<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>ข่าวรัฐมนตรี</title>
<description>ข่าวรัฐมนตรี</description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/index/id/4</link>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ข้าวและความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569 หรือ “ข้าวประณีต” ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.27e684d466f2aec407b6e95ea26373096d15f81cb6d963be5dab00bf70bb43e2.jpg" style="width: 500px; height: 423px;" /></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลดอนกลอย อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี ติดตามสถานการณ์ข้าวและความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569 หรือ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร โดยมีนางแสงจันทร์ พรหมแสงใส ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ และสมาชิกกลุ่มให้การต้อนรับ</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจของโครงการ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; คือการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยการดูแลอย่างพิถีพิถันตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาด เพื่อให้ข้าวไทยก้าวข้ามการแข่งขันด้านปริมาณและราคา ไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์ สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&ldquo;เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตได้ หากดูแลตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ กระบวนการปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และมีตลาดรองรับ เราเน้นคุณภาพและความใส่ใจ รวมถึงการทำการตลาดล่วงหน้า contract farming เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง&rdquo; นางศุภจี กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการข้าวประณีตเริ่มต้นจากการสนับสนุน 200 ชุมชน และเตรียมขยายผลเพิ่มอีก 266 ชุมชนในปี 2570 รวมเป็น 466 ชุมชนทั่วประเทศ โดยพัฒนาตามศักยภาพของแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่การให้ความรู้ สนับสนุนพันธุ์ข้าวและปรับปรุงกระบวนการผลิต ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นและเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกับความต้องการของเกษตรกร</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับจังหวัดอุดรธานี มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 6 กลุ่ม โดยบ้านดอนกลอยเป็นชุมชนที่มีศักยภาพด้านการผลิตข้าวคุณภาพ โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์จึงสนับสนุนเครื่องสีข้าวให้แก่ชุมชน เพื่อให้สามารถแปรรูปผลผลิตได้เอง ลดต้นทุนการขนย้าย และควบคุมคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;จากการรับฟังความต้องการของกลุ่มเกษตรกร พบว่า คุณภาพของผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและน้ำฝนที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากมีอุปกรณ์ช่วยอบลดความชื้นในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีที่จะถึงนี้ &nbsp;จะช่วยลดความเสี่ยงที่ความชื้นจะส่งผลต่อคุณภาพและราคาข้าวได้&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านการตลาด กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ผ่านงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; ณ Parade Square ชั้น G ศูนย์การค้า One Bangkok ระหว่างวันที่ 22&ndash;25 ตุลาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสความหลากหลายของข้าวไทย ทั้งสายพันธุ์ กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อ โรงแรม ร้านอาหาร และเชฟโดยตรง โดยข้าวจากกลุ่มบ้านดอนกลอยสามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท สะท้อนศักยภาพของข้าวคุณภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับรายได้ให้เกษตรกร</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจีและคณะได้ร่วมชิมข้าวไทยหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียว กข6 และข้าวหอมมะลิระยะเม่า จับคู่กับอาหารพื้นบ้าน อาทิ อ่องปูนา ก้อยกุ้ง แกงผักหวานไข่มดแดง และแจ่วบอง พร้อมเยี่ยมชมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวและร่วมลงเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิตข้าวเหนียวดำและข้าวหอมมะลิอินทรีย์</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางแสงจันทร์ พรหมแสงใส ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลดอนกลอย กล่าวว่า สมาชิกชุมชนยินดีที่กระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้ความสำคัญกับการพัฒนาข้าวของชุมชน โดยกลุ่มมุ่งผลิตข้าวอย่างพิถีพิถันและปลอดภัย พร้อมต่อยอดการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ภายใต้แบรนด์ &ldquo;ฮักดอนกลอยเด้อ&rdquo; ซึ่งสะท้อนความรักและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าส่งเสริมตลาดข้าวประณีตผ่านการจัดงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภครู้จักความหลากหลายของข้าวไทย และเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อโดยตรง ผ่านกิจกรรมชิมข้าวและจับคู่ข้าวกับอาหาร เวิร์กช็อป ถ่ายทอดเรื่องราวข้าวประณีต และการเจรจาธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อ</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;การจัดงานมีเป้าหมายรวม 3 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22&ndash;25 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า One Bangkok สร้างยอดขายข้าวภายในงานมากกว่า 600,000 บาท และเตรียมจัดอีก 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 12&ndash;15 พฤศจิกายน 2569 ณ ตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่ 24&ndash;27 ธันวาคม 2569 ภายในงาน Thailand Rice Fest ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อขยายช่องทางตลาดและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง</span></p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9751274</link>
