<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>ข่าวประชาสัมพันธ์</title>
<description></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/index/id/5</link>
<item>
<title>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกพันธมิตร ลุยปราบสินค้าละเมิดฯ เชิงรุก ‘P&amp;G’ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกชื่นชม มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.d22ae89123b85afd153901842a44d29a725bbc8398993f19114431b2f752b707.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกพันธมิตร ลุยปราบสินค้าละเมิดฯ เชิงรุก<br />
&lsquo;P&amp;G&rsquo; ยักษ์ใหญ่ระดับโลกชื่นชม มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ<br />
&nbsp;<br />
​กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและภาคเอกชน ปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ ทั้งในท้องตลาดและออนไลน์ พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้กระจายสินค้าปลอม มุ่งปกป้องคนไทยจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าของสิทธิต่อการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของไทย<br />
&nbsp;<br />
​นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงพาณิชย์ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยมุ่งดำเนินงานเชิงรุกและบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ รวมถึงเจ้าของสิทธิและผู้ประกอบการภาคเอกชน เพื่อเฝ้าระวัง สืบสวน ตรวจสอบ และปราบปรามการกระทำความผิดทั้งในย่านการค้าสำคัญ แหล่งจัดเก็บสินค้า ตลอดจนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมุ่งตัดวงจรสินค้าละเมิดฯ ตั้งแต่ต้นทาง และสกัดกั้นไม่ให้เข้าสู่ระบบการค้า<br />
&nbsp;<br />
​ผลการปราบปรามในช่วง 9 เดือนของปี 2569 (มกราคม - กันยายน) หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย<br />
ที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 770 คดี ยึดของกลางทั้งสิ้น 2,166,076 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 868,934,564 บาท โดยของกลางเหล่านี้ครอบคลุมทั้งสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเจ้าของสิทธิ<br />
&nbsp;<br />
​หนึ่งในผลสำเร็จสำคัญ คือ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญาและ บก.ปอศ. ในการเข้าตรวจค้นและจับกุมสินค้าน้ำยาปรับผ้านุ่มปลอมเครื่องหมายการค้าของบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&amp;G) โดยยึดของกลางได้กว่า 56,880 ชิ้น ซึ่งเป็นการสกัดกั้นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้ถึงมือผู้บริโภค ทั้งนี้<br />
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล เจ้าของเครื่องหมายการค้า P&amp;G นำโดย Ms. Laure Catoire ผู้อำนวยการและผู้ช่วยที่ปรึกษากฎหมายทั่วไป (Assistant General Counsel) ด้านเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางการตลาด ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อินเดีย ตะวันออกกลาง ตุรกี และแอฟริกา ได้เข้าพบอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อแสดงความขอบคุณและชื่นชมการดำเนินงานของกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง<br />
โดยมอบหนังสือแสดงความขอบคุณ และโล่ประกาศเกียรติคุณเพื่อยกย่องการปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ซึ่งบริษัท P&amp;G พร้อมให้การสนับสนุนการทำงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมต่อต้านสินค้าปลอมที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค<br />
&nbsp;<br />
​อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า การได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณในครั้งนี้ นับเป็นกำลังใจสำคัญแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และสะท้อนความเชื่อมั่นของภาคเอกชนระดับโลกต่อมาตรการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การสืบสวนขยายผลไปยังเครือข่ายต้นตอ รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทยตามนโยบายกระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp;<br />
​ทั้งนี้ กรมฯ ขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นพลังในการเฝ้าระวังและป้องกันการละเมิดทรัพย์สิน<br />
ทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดฯ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0 2547 4702 หรือสายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ &ldquo;แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
------------------------------------</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730107</link>
<guid>6aeac52d3110b9730107</guid>
<pubDate>Wed, 04 Nov 2026 11:15:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/a2ec67dbc88e62e464d3915f80b83c7719d8323473acbfb1b3b0c47659d30e81.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ผู้ช่วยรัฐมนตรี กิริฎา” เดินหน้าผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-รัสเซียสู่การเป็น “Trusted Partner”</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.7bec5eb09a492dc5899c77ed3a7017f23730752d2158498bbc532648c50a2692.jpg" style="width: 500px; height: 317px;" /></p>

<p>&ldquo;ผู้ช่วยรัฐมนตรี กิริฎา&rdquo; เดินหน้าผลักดันความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-รัสเซียสู่การเป็น &ldquo;Trusted Partner&rdquo;</p>

<p>เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมงาน Russian&ndash;Thai Investment Forum ครั้งที่ 2 และกล่าวปาฐกถาใน Plenary Session หัวข้อ the &ldquo;Russia&ndash;Thailand:A New Era of Economic Partnership&rdquo; ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ โดยมีภาคธุรกิจของไทย และภาคธุรกิจของรัสเซียและประเทศอื่น ๆ อีก 50 ประเทศ จำนวนกว่า 2,000 คน เข้าร่วมงาน เพื่อส่งเสริมและยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและรัสเซียสู่การเป็นหุ้นส่วนในยุคใหม่ เสริมสร้างเครือข่ายระหว่างภาคธุรกิจ ขยายโอกาสความร่วมมือร่วมกัน</p>

<p>ดร.กิริฎาฯ กล่าวว่า รัสเซียเป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับไทยมาอย่างยาวนาน และในปี 2570 ทั้งสองประเทศจะครบรอบ 130 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต โดยไทยให้ความสำคัญกับตลาดรัสเซีย<br />
ในฐานะคู้ค้าสำคัญ สะท้อนผ่านการมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมอสโก ซึ่งเป็นหนึ่งในสำนักงานฯ จำนวน 58 แห่งทั่วโลก สำหรับด้านการค้า ไทยมีนโยบายมุ่งยกระดับบทบาทในเศรษฐกิจโลกในฐานะ &ldquo;Trusted Partner&rdquo; พร้อมปรับแนวทางจากการ &ldquo;ขายให้&rdquo; (Sell To) สู่การ &ldquo;ร่วมกันสร้างโอกาส&rdquo; (Sell With) ผ่าน &ldquo;การ Co-Creation&rdquo; ที่นำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาสร้างสินค้าและบริการ เพื่อให้ทั้งสองประเทศสามารถเป็นส่วนหนึ่ง<br />
ของห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน สร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน นโยบายนี้จะช่วยสร้างโอกาสให้ไทยกับรัสเซียสามารถขยายการค้าระหว่างกันได้อีกมาก โดยในปี 2568 มีมูลค่าการค้ารวมระหว่างกันเกือบ 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวในปีนี้ เห็นได้จากมูลค่าการค้าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ที่มากกว่า 1,740 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว สำหรับการลงทุนของรัสเซียในไทยมีมูลค่าประมาณ6,035 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ในปี 2568 ไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเกือบ 2 ล้านคน ทำให้รัสเซียเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่มีจำนวนมากที่สุดจากภูมิภาคยุโรป และเป็นอันดับ 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด</p>

<p>ดร.กิริฎาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพและโอกาสอีกมากในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันในอนาคตใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยใช้ศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย และการผลิตวัตถุดิบ เช่น ปุ๋ย ของรัสเซีย (2) การท่องเที่ยว โดยส่งเสริมให้ครอบคลุมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ซึ่งกันและกัน อาทิ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ รวมทั้งส่งเสริมเที่ยวบินตรงเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของนักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ และ (3) เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะ<br />
การส่งเสริมโอกาสในการร่วมผลิตภาพยนตร์ โดยไทยมีจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ การเล่าเรื่องที่หลากหลาย และสถานที่ถ่ายทำที่สวยงาม ขณะที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคหลังการถ่ายทำ โดยเฉพาะเทคนิคพิเศษด้านภาพ (VFX) ซึ่งสามารถนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาต่อยอดความร่วมมือและสร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้</p>

<p>ดร.กิริฎาฯ ทิ้งท้ายว่า ไทยพร้อมสานต่อความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างสร้างสรรค์ ผ่านกลไกความร่วมมือทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคี โดยมุ่งผลักดันการเจรจา FTA ไทย &ndash; EAEU การส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบ BRICS เและใช้กลไกคณะกรรมาธิการร่วมไทย&ndash;รัสเซีย (Thailand&ndash;Russia Joint Commission: JC) เป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย รัสเซีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น<br />
---------------------------------------<br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730106</link>
<guid>6aeac52d311219730106</guid>
<pubDate>Wed, 04 Nov 2026 09:49:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/4e4aec0519e31ca185e093614f03b29b3cac0ce4fee97f7b15e1267ad0ad6948.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.55c6a460de5fb9ba126d02d0bffd443bd52ffb1b62c6cc21b7833d548c58bbc5.jpg" style="width: 500px; height: 574px;" /></p>

<p>วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 2/2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติมณฑาทิพย์ ฮอลล์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน</p>

<p>ในโอกาสนี้ นางศุภจีได้ร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการและบูธแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชน อาทิ กลุ่มปั้นหม้อเขียนสี บ้านเชียง สินค้า OTOP และศูนย์เกษตรนวัตศิลป์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอ้วนกลมแฮปปี้ฟาร์ม ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยคณะรัฐมนตรีได้สวมเสื้อผ้าหมี่ขิด ผ้าทออัตลักษณ์ของจังหวัดอุดรธานี ร่วมส่งเสริมเอกลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าส่งเสริมสินค้าชุมชนและสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้มีช่องทางจำหน่ายที่หลากหลาย โดยใช้ Moc Market เป็นกลไกเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดนักเดินทาง ซึ่งล่าสุดได้จัดจำหน่ายสินค้าที่ท่าอากาศยานอุดรธานี ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม &ndash; 5 พฤศจิกายน 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 11 ราย นำสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้าย สินค้า OTOP ผลิตภัณฑ์สมุนไพรและเครื่องสำอาง ตลอดจนสินค้าเกษตรและของฝากมาจำหน่าย พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางด้วยการจัดเตรียมกล่องบรรจุภัณฑ์ผลไม้ 1,000 ใบ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย</p>

<p>สำหรับผลการดำเนินงาน Moc Market ในปีงบประมาณ 2569 ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู จัดกิจกรรมรวม 22 ครั้ง มีผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริม 256 ราย สร้างมูลค่าการจำหน่ายรวมกว่า 9.2 ล้านบาท และในปี 2570 มีแผนขยายกิจกรรมไปยัง 4 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ จังหวัดละ 3 ครั้ง รวม 12 ครั้ง ควบคู่กับการต่อยอดความร่วมมือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อส่งเสริมและหมุนเวียนสินค้าชุมชนไปจำหน่ายในสนามบิน เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730105</link>
<guid>6aeac52d3112a9730105</guid>
<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 15:39:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/5384af6ee5d4f3f5be8bf64556c7384792e1f94183f27c3a8b58202b9763e5b9.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” หนุนเศรษฐกิจชุมชนทะเลบัวแดง ใช้การตลาดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อยอดรายได้สินค้า–บริการ เชื่อมธรรมชาติ–มรดกโลก–พืชสวนโลก</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.0c31251be580f5a5ca4c3da79a23fa4a01ff058e19f2ce55a559cd0b8d988ec9.jpg" style="width: 500px; height: 356px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; หนุนเศรษฐกิจชุมชนทะเลบัวแดง ใช้การตลาดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่อยอดรายได้สินค้า&ndash;บริการ เชื่อมธรรมชาติ&ndash;มรดกโลก&ndash;พืชสวนโลก</p>

<p>วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เวลา 6.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ช่วงเช้าก่อนเข้าร่วมการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ (ครม.สัญจร) เยี่ยมชมทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี ตำบลเชียงแหว อำเภอกุมภวาปี รับฟังการบรรยายโครงการคัดแยกขยะและสร้างจิตสำนึกชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน โดยมีนางสาวกนกวรรณ ดุงศรีแก้ว ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานอุดรธานี นางณัฏฐ์ชุดา นันทนิ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอุดรธานี นายวุฒิพงษ์ ใจยศ นายอำเภอกุมภวาปี และนายไพรสิทธิ์ สุขรมย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเรือเพื่อการท่องเที่ยวโฮมสเตย์บ้านเดียม ให้การต้อนรับ</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานีมีศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน โดยต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานด้านการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทั้งทะเลบัวแดง มรดกโลกบ้านเชียง ภูพระบาท คำชะโนด และมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี ตลอดจนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยว เพิ่มระยะเวลาการพำนัก และกระจายรายได้สู่ชุมชน โดยสามารถต่อยอดการเดินทางท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับสินค้าและบริการท้องถิ่น ทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหาร ที่พัก และกิจกรรมท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายและสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการเชื่อมโยงตลาด อาทิ การส่งเสริมข้าวประณีตบ้านดอนกลอย ให้เป็นทั้งสินค้าที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรและแหล่งเรียนรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร สะท้อนแนวทางการเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับบริการและประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ชุมชน</p>

<p>สำหรับการส่งเสริมทะเลบัวแดงสู่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ นางศุภจี กล่าวว่า การใช้บุคคลที่มีอิทธิพลทางสื่อออนไลน์ (Key Influencer) เป็นกลยุทธ์สำคัญ โดยที่ผ่านมา ททท. ใช้ &ldquo;ลิซ่า&rdquo; ช่วยประชาสัมพันธ์ทะเลบัวแดง ส่งผลให้จำนวนการล่องเรือขึ้นจากประมาณ 40,000 เที่ยวเรือต่อปี เป็น 120,000 เที่ยวเรือต่อปี หรือเพิ่มขึ้นราว 3 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของการตลาดและการประชาสัมพันธ์ในการสร้างความต้องการใช้บริการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน และเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ของจังหวัดอุดรธานี</p>

<p>ทั้งนี้ การท่องเที่ยวต้องดำเนินควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวคัดแยกขยะ ไม่ทิ้งขยะในแหล่งท่องเที่ยว และนำขยะกลับมารีไซเคิลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์และรายได้แก่ชุมชน ขณะเดียวกัน การพัฒนาเรือไฟฟ้าให้สามารถให้บริการได้ต่อเนื่องประมาณ 2 ชั่วโมง ยังเป็นการยกระดับบริการท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถต่อยอดแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้เป็นจุดขายทางการตลาด สร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้แก่บริการของชุมชน</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาสัมผัสความงดงามของทะเลบัวแดง ซึ่งจะเริ่มบานสะพรั่งตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และบางปีอาจยาวถึงเดือนมีนาคม พร้อมส่งเสริมการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการตลาดสินค้าและบริการท้องถิ่น เพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นกลไกสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730104</link>
<guid>6aeac52d311379730104</guid>
<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 15:07:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/39d4b519aeb1b9c3b0b06adf6b857f06721ba5dcdb83f80c31bc7f33d3fced34.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ลงพื้นที่อุดรฯ ยกระดับ “ข้าวประณีต” ดูแลครบวงจรตั้งแต่พันธุ์ข้าวถึงตลาด หนุนเครื่องมือ–เชื่อมตลาดล่วงหน้า เพิ่มรายได้เกษตรกร</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.3720e308d25732429c182a7bd520c30df069420edb385b099e10e9d21e11531a.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ลงพื้นที่อุดรฯ ยกระดับ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; ดูแลครบวงจรตั้งแต่พันธุ์ข้าวถึงตลาด หนุนเครื่องมือ&ndash;เชื่อมตลาดล่วงหน้า เพิ่มรายได้เกษตรกร</p>

<p>วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลดอนกลอย อำเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี ติดตามสถานการณ์ข้าวและความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร ปี 2569 หรือ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; พร้อมรับฟังปัญหาและความต้องการของเกษตรกร โดยมีนางแสงจันทร์ พรหมแสงใส ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ และสมาชิกกลุ่มให้การต้อนรับ</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจของโครงการ &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; คือการเพิ่มมูลค่าข้าวไทยด้วยการดูแลอย่างพิถีพิถันตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป ไปจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการตลาด เพื่อให้ข้าวไทยก้าวข้ามการแข่งขันด้านปริมาณและราคา ไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์ สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน</p>

<p>&ldquo;เกษตรกรสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตได้ หากดูแลตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ กระบวนการปลูก การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และมีตลาดรองรับ เราเน้นคุณภาพและความใส่ใจ รวมถึงการทำการตลาดล่วงหน้า contract farming เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการข้าวประณีตเริ่มต้นจากการสนับสนุน 200 ชุมชน และเตรียมขยายผลเพิ่มอีก 266 ชุมชนในปี 2570 รวมเป็น 466 ชุมชนทั่วประเทศ โดยพัฒนาตามศักยภาพของแต่ละกลุ่ม ตั้งแต่การให้ความรู้ สนับสนุนพันธุ์ข้าวและปรับปรุงกระบวนการผลิต ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือที่จำเป็นและเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ความช่วยเหลือตรงกับความต้องการของเกษตรกร</p>

<p>สำหรับจังหวัดอุดรธานี มีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 6 กลุ่ม โดยบ้านดอนกลอยเป็นชุมชนที่มีศักยภาพด้านการผลิตข้าวคุณภาพ โดยเฉพาะข้าวอินทรีย์ กระทรวงพาณิชย์จึงสนับสนุนเครื่องสีข้าวให้แก่ชุมชน เพื่อให้สามารถแปรรูปผลผลิตได้เอง ลดต้นทุนการขนย้าย และควบคุมคุณภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>จากการรับฟังความต้องการของกลุ่มเกษตรกร พบว่า คุณภาพของผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและน้ำฝนที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากมีอุปกรณ์ช่วยอบลดความชื้นในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีที่จะถึงนี้ &nbsp;จะช่วยลดความเสี่ยงที่ความชื้นจะส่งผลต่อคุณภาพและราคาข้าวได้&nbsp;</p>

<p>ด้านการตลาด กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ผ่านงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; ณ Parade Square ชั้น G ศูนย์การค้า One Bangkok ระหว่างวันที่ 22&ndash;25 ตุลาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้สัมผัสความหลากหลายของข้าวไทย ทั้งสายพันธุ์ กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อ โรงแรม ร้านอาหาร และเชฟโดยตรง โดยข้าวจากกลุ่มบ้านดอนกลอยสามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท สะท้อนศักยภาพของข้าวคุณภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับรายได้ให้เกษตรกร</p>

<p>นางศุภจีและคณะได้ร่วมชิมข้าวไทยหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเหนียวดำ ข้าวเหนียวแดง ข้าวเหนียว กข6 และข้าวหอมมะลิระยะเม่า จับคู่กับอาหารพื้นบ้าน อาทิ อ่องปูนา ก้อยกุ้ง แกงผักหวานไข่มดแดง และแจ่วบอง พร้อมเยี่ยมชมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวและร่วมลงเกี่ยวข้าวในแปลงนาสาธิตข้าวเหนียวดำและข้าวหอมมะลิอินทรีย์</p>

<p>นางแสงจันทร์ พรหมแสงใส ประธานวิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวตำบลดอนกลอย กล่าวว่า สมาชิกชุมชนยินดีที่กระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและให้ความสำคัญกับการพัฒนาข้าวของชุมชน โดยกลุ่มมุ่งผลิตข้าวอย่างพิถีพิถันและปลอดภัย พร้อมต่อยอดการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ภายใต้แบรนด์ &ldquo;ฮักดอนกลอยเด้อ&rdquo; ซึ่งสะท้อนความรักและความภาคภูมิใจในท้องถิ่น</p>

<p>นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน เดินหน้าส่งเสริมตลาดข้าวประณีตผ่านการจัดงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภครู้จักความหลากหลายของข้าวไทย และเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อโดยตรง ผ่านกิจกรรมชิมข้าวและจับคู่ข้าวกับอาหาร เวิร์กช็อป ถ่ายทอดเรื่องราวข้าวประณีต และการเจรจาธุรกิจระหว่างเกษตรกรกับผู้ซื้อ</p>

<p>การจัดงานมีเป้าหมายรวม 3 ครั้ง โดยครั้งแรกจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22&ndash;25 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การค้า One Bangkok สร้างยอดขายข้าวภายในงานมากกว่า 600,000 บาท และเตรียมจัดอีก 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 12&ndash;15 พฤศจิกายน 2569 ณ ตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่ และวันที่ 24&ndash;27 ธันวาคม 2569 ภายในงาน Thailand Rice Fest ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อขยายช่องทางตลาดและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730103</link>
<guid>6aeac52d311449730103</guid>
<pubDate>Tue, 03 Nov 2026 12:05:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/27e684d466f2aec407b6e95ea26373096d15f81cb6d963be5dab00bf70bb43e2.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ลุยอุดรฯ “ไทยช่วยไทย x Local Low Cost” ลดค่าครองชีพ เชื่อมผู้ผลิต–ห้างท้องถิ่น–ร้านโชห่วย ดันสินค้าเกษตรชุมชนสู่ตลาด</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ลุยอุดรฯ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ลดค่าครองชีพ เชื่อมผู้ผลิต&ndash;ห้างท้องถิ่น&ndash;ร้านโชห่วย ดันสินค้าเกษตรชุมชนสู่ตลาด</p>

<p>วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 2&ndash;3 พฤศจิกายน 2569 เพื่อติดตามการดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยตรวจเยี่ยมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ณ ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ สาขาโพศรี อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่ดำเนินธุรกิจคู่ชาวอุดรธานีมายาวนานกว่า 70 ปี พร้อมหารือนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานกรรมการบริษัทตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ และเยี่ยมชมการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษ ตลอดจนสินค้าชุมชนและสินค้าเกษตรในพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการดูแลประชาชนควบคู่กับการสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงการลดราคาสินค้าให้ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูแลกลไกการค้าตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านโชห่วย ไปจนถึงประชาชนผู้ซื้อสินค้า โดยมีห้างค้าท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 100 ร้านค้า รวมกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ จัดกิจกรรมระหว่างวันที่ 1&ndash;15 พฤศจิกายน 2569 นำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดกว่า 60%</p>

<p>&ldquo;โครงการนี้ได้ประโยชน์ทุกคน ห้างท้องถิ่นก็มียอดขายสูงขึ้น ประชาชนก็ซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง ขณะที่ร้านเล็ก ๆ ร้านโชห่วยในพื้นที่ก็สามารถเข้ามาซื้อสินค้าในราคาค้าส่งไปกระจายต่อให้กับชุมชนได้ เป็นการทำให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้ออยู่ได้ร่วมกัน&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินโครงการในครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับการนำสินค้าชุมชนและสินค้าเกษตรมาจำหน่ายผ่านเครือข่ายห้างท้องถิ่น โดยตั้งงี่สุนเป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่ เช่น ข้าวจากชาวนา นำมาบรรจุภายใต้แบรนด์ของห้างและช่วยกระจายสู่ตลาด ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกรและช่วยให้สินค้าในชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่ของจังหวัดอุดรธานี</p>

<p>ทั้งนี้ โดยในช่วงวันที่ 1&ndash;15 พฤศจิกายนนี้ ห้างที่เข้าร่วมจะจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้าเพิ่มเติมจากราคาปกติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้ในราคาประหยัด พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ เช่น การจับรางวัลช้อปฟรีมูลค่า 500 บาท เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยและเพิ่มยอดขายให้กับห้างค้าท้องถิ่น</p>

<p>สำหรับการขยายผลมาตรการช่วยเหลือประชาชน กระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นการกระจายสินค้าให้เข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ โดยร่วมมือกับเครือข่ายห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น สถานีอำเภอกว่า 800 แห่ง และไปรษณีย์ไทย เพื่อเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าและช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ สามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างทั่วถึง ควบคู่กับการดำเนินมาตรการของรัฐบาลในการลดภาระค่าครองชีพ โดยกระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่ดูแลความสมดุลของระบบการค้า ให้ทั้งผู้ประกอบการและประชาชนสามารถดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้อย่างเหมาะสม ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและราคาพลังงานที่ยังมีความผันผวน</p>

<p>&ldquo;ขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในราคาพิเศษจากห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย x Local Low Cost&rdquo; ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นให้มีรายได้เพิ่มขึ้น&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730102</link>
<guid>6aeac52d3114f9730102</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 19:06:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/0f1966792833689692a8a30b5d58bf5367fd88153b361fd25752402aa0ef4ade.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” มอบตรา Thai SELECT 1 ดาว “คีตกวี ดนตรี 4 ภาค” ชูอัตลักษณ์อาหารไทยอุดรฯ ต่อยอด Soft Power สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจไทย</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.cc9fe2cf43d26304e990937780f3a2f2a54cacf981776c59d1aa8c9a05713ca8.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; มอบตรา Thai SELECT 1 ดาว &ldquo;คีตกวี ดนตรี 4 ภาค&rdquo; ชูอัตลักษณ์อาหารไทยอุดรฯ ต่อยอด Soft Power สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจไทย</p>

<p>วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) มอบตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ให้แก่ร้านคีตกวี ดนตรี 4 ภาค อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เพื่อรับรองคุณภาพและมาตรฐานอาหารไทย พร้อมส่งเสริมร้านอาหารไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยมีอาจารย์ภิญญา สุวรรณจักร์ เจ้าของร้านเป็นผู้รับมอบตราสัญลักษณ์</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า การส่งเสริมอาหารไทยและร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและต่อยอด Soft Power ของไทย โดยเฉพาะร้านอาหารที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งไม่เพียงสร้างความโดดเด่นให้กับร้านอาหาร แต่ยังช่วยเชื่อมโยงไปถึงเกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้ประกอบการในชุมชน กระทรวงพาณิชย์จึงเดินหน้าส่งเสริมตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานอาหารไทย ตลอดจนเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>โอกาสนี้ นางศุภจีได้ร่วมประชาสัมพันธ์และลิ้มลองเมนูอาหารขึ้นชื่อของร้าน อาทิ &ldquo;ซั่วบัวแดง&rdquo; และ &ldquo;เมี่ยงโรลบัวแดง&rdquo; ซึ่งนำสายบัวแดง วัตถุดิบขึ้นชื่อของจังหวัดอุดรธานี มาสร้างสรรค์เป็นเมนูอาหารพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ รวมถึง &ldquo;คีตะล่องทะเล&rdquo; เมนูรวมมิตรอาหารทะเล &ldquo;กุ้งตะกร้า&rdquo; กุ้งแม่น้ำทอดคลุกเคล้าเครื่องปรุง และ &ldquo;ห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน&rdquo; ที่นำอาหารทะเลสดมาปรุงกับพริกแกงสูตรเฉพาะของร้าน นำวัตถุดิบคุณภาพมาผสมผสานกับรสชาติอาหารไทยได้อย่างลงตัว</p>

<p>ร้านคีตกวี ดนตรี 4 ภาค ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT 1 ดาว ตั้งแต่ปี 2568 เป็นร้านอาหารและคาเฟ่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นจากการนำเสนออาหารไทยประยุกต์ควบคู่กับอาหารไทยโบราณและอาหารพื้นถิ่น พร้อมการแสดงดนตรีสดไทยเดิมประยุกต์และดนตรี 4 ภาค โดยนำเครื่องดนตรีไทยและสากลมากกว่า 20 ชนิดมาบรรเลง ทั้งเพลงลูกกรุง เพลงไทยเดิมประยุกต์ และดนตรีพื้นถิ่นจากภูมิภาคต่าง ๆ สร้างประสบการณ์ด้านอาหารและวัฒนธรรมที่แตกต่างให้แก่ผู้มาเยือน</p>

<p>สำหรับจังหวัดอุดรธานี มีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จากกระทรวงพาณิชย์ จำนวน 4 ร้าน ได้แก่ ร้านคีตกวี ดนตรี 4 ภาค ร้านวัฒนาคิวซีน ร้านเลอบัวเด้อ และร้านแหลมเจริญ ซีฟู้ด สาขาเซ็นทรัลพลาซาอุดรธานี ซึ่งแต่ละร้านมีเอกลักษณ์ด้านรสชาติและการนำเสนออาหารไทยที่โดดเด่น สะท้อนความหลากหลายของอาหารไทยในพื้นที่</p>

