับ Tamimi Group นำผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มคุณภาพสูงจากประเทศไทยและเอเชียเข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ thaitrade.com</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251208894712ff40b59c6e7d844de39dc24f12134740.jpg' type='image/jpg' length='489273' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานวันชาติไทย เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อันเป็น วันชาติไทย ประจำปี 2568  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9719</link>
<guid isPermaLink="false">8e81673f7a245d20f3db9ccbc9d8bd28</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 13:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/44_1_.jpg" style="width: 500px; height: 379px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองคณะทูตานุทูตประจำกรุงริยาด และบุคคลสำคัญของซาอุดีอาระเบีย เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อันเป็น วันชาติไทย ประจำปี 2568 ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ตามคำเชิญของนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมงานเลี้ยงรับรอง พร้อมพบปะและสนทนากับคณะทูตานุทูตจากหลายประเทศ ตลอดจนผู้นำภาคเศรษฐกิจและบุคคลสำคัญของซาอุดีอาระเบีย เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสวันชาติ และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า และโอกาสความร่วมมือระหว่างไทย&ndash;ซาอุดีอาระเบีย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251208b0cf71a7952769d8049aeb6a4b521ddb133656.jpg' type='image/jpg' length='716187' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับ Mr. Hassan bin Moajeb Al-Huwaizi ประธานสภาหอการค้าซาอุดีอาระเบีย5 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9718</link>
<guid isPermaLink="false">9e4e4fc392942aa7c8f4befeb51da8d9</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 13:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/43_1_.jpg" style="width: 500px; height: 347px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 &nbsp;ตนและคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับ Mr. Hassan bin Moajeb Al-Huwaizi ประธานสภาหอการค้าซาอุดีอาระเบีย เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมการค้าและการลงทุน ตลอดจนการกระชับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ตนและประธานสภาหอการค้าซาอุฯ เห็นพ้องว่าภาคเอกชนเป็นฟันเฟืองสำคัญ ในการผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนเต็มที่ &nbsp;โดยในช่วงที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของทั้งสองฝ่ายมีพัฒนาการเป็นอย่างมาก มีการเดินทางเยือน การจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมส่งเสริมการค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความสนใจในการขยายการค้าสินค้าและบริการระหว่างกันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ตนได้ใช้โอกาสนี้เชิญประธานสภาหอการค้าซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงาน Thailand International Mega Fair 2025 ซึ่งภาคเอกชนไทยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 &ndash; 9 ธันวาคม 2568 ณ กรุงริยาด ณ Riyadh International Convention and Exhibition Center โดยงานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าและบริการไทยที่ใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียครอบคลุมหลากหลายสาขาศักยภาพของไทย อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม น้ำมันกฤษณาและเครื่องหอม สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าและบริการสุขภาพ การก่อสร้างและการตกแต่ง การท่องเที่ยวและการบริการ นอกจากนี้ ตนยังได้กล่าวสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพจัดงาน Riyadh World Expo 2030 ณ กรุงริยาด ซาอุดีอาระเบีย พร้อมทั้งได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน ตลอดจนแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรและอาหารฮาลาล การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &quot;ทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนกำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับโอกาสทางธุรกิจที่เกิดจากโครงการขนาดใหญ่ภายใต้วิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 ซึ่งเปิดช่องให้สินค้าและบริการของไทยมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตร อาหารฮาลาล วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงภาคธุรกิจบริการ เช่น โรงแรม สปา การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และโรงพยาบาล จึงเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศผ่านการกระชับความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน&quot; นางศุภจี กล่าว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การหารือครั้งนี้ยังเป็นโอกาสที่ตนได้รับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนซาอุดีอาระเบียเกี่ยวกับแนวทางอำนวยความสะดวกการค้า การแก้ไขปัญหาอุปสรรค และการเพิ่มกิจกรรมเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจ ตลอดจนเชิญชวนนักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบียเข้าร่วมงานแสดงสินค้าที่จัดขึ้นทั้งในไทยและซาอุดีอาระเบีย เพื่อผลักดันการส่งออกของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ นางศุภจียังได้เยี่ยมชม 20 บูธของผู้ประกอบการไทย ที่นำสินค้าและบริการไปนำเสนอแก่ผู้ซื้อซาอุดีอาระเบีย ทั้งสินค้าอาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม สินค้าไลฟ์สไตล์ และบริการด้านท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำเข้าซาอุฯ เป็นอย่างมาก โดยผู้ประกอบการไทยหลายรายมีกิจกรรม Business Matching กับคู่ค้าท้องถิ่น และมีแนวโน้มที่จะเกิดการสั่งซื้อในหลายหมวดสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในปี 2567 ซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องจักรกล ในขณะที่สินค้านำเข้าหลัก ได้แก่ น้ำมันดิบ ปุ๋ย เคมีภัณฑ์ และก๊าซธรรมชาติ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251208896881364335a45422232167996749e5132205.jpg' type='image/jpg' length='971343' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการเปิดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ ห้างสรรพสินค้า LuLu Hypermarket กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9717</link>
<guid isPermaLink="false">a439d48badfcd90e887e564b154e311d</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 13:09:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/42_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ตนและคณะผู้บริหาร LuLu Hypermarket ริยาดได้เปิดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 ณ ห้างสรรพสินค้า LuLu Hypermarket ที่ริยาด ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าปลีก รวมถึงห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวตะวันออกกลาง เพื่อขยายตลาดและโอกาสของสินค้าไทยในตลาดค้าปลีก โดยพบว่าสินค้าไทย อาทิ ข้าว ผักผลไม้ อาหารสำเร็จรูป ผักผลไม้กระป๋อง อาหารทะเลกระป๋อง ซอส เครื่องปรุง อาหารสัตว์เลี้ยง และของใช้ในครัวเรือน ได้รับความนิยมจากลูกค้าจากจุดเด่นด้านคุณภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้เชิญชวนให้ LuLu Hypermarket พิจารณาขยายความร่วมมือกับเอกชนไทยในด้านต่าง ๆ อาทิ การนำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้าวพันธ์พิเศษ เช่น ข้าวน้ำตาลต่ำ ข้าวปลอดสารเคมี เป็นต้น รวมทั้งผักผลไม้ที่มีศักยภาพ อาทิ ทุเรียน มะม่วง มะขามหวาน มังคุด ลำไย มะพร้าวหอม การร่วมลงทุนในธุรกิจด้านอาหารและบริการที่เกี่ยวเนื่อง และการจัดหาสินค้าหรือบริการศักยภาพของไทยไปให้บริการในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ยินดีที่จะเป็นตัวกลางประสานบริษัทที่เกี่ยวข้องของไทย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือดังกล่าวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ตนได้เน้นย้ำความพร้อมของไทยในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงที่สามารถเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารให้ตะวันออกกลางได้ในระยะยาวด้วย&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;LuLu Hypermarket เป็นธุรกิจค้าปลีกที่วางจําหน่ายสินค้าไทยมากที่สุดในซาอุดีอาระเบีย มีสาขาในซาอุดีอาระเบีย 56 สาขา และอีกกว่า 200 สาขาทั่วภูมิภาคอ่าวอาหรับ (GCC) นับเป็นผู้นำเข้าสินค้าไทยรายใหญ่ที่มีศักยภาพสูง มีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทย อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกระทรวงพาณิชย์ โดยตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ห้าง LuLu Hypermarket ที่ริยาดจะจัดงาน Thailand Halal Food Festival 2025 เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์และส่งเสริมสินค้าไทยให้กับผู้บริโภคในซาอุดีอาระเบียอีกด้วย&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2567 ซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย มูลค่า 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทย มูลค่า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค. 2568) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 6,657.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย มูลค่า 2,168.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทย มูลค่า 4,488.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ (5) ก๊าซธรรมชาติ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512087c2d3b42ee1de6f36b74ee452b9c246d130957.jpg' type='image/jpg' length='159143' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย  เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ GAFT กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9716</link>