<guid>6aeac52b77c909751274</guid>
<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 11:02:53 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/27e684d466f2aec407b6e95ea26373096d15f81cb6d963be5dab00bf70bb43e2.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตรวจเยี่ยมโครงการ “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ณ ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ สาขาโพศรี จังหวัดอุดรธานี</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.0bab4ec4877616966fed33694ac008e11ed3a0cf2124638e2b087d6a0d27fa39.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 2&ndash;3 พฤศจิกายน 2569 เพื่อติดตามการดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยตรวจเยี่ยมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ณ ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ สาขาโพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่ดำเนินธุรกิจคู่ชาวอุดรธานีมายาวนานกว่า 70 ปี พร้อมหารือนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานกรรมการบริษัทตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ และเยี่ยมชมการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษ ตลอดจนสินค้าชุมชนและสินค้าเกษตรในพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการดูแลประชาชนควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการลดราคาสินค้าให้ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูแลกลไกการค้าตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ไปจนถึงประชาชนผู้ซื้อสินค้า โดยมีห้างค้าท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 100 ร้านค้า รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 1&ndash;15 พฤศจิกายน 2569 นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60%</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&ldquo;โครงการนี้ได้ประโยชน์ทุกคน ห้างท้องถิ่นก็มียอดขายสูงขึ้น ประชาชนก็ซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง ขณะที่ร้านเล็ก ๆ ร้านโชห่วยในพื้นที่ก็สามารถเข้ามาซื้อสินค้าในราคาค้าส่งไปกระจายต่อให้กับชุมชนได้ เป็นการทำให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้ออยู่ได้ร่วมกัน&rdquo; นางศุภจี กล่าว</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการนำสินค้าชุมชนและสินค้าเกษตรมาจำหน่ายผ่านเครือข่ายห้างท้องถิ่น โดยตั้งงี่สุนเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ เช่น ข้าวจากชาวนา นำมาบรรจุภายใต้แบรนด์ของห้างและช่วยกระจายสู่ตลาด ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกรและช่วยให้สินค้าในชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดอุดรธานี</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ โดยในช่วงวันที่ 1&ndash;15 พฤศจิกายนนี้ ห้างที่เข้าร่วมจะจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าเพิ่มเติมจากราคาปกติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้ในราคาประหยัด พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ เช่น การจับรางวัลช้อปฟรีมูลค่า 500 บาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มยอดขายให้กับห้างค้าท้องถิ่น</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการขยายผลมาตรการช่วยเหลือประชาชน กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการกระจายสินค้าให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับเครือข่ายห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น สถานีอำเภอกว่า 800 แห่ง และไปรษณีย์ไทย เพื่อเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าและช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการดำเนินมาตรการของรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพ โดยกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่ดูแลความสมดุลของระบบการค้า ให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนสามารถดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ยังมีความผันผวน</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาพิเศษจากห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น&rdquo; นางศุภจี กล่าว</span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9751269</link>
<guid>6aeac52b77ca39751269</guid>