<p>ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569) มีร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT จำนวน 515 ร้านทั่วประเทศ แบ่งเป็น Thai SELECT 1 ดาว จำนวน 448 ร้าน Thai SELECT 2 ดาว จำนวน 53 ร้าน และ Thai SELECT 3 ดาว จำนวน 14 ร้าน กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 117 ร้าน ภาคเหนือ 95 ร้าน ภาคกลาง 113 ร้าน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 79 ร้าน ภาคใต้ 75 ร้าน และภาคตะวันออก 36 ร้าน</p>

<p>ทั้งนี้ ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถค้นหาร้านอาหาร Thai SELECT หรือ Thai SELECT Guide 2026 ได้ทาง Line Official Account: @thaiselect หรือเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th เมนู DBD e-Magazine &gt; Thai SELECT Guide เพื่อค้นหาร้านอาหารไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ร่วมสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารไทยและวัตถุดิบจากชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมต่อยอดศักยภาพอาหารไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและตลาดโลก</p>

<p></p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730101</link>
<guid>6aeac52d311599730101</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 15:41:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/96e3b3a997a35f5cf7d0183d67470f408aa76dde2d9fee6eae6b424062d916bb.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ลงพื้นที่ ครม.สัญจร อุดรธานี เยี่ยม Moc Market สนามบิน หนุนสินค้าชุมชนสร้างรายได้ เชื่อมตลาดนักเดินทาง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.60581172cc071f47c9ad6760db395ea3781a6bf2cdf4df05a3cf97039ddc12d5.jpg" style="width: 500px; height: 389px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ลงพื้นที่ ครม.สัญจร อุดรธานี เยี่ยม Moc Market สนามบิน หนุนสินค้าชุมชนสร้างรายได้ เชื่อมตลาดนักเดินทาง</p>

<p>วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 2&ndash;3 พฤศจิกายน 2569 โดยได้ตรวจเยี่ยม Moc Market ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี ติดตามการส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่</p>

<p>Moc Market เป็นกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชน มุ่งเพิ่มช่องทางการตลาดให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและเปิดโอกาสให้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง การจัดจำหน่าย ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีผู้โดยสารและนักเดินทางสัญจร จึงเป็นอีกช่องทางในการประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้าท้องถิ่นให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น พร้อมเผยแพร่อัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนให้เป็นที่รู้จัก</p>

<p>สำหรับการจัดจำหน่ายสินค้า ณ ท่าอากาศยานอุดรธานี ระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม &ndash; 5 พฤศจิกายน 2569 มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 11 ราย นำสินค้าหลากหลายประเภทมาจำหน่าย อาทิ ผ้าไหม ผ้าฝ้ายและเสื้อผ้าทอมือ ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผ้าไหม สินค้าสมุนไพรและเครื่องสำอาง สินค้า OTOP กล้วยหอม ไวน์อินทผลัม ยาดม กำไลหิน ตลอดจนของฝากและของที่ระลึก นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดอุดรธานียังได้จัดเตรียมกล่องบรรจุภัณฑ์ผลไม้ จำนวน 1,000 ใบ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางในการนำผลไม้ขึ้นเครื่องบินหรือโหลดใต้ท้องเครื่อง และสนับสนุนการจำหน่ายผลไม้ในพื้นที่</p>

<p>ผลการดำเนินงานระหว่างเดือนตุลาคม 2568 &ndash; กันยายน 2569 ใน 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย และหนองบัวลำภู ได้จัดกิจกรรม Moc Market รวม 22 ครั้ง มีผู้ประกอบการได้รับการส่งเสริม 256 ราย สร้างมูลค่าการจำหน่ายรวม 9,248,930 บาท แบ่งเป็น จังหวัดหนองบัวลำภู มีผู้ประกอบการ 134 ราย มูลค่าจำหน่าย 4,030,432 บาท จังหวัดหนองคาย มีผู้ประกอบการ 50 ราย มูลค่าจำหน่าย 3,255,940 บาท และจังหวัดอุดรธานี มีผู้ประกอบการ 72 ราย มูลค่าจำหน่าย 1,962,558 บาท สะท้อนศักยภาพของการใช้พื้นที่ท่าอากาศยานเป็นช่องทางกระจายสินค้าและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายการดำเนินงาน Moc Market ในปี 2570 ไปยังจังหวัดอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ จังหวัดละ 3 ครั้ง รวม 12 ครั้ง เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง มุ่งเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและสินค้าชุมชนกับช่องทางจำหน่ายที่มีศักยภาพ สร้างรายได้ให้ผู้ผลิตและกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730100</link>
<guid>6aeac52d311619730100</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 14:07:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/44db8461fcd8693cac80167efe265257adb0878087779f8552423f843ea28bc6.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รอบปฐมทัศน์ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน “สีดา”</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.daf2b41b8a56d78a0e18168afb11a47db0a0fe4aa34491d8d314c36d208e54ae.jpg" style="width: 500px; height: 328px;" /></p>

<p>เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 19.34 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ รอบปฐมทัศน์ เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน &ldquo;สีดา&rdquo; ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร โดยมี พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล รองประธานกรรมการและเลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประธานกรรมการอำนวยการโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เฝ้าฯ รับเสด็จ</p>

<p>ในการนี้ พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เด็กชายภูริศ ตันตระกูล ผู้แสดงเป็นพระมงกุฎ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรและของที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเด็กชายพีรวัส สุคต ผู้แสดงเป็นพระลบ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายสูจิบัตรและของที่ระลึกแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จากนั้น ทอดพระเนตรการแสดงรำถวายพระพร และวีดิทัศน์เบื้องหลังการจัดการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน &ldquo;สีดา&rdquo; ซึ่งจัดขึ้นเพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและสืบสานพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ผู้ทรงให้ความสำคัญและสนองพระราชปณิธาน &ldquo;สืบสาน รักษา ต่อยอด&rdquo; เพื่อธำรงรักษาศิลปะชั้นสูงของชาติให้คงอยู่อย่างงดงามจากรุ่นสู่รุ่น นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระราชหฤทัยใส่ในทุกมิติ อันเป็นการธำรงนาฏศิลป์อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดต่อไปอย่างยั่งยืน</p>

<p>จากนั้น ทอดพระเนตรการแสดงโขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอน &ldquo;สีดา&rdquo; ซึ่งดำเนินเรื่องตามบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่กำเนิดนางสีดา การอภิเษกกับพระราม การติดตามพระรามออกเดินป่า จนถูกทศกัณฐ์ลักพาไปกรุงลงกา และการลุยไฟเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์และความจงรักภักดี โดยออกแบบฉากและองค์ประกอบการแสดงอย่างวิจิตรตระการตา ได้แก่ &ldquo;ฉากพระราชพิธีอภิเษกพระราม-นางสีดา&rdquo; ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ถ่ายทอดความงดงามของศิลปะไทยผ่านรายละเอียดของงานออกแบบที่ประณีตและยิ่งใหญ่ &ldquo;ฉากสีดาลุยไฟ&rdquo; ซึ่งสะท้อนความบริสุทธิ์และความจงรักภักดีของนางสีดา รวมถึงฉากสรวงสวรรค์และเขาพระสุเมรุ ฉากหนุมานชูกล่องดวงใจ และฉากทศกัณฐ์ลักนางสีดา ซึ่งล้วนได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตามบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ให้มีความสมบูรณ์และงดงามบนเวที</p>

<p>เมื่อจบการแสดง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลอากาศโท ภักดี แสง-ชูโต ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์ เชิญช่อดอกไม้พระราชทานมอบแก่ศิลปินแห่งชาติ ผู้แทนคณะทำงาน และผู้แทนนักแสดง ตามลำดับ</p>

<p>ทั้งนี้ การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน &ldquo;สีดา&rdquo; จัดแสดงระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน &ndash; 10 ธันวาคม 2569 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เปิดจำหน่ายบัตรแล้ววันนี้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ www.thaiticketmajor.com โทร. 0-2262-3456 บัตรราคา 2,000 บาท 1,800 บาท 1,000 บาท 800 บาท และ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 200 บาท)</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730099</link>
<guid>6aeac52d3116a9730099</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 13:48:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/3e375c64d1ff5882eec77375425f70521f3fc3d4f4d3f2e7feeaecd1b3914d1e.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>DITP ใช้พลังซีรีส์วายไทยเจาะตลาด Interfan ดึง “ปอนด์–ภูวินทร์” รีวิวร้าน Thai SELECT ในฝรั่งเศส เตรียมต่อยอดแผนรุกตลาดโลกปี 2570</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.0078de3ebfad60aaed370b32ec6aa67fc37a04e584c8f42d695f8ec5c94a3b1b.jpg" style="width: 500px; height: 377px;" /></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขยายตลาดร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ใช้พลัง Soft Power จากซีรีส์วายและนักแสดงไทยเข้าถึงกลุ่ม Interfan หรือแฟนคลับชาวต่างชาติที่ชื่นชอบศิลปินไทย เชิญ &ldquo;ปอนด์&ndash;ภูวินทร์&rdquo; 2 นักแสดงชื่อดัง ร่วมสร้างสรรค์คอนเทนต์รีวิวร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในประเทศฝรั่งเศส หวังเพิ่มการรับรู้และกระตุ้นการใช้บริการร้านอาหารไทย พร้อมต่อยอดกลยุทธ์เจาะตลาดกลุ่มแฟนคลับในต่างประเทศผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้าในปี 2570</span></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงปารีส จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ผ่าน &ldquo;ปอนด์&ndash;ภูวินทร์&rdquo; 2 นักแสดงซีรีส์วายไทยที่ได้รับความนิยมจากแฟนคลับทั่วโลก โดยร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การรับประทานอาหารไทย ณ ร้าน La Maison Thai ซึ่งได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ระดับ 1 ดาว ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส ผ่าน VLOG รายการ Little Big World ซึ่งเป็นการเดินทางไปถ่ายทำในต่างประเทศครั้งแรกของทั้งคู่</span></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">กิจกรรมดังกล่าวเป็นการนำความนิยมของคอนเทนต์บันเทิงไทยมาเชื่อมโยงกับการส่งเสริมธุรกิจบริการอาหารไทย โดยปอนด์&ndash;ภูวินทร์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์การรับประทานอาหารและนำเสนอเอกลักษณ์ของอาหารไทยผ่าน VLOG เพื่อให้แฟนคลับและผู้ชมต่างประเทศได้รู้จักร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT มากขึ้น พร้อมเชิญชวนให้ผู้บริโภคไปใช้บริการร้านอาหารไทยทั้งในฝรั่งเศสและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT รวมกว่า 1,600 ร้านทั่วโลก</span></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">นายวราวุฒิกล่าวว่า กรมขอขอบคุณปอนด์&ndash;ภูวินทร์ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT ในต่างประเทศ โดยเชื่อว่าการสื่อสารผ่านคอนเทนต์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง จะช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับอาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ตลอดจนสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคต่างชาติเข้ามาทดลองใช้บริการร้านอาหารไทยมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ</span></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">ทั้งนี้ กลุ่ม Interfan เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสต่อยอดทางการตลาด เนื่องจากสามารถเข้าถึงได้ผ่านเครือข่ายแฟนคลับและสื่อออนไลน์ในหลายประเทศ การนำเสนอประสบการณ์ด้านอาหารและวัฒนธรรมไทยผ่านศิลปินที่กลุ่มเป้าหมายชื่นชอบ จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเชื่อมโยงความนิยมในคอนเทนต์บันเทิงไทยเข้ากับการสร้างความสนใจในสินค้าและบริการของไทย โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารไทยที่สามารถต่อยอดจากการรับรู้ไปสู่การทดลองใช้บริการได้</span></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">สำหรับปี 2570 กรมมีแผนต่อยอดการส่งเสริมสินค้าและธุรกิจบริการไทย โดยมุ่งขยายตลาดผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบในต่างประเทศ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและงานแฟร์ การจัดคณะผู้แทนการค้า (Trade Mission) เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดเป้าหมาย ตลอดจนการใช้ Thai SELECT Ambassador และผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencers) เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์อาหารไทยและร้านอาหารที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้เข้าถึงผู้บริโภคต่างชาติในวงกว้าง</span></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">การดำเนินงานดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มการรับรู้และสร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทยและตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มใหม่ กระตุ้นความต้องการใช้บริการร้านอาหารไทยในต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย โดยใช้ความนิยมในคอนเทนต์บันเทิงและศิลปินไทยเป็นกลไกสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าและธุรกิจบริการไทยอย่างต่อเนื่อง</span></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;">ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM &ldquo;คิดจะส่งออก นึกถึง DITP&rdquo;</span></p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730098</link>
<guid>6aeac52d311759730098</guid>
<pubDate>Mon, 02 Nov 2026 11:23:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/398bf9207f7079d5a4b8ebef7afa304fc14af1e8ca66b30cd94a5966660d23d0.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>การค้าชายแดนและผ่านแดน ก.ย. 69 พุ่งแรง 50.8% ดัน 9 เดือนแรกทะลุ 1.76 ล้านล้านบาท ค้าผ่านแดน 9 เดือน ทะลุ 1 ล้านล้าน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.dcc2333c569458ecda3a7d58f8d1b82efae0a9cf914cf1f5410ec8f8496b2fdc.png" style="width: 500px; height: 281px;" /></p>

<p>การค้าชายแดนและผ่านแดน ก.ย. 69 พุ่งแรง 50.8% ดัน 9 เดือนแรกทะลุ 1.76 ล้านล้านบาท<br />
ค้าผ่านแดน 9 เดือน ทะลุ 1 ล้านล้าน&nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนกันยายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 220,908 ล้านบาท ขยายตัว 50.8%&nbsp;<br />
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 113,770 ล้านบาท (+51.8%) และการนำเข้า 107,138 ล้านบาท (+49.7%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนกันยายน 2569 ทั้งสิ้น 6,632 ล้านบาท ส่งผลให้ 9 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้ารวม 1,764,313 ล้านบาท (+18.8%) เป็นการส่งออก 978,105 ล้านบาท (+16.6%) การนำเข้า 786,207 ล้านบาท (+21.6%) และไทยได้ดุลการค้า 191,898 ล้านบาท</p>

<p>การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนกันยายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 80,741 ล้านบาท (+24.4%) เป็นการส่งออก 43,072 ล้านบาท (+21.0%) การนำเข้า 37,669&nbsp;<br />
ล้านบาท (+28.5%) และไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 5,403 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ&nbsp;<br />
มาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 39,972 ล้านบาท (+49.6%) รองลงมา คือ สปป.ลาว 24,539 ล้านบาท&nbsp;<br />
(+1.0%) และเมียนมา 16,230 ล้านบาท (+16.8%) ในขณะที่การค้าชายแดนไทย &ndash; กัมพูชา มูลค่าเป็น 0 ทั้งนี้ สินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 3,821 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,864 ล้านบาท และสินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ 1,652 ล้านบาท ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 672,124 ล้านบาท (-4.2%) เป็นการส่งออก 375,250 ล้านบาท (-9.3%) และการนำเข้า 296,873 ล้านบาท (+3.2%)</p>

<p>ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนกันยายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 140,167 ล้านบาท (+71.7%) เป็นการส่งออก 70,698 ล้านบาท (+79.7%) และการนำเข้า 69,468 ล้านบาท (+64.4%) โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 59,365 ล้านบาท (+37.5%) รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 37,023 ล้านบาท (+150.8%) และ 15,556 ล้านบาท (+102.5%) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือนกันยายน 2569 ได้แก่ เครื่องรับโทรศัพท์<br />
และอุปกรณ์ 15,977 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 12,704 ล้านบาท และฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 9,642 ล้านบาท ทำให้ 9 เดือนแรกของปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 1,092,189 ล้านบาท (+39.3%) เป็นการส่งออก 602,855 ล้านบาท (+41.8%) และการนำเข้า 489,334&nbsp;<br />
ล้านบาท (+36.3%)</p>

<p>อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนในเดือนกันยายน 2569 ขยายตัวสูงถึง 50.8% จากแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเติบโตของการค้าผ่านแดน ซึ่งพุ่งสูงถึง 140,167 ล้านบาท (+71.7%) โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดสิงคโปร์ (+150.8%) และเวียดนาม (+102.5%) ในสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์&nbsp;<br />
เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ และฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ นอกจากนี้ การส่งออกผ่านแดนไปจีนยังคงเติบโตขยายตัว 7.9% นำโดยสินค้าฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ และทุเรียนสด ทำให้ภาพรวม 9 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค. - ก.ย.) การค้าผ่านแดนมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท อยู่ที่ 1,092,189&nbsp;<br />
ล้านบาท ขยายตัว 39.3%&nbsp;</p>

<p>ขณะที่การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านในเดือนกันยายน 2569 ขยายตัวได้ดีที่ 24.4% โดยมีตลาดมาเลเซียเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทั้งการส่งออก 18,741 ล้านบาท ขยายตัว 30.46% และการนำเข้า 21,231 ล้านบาท ขยายตัว 72.0% โดยสินค้าส่งออกสำคัญยังคงเป็นสินค้า<br />
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,608 ล้านบาท (+72.4%)&nbsp;<br />
และแผงวงจรไฟฟ้า 1,323 ล้านบาท (+195.9%) เช่นเดียวกับสินค้านำเข้า อาทิ เทปแม่เหล็ก&nbsp;<br />
จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ 2,577 ล้านบาท (+5.1%) และอุปกรณ์ไฟ้ฟ้าสำหรับตัดต่อหรือป้องกันวงจรไฟฟ้า 2,057 ล้านบาท (+164.9%)</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730097</link>
<guid>6aeac52d3117d9730097</guid>
<pubDate>Sun, 01 Nov 2026 10:08:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/e7509f527bc867f47ef226ea9b03b8516c086a8a87fd862c73735397eb946b29.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“กรมการค้าภายใน” ลงพื้นที่ตลาดบางขุนศรี พบราคาผักปรับลด ปริมาณสินค้าเพียงพอ เดินหน้าดูแลค่าครองชีพ ควบคู่คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.7487b7fbfdc5674a4ce0d9d1c728702f460c308492749a526f67e009381f1ed1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;กรมการค้าภายใน&rdquo; ลงพื้นที่ตลาดบางขุนศรี พบราคาผักปรับลด ปริมาณสินค้าเพียงพอ เดินหน้าดูแลค่าครองชีพ ควบคู่คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค</p>

<p>วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตลาดบางขุนศรี กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบสถานการณ์ราคาผักสด อาหารปรุงสำเร็จ และสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อประเมินสถานการณ์การจำหน่ายและดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชน</p>

<p>นายวัฒนศักย์ กล่าวว่า ตลาดบางขุนศรีเป็นตลาดเก่าแก่ในย่านฝั่งธนบุรี และเป็นตลาดที่ทำงานร่วมกับกรมการค้าภายในมาอย่างต่อเนื่อง จากการลงพื้นที่พบว่า สถานการณ์ราคาผักในตลาดสดเริ่มปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับทิศทางราคาขายส่ง ณ ตลาดสี่มุมเมืองที่มีการปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>โดยผักบุ้งจีนที่ก่อนหน้านี้มีราคาสูงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ปรับลดลงเหลือประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กะหล่ำปลีซึ่งเคยมีราคาประมาณ 50&ndash;60 บาทต่อกิโลกรัม ลดลงเหลือประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ ผักชนิดต่าง ๆ ยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อผู้บริโภค</p>

<p>ส่วนสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารปรุงสำเร็จ พบว่า ต้นทุนค่าขนส่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ขณะที่ราคาวัตถุดิบและสินค้าส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในระดับเดิม แม้ซัพพลายเออร์และผู้ส่งสินค้าบางรายจะมีต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ อาหารปรุงสำเร็จประเภทร้านข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว และอาหารตามสั่ง โดยเฉพาะร้านที่จำหน่ายมาอย่างยาวนาน ยังมีราคาเริ่มต้นที่ 40 บาทต่อจาน &nbsp;ช่วยเป็นทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน</p>

<p>นอกจากการดูแลสถานการณ์สินค้าแล้ว กรมการค้าภายในยังร่วมมือกับตลาดบางขุนศรีและตลาดอีกหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร จัดให้มี &ldquo;อาสาชั่งตวงวัดประจำตลาด&rdquo; โดยฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ตลาดให้มีความรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องชั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมจัดให้มีตุ้มน้ำหนักมาตรฐานสำหรับตรวจสอบและสอบเทียบเครื่องชั่ง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบน้ำหนักสินค้าได้อย่างมั่นใจ และได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขาย</p>

<p>กรมการค้าภายในจะเดินหน้าดูแลความเป็นธรรมทางการค้า ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและการบรรเทาภาระค่าครองชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสม หากประชาชนพบการจำหน่ายที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการใช้เครื่องชั่งที่ไม่ได้รับคำรับรอง สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย</p>

<p>สำหรับราคาจำหน่ายผักสด ประเภทขายปลีก ณ ตลาดบางขุนศรี กรุงเทพมหานคร จากการสำรวจเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พบว่า กะหล่ำปลี ราคาเฉลี่ย 37.50 บาทต่อกิโลกรัม ผักบุ้งจีน 35 บาทต่อกิโลกรัม ผักกาดขาว 42.50 บาทต่อกิโลกรัม กวางตุ้ง 47.50 บาทต่อกิโลกรัม และถั่วฝักยาว 65 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ เป็นราคาจำหน่ายปลีกที่สำรวจได้ ณ ตลาดบางขุนศรี ซึ่งเป็นคนละส่วนกับราคาขายส่ง ณ ตลาดสี่มุมเมืองที่กล่าวถึงข้างต้น</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730096</link>
<guid>6aeac52d311869730096</guid>
<pubDate>Sat, 31 Oct 2026 13:50:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/7487b7fbfdc5674a4ce0d9d1c728702f460c308492749a526f67e009381f1ed1.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ISAT” เข้าหารือ “ศุภจี” หนุนส่งออกบริการการศึกษาไทย ดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าประเทศ</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.238f9fbb8afda4263a8fcc2a3ddc98e79b1dc8e9caa52b621af87dbe707f37ad.jpg" style="width: 500px; height: 320px;" /></p>

<p>&ldquo;ISAT&rdquo; เข้าหารือ &ldquo;ศุภจี&rdquo; หนุนส่งออกบริการการศึกษาไทย ดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าประเทศ</p>

<p>เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้อนรับนางอุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย (International Schools Association of Thailand: ISAT) และคณะผู้บริหารสมาคม ซึ่งขอเข้าพบเพื่อหารือแนวทางขยายตลาดธุรกิจบริการการศึกษาไทยสู่ต่างประเทศ ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของภูมิภาค และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกบริการ โดยมีนายวีระศักดิ์ โคสุรัตน์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกรมฯ เข้าร่วมหารือ ณ กระทรวงพาณิชย์</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า ธุรกิจบริการการศึกษานานาชาติของไทยมีมาตรฐานสูงและมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง ไม่เพียงสร้างรายได้ให้แก่สถานศึกษา แต่ยังเชื่อมโยงกับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ที่พักอาศัย อาหาร การท่องเที่ยว และบริการต่าง ๆ การดึงดูดนักเรียนและครอบครัวจากต่างประเทศให้เข้ามาพำนักในไทยจึงเป็นโอกาสในการเพิ่มการใช้จ่าย สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ขณะเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจเติบโตและภาครัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีทรัพยากรสำหรับนำไปสนับสนุนประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ได้มากขึ้น</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์พร้อมใช้กลไกของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) สนับสนุนการขยายตลาดบริการการศึกษา ในกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการจับคู่ธุรกิจในต่างประเทศ ตลอดจนใช้เวทีการประชุมและกิจกรรมนานาชาติที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ศักยภาพของธุรกิจบริการการศึกษาไทยแก่กลุ่มเป้าหมายจากต่างประเทศ เพื่อขยายเครือข่ายและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก</p>

<p>นอกจากนี้ นางศุภจี กล่าวถึงความร่วมมือในการสนับสนุนนักเรียนไทยที่ได้รับทุนรัฐบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศผ่านกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF) ในปีที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการสร้างโอกาสให้ประชาชน</p>

<p>ด้านนางอุษา สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสมาคมมีโรงเรียนสมาชิก 207 แห่ง และมีนักเรียนรวมประมาณ 89,000 คน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักเรียนเป็น 120,000 คนภายใน 4 ปี พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของภูมิภาค และขยายตลาดไปยังประเทศที่มีศักยภาพ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเมียนมา โดยการส่งเสริมธุรกิจบริการการศึกษาจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ประเทศและสร้างประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะประสานความร่วมมือกับสมาคมฯ เพื่อพิจารณาแนวทางส่งเสริมและขยายตลาดบริการการศึกษาไทยสู่ต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเพิ่มโอกาสการส่งออกบริการ สร้างรายได้ให้ประเทศ และเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างโอกาสทางสังคม</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730095</link>
<guid>6aeac52d3118e9730095</guid>
<pubDate>Sat, 31 Oct 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/de26f4c7bf153cf389bcdb1fe25f5cb6af8bb4f8ae66fdbd490c4e2c998193d2.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>พาณิชย์เดินหน้า ดันมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง ต่อยอดโอกาสใหม่ รับเทรนด์โลก สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.09bfc2b016c24e40c0b4d8cf06ec51eb6e78852a91cc51a8a9b93f7ac441d90b.png" style="width: 500px; height: 281px;" /></p>