<guid isPermaLink="false">7355361efeefe70ae47beee45b7b8b99</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 13:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/41_1_.jpg" style="width: 500px; height: 401px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ GAFT กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ตนพร้อมด้วยนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับ ดร.มาญิด บินอับดุลเลาะฮ์ อัลกอเศาะบี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นรัฐมนตรีอาวุโสผู้ทรงอิทธิพลและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงเศรษฐกิจของซาอุฯ เพื่อหารือแนวทางยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างสองประเทศ พร้อมเร่งขยายโอกาสให้กับสินค้าเกษตรและอาหารของไทยในตลาดตะวันออกกลาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศแรกในตะวันออกกลางที่ตนเดินทางมาเยือนหลังรับตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของซาอุดีอาระเบียต่อไทย โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกระชับความร่วมมือในฐานะพันธมิตรระหว่างภูมิภาคที่เริ่มจาก &ldquo;ความเชื่อใจ (trust)&rdquo; ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยวางเป้าหมายให้ซาอุดีอาระเบียเป็นประตูการค้า (Gateway) สู่ภูมิภาคตะวันออกกลางและกลุ่ม GCC ซึ่งในการหารือวันนี้ รัฐมนตรีซาอุดีอาระเบียได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการส่งเสริมสินค้าไทยในตลาดซาอุฯ และพร้อมสนับสนุนการนำเข้าสินค้าคุณภาพจากไทย เช่น ข้าว อาหารฮาลาล วัตถุดิบด้านอาหาร และผลไม้ รวมทั้งพร้อมหารือกับไทยถึงมาตรฐานสินค้าเพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของซาอุฯ และเห็นว่าไทยสามารถเป็น &quot;แหล่งความมั่นคงทางอาหาร&quot; ให้แก่ซาอุฯได้ นอกจากนี้ ฝ่ายซาอุฯ ให้ที่ดินติดตั้งบูธ Thai Village เป็นการถาวร เพื่อส่งเสริมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการของไทยในตะวันออกกลาง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะจัดทำแผนงานความร่วมมือด้านบริการ (hospitality) ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การท่องเที่ยว ร้านอาหาร สปา และบริการด้านสุขภาพ (wellness) รวมทั้งความร่วมมือด้านแรงงานมีฝีมือ อาทิ พ่อครัว พนักงานในสาขาท่องเที่ยว โดยไทยพร้อมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตลอดจนสนับสนุนแรงงานมีฝีมือเข้าไปช่วยพัฒนาซาอุดีอาระเบียให้บรรลุตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ &ldquo;วิสัยทัศน์ซาอุฯ ค.ศ. 2030&rdquo; ซึ่งเป็นนโยบายหลักของประเทศในปัจจุบันที่กำลังพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ลดการพึ่งพาน้ำมันและให้ความสำคัญกับภาคการท่องเที่ยว&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ เมื่อปี 2567 ซาอุดีอาระเบียครองตำแหน่งคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ด้วยมูลค่าการค้ารวม 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ส่งออก 2,856.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ / นำเข้า 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค.-ก.ย.) การค้าระหว่างกันมีมูลค่า 5,815.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 1,949.00 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้า 3,866.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกดาวรุ่ง ได้แก่ (1) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ (3) ผลิตภัณฑ์ยาง (4) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (5) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ (1) น้ำมันดิบ (2) ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ (3) เคมีภัณฑ์ (4) สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ (5) ก๊าซธรรมชาติ</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251208ed9e0b15ecaf8c7bd1c2511f050972f0130028.jpg' type='image/jpg' length='163334' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[H.E. Mr. Sheng Qiuping รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าพบหารือ นางสาวบรรจงจิตต์  อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9715</link>
<guid isPermaLink="false">d4f6180fb9ea37bb0eb360998e88e275</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 12:39:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/3_1_ - Copy 1.jpg" style="width: 500px; height: 387px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (H.E. Mr. Sheng Qiuping) เข้าพบหารือกับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2 &ndash; 4 ธันวาคม 2568 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และหารือแนวทางความร่วมมือการส่งเสริมการค้าระหว่างไทยและจีน โดยเฉพาะความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางสาวบรรจงจิตต์เปิดเผยว่า &ldquo;จีนเป็นตลาด e-commerce ขนาดใหญ่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยจำนวนผู้ใช้งานกว่า 910 ล้านคน และมีสัดส่วนมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP โดย e-commerce ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคผู้บริโภค ผู้ประกอบการ การจ้างงาน และการผลิต กระทรวงพาณิชย์ไทยและกระทรวงพาณิชย์จีนมีบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ลงนามร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งที่ผ่านมา จีนได้ให้การสนับสนุนไทยในด้านการพัฒนาบุคลากรภาครัฐผ่านหลักสูตรอบรมหลากหลายหลักสูตร ในการหารือครั้งนี้จึงได้เสนอให้คัดเลือกผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมการอบรมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการเป็นผู้บุกเบิกตลาดโดยตรง ยิ่งผู้ประกอบการมีความเข้าใจตลาดและกฎระเบียบมากเท่าไร ก็จะทำให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดได้มากยิ่งขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายจัดทำ Work Plan ความร่วมมือด้าน e-commerce สำหรับปี 2569 ที่มีไทม์ไลน์ความร่วมมือต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวยินดีที่ผ่านมาจีนมีความต้องการสินค้าเกษตรจากไทย และร่วมพยายามแก้ไขปัญหาการส่งออกสินค้าข้าวและผลไม้ พร้อมทั้งได้แสดงความยินดีที่มีการลงนามพิธีสารยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA 3.0) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงาน จะติดตามการดำเนินการของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเร่งกระบวนการเพื่อให้ความตกลง ACFTA 3.0 มีผลใช้บังคับโดยเร็ว ซึ่งในระหว่างนี้ เห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรช่วยกันประชาสัมพันธ์การใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าวให้ภาคเอกชนทราบอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ใช้เมื่อความตกลงฯ มีผลใช้บังคับ อย่างไรก็ดี ยังมีสินค้า เช่น โคมีชีวิต ที่ไทยยังไม่สามารถส่งออกไปจีนได้ จึงได้เสนอแนวทางให้จีนส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสินค้าที่ไทย เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกสินค้าตรงไปยังประเทศจีนได้อย่างถูกต้องตรงตามคุณภาพที่จีนต้องการ โดยหากทั้งสองฝ่ายสามารถแก้ปัญหาในกรณีนี้ได้สำเร็จ ก็จะสามารถเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาให้กับสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภคอื่นๆ ได้ด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ มูลค่าการค้าระหว่างไทย-จีน 10 เดือน (ม.ค. &ndash; ต.ค. 2568) มีมูลค่ารวม 121,550.08 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 28.00 แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 33,781.38 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 15.47 และการนำเข้ามูลค่า 87,768.69 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 33.59 สินค้าส่งออกหลักของไทยไปจีน ได้แก่ 1) ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง 2) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 3) ผลิตภัณฑ์ยางประกอบ 4) เม็ดพลาสติก 5) ยางพารา และสินค้านำเข้าหลักของไทยจากจีน ได้แก่ 1) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 2) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3) เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน &nbsp;4) เคมีภัณฑ์ 5) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169 และสำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นผู้ขายบนเว็บไซต์หรือติดตามข้อมูลการค้าและคำสั่งซื้อจากทั่วโลกสามารถเข้าไปที่ แพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ thaitrade.com</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251208241a2fa53b1f49297990f70fc98f4a44123952.jpg' type='image/jpg' length='437373' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบหารือกับนาย Ziyad A. Al-Sheikh ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Arabian Agricultural Services Company (ARASCO) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น) ณ บริษัท Arabian Agricultural Services Company (ARASCO) กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9714</link>
<guid isPermaLink="false">f87ea3b0be9e36afd6f3c1bf0fbe6578</guid>