<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 10:39:17 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/0bab4ec4877616966fed33694ac008e11ed3a0cf2124638e2b087d6a0d27fa39.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบตรา Thai SELECT 1 ดาว “คีตกวี ดนตรี 4 ภาค” ชูอัตลักษณ์อาหารไทยอุดรฯ ต่อยอด Soft Power สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจไทย ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.96e3b3a997a35f5cf7d0183d67470f408aa76dde2d9fee6eae6b424062d916bb.jpg" style="width: 500px; height: 350px;" /></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ให้แก่ร้านคีตกวี ดนตรี 4 ภาค อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เพื่อรับรองคุณภาพและมาตรฐานอาหารไทย พร้อมส่งเสริมร้านอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยมีอาจารย์ภิญญา สุวรรณจักร์ เจ้าของร้านเป็นผู้รับมอบตราสัญลักษณ์</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า การส่งเสริมอาหารไทยและร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและต่อยอด Soft Power ของไทย โดยเฉพาะร้านอาหารที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งไม่เพียงสร้างความโดดเด่นให้กับร้านอาหาร แต่ยังช่วยเชื่อมโยงไปถึงเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้ประกอบการในชุมชน กระทรวงพาณิชย์จึงเดินหน้าส่งเสริมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานอาหารไทย ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;โอกาสนี้ นางศุภจีได้ร่วมประชาสัมพันธ์และลิ้มลองเมนูอาหารขึ้นชื่อของร้าน อาทิ &ldquo;ซั่วบัวแดง&rdquo; และ &ldquo;เมี่ยงโรลบัวแดง&rdquo; ซึ่งนำสายบัวแดง วัตถุดิบขึ้นชื่อของจังหวัดอุดรธานี มาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ รวมถึง &ldquo;คีตะล่องทะเล&rdquo; เมนูรวมมิตรอาหารทะเล &ldquo;กุ้งตะกร้า&rdquo; กุ้งแม่น้ำทอดคลุกเคล้าเครื่องปรุง และ &ldquo;ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน&rdquo; ที่นำอาหารทะเลสดมาปรุงกับพริกแกงสูตรเฉพาะของร้าน นำวัตถุดิบคุณภาพมาผสมผสานกับรสชาติอาหารไทยได้อย่างลงตัว</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ร้านคีตกวี ดนตรี 4 ภาค ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ตั้งแต่ปี 2568 เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากการนำเสนออาหารไทยประยุกต์ควบคู่กับอาหารไทยโบราณและอาหารพื้นถิ่น พร้อมการแสดงดนตรีสดไทยเดิมประยุกต์และดนตรี 4 ภาค โดยนำเครื่องดนตรีไทยและสากลมากกว่า 20 ชนิดมาบรรเลง ทั้งเพลงลูกกรุง เพลงไทยเดิมประยุกต์ และดนตรีพื้นถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ สร้างประสบการณ์ด้านอาหารและวัฒนธรรมที่แตกต่างให้แก่ผู้มาเยือน</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับจังหวัดอุดรธานี มีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 4 ร้าน ได้แก่ ร้านคีตกวี ดนตรี 4 ภาค ร้านวัฒนาคิวซีน ร้านเลอบัวเด้อ และร้านแหลมเจริญ ซีฟู้ด สาขาเซ็นทรัลพลาซาอุดรธานี ซึ่งแต่ละร้านมีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและการนำเสนออาหารไทยที่โดดเด่น สะท้อนความหลากหลายของอาหารไทยในพื้นที่</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569) มีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 515 ร้านทั่วประเทศ แบ่งเป็น Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 448 ร้าน Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 53 ร้าน และ Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 14 ร้าน กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 117 ร้าน ภาคเหนือ 95 ร้าน ภาคกลาง 113 ร้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 79 ร้าน ภาคใต้ 75 ร้าน และภาคตะวันออก 36 ร้าน</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT หรือ Thai SELECT Guide 2026 ได้ทาง Line Official Account: @thaiselect หรือเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th เมนู DBD e-Magazine &gt; Thai SELECT Guide เพื่อค้นหาร้านอาหารไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและวัตถุดิบจากชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดศักยภาพอาหารไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและตลาดโลก</span></p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9751170</link>
<guid>6aeac52b77caf9751170</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 15:48:58 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/96e3b3a997a35f5cf7d0183d67470f408aa76dde2d9fee6eae6b424062d916bb.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อติดตามการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.74e9aeb9fa1bee069cb75442835829e5c29839c33bdaea3bffe227a73a516fa2.jpg" style="width: 300px; height: 229px;" /></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp;วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 2&ndash;3 พฤศจิกายน 2569 โดยได้ตรวจเยี่ยม Moc Market ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี ติดตามการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;Moc Market เป็นกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน มุ่งเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง การจัดจำหน่าย ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้โดยสารและนักเดินทางสัญจร จึงเป็นอีกช่องทางในการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น