<p>พาณิชย์เดินหน้า ดันมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง<br />
ต่อยอดโอกาสใหม่ รับเทรนด์โลก สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p><br />
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยสถานการณ์ส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม&ndash;กันยายน) มีปริมาณ 3.24 ล้านตัน มูลค่า 54,200.61 ล้านบาท (1,697.80 ล้านเหรียญสหรัฐ) สินค้าแป้งมันสำปะหลังแปรรูปยังมีโอกาสเติบโตในตลาดที่มีความต้องการเฉพาะด้าน สะท้อนศักยภาพและความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย ในการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมปลายน้ำ และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก&nbsp;<br />
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในช่วงเดือนมกราคม&ndash;กันยายน 2569&nbsp;<br />
การส่งออกสินค้ามันสำปะหลังของไทยชะลอตัวลงอย่างมากจากปัญหาการขาดแคลนหัวมันสด โดยผลผลิตภายในประเทศลดลงต่อเนื่อง โดยในปีการผลิต 2568/69 มีผลผลิตเพียง 24 ล้านตัน ส่งผลให้วัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม แต่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยยังมีปัจจัยสนับสนุนจาก<br />
ความต้องการใช้สินค้ามันสำปะหลังเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินกิจกรรมขยายตลาดเชิงรุกของกรมฯ เพื่อรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2569&nbsp;<br />
ในตลาดศักยภาพ อาทิ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีนตอนใต้ ญี่ปุ่น เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการสร้างความต้องการใช้สินค้ามันสำปะหลัง และรักษาความต่อเนื่องในการส่งออก ซึ่งช่วยสนับสนุนให้มี<br />
ความต้องการสินค้ามันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นการสร้างเสถียรภาพราคาให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งระบบ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาราคาสินค้ามันสำปะหลังในตลาดโลกพบว่า ราคาส่งออกเฉลี่ยของสินค้ามันสำปะหลังแปรรูปปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน เช่น มันอัดเม็ดเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.56 แป้งมันสำปะหลังดิบเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.74 และแป้งแปรรูปเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.53 สะท้อนถึงโอกาสในการสร้างมูลค่าและรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้ามันสำปะหลังไทย แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านวัตถุดิบ รวมทั้ง สถานการณ์ดังกล่าวยังตอกย้ำความสำคัญของการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย จากการพึ่งพาการส่งออกเชิงปริมาณสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านผลิตภัณฑ์แปรรูปและนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้จากการส่งออกและสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน<br />
&ldquo;สำหรับปีงบประมาณ 2570 กรมฯ มีแผนเดินหน้าจัดกิจกรรมขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลัง<br />
อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างเร่งจัดทำร่างยุทธศาสตร์มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ปี 2570 &ndash; 2573 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางการขยายตลาดส่งออกในระยะ 4 ปีข้างหน้า ผ่านการบูรณาการข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้แนวทางดำเนินงานสอดคล้องกับความต้องการของทุกภาคส่วน โดยได้กำหนดกิจกรรมหลัก ได้แก่ (1) การจัดคณะผู้แทนเดินทางไปจัดกิจกรรมขยายตลาดเชิงรุกในตลาดศักยภาพ โดยรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการขยายตลาดใหม่ อาทิ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาเหนือ และตะวันออกกลาง และ (2) การเชิญผู้ซื้อและผู้ใช้สินค้ามันสำปะหลังจากตลาดศักยภาพทั่วโลกมายังประเทศไทย&nbsp;<br />
เพื่อรักษาเครือข่ายทางการค้า และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทย&rdquo; อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าว &nbsp;<br />
ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศมุ่งขยายตลาดส่งออกมันสำปะหลังอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง ควบคู่กับการตอบรับแนวโน้มการค้าโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และความยั่งยืน (Sustainability) รวมถึงส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าในตลาดศักยภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก สร้างเสถียรภาพราคา และสร้างรายได้ที่เหมาะสมแก่เกษตรกร ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยอย่างยั่งยืน</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730094</link>
<guid>6aeac52d311999730094</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 15:32:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2c74b339bb9efa344b906967e36b0422ec86a0d7ebdc81dd1d7c005807cb865a.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>จับตาตลาดเอเชียดันส่งออกข้าวไทย ฟิลิปปินส์–มาเลเซียพุ่งเท่าตัว</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.b747c5be9672f0aab377abca4ee6899699a61203f3a0992fa48bc8d20a68d6a2.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p>จับตาตลาดเอเชียดันส่งออกข้าวไทย ฟิลิปปินส์&ndash;มาเลเซียพุ่งเท่าตัว&nbsp;</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เผยสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยปี 2569 ไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียขยายตัว&nbsp;<br />
โดยมาเลเซียนำเข้าข้าวจากไทยสูงสุดในรอบ 20 ปี ขณะที่ฟิลิปปินส์นำเข้าเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน<br />
ถึง 263% จากความเสี่ยงของเอลนีโญและเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร&nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่าการส่งออกข้าวไทยในช่วงเดือนมกราคม &ndash; กันยายน 2569 มีปริมาณ 4.99 ล้านตัน สร้างมูลค่ากว่า 2,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 94,912 ล้านบาท) โดยการส่งออกข้าวไทยไปตลาดในภูมิภาคอาเซียน เช่น ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ&nbsp;<br />
ซึ่งจากการที่กรมฯ ร่วมกับภาคเอกชนผู้ส่งออกข้าวไทยเดินทางไปเจรจาผลักดันการส่งออกและกระชับความสัมพันธ์กับคู่ค้าสำคัญอย่างฟิลิปปินส์และมาเลเซียเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ได้รับทราบข้อมูลเชิงลึกว่า&nbsp;<br />
ทั้งสองประเทศมองว่าไทยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหาร และไว้วางใจไทยในฐานะ<br />
ผู้ส่งออกข้าวคุณภาพดีพร้อมศักยภาพการส่งมอบตามสัญญาที่ตรงตามกำหนดเวลา ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อ<br />
การสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางอาหารของประเทศ สะท้อนจุดแข็งของข้าวไทยดังกล่าว</p>

<p>อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีปริมาณนำเข้าข้าวไทยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในช่วงเดือนมกราคม - กันยายน 2569 การส่งออกข้าวไทยไปยังภูมิภาคเอเชียมีปริมาณ 1.71 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 13.25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณการส่งออกข้าวไปยังภูมิภาคแอฟริกาที่ส่งออกปริมาณ 1.73 ล้านตัน สะท้อนการกระจายตลาดที่สมดุลมากขึ้น โดยตลาดส่งออกข้าวสำคัญ<br />
ที่เติบโตโดดเด่นในช่วงเวลาดังกล่าวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (+263%) มาเลเซีย (+155%) สป.คองโก (+63%) และโมซัมบิก (+2%)&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศได้แจ้งแผนรุกตลาดเพื่อเร่งผลักดันการส่งออกข้าว โดยกรมฯ&nbsp;<br />
มีแผนงานส่งเสริมตลาดข้าวไทยซึ่งครอบคลุมการจัดคณะผู้แทนภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อพบปะหารือกับ<br />
ผู้นำเข้าข้าว อาทิ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญของไทย เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและกระชับความสัมพันธ์สร้างความเชื่อมั่นและรักษาตลาดข้าวไทยด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพและการส่งมอบตามสัญญาที่ตรงตามกำหนดเวลา นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติ&nbsp;<br />
เพื่อสนับสนุนการเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าข้าวจากนานาประเทศ รวมถึง<br />
การประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าข้าวในงานแสดงสินค้านานาชาติ โดยแผนการดำเนินการที่กระจายในหลายภูมิภาคเป็นการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง&nbsp;<br />
และกระตุ้นให้เกิดคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตข้าวไทย</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730093</link>
<guid>6aeac52d311a19730093</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 13:50:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/f96f6efe2df2456dcd58a57b14110bebadc751e6e10143a37925c6506c58e373.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>ผอ.สนค. ชูเกษตรคุณภาพสูง–สินค้าเกษตรแปรรูป ส่งออก 9 เดือนโต หนุนโครงสร้างการส่งออกไทยเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.4ac15cece533ee557de392bcf8121c0d7883050edec8e03f3c2d24714e5dbd62.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>ผอ.สนค. ชูเกษตรคุณภาพสูง&ndash;สินค้าเกษตรแปรรูป ส่งออก 9 เดือนโต หนุนโครงสร้างการส่งออกไทยเติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยผลวิเคราะห์โครงสร้างการส่งออกไทยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ชี้สินค้าเกษตรมูลค่าสูงและสินค้าเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะผลไม้ไทย อาหารสัตว์เลี้ยง และไก่แปรรูป เติบโตโดดเด่น สะท้อนศักยภาพในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าเกษตรและอาหาร ส่งเสริมเกษตรมูลค่าสูง เพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป และขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยคุณภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม ตลอดจนเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่การผลิต</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยว่า การส่งออกไทยเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 24.0 จากเดือนเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่า 304,588.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 19.6 ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรมีมูลค่า 39,915.5 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 13.1 ของการส่งออกรวม ซึ่งหลายรายการยังมีศักยภาพเติบโต</p>

<p>กลุ่มแรก สินค้าเกษตรคุณภาพสูง โดยเฉพาะผลไม้ไทย ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่าส่งออก 6,582.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 13.9 ส่วนเดือนกันยายนขยายตัวร้อยละ 34.8 จากตลาดสำคัญ โดยเฉพาะจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม</p>

<p>สินค้าที่โดดเด่น ได้แก่ ทุเรียนสด ช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่าส่งออก 4,693.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 28.7 ส่วนเดือนกันยายนขยายตัวร้อยละ 70.1 โดยการส่งออกไปจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 72.6 ในเดือนดังกล่าว ขณะที่มังคุดสดมีมูลค่าส่งออกสะสม 492.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 2.7 และลำไยสดเดือนกันยายนขยายตัวร้อยละ 44.1 นอกจากนี้ เครื่องเทศและสมุนไพรมีมูลค่าส่งออกสะสม 253.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.5 และกล้วยไม้ขยายตัวร้อยละ 4.1</p>

<p>การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความสำคัญของคุณภาพ รสชาติ เอกลักษณ์ และมาตรฐานความปลอดภัยในการสร้างความแตกต่างและตอบสนองผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ โดยการรักษาคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรสด เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันระยะยาว</p>

<p>กลุ่มที่สอง สินค้าเกษตรแปรรูปและอุตสาหกรรมอาหาร โดยอาหารสัตว์เลี้ยงช่วง 9 เดือนแรกมีมูลค่าส่งออก 2,708.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 11.1 ส่วนเดือนกันยายนขยายตัวร้อยละ 17.2 สะท้อนโอกาสพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลาย ขณะที่ไก่แปรรูปมีมูลค่าส่งออกสะสม 2,517.0 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 7.7 ส่วนเดือนกันยายนขยายตัวร้อยละ 13.5 แสดงถึงความสามารถในการเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบผ่านการผลิต การแปรรูป และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและตรงความต้องการตลาดต่างประเทศ</p>

<p>สินค้าอาหารแปรรูปอื่นยังเติบโตได้ดี ได้แก่ สิ่งปรุงรสอาหาร ขยายตัวร้อยละ 5.7 ผักกระป๋องและผักแปรรูป ร้อยละ 6.4 และเด็กซ์ตรินและโมดิไฟด์สตาร์ช ร้อยละ 5.2 เป็นตัวอย่างการต่อยอดวัตถุดิบเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง</p>

<p>ผอ.สนค. กล่าวว่า แม้ภาพรวมสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรในช่วง 9 เดือนแรกหดตัวร้อยละ 1.9 โดยสินค้าเกษตรพื้นฐานบางรายการยังเผชิญการแข่งขันด้านราคาและความต้องการจากตลาดคู่ค้าที่เปลี่ยนแปลงไป แต่การเติบโตของสินค้าเกษตรคุณภาพสูงและสินค้าแปรรูปสะท้อนโอกาสปรับโครงสร้างภาคเกษตรไทยจากการเน้นปริมาณและส่งออกวัตถุดิบ สู่สินค้าคุณภาพ มาตรฐาน และมูลค่าเพิ่มสูง โดยเชื่อมโยงเกษตรกรกับอุตสาหกรรมอาหารและการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ขยายโอกาสทางตลาด และส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น</p>

<p>&ldquo;การยกระดับการส่งออกสินค้าเกษตรไทยต้องมุ่งเติบโตเชิงคุณภาพควบคู่กับมูลค่าการส่งออก โดยต่อยอดจุดแข็งด้านเกษตรและอาหารด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิต และมาตรฐานสินค้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการตลาดโลก ส่งเสริมสินค้าคุณภาพสูงและสินค้าเฉพาะกลุ่ม เพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูป เชื่อมโยงเกษตรกรกับอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พร้อมขยายและกระจายตลาด เพื่อลดการพึ่งพาตลาดหลักและสร้างรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน&rdquo; นายนันทพงษ์ กล่าวสรุป</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730092</link>
<guid>6aeac52d311ad9730092</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 11:05:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/a9bbb92576497f656224efb278bc848f44fb2238ea32446fdba265cfc73d58bc.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>พาณิชย์ผนึก 10 สมาคมเหล็กไทย เดินหน้าหนุนอุตสาหกรรมเหล็ก เสริมผู้ประกอบการ ยกระดับการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มุ่งเติบโตอย่างยั่งยืน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.3da097fb42525224abab10209332804b95e8a61a746301dcfa934ce41499c6e1.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>พาณิชย์ผนึก 10 สมาคมเหล็กไทย เดินหน้าหนุนอุตสาหกรรมเหล็ก<br />
เสริมผู้ประกอบการ ยกระดับการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มุ่งเติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลัง 10 สมาคมเหล็กไทย วางแนวทางเสริมความแข็งแกร่งอุตสาหกรรมเหล็ก ชู 4 แนวทางเชิงรุก รับมือความท้าทายทางการค้า สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ยกระดับกลไกป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดให้มีประสิทธิภาพ พร้อมพิจารณาแนวทางดูแลการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป หนุนใช้วัตถุดิบในประเทศ มุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รักษาการจ้างงาน มุ่งเป้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo;</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้แทน 10 สมาคมผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กไทย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ ห้องกิติยากรฯ กระทรวงพาณิชย์ ว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมพื้นฐานสำคัญของประเทศ โดยพร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อรับฟังสถานการณ์ ปัญหา และข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการ พร้อมร่วมกันกำหนดแนวทางรับมือความท้าทายทางการค้า และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ซึ่งการหารือครั้งนี้มีนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เข้าร่วมด้วย โดยฝ่ายเอกชนนำโดยนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็กสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมผู้แทน 10 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ซึ่งมีบริษัทสมาชิกมากกว่า 510 บริษัท และมีการจ้างงานโดยตรงกว่า 51,000 ตำแหน่ง</p>

<p>ที่ประชุมได้รับทราบข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมเหล็กไทยซึ่งเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้น สะท้อนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 34 จากร้อยละ 31 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นทางการค้าที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูปในช่วงเดือนมกราคม &ndash; สิงหาคม 2569 มีปริมาณนำเข้ารวม 798,584 ตัน กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาแนวทางดูแลผู้ประกอบการไทยอย่างเหมาะสม ภายใต้หลักการแข่งขันที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ</p>

<p>ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวว่า &ldquo;กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานเคียงข้างผู้ประกอบการ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้ผลิตในประเทศ &nbsp;การรักษาการแข่งขันที่เป็นธรรม และการสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว ซึ่งจากการหารือร่วมกันในครั้งนี้ ได้กำหนดประเด็นสำคัญที่จะนำไปพิจารณาและขับเคลื่อนต่อใน 4 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
1. เพิ่มประสิทธิภาพมาตรการทางการค้า โดยมุ่งปรับปรุงกลไกป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับรูปแบบการค้าที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลง อย่างต่อเนื่อง&nbsp;<br />
2. ป้องกันการหลบเลี่ยงมาตรการผ่านสินค้าสำเร็จรูป โดยจะร่วมกับภาคเอกชนพิจารณาแนวทางและขอบเขตสินค้าที่เหมาะสม เพื่อให้การบังคับใช้มาตรการสามารถตอบโจทย์สถานการณ์ทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิผลและมีความครอบคลุมมากขึ้น<br />
3. พิจารณาแนวทางบริหารจัดการการนำเข้าเหล็กโครงสร้างสำเร็จรูป โดยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน ทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพิจารณามาตรการเป็นไปอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน คำนึงถึงการแข่งขันที่เป็นธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศ และ&nbsp;<br />
4. ส่งเสริมการบริหารจัดการเศษเหล็กเพื่อเป็นวัตถุดิบในประเทศ โดยหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตและผู้ส่งออก เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยมีวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการพร้อมพิจารณามาตรการที่เหมาะสมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง&rdquo;</p>

<p>&ldquo;การหารือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กไทย โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปพิจารณาและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันแนวทางสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเสริมสร้างการแข่งขัน &nbsp;ที่เป็นธรรม การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในประเทศ และการรักษาฐานการผลิตและการจ้างงาน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน&rdquo; ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p></p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730049</link>
<guid>6aeac52d311b89730049</guid>
<pubDate>Fri, 30 Oct 2026 09:09:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/1b2dc5387e3ae32e28495e34eec5b12f4ec5dba4424021e14be90efdfa2dc231.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ลุยต่อสร้างความเป็นธรรมให้ SME จาก Credit Term-ค่า GP สู่การทบทวนกติกาแข่งขันบนแพลตฟอร์มดิจิทัล</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.6fa9d08bf4559a5ffe365b8e0e605aa2b3006250b00ab89cd546636786fb77c5.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ลุยต่อสร้างความเป็นธรรมให้ SME จาก Credit Term-ค่า GP สู่การทบทวนกติกาแข่งขันบนแพลตฟอร์มดิจิทัล</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ &nbsp;กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และกรมประชาสัมพันธ์ เพื่อศึกษาแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้อัลกอริทึมในการจัดอันดับและแนะนำสินค้า ซึ่งมีผลต่อโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคของผู้ประกอบการ พร้อมเดินหน้าทบทวนกลไกกำกับดูแลให้ทันต่อรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะ SME สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การแก้ปัญหาระยะเวลาชำระเงินค่าสินค้าและบริการ (Credit Term) ที่ทำให้ SME ต้องรอรับเงินจากคู่ค้ารายใหญ่เป็นเวลานาน ไปจนถึงการดูแลค่าธรรมเนียมการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือค่า GP ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย โดยใช้กลไกของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาแก้ไขปัญหา เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้เงื่อนไขทางการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น</p>

<p>อย่างไรก็ตาม จากการติดตามปัญหาดังกล่าว ทำให้เห็นว่าการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลมีความซับซ้อนมากกว่าต้นทุนและเงื่อนไขทางการค้า โดยเฉพาะระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มที่มีบทบาทในการจัดอันดับ แนะนำสินค้า และกำหนดการมองเห็นของผู้บริโภค ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบการแต่ละราย เนื่องจากปัจจุบันการขายสินค้าออนไลน์มีการใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มการมองเห็นและเข้าถึงลูกค้าอย่างแพร่หลาย ผู้ประกอบการที่มีเงินทุนมากจึงอาจมีความได้เปรียบในการทำตลาด ขณะที่ SME ซึ่งมีงบประมาณจำกัดอาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน</p>

<p>&ldquo;ที่ผ่านมาเราพยายามแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของ SME ทั้งเรื่อง Credit Term และค่า GP แต่เมื่อมองลึกลงไปในระบบการค้าออนไลน์ จะเห็นว่าการแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว การที่ผู้บริโภคจะมองเห็นสินค้าของใครก็มีความสำคัญเช่นกัน เราจึงต้องทำความเข้าใจว่าระบบอัลกอริทึมเหล่านี้ส่งผลต่อการแข่งขันอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการรายเล็กยังมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าและเติบโตได้ แม้จะมีเงินทุนทำการตลาดไม่มากนัก&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ นางศุภจีเน้นย้ำว่า การซื้อโฆษณาและการส่งเสริมการขายเป็นกลไกทางธุรกิจตามปกติ และมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือความโปร่งใสของหลักเกณฑ์การจัดอันดับและแนะนำสินค้า รวมถึงเงื่อนไขทางการค้าที่อาจทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มเสียเปรียบหรือมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในตลาดที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย จึงจำเป็นต้องศึกษาว่ากลไกการแข่งขันในปัจจุบันสามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการทุกขนาดได้อย่างเพียงพอหรือไม่</p>

<p>สำหรับมาตรการระยะสั้น รัฐบาลได้หารือขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok เพื่อบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมของผู้ประกอบการ SME โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์มได้ตอบรับแนวทางการปรับลดค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดต้นทุนการจำหน่ายสินค้าและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นว่าการดูแลต้นทุนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ จึงต้องพิจารณาถึงโครงสร้างการแข่งขันบนแพลตฟอร์มในภาพรวมควบคู่กันไป</p>

<p>สำหรับการดำเนินงานในระยะต่อไป ที่ประชุมได้หารือถึงความจำเป็นในการทบทวนกฎหมายและกลไกกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถรองรับรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เพียงใด รวมถึงศึกษาประสบการณ์จากต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไปพร้อมกัน</p>

<p>นางศุภจีจึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง ร่วมกันศึกษาข้อจำกัดของกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ พร้อมพิจารณาแนวทางรองรับการแข่งขันทางการค้าในยุคดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างรอบด้าน</p>

<p>&ldquo;สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างกติกาที่ทำให้ผู้ประกอบการทุกขนาดมีโอกาสแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะ SME ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สร้างอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของเราคือการทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยอย่างทั่วถึง&rdquo; นางศุภจีกล่าวทิ้งท้าย</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730048</link>
<guid>6aeac52d311c59730048</guid>
<pubDate>Thu, 29 Oct 2026 16:42:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/6fa9d08bf4559a5ffe365b8e0e605aa2b3006250b00ab89cd546636786fb77c5.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>DITP ชูไทยฮับอาหารสัตว์เลี้ยงโลก เปิด Pet Fair SEA 2026 คาดเงินสะพัด 1,400 ล้านบาท</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.5e00e046cc89fb09609c8fa1f6d87530be8b6da1d97271fcee88bcabcb667914.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /></p>

<p>DITP ชูไทยฮับอาหารสัตว์เลี้ยงโลก เปิด Pet Fair SEA 2026 คาดเงินสะพัด 1,400 ล้านบาท</p>

<p>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าสินค้าสัตว์เลี้ยงระดับโลก ชูศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงไทย หลังปี 2568 ส่งออกกว่า 3,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 8.15% พร้อมใช้เวที Pet Fair SEA 2026 เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อทั่วโลก คาดสร้างมูลค่าการซื้อขายภายในงานกว่า 1,400 ล้านบาท</p>

<p>นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้นายสุรินทร สุนทรสนาน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Pet Fair South East Asia 2026 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 28&ndash;30 ตุลาคม 2569 โดยมีบริษัท Globus Events Limited และบริษัท วี เอ็น ยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เป็นผู้จัดงาน</p>

<p>นายสุรินทรกล่าวว่า อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว (Pet Humanization) ส่งผลให้ความต้องการอาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพสูง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และบริการเฉพาะทางเพิ่มขึ้นถือเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าและขยายตลาดส่งออก</p>

<p>ทั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งสร้างสมดุลการส่งออก กระจายตลาดสู่ตลาดศักยภาพใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดหลักและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดย DITP เดินหน้าผลักดันการส่งออกผ่านการขยายตลาดต่างประเทศ การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเข้มแข็ง</p>

<p>สำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง โดยปี 2568 ไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมูลค่ากว่า 3,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.15% จากปีก่อน และยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายสำคัญของโลก ขณะที่ข้อมูลการส่งออกสินค้าสัตว์เลี้ยงโดยรวมในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม&ndash;กันยายน) มีมูลค่า 2,708.79 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.10 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอาหารสุนัขและแมวยังคงเป็นสินค้าส่งออกหลัก มีมูลค่า 2,437.06 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13.03%</p>

<p>งาน Pet Fair SEA 2026 เป็นเวทีเจรจาการค้าระหว่างธุรกิจ (B2B) ที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และผู้ซื้อจากทั่วโลก เปิดโอกาสให้เกิดการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง โดยปีนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงสินค้า 450 ราย จาก 35 ประเทศ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 12,500 คน จาก 80 ประเทศ และสร้างมูลค่าการซื้อขายภายในงานกว่า 1,400 ล้านบาท สะท้อนถึงโอกาสทางการค้าของไทยในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องภายในงานมีกิจกรรมส่งเสริมการค้าและสร้างโอกาสทางธุรกิจหลากหลาย อาทิ การสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้และแนวโน้มอุตสาหกรรม การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ การจับคู่เจรจาการค้า และกิจกรรม Onsite Matchmaking Area เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเจรจากับผู้ซื้อรายสำคัญโดยตรง รวมถึงกิจกรรม VIP Tours เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทาน</p>

<p>สำหรับแผนดำเนินงานในปี 2570 DITP เตรียมเดินหน้าส่งเสริมการส่งออกสินค้าสัตว์เลี้ยงไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญในต่างประเทศ อาทิ Interpets Tokyo 2027 ประเทศญี่ปุ่น และ Taipei Pet Show 2027 ไต้หวัน รวมถึงการนำคณะผู้แทนการค้าไปแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ ทั้งลาตินอเมริกา แคริบเบียน และแอฟริกา เพื่อขยายฐานผู้ซื้อและเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าไทยในระยะยาว</p>

<p>ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่าน THAITRADE.COM &ldquo;คิดจะส่งออก นึกถึง DITP&rdquo;</p>

<p>**************************<br />
<br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730047</link>
<guid>6aeac52d311d19730047</guid>
<pubDate>Thu, 29 Oct 2026 10:08:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/b8289e71af54953fd1eeee391aeb225c9b1a2106435d9ac8b825f98c0c42025b.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ผนึกสภาอุตฯ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปรับสมดุลการค้าไทย เพิ่มมูลค่าในประเทศ กระจายโอกาสสู่ SMEs</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.9d96942b660c5533291c0340b432e69c5052b89720dd238719760858b7ee6cf4.jpg" style="width: 500px; height: 366px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ผนึกสภาอุตฯ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ปรับสมดุลการค้าไทย เพิ่มมูลค่าในประเทศ กระจายโอกาสสู่ SMEs</p>

<p>เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือร่วมกับนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหาร ส.อ.ท. เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รับมือความท้าทายทางการค้า ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึง ณ กระทรวงพาณิชย์</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ทั้งสถานการณ์เงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้น เศรษฐกิจที่เติบโตไม่ทั่วถึง และความท้าทายด้านดุลการค้า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งสร้าง &ldquo;สมดุลทางการค้า&rdquo; ทั้งด้านตลาด สินค้า และรายได้ ไม่ใช่เพียงเพิ่มมูลค่าการส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าที่เกิดขึ้นภายในประเทศ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะ SMEs และเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่กับการขยายตลาดและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก</p>

<p>การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวจะใช้กุญแจสำคัญ 4 ดอก ได้แก่ &ldquo;Rethink Partnerships&rdquo; การคิดใหม่เรื่องพันธมิตรเพื่อเปิดตลาดใหม่และกระจายความเสี่ยง &ldquo;Redefine Value&rdquo; การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการต่อยอดศักยภาพของสินค้าไทย &ldquo;Rewire Trade&rdquo; การเชื่อมโยงการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน และ &ldquo;Rebuild Trust &amp; Resilience&rdquo; การสร้างความเชื่อมั่นและเสริมความยืดหยุ่นให้ภาคธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและเติบโตได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>สำหรับความร่วมมือกับ ส.อ.ท. กระทรวงพาณิชย์พร้อมผลักดันการส่งเสริมสินค้าไทยผ่านการรับรอง Made in Thailand (MiT) และโครงการ Buy Thai เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาด กระตุ้นการใช้สินค้าไทย และสนับสนุนการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ควบคู่กับการผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคทางการค้า และกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป</p>

<p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Jewelry Hub) การยกระดับสินค้าเกษตรจากสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value-added Products) ผ่านโครงการ Thailand Food Valley ตลอดจนการส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และองค์ความรู้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทย</p>

<p>ด้านการส่งเสริม SMEs ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับความพร้อมของธุรกิจ การเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับแหล่งเงินทุนและเครือข่ายธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้า โดยมุ่งให้ SMEs สามารถเติบโตและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ รวมถึงตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์มุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าในรูปแบบที่สร้างประโยชน์ร่วมกัน โดยปรับแนวคิดจากการ &ldquo;ขายให้&rdquo; (Sell To) สู่การ &ldquo;ขายร่วมกัน&rdquo; (Sell With) ผ่าน Co-Creation นำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การค้าระดับภูมิภาคและระดับโลก</p>

<p>สำหรับกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือ จะดำเนินการทั้งในระดับนโยบายผ่านคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy สินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชนและ SMEs รวมถึงการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการประสานหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์และเครือข่ายสภาธุรกิจภายใต้ ส.อ.ท. และกรอบ กกร. เพื่อผลักดันข้อเสนอและแนวทางความร่วมมือไปสู่การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม</p>

<p>นางศุภจี กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์คือการทำให้การค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและทั่วถึง โดยไม่เพียงสร้างรายได้จากการส่งออก แต่ต้องเพิ่มมูลค่าในประเทศ ส่งเสริมการใช้สินค้าและวัตถุดิบไทย ตลอดจนกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการทุกระดับ เพื่อเปลี่ยนการเติบโตทางการค้าให้เป็นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730046</link>
<guid>6aeac52d311dc9730046</guid>
<pubDate>Thu, 29 Oct 2026 08:49:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/6ed0d3bf3a8268cb13b4795c7240ad9dae7922e877c65ada56bcf13cb27e0f9e.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ผนึกหน่วยงานรัฐ–แพลตฟอร์ม ลดค่าธรรมเนียม GP สำเร็จ! ช่วย SMEs สร้างกติกาการค้าโปร่งใส เป็นธรรม</title>
<description><![CDATA[<p><br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; ผนึกหน่วยงานรัฐ&ndash;แพลตฟอร์ม ลดค่าธรรมเนียม GP สำเร็จ! ช่วย SMEs สร้างกติกาการค้าโปร่งใส เป็นธรรม&nbsp;</p>

<p>พร้อมเร่งยกร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ดูแลทุกภาคส่วนในระยะยาว</p>