<pubDate>Mon, 08 Dec 2025 12:32:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/4_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยนางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นางปิยนุช วุฒิสอน คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ได้เข้าพบหารือกับนาย Ziyad A. Al-Sheikh ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท Arabian Agricultural Services Company (ARASCO) หนึ่งในบริษัทขับเคลื่อน ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่สำคัญที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหาร ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช ยาและวัคซีนสัตว์ ไปจนถึงบริการโลจิสติกส์ครบวงจร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยได้หารือร่วมกับ ARASCO มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของบริษัทในการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารของซาอุดีอาระเบีย โดยสินค้า มันสำปะหลังอัดเม็ด เป็นหนึ่งในความร่วมมือสำคัญที่ได้เริ่มทดลองส่งออกไปก่อนหน้านี้จำนวนประมาณ 20,000 ตัน ซึ่งปรากฏว่าได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ARASCO มีหลักการ 4 เรื่องในการพิจารณานำเข้าวัตถุดิบ ได้แก่ ราคาที่เหมาะสม คุณภาพได้มาตรฐาน ส่งของได้ตามความต้องการ และต้องมีความต่อเนื่องไม่ขาดช่วง ซึ่งไทยสามารถตอบโจทย์ได้ครบ ทำให้วันนี้เขาตัดสินใจเพิ่มคำสั่งซื้ออีกราว 30,000 ตัน และหากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ปีหน้าเขามองว่าจะมีความต้องการนำเข้าเพิ่มอีก 100,000 ตัน&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนโอกาสความร่วมมือเพิ่มเติมในด้านสินค้าเกษตรและอาหารหลากหลายประเภท ไทยได้เสนอสินค้าเพิ่มเติม เช่น ปลายข้าว, หญ้าเนเปียร์ สำหรับอาหารสัตว์ ตลอดจน อาหารเลี้ยงปลา และ อาหารสัตว์ปีก ซึ่ง ARASCO ให้ความสนใจและพร้อมศึกษาต่อยอดธุรกิจร่วมกับไทยในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ARASCO ยังมีแผนพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์ปีกภายในประเทศเพื่อเพิ่มการพึ่งพาตนเอง ไทยจึงได้เสนอศักยภาพในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารฮาลาลและการแปรรูปอาหาร และเมื่อวานได้หารือกับผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้ามายังซาอุฯ ระบุว่า ไทยมีสินค้าพร้อมส่งออก เช่น ไก่แปรรูป เกี๊ยวซ่า ไส้กรอก นักเก็ต และผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง-พร้อมทานอื่นๆ ซึ่งตลาดซาอุดีอาระเบียยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุเพิ่มเติมว่า ไทยมีความพร้อมเป็นแหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูงและพันธมิตรด้านอาหารที่เชื่อถือได้ ขณะเดียวกัน ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความหลากหลายของธุรกิจในเครือ ARASCO เพื่อขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังตะวันออกกลางได้อีกมาก ทั้งด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์ การร่วมลงทุนด้านอาหารหรือปศุสัตว์ และการพัฒนานวัตกรรมเกษตรหรือ Smart Farming<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ ในปี 2567 ซาอุดีอาระเบียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 2 ในภูมิภาคตะวันออกกลาง การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 7,757.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทย 2,856.68 &nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการนำเข้าของไทย 4,900.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยซาอุดีอาระเบียเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร (พิกัด 01 - 24) อันดับที่ 26 ของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออก 247.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) ของปี 2568 การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปซาอุดีอาระเบีย &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีมูลค่า 219.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกสำคัญ อาทิ ปลาที่ปรุงแต่งหรือทำไว้ไม่ให้เสีย ข้าว อาหารสัตว์ ผลไม้ ลูกนัต และพืชผัก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2025120841e1746e527a7a3352a5b5b129821463123306.jpg' type='image/jpg' length='792938' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมงาน Thai Food Village หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ Saudi Feast Food Festival 2025 เมื่อวันพุธที่ 3 ธันวาคม 2568 ณ King Saud University กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9707</link>
<guid isPermaLink="false">d27fd7e3abc47a757c11927679bc0556</guid>
<pubDate>Thu, 04 Dec 2025 10:01:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/3_1_.jpg" style="width: 600px; height: 442px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง เดินทางเข้าร่วมงาน Thai Food Village หนึ่งในกิจกรรมสำคัญภายใต้ Saudi Feast Food Festival 2025 เทศกาลอาหารที่ใหญ่ที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจัดโดย Saudi Culinary Arts Commission ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรมซาอุดีอาระเบีย ตามคำเชิญของนายดามพ์ บุญธรรม เอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด โดยในปีนี้ ไทยได้รับเกียรติเป็นประเทศเกียรติยศ (Guest of Honour) โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ได้รับจัดสรรพื้นที่ขนาดใหญ่เพื่อจัดแสดงศักยภาพสินค้าอาหารไทย ผลไม้ไทย ทั้งผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เครื่องปรุง อาหารแปรรูป รวมถึงเมนูอาหารไทยยอดนิยม อย่าง ต้มยำกุ้ง ผัดไทย ข้าวเหนียวมะม่วง ที่ชาวซาอุดีอาระเบียให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการขยายตลาดสินค้าอาหารไทยสู่ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียซึ่งถือเป็นตลาดศักยภาพใหม่ของไทย ทั้งด้านจำนวนประชากร การเติบโตของเศรษฐกิจ และความต้องการบริโภคอาหารนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภายในงาน นางศุภจีได้พบปะและพูดคุยกับผู้ประกอบการไทยที่เดินทางมาร่วมออกบูธ เพื่อรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการประกอบธุรกิจ การนำเข้า-ส่งออก และการขอใบอนุญาตต่าง ๆ ในซาอุดีอาระเบีย กระทรวงพาณิชย์พร้อมสนับสนุนการผลักดันสินค้าอาหารไทยให้เจาะตลาดซาอุดีอาระเบียมากขึ้น พร้อมเร่งแก้ไขข้อจำกัดที่ผู้ประกอบการเผชิญอยู่ เพื่อให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันและขยายตลาดได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในโอกาสนี้ Ms. Mayada Badr ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Saudi Culinary Arts Commission ได้ให้การต้อนรับและนำคณะไทยเยี่ยมชมบูธต่างๆ ภายในงาน Saudi Food Festival 2025 ก่อนนำเยี่ยมชมโซน Thai Food Village สำหรับงาน Saudi Feast Food Festival 2025 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน &ndash; 6 ธันวาคม 2568 ณ King Saud University กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และเป็นเวทีสำคัญสำหรับการพบปะผู้ซื้อ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป มีผู้เข้าชมงานจำนวนมากตลอดทั้งวัน โดยบูธอาหารไทยเป็นหนึ่งในจุดที่ได้รับความนิยมสูง สะท้อนความต้องการสินค้าอาหารไทยที่เพิ่มขึ้นในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับการขยายการส่งออกของไทยในอนาคต ยกระดับสินค้าอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในตลาดตะวันออกกลางมากยิ่งขึ้น</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251204241a2fa53b1f49297990f70fc98f4a44100125.jpg' type='image/jpg' length='669501' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ บรรยายพิเศษในงาน Go Thailand 2026: Beyond Survival จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ เมื่อวันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2568 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9705</link>
<guid isPermaLink="false">3cdec6b37d8679bba459d384d80e605d</guid>
<pubDate>Wed, 03 Dec 2025 10:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/21_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นเวทีบรรยายพิเศษในงาน Go Thailand 2026: Beyond Survival จัดโดยหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน โดยงานนี้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อเป็นพื้นที่นำเสนอวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของประเทศต่อสาธารณชน ภายใต้หัวข้อ &ldquo;Trade amid Geopolitics พลิกเกมการค้าไทย ฝ่าภูมิรัฐศาสตร์โลก&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การค้าการขายยุคปัจจุบันไม่อาจพึ่งพาเฉพาะตลาดในประเทศได้อีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องขยายการค้าต่างประเทศโดยคำนึงถึง &ldquo;บริบทโลกใหม่&rdquo; ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยประเทศไทยกำลังเผชิญกระแสใหญ่ระดับโลก 4 ประการ หรือที่เรียกว่า 4D Megatrends ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.De-globalization &ndash; การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ จากเหตุการณ์โควิดและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายประเทศกลับมาทบทวนการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานโลก และหันไปพึ่งพาตนเองมากขึ้น เกิดการแบ่งขั้วอำนาจ และการปรับทิศทางการผลิตและการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.Decarbonization &ndash; การลดการปล่อยคาร์บอน นโยบายยุโรปและประเทศคู่ค้าหลายแห่งกำหนดให้สินค้าที่นำเข้า ต้องพิสูจน์ได้ว่ากระบวนการผลิต การปลูก และการขนส่งไม่สร้างภาวะโลกร้อน เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้สอดรับมาตรฐานสากล เพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.Digitalization &ndash; การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและ AI เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดโลก แต่หากไม่สามารถใช้เทคโนโลยีทันเวลา ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.Demographic Shift &ndash; ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ อัตราการเกิดต่ำกว่าการตาย ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศลดลง จึงจำเป็นต้องผลักดันภาคการค้าให้พึ่งพาตลาดต่างประเทศมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;แม้ 4 กระแสโลกจะสร้างแรงกดดันต่อระบบการค้า แต่ก็เปิดช่องโอกาสใหม่ หากไทยสามารถมองเห็นจังหวะและวางตัวให้เหมาะสม&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุว่า โลกวันนี้ไม่ได้มีเพียงสหรัฐฯ และจีนเป็นขั้วอำนาจหลักเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มประเทศเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อาเซียน ยุโรป และตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนต้องการขยายความร่วมมือทางการค้ากับไทย ในการประชุม ASEAN Summit ที่ผ่านมา ประเทศคู่ค้าหลายประเทศเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องการเร่งทำ FTA กับไทย นี่คือข้อได้เปรียบของประเทศไทย เพราะเราไม่เป็นพิษเป็นภัย และได้รับการยอมรับว่าวางตัวเป็นกลางเหมาะสม ทำให้หลายประเทศต้องการเป็นพันธมิตรทางการค้ากับเรา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ชี้ว่า ในช่วง 8 เดือนแรกของปี มีคำขอ ขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI Applications) เพิ่มขึ้นกว่า 30% และมูลค่าการลงทุนเพิ่มกว่า 90% ถือเป็นระดับสูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าไทยสามารถใช้ประโยชน์จากการปรับทิศทางของห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างดี<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ถ้าเราวางตัวให้ถูกจังหวะ ไทยจะสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปสงค์&ndash;อุปทานใหม่ของโลกได้ การวางตัวของไทยในห่วงโซ่การค้าโลกจากคู่ค้า เป็นพันธมิตร อาศัยหลักการ เป็นมิตร เปิดกว้าง และสร้างประโยชน์ร่วม&rdquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวถึงความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทย โดยสหรัฐฯ ใช้นโยบาย Reciprocal Tariffs หรือภาษีตอบโต้ ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเจรจาในส่วนของ มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff issues) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ ผู้ประกอบการ และเกษตรกรไทย &nbsp;โดยหลายประเทศใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเข้มข้นขึ้น ไทยเองก็จำเป็นต้องคุ้มครองผู้ประกอบการไทยเช่นกัน พร้อมทั้งต้องรักษาสมดุล ไม่ปล่อยให้ตลาดถูกกระทบจากสินค้านำเข้าอย่างไม่เป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ในยุคที่หลายประเทศใช้ Friend-shoring ไทยต้องทำตัวให้เป็นประเทศที่ &ldquo;น่าไว้วางใจ&rdquo; เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเทคโนโลยี สินค้าดิจิทัล AI ยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และไบโอเทคโนโลยี ไทยยังมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็น Food Security Provider และ Food Security Hub ของโลก จากความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรทางอาหาร พร้อมต่อยอดด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เข้าสู่ Value-based Economy<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์ภายใต้ระเบียบโลกใหม่ดังนี้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1) Balance &ndash; สร้างสมดุลท่ามกลางการแข่งขันของหลายขั้วอำนาจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) Inclusive &ndash; เปิดโอกาสให้ SMEs สตาร์ทอัพ และเกษตรกร เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3) Diversify &ndash; ขยายตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า &ldquo;Quick Big Wins&rdquo; ของกระทรวงพาณิชย์กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพื่อเสริมความเชื่อมั่น สร้างโอกาสให้ภาคเอกชน และทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ กระทรวงพาณิชย์ดำเนินงานครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ นโยบายเชิงรุก นโยบายเชิงรับ การดูแลฐานราก และการสร้างเสถียรภาพทางการค้าและราคาสินค้า โดยเน้นการขยายตลาดส่งออก เปิดตลาดใหม่ และเพิ่มโอกาสการค้ากับประเทศคู่ค้า เช่น ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกำลังเดินทางไปเจรจา<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ที่ผ่านมาตนได้หารือกับผู้บริหารจากหลายประเทศ และจะเดินหน้าพูดคุยต่อกับรัสเซีย อินเดีย สวีเดน รวมถึงเร่งเจรจา FTA ใหม่กับเกาหลีใต้และอินเดีย โดยทุกครั้งต้องทำการบ้านอย่างรอบด้าน ทั้งการศึกษาตลาด ความต้องการสินค้า มาตรฐาน และศักยภาพผู้บริโภค เช่น อินเดียที่มีประชากรรายได้สูงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถเสนอสินค้าที่ตรงความต้องการและปิดการเจรจาได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ขอให้เชื่อมั่นว่า หากเราวางตัวให้ถูกเวลาและรู้จังหวะ โลกยุคมัลติโพลาร์นี้ จะไม่ใช่วิกฤตของไทย แต่จะกลายเป็นโอกาสที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนได้&rdquo;</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251203e747bd9a934bf09144ca576f0cc6d8bb105324.jpg' type='image/jpg' length='524167' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญา แนะนำแคมเปญ “GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน” ให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รับทราบ เมื่อวันอังคารที่ 2 ธันวาคม 2568 ณ โถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9704</link>
<guid isPermaLink="false">7be227d761ba7b4dc8d5a33d51255364</guid>
<pubDate>Wed, 03 Dec 2025 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/2_1_.jpg" style="width: 500px; height: 277px;" /></p>

<p><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะกรมทรัพย์สินทางปัญญา นำกระเช้า GI ส่งสุขปีใหม่ มาจัดแสดงให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รับทราบ พร้อมแนะนำแคมเปญ &ldquo;GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน&rdquo; โดยผนึกกำลังห้างร้านและภาคเอกชนร่วมส่งเสริมการตลาดสินค้า GI ผ่านกระเช้าของขวัญปีใหม่ที่บรรจุสินค้า GI นานาชนิด เพื่อเผยแพร่อัตลักษณ์ คุณค่า และศักยภาพสินค้า GI ไทย ว่ามีคุณภาพไม่แพ้สินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับสินค้าชุมชนและต่อยอดสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ณ โถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งเสริมสินค้า GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญตามนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ โดยให้ความสำคัญกับการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs ด้วยการเพิ่มรายได้จากผลผลิต GI ซึ่งเป็นของดีประจำถิ่นที่มีอัตลักษณ์ และมีเอกลักษณ์พิเศษตามสภาพดิน น้ำ อากาศ หรือภูมิปัญญาในพื้นที่ ส่งผลให้สินค้า GI สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากกว่าสินค้าทั่วไป 2-5 เท่า ตัวอย่างเช่น กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) ราคาขายก่อนเป็น GI อยู่ที่กิโลกรัมละ 400 บาท &nbsp;แต่เมื่อได้เป็น GI ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 800 บาท ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ และสุรินทร์) ราคาขายก่อนเป็น GI อยู่ที่กิโลกรัมละ 33 บาท แต่เมื่อได้เป็น GI ราคากิโลกรัมละ 55 บาท เป็นต้น โดยปัจจุบันกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยแล้วทั้งสิ้น 244 รายการ ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากทั่วประเทศ มีทั้งกลุ่มอาหาร ผลไม้ เครื่องดื่ม และงานศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่น โดยสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 114,331 ล้านบาท&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งมั่นที่จะพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ไทยอย่างครบวงจร โดยหลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว ก็จะมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค พร้อมยกระดับภาพลักษณ์และขยายช่องทางการค้าสู่ตลาดใหม่ๆเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน และสำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ส่งเสริมการบริโภคสินค้าท้องถิ่นอย่าง GI โดยมีการผนึกกำลังกับภาคเอกชนหลายแห่งนำสินค้า GI ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เช่น จัดกระเช้าของขวัญ ชุดของที่ระลึกระดับพรีเมียม เป็นต้น ซึ่งผู้ที่กำลังมองหาของขวัญแทนความปรารถดีเพื่อมอบให้กับคนที่รักและห่วงใยในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เชื่อว่า &ldquo;กระเช้า GI ส่งสุขปีใหม่&rdquo; คือของขวัญที่ตอบโจทย์ผู้ให้และถูกใจผู้รับได้อย่างแท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้าน นางอรมน ทรัพยทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กิจกรรม &ldquo;GI ไทย ส่งสุขปีใหม่ สุขใจชุมชน&rdquo; ในปีนี้ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายโมเดิร์นเทรดและร้านค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำ รวม 8 ราย ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัดมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ (โครงการพัฒนาดอยตุง) บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด และบริษัท สยามทาคาชิมายะ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนการจัดจำหน่าย &ldquo;กระเช้า GI ส่งสุขปีใหม่&rdquo; ในพื้นที่ศูนย์การค้าและห้างร้านต่างๆโดยทุกหน่วยงานได้ร่วมออกแบบและคัดสรรสินค้า GI จากชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว คุณภาพ และอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการมอบของขวัญปีใหม่ให้กับผู้บริโภคและช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ GI ไปในคราวเดียวกัน แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงพลังของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ผลักดันสินค้าไทยให้ก้าวสู่ตลาดสมัยใหม่และสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับสินค้า GI ที่นำมาร่วมในแคมเปญนี้ ล้วนเป็นผลิตผลที่ได้รับการรับรองตามระบบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไทย ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพ อัตลักษณ์ และความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตเฉพาะถิ่น อีกทั้งยังสะท้อนภูมิปัญญาและวัฒนธรรมการผลิตของชุมชนนั้นๆ อาทิ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง พัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ) ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ พริกไทยจันท์ (จันทบุรี) ถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน สับปะรดภูแลเชียงราย ลำไยอบแห้งเนื้อสีทองลำพูน ชาเชียงราย น้ำหมากเม่าสกลนคร กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) ส้มสายน้ำผึ้งฝาง (เชียงใหม่) มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว (สมุทรสาคร) ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง (นครศรีธรรมราช) สับปะรดบ้านคา (ราชบุรี) สับปะรดภูเก็ต สับปะรดนางแล(เชียงราย) กล้วยหอมทองพบพระ (ตาก) กาแฟดอยตุง (เชียงราย) เป็นต้น โดยสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้า GI ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญายืนยันจะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสินค้า GI ของไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายช่องทางการจำหน่ายในรูปแบบที่หลากหลาย การยกระดับความร่วมมือกับเครือข่ายโมเดิร์นเทรด การผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดภายในและต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนามาตรฐานสินค้าให้เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อให้สินค้า GI ของไทยเติบโตอย่างมั่นคง แข็งแรง และสามารถยืนหยัดเป็นสินค้าที่สร้างคุณค่าแก่ชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป</strong></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202512036d283a0eb007683e94c72317741975ae104325.jpg' type='image/jpg' length='340395' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทุกหน่วยงาน ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2568  เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9698</link>