พร้อมเผยแพร่อัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนให้เป็นที่รู้จัก</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับการจัดจำหน่ายสินค้า ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม &ndash; 5 พฤศจิกายน 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 11 ราย นำสินค้าหลากหลายประเภทมาจำหน่าย อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายและเสื้อผ้าทอมือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหม สินค้าสมุนไพรและเครื่องสำอาง สินค้า OTOP กล้วยหอม ไวน์อินทผลัม ยาดม กำไลหิน ตลอดจนของฝากและของที่ระลึก นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุดรธานียังได้จัดเตรียมกล่องบรรจุภัณฑ์ผลไม้ จำนวน 1,000 ใบ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางในการนำผลไม้ขึ้นเครื่องบินหรือโหลดใต้ท้องเครื่อง และสนับสนุนการจำหน่ายผลไม้ในพื้นที่</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ผลการดำเนินงานระหว่างเดือนตุลาคม 2568 &ndash; กันยายน 2569 ใน 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู ได้จัดกิจกรรม Moc Market รวม 22 ครั้ง มีผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริม 256 ราย สร้างมูลค่าการจำหน่ายรวม 9,248,930 บาท แบ่งเป็น จังหวัดหนองบัวลำภู มีผู้ประกอบการ 134 ราย มูลค่าจำหน่าย 4,030,432 บาท จังหวัดหนองคาย มีผู้ประกอบการ 50 ราย มูลค่าจำหน่าย 3,255,940 บาท และจังหวัดอุดรธานี มีผู้ประกอบการ 72 ราย มูลค่าจำหน่าย 1,962,558 บาท สะท้อนศักยภาพของการใช้พื้นที่ท่าอากาศยานเป็นช่องทางกระจายสินค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายการดำเนินงาน Moc Market ในปี 2570 ไปยังจังหวัดอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ จังหวัดละ 3 ครั้ง รวม 12 ครั้ง เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง มุ่งเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนกับช่องทางจำหน่ายที่มีศักยภาพ สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตและกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง</span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9751144</link>
<guid>6aeac52b77cb89751144</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 14:33:47 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/74e9aeb9fa1bee069cb75442835829e5c29839c33bdaea3bffe227a73a516fa2.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับนางอุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย (International Schools Association of Thailand: ISAT) และคณะผู้บริหารสมาคม ในวันที่ 30 ตุลาคม 2569  ณ กระทรวงพาณิชย์</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:18px;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.81f3f28b7b14b0ecba4e24bf9bb1cc4e7e3b01abd1e9d6d9ac3a8da0fb0d5dfc.jpg" style="width: 500px; height: 311px;" /></span></p>

<p><span style="font-size:18px;">เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้อนรับนางอุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย (International Schools Association of Thailand: ISAT) และคณะผู้บริหารสมาคม ซึ่งขอเข้าพบเพื่อหารือแนวทางขยายตลาดธุรกิจบริการการศึกษาไทยสู่ต่างประเทศ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของภูมิภาค และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกบริการ โดยมีนายวีระศักดิ์ โคสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกรมฯ เข้าร่วมหารือ ณ กระทรวงพาณิชย์</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี กล่าวว่า ธุรกิจบริการการศึกษานานาชาติของไทยมีมาตรฐานสูงและมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ไม่เพียงสร้างรายได้ให้แก่สถานศึกษา แต่ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ที่พักอาศัย อาหาร การท่องเที่ยว และบริการต่าง ๆ การดึงดูดนักเรียนและครอบครัวจากต่างประเทศให้เข้ามาพำนักในไทยจึงเป็นโอกาสในการเพิ่มการใช้จ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ขณะเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจเติบโตและภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีทรัพยากรสำหรับนำไปสนับสนุนประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์พร้อมใช้กลไกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สนับสนุนการขยายตลาดบริการการศึกษา ในกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการจับคู่ธุรกิจในต่างประเทศ ตลอดจนใช้เวทีการประชุมและกิจกรรมนานาชาติที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ศักยภาพของธุรกิจบริการการศึกษาไทยแก่กลุ่มเป้าหมายจากต่างประเทศ เพื่อขยายเครือข่ายและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ นางศุภจี กล่าวถึงความร่วมมือในการสนับสนุนนักเรียนไทยที่ได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF) ในปีที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการสร้างโอกาสให้ประชาชน</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนางอุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสมาคมมีโรงเรียนสมาชิก 207 แห่ง และมีนักเรียนรวมประมาณ 89,000 คน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักเรียนเป็น 120,000 คนภายใน 4 ปี พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของภูมิภาค และขยายตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเมียนมา โดยการส่งเสริมธุรกิจบริการการศึกษาจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศและสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง</span></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะประสานความร่วมมือกับสมาคมฯ เพื่อพิจารณาแนวทางส่งเสริมและขยายตลาดบริการการศึกษาไทยสู่ต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเพิ่มโอกาสการส่งออกบริการ สร้างรายได้ให้ประเทศ และเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างโอกาสทางสังคม</span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9751110</link>