<p>วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ ห้องกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 กระทรวงพาณิชย์<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย หลังได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมและการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนต้นทุนและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์จึงบูรณาการความร่วมมือกับคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สภาและสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อรับฟังข้อเท็จจริง เจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหา และร่วมกันกำหนดแนวทางสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการทำธุรกิจออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันและเติบโตได้ ขณะเดียวกันประชาชนต้องได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม</p>

<p>สำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น กขค. ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP เป็นระยะเวลา 6 เดือน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ประสานหารือกับแพลตฟอร์ม E-Marketplace รายใหญ่ 3 แห่ง ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada เพื่อหาแนวทางบรรเทาภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>จากการหารือ ทั้ง 3 แพลตฟอร์มให้ความร่วมมือปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) กลับไปใช้อัตรา ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน โดยอัตราค่าธรรมเนียมจะแตกต่างกันตามแพลตฟอร์ม ประเภทร้านค้า และหมวดสินค้า มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ประกอบการได้ประมาณ 1,930 ล้านบาท และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีเวลาปรับตัว วางแผนต้นทุน และดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ผ่านความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาศักยภาพสินค้าและขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าถึงตลาดและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>สำหรับการดำเนินงานในระยะยาว กระทรวงพาณิชย์จะใช้ช่วงเวลา 6 เดือนนี้รวบรวมข้อเท็จจริงและข้อมูลจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ แพลตฟอร์ม หน่วยงานกำกับดูแล และผู้บริโภค เพื่อนำมาประกอบการทบทวนและพัฒนาร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล (Platform Economy Act) ให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล และสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยจะบูรณาการการทำงานระหว่าง ETDA กขค. กรมการค้าภายใน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า การกำหนดกติกาในอนาคตต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียม หลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจ พฤติกรรมทางการค้า และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการแข่งขันอย่างแท้จริง โดยต้องไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นแก่ผู้ประกอบการแพลตฟอร์ม แต่ต้องมีกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันได้ และทำให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้</p>

<p>&ldquo;เราไม่ได้ต้องการให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเดือดร้อน เพราะทุกฝ่ายอยู่ในระบบนิเวศเศรษฐกิจเดียวกัน แพลตฟอร์มเป็นกลไกสำคัญของการค้าในปัจจุบัน สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือการทำให้ทุกฝ่ายสามารถเติบโตไปด้วยกันได้ ผู้ประกอบการมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม แพลตฟอร์มดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งจากราคา หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน และสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ</p>

<p>ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ส่วนในระยะยาว เราจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะในช่วง 6 เดือนมาพิจารณา เพื่อวางกรอบกติกาที่เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมอย่างรอบด้าน ให้การค้าในเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในหารือกับแพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลส เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะการลดภาระต้นทุนจากค่าธรรมเนียมการขาย ซึ่งจากการหารือร่วมกันทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Shopee, TikTok Shop และ Lazada ต่างให้ความร่วมมือและยินดีปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมภาคบังคับ &nbsp;กลับมาคิดอัตราค่าธรรมเนียม ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 อีกครั้ง เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2570</p>

<p>สำหรับรายละเอียด Shopee จะปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมจากอัตราปัจจุบัน 8.03&ndash;19.26% เหลือ 8.03&ndash;13.91% ขณะที่ TikTok Shop ปรับจาก 13.38&ndash;21.94% เหลือ 11.24&ndash;17.66% และ Lazada ปรับจาก 9.00&ndash;17.50% เหลือ 7.50&ndash;11.60% ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่จำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างโอกาสในการขยายตลาดได้มากยิ่งขึ้น</p>

<p>นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า สภาฯ ได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม GP และหลายรายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน จึงขอบคุณท่านรองนายกฯ กขค. หน่วยงานภาครัฐและแพลตฟอร์มที่ร่วมกันหาทางออก การลดค่าธรรมเนียมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายในระบบนิเวศการค้า ร่วมกันพัฒนากติกาที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมั่นคง</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ภาครัฐไม่ได้ต้องการให้แพลตฟอร์มงดทำกำไร แต่ขอให้ร่วมแบ่งเบาภาระผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ทุกฝ่ายได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ทั้งผู้ขาย แพลตฟอร์ม และผู้ซื้อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เดียวกัน จึงควรร่วมกันสร้างสมดุลให้ทุกฝ่ายดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและให้ความช่วยเหลือประชาชน ได้แก่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 สำหรับปัญหาสินค้าและราคาสินค้า และ สายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 สำหรับการสอบถามและขอคำแนะนำด้านการประกอบธุรกิจ</p>

<p>ขณะที่ผู้แทนจาก Shopee, Lazada และ TikTok Shop แสดงความพร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย โดยเห็นร่วมกันว่าทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัล และควรร่วมกันพัฒนากติกาที่โปร่งใส เป็นธรรม และเอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย Shopee ระบุว่าพร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยให้ผู้ประกอบการเติบโตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ขณะที่ Lazada สนับสนุนการหารือร่วมกันเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ส่วน TikTok Shop ยืนยันพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกขนาดให้เติบโตไปด้วยกัน</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730045</link>
<guid>6aeac52d311f39730045</guid>
<pubDate>Wed, 28 Oct 2026 18:55:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/23bb5cd5481edcdd20ae336b3caefae78273ff0cfcddd17d6822089302586f58.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>กรมพัฒนาธุรกิจฯ ชี้จดทะเบียนธุรกิจ 9 เดือน ปี 69 สะสม 6.8 หมื่นราย เดือนกันยายน ปี 69 ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ขยับขึ้น 29% จากเดือนก่อน ธุรกิจออนไลน์ ร้านอาหาร เสื้อผ้า มาแรงต่อเนื่อง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.23b121711ef1f2cc99125779a2beb0d2a551f7cba57cca9fff2575bb40ad1ab0.jpg" style="width: 500px; height: 455px;" /></p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจฯ ชี้จดทะเบียนธุรกิจ 9 เดือน ปี 69 สะสม 6.8 หมื่นราย<br />
เดือนกันยายน ปี 69 ทุนจดทะเบียนตั้งใหม่ขยับขึ้น 29% จากเดือนก่อน<br />
ธุรกิจออนไลน์ ร้านอาหาร เสื้อผ้า มาแรงต่อเนื่อง</p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยสถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม&ndash;กันยายน) มีจำนวน 68,286 ราย เพิ่มขึ้น 941 ราย คิดเป็น 1.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงการเดินหน้าประกอบธุรกิจและความสนใจในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เดือนกันยายนมีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,088 ราย เพิ่มขึ้น 2.21% จากเดือนสิงหาคม และทุนจดทะเบียน 21,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 29.33% จากเดือนสิงหาคม สำหรับธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อนคือ ขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต ร้านขายปลีกเสื้อผ้า และภัตตาคาร/ร้านอาหาร สะท้อนโอกาสในการพัฒนาธุรกิจที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคและการขยายช่องทางการตลาดยุคดิจิทัล ทั้งนี้ ผู้ประกอบการควรต่อยอดโอกาสด้วยการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารต้นทุนอย่างเหมาะสม และสร้างจุดเด่นให้สินค้าและบริการ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p>

<p>นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์ การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ประจำเดือนกันยายน 2569 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,088 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนสิงหาคม 2569 (7,913 ราย) เพิ่มขึ้น 175 ราย คิดเป็น 2.21% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; เดือนกันยายน 2568 (8,156 ราย) ลดลง 68 ราย คิดเป็น 0.83%</p>

<p>ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 21,742 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนสิงหาคม 2569 (16,811 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 4,931 ล้านบาท คิดเป็น 29.33% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนกันยายน 2568 (19,867 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,875 ล้านบาท คิดเป็น 9.44%</p>

<p>ทั้งนี้ มีนิติบุคคลจำนวน 3 ราย ที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท รวมมูลค่าทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั้งสิ้น 6,042 ล้านบาท ได้แก่ 1) บริษัท เอสเอเอ โนวา จำกัด ประกอบกิจการค้าเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ทุนจดทะเบียน 4,042 ล้านบาท 2) บริษัท ทะเลดาว จำกัด ประกอบกิจการเกี่ยวกับโรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท และ 3) บริษัท รามบุตรี รุ่งเรือง จำกัด (มหาชน) ประกอบกิจการเกี่ยวกับที่พักอาศัย โรงแรม สถานที่พักตากอากาศ ทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท</p>

<p>การจัดตั้งใหม่ช่วง 9 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) มีจำนวน 68,286 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (67,345 ราย) เพิ่มขึ้น 941 ราย คิดเป็น 1.40%</p>

<p>ขณะที่ทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ช่วง 9 เดือนของปี 2569 สะสมอยู่ที่ 203,400 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (214,214 ล้านบาท) ลดลง 10,814 ล้านบาท คิดเป็น 5.05%</p>

<p>เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจการขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 2,039 ราย เพิ่มขึ้น 661 ราย &nbsp; &nbsp;คิดเป็น 47.97% (YoY) ทุนจดทะเบียน 3,251 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 3,343 ราย เพิ่มขึ้น 543 ราย คิดเป็น 19.39% (YoY) มูลค่าทุนจดทะเบียน 6,311 ล้านบาท และ 3) ร้านขายปลีกเสื้อผ้า จำนวน 843 ราย เพิ่มขึ้น 399 ราย คิดเป็น 89.86% (YoY) มูลค่าทุนจดทะเบียน 1,126 ล้านบาท</p>

<p>การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนกันยายน 2569 มีจำนวน 2,365 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เดือนสิงหาคม 2569 (2,244 ราย) เพิ่มขึ้น 121 ราย คิดเป็น 5.39% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกันยายน 2568 (2,150 ราย) เพิ่มขึ้น 215 ราย คิดเป็น 10%</p>

<p>ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 8,072 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนสิงหาคม 2569 (7,035 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1,037 ล้านบาท คิดเป็น 14.74% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนกันยายน 2568 (5,556 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2,516 ล้านบาท คิดเป็น 45.28%</p>

<p>การจดทะเบียนเลิกช่วง 9 เดือนของปี 2569 (มกราคม-กันยายน) มีจำนวน 13,785 ราย เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (11,879 ราย) เพิ่มขึ้น 1,906 ราย คิดเป็น 16.05%</p>

<p>ทุนจดทะเบียนเลิกช่วง 9 เดือนของปี 2569 สะสมอยู่ที่ 120,740 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 (68,590 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 52,150 ล้านบาท คิดเป็น 76.03%</p>

<p>(ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,118,362 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 32.96 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 1,019,431 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 24.29 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น &nbsp; บริษัทจำกัด 815,706 ราย คิดเป็น 80.01% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 18.22 ล้านล้านบาท &nbsp;ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 202,206 ราย คิดเป็น 19.84% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,519 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.63 ล้านล้านบาท</p>

<p>สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่มากที่สุดคือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 555,335 ราย ทุนจดทะเบียน &nbsp; &nbsp; &nbsp;14.36 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 334,514 ราย ทุนจดทะเบียน 2.61 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 129,582 ราย<br />
ทุนจดทะเบียน 7.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.48% 32.81% และ 12.71% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ</p>

<p>กล่าวโดยสรุปจากสถิติการจดทะเบียนธุรกิจในข้างต้นพบว่า การเติบโตของนิติบุคคลไทยยังคงอยู่ระหว่างการเริ่มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจที่มีการพลิกผันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ ได้รับแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจาก &lsquo;โครงการไทยช่วยไทยพลัส&rsquo; ของรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการใช้จ่ายที่เห็นผลเชิงบวกอย่างชัดเจน ทั้งนี้ กรมฯ ขอให้ผู้ประกอบการไทยติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด อาทิ ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ระหว่างประเทศอาจส่งผลให้ราคาพลังงานและทองคำ &nbsp; &nbsp;ในตลาดโลกสูงขึ้น พร้อมปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับ &nbsp;4 ด้านหลัก ได้แก่ 1) การบริหารต้นทุนและสภาพคล่อง ควบคุมค่าใช้จ่าย และบริหารหนี้ให้เหมาะสมกับรายได้ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) นำเทคโนโลยีและช่องทางดิจิทัลมาใช้พัฒนาการขายออนไลน์ และใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 3) สร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ พัฒนามาตรฐาน และสร้างประสบการณ์ของลูกค้าที่มีต่อ แบรนด์เพื่อแข่งขันได้มากกว่าการใช้ราคาเป็นปัจจัยหลัก และ 4) การบริหารความเสี่ยงและกระจายตลาด พร้อมประเมินแผนธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการติดตามมาตรการภาครัฐและกระทรวงพาณิชย์โดยการนำของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ที่ให้ความสำคัญกับการลดภาระ ค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายซึ่งจะมีมาตรการต่างๆ ออกมาสนับสนุน ช่วยเหลือภาคธุรกิจและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้แก่ธุรกิจอย่างยั่งยืน&rdquo; อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p></p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730044</link>
<guid>6aeac52d312049730044</guid>
<pubDate>Tue, 27 Oct 2026 09:38:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/23b121711ef1f2cc99125779a2beb0d2a551f7cba57cca9fff2575bb40ad1ab0.jpg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>พาณิชย์” ติดตาม “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” อยุธยา–ปทุมธานี สร้างรายได้ชุมชน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.dfefa7ca82ec5d3905da3721e529ab6c6c48970d6dc684675390ad8e0f1533ff.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p><span style="font-size:16px;">พาณิชย์&rdquo; ติดตาม &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; อยุธยา&ndash;ปทุมธานี สร้างรายได้ชุมชน</span><span style="font-size:16px;"><br />
วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; ณ ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และวัดเสด็จ อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี นำสินค้าจำเป็น อาทิ ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมันพืช และน้ำตาลทราย มาจำหน่ายในราคาประหยัด พร้อมเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้ๆเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น<br />
ร้อยตรี จักราฯ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 69 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะในหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ให้เข้าถึงสินค้าราคาประหยัดใกล้บ้าน ควบคู่กับการสร้างรายได้สู่ชุมชน โดยดำเนินการทั้งหมด 3,036 จุดทั่วประเทศ สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดปทุมธานี มีแผนจัดกิจกรรมจังหวัดละ 36 ครั้ง ระหว่างเดือนตุลาคม&ndash;ธันวาคม 2569<br />
การจัดจุดจำหน่าย ณ ศาลากลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันนี้ได้รับความร่วมมือจากห้างอัมพร อยุธยา<br />
นำสินค้าราคาพิเศษมาจำหน่าย ส่วนจังหวัดปทุมธานีร่วมกับห้างท๊อป มาร์เก็ต จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้า House Brand ราคาพิเศษ พร้อมจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มจากผู้ประกอบการ OTOP และ SMEs จำนวน 7 ราย ทั้งสองจุดดังกล่าวได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยมีประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกันเป็นจำนวนมาก</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">ในโอกาสนี้ขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้าจำเป็น รวมทั้งอุดหนุนผู้ประกอบการชุมชน โดยตรวจสอบวัน เวลา และสถานที่จัดกิจกรรมใกล้ท่านได้ทาง LINE OA: @thai.thongfah และเว็บไซต์กรมการค้าภายใน www.dit.go.th หรือสอบถามสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ที่รับผิดชอบ</span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730043</link>
<guid>6aeac52d3120b9730043</guid>
<pubDate>Mon, 26 Oct 2026 15:05:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/b05dc99ccf4216408938904dab20557611785ed6f6862ae09827e83e0bc7cb52.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>ส่งออกเดือน ก.ย. 69 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.0%</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.3e66f78b1078fa804590bbbfe43970b3a8162295955292cc8aa088b7721b40d2.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p><span style="font-family:THSarabunNew;"><span style="font-size:16px;">ส่งออกเดือน ก.ย. 69 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.0%&nbsp;</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงการส่งออกของไทย<br />
ในเดือนกันยายน 2569 มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,254,965 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 ที่ร้อยละ 24.0 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 28.2 ปัจจัยหลักยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่การส่งออกเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตโลกเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับที่ IMF ระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกสุทธิฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ของโลก ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง อาทิ ยางพารา ไก่สดแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงผลไม้หลายรายการ เช่น ทุเรียนสด มังคุดสด และลำไยสด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลกระทบต่อตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ การส่งออก 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ 19.6&nbsp;<br />
หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 19.8</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">มูลค่าการค้ารวม</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนกันยายน 2569 การส่งออก มีมูลค่า 38,438.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 24.0 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 44,295.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 50.4 ดุลการค้า ขาดดุล 5,856.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวมการส่งออก 9 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 304,588.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 19.6 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 348,282.5&nbsp;<br />
ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 37.8 ดุลการค้า ขาดดุล 43,693.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนกันยายน 2569 การส่งออก มีมูลค่า 1,254,965 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 25.3&nbsp;<br />
เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 1,464,367 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 52.0 ดุลการค้า ขาดดุล 209,402<br />
ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 9 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 9,761,839 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 16.0&nbsp;<br />
เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 11,306,015 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 33.7 ดุลการค้า ขาดดุล 1,544,177 ล้านบาท</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 2.5 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน<br />
โดยสินค้าเกษตร ขยายตัวร้อยละ 8.1 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 2.7&nbsp;<br />
หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 34.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม) ยางพารา ขยายตัวร้อยละ 29.8 ขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp;<br />
4 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ) อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 17.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเยอรมนี) ไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 13.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์) สิ่งปรุงรสอาหาร ขยายตัวร้อยละ 13.2 กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์) และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 15.6 ขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp;<br />
3 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน เมียนมา และออสเตรเลีย) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 5.7 หดตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (หดตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เมียนมา และออสเตรเลีย) น้ำตาลทราย หดตัวร้อยละ 16.7 หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (หดตัวในตลาดลาว ไต้หวัน และสิงคโปร์ แต่ขยายตัวในตลาดอินโดนีเซีย กัมพูชา และซูดาน) ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ หดตัวร้อยละ 31.1 หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (หดตัวในตลาดอินเดีย มาเลเซีย และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดเมียนมา เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์) เนื้อปลาสด แช่เย็น แช่แข็ง หดตัวร้อยละ 12.6 หดตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ รัสเซีย และไต้หวัน แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น แคนาดา และเกาหลีใต้) และกาแฟ หดตัวร้อยละ 91.1 หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (หดตัวในตลาดเวียดนาม มาเลเซีย และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมัลดีฟส์) &nbsp;ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 1.9</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 25.4 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 30 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 59.4 ขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp;<br />
30 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และฮ่องกง) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 117.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 45.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดฮ่องกง มาเลเซีย และไต้หวัน) เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 1,302.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และเวียดนาม) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 34.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 32.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 24 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์) เครื่องส่งวิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ โทรทัศน์ ขยายตัวร้อยละ 214.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 15 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และฮ่องกง) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า หดตัวร้อยละ 13.3 กลับมาหดตัวในรอบ 33 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และมาเลเซีย&nbsp;<br />
แต่ขยายตัวในตลาดเวียดนาม ญี่ปุ่น และจีน) เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว หดตัวร้อยละ 6.2 กลับมาหดตัวในรอบ 6 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และจีน แต่ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย เมียนมา และสหรัฐฯ) เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ หดตัว 12.4 กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน (หดตัวในตลาดแอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา และญี่ปุ่น แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ อินเดีย และจีน) ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569&nbsp;<br />
การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 23.0</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดส่งออกสำคัญ</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">การส่งออกไปตลาดสำคัญยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง สอดคล้องกับภาคการผลิตโลกที่เติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนจากดัชนี PMI ภาคการผลิตโลกเดือนกันยายนที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 53.0 สูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงหนุนสำคัญของการส่งออกไทย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการส่งออกของประเทศผู้ผลิตสินค้าเทคโนโลยีในเอเชีย&nbsp;<br />
ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังเร่งตัวต่อเนื่อง ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 32.4 โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 50.1 จีน ร้อยละ 18.4 ญี่ปุ่น ร้อยละ 19.0 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 35.0 อาเซียน (5) ร้อยละ 27.0 และ CLMV ร้อยละ 16.6 (2) ตลาดรอง ขยายตัวร้อยละ 24.0 โดยขยายตัวในตลาดทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 37.7 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 29.3 ทวีปแอฟริกา ร้อยละ 5.2 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 14.6 ขณะที่หดตัวในตลาดรัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 12.4 เอเชียใต้ ร้อยละ 2.7 และตะวันออกกลาง ร้อยละ 8.7 และ (3) ตลาดอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 61.7</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดสหรัฐอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 50.1 (ขยายตัวต่อเนื่อง 36 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 43.6</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดจีน ขยายตัวร้อยละ 18.4 (ขยายตัวต่อเนื่อง 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และเครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง และเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้&nbsp;<br />
9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 10.7</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 19.0 (ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเม็ดพลาสติก สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 15.3</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดสหภาพยุโรป (27) ขยายตัวร้อยละ 35.0 (ขยายตัวต่อเนื่อง 13 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และเลนซ์ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 23.4</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดอาเซียน(5) ขยายตัวร้อยละ 27.0 (ขยายตัวต่อเนื่อง 16 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำมันสำเร็จรูป และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย และเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 26.6</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาด CLMV ขยายตัวร้อยละ 16.6 (ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และทองแดงและของทำด้วยทองแดง ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569&nbsp;<br />
หดตัวร้อยละ 3.5</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดเอเชียใต้ หดตัวร้อยละ 2.7 (หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเม็ดพลาสติก สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 6.2</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดทวีปออสเตรเลีย ขยายตัวร้อยละ 37.7 (ขยายตัวต่อเนื่อง 11 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 44.4</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดตะวันออกกลาง หดตัวร้อยละ 8.7 (หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถจักรยานและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ข้าว และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวร้อยละ 7.6</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดทวีปแอฟริกา ขยายตัวร้อยละ 5.2 (กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ น้ำตาลทราย และเคมีภัณฑ์ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และของเบ็ดเตล็ดทำด้วยโลหะสามัญ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 4.4</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 29.3 (ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องยนต์สันดาปภายใน และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 23.1</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดรัสเซียและ CIS หดตัวร้อยละ 12.4 (กลับมาหดตัวในรอบ 6 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลไม้กระป๋องและแปรรูป และแผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวร้อยละ 8.9</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">ตลาดสหราชอาณาจักร ขยายตัวร้อยละ 14.6 (กลับมาขยายตัวในรอบ 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และอัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ทั้งนี้ 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 7.4</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">แนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป</span></span></p>

<p><span style="font-size:16px;"><span style="font-family:THSarabunNew;">แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง แม้เผชิญแรงกดดันจากพลังงาน เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี หลายหน่วยงานปรับเพิ่มคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกทั้งในปีนี้และปีหน้าจากแรงหนุนของการลงทุน AI และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันที่ขยายตัวจากราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง และการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี ทั้งนี้ ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ผ่านทูตพาณิชย์ทั่วโลก เร่งรัดการเจรจา FTA&nbsp;<br />
ให้สำเร็จลุล่วง รวมถึงการเปิดตลาดใหม่อย่างแอฟริกา และเอเชียใต้ พร้อมกับการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับ SME เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการส่งออกเพิ่มขึ้นด้วย&nbsp;<br />
----------------------------------</span></span><br />
&nbsp;</p>

<p></p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730042</link>
<guid>6aeac52d3122d9730042</guid>
<pubDate>Mon, 26 Oct 2026 13:45:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/6c41c3343b59a39acecd595ba2e803264e21d326f0640e1276798bb8f72e6925.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” เกาะติดสถานการณ์ยุโรป ประเมินความเสี่ยงการค้า–ส่งออกไทย เตรียมพร้อมรับมือ</title>
<description><![CDATA[<p><br />
&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เกาะติดสถานการณ์ยุโรป ประเมินความเสี่ยงการค้า&ndash;ส่งออกไทย เตรียมพร้อมรับมือ</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์การชุมนุมและความไม่สงบในยุโรปอย่างใกล้ชิด โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) เร่งประเมินความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อการค้าและการส่งออกไทย พร้อมติดตามสถานการณ์เพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเตรียมแนวทางรับมือให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวได้อย่างทันท่วงที</p>

<p>รายงานสถานการณ์ล่าสุดระบุว่า มีการชุมนุมใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกส แอลเบเนีย สเปน และเบลเยียม โดยมีประเด็นเรียกร้องแตกต่างกัน ทั้งค่าครองชีพ ค่าจ้าง และปัญหาที่อยู่อาศัย ขณะที่บางพื้นที่มีรายงานการปะทะและเหตุการณ์กระทบต่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานที่อาจส่งผลต่อการให้บริการขนส่งและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการประเมินสถานการณ์เป็นรายพื้นที่ เพื่อแยกแยะความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการค้าและการขนส่งของไทยอย่างตรงจุด</p>

<p>สำหรับผลกระทบต่อการส่งออกไทย หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้าง อาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ความต้องการสินค้าในบางกลุ่ม และการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งอาจทำให้ระยะเวลาส่งมอบสินค้าเพิ่มขึ้นและต้นทุนดำเนินธุรกิจสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่การชุมนุมหรือการหยุดงานส่งผลต่อบริการขนส่งทางอากาศ ทางบก และการกระจายสินค้าในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับความรุนแรงและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยกระทรวงพาณิชย์จะติดตามข้อมูลจาก สคต. และผู้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินทางเลือกในการบริหารความเสี่ยง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรักษาความต่อเนื่องทางการค้าและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์</p>