<guid isPermaLink="false">ff61ce2541dd5814dd86e9f151b0e9ef</guid>
<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 13:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/11_1_.jpg" style="width: 500px; height: 318px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ทุกหน่วยงาน ร่วมปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืด เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม 2568 ที่บริเวณลานลีลาวดี ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี ได้เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และบำเพ็ญสาธารณกุศลในเดือนธันวาคม 2568<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยเหล่าข้าราชการกระทรวงพาณิชย์พร้อมใจกันเข้าร่วมกิจกรรม ในการนี้ได้ร่วมกันปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดได้แก่ ปลาตะเพียนทองและปลาสร้อยขาว จากสำนักงานประมง จ.นนทบุรี ร่วมด้วยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สุพรรณบุรี จำนวน 99,999 ตัว ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์น้ำ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เกิดความมั่นคงทางอาหารแก่ชุมชนอย่างยั่งยืนด้วย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251201c9a220f24ca77ebdf8130997a6de2823132557.jpg' type='image/jpg' length='838717' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบเงินบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ รับมอบของบริจาคจากผู้ประกอบการเอกชน และปล่อยรถขนสิ่งของจำเป็นลงพื้นที่ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหาร และผู้แทนภาคเอกชน เข้าร่วมด้วย เมื่อวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9697</link>
<guid isPermaLink="false">5a4f11b02e4ddeac51ade3dada268a31</guid>
<pubDate>Mon, 01 Dec 2025 11:06:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/ธ.ค.68/1_1_.jpg" style="width: 500px; height: 325px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังมอบเงินบริจาคช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ รับมอบของบริจาคจากผู้ประกอบการเอกชน และปล่อยรถขนสิ่งของจำเป็นลงพื้นที่ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คณะผู้บริหาร และผู้แทนภาคเอกชน เข้าร่วม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี ระบุว่า การช่วยเหลือครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง พร้อมย้ำว่าการทำงานต้องรวดเร็วและเป็นรูปธรรม เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ยังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;วันนี้ถ้าไม่มีภาคเอกชนมาร่วม เราก็คงทำไม่ได้ทั้งหมด การช่วยเหลือเยียวยาในพื้นที่ประสบภัยต้องทำอย่างรวดเร็ว เฟสแรกคือการส่งอาหารสด อาหารแห้ง น้ำดื่ม ไข่ไก่ และสิ่งจำเป็นให้ประชาชนอยู่รอดก่อน จากนั้นจะเข้าสู่การฟื้นฟูบ้านเรือนและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็น โดยเราร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อให้สินค้าถึงมือประชาชนในราคาต่ำที่สุด ให้ทุกคนเข้าถึงได้&rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับผู้ผลิตสินค้า ห้างโมเดิร์นเทรด และพันธมิตรในหลายจังหวัด ช่วยลดราคาสินค้าจำเป็น โดยจะจัดงานธงฟ้า และได้รับความร่วมมือจากห้างโมเดิร์นเทรด ช่วยลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และของใช้จำเป็นต่างๆ โดยเฉพาะอุปกรณ์ทำความสะอาด วัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า ลดสูงสุดถึง 80% พร้อมขยายการสนับสนุนอาชีพผ่านแฟรนไชส์ในราคาพิเศษ จากความร่วมมือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงการสนับสนุนซอฟต์โลนบางส่วนช่วยประชาชนในพื้นที่เริ่มต้นประกอบอาชีพใหม่และช่วยผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถฟื้นฟูกิจการได้ผ่านการทำธุรกิจแฟรนไชส์ได้อย่างรวดเร็ว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; และกระทรวงพาณิชย์ ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม ส่งทีมช่างและอุปกรณ์ลงพื้นที่เพื่อเร่งซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ ซึ่งต้องรีบทำ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องใช้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กระทรวงฯ ยังให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และหน่วยงานต่างๆในกระทรวงพาณิชย์ เร่งอำนวยความสะดวกด้านเอกสารจดทะเบียนธุรกิจ การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและใบอนุญาตต่าง ๆ ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นฟูกิจการได้โดยไม่ติดขัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ได้กล่าวถึงผลการลงพื้นที่ร่วมกับนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)และรองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เพื่อรับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการโดยตรง โดยมีข้อเสนอทั้งด้านการซอฟต์โลน การผ่อนชำระหนี้ การลดหย่อนภาษี ตลอดจนการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม และกิจกรรม MICE ในพื้นที่ โดยรัฐบาลเตรียมนำเข้าสู่การประชุม ครม.เศรษฐกิจ ในช่วงบ่ายวันนี้ และคาดว่าจะประกาศมาตรการได้หลังประชุม ครม. ชุดใหญ่ในวันอังคาร<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับมาตรการกระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือ&ndash;เยียวยา&ndash;ฟื้นฟูผู้ประสบภัยภาคใต้ แบ่งเป็น 3 ระยะ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ระยะที่ 1: ช่วยเหลือเร่งด่วน (ดำเนินการแล้ว)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนและ มทบ.42 จัดส่งสิ่งของจำเป็นเข้า 6 จังหวัดภาคใต้ ครอบคลุมสงขลา สตูล พัทลุง ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ประกอบด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -มอบเงินบริจาค 1.25 ล้านบาท มอบสภากาชาดไทยเพื่อผลิตถุงยังชีพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -มอบถุงยังชีพรวม 5,000 ถุง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ไข่ไก่รวม 3,400 แผง (กว่า 102,000 ฟอง) (เตรียมจัดส่งเพิ่มเติมอีก 2,000 แผง)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -น้ำดื่ม 39,200 ขวด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ไก่หมักแช่แข็ง 2,000 ตัว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ถุงขยะ 20,000 ถุง และเพิ่มเติมอีก 200,000 ถุง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ไม้กวาด เครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าอนามัย หน้ากากอนามัย อุปกรณ์ทำครัว สิ่งของจำเป็น กว่า 15,000 ชุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกำกับดูแลสินค้า และประสานห้างค้าปลีกเพื่อเติมสินค้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและติดตามไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ระยะที่ 2: การเยียวยา (ธันวาคม 2568 &ndash; มกราคม 2569)<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1. จัดงาน &ldquo;เยียวยาลดค่าครองชีพ&rdquo; และ &ldquo;สร้างอาชีพ&rdquo;&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ทำความสะอาด เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -เปิดจุดขาย Mobile Unit 3 จุด ครอบคลุมพื้นที่ที่เข้าถึงยาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -จัดบูธแฟรนไชส์ พร้อมทุนสนับสนุนจาก สสว. และ SME D Bank และจัดบูธธนาคารให้คำปรึกษาการเข้าถึงสินเชื่อ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. จัดแคมเปญลดราคาวัสดุก่อสร้างสูงสุด 80% ร่วมกับไทวัสดุ โฮมโปร ดูโฮม โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮม รวม 40 สาขาในภาคใต้ เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อช่วยลดภาระซ่อมแซมบ้านเรือน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ระยะที่ 3: การฟื้นฟูเศรษฐกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ส่งเสริมอาชีพผ่านแฟรนไชส์ราคาประหยัด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -เปิดจุดจำหน่ายสินค้าในพื้นที่ 20 ครั้ง และจัดงานแสดงสินค้าภาคใต้ 4 ครั้ง ในสงขลา กระบี่ ตรัง พัทลุง พร้อมไลฟ์สด การจับคู่ธุรกิจ และคลินิกสินเชื่อฟื้นฟูกิจการที่ได้รับผลกระทบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -จัดงานสินค้าจังหวัดชายแดนใต้ในกรุงเทพฯ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ฟื้นฟูผู้ประกอบการสินค้า GI ที่ได้รับผลกระทบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; -ประสาน EXIM Bank จัด Mobile Unit ลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและช่วยเข้าถึงเงินทุนฟื้นฟูกิจการ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการทุกกลุ่มอย่างเต็มที่ พร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้มาตรการต่างๆ ออกสู่พื้นที่ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบอุทกภัยโดยเร็วที่สุด</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251201daa8f13c9d65da091604a1c944e47f3b110735.jpg' type='image/jpg' length='766125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Dissemination Workshop) ภายใต้โครงการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศและการค้า (Action on Climate and Trade: ACT) ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมสยามแคมปินสกี้ กรุงเทพฯ]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9684</link>