<guid>6aeac52b77cc19751110</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 13:47:10 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/81f3f28b7b14b0ecba4e24bf9bb1cc4e7e3b01abd1e9d6d9ac3a8da0fb0d5dfc.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร ส.อ.ท. ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.ec8b448b24f160aec3d6e1c80e02acd0ad3e64c3f7963410a3775617878e6128.jpg" style="width: 500px; height: 323px;" /></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;"><strong><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือร่วมกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รับมือความท้าทายทางการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึง ณ กระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งสถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ทั่วถึง และความท้าทายด้านดุลการค้า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งสร้าง &ldquo;สมดุลทางการค้า&rdquo; ทั้งด้านตลาด สินค้า และรายได้ ไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าการส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่กับการขยายตลาดและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะใช้กุญแจสำคัญ 4 ดอก ได้แก่ &ldquo;Rethink Partnerships&rdquo; การคิดใหม่เรื่องพันธมิตรเพื่อเปิดตลาดใหม่และกระจายความเสี่ยง &ldquo;Redefine Value&rdquo; การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดศักยภาพของสินค้าไทย &ldquo;Rewire Trade&rdquo; การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน และ &ldquo;Rebuild Trust &amp; Resilience&rdquo; การสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับความร่วมมือกับ ส.อ.ท. กระทรวงพาณิชย์พร้อมผลักดันการส่งเสริมสินค้าไทยผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) และโครงการ Buy Thai เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาด กระตุ้นการใช้สินค้าไทย และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคทางการค้า และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Jewelry Hub) การยกระดับสินค้าเกษตรจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) ผ่านโครงการ Thailand Food Valley ตลอดจนการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านการส่งเสริม SMEs ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับความพร้อมของธุรกิจ การเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้า โดยมุ่งให้ SMEs สามารถเติบโตและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าในรูปแบบที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยปรับแนวคิดจากการ &ldquo;ขายให้&rdquo; (Sell To) สู่การ &ldquo;ขายร่วมกัน&rdquo; (Sell With) ผ่าน Co-Creation นำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าระดับภูมิภาคและระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือ จะดำเนินการทั้งในระดับนโยบายผ่านคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และเครือข่ายสภาธุรกิจภายใต้ ส.อ.ท. และกรอบ กกร. เพื่อผลักดันข้อเสนอและแนวทางความร่วมมือไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์คือการทำให้การค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและทั่วถึง โดยไม่เพียงสร้างรายได้จากการส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าในประเทศ ส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบไทย ตลอดจนกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อเปลี่ยนการเติบโตทางการค้าให้เป็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน</span></strong></span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9750847</link>
<guid>6aeac52b77ccf9750847</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 15:20:08 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/ec8b448b24f160aec3d6e1c80e02acd0ad3e64c3f7963410a3775617878e6128.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในงานแถลงข่าว “ความร่วมมือลดค่าธรรมเนียมของ Shopee - Tiktok -  Lazada&quot; เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs” ในวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.b68fa9fe638472515751a24f11bc31a07e766731f4df8351581bff492c73d7be.jpg" style="width: 500px; height: 329px;" /></p>