<p>ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม&ndash;สิงหาคม 2569 การค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปมีมูลค่ารวม 34,692.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นการส่งออกของไทยมูลค่า 21,062.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 21.89 และการนำเข้า 13,630.68 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.45 โดยไทยได้ดุลการค้า 7,431.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความสำคัญของตลาดสหภาพยุโรปที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการรักษาโอกาสทางการค้าและขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยในตลาดสำคัญ</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ขอให้ผู้ส่งออกติดตามสถานการณ์ในประเทศคู่ค้า พร้อมตรวจสอบสถานะการขนส่งและกำหนดส่งมอบสินค้ากับคู่ค้าและผู้ให้บริการโดยตรง หากเส้นทางขนส่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบ ควรหารือกับคู่ค้าเพื่อปรับกำหนดส่งมอบตามความจำเป็น และเตรียมแผนสำรองสำหรับสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นหรือมีข้อจำกัดด้านเวลา&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ อาจพิจารณากระจายความเสี่ยงสู่ตลาดอื่น ลดสัดส่วนการพึ่งพาตลาดยุโรปชั่วคราว และหันไปเร่งเจาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน เอเชียใต้หรือตะวันออกกลาง รวมถึงการขยายความคุ้มครองเสริมของประกันภัยขนส่งสินค้า ให้ครอบคลุมภัยจลาจลและการเจตนาทำลายทรัพย์สิน<br />
&nbsp;ปรับสัดส่วนการถือครองเงินสกุลยูโร หรือทำสัญญาล่วงหน้า เนื่องจากค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลง&nbsp;<br />
รวมถึงประเมินเส้นทาง โดยอาจเปลี่ยนท่าเรือหลัก โดยหลีกเลี่ยงท่าเรือในฝรั่งเศสและยุโรป<br />
ตะวันตก เลี่ยงไปใช้เส้นทางยุโรปเหนือหรือยุโรปใต้แล้วเชื่อมต่อด้วยระบบราง ตลอดจนโยกย้ายการจัดเก็บคลังสินค้าคงคลังจากพื้นที่เสี่ยง ไปฝากไว้ในประเทศ<br />
ที่มีความปลอดภัยสูงกว่า</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730041</link>
<guid>6aeac52d312379730041</guid>
<pubDate>Sun, 25 Oct 2026 16:45:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/35bedcce42c5f8327365f5dd9c6c68ed07216c7b3cc166f22b78200328e51024.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>ผู้ช่วย รมว. พาณิชย์ กิริฎา ชู 3 เสาหลัก เดินหน้าปราบการค้าผิดกฎหมาย  มุ่งสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และยกระดับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><span style="font-size:16px;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.cf01e75208e9bddf98af9fbafafe934b3df61daaa033bec3d947c9918af8ca5b.jpeg" style="width: 500px; height: 333px;" /><br />
ผู้ช่วย รมว. พาณิชย์ กิริฎา ชู 3 เสาหลัก เดินหน้าปราบการค้าผิดกฎหมาย&nbsp;<br />
มุ่งสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และยกระดับความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าร่วมงานสัมมนาและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ &ldquo;การบูรณาการนโยบายเชิงรุกเพื่อปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย&rdquo; ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล&nbsp;<br />
เรสซิเดนซ์ กรุงเทพฯ โดยภาคเอกชนของสหภาพยุโรป ผู้แทนจากคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย&nbsp;<br />
สถานเอกอัครราชทูตและหอการค้ายุโรป และผู้แทนจากหน่วยงานของไทย จำนวน 70 &ndash; 80 ท่าน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการค้าผิดกฎหมายและร่วมเสนอแนวทางบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และระดับรัฐต่อรัฐ รวมถึงอาเซียน เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">นางสาวกิริฎาฯ กล่าวว่า การค้าผิดกฎหมาย (Illicit Trade) เป็นสิ่งบ่อนทำลายการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
ส่งผลกระทบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันการค้าผิดกฎหมาย มีความซับซ้อน<br />
มากขึ้นจากการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน และเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานโลก และจากดัชนีการค้าผิดกฎหมาย (Illicit Trade Index) ในปี 2025 โดย Transnational Alliance to Combat Illicit Trade พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 56&nbsp;<br />
จากทั้งหมด 158 ประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่องในการป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมาย&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">นางสาวกิริฎาฯ แสดงวิสัยทัศน์ว่า การรับมือกับการค้าผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัย<br />
ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและระหว่างประเทศ โดยไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากแนวทางการแก้ไขปัญหาภายหลัง<br />
เกิดเหตุ ไปสู่กรอบนโยบายเชิงรุกที่บูรณาการการทำงานและมุ่งเน้นการป้องกัน ซึ่งขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">(1) การบูรณาการความร่วมมือ (Integration) ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ โดยมี<br />
คณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) ซึ่งมี<br />
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) เป็นประธาน ทำหน้าที่เป็นกลไกระดับชาติที่เชื่อมโยงหน่วยงานกำกับดูแลทางการค้าเข้ากับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานด้านการเงิน&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">(2) การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ (Implementation) อาทิ ยกระดับความพยายาม<br />
ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการเฝ้าระวังบนโลกออนไลน์ การยกระดับความโปร่งใสของข้อมูลองค์กรและการตรวจสอบธุรกิจทางออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการป้องกันและ<br />
การรายงานการค้าที่ผิดกฎหมาย รวมถึงมีกลไกกำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่&nbsp;<br />
การตรวจสอบและรับรองถิ่นสินค้า การบริหารและจัดระเบียบการนำเข้าและสินค้าต้องห้าม การกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าส่งออก การใช้มาตรการเยียวยาทางการค้า และการควบคุมสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-Use Items: DUI)</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">(3) ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation) ทั้งการปฏิรูปกฎหมายและยกระดับ<br />
การบังคับใช้ตามมาตรฐาน OECD การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการค้าผิดกฎหมายมากขึ้น ผ่าน FTA สมัยใหม่ที่ครอบคลุมแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่รับผิดชอบ เช่น FTA ไทย - สหภาพยุโรป และกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียน โดยในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธาน ASEAN Network of IP Enforcement Experts ไทยได้ผลักดันโครงการจัดทำบันทึกความเข้าใจระดับภูมิภาคว่าด้วยการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ และมีแผนต่อยอด<br />
การดำเนินงานด้วยการผลักดันการจัดทำประมวลจริยธรรมต้นแบบ (Model Code of Conduct) เพื่อให้อาเซียน<br />
มีแนวทางและมาตรการในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม&nbsp;</span></p>

<p><span style="font-size:16px;">นางสาวกิริฎาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การค้าผิดกฎหมายเป็นปัญหาระดับโลกที่จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการนโยบาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันและปราบปรามการค้าผิดกฎหมายอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับการแข่งขันที่เป็นธรรมในการค้าโลก<br />
---------------------------------------</span><br />
&nbsp;</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730040</link>
<guid>6aeac52d312439730040</guid>
<pubDate>Sun, 25 Oct 2026 11:34:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/e8b5eb1d71f5945455fa942ae741f0cd2a5d968dcb3544a5096720da2fa54c3c.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ชื่นชมเกษตรกร–รัฐ–เอกชน ร่วมดูแลตลาด ดันราคาข้าวโพดสูงขึ้น หนุนพัฒนาคุณภาพ–เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.ed2d8cad7edf4bce5a1804c1e4bcb8036e93b6b9c32615e922a3d2ebb6eabcb6.jpeg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ชื่นชมเกษตรกร&ndash;รัฐ&ndash;เอกชน ร่วมดูแลตลาด ดันราคาข้าวโพดสูงขึ้น หนุนพัฒนาคุณภาพ&ndash;เพิ่มผลผลิตอย่างยั่งยืน</p>

<p>วันที่ 23 ตุลาคม 2569<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชื่นชมเกษตรกร ผู้ประกอบการรับซื้อ สถาบันเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกันดูแลตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการรักษาคุณภาพผลผลิต การรับซื้ออย่างเป็นธรรม ชะลอการนำเข้าและการเพิ่มช่องทางจำหน่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้สถานการณ์ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปรับตัวดีขึ้น พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายผลผลิตอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว</p>

<p>จากข้อมูล ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ที่โรงงานอาหารสัตว์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 10.00&ndash;10.60 บาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ที่กิโลกรัมละ 9.80&ndash;10.00 บาท สะท้อนทิศทางราคาที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังแตกต่างกันตามพื้นที่ คุณภาพผลผลิต ระดับความชื้น ปริมาณผลผลิต และช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการดูแลตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการกำกับดูแลเงื่อนไขการรับซื้อให้เป็นไปตามคุณภาพและความชื้น เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เป็นธรรม และไม่ให้กระทบต่อระบบวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยได้ออกประกาศกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีการผลิต 2568/69 ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ความชื้น 30% กิโลกรัมละ 7.05 บาท และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แห้ง ความชื้น 14.5% กิโลกรัมละ 9.80 บาท โดยปรับราคาตามพื้นที่ ระยะทาง ค่าขนส่ง และเกณฑ์หักลดน้ำหนักความชื้น เพื่อให้สอดคล้องและสามารถบริหารจัดการข้าวโพดทั้งระบบได้</p>

<p>ในด้านการกำกับการรับซื้อให้เป็นธรรม กรมการค้าภายในร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบการรับซื้อ ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ &nbsp;การแสดงราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมทั้งตรวจความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง และเครื่องวัดความชื้น ป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร และดูแลให้การรับซื้อดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก ทั้งนี้ ในช่วงเดือนสิงหาคม&ndash;กันยายน 2569 กรมการค้าภายในร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดตรวจสอบโรงงานอาหารสัตว์และผู้รวบรวมใน 21 จังหวัด มากกว่า 300 แห่ง พบการกระทำผิดเกี่ยวกับเครื่องวัดความชื้น 15 ราย และได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตภายในประเทศ โดยก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้นำเข้าให้ชะลอการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดมาก เพื่อโรงงานอาหารสัตว์ใช้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศก่อน ลดแรงกดดันต่อการรับซื้อ และดูแลผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย</p>

<p>สำหรับปีการผลิต 2569/70 กระทรวงพาณิชย์เตรียมมาตรการรักษาเสถียรภาพตลาด 4 โครงการ วงเงินรวม 120.30 ล้านบาท ตั้งเป้าดูแลผลผลิต 400,000 ตัน ครอบคลุมการสนับสนุนสินเชื่อรวบรวมผลผลิต การรวบรวมและเพิ่มมูลค่าโดยสถาบันเกษตรกร การเพิ่มช่องทางตลาดและดูดซับผลผลิต ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อช่วยบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดแรงกดดันด้านราคา และสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกร</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า ขอชื่นชมเกษตรกรที่ให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะการควบคุมความชื้นให้เป็นไปตามมาตรฐานและการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม เพราะคุณภาพผลผลิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร พร้อมขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าวางยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูก การลดต้นทุน ไปจนถึงการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และยกระดับคุณภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาด</p>

<p>ทั้งนี้ การดูแลตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการสร้างความเป็นธรรมในการรับซื้อ การเพิ่มช่องทางตลาด การบริหารจัดการผลผลิต และการพัฒนาคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม และภาคการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของไทยเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730039</link>
<guid>6aeac52d3124e9730039</guid>
<pubDate>Sat, 24 Oct 2026 13:42:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/da9b58d9c09c12a1b5c9b9d7b5395a656c6e13a6370acccedcc7ca1d99102be4.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO พร้อมร่วมขับเคลื่อนปฏิรูป WTO หนุนการค้าดิจิทัล กระจายตลาดคู่ค้า ยกระดับ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสในการค้าโลก</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/file/get/1.d8f206f98b9a7f0a6f09a33ad6b7ffb613d97d7747ab9c92c2830f350de4f217.jpeg" style="width: 500px; height: 667px;" /><br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; หารือผู้อำนวยการใหญ่ WTO พร้อมร่วมขับเคลื่อนปฏิรูป WTO หนุนการค้าดิจิทัล กระจายตลาดคู่ค้า ยกระดับ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุนและโอกาสในการค้าโลก</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่&nbsp;<br />
16&nbsp;ตุลาคม&nbsp;2569&nbsp;ได้หารือทวิภาคีกับ ดร. เอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวียลา (Dr. Ngozi Okonjo-Iweala)&nbsp;ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)&nbsp;ในโอกาสที่ผู้อำนวยการใหญ่&nbsp;WTO&nbsp;เดินทางเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก&nbsp;ปี 2569&nbsp;(2026&nbsp;IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings)&nbsp;ระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569&nbsp;ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ&nbsp;โดยทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าโลก การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การกระจายตลาดส่งออก การส่งเสริมผู้ประกอบการ&nbsp;SMEs&nbsp;การค้าดิจิทัล และการปฏิรูป&nbsp;WTO&nbsp;</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า แม้การส่งออกของไทยในช่วง&nbsp;8&nbsp;เดือนแรกของปี&nbsp;2569&nbsp;จะขยายตัวถึงร้อยละ&nbsp;18.9&nbsp;<br />
โดยมีอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี&nbsp;AI&nbsp;เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ไทยยังต้องเร่งเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศ และยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถสร้างมูลค่าและได้รับประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้น โดยเฉพาะ&nbsp;SMEs&nbsp;ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่า<br />
การส่งออกเพียงประมาณร้อยละ&nbsp;12&ndash;14</p>

<p>นางศุภจี เปิดเผยอีกว่า&nbsp;ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ไทยยังให้ความสำคัญกับการกระจายตลาดคู่ค้าผ่านการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA)&nbsp;ได้แก่&nbsp;FTA&nbsp;กับสหภาพยุโรป การต่อยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA)&nbsp;กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&nbsp;และการหารือด้านการค้ากับสหรัฐอเมริกา&nbsp;เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทย&nbsp;ควบคู่กับการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีภายใต้&nbsp;WTO</p>

<p>ในการนี้&nbsp;ผู้อำนวยการใหญ่&nbsp;WTO&nbsp;ชื่นชมไทยที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลาย ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ และสนับสนุนแนวทางการกระจายตลาดส่งออกและห่วงโซ่อุปทานของไทย โดยเห็นว่าการจัดทำ&nbsp;FTA&nbsp;ช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และสามารถดำเนินควบคู่กับระบบการค้าพหุภาคีได้&nbsp;รวมทั้งสนับสนุนให้ไทยยกระดับการผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศผ่านมาตรการที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์&nbsp;WTO</p>

<p>นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับ&nbsp;SMEs&nbsp;ใน&nbsp;3&nbsp;ด้าน ได้แก่&nbsp;การพัฒนาทักษะและขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ&nbsp;โดยส่งเสริมความรู้ด้านธุรกิจ การเงิน และเทคโนโลยีดิจิทัล การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันทางการเงิน&nbsp;<br />
(IP Financing)&nbsp;ตลอดจนการส่งเสริมให้&nbsp;SMEs&nbsp;ใช้ประโยชน์จาก&nbsp;FTA&nbsp;ผ่านการให้ความรู้และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศได้มากขึ้น&nbsp;ในประเด็นดังกล่าว ผู้อำนวยการใหญ่&nbsp;WTO&nbsp;แนะนำให้ไทยพิจารณาความร่วมมือด้านการเงินเพื่อการค้า (Trade Finance)&nbsp;และการเงินในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Finance)&nbsp;เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเงินทุนหมุนเวียนของ&nbsp;SMEs&nbsp;พร้อมแนะนำบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC)&nbsp;ซึ่งเป็นองค์กรในกลุ่มธนาคารโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านดังกล่าว โดย&nbsp;WTO&nbsp;พร้อมพิจารณาความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย&nbsp;เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเงินทุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้&nbsp;SMEs&nbsp;ไทย</p>

<p>สำหรับการค้าดิจิทัล&nbsp;นางศุภจี&nbsp;ได้กล่าวถึงบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA)&nbsp;ซึ่งจะช่วยสร้างกฎเกณฑ์ร่วมกันและเปิดโอกาสให้&nbsp;SMEs&nbsp;สามารถเข้าถึงตลาดอาเซียนผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะที่ฝ่าย&nbsp;WTO&nbsp;ชื่นชมบทบาทของไทยและสนับสนุนให้ไทยพิจารณาขยายการมีส่วนร่วมในความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ภายใต้&nbsp;WTO&nbsp;</p>

<p>นางศุภจี&nbsp;เน้นย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับการปฏิรูป&nbsp;WTO&nbsp;เพื่อให้ระบบการค้าพหุภาคีมีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองต่อความท้าทายทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และมาตรการทางการค้าที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ผู้อำนวยการใหญ่&nbsp;WTO&nbsp;ชื่นชมบทบาทที่แข็งขันของไทยใน&nbsp;WTO&nbsp;และเชิญชวนให้ไทยร่วมขับเคลื่อน<br />
การปฏิรูป&nbsp;WTO&nbsp;โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา</p>

<p>&ldquo;ไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจจากภายใน ควบคู่กับการขยายโอกาสทางการค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะการช่วยให้&nbsp;SMEs&nbsp;สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ไทยแสดงความมุ่งมั่นและพร้อมทำงานร่วมกับ&nbsp;WTO&nbsp;เพื่อส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีที่มีกฎเกณฑ์&nbsp;<br />
มีความแน่นอน และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงและยั่งยืน&rdquo; นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>​องค์การการค้าโลก&nbsp;(WTO)&nbsp;ก่อตั้งเมื่อปี&nbsp;พ.ศ. 2538&nbsp;มีหน้าที่กำกับดูแลการค้าพหุภาคี โดยเป็นเวทีสำหรับการเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าและกำหนดกฎระเบียบ เพื่อให้การค้าเสรีตั้งอยู่บนพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียม&nbsp;<br />
อีกทั้งยังทำหน้าที่ระงับข้อพิพาท ทบทวนนโยบายการค้า และส่งเสริมความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ&nbsp;โดยปัจจุบัน&nbsp;WTO&nbsp;มีสมาชิก 166 ประเทศ ทั้งนี้ ปัจจุบัน&nbsp;อยู่ระหว่างหารือการจัดทำกฎเกณฑ์ใหม่&nbsp;ๆ และขับเคลื่อนประเด็นสำคัญ อาทิ การปฏิรูป&nbsp;WTO&nbsp;เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730038</link>
<guid>6aeac52d3125b9730038</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 16:36:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/d8f206f98b9a7f0a6f09a33ad6b7ffb613d97d7747ab9c92c2830f350de4f217.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า</title>
<description><![CDATA[<p></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ดันกติกา Credit Term สำเร็จ มีผล 2 พ.ย. เพิ่มสภาพคล่อง SMEs สร้างความเป็นธรรมทางการค้า</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าผลักดันการสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด หลักเกณฑ์ระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) เพื่อแก้ปัญหาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ถูกคู่ค้ารายใหญ่ยืดเวลาชำระเงิน มีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม หลังประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และจะมีผลบังคับใช้วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับกติกาการค้า ลดความเหลื่อมล้ำในการต่อรอง และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย</p>

<p>หลักเกณฑ์ดังกล่าวมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาชำระเงินไม่เกิน 30 วัน สำหรับธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปขั้นต้นที่มีกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน และไม่เกิน 45 วัน สำหรับการค้า การผลิต และบริการทั่วไปที่อยู่ในขอบเขตประกาศ พร้อมกำหนดแนวทางป้องกันการประวิงชำระเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงระยะเวลา Credit Term หรือเงื่อนไขสัญญาโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วัน ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนกลไกให้ผู้ซื้อรายใหญ่นำข้อเท็จจริงและหลักฐานมาแสดงต่อ กขค. ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลซึ่งอยู่ในความรู้เห็นของตน เพื่อช่วยลดภาระการพิสูจน์ของ SMEs</p>

<p>การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term จึงไม่ได้เป็นเพียงการกำหนดกรอบเวลาชำระเงิน แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างคู่ค้า ลดความเสียเปรียบในการต่อรอง และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถบริหารกระแสเงินสด วางแผนธุรกิจ และดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ในระยะยาว</p>

<p>ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาต้นทุนของผู้ประกอบการในมิติอื่น ๆ ควบคู่กันไป สะท้อนผ่านการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาสินค้าแพงและค่าครองชีพสำหรับธุรกิจแพลตฟอร์ม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ซึ่งนางศุภจีเป็นประธาน โดยมีการหารือแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์ม เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่ SMEs</p>

<p>การดำเนินงานดังกล่าวครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการวางกลไกกำกับดูแลในระยะยาว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือแนวทางจัดการปัญหาค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชันของแพลตฟอร์ม ตลอดจนการพัฒนากติกาการแข่งขันให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม ขณะที่ผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้รับประโยชน์</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์มุ่งขับเคลื่อนนโยบายสร้างความเป็นธรรมทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะเวลาชำระเงินผ่านหลักเกณฑ์ Credit Term และการลดภาระต้นทุนจากการประกอบธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ควบคู่กับการยกระดับกลไกการแข่งขันทางการค้า เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้ SMEs เพิ่มสภาพคล่อง และสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน</p>

<p>ด้านนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย กล่าวว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ Credit Term ใหม่ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของ SMEs ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากการรอรับชำระเงินเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ทั้งค่าจ้างแรงงาน ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนอื่น ๆ ระหว่างรอรับเงินจากคู่ค้า</p>

<p>ทั้งนี้ การลดระยะเวลาการชำระเงินจาก 60 วัน เหลือ 45 วัน คาดว่าจะช่วยให้มีเงินทุนหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของ SMEs ประมาณ 250,000 ล้านบาท และหากสามารถลดระยะเวลาจาก 90 วัน เหลือ 45 วัน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องได้ถึงประมาณ 750,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปหมุนเวียนในกิจการ ชำระค่าวัตถุดิบและค่าจ้างแรงงาน ตลอดจนลดความจำเป็นในการพึ่งพาเงินกู้เพื่อประคองธุรกิจ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3 ล้านราย ให้สามารถดำเนินธุรกิจและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น</p>

<p>รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กล่าวว่า ผู้ประกอบการ SMEs ต้องรอรับชำระเงินเป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ การกำหนดลดกรอบระยะเวลาชำระเงินจึงช่วยสร้างมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจ และลดโอกาสการใช้เงื่อนไขทางการค้าที่ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กเสียเปรียบ</p>

<p>คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าในฐานะหน่วยงานอิสระ ภายใต้กำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยึดนโยบายของรัฐบาลในการรักษาความสามารถของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่อยู่ห่างไกลไว้ โดยให้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนเพื่อทำธุรกิจได้ อันเป็นปัจจัยอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและชุมชน</p>

<p>กขค. มุ่งให้การบังคับใช้หลักเกณฑ์เป็นไปตามกฎหมายและเงื่อนไขที่ประกาศกำหนด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจให้ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องสามารถปรับตัวและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้อย่างถูกต้อง</p>

<p>โดยในการประชุมครั้งนี้ มีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี นาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม ประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730037</link>
<guid>6aeac52d312699730037</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 16:31:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/88b43a0a91afb9324973ed307a03c05c31bbc8199ff8d7c01dd0866c994e6287.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>พาณิชย์ เปิดเทศกาลข้าวประณีต ดันข้าวไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง คัด 466 กลุ่มผู้ผลิตทั่วประเทศ ชูคุณภาพ–รสชาติ สร้างจุดขาย เพิ่มโอกาสทางตลาด ยกระดับรายได้เกษตรกร</title>
<description><![CDATA[<p>พาณิชย์ เปิดเทศกาลข้าวประณีต ดันข้าวไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง คัด 466 กลุ่มผู้ผลิตทั่วประเทศ ชูคุณภาพ&ndash;รสชาติ สร้างจุดขาย เพิ่มโอกาสทางตลาด ยกระดับรายได้เกษตรกร</p>

<p>ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ ประธานเปิดงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; เปิดเผยว่า ตามนโยบายท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่มุ่งยกระดับข้าวไทยอันเป็นสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศและเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก โดยนำจุดแข็งด้านความหลากหลายของสายพันธุ์ ภูมิปัญญาการผลิต และเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่มาสร้างความแตกต่าง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ภายใต้แนวคิด &ldquo;ข้าวประณีต&ldquo;</p>

<p>ปัจจุบันเราเผชิญกับความท้าทายทั้งภาคการผลิต และการตลาดข้าวโลก ที่มีการแข่งขันสูงขึ้น โดยตลาดให้ความสำคัญไม่เพียงราคาและปริมาณ แต่รวมถึงคุณภาพ มาตรฐาน ความยั่งยืน และความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค ขณะที่เกษตรกรไทยยังเผชิญต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตต่อไร่มีข้อจำกัด และความผันผวนของสภาพอากาศ กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเพิ่มมูลค่าข้าวไทย จึงได้ดำเนินโครงการ ข้าวประณีต และได้รวบรวมนำมาแสดงในงานครั้งนี้ โดยเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับข้าวไทยที่มีความหลากหลาย ทั้งสายพันธุ์ กลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส พร้อมเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำเสนอเอกลักษณ์ของข้าวแต่ละชนิดสู่ผู้บริโภค เชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อและผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย</p>

<p>ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าวต่อว่า ข้าวประณีต ไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าด้วยบรรจุภัณฑ์ แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลือกพันธุ์และพื้นที่ปลูก การดูแลและเก็บเกี่ยว การแปรรูป การควบคุมมาตรฐาน ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และเชื่อมโยงตลาด เพื่อให้ข้าวแต่ละชนิดมีจุดขายชัดเจน ตอบโจทย์ผู้บริโภค และจำหน่ายได้ในราคาที่สะท้อนคุณภาพและคุณค่าที่แท้จริง</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในคัดเลือกกลุ่มผู้ผลิตข้าวประณีตที่มีศักยภาพจำนวน 466 กลุ่มทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการพัฒนาข้อมูลข้าวคุณภาพสูง ทั้งแหล่งผลิต มาตรฐาน และคุณลักษณะเฉพาะด้านรสชาติ ผ่านเครื่องมืออย่าง Rice Taste Profile และ Rice Flavor Wheel เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการเข้าใจความแตกต่างของข้าวไทยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ควบคู่กับการเชื่อมโยงตลาดและจับคู่ธุรกิจกับโรงแรม ร้านอาหาร เชฟ และผู้ซื้อรายใหญ่ ขยายช่องทางจำหน่ายและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ในระยะยาว ตามแนวทาง &ldquo;ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้&rdquo; ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตข้าวสอดคล้องกับความต้องการของตลาด</p>

<p>ตัวอย่างความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่ม คือ &ldquo;ข้าวหอมใบเตย&rdquo; จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเดิมจำหน่ายประมาณ 35 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนนำจุดเด่นด้านคุณภาพ รสชาติ และเอกลักษณ์ของสายพันธุ์มาสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ จนสามารถเพิ่มราคาจำหน่ายเป็น 60&ndash;80 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างและคุณค่าของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ย่อมช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและเปลี่ยนเอกลักษณ์ของข้าวไทยให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยกระทรวงพาณิชย์มุ่งขยายผลไปยังกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพสูงทั่วประเทศ</p>

<p>สำหรับงาน &ldquo;เทศกาลข้าวประณีต (KHAOPRANEAT Fair 2026)&rdquo; จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22&ndash;25 ตุลาคม 2569 ณ Parade Square ชั้น G ศูนย์การค้า One Bangkok เพื่อเปิดประสบการณ์ให้ผู้บริโภครู้จักข้าวไทยที่หลากหลายมากกว่าเรื่องความหอม พร้อมสร้างพื้นที่เชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาด ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ Rice Tasting ชิมข้าวหลากหลายสายพันธุ์เพื่อเรียนรู้ความแตกต่างด้านกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส Rice Pairing การจับคู่ข้าวกับอาหาร Praneat Studio เวิร์กช็อปให้ความรู้เกี่ยวกับข้าว และ Praneat Stories เวทีถ่ายทอดเรื่องราวของข้าวประณีต รวมถึง Business Matching เชื่อมโยงกลุ่มเกษตรกรกับผู้ซื้อและคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงช่องทางจำหน่ายและต่อยอดธุรกิจ</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนขยายกิจกรรมส่งเสริมตลาดข้าวประณีตอย่างต่อเนื่อง โดยจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปที่ตลาดจริงใจ จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเชื่อมโยงเกษตรกรกับผู้ซื้อ ร้านอาหาร เชฟ และคู่ค้า ก่อนต่อยอดสู่เวที Thailand Rice Fest 2027 เพื่อขยายการรับรู้ในวงกว้าง</p>