<guid isPermaLink="false">3291bfa658cba51c58e463187ee55c56</guid>
<pubDate>Fri, 28 Nov 2025 13:53:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/พ.ย.68/27_1_.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Dissemination Workshop) ภายใต้โครงการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศและการค้า (Action on Climate and Trade: ACT) ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) โดยความร่วมมือระหว่างองค์การการค้าโลก (WTO) กระทรวงพาณิชย์ และสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมสยามแคมปินสกี้ กรุงเทพฯ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โครงการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศและการค้า หรือ ACT ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2566 โดยความร่วมมือของ WEF และ WTO มีเป้าหมายในการสนับสนุนให้ผู้กำหนดนโยบายของประเทศกำลังพัฒนาให้สามารถบูรณาการนโยบายการค้าเข้ากับกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี 2568 WEF เชิญประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ ACT เพื่อสานต่อความร่วมมือกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจากประเทศอินโดนีเซียที่เข้าร่วมโครงการในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ โครงการ ACT ประเทศไทย เน้นภาคการเกษตรและการผลิตอาหาร และสาขาที่เกี่ยวข้อง เช่น พลังงาน และการขนส่ง&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกุล คือ การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีเป้าหมายจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด การพัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรไปสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีผลบังคับใช้โดยเร็ว&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญและดำเนินงานตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาล สนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการเสริมแกร่งผู้ประกอบการ SMEs ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ โดยมีการอบรมพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้มแข็ง สามารถปรับตัวตามทิศทางการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมโครงการ Action on Climate and Trade เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทย ที่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการนโยบายด้านการค้ากับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ ควบคู่ไปกับการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอันเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประเทศ และแสดงถึงความตั้งใจของประเทศไทยที่จะให้ความร่วมมือกับนานาชาติ เพื่อบรรลุเป้าหมายระดับโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ ทีมผู้วิจัยจาก WEF และ WTO นำเสนอสาระสำคัญของรายงานการศึกษาฯ ความเสี่ยงและโอกาสของไทยที่มีการค้าเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยที่ระบบการค้ากำลังก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ แต่ภาคการเกษตรและอาหารเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งไทยยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีสีเขียวที่จำเป็นต่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต ทั้งนี้ ไทยควรยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์การค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ รายงานฯ ได้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสของไทยในการพัฒนาเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการผลิตที่เข้มแข็ง มีระบบการขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) ที่ได้มาตรฐาน และมีผู้ประกอบการจำนวนมากที่เริ่มลงทุนด้านพลังงานสะอาดและบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน รวมถึงไทยมีโอกาสในการดึงดูดการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน ระบบรีไซเคิล และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ จึงมีข้อเสนอให้เร่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า พัฒนาระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ตลอดจนสนับสนุน SMEs ให้เข้าถึงมาตรฐานสากล เงินทุนสีเขียว และเทคโนโลยีด้านพลังงานและโลจิสติกส์คาร์บอนต่ำ&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ ในการดำเนินการขับเคลื่อน &ldquo;การค้าสีเขียว&rdquo; ผ่านการบูรณาการด้านข้อมูลและความคิดเห็นของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ ผลการศึกษาที่ได้จากความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ จะเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายในบริบทด้านการค้าที่เชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถกำหนดกลยุทธ์ที่ครอบคลุมเป้าหมายทั้งด้านการค้า การพัฒนาเศรษฐกิจ และด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251128d50c2e22cd38200b902d613d11979e99135348.jpg' type='image/jpg' length='72206' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2568 (Thai SELECT Award 2025) เมื่อวันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9676</link>
<guid isPermaLink="false">b5baef40ae823bfc21372457442e4a8c</guid>
<pubDate>Wed, 26 Nov 2025 09:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/พ.ย.68/25_1_.jpg" style="width: 500px; height: 338px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ประจำปี 2568 (Thai SELECT Award 2025) ให้แก่ร้านอาหารไทยจำนวน 202 ร้าน จากผู้สมัคร 425 ร้านทั่วประเทศ ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมด้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการยกระดับธุรกิจร้านอาหารและอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยปีนี้มีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT ถึง 202 ร้าน ซึ่งผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญ ถือเป็นความภาคภูมิใจของประเทศที่ผู้ประกอบการสามารถรักษามาตรฐานอาหารไทยได้อย่างโดดเด่น พร้อมขอแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือก รวมถึงทีมคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ที่ได้รับรางวัลจากโครงการประกวดคลิปสั้น &ldquo;อาหารไทย ต้อง Thai SELECT&rdquo; ทั้งประเภทมืออาชีพและประชาชนทั่วไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดร้านอาหารของไทยจะสูงถึงกว่า 572,000 ล้านบาทต่อปี และเติบโตต่อเนื่อง 4.8% จากปี 2567 ครอบคลุมทั้งร้านอาหารบริการเต็มรูปแบบ ร้านบริการด่วน และสตรีทฟู้ด ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างเสน่ห์ให้กับประเทศไทย ทั้งยังสอดคล้องกับข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่พบว่า การจดทะเบียนธุรกิจร้านอาหารรูปแบบนิติบุคคลเติบโตเฉลี่ยถึง 25% ต่อปีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพ ความแข็งแกร่ง และความสำคัญของภาคธุรกิจนี้อย่างชัดเจน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;อาหารไทยเป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ที่ทรงพลังที่สุดของประเทศ ไม่เพียงสร้างรายได้จำนวนมาก แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และเสน่ห์ของความเป็นไทยผ่านรสชาติและวัตถุดิบ อาหารไทยจึงเปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเลือกเดินทางมาไทย&rdquo; นางศุภจี กล่าว พร้อมระบุว่า รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ด้านอาหารผ่านมาตรการเร่งด่วน Quick Big Win เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ให้เกิดผลยาว และกระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การมอบตรา Thai SELECT ในปีนี้เป็นการยืนยันว่ามาตรฐานอาหารไทยสามารถเป็นที่ยอมรับระดับสากลได้จริง พร้อมขอบคุณผู้ประกอบการทุกท่านที่มุ่งมั่นรักษามาตรฐานด้านรสชาติ วัตถุดิบ สุขอนามัย การให้บริการ รวมถึงบรรยากาศในร้าน พร้อมอวยพรให้ผู้ประกอบการมีความเจริญรุ่งเรือง และร่วมกันเชิดชูอาหารไทยให้โดดเด่นในระดับนานาชาติ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับผลการคัดเลือกร้านอาหาร Thai SELECT Award 2025 จำนวน 202 ร้าน แบ่งเป็น Thai SELECT 3 ดาว 12 ร้าน Thai SELECT 2 ดาว 30 ร้าน และ Thai SELECT 1 ดาว 160 ร้าน นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลโครงการประกวดคลิปสั้น &ldquo;อาหารไทย ต้อง Thai SELECT&rdquo; รวม 6 รางวัล โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะนำไปใช้ในการประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT ต่อไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รายชื่อร้านอาหาร Thai SELECT ทั้ง 202 ร้าน จะเผยแพร่ผ่านคู่มือ Thai SELECT Guide 2025 พร้อมขยายการประชาสัมพันธ์สู่ต่างประเทศผ่านการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ต่างชาติ เพื่อผลิตเนื้อหารีวิวร้านอาหารไทยในพื้นที่ทั่วประเทศ เพิ่มการรับรู้ตรา Thai SELECT และดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากต่างประเทศให้มาลิ้มลองอาหารไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน ประเทศไทยมีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT รวม 460 ร้าน ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด &nbsp;สำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและผู้สนใจกิจกรรมส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่านตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สามารถค้นหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน 1570 หรือติดต่อกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 0 2547 5954</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251126cc139bca2860b25ecff041f543d0afb4094317.jpg' type='image/jpg' length='137947' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Bangkok Post Economic Forum 2025 หัวข้อ “Reigniting Thailand’s Growth Engine: Trade and Exports”เมื่อวันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ ห้อง World Ballroom โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9632</link>
<guid isPermaLink="false">1f4538dbd6969130046387310ea96003</guid>