<p><span style="font-size:18px;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<span style="color:#000000;"><span style="font-family:Kanit;"><strong> &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์จึงบูรณาการความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สภาและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง เจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหา และร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการทำธุรกิจออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันและเติบโตได้ ขณะเดียวกันประชาชนต้องได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น กขค. ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP เป็นระยะเวลา 6 เดือน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ประสานหารือกับแพลตฟอร์ม E-Marketplace รายใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada เพื่อหาแนวทางบรรเทาภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการหารือ ทั้ง 3 แพลตฟอร์มให้ความร่วมมือปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) กลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยอัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม ประเภทร้านค้า และหมวดสินค้า มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบการได้ประมาณ 1,930 ล้านบาท และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีเวลาปรับตัว วางแผนต้นทุน และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ผ่านความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพสินค้าและขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการดำเนินงานในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงเวลา 6 เดือนนี้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริโภค เพื่อนำมาประกอบการทบทวนและพัฒนาร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act) ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยจะบูรณาการการทำงานระหว่าง ETDA กขค. กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี กล่าวว่า การกำหนดกติกาในอนาคตต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ พฤติกรรมทางการค้า และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการแข่งขันอย่างแท้จริง โดยต้องไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม แต่ต้องมีกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ และทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;เราไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเดือดร้อน เพราะทุกฝ่ายอยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจเดียวกัน แพลตฟอร์มเป็นกลไกสำคัญของการค้าในปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งจากราคา หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ส่วนในระยะยาว เราจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะในช่วง 6 เดือนมาพิจารณา เพื่อวางกรอบกติกาที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างรอบด้าน ให้การค้าในเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน&rdquo; นางศุภจี กล่าว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในหารือกับแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการลดภาระต้นทุนจากค่าธรรมเนียมการขาย ซึ่งจากการหารือร่วมกันทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada ต่างให้ความร่วมมือและยินดีปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับ &nbsp;กลับมาคิดอัตราค่าธรรมเนียม ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 อีกครั้ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับรายละเอียด Shopee จะปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมจากอัตราปัจจุบัน 8.03&ndash;19.26% เหลือ 8.03&ndash;13.91% ขณะที่ TikTok Shop ปรับจาก 13.38&ndash;21.94% เหลือ 11.24&ndash;17.66% และ Lazada ปรับจาก 9.00&ndash;17.50% เหลือ 7.50&ndash;11.60% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า สภาฯ ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP และหลายรายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงขอบคุณท่านรองนายกฯ กขค. หน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มที่ร่วมกันหาทางออก การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศการค้า ร่วมกันพัฒนากติกาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมั่นคง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐไม่ได้ต้องการให้แพลตฟอร์มงดทำกำไร แต่ขอให้ร่วมแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ทั้งผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้ซื้อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เดียวกัน จึงควรร่วมกันสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สำหรับปัญหาสินค้าและราคาสินค้า และ สายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 สำหรับการสอบถามและขอคำแนะนำด้านการประกอบธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะที่ผู้แทนจาก Shopee, Lazada และ TikTok Shop แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเห็นร่วมกันว่าทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และควรร่วมกันพัฒนากติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย Shopee ระบุว่าพร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ Lazada สนับสนุนการหารือร่วมกันเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วน TikTok Shop ยืนยันพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกขนาดให้เติบโตไปด้วยกัน</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9750836</link>