<p>&ldquo;การส่งเสริมตลาดข้าวประณีตจะช่วยให้ผู้บริโภครู้จักและเห็นคุณค่าของข้าวไทยมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้เกษตรกรได้พบตลาดที่เหมาะสม นำข้อมูลความต้องการของผู้ซื้อไปพัฒนาคุณภาพและวางแผนการผลิต ต่อยอดการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพิ่มโอกาสทางการค้า และยกระดับรายได้ของพี่น้องเกษตรกรอย่างยั่งยืน&rdquo; ดร.กิริฎา กล่าว</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730036</link>
<guid>6aeac52d312749730036</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 16:29:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/5219a24dd095cda9033ca739735ffaa32234096ba09a0e3508bdba9189eae21a.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“พูนพงษ์” ควงเหล่าอินฟลูฯ ด้านอาหาร สัมผัสเสน่ห์ GI ไทย ผ่านเมนูพิเศษฝีมือเชฟมิชลิน หนุนเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ตลาดพรีเมียม</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;พูนพงษ์&rdquo; ควงเหล่าอินฟลูฯ ด้านอาหาร<br />
สัมผัสเสน่ห์ GI ไทย ผ่านเมนูพิเศษฝีมือเชฟมิชลิน<br />
หนุนเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ตลาดพรีเมียม<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกิจกรรม<br />
&ldquo;GI Journey: Thailand on a Michelin Plate เสน่ห์แห่งวัตถุดิบไทย...ผ่านจานระดับมิชลิน&rdquo; ณ ร้าน Akkee (อัคคี) จังหวัดนนทบุรี ร้านอาหารที่ได้รับรางวัลมิชลิน 1 ดาว โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์และอินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารร่วมสัมผัสประสบการณ์อาหารไทยร่วมสมัยระดับ Fine Dining ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของไทย เพื่อเปิดมุมมองใหม่และสะท้อนศักยภาพสินค้า GI ที่สามารถต่อยอดได้ไกลในตลาดอาหารระดับพรีเมียม<br />
&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและเสริมขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SME และชุมชนท้องถิ่น โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศบูรณาการการทำงานอย่างจริงจังให้เป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ไทย ให้สามารถแข่งขันและเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพได้มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI 269 รายการ ในจำนวนนี้เป็นสินค้าในกลุ่มอาหารกว่า 219 รายการ หรือคิดเป็น 81% ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด ซึ่งสินค้าเหล่านี้ล้วนมีจุดเด่นทั้งด้านคุณภาพ อัตลักษณ์ความแตกต่าง และเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต การนำวัตถุดิบ GI มาต่อยอดในอุตสาหกรรมอาหาร จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้า GI ไทยได้อย่างแท้จริง<br />
&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดกิจกรรม GI Journey: Thailand on a Michelin Plate ภายใต้โครงการยกระดับสินค้า GI ไทยสู่ร้านอาหารระดับ Fine Dining และร้านอาหารที่มีชื่อเสียง ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเชื่อมโยงสินค้า GI เข้ากับภาคธุรกิจ โดยสานต่อความร่วมมือกับร้านอาหารและเชฟชั้นนำ นำวัตถุดิบ GI ไทยมาสร้างสรรค์เป็นเมนูพิเศษประจำร้าน พร้อมเปิดพื้นที่ให้อินฟลูเอนเซอร์ กูรูด้านอาหาร และคอนเทนต์ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของสินค้า GI และถ่ายทอดประสบการณ์และเรื่องราวของสินค้าสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง เพื่อสร้างการรับรู้สินค้า GI ในมิติที่หลากหลาย และส่งเสริมการนำวัตถุดิบท้องถิ่นไปต่อยอดในธุรกิจอาหาร<br />
&nbsp;<br />
สำหรับร้าน Akkee เป็นร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่ได้รับรางวัลมิชลิน 1 ดาว ใน Michelin Guide Thailand 2026 ภายใต้การนำของเชฟอู๋ สิทธิกร จันทป เชฟรุ่นใหม่ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Young Chef Award Presented by Blancpain ประจำปี 2526 โดยเชฟได้ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและพืชผัก<br />
ตามฤดูกาล นำมาผสานกับเทคนิคการปรุงอาหารและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำเสนอคุณค่าของวัตถุดิบ<br />
ผ่านเมนูอาหารไทยร่วมสมัย พร้อมผลักดันผลผลิตจากชุมชนสู่ตลาดอาหารระดับพรีเมียม<br />
&nbsp;<br />
ในกิจกรรมครั้งนี้ เชฟอู๋ได้นำวัตถุดิบ GI ไทยจากหลายภูมิภาคมารังสรรค์เป็นเมนูพิเศษระดับ Fine Dining ที่สะท้อนเสน่ห์ของอาหารไทยในมิติใหม่ โดยเลือกใช้วัตถุดิบ GI อาทิ สับปะรดศรีราชา (ชลบุรี) ในเมนูสับปะรด<br />
มันกุ้งปักษ์ใต้ ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ในเมนูปลาดุกทะเลฆอและ กุ้งก้ามกรามบางแพ (ราชบุรี) ในเมนูเมี่ยงบูดู<br />
กุ้งบางแพย่าง กระเทียมศรีสะเกษ ในเมนูน้ำพริกลงเรือเจ้าจอมสดับ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา ในเมนูแกงคั่วปลากระพงสามน้ำใบยี่หร่า เนื้อโคขุนโพนยางคำสกลนคร ในเมนูเนื้อหางตะเข้ย่างกับแจ่วพริกสด ร่วมด้วย ข้าวหอมใบเตยนครสวรรค์ และของหวาน มังคุดเขาคีรีวง (นครศรีธรรมราช) ในเมนูมังคุดเขาคีรีวงน้ำปลาหวาน รวมทั้ง ทุเรียนหมอนทองระยอง และข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ในเมนูข้าวเหนียวทุเรียนกับขนมดอกจิก<br />
พร้อมกันนี้ เชฟยังถ่ายทอดเรื่องราวของวัตถุดิบและแนวคิดในการทำอาหารแต่ละเมนู เพื่อให้ผู้ร่วมกิจกรรม<br />
ได้สัมผัสทั้งรสชาติ คุณภาพ และคุณค่าความสำเร็จที่อยู่เบื้องหลังสินค้า GI ไทย<br />
&nbsp;<br />
การยกระดับวัตถุดิบ GI ไทยสู่จานอาหารระดับพรีเมียม สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างหลากหลาย โดยอาศัยความคิดสร้างสรรค์และการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังสามารถต่อยอดสินค้า GI ไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปหรือสินค้ารูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาแหล่งผลิตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งแนวทางเหล่านี้นอกจากจะสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ให้กับเกษตรกรและชุมชนผู้ผลิตแล้ว ยังช่วยสร้างความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น สอดคล้องกับแนวทางการทำงานการส่งเสริมสินค้า GI ซึ่งนอกจากจะสนับสนุนให้มีรายการสินค้า GI เพิ่มมากขึ้นแล้ว ผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ GI ควรต้องมียอดขายเพิ่มมากขึ้น และสินค้าต้องมีมูลค่าที่สูงขึ้นด้วย โดยกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทย<br />
ให้เป็นที่ยอมรับและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต่อไป นายพูนพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย<br />
&nbsp;<br />
--------------------</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730035</link>
<guid>6aeac52d312809730035</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 12:55:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/f6d6eada2d03120054dd01c9dfc1950fa48de009e4b610a8fbf3d6722259f64d.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ททท.” รับนโยบาย “ศุภจี” ต่อยอดเวที IMF–World Bank รุก 5 ตลาดศักยภาพ ดัน Wellness–Soft Power สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจไทย</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ททท.&rdquo; รับนโยบาย &ldquo;ศุภจี&rdquo; ต่อยอดเวที IMF&ndash;World Bank รุก 5 ตลาดศักยภาพ ดัน Wellness&ndash;Soft Power สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจไทย</p>

<p>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ขานรับ นโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งบูรณาการ 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อต่อยอดการเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF&ndash;World Bank Annual Meetings 2026 สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยเชื่อมโยงการท่องเที่ยว สินค้าไทย และ Soft Power เข้าด้วยกัน เพื่อขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นในระยะยาว</p>

<p>ภายหลังประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมระหว่างวันที่ 12&ndash;18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ททท. เดินหน้าต่อยอดโอกาสจากการจัดงาน โดยประชาสัมพันธ์ศักยภาพของประเทศไทยในฐานะ World Event Hub Destination พร้อมส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมประชุมขยายเวลาพำนักและเดินทางท่องเที่ยวต่อ ทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ พัทยา หัวหิน และนครราชสีมา ผ่านการนำเสนอ 7 เส้นทางท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และโปรแกรมท่องเที่ยว 20 โปรแกรมผ่านสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) เพื่อเพิ่มโอกาสในการเดินทางและการใช้จ่ายในประเทศ</p>

<p>ททท. นำเสนอจุดแข็งของประเทศไทยผ่านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการพักผ่อน (Wellness Tourism) ภายใต้แนวคิด Healing is the New Luxury ควบคู่กับการนำเสนอเสน่ห์ความเป็นไทย (Thainess) และเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว (Visitor Economy) พร้อมใช้ศิลปวัฒนธรรม ผ้าไทย อาหารไทย และอาหารท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยวจากนานาชาติ</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอศิลปะการแสดงไทย อาทิ โนรา หนังใหญ่ หุ่นละครเล็ก และโขน ตลอดจนจัดแสดงประติมากรรม &ldquo;เต่าตนุ&rdquo; ผลงาน TAT X WISHULADA จากวัสดุเหลือใช้ และจัดกิจกรรม Amazing Thailand Global Thai Silk Exhibition &amp; The Amazing Thailand Grand Fashion Show ซึ่งมีดีไซเนอร์จากกว่า 100 ประเทศร่วมออกแบบและนำเสนอผ้าไหมไทย เพื่อเผยแพร่ทุนทางวัฒนธรรมสู่ตลาดสากล</p>

<p>เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเข้ากับสินค้าและบริการที่มีเอกลักษณ์ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงแหล่งผลิตและชุมชน ตลอดจนเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย สอดคล้องกับแนวทางการบูรณาการระหว่างการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย</p>

<p>สำหรับการส่งเสริมตลาดในระยะต่อไป ททท. วางกลยุทธ์เจาะนักท่องเที่ยว 5 ตลาดศักยภาพ ได้แก่ เวียดนาม มุ่งกลุ่มครอบครัวและชอปปิง มาเลเซีย เน้นอาหาร การชอปปิง และขยายการเดินทางสู่เมืองรอง อินโดนีเซีย ชู Wellness และการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวมุสลิม สิงคโปร์ เจาะกลุ่มกำลังซื้อสูงและการท่องเที่ยวคุณภาพ ส่วนไต้หวัน เน้นอาหารไทยและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ควบคู่กับแคมเปญ Go Thai Be Free เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศไทยที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยว LGBTQ+</p>

<p>ทั้งนี้ ททท. ตั้งเป้าในปีงบประมาณ 2570 ให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 และมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 โดยมุ่งใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกเป็นแรงส่งในการขยายตลาด เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับสินค้าและวัฒนธรรมไทย และผลักดันให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุมAa</p>]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/9730034</link>
<guid>6aeac52d312889730034</guid>
<pubDate>Fri, 23 Oct 2026 10:37:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/21bf772a19386f46cab314a7ae79e2d48591fa796c4147734179505953b5e1c8.jpeg" type="image/jpeg" />
</item>
<item>
<title>“ปลัดพาณิชย์” วางเกมรับมือค่าครองชีพระยะยาว ย้ำไม่ประมาทราคาพลังงานสูง  เดินหน้ามาตรการเชิงรุกดูแลราคาสินค้า ผนึกเอกชนลดภาระประชาชนทั่วประเทศ</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_70762570.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;ปลัดพาณิชย์&rdquo; วางเกมรับมือค่าครองชีพระยะยาว ย้ำไม่ประมาทราคาพลังงานสูง&nbsp;<br />
เดินหน้ามาตรการเชิงรุกดูแลราคาสินค้า ผนึกเอกชนลดภาระประชาชนทั่วประเทศ</p>

<p>ปลัดพาณิชย์ &ldquo;พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์&rdquo; แจงได้รับข้อสั่งการจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เกาะติดสถานการณ์ค่าครองชีพโลกและเงินเฟ้อไทย ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งที่ทรงตัวสูง ย้ำไม่ประมาท เน้นเฝ้าระวังความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชนในระยะต่อไป พร้อมวางแนวทางรับมือค่าครองชีพอย่างเป็นระบบเน้นติดตามสถานการณ์ล่วงหน้าป้องกันปัญหาและแก้ไขให้ตรงจุดเดินหน้ามาตรการเชิงรุกกำกับดูแลราคาสินค้าจำเป็นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางผนึกกำลังภาคเอกชนชะลอการปรับราคาสินค้าและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดทั่วประเทศมุ่งลดภาระค่าครองชีพรักษากำลังซื้อและสร้างสมดุลให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การชุมนุมประท้วงในหลายประเทศของยุโรป สะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากหลายปัจจัยทั้งปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนความกังวลต่อคุณภาพบริการสาธารณะและนโยบายภาครัฐ ขณะที่ประเทศไทยแม้จะเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งเช่นเดียวกัน แต่ยังมีบริบททางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างจากประเทศในยุโรป และแรงกดดันด้านราคายังไม่กระจายตัวเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ไม่ประมาทต่อความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและกระทบกำลังซื้อของประชาชนในระยะต่อไป จึงให้ความสำคัญกับการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมวางแนวทางรับมือเชิงรุก เพื่อดูแลค่าครองชีพและบรรเทาภาระประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ตระหนักดีว่าประชาชนยังคงเผชิญภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าและบริการจำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงได้ติดตามสถานการณ์ อย่างใกล้ชิดและเฝ้าระวังการส่งผ่านต้นทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นวงกว้างและส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนในระยะต่อไป</p>

<p>ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า &ldquo;บทเรียนจากประเทศในยุโรปสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาค่าครองชีพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขเงินเฟ้อ แต่เป็นผลจากแรงกดดันหลายด้านที่สะสมและซ้อนทับกัน ทั้งภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น รายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนความไม่พอใจต่อคุณภาพบริการสาธารณะและนโยบายภาครัฐ จนส่งผลให้ปัญหาทางเศรษฐกิจขยายตัวเป็นแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางสังคม ขณะที่ประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานและบริบททางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไป โดยภาพรวม แรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการยังอยู่ในวงจำกัดประกอบกับภาครัฐมีกลไกและมาตรการดูแลค่าครองชีพประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ไม่ประมาทต่อความเสี่ยง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่อาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าในระยะยาว จึงให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุก การติดตามและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ตลอดจนการกำหนดมาตรการรับมืออย่างตรงจุด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชนในวงกว้าง</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในได้วางแนวทางรับมือค่าครองชีพทั้งระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้น 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ (1) การกำกับดูแลราคาสินค้าเชิงรุก โดยติดตามโครงสร้างต้นทุนและราคาสินค้าจำเป็นตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง พร้อมหารือผู้ผลิตรายใหญ่และห้างค้าปลีกค้าส่ง ขอความร่วมมือชะลอการปรับราคาสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ยังมีต้นทุนเดิม ควบคู่กับการติดตามปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ และมอบหมายสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ประสานหน่วยงานในพื้นที่ ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้า ป้องกันการกักตุนและฉวยโอกาสขึ้นราคา (2) การเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดผ่านโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; จัดจำหน่ายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด 3,036 จุดทั่วประเทศ ในช่วงนำร่อง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ประมาณ 200 ล้านบาท และ (3) การผนึกกำลังภาคเอกชนลดภาระประชาชน โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการ 27 ราย ลดราคาสินค้าและบริการกว่า 4,223 รายการ สูงสุดร้อยละ 78 ผ่านกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพสู้วิกฤตน้ำท่วม&rdquo; เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยให้สามารถฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและกลับมาดำเนินชีวิตได้โดยเร็ว</p>

<p>นอกจากนี้ หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์พร้อมเพิ่มมาตรการในการติดตามต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภท และประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการเพื่อบริหารจัดการต้นทุนและชะลอการส่งผ่านภาระไปยังผู้บริโภค ควบคู่กับการใช้กลไกกำกับดูแลราคาสินค้าตามกฎหมายและการขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการดูแลค่าครองชีพประชาชนกับความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าและกำลังซื้อของประชาชนในระยะยาว&rdquo;</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์ยืนยันเดินหน้าดูแลปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเต็มกำลังตามศักยภาพโดยไม่รอให้ปัญหาค่าครองชีพขยายตัวเป็นวงกว้าง แต่จะใช้ทุกกลไกที่มีในการติดตาม ป้องกัน และบรรเทาผลกระทบอย่างทันท่วงที พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่เหมาะสม เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม และผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ เพราะเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ คือ ลดภาระค่าครองชีพและสร้างความสมดุลทางการค้า เพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป แต่สิ่งที่อยากเห็นคือ การกระจายรายได้ที่เพิ่มขึ้นของพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจังให้เห็นผลเป็นรูปธรรม&rdquo; ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>------------------------------------------------------</p>

<p>วันที่ 21 ตุลาคม 2569<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2293</link>
<guid>6aeac52d312a12293</guid>
<pubDate>Wed, 21 Oct 2026 17:48:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610214b1507cd9e37319f5dd1413d4c53a9d5175427.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” หารือสมาคมผู้ส่งออกฯ ถกสถานการณ์ส่งออกข้าวไทย </title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_70762633_0.jpg" style="width: 500px; height: 319px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; หารือสมาคมผู้ส่งออกฯ ถกสถานการณ์ส่งออกข้าวไทย&nbsp;</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; หารือสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ติดตามสถานการณ์การค้าข้าว ชี้ตลาดข้าวโลกแข่งขันสูงและสถานการณ์ตะวันออกกลางกระทบการส่งออกไปอิรัก แต่เอลนีโญหนุนความต้องการนำเข้า เร่งพบผู้นำเข้าผลักดันการส่งออก เพื่อช่วยให้มีคำสั่งซื้อรองรับผลผลิตสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไทย</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับสมาคม<br />
ผู้ส่งออกข้าวไทย นำโดยนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และคณะผู้บริหารสมาคมฯ วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ว่า การส่งออกข้าวไทยปี 2569 เผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยกดดัน<br />
จากผลผลิตข้าวอินเดียที่มีปริมาณมากและมีสต็อกข้าวอยู่ในระดับสูง และในช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวปากีสถานออกสู่ตลาด ยิ่งทำให้มีการแข่งขันรุนแรงขึ้น และการส่งออกข้าวไทยไปอิรักลดลงอย่างมาก<br />
มาตั้งแต่ช่วงต้นปีจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้จะมีการขนส่งข้าวไปอิรัก<br />
ผ่านทางตุรกีบ้าง แต่ปริมาณยังไม่มากนักเนื่องจากมีต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ยังมีตลาดฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่นำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับกับความเสี่ยงจากผลกระทบของปรากฏการณ์เอลนีโญและเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร จึงช่วยชดเชยตลาดอิรักได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย<br />
ได้แจ้งสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานแบกขนสินค้า ณ ท่าเรือ จึงขอความอนุเคราะห์กระทรวงพาณิชย์<br />
ช่วยประสานกระทรวงแรงงานในการจัดหาแรงงานที่สามารถทำงานในลักษณะนี้ได้</p>

<p>นายชูเกียรติฯ นายกกิตติมศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาข้าวไทยขณะนี้มีประเด็นด้านราคา ซึ่งสูงกว่า<br />
ประเทศผู้ปลูกข้าวอื่นๆ ซึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนการเพาะปลูกข้าวของเกษตรกรชาวนาสูง ขณะที่ผลผลิตต่อไร่<br />
ต่ำกว่าประเทศอื่นมาก จึงอยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแล ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวใหม่ๆ<br />
และการปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูก ซึ่งจะช่วยเรื่องราคาที่สมเหตุสมผลสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้</p>

<p>ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้ประสานกระทรวงแรงงานทันทีเพื่อแก้ปัญหา<br />
การขาดแคลนแรงงานแบกขนสินค้า ส่วนการดูแลตั้งแต่ต้นน้ำมีความสำคัญมาก หากเราสามารถทำราคาขาย<br />
ให้เหมาะสมแต่ยังคงมีกำไร เราจะสามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อราคาข้าวของเกษตรกร<br />
ในทางกลับกันหากส่งออกได้น้อยลง ข้าวจะอยู่ในประเทศมากขึ้นก็จะส่งผลกับราคาข้าว<br />
ในประเทศเช่นกัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ซึ่งรับผิดชอบด้านการตลาด กรมการค้าต่างประเทศ<br />
โดย นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีฯ ได้แจ้งแผนรุกตลาดเพื่อเร่งผลักดันการส่งออกข้าว โดยจะร่วมกับภาคเอกชนเดินทางไปพบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้าวของฟิลิปปินส์ เพื่อหารือเกี่ยวกับการขอขยายกรอบเวลาการส่งออกตามใบอนุญาตและขอให้พิจารณานำเข้าข้าวจากไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ออกสู่ตลาด สอดคล้องกับความต้องการของตลาดฟิลิปปินส์ที่นิยมนำเข้าข้าวใหม่ และในช่วงต้นปี 2570 กรมฯ ยังมีแผนพบผู้นำเข้าสำคัญทั้งญี่ปุ่นและแอฟริกาใต้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาตลาดข้าวไทยด้วยจุดแข็งด้านคุณภาพและการส่งมอบตามสัญญาที่ตรงตามกำหนดเวลา นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนการจัดงานประชุมข้าวนานาชาติเพื่อสนับสนุนการเจรจาธุรกิจการค้าระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยกับผู้นำเข้าข้าวจากนานาประเทศ การเร่งผลักดันการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าข้าวในงานแสดงสินค้านานาชาติ</p>

<p>สำหรับสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในปี 2570 คาดว่ายังคงเผชิญกับปัจจัยท้ายทายเช่นเดียวกัน<br />
กับปี 2569 ในเบื้องต้นอาจยังคงเป้าหมายไว้ที่ 7 ล้านตัน อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีกรมการค้าต่างประเทศ<br />
จะหารือร่วมกับภาคเอกชนโดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเพื่อประเมินสถานการณ์เอลนีโญและความขัดแย้ง<br />
ในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อกำหนดคาดการณ์การส่งออกข้าวปี 2570 อีกครั้ง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมกราคม &ndash; กันยายน 2569 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 4.99 ล้านตัน ลดลง 19.26%&nbsp;<br />
มีมูลค่า 2,962 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 94,912 ล้านบาท) ลดลง 16.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ราคาส่งออกข้าวไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยราคาส่งออกข้าวขาว 5%<br />
เฉลี่ย ณ เดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ตันละ 482 ดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 28.88 จากเดือนกันยายน 2568 ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 374 ดอลลาร์สหรัฐฯ</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2292</link>
<guid>6aeac52d312b62292</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 15:42:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2026102021bb5aafa45d35aadf85e45e554d8a9b154300.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>สนค. แนะไทยเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม คว้าโอกาสจากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก  เสริมความยืดหยุ่นทางการค้า</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/2145446.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>สนค. แนะไทยเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม คว้าโอกาสจากการปรับห่วงโซ่อุปทานโลก&nbsp;<br />
เสริมความยืดหยุ่นทางการค้า</p>

<p>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Reconfiguration) กำลังเปิดโอกาสด้านการค้าและการลงทุนให้แก่ไทย จากจุดแข็งด้านที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ฐานการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้า แต่ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ยกระดับศักยภาพของธุรกิจ ควบคู่กับการกระจายตลาดและแหล่งปัจจัยการผลิต เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการค้าโลก</p>

<p>สนค. ได้ศึกษาการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า เหตุการณ์ต่าง ๆ&nbsp;<br />
ทั้งความขัดแย้งทางการค้า การแพร่ระบาดของ COVID-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการแข่งขันระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ประเด็นความมั่นคงของแหล่งจัดหาปัจจัยการผลิต ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการผลิตและการลงทุนมากขึ้น ทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยง โดยลดการพึ่งพาผู้ผลิต ประเทศ หรือเส้นทางขนส่งเพียงแห่งเดียว และเกิดการปรับโครงสร้าง<br />
ห่วงโซ่อุปทานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การกระจายแหล่งจัดซื้อ การรักษาฐานการผลิตในจีนและเพิ่มฐานการผลิตในประเทศอื่น (China Plus One) การย้ายฐานการผลิตไปใกล้ตลาดปลายทาง ประเทศพันธมิตร หรือกลับสู่ประเทศต้นทาง รวมถึง<br />
การสำรองสินค้าหรือวัตถุดิบสำคัญ ทั้งนี้ การปรับตัวเกิดขึ้นไม่เท่ากันในทุกอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และ AI ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และแร่สำคัญ รวมถึงพลังงาน อาหาร และปัจจัยการผลิตพื้นฐาน</p>

<p>สำหรับประเทศไทย การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกเปิดโอกาสให้ไทยมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเครือข่าย<br />
การผลิตและการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากการที่ประเทศเศรษฐกิจสำคัญอย่างสหรัฐฯ และจีน กระจายแหล่งจัดหาและลดการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว ไทยที่มีจุดแข็งด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และเครือข่ายการค้า จึงมีศักยภาพเป็นเศรษฐกิจตัวเชื่อม (connector economy) ในห่วงโซ่อุปทานโลก</p>

<p>ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศของไทย สะท้อนความเชื่อมโยงกับตลาดและห่วงโซ่อุปทานของประเทศสำคัญ<br />
ที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยในช่วงปี 2559&ndash;2568 สัดส่วนการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ เพิ่มจากร้อยละ 11.4 เป็นร้อยละ 21.4 ขณะที่สัดส่วนการนำเข้าจากจีนเพิ่มจากร้อยละ 21.6 เป็นร้อยละ 31.1 และจากไต้หวันเพิ่มจากร้อยละ 3.7 เป็นร้อยละ 7.4 ขณะเดียวกัน สินค้าเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์มีบทบาทในการส่งออกและนำเข้าของไทยเพิ่มขึ้น อาทิ การส่งออกอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (HS 8471) สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.9 เป็น 6.7 และโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสาร (HS 8517) สัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.2 เป็น 5.1 ต่อมูลค่าการส่งออกรวม ขณะที่การนำเข้าวงจรรวม (HS 8542) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.8 เป็น 10.0 ต่อมูลค่านำเข้ารวม ทั้งนี้ ข้อมูลสถิติระยะสั้นส่วนหนึ่งอาจได้รับผลจากการเร่งส่งออกก่อนมาตรการภาษีมีผลและการปรับสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจ&nbsp;</p>

<p>ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ปี 2568 เงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไทยเพิ่มขึ้น<br />
ร้อยละ 30.3 เมื่อเทียบกับปีก่อน เป็นมูลค่า 19.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีแนวโน้มการลงทุนในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br />
เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจดิจิทัล และพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ สะท้อนความสนใจของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตและเชื่อมโยงกับเครือข่ายการผลิตและการค้าในภูมิภาค</p>

<p>นอกจากโอกาสด้านการค้าและการลงทุนแล้ว การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยังเปิดโอกาสให้ไทยได้ยกระดับ<br />
ภาคการผลิตและบริการ โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเพิ่มมูลค่าในภาคเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ ตลอดจนการพัฒนาภาคบริการที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมการผลิตและการค้า</p>

<p>อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานยังมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการพึ่งพาตลาดและแหล่งปัจจัยการผลิตบางประเทศในระดับสูง การแข่งขันจากสินค้าจีนและกำลังการผลิตส่วนเกิน ตลอดจนมาตรการทางการค้า&nbsp;<br />
กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และการตรวจสอบย้อนกลับ นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าบางส่วนที่เพิ่มขึ้นอาจมาพร้อมการนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบมูลค่าสูง ทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นภายในประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน&nbsp;</p>

<p>ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอแนวทางสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ (1) กระจายตลาด สินค้า และแหล่งปัจจัยการผลิตอย่าง<br />
มีเป้าหมาย (2) ยกระดับอุตสาหกรรมและเพิ่มมูลค่าในประเทศ โดยเชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก&nbsp;<br />
(3) เพิ่มความพร้อมต่อกฎระเบียบและมาตรฐานการค้าใหม่ (4) ขยายความร่วมมือทางการค้าและยกระดับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ และ (5) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบบริหารความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน</p>

<p>สนค. ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกไม่ใช่เพียงการย้ายฐานการผลิตจากประเทศหนึ่ง<br />
ไปยังอีกประเทศหนึ่ง แต่เป็นการจัดระเบียบเครือข่ายการผลิตและการค้าใหม่ ไทยจึงควรใช้ประโยชน์จากโอกาสที่ได้รับ<br />
อย่างเต็มที่ ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย พัฒนาทักษะและเทคโนโลยี และเสริมความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง เพื่อยกระดับบทบาทของไทยสู่ฐานการผลิตและบริการที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ และสร้างมูลค่าและประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจไทยได้มากขึ้นในระยะยาว<br />
--------------------------------------<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2291</link>
<guid>6aeac52d312cf2291</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 14:14:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610208991edad520d8a501f2a25411a07713b141514.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“อธิบดีจิตติมา” สานต่อการทำงาน ประกาศทิศทางขับเคลื่อนกรมทรัพย์สินทางปัญญา ชูแนวคิด “DIP One” ผสานพลัง ยกระดับบริการ-คุ้มครองสิทธิ-สร้างมูลค่า IP</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_49135754_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" />.</p>