<pubDate>Mon, 24 Nov 2025 09:23:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/พ.ย.68/22_1_.jpg" style="width: 500px; height: 338px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน Bangkok Post Economic Forum 2025 หัวข้อ &ldquo;Reigniting Thailand&rsquo;s Growth Engine: Trade and Exports&rdquo; ณ ห้อง World Ballroom โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 79 ปีของบางกอกโพสต์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุว่า หากเปรียบเศรษฐกิจไทยเป็นเครื่องจักร การส่งออกคือเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุด เพราะสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 60% ของ GDP และในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 การส่งออกไทยมีมูลค่า 254,146.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 13.9% (YoY) ส่งผลดีต่อการจ้างงาน การกระจายรายได้ และยกระดับความสามารถแข่งขันของประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รมว.พาณิชย์ อธิบายว่า โลกกำลังเผชิญความผันผวนจาก 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.De-globalization การค้าโลกเปลี่ยนแปลงและเกิด Trade Diversion ในยุค De-globalization ประเทศต่าง ๆ เริ่มคัดเลือกคู่ค้าตามความเสี่ยง และแยกห่วงโซ่อุปทานออกจากคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง เกิดกำแพงภาษีและกฎระเบียบเฉพาะประเทศมากขึ้น ห่วงโซ่อุปทานจึงย้ายจากประเทศหนึ่งไปยังประเทศที่ &ldquo;ปลอดภัยกว่า&rdquo; ผลลัพธ์คือ trade diversion ขนานใหญ่ เช่น กลุ่มประเทศตะวันตกย้าย supply chain ออกจากจีนมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย เม็กซิโก เวียดนาม และไทย ได้รับการค้าใหม่เข้ามาแทน และการค้าจะเกิดขึ้นตามความไว้ใจและความมั่นคงมากกว่าราคาที่ต่ำสุด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.De-carbonization สภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลกระทบทั้งต่อความมั่นคงทางอาหารของโลก หลายประเทศจึงมุ่งเป้าไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น ยุโรป ที่จะเริ่มบังคับใช้มาตรการ CBAM&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.Digitalization เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมโลก&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4.Demographics การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุและอัตราการเกิดลดลง หากไทยไม่ปรับตัว จะสูญเสียแรงส่งด้านการส่งออกและการค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงกำหนดกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับการส่งออกไทย ภายใต้แนวทาง &ldquo;Balance &ndash; Inclusive &ndash; Diversify สร้างสมดุลระหว่างการขยายตลาดเดิม หาตลาดใหม่ เอาตัวเราไปอยู่ใน supply chain ใหม่ และกระจายทั้งสินค้าและตลาดโดยเน้นการรักษาความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสมดุล สร้างความเชื่อมโยงภายในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก และใช้ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเป็นจุดแข็งในการเป็น Regional Hub ด้านโลจิสติกส์และพลังงาน พร้อมยกระดับประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Hub) ศูนย์กลางอุตสาหกรรม S-Curve ของภูมิภาค และปรับโครงสร้างจากการผลิตเชิงปริมาณสู่การผลิตเชิงมูลค่า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางการค้า ภายใต้มาตรการ &ldquo;Quick Big Wins&rdquo; กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว นโยบายสำคัญ โดยมี 4 นโยบายสำคัญผลักดันการค้า นโยบายเชิงรุก: เร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และบุกตลาดใหม่ นโยบายเชิงรับ: รับมือภาษีสหรัฐฯ และการเบี่ยงเบนทางการค้า นโยบายเชิงฐานราก: เพิ่มศักยภาพ SMEs และนโยบายสร้างเสถียรภาพ: เสริมรายได้ฐานราก ความคืบหน้าภายหลังจากเดินทางกลับจากสหรัฐฯ เพื่อหารือประเด็นการค้าและการลงทุนระหว่างกัน มีการยกเว้นการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญหลายรายการ ครอบคลุม สินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าสู่ประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากนโยบาย reshoring และ friend-shoring เป็นการช่วยทำให้เราปรับตัวทั้งผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างประเทศที่อยู่ในไทยต้องปรับตัวในการเพิ่ม Local Content ให้มากขึ้น เป็นการสร้างงานและรายได้ ให้หมุนเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น มิฉะนั้นไทยจะเสี่ยงกลายเป็นเพียงจุดส่งต่อ (trans-shipment) การใช้โอกาสนี้ช่วยสร้างระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับแรงงานไทย สร้าง SMEs ใหม่ และใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจเข้มแข็งจากฐานราก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&ldquo;มุ่งผลิตตามความต้องการของตลาด &lsquo;Demand Driven&rsquo; มากกว่า &lsquo;Supply Driven&rsquo; ดูความต้องการของตลาด ต้องวิเคราะห์ความต้องการตลาดถึงระดับ HS Code ว่าสินค้าใดมีศักยภาพและคู่ค้าต้องการอะไร โดยมองประโยชน์ของคู่ค้า แล้วหาผลประโยชน์ร่วมกัน&rdquo; นางศุภจีกล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;และปรับการผลิตสู่ High Value Production ไม่ใช่นำเข้าชิ้นส่วนมาแค่ประกอบ แต่ต้องเพิ่มสัดส่วน Local Content พัฒนาความสามารถผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างจุดยืนในห่วงโซ่อุปทานโลกให้มีความมั่นคงและ Resilient<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ในช่วง 4 เดือนของการทำงาน ได้กำหนด Weekly KPI ให้ทีมงานทุกคน หากภารกิจติดขัด จะวิเคราะห์และแก้ไขทันที เพื่อให้มาตรการกระตุ้นสั้น เกิดผลยาว และกระจายประโยชน์ไปทุกภาคส่วน สร้างระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน&rdquo; นางศุภจี กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251124752b86ea3a1dec081729449d0dbcc2e4092702.jpg' type='image/jpg' length='1392863' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมกิจกรรม Thai SELECT Festival เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ณ The Cabana ชั้น 3 ศูนย์การค้า Westfield Century City ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9618</link>
<guid isPermaLink="false">91d1b986d194b7d3f4601ebb9f94d74e</guid>
<pubDate>Thu, 20 Nov 2025 10:03:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/พ.ย.68/172_1_.jpg" style="width: 500px; height: 351px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรม Thai SELECT Festival ณ The Cabana ชั้น 3 ศูนย์การค้า Westfield Century City ลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ เมื่อช่วงค่ำวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 (ตามเวลาท้องถิ่น สหรัฐอเมริกา) ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมีธีมหลักในการจัดงาน คือ &ldquo;The Savory Thai SELECT Night Market&rdquo; มุ่งเน้นการถ่ายทอดเสน่ห์รสชาติไทยแท้ผ่านเมนูยอดนิยมที่มีเอกลักษณ์ ตลอดจนเผยแพร่ความเป็นไทยที่ผสมผสานในมิติด้านรสชาติและวัฒนธรรมอย่างงดงามและลงตัว ยกระดับภาพลักษณ์ของอาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT สู่สากล และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานและทรงมีพระราชดำรัสถึงการเชื่อมโยงระหว่างนครลอสแอนเจลิสกับเสน่ห์ของอาหารไทย ที่สะท้อนทั้งรสชาติและวัฒนธรรมอันประณีต<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการจัดงานครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้ซื้อ ผู้นำเข้าอาหารไทยในตลาดสหรัฐอเมริกา คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ คณะทีมไทยแลนด์ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด และสื่อมวลชน มาร่วมงาน เพื่อแสดงศักยภาพอาหารไทย โดยมีร้าน Thai SELECT จำนวน 14 ร้าน มาร่วมรังสรรค์และนำเสนอเมนูอาหารไทยหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เมนูดั้งเดิมจนถึงเมนูร่วมสมัย ถ่ายทอดรสชาติไทยแท้และความงดงามของวัฒนธรรมการกินแบบไทย เพื่อให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัสเสน่ห์ของอาหารไทยอย่างใกล้ชิด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน ได้มีกิจกรรมที่หลากหลายภายในงาน ได้แก่ 1.กิจกรรมร่วมสนุกกับร้านค้าภายในงานเพื่อชิงรางวัลจากนักแสดงนำจากซีรีย์เรื่อง KinnPorsche The Series และ Shine มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง และ อาโป-ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ 2.การแสดงดนตรีโดย วงเครื่องเทศ และ 3.การแสดงดนตรีโดย DJ Millusion ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับร้านอาหารไทยที่เข้าร่วมกิจกรรม 14 ร้าน ประกอบด้วย 1.Bhan Kanom Thai Casual (ไม่มีดาว) ข้าวเหนียวมะม่วง ขนมชั้นดอกไม้ 2.Cha Tra Mue (ชาตรามือ) Casual (ไม่มีดาว) ชาไทย ชาเขียว 3.MOOM MAAM THAI GELATO Casual (ไม่มีดาว) Gelato Waffles 4.Coco&#39;s Kanom Thai Casual (ไม่มีดาว) ขนมตาล เค้กใบเตย ช่อม่วง ปากริมไข่เต่า 5.Chao Krung Thai (1 ดาว) พล่ากุ้ง 6.Thai Central Cuisine (1 ดาว) สะเต๊ะไก่ 7.Heng Heng Chicken Rice Casual (ไม่มีดาว) ข้าวมันไก่ 8.Farmhouse Kitchen Thai Cuisine Los Angeles (1 ดาว) บ้าบิ่น Caviar 9.Lum Ka Naad (1 ดาว) ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่มวีแกน หมี่กรอบ 10.Emporium Thai (1 ดาว) ผัดไทยวุ้นเส้นกุ้งใหญ่ 11.Lacha Somtum (1 ดาว) ส้มตำ ลาบหมูทอด Tapioca Pudding 12.Ayara Thai (1 ดาว) เมี่ยงคำ 13.Love2Eat Thai Bistro (1 ดาว) ขนมจีน หมูฮ้อง และ 14.Thai Chaiyo (1 ดาว) กระเพาะปลา น้ำอ้อยสด ขนมหวานแบรนด์ S&amp;P น้ำอ้อย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ปัจจุบัน กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับรูปแบบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นการให้ 4 ประเภท ได้แก่ ร้าน Thai SELECT 3 ดาว มอบให้กับร้านอาหารไทยรูปแบบ Fine Dining ร้าน Thai SELECT 2 ดาว ร้านคุณภาพดีเยี่ยมในรูปแบบ Upscale Dining ร้าน Thai SELECT 1 ดาว มอบให้กับร้านอาหารไทยคุณภาพดีที่มีการตกแต่งอย่างสวยงาม และ ร้าน Thai SELECT Casual (ไม่มีดาว) ร้านอาหารไทยรสชาติดีที่ให้ความรู้สึกเป็นกันเอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ส่วนร้านอาหารไทยในสหรัฐฯ ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT มีจำนวน 177 ร้าน แบ่งเป็น ร้าน 3 ดาว จำนวน 1 ร้าน ร้าน 2 ดาว จำนวน 23 ร้าน ร้าน 1 ดาว จำนวน 107 ร้าน และร้าน Casual จำนวน 46 ร้าน ส่วนร้านอาหาร Thai SELECT ที่อยู่ในลอสแอนเจลิส สหรัฐฯ มีจำนวน 54 ร้าน ประกอบด้วยร้าน 1 ดาว จำนวน 39 ร้าน และร้าน Casual จำนวน 15 ร้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ www.ditp.go.th หรือสายด่วน 1169</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/2025112068bbae777c2d027d8f6d8539ad75dbc1100343.jpg' type='image/jpg' length='590179' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือกับ Mr. Royce A. Nicolaisen CEO บริษัท Otis McAllister, Inc. ผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม Sofitel Los Angeles at Beverly Hills นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9613</link>