<guid>6aeac52b77ce19750836</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 15:11:39 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/b68fa9fe638472515751a24f11bc31a07e766731f4df8351581bff492c73d7be.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.569774014d5e54843757deecb200d2b07b1380f7c309b9e4ec99bdad9fd80207.jpg" style="width: 500px; height: 335px;" /></p>

<p><span style="font-size:22px;"><span style="font-family:THSarabunNew;"><span style="color:#000000;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;ศุภจี&rdquo; ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรม นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9749579</link>
<guid>6aeac52b77cef9749579</guid>
<pubDate>Tue, 27 Oct 2026 10:51:38 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/569774014d5e54843757deecb200d2b07b1380f7c309b9e4ec99bdad9fd80207.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงาน “เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ณ Parade Square ชั้น G One Bangkok</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.fcddc4f1ea04df2db289009ee27b6f3418c64cc887f1e2695b09134d60ced6c7.jpg" style="width: 500px; height: 348px;" /></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;"><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ประธานเปิดงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; เปิดเผยว่า ตามนโยบายท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่มุ่งยกระดับข้าวไทยอันเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศและเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายของสายพันธุ์ ภูมิปัญญาการผลิต และเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาสร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด &ldquo;ข้าวประณีต&ldquo;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบันเราเผชิญกับความท้าทายทั้งภาคการผลิต และการตลาดข้าวโลก ที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยตลาดให้ความสำคัญไม่เพียงราคาและปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค ขณะที่เกษตรกรไทยยังเผชิญต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่มีข้อจำกัด และความผันผวนของสภาพอากาศ กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวไทย จึงได้ดำเนินโครงการ ข้าวประณีต และได้รวบรวมนำมาแสดงในงานครั้งนี้ โดยเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับข้าวไทยที่มีความหลากหลาย ทั้งสายพันธุ์ กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำเสนอเอกลักษณ์ของข้าวแต่ละชนิดสู่ผู้บริโภค เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อและผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวต่อว่า ข้าวประณีต ไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าด้วยบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลือกพันธุ์และพื้นที่ปลูก การดูแลและเก็บเกี่ยว การแปรรูป การควบคุมมาตรฐาน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ข้าวแต่ละชนิดมีจุดขายชัดเจน ตอบโจทย์ผู้บริโภค และจำหน่ายได้ในราคาที่สะท้อนคุณภาพและคุณค่าที่แท้จริง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในคัดเลือกกลุ่มผู้ผลิตข้าวประณีตที่มีศักยภาพจำนวน 466 กลุ่มทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาข้อมูลข้าวคุณภาพสูง ทั้งแหล่งผลิต มาตรฐาน และคุณลักษณะเฉพาะด้านรสชาติ ผ่านเครื่องมืออย่าง Rice Taste Profile และ Rice Flavor Wheel เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเข้าใจความแตกต่างของข้าวไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเชื่อมโยงตลาดและจับคู่ธุรกิจกับโรงแรม ร้านอาหาร เชฟ และผู้ซื้อรายใหญ่ ขยายช่องทางจำหน่ายและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว ตามแนวทาง &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวสอดคล้องกับความต้องการของตลาด<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ตัวอย่างความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ &ldquo;ข้าวหอมใบเตย&rdquo; จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเดิมจำหน่ายประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนนำจุดเด่นด้านคุณภาพ รสชาติ และเอกลักษณ์ของสายพันธุ์มาสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ จนสามารถเพิ่มราคาจำหน่ายเป็น 60&ndash;80 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างและคุณค่าของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและเปลี่ยนเอกลักษณ์ของข้าวไทยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งขยายผลไปยังกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพสูงทั่วประเทศ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22&ndash;25 ตุลาคม 2569 ณ Parade Square ชั้น G ศูนย์การค้า One Bangkok