<p>&ldquo;อธิบดีจิตติมา&rdquo; สานต่อการทำงาน ประกาศทิศทางขับเคลื่อนกรมทรัพย์สินทางปัญญา<br />
ชูแนวคิด &ldquo;DIP One&rdquo; ผสานพลัง ยกระดับบริการ-คุ้มครองสิทธิ-สร้างมูลค่า IP<br />
&nbsp;<br />
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด &ldquo;DIP One: One Vision, One Team, Real Impact&rdquo; ผสานพลังคนทำงาน มองเป้าหมายให้ชัด และลงมือทำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมใน 3 มิติ ทั้งการยกระดับบริการทรัพย์สินทางปัญญา (IP) การคุ้มครองสิทธิอย่างเข้มแข็ง และการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ ปักธง Quick Big Win 6 เดือน - 1 ปีแรก เร่งปลดล็อกข้อจำกัดเพื่อการให้บริการที่สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ผลักดันร่างกฎหมายสำคัญ พร้อมหนุน SMEs สร้างมูลค่า IP และเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อสร้าง Big Win ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในระยะยาว<br />
&nbsp;<br />
นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยภายหลังการประชุม Town Hall<br />
เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานแก่ผู้บริหารและบุคลากรกรมทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 ว่า<br />
เพื่อขับเคลื่อนภารกิจของกรมฯ ให้สอดรับกับทิศทางนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายโลก และแสวงหาโอกาสใหม่ด้วยการนำศักยภาพของไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งแนวทางขับเคลื่อนงานก้าวใหม่กระทรวงพาณิชย์ ของนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ คน งาน และองค์กร ให้เติบโตและเป็นที่พึ่งสำหรับประชาชนและ<br />
ภาคธุรกิจในทุกมิติ กรมฯ จึงกำหนดทิศทางการดำเนินงานเชิงรุกภายใต้แนวคิด &ldquo;DIP One: One Vision,<br />
One Team, Real Impact&rdquo; โดยมุ่งเน้นให้บุคลากรทุกระดับทำงานเป็นทีม เชื่อมโยงภารกิจของแต่ละส่วนและตั้งเป้าหมายร่วมกัน พร้อมเปิดรับไอเดียใหม่ๆ พัฒนาทักษะและปรับตัวให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับ<br />
การยึดมั่นในหลัก Zero Corruption ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส และตรวจสอบได้ ตลอดจนดูแลสุขภาวะในการทำงาน เพื่อร่วมกันพัฒนางานและส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง<br />
&nbsp;<br />
นางสาวจิตติมา กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานของกรมฯ จะมุ่งเน้นภารกิจสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ มิติที่ 1 Faster Service: ยกระดับการให้บริการ IP ให้สะดวก รวดเร็ว และเข้าถึงง่าย โดยทบทวนและปรับปรุงกระบวนงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริการ ทั้งการเร่งรัด<br />
การจดทะเบียนผ่านช่องทาง Fast Track เพื่อให้ผู้ขอได้รับความคุ้มครองทันต่อการดำเนินธุรกิจ การบูรณาการ<br />
องค์ความรู้และแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างหน่วยงาน (Work Sharing) ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล<br />
การพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานเครือข่ายพันธมิตรให้มีความรู้ความเข้าใจด้าน IP เชิงลึก (Train the Trainer)<br />
ให้สามารถส่งต่อองค์ความรู้และสนับสนุนงานด้าน IP ในระดับหน่วยย่อย การพัฒนาระบบสืบค้นข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา (IP Search) ให้ค้นหาข้อมูลได้ง่าย รวดเร็ว และแม่นยำ รวมถึงยกระดับศูนย์บริการ IP ONE เพื่อให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ประชาชนได้อย่างตรงจุดและครบวงจรทั้งออนไลน์-ออฟไลน์<br />
&nbsp;<br />
&nbsp;<br />
มิติที่ 2 Stronger Protection: คุ้มครองสิทธิอย่างเข้มแข็ง โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจดทะเบียน IP และยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิให้สอดคล้องกับแนวทางสากล การผลักดันการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายสิทธิบัตร กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และกฎหมายเกี่ยวกับ<br />
องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ ให้มีความก้าวหน้าตามขั้นตอน พร้อมยกระดับความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร<br />
ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการละเมิด IP ให้เท่าทันการค้ายุคใหม่ รวมทั้งผลักดัน<br />
ให้แพลตฟอร์มออนไลน์นำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการปราบปรามการละเมิดฯ ออนไลน์ นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมการคุ้มครองสินค้า GI ไทย ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ของชุมชน เพื่อให้การคุ้มครองและปกป้องสิทธิใน IP มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่เจ้าของสิทธิ ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมส่งเสริมระบบการค้าที่เป็นธรรม<br />
&nbsp;<br />
และมิติที่ 3 IP Commercialization: มุ่งสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ตระหนักถึงความสำคัญของ IP ในฐานะสินทรัพย์ทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดสร้างรายได้และ<br />
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างให้กับสินค้าและบริการ การขยายตลาดสินค้า GI และส่งเสริมสินค้าแบรนด์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมีกลยุทธ์ และการพัฒนากลไกสนับสนุน<br />
ให้ผู้ประกอบการใช้ IP เป็นหลักประกันทางการเงิน ผ่านการศึกษาและทดลองระบบ IP Finance ของประเทศ<br />
ในรูปแบบ IP Sandbox เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอด IP สู่การสร้างมูลค่าทางธุรกิจ<br />
อันจะช่วยเพิ่มรายได้และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว<br />
&nbsp;<br />
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ มุ่งกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ โดยในระยะ 6 เดือน &ndash; 1 ปีต่อจากนี้ จะเร่งสร้าง Quick Big Win ในภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วน<br />
ทั้งการลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ การผลักดันการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบด้าน IP ให้คืบหน้าตามเป้าหมาย การเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ในมิติใหม่ เพื่อขยายตลาดและสร้างรายได้แก่ผู้ผลิตในชุมชน<br />
และการขับเคลื่อนระบบ IP Finance โดยเตรียมจัดตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้มีส่วนได้เสียจากทุกภาคส่วน<br />
ทั้งเจ้าของ IP สถาบันการเงิน และผู้ประเมินมูลค่า เพื่อร่วมกำหนดแนวทางและพัฒนากลไกการประเมินมูลค่า IP ที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน ทั้งนี้ กรมฯ ยังมุ่งต่อยอดสู่ Big Win ในระยะ 1&ndash;2 ปี โดยพัฒนาองค์กรสู่การเป็นหน่วยงานที่ให้บริการเป็นเลิศ (Service Excellence) ลดภาระและข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ<br />
เสริมความเชื่อมั่นด้วยระบบคุ้มครองสิทธิที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ (Trusted Protection) และผลักดันให้ IP สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง (Real Business Value) เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยในตลาดโลก<br />
&nbsp;<br />
----------------</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2290</link>
<guid>6aeac52d312ea2290</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 10:06:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610208ed31b69b0ce3e67b3d5196799f4728c101142.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>​​​​​​​“ศุภจี” สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง พาณิชย์–วัฒนธรรม–ท่องเที่ยวฯ ต่อยอด IMF–World Bank ดันสินค้าไทย–Soft Power–ท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_142164001.jpg" style="width: 500px; height: 625px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง พาณิชย์&ndash;วัฒนธรรม&ndash;ท่องเที่ยวฯ ต่อยอด IMF&ndash;World Bank ดันสินค้าไทย&ndash;Soft Power&ndash;ท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจ</p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; สั่งบูรณาการ 3 กระทรวง ต่อยอดเวที IMF&ndash;World Bank ดันสินค้าไทย&ndash;Soft Power&ndash;ท่องเที่ยว สร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายรายได้สู่ชุมชน</p>

<p>วันที่ 20 ตุลาคม 2569</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ สั่งบูรณาการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) นำโอกาสจากการประชุม IMF&ndash;World Bank Group Annual Meetings 2026 มาต่อยอดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมโยงการค้า วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย ขยายตลาดสู่ต่างประเทศ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและชุมชน สอดรับกับแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ</p>

<p>โดยได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดการพัฒนาสินค้า สร้างแบรนด์ และเชื่อมโยงตลาด ควบคู่กับการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาและการต่อยอดแนวคิด IP Finance รวมถึงสินค้าชุมชน อาทิ ผ้าไทยสำหรับตกแต่งบ้าน ถุงผ้าขาวม้า และอาหารไทย ให้มีมูลค่าและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น</p>

<p>ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมร่วมต่อยอดการผลักดันทุนทางวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการแสดง มวยไทย และศักยภาพศิลปินไทย ให้ต่อยอดสู่โอกาสทางธุรกิจและสร้างการรับรู้ในระดับนานาชาติ ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อยอดในภารกิจด้านการท่องเที่ยว มุ่งเชื่อมโยงอัตลักษณ์และกิจกรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสจากธุรกิจ MICE เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ</p>

<p>นางศุภจีมุ่งให้ความร่วมมือของทั้ง 3 กระทรวงดำเนินต่อเนื่องหลังสิ้นสุดการประชุม โดยเชื่อมตั้งแต่การพัฒนาสินค้าและบริการ การสร้างมูลค่าจากทุนทางวัฒนธรรม ไปจนถึงการขยายช่องทางการค้าและการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้โอกาสจากเวทีนานาชาติไม่หยุดอยู่เพียงการจัดงาน แต่ต่อยอดเป็นรายได้ที่กระจายสู่ผู้ประกอบการและชุมชน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2289</link>
<guid>6aeac52d312f82289</guid>
<pubDate>Tue, 20 Oct 2026 09:25:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261020d7a7924a853f04cee67bb16877169ccb092544.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกรมที่ดิน เชื่อมโยงข้อมูล และบูรณาการตรวจสอบนอมินีเข้ม เดินหน้าสกัดธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมปกป้องผลประโยชน์ชาติ</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/141197_0.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกรมที่ดิน เชื่อมโยงข้อมูล และบูรณาการตรวจสอบนอมินีเข้ม<br />
เดินหน้าสกัดธุรกิจผิดกฎหมาย พร้อมปกป้องผลประโยชน์ชาติ</p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผนึกกำลังกรมที่ดิน เดินหน้าป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างเข้มข้น &nbsp;บูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล และการถือครองที่ดิน เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของธุรกิจกลุ่มเสี่ยง พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน มุ่งสาวถึงผู้กระทำผิดและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง &nbsp; ปิดช่องโหว่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางประกอบธุรกิจหรือถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ภาคธุรกิจ</p>

<p>นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันนี้ (19 ตุลาคม 2569) ได้เข้าร่วมการแถลงข่าว &lsquo;เปิดปฏิบัติการปราบนอมินี บังคับจำหน่ายและตรวจสอบการถือครองที่ดินกลุ่มเสี่ยง ปกป้องผลประโยชน์ชาติ&rsquo; : Land Action ณ ทำเนียบรัฐบาล จัดโดยกรมที่ดิน ซึ่งได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและมอบนโยบายการป้องกันและปราบปรามทุนเทา และใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในการประกอบธุรกิจหรือถือครองที่ดินแทนคนต่างด้าว และย้ำเตือนให้หน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังตามภารกิจของตนเอง</p>

<p>อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า &ldquo;กรมฯ ได้เร่งดำเนินการตามภารกิจป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ทำหน้าที่เป็น &lsquo;หน่วยนำวิถี&rsquo; ดำเนินการชี้เป้าการกระทำความผิดของชาวต่างชาติที่ใช้คนไทยถือหุ้นแทนในการประกอบธุรกิจ หรือนอมินี ประกอบกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เน้นย้ำให้กรมฯ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อมุ่งตรวจสอบการประกอบธุรกิจของนิติบุคคลที่อาจมีพฤติการณ์ให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าว หรือหลีกเลี่ยงข้อจำกัดหรือฝ่าฝืนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ดังนั้น ความร่วมมือกับกรมที่ดินในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งช่วยคลี่คลายปัญหาของธุรกิจนอมินีให้มีความคืบหน้าไปอย่างมาก จากการเชื่อมโยงข้อมูลการถือครองที่ดินของผู้ประกอบธุรกิจหรือบุคคลที่อาจมีพฤติการณ์ให้ความช่วยเหลือคนต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจแบบผิดกฎหมาย ซึ่งกรมฯ ได้ใช้ข้อมูลของกรมที่ดินนำมาวิเคราะห์เชิงลึกควบคู่กับข้อมูลด้านการจดทะเบียนนิติบุคคล โครงสร้างการถือหุ้นของกรมฯ จนสามารถนำมาประกอบการตรวจสอบความเชื่อมโยงและพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายการใช้นอมินีได้ ซึ่งการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานราชการจะช่วยให้การตรวจสอบมีความแม่นยำและครอบคลุมมากขึ้น สามารถระบุกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยง และนำไปสู่การตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ&rdquo;</p>

<p>&ldquo;สำหรับแนวทางความร่วมมือที่จะเดินหน้าต่อไป ทั้งสองหน่วยงานจะให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานอย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น พร้อมนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างนิติบุคคล ผู้ถือหุ้น และการถือครองที่ดิน ตลอดจนการลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่เป้าหมายที่มีความเสี่ยง โดยดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้สามารถติดตามพฤติการณ์ที่น่าสงสัยได้อย่างเป็นระบบ สืบค้นไปจนถึงผู้กระทำผิดและผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดตามข้อเท็จจริงที่ตรวจพบ จนนำไปสู่การสิ้นสุดของการเกิดใหม่ของธุรกิจนอมินีในประเทศไทย&rdquo; &nbsp;&nbsp;</p>

<p>&ldquo;ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเดินหน้าทำงานเชิงรุก พร้อมประสานความร่วมมือกับกรมที่ดินและหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ตอกย้ำการทำงานปราบปรามนอมินีที่เป็นหนึ่งเดียวกันของภาครัฐ นำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่องเห็นผลเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินกิจการอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม มุ่งสร้างระบบธุรกิจไทยที่เข้มแข็ง ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย&rdquo; อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์<br />
**********************************************<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2288</link>
<guid>6aeac52d313122288</guid>
<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 15:15:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610196318948e175c80bab75ac969fbc47b78151617.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>‘ผู้แทนการค้าไทย’ หารือรัฐมนตรีการค้าเนเธอร์แลนด์ หนุนเร่งสรุปผล FTA ไทย-EU ส่งเสริมความร่วมมือ‘เทคโนโลยี-ลงทุน’</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_355942426_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&lsquo;ผู้แทนการค้าไทย&rsquo; หารือรัฐมนตรีการค้าเนเธอร์แลนด์ หนุนเร่งสรุปผล FTA ไทย-EU ส่งเสริมความร่วมมือ&lsquo;เทคโนโลยี-ลงทุน&rsquo;<br />
&nbsp;</p>

<p>เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือกับนาย Sjoerd Sjoerdsma รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศและความร่วมมือเพื่อการพัฒนาแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ณ สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (European Union: EU) ที่เนเธอร์แลนด์เป็นสมาชิกสำคัญ ตลอดจนทิศทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจและสถานการณ์การค้าโลก</p>

<p>นายวีระพงษ์ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายสนับสนุนการเร่งรัดการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถสรุปผลได้ภายในปี 2569 โดยต้องรักษาสมดุลระหว่างความรวดเร็วกับคุณภาพของความตกลง และคำนึงถึงการสร้างการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้เนเธอร์แลนด์ในฐานะประเทศสมาชิก EU สนับสนุนการเจรจา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรสำคัญของไทย อาทิ ข้าวขาว เนื้อไก่ และปลาทูน่ากระป๋อง เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทย</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการสร้างสมดุลด้านการเปิดตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรม โดยผู้แทนการค้าไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกภาคส่วน ขณะที่เนเธอร์แลนด์ได้แลกเปลี่ยนข้อกังวลเกี่ยวกับนโยบายอุตสาหกรรมและการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญต่อเนเธอร์แลนด์ และ EU&nbsp;</p>

<p>นายวีระพงษ์ เสริมว่า หลังการหารือยังได้พบปะแลกเปลี่ยนมุมมองกับเครือข่ายภาคธุรกิจไทยและเนเธอร์แลนด์ที่เข้าร่วมงานเปิดที่ทำการแห่งใหม่ของสถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย อาทิ FrieslandCampina (Foremost), East-West Seed, Signify, KLM, Central Group, Indorama Ventures, SCG และ Thai Union โดยไทยได้เน้นย้ำถึงเป้าหมายการเป็นพันธมิตรทางการค้าที่เกื้อหนุนกันและพึ่งพาได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง การส่งเสริมกติกาการค้าที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น รวมทั้งแนวทางการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ เทคโนโลยีขั้นสูง การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ยานยนต์ไฟฟ้า การยกระดับห่วงโซ่มูลค่าในภาคเกษตรและอาหาร และพลังงานสะอาด&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ เนเธอร์แลนด์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 19 ของไทย และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 2 ของไทยใน EU โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์ มีมูลค่า 7,967.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 1.16 ของการค้าทั้งหมดของไทย โดยไทยส่งออกไปเนเธอร์แลนด์ มูลค่า 7,019.53 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยนำเข้าจากเนเธอร์แลนด์ มูลค่า 948.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ แผงวงจรไฟฟ้า และเนื้อและส่วนต่างๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์</p>

<p>----------------------------------</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2287</link>
<guid>6aeac52d313202287</guid>
<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 13:21:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610196963b313a871e770adec78ffeda304ce132145.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>”DITP“ เปิดเกมรุกตลาดอาหารโลก นำ 86 ผู้ประกอบการไทยบุก SIAL Paris 2026 ชูสินค้าเพิ่มมูลค่า–นวัตกรรม คาดสร้างคำสั่งซื้อกว่า 2,000 ล้านบาท</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_185958449_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&rdquo;DITP&ldquo; เปิดเกมรุกตลาดอาหารโลก นำ 86 ผู้ประกอบการไทยบุก SIAL Paris 2026 ชูสินค้าเพิ่มมูลค่า&ndash;นวัตกรรม คาดสร้างคำสั่งซื้อกว่า 2,000 ล้านบาท</p>

<p>เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฝรั่งเศส นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) พร้อมด้วย ดร. พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส ร่วมเป็นประธานเปิดคูหาประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ SIAL Paris 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้า Paris Nord Villepinte กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17&ndash;21 ตุลาคม 2569 เพื่อขยายโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อทั่วโลก และผลักดันสินค้าอาหารไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ</p>

<p>นายวราวุฒิ เปิดเผยว่า SIAL Paris เป็นเวทีการค้าสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก ซึ่งจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยในปีนี้มีพื้นที่จัดงาน 145,000 ตารางเมตร มีผู้ประกอบการเข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 7,800 บริษัท จากประมาณ 130 ประเทศ และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานเกือบ 300,000 ราย งานดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยจะได้พบปะผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และคู่ค้าจากนานาประเทศโดยตรง รับรู้แนวโน้มความต้องการของตลาด และนำข้อมูลมาพัฒนาสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น</p>

<p>ปีนี้ DITP ร่วมกับหอการค้าไทย นำผู้ประกอบการสินค้าอาหารและเครื่องดื่มของไทยจำนวน 86 บริษัท เข้าร่วมงาน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 จากปี 2567 โดยมุ่งขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงตลาดและเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศ เพิ่มช่องทางการส่งออก และต่อยอดโอกาสจากการเจรจาการค้าไปสู่คำสั่งซื้อจริง สอดคล้องกับนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มอบนโยบายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับการส่งออกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย</p>

<p>การเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังของทีมประเทศไทย (Team Thailand) ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดสากล โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการกับเครือข่ายผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ ตลอดจนสร้างโอกาสในการขยายตลาดและผลักดันสินค้าอาหารไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วโลก</p>

<p>โดยคูหาประเทศไทยนำเสนอสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีความหลากหลาย ครอบคลุมทั้งผักและผลไม้สด ผักและผลไม้แช่แข็ง ผักและผลไม้กระป๋องและแปรรูป ซอสและเครื่องปรุงรส อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารพร้อมรับประทาน ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ขนมขบเคี้ยว และเครื่องดื่ม สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นแหล่งผลิตสินค้าอาหารที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้หลายกลุ่ม ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำเสนอจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ และพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจเพื่อการส่งออกในระยะยาว</p>

<p>นอกจากการเจรจาการค้าแล้ว DITP ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานสินค้าไทย โดยสนับสนุนสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทยจัดบรรยายพิเศษหัวข้อ &ldquo;Sustainable Tuna Supply Chains: What Global Buyers Need to Know in a Changing Market&rdquo; ซึ่งได้รับการบรรจุในกิจกรรมอย่างเป็นทางการ SIAL Talk เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพ คุณภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรมของอุตสาหกรรมทูน่าและอาหารทะเลแปรรูปของไทย ตลอดจนแนวทางพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้ซื้อ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และสื่อมวลชนต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการเชื่อมโยงสินค้าไทยกับตลาดโลก</p>

<p>นายวราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า DITP คาดว่าการเข้าร่วมงานครั้งนี้จะสร้างมูลค่าคำสั่งซื้อภายใน 1 ปี ได้มากกว่า 2,000 ล้านบาท โดยสินค้าที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีนวัตกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารที่มีรสชาติแปลกใหม่และโดดเด่น สะท้อนโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป การสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพและนวัตกรรม ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าสินค้าเพื่อสร้างโอกาสทางการแข่งขันในระยะยาว และต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน</p>

<p>ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 เว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2286</link>
<guid>6aeac52d313362286</guid>
<pubDate>Mon, 19 Oct 2026 10:49:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610194dd8af4ff81d3454006a2e9da7a0ac5c110711.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ จ.ระยอง ร่วมกับ รมช.มหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี)  ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายและเข้าข่ายนอมินี  </title>
<description><![CDATA[<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ จ.ระยอง ร่วมกับ รมช.มหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี)&nbsp;<br />
ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายและเข้าข่ายนอมินี &nbsp;</p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บูรณาการความร่วมมือกับ รมช.มหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) กรมการปกครอง และกรมการจัดหางาน ลงพื้นที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ตรวจสอบธุรกิจที่อาจฝ่าฝืนกฎหมายและเข้าข่ายนอมินี พบเข้าข่ายทำผิดกฎหมายและอาจเป็นนอมินีหลายธุรกิจ พร้อมเร่งเตือนให้ส่งเอกสารประกอบการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกเพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป</p>

<p>นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2569 ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายและทีมปราบนอมินีร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบธุรกิจในพื้นที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง นำโดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) กรมการปกครอง และกรมการจัดหางาน ตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม อพาร์ทเมนต์ สถานบริการ ธุรกิจท่องเที่ยว และโรงงานที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายหรือใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี)</p>

<p>จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกและคัดกรองข้อมูลนิติบุคคลพบว่า อ.ปลวกแดง จ.ระยอง มีนิติบุคคลที่เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงในลักษณะนอมินี โดยตรวจพบข้อมูลฯ 1) นิติบุคคลที่จดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานใหญ่แห่งเดียวกัน 4 ราย จากการตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนของนิติบุคคล ปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้ (1.1) นิติบุคคลมีสถานะเป็นต่างด้าว 2 ราย เบื้องต้นทั้งสองรายได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบงบการเงินปีที่ผ่านมาของบริษัท พบว่าแจ้งประเภทธุรกิจขายส่งอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งนอกเหนือจากขอบข่ายการประกอบธุรกิจตามที่ได้รับหนังสือรับรองฯ (1.2) นิติบุคคลไทยมีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นไม่เกินร้อยละ 50 จำนวน 2 ราย ประกอบธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ซื้อ-ขาย อุปกรณ์โรงงาน วัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และเครื่องจักร ซึ่งเข้าข่ายธุรกิจบัญชีสาม (14) การค้าปลีก และ (15) การค้าส่ง ท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงในลักษณะนอมินีหากมีคนไทยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบเชิงลึกเพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจดังกล่าวประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินีหรือไม่</p>

<p>&nbsp; 2) นิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงนอมินี ประกอบธุรกิจบริการที่พัก บริการอาหารและเครื่องดื่ม มีผู้ถือหุ้นคนไทย 1 ราย ถือหุ้นจำนวน 10,600 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และผู้ถือหุ้นคนต่างด้าว &nbsp;2 ราย ถือหุ้นรวมกันจำนวน 9,400 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 47 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งผู้ดูแลโรงแรมเป็นทั้งกรรมการและผู้ถือหุ้น ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการประกอบธุรกิจโรงแรมเป็นการเช่าสถานที่และดัดแปลงเป็นโรงแรมรวมทั้งยอมรับว่าเงินลงทุนเป็นของชาวต่างชาติเพื่อไม่ให้สถานะของนิติบุคคลเป็นต่างด้าวในการประกอบกิจการโรงแรม นอกจากนี้ ผลการตรวจสอบพบว่าโรงแรมดังกล่าวประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งกรมการปกครองจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป</p>

<p>อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการตรวจสอบ กรมฯ ได้มีหนังสือให้ธุรกิจชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและการลงทุน เพื่อตรวจสอบว่าเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวหรือไม่ โดยหากพบว่าเข้าข่ายจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป ทั้งนี้ คนไทยที่มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ชาวต่างชาติจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน&rdquo; อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย&nbsp;</p>

<p>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
***********************************&nbsp;<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2285</link>
<guid>6aeac52d3134d2285</guid>
<pubDate>Sun, 18 Oct 2026 09:51:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610183672efc521c2f52d9b9beddbaa38f4b8095247.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมการค้าต่างประเทศ รุกตลาดความงามตะวันออกกลาง Beautyworld Middle East 2026 </title>
<description><![CDATA[<p>กรมการค้าต่างประเทศ รุกตลาดความงามตะวันออกกลาง Beautyworld Middle East 2026&nbsp;<br />
ณ เมืองดูไบ เดินหน้าขยายโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงสู่ตลาดโลก</p>

<p>กรมการค้าต่างประเทศ โดยสถาบันส่งเสริมสินค้าเกษตรนวัตกรรม (APi) นำผู้ประกอบการสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยเข้าร่วมจัดแสดงสินค้าในงาน Beautyworld Middle East 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 &ndash; 8 ตุลาคม 2569&nbsp;<br />
ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ งานแสดงสินค้านานาชาติด้านความงามที่มีชื่อเสียงและยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรนวัตกรรมด้านความงามของไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในเวทีการค้าสากล ตลอดจนทำการตลาดเชิงรุกในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและกำลังซื้อสูง โดยการเข้าร่วมงานครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาและยอดขายรวมกว่า 8 ล้านบาท สะท้อนถึงความโดดเด่นของสินค้าด้านสุขภาพและความงามไทยที่กำลังได้รับความสนใจในตลาดโลก&nbsp;</p>

<p>การเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมฯ ได้นำเสนอสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยจากผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน<br />
22 บริษัท ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม ผลิตภัณฑ์สปาและสมุนไพร ตลอดจนผลิตภัณฑ์เครื่องหอม โดยมีจุดเด่นในการนำวัตถุดิบทางการเกษตรของไทยมาต่อยอดด้วยองค์ความรู้ ภูมิปัญญา และนวัตกรรม เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค<br />
พร้อมแสดงให้คู่ค้าต่างชาติเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและ<br />
ความงามที่สามารถแข่งขันในตลาดสากล</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน Beautyworld Middle East 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของกรมการค้าต่างประเทศในการสร้างโอกาสทางการค้าและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเชื่อมโยงศักยภาพการผลิตภายในประเทศกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การขยายตลาดส่งออก และการสร้างเครือข่ายคู่ค้าในระยะยาว &nbsp;ภายในงานมีผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้ซื้อจากหลากหลายประเทศให้ความสนใจสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย อาทิ อินเดีย ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย โอมาน เม็กซิโก อียิปต์ และฟิลิปปินส์ การเข้าร่วมงานครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าต่างชาติ และเป็นก้าวแรก<br />
ที่ผู้ประกอบการจากโครงการประกวดสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทย (Agri Plus Award) ได้ต่อยอดผลงานนวัตกรรม<br />
สู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดตะวันออกกลาง และขยายตลาดส่งออกได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต&nbsp;</p>