<guid isPermaLink="false">c4a9a0572d72e862f3cd1033b91af3c1</guid>
<pubDate>Wed, 19 Nov 2025 09:41:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/พ.ย.68/171_1_.jpg" style="width: 500px; height: 342px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายนิวัฒน์ หาญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส เข้าหารือกับ Mr. Royce A. Nicolaisen CEO บริษัท Otis McAllister, Inc. ผู้นำเข้าข้าวไทยรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ณ โรงแรม Sofitel Los Angeles at Beverly Hills<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การหารือมุ่งเน้น การขยายตลาดข้าวไทยในสหรัฐฯ ทั้งข้าวหอมมะลิไทยและข้าวชนิดอื่นที่มีศักยภาพ ตลอดจนการรับมือมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้า&ndash;โลจิสติกส์ และความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดอเมริกา พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลความต้องการของตลาด และสิ่งที่บริษัทต้องการให้ภาครัฐไทยสนับสนุนเพิ่มเติม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อลดผลกระทบจากภาษี และในเรื่องของข้าว กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับ RICE HUB นำข้อมูลรสชาติ คุณลักษณะ และเรื่องราวของข้าวไทยมาช่วยผลักดันสินค้า เพิ่มคุณค่าให้ข้าว และนำเสนอความหลากหลายของพันธุ์ข้าวไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีฯ กล่าวอีกว่า โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ ไทยจึงต้องผลักดันตนเองสู่การเป็น Food Security Hub ที่จะขายความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงขายวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พร้อมกันนี้ นางศุภจี ยังได้สอบถามผลกระทบจาก Tariff โดยตรง พร้อมขอคำแนะนำจากบริษัท เพื่อนำไปประกอบการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้ไทยกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญ Mr. Royce A. Nicolaisen เดินทางมาไทยช่วง มกราคม&ndash;กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมงานเจรจาการค้าภายใต้กิจกรรม Exclusive Incoming Mission เพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อขายและสร้างคู่ค้าใหม่สำหรับทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้บริษัท Otis McAllister รายงานว่า ปี 2567 เป็นปีที่บริษัทมีการนำเข้าข้าวไทย สูงที่สุด ปริมาณรวม 118,000 ตัน มูลค่ากว่า 151 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทมีเครือข่ายจำหน่ายกว้างขวาง ทั้งห้าง Mainstream ชั้นนำ ค้าส่งรายใหญ่ และ Foodservice ทั่วสหรัฐฯ รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตเอเชียและฮิสแปนิก ปัจจุบันสินค้า ปลากระป๋องจากไทย ซึ่ง Otis นำเข้า ก็เติบโตโดดเด่นเช่นกัน ขณะเดียวกันไทยยังมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในสินค้า สับปะรดและผลไม้เมืองร้อนอบแห้ง ซึ่งตลาดกำลังต้องการมากขึ้น ซึ่งทางบริษัทขอบคุณสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ที่ให้ความร่วมมืออย่างดีในการขยายตลาดสินค้าไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทาง Otis พร้อมร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ทำกิจกรรมส่งเสริมข้าวไทย เช่น สร้างคอนเทนต์บน YouTube และ TikTok ใช้ เซฟชื่อดังและอินฟลูเอนเซอร์ ทำเมนูจากข้าวไทย และจัดกิจกรรมในร้านอาหารและจุดขาย เพื่อเพิ่มการรับรู้และความนิยมในหมู่ผู้บริโภครุ่นใหม่นางศุภจี ยังได้เชิญ Otis ร่วมกิจกรรมส่งเสริมอาหารไทย เช่น Thai Fruits: Taste of Thailand และ Thai SELECT เพื่อยกระดับภาพลักษณ์อาหารไทย นอกจากนี้ ปัจจุบันผู้บริโภคชาวฮิสแปนิกในสหรัฐฯ ที่มีจำนวนกว่า 68 ล้านคน มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมากขึ้น โดยหันมาบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับจุดแข็งของสินค้าไทย โดยเฉพาะข้าว สมุนไพร และอาหารแปรรูปคุณภาพสูง ทำให้ไทยมีโอกาสขยายตลาดในกลุ่มนี้อย่างมาก</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/20251119a80d85b331564fc37566608d685ac1ec094215.jpg' type='image/jpg' length='464933' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ เข้าหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยรายใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรม Sofitel Los Angeles at Beverly Hills นครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา]]></title>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9612</link>
<guid isPermaLink="false">58e2377599dbd1a3cff2440d3e90cbd8</guid>
<pubDate>Wed, 19 Nov 2025 09:35:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2567/2568/พ.ย.68/17_1_.jpg" style="width: 500px; height: 318px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และนายนิวัฒน์ หาญสวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส เข้าหารือกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยรายใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในสหรัฐอเมริกา ณ โรงแรม Sofitel Los Angeles at Beverly Hills<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ประกอบการไทยในสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมประกอบด้วย CP North America, Best Oriental Produce, Inc., Sun Lee, Inc., Land and Houses USA, Inc., SCG International USA, Inc. และ AS World USA LLC ซึ่งต่างแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ข้อจำกัด และความท้าทายด้านธุรกิจ รวมถึงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ต้นทุนการนำเข้า&ndash;ส่งออก และโลจิสติกส์ พร้อมเสนอแนวทางที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้ใช้โอกาสนี้สอบถามโอกาส ความได้เปรียบเชิงการแข่งขันของสินค้าไทย ตลอดจนรูปแบบความร่วมมือที่เอกชนต้องการ ขณะที่ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐเพิ่มบทบาทในการเจรจาทางการค้าลดภาษีบางหมวดสินค้า การสนับสนุนการตลาด ตลอดจนการสนับสนุนด้านข้อมูลและการประสานงานกับคู่ค้าในสหรัฐฯ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยภาคเอกชนยังได้สอบถามความคืบหน้าในการเจรจาภาษี Reciprocal Tariffs ไทย&ndash;สหรัฐฯ โดยนางศุภจีชี้แจงว่า ขณะนี้การเจรจายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง มีความคืบหน้าตามลำดับ และตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายใต้กรอบเวลาเดิม และภาคเอกชน ได้หารือประเด็นอื่นๆ อาทิ การผลักดันสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs ไทย สินค้าเกษตรที่ตลาดต้องการและไทยมีศักยภาพ เช่น ไข่ไก่ และเป็ด การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และอยากให้ภาครัฐสนับสนุนต่างชาติที่มีศักยภาพเข้าประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ-เอกชน จัดให้มี Long Stay Visa ดึงกำลังซื้อจากต่างชาติในการซื้อบ้าน ซื้อคอนโดในไทย เป็นต้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ในการหารือ นางศุภจี ได้เปิดเผยเพิ่มเติมถึงการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า รัฐบาลไทยพร้อมขับเคลื่อนให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ สำเร็จตามกรอบเวลา โดยรัฐบาลให้ความสำคัญทั้งด้านการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติควบคู่ไปกับการส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทย ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังเดินหน้าประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเร่งรัดสรุปผลการเจรจาเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมเริ่มกระบวนการอย่างเป็นทางการ รวมถึงการนำข้อเสนอของภาคเอกชนไปใช้ประกอบนโยบายเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยให้เข้มแข็งในตลาดสหรัฐฯ พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการป้องกันปัญหาการสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า และการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ Local Content มากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี ระบุว่า ไทยต้องผสานนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรมอาหาร ใช้ข้อได้เปรียบ ด้านการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่การเป็น &ldquo;Food Security Hub&rdquo; ขายความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงขายวัตถุดิบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นางศุภจีได้ประชุมร่วมภาครัฐ&ndash;เอกชน 11 หน่วยงาน เพื่อรับฟังความคืบหน้าเกี่ยวกับมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงโครงการเพิ่ม Local Content ไทยสู่ตลาดสหรัฐฯ (RVC-UP) โดยเน้น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;1.การแก้ปัญหาสินค้าราคาถูก ด้อยคุณภาพ และผิดกฎหมาย ที่กระทบมาตรฐานและความปลอดภัย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2.การนำเข้าสินค้าที่แข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมสร้างผลกระทบต่อผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3.การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) ซึ่งกระทบศักยภาพและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://www.moc.go.th/th/file/get/file/202511193a34051cce36bec4b52e5a9d88096b7b093615.jpg' type='image/jpg' length='721005' />
</item>
</channel>
</rss>