เพื่อเปิดประสบการณ์ให้ผู้บริโภครู้จักข้าวไทยที่หลากหลายมากกว่าเรื่องความหอม พร้อมสร้างพื้นที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาด ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ Rice Tasting ชิมข้าวหลากหลายสายพันธุ์เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างด้านกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส Rice Pairing การจับคู่ข้าวกับอาหาร Praneat Studio เวิร์กช็อปให้ความรู้เกี่ยวกับข้าว และ Praneat Stories เวทีถ่ายทอดเรื่องราวของข้าวประณีต รวมถึง Business Matching เชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรกับผู้ซื้อและคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงช่องทางจำหน่ายและต่อยอดธุรกิจ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายกิจกรรมส่งเสริมตลาดข้าวประณีตอย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปที่ตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อ ร้านอาหาร เชฟ และคู่ค้า ก่อนต่อยอดสู่เวที Thailand Rice Fest 2027 เพื่อขยายการรับรู้ในวงกว้าง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &ldquo;การส่งเสริมตลาดข้าวประณีตจะช่วยให้ผู้บริโภครู้จักและเห็นคุณค่าของข้าวไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้พบตลาดที่เหมาะสม นำข้อมูลความต้องการของผู้ซื้อไปพัฒนาคุณภาพและวางแผนการผลิต ต่อยอดการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน&rdquo; ดร.กิริฎา กล่าว</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/9749562</link>
<guid>6aeac52b77cfb9749562</guid>
<pubDate>Tue, 27 Oct 2026 10:39:07 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/fcddc4f1ea04df2db289009ee27b6f3418c64cc887f1e2695b09134d60ced6c7.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำและองค์กรธุรกิจสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u127/2569/ต.ค. 69/16_1_.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="color:#000000;"><span style="font-size:24px;"><span style="font-family:supermarket;"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำและองค์กรธุรกิจสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน เตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2570 มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การหารือครั้งนี้มีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม อาทิ Nestl&eacute; ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง ทั้งโรงงานกาแฟแห่งใหม่และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง K&uuml;hne+Nagel ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกที่เห็นศักยภาพไทยในห่วงโซ่อุปทานคลาวด์และศูนย์ข้อมูล รวมถึงแผนลงทุนด้านคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ Novartis และ Roche ในอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และ Oerlikon บริษัทเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงที่สนใจขยายการลงทุนรองรับอุตสาหกรรมการบินและเซมิคอนดักเตอร์ในไทย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากองค์กรธุรกิจและหน่วยงานสนับสนุนเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ economiesuisse, Swissmem, Swissrail, SIFEM, SERV, Switzerland Global Enterprise (S-GE) และ DKSH สะท้อนโอกาสขยายความร่วมมือครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ระบบขนส่ง การเงิน และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นางศุภจีกล่าวว่า ความสำเร็จของ FTA ไม่ได้อยู่ที่การเจรจาจนได้ข้อสรุปเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พัฒนาสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำที่มีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ทั้งสองฝ่าย เน้นผลประโยชน์ร่วม (Mutual Benefit) ทั้งการค้าและการลงทุน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัทสวิส และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน ทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลดอุปสรรคด้านศุลกากร การใช้ระบบดิจิทัลอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการจัดให้มีช่องทางประสานงานที่ชัดเจน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสอบถามข้อมูลและแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจระหว่างกันได้สะดวกยิ่งขึ้น<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการค้าไทย&ndash;สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 14,236.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.12 จากปีก่อน ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 9,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 สะท้อนศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ FTA ไทย&ndash;EFTA มีผลใช้บังคับตามเป้าหมายวันที่ 1 มกราคม 2570</strong></span></span></span><br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/content/category/detail/id/4/iid/10647</link>
<guid>6aeac52b77d0c10647</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 09:32:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261021d9e76ee47ed3f8a0920bd13e13d49516093724.jpg" type="image/jpg" />
</item>
</channel>
</rss>