<p>อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินภารกิจดังกล่าวสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการขยายตลาดและพันธมิตรทางการค้า เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยล่าสุดไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สามารถสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPA) ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความตกลงนี้จะช่วยนำจุดแข็งของทั้งสองประเทศมาเสริมกัน โดยไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตรและการผลิต ขณะที่ UAE มีศักยภาพในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้าของภูมิภาค กรมฯ พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายดังกล่าว ด้วยการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนำวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยมาแปรรูปและพัฒนาด้วยนวัตกรรม และใช้ UAE เป็นประตูกระจายสินค้าเกษตรนวัตกรรมไทยสู่ตลาดตะวันออกกลางต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือ Facebook : กรมการค้าต่างประเทศ/Institute for Agricultural Product Innovation หรือโทร. 0-2547-4744</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2284</link>
<guid>6aeac52d313572284</guid>
<pubDate>Sat, 17 Oct 2026 12:37:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610177500a2d53e8e1081f8f5fbe3be8ad027123859.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” เปิดกระทรวงฯ รับทัพนักธุรกิจยักษ์ใหญ่สวิส ดัน FTA ไทย–EFTA สร้างประโยชน์ร่วม เชื่อม SMEs สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เปิดกระทรวงฯ รับทัพนักธุรกิจยักษ์ใหญ่สวิส ดัน FTA ไทย&ndash;EFTA สร้างประโยชน์ร่วม เชื่อม SMEs สู่ห่วงโซ่อุปทานโลก</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและหารือกับนางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจสมาพันธรัฐสวิส (SECO) พร้อมคณะผู้บริหารบริษัทชั้นนำและองค์กรธุรกิจสำคัญของสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน เตรียมใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีไทย&ndash;สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ซึ่งทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2570 มุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก</p>

<p>การหารือครั้งนี้มีผู้บริหารจากบริษัทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ในอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม อาทิ Nestl&eacute; ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มที่มีแผนลงทุนในไทยต่อเนื่อง ทั้งโรงงานกาแฟแห่งใหม่และธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง K&uuml;hne+Nagel ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระดับโลกที่เห็นศักยภาพไทยในห่วงโซ่อุปทานคลาวด์และศูนย์ข้อมูล รวมถึงแผนลงทุนด้านคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ Novartis และ Roche ในอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ ซึ่งมีโอกาสต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ และ Oerlikon บริษัทเทคโนโลยีวัสดุขั้นสูงที่สนใจขยายการลงทุนรองรับอุตสาหกรรมการบินและเซมิคอนดักเตอร์ในไทย</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากองค์กรธุรกิจและหน่วยงานสนับสนุนเศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ economiesuisse, Swissmem, Swissrail, SIFEM, SERV, Switzerland Global Enterprise (S-GE) และ DKSH สะท้อนโอกาสขยายความร่วมมือครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรม เทคโนโลยี ระบบขนส่ง การเงิน และการส่งเสริมการค้าและการลงทุน</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ความสำเร็จของ FTA ไม่ได้อยู่ที่การเจรจาจนได้ข้อสรุปเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ภาคธุรกิจใช้ประโยชน์จากความตกลงได้จริง กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้พัฒนาสินค้าและบริการตามมาตรฐานสากล พร้อมเชื่อมโยงกับบริษัทชั้นนำที่มีเครือข่ายทั่วโลก เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานและสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง รวมถึงพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ทั้งสองฝ่าย เน้นผลประโยชน์ร่วม (Mutual Benefit) ทั้งการค้าและการลงทุน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย การขยายโอกาสทางธุรกิจของบริษัทสวิส และการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน</p>

<p>ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน ทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การลดอุปสรรคด้านศุลกากร การใช้ระบบดิจิทัลอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และการจัดให้มีช่องทางประสานงานที่ชัดเจน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสอบถามข้อมูลและแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจระหว่างกันได้สะดวกยิ่งขึ้น</p>

<p>สำหรับการค้าไทย&ndash;สวิตเซอร์แลนด์ ในปี 2568 มีมูลค่ารวม 14,236.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 31.12 จากปีก่อน ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 9,557 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 สะท้อนศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเตรียมกระบวนการภายในประเทศเพื่อให้ FTA ไทย&ndash;EFTA มีผลใช้บังคับตามเป้าหมายวันที่ 1 มกราคม 2570</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2283</link>
<guid>6aeac52d313612283</guid>
<pubDate>Sat, 17 Oct 2026 08:55:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261017a36bb9313d444c5b861c41454adf1899085736.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” เปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” กว่า 3,000 จุดทั่วประเทศ </title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/664422_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; กว่า 3,000 จุดทั่วประเทศ&nbsp;<br />
พร้อมผนึกเอกชน 27 ราย &nbsp;จัด &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม&rdquo;<br />
ลดราคาสินค้าฟื้นฟูหลังน้ำท่วมสูงสุด 78%</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ เปิดโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; นำสินค้าจำเป็นราคาประหยัดจำหน่าย 3,036 จุดทั่วประเทศ ต่อเนื่อง 90 วัน พร้อมผนึกผู้ประกอบการ 27 ราย จัดแคมเปญ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม&rdquo; ลดราคาสินค้าและบริการกว่า 4,200 รายการ สูงสุด 78% ช่วยประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายและฟื้นฟูบ้านเรือนหลังน้ำลด</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีข้อสั่งการให้เร่งช่วยเหลือและบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะผลกระทบจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง และทรัพย์สินภายในครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนราคาสินค้า จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในดำเนินโครงการดังกล่าว เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ โครงการกำหนดเปิดจุดจำหน่ายสินค้าทั่วประเทศ 3,036 จุด แม้จะไม่สามารถครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่กระทรวงพาณิชย์พยายามดำเนินการอย่างเต็มที่และจะเร่งเปิดจุดจำหน่ายให้เร็วที่สุด โดยแบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพมหานคร 300 จุด และส่วนภูมิภาค 76 จังหวัด รวม 2,736 จุด เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 ต่อเนื่อง 90 วัน โดยนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาประหยัด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 สินค้าไฮไลต์ประกอบด้วย ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมันพืช และน้ำตาลทราย กลุ่มที่ 2 สินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ผลิตโดยตรง 5 หมวด ได้แก่ ของใช้ประจำวัน ผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย ผลิตภัณฑ์ซักล้าง อาหารและเครื่องปรุงรส และอุปกรณ์ทำความสะอาด กลุ่มที่ 3 สินค้าอื่น ๆ ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้า House Brand สินค้า SMEs สินค้า GI สินค้าที่จังหวัดให้การส่งเสริม และผลผลิตทางการเกษตร โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ประมาณ 200 ล้านบาทตลอดโครงการ ทั้งนี้ ประชาชาชนสามารถติดตามการเปิดจุดจำหน่ายสินค้าได้ทางเว็บไซต์กรมการค้าภายใน (www.dit.go.th) และ Line Official @thai.thongfah</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า นอกจากการเปิดจุดจำหน่ายสินค้าธงฟ้าแล้ว กรมการค้าภายในยังได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ 27 ราย ร่วมจัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม&rdquo; ระหว่างเดือนตุลาคม&ndash;พฤศจิกายน 2569 นำสินค้าและบริการรวม 4,223 รายการ มาลดราคาสูงสุด 78% เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย เปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า และซ่อมบำรุงรถยนต์ ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท พร้อมจัดโปรโมชันพิเศษเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;สำหรับกลุ่มวัสดุก่อสร้างอุปกรณ์ทำความสะอาด และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า จำนวน 998 รายการ ลดสูงสุด 77% ครอบคลุมวัสดุซ่อมแซมบ้าน อุปกรณ์ทำความสะอาด และเครื่องมือช่าง พร้อมโปรโมชันสำรวจบ้านหลังน้ำท่วมฟรี ส่วนลดบริการทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning) บริการซ่อมแซมบ้าน ครอบคลุมเครื่องซักผ้า ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน พร้อมบริการตรวจเช็กและซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าฟรีในรายการที่กำหนด โดยมีผู้ประกอบการที่ร่วมรายการ 12 ราย อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี พาวเวอร์บาย พาวเวอร์มอลล์ เซ็นทรัล โรบินสัน โกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม ไทวัสดุ โฮมโปร เมกาโฮม และ MR.DIY</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มศูนย์บริการรถยนต์ จำนวน 1,827 รายการ ลดสูงสุด 64% ครอบคลุมน้ำมันเครื่อง ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ และอะไหล่ พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี ส่วนลดค่าแรงและอะไหล่ รวมถึงบริการ Mobile Car Service ช่วยเหลือรถยนต์เบื้องต้นในพื้นที่ประสบภัย โดยมีศูนย์บริการเข้าร่วม 7 ราย อาทิ FIT Auto, Cockpit, Tyre Plus, Autoclik, MMS, Auto 1 และ B-Quik</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;กลุ่มค่ายรถยนต์ จำนวน 41 รายการ ลดสูงสุด 30% ครอบคลุมอะไหล่และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ พร้อมโปรโมชันตรวจเช็กสภาพรถฟรี ส่วนลดค่าซ่อมบำรุง สนับสนุนค่ารถยกสูงสุด 8,000 บาท พักชำระค่างวด 3 เดือน และส่วนลดซื้อรถยนต์ใหม่สูงสุด 130,000 บาท โดยมีค่ายรถยนต์เข้าร่วม 7 ราย ได้แก่ โตโยต้า ฟอร์ด อีซูซุ ฮอนด้า มิตซูบิชิ และนิสสัน</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในครัวเรือน อีก 1,256 รายการ ลดสูงสุด 78% โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง 2 ราย ได้แก่ ท็อปส์ และโก โฮลเซลล์ เพื่อเพิ่มทางเลือกสินค้าราคาประหยัดให้แก่ประชาชน</p>

<p>นายวัฒนศักย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมการค้าภายในขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนทุกครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันนำสินค้าและบริการมาจัดโปรโมชันราคาพิเศษ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในครั้งนี้<br />
----------------------------------------<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2282</link>
<guid>6aeac52d3137b2282</guid>
<pubDate>Fri, 16 Oct 2026 15:47:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610160ef0356acb69f67ef39f7806923347cf154757.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดิวตรง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ประสานความร่วมมือสนับสนุนกำลังคนด้านกฎหมายและข้อมูลนิติบุคคล ป้องกัน/ปราบปรามนอมินีและธุรกิจผิดกฎหมาย</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/140484.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /></p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดิวตรง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง<br />
ประสานความร่วมมือสนับสนุนกำลังคนด้านกฎหมายและข้อมูลนิติบุคคล<br />
ป้องกัน/ปราบปรามนอมินีและธุรกิจผิดกฎหมาย</p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (พค.) บูรณาการความร่วมมือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) สนับสนุนกำลังคนด้านกฎหมายและข้อมูลนิติบุคคลเชิงลึกปราบปรามนอมินีและธุรกิจผิดกฎหมาย เบื้องต้น พค.จะจัดตั้งทีมกฎหมายให้คำปรึกษากฎหมายเฉพาะด้านของกรมฯ และร่วมกันตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อส่งต่อ เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลนิติบุคคลเชิงลึก โดยใช้ข้อมูลจากระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมฯ ตรวจสอบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายหรือเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) และธุรกิจที่ดำเนินการผิดกฎหมาย ตัดต้นตอ..ปัญหานิติบุคคลและตัวบุคคลกระทำความผิดตั้งแต่ด่านแรกที่เข้าเมือง</p>

<p>นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม 2569) ได้ประชุมร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) นำโดย พันตำรวจโทอิธิธร ประเสริฐศักดิ์ รองผู้กำกับการกองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 และคณะ ถึงความร่วมมือและการสนับสนุนปัจจัยที่จำเป็นต่อการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) และธุรกิจที่ดำเนินการโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และได้สั่งการให้กรมฯ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างๆ สร้างกลไกเฝ้าระวังและดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดกับผู้ที่กระทำความผิด ปกป้องผู้ประกอบการไทยและนักลงทุนต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยประเด็นความร่วมมือและการให้การสนับสนุนที่ทั้ง 2 หน่วยงานเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย</p>

<p>1. สนับสนุนเจ้าหน้าที่เพื่อให้คำปรึกษาด้านกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมฯ ซึ่งปัจจุบัน กรมฯ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามนอมินีหลายฉบับ เช่น 1.1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1.2) พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 1.3) พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543 1.4) พ.ร.บ.วิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 และ 1.5) พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 ฯลฯ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่นักกฎหมายของกรมฯ พร้อมให้คำปรึกษาและอธิบายข้อกฎหมาย ตลอดจนการตีความกฎหมายเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามเจตนารมย์ของกฎหมาย ทั้งนี้ กรมฯ พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะจัดตั้งทีมที่ปรึกษากฏหมายเป็นการเฉพาะ คอยให้คำปรึกษา แนะนำ ตัวบทกฎหมายของกรมฯ แก่เจ้าหน้าที่ สตม. เพื่อให้การปฏิบัตงานเป็นไปอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ</p>

<p>2. สนับสนุนข้อมูลนิติบุคคลจากระบบ DBD DataWarehouse+ (คลังข้อมูลธุรกิจ) ของกรมฯ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ สตม.ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลที่อาจหรือเข้าข่ายการกระทำความผิด ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ สตม.สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว และไม่จำเป็นต้องส่งเป็นหนังสือเพื่อขอข้อมูลดังกล่าวจากกรมฯ เป็นการลดขั้นตอนการติดต่อราชการ และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของทั้ง 2 หน่วยงานได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ด้านข้อมูลธุรกิจของกรมฯ เป็นแกนกลางคอยประสานงานให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งานระบบฯ เพื่อให้ DBD DataWarehouse+ เป็นหนึ่งในเครืองมือสำคัญในการอำนวยความสะดวกการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ สตม. เพื่อสืบค้นข้อมูลนิติบุคคลได้ทันต่อสถานการณ์ นอกจากนี้ กรมฯ และ สตม.จะตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อส่งต่อและเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล รวมถึง ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>

<p>กรมฯ พร้อมให้การสนับสนุน อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือกับ สตม. และพันธมิตรทุกหน่วยงาน โดยกรมฯ พร้อมเป็นทั้งหน่วยงานหลักและหน่วยงานสนับสนุนในการป้องกัน/ปราบปรามนอมินีและธุรกิจที่ดำเนินการโดยผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับมหภาคและเป็นสาเหตุหลักในการทำลายบรรยากาศที่ดีต่อการประกอบธุรกิจ ตลอดจนเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย และรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ</p>

<p>&ldquo;ทั้งนี้ ปัญหานอมินีและธุรกิจที่ดำเนินการโดยผิดกฎหมาย เป็นปัญหาเรื้อรังระดับชาติที่ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันแก้ไขและขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นให้ทุเลาเบาบางลงและหมดสิ้นไป ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับปัญหาฯ ดังกล่าวเป็นลำดับต้น โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรบังคับใช้กฎหมายเดินหน้าปราบปรามอย่างต่อเนื่อง และลงพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้างเครือข่ายชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายไทย ซึ่งกรมฯ เป็นหน่วยงานนำวิถีชี้เป้าหน่วยงานราชการอื่นๆ ทำหน้าที่ปราบปรามหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกัน กรมฯ ยังคงรักษาสมดุลในการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายควบคู่กันไปด้วย&rdquo; อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์<br />
*******************************************<br />
ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ฉบับที่ 6 / วันที่ 16 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2281</link>
<guid>6aeac52d313952281</guid>
<pubDate>Fri, 16 Oct 2026 14:34:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261016e1dc96da4c290d702c4ed98fedb51273143526.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” หารือเลขาธิการหอการค้านานาชาติ ยกระดับ SMEs ไทยครบวงจร ชูทักษะ–แหล่งทุน–ตลาด เชื่อมเครือข่ายการค้าโลก</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_185425926_0.jpg" style="width: 500px; height: 336px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; หารือเลขาธิการหอการค้านานาชาติ ยกระดับ SMEs ไทยครบวงจร ชูทักษะ&ndash;แหล่งทุน&ndash;ตลาด เชื่อมเครือข่ายการค้าโลก</p>

<p>วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและหารือกับนายจอห์น ดับเบิลยู. เอช. เดนตัน (Mr. John W.H. Denton AO) เลขาธิการหอการค้านานาชาติ (International Chamber of Commerce: ICC) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทยกับการค้าโลก โดยมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และคณะทำงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กรรมการบริหาร ICC เข้าร่วมหารือ</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการค้าโลก ไทยจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้ทั้งการส่งออกและการลงทุน ควบคู่กับการกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดส่งออกบางแห่ง และเพิ่มมูลค่าที่สร้างขึ้นในประเทศ โดยปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกของไทยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ยังมีส่วนร่วมในมูลค่าการส่งออกไม่มากนัก จึงจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ให้สามารถแข่งขันและเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า การสนับสนุน SMEs ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ โดยมีนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เป็นผู้ขับเคลื่อนการประสานงานเพื่อเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และนางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม ร่วมสนับสนุนการบูรณาการงานในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงบทบาทของนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะทำงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ Visitor Economy และคณะทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ ในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและต่อยอดโอกาสทางการค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว</p>

<p>สำหรับการยกระดับ SMEs ที่ประชุมให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การพัฒนาทักษะธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรู้ด้านบัญชี การบริหารสินค้าคงคลัง และการวางแผนกระแสเงินสด ตลอดจนสามารถจัดทำข้อมูลทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้วางแผนการดำเนินงานและประกอบการขอสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ</p>

<p>ด้านนายจอห์น เดนตัน กล่าวว่า ICC เป็นองค์กรภาคธุรกิจระหว่างประเทศที่มีเครือข่ายในกว่า 170 ประเทศ มีบทบาทสนับสนุนการค้าโลก ทั้งด้านมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ การส่งเสริมเอกสารการค้าดิจิทัล การระงับข้อพิพาททางธุรกิจ และการเงินเพื่อการค้า พร้อมเสนอแนวคิดพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล &ldquo;One Click&rdquo; เพื่อช่วยให้ SMEs เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการส่งออก เช่น กฎระเบียบและข้อกำหนดของตลาดปลายทาง รวมถึงพร้อมเชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพื่อการค้า เพื่อหารือแนวทางเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ</p>

<p>ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนแนวทางเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจไทยกับอาเซียนและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากตลาดอาเซียนที่มีประชากรรวมประมาณ 650 ล้านคน และการพัฒนากติกาการค้าในยุคดิจิทัล เพื่อช่วยลดอุปสรรคและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดได้สะดวกยิ่งขึ้น พร้อมให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสนับสนุนการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดและเครือข่ายธุรกิจในต่างประเทศ</p>

<p>นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจผู้มาเยือน (Visitor Economy) ซึ่งมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผู้เดินทางให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้เดินทางเพื่อรักษาพยาบาล ศึกษาต่อ หรือเข้าร่วมการประชุมและงานแสดงสินค้าต่าง ๆ (MICE) โดยเน้นเพิ่มระยะเวลาพำนักและค่าใช้จ่ายต่อคน ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการและการสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้อง</p>

<p>การหารือครั้งนี้เป็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับ ICC ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคธุรกิจระดับโลก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของ SMEs ไทย ทั้งด้านทักษะการดำเนินธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการขยายตลาดต่างประเทศ อันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2280</link>
<guid>6aeac52d313ab2280</guid>
<pubDate>Fri, 16 Oct 2026 10:57:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261016e10b3d28605dcb7a4ad79cb6539ce32b105737.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>War Room กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค บูรณาการภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมแก้ไขปัญหาสินค้าขาดแคลน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_5898347_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>War Room กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค บูรณาการภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมแก้ไขปัญหาสินค้าขาดแคลน<br />
&nbsp;<br />
​กรมการค้าภายในประชุม War Room ร่วมกับสมาคมการค้าและผู้ประกอบการภาคเอกชน ดูแลปริมาณและราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงน้ำท่วม พร้อมเผยผลตรวจศูนย์กระจายสินค้า (DC) ห้างค้าปลีกค้าส่งและร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ 7 แห่ง พบสต๊อกสินค้าเพียงพอ ระบบกระจายสินค้าเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่สาขาที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 353 แห่ง กลับมาเปิดบริการแล้ว 324 แห่ง เหลือ 29 แห่ง พร้อมขอความร่วมมือภาคเอกชนแจ้งปัญหาและอุปสรรคผ่าน War Room เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาและบริหารจัดการสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ สามารถกระจายสินค้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว<br />
​นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 กรมการค้าภายในได้ประชุมศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ (War Room) ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ติดตามปริมาณและราคาสินค้า รวมทั้งสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยจัดตั้งศูนย์ Single Command เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงพาณิชย์จากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และสั่งการให้กรมการค้าภายในจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ (War Room) โดยกรมการค้าภายในได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ (War Room) ด้านต่างๆ 3 คณะ ได้แก่ (1) ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค (2) ด้านสินค้าเกษตร และ (3) ด้านตลาดและลดค่าครองชีพ ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน War Room ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค เพื่อประสานความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการบริหารจัดการปริมาณสินค้า ราคา และการกระจายสินค้าให้ทั่วถึง อีกทั้งยังได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์กระจายสินค้า 7-Eleven (DC บางบัวทอง) เพื่อติดตามสถานการณ์สต็อกสินค้าและมาตรการรับมือน้ำท่วมก่อนหน้านี้แล้ว<br />
​จากการประชุมติดตามสถานการณ์และการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า ผู้ประกอบการทุกกลุ่มสินค้าได้จัดเตรียมสินค้าที่จำเป็นต้องใช้หลังน้ำลดให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ สินค้าเต็มศูนย์ มีการปรับการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงมีระบบโลจิสติกส์รองรับไว้พร้อม สามารถเติมสินค้าเข้าสู่ระบบได้ตามปกติและเต็มชั้นวางตลอดเวลา และไม่ปรับขึ้นราคา พร้อมยินดีให้ความร่วมมือในการจัดทำแคมเปญพิเศษและรายการส่งเสริมการขาย ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจเยี่ยมศูนย์กระจายสินค้าสำคัญเป็นไปอย่างทั่วถึงและครบถ้วน จึงได้ลงพื้นที่ตรวจศูนย์กระจายสินค้าของห้างค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่เพิ่มเติมอีก 6 แห่ง ระหว่างวันที่ 12&ndash;15 ตุลาคม 2569 ได้แก่ บิ๊กซี, โลตัส, ท็อปส์, ซีเจ มอร์, ลอว์สัน 108 Shop, และเดอะมอลล์ กรุ๊ป (กูร์เมต์ มาร์เก็ต) พบว่าผู้ประกอบการมีความพร้อมในการรับมีอวิกฤตินํ้าท่วมครั้งนี้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ทางกรมก็ได้ขอให้ทุกห้างเพิ่ม safety stock เพื่อให้สินค้ามีเพียงพอต่อความต้องการ พร้อมทั้งมีแผนรองรับสำหรับพนักงานเพื่อให้มีความพร้อมในการให้บริการแก่ประชาชนในทุกพื้นที่ รวมทั้งเร่งฟื้นฟูสาขาที่ปิดอยู่ ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2569 พบว่าห้างค้าส่งค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ จำนวนทั้งหมด 23,668 สาขา ยังปิดชั่วคราว 29 สาขา ซึ่งทุกห้างก็ได้ตอบรับในการให้ความร่วมมือดังกล่าวเป็นอย่างดี<br />
นอกจากนี้ นายฉันทพัทธ์ฯ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า จากพยากรณ์อากาศกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ประเทศไทยตอนบนจะยังคงมีฝนตก และภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและตกหนักในบางพื้นที่ ดังนั้นเพื่อให้<br />
การดำเนินการของศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ (War Room) ด้านสินค้าอุปโภคบริโภค สามารถบริหารจัดการสินค้าในสถานการณ์อุทกภัยให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์ จึงได้ขอความร่วมมือให้สมาคมฯ หรือบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ รายงานสถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค หรือการขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐต่อศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจฯ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในการบริหารจัดการสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ มุ่งกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว<br />
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569<br />
&nbsp;<br />
------------------------------<br />
&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2279</link>
<guid>6aeac52d313c12279</guid>
<pubDate>Fri, 16 Oct 2026 09:11:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261016d30832ef0320a74657a50728a185f9f3091303.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กิริฎา ชี้ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม–ปฏิรูปเศรษฐกิจ ผลักดัน FTA สร้างโอกาสธุรกิจจริง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_118693907_0.jpg" style="width: 500px; height: 353px;" /></p>

<p>กิริฎา ชี้ไทยต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่ม&ndash;ปฏิรูปเศรษฐกิจ ผลักดัน FTA สร้างโอกาสธุรกิจจริง<br />
ชูยุทธศาสตร์ &ldquo;BCD: Balance&ndash;Co-create&ndash;Develop&rdquo; หนุนการค้า 3 สมดุล เชื่อมธุรกิจไทยสู่ตลาดโลก</p>

<p>วันที่ 14 ตุลาคม 2569 ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถา<br />
ในงาน JFCCT Affiliated Program ซึ่งจัดขึ้นในช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ณ โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพฯ ในโอกาสครบรอบ 50 ปี<br />
ของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) ว่า ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร ไทยต้องยกระดับผลิตภาพและความสามารถของธุรกิจ&nbsp;<br />
เพื่อเปลี่ยนการเปิดตลาดและการลงทุนจากต่างประเทศให้เป็นมูลค่าเพิ่มภายในประเทศและการจ้างงาน<br />
ที่มีคุณภาพ</p>

<p>ดร.กิริฎา ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สมดุลและสร้างสรรค์กับประเทศต่าง ๆ ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบพลังงานและไฟฟ้าที่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ที่พร้อม ฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง และความเชื่อมโยงกับตลาดโลกผ่านเครือข่าย FTA อย่างไรก็ดี จุดแข็งเหล่านี้จะนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนได้ ต้องอาศัยการเพิ่มผลิตภาพ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ</p>

<p>รายงาน Building Thailand&rsquo;s Future Today ของธนาคารโลกประเมินว่า การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 จำเป็นต้องมีอัตราเติบโตของ GDP ต่อหัวที่แท้จริงเฉลี่ยร้อยละ 5.4 ต่อปี เทียบกับร้อยละ 2.2 ในช่วงปี 2564 - 2567 โดยคุณภาพของการเติบโตสำคัญไม่แพ้อัตราขยายตัว ไทยจึงต้องมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายโอกาส เสริมเสถียรภาพ และเพิ่มความสามารถในการรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง</p>

<p>สำหรับการค้าสินค้า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับ &ldquo;3 สมดุล&rdquo; ได้แก่ รายได้ ตลาด และสินค้า เนื่องจาก SMEs คิดเป็นราว 3 ใน 4 ของจำนวนผู้ส่งออกสินค้า แต่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 12 ของมูลค่าส่งออกสินค้าในปี 2568 จึงต้องส่งเสริม SMEs เกษตรกร และชุมชนให้ได้รับประโยชน์ทั้งจากการส่งออกโดยตรงและการเป็นผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการกระจายตลาดและยกระดับสินค้าจากปริมาณสู่มูลค่า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารที่ตอบสนองตลาด ขณะเดียวกันต้องขยายการส่งออกบริการมูลค่าสูงและพัฒนา Visitor Economy เพื่อเชื่อมการใช้จ่ายของผู้มาเยือนกับผู้ประกอบการและชุมชนไทย</p>

<p>ทั้งนี้ ธนาคารโลกระบุ 5 สาขาที่มีศักยภาพ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน<br />
และเชิงสุขภาพ บริการดิจิทัล เกษตรและอาหาร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งต้องขับเคลื่อนควบคู่กับ<br />
การปฏิรูป 5 ด้าน ได้แก่ การลดอุปสรรคทางธุรกิจผ่านแผนทบทวนกฎระเบียบกว่า 7,000 ฉบับ และ Thailand FastPass การพัฒนาทักษะและภาวะผู้นำเพื่อใช้เทคโนโลยี การยกระดับผู้ผลิตไทยให้เชื่อมโยง<br />
นักลงทุนต่างชาติ การเสริมขีดความสามารถแข่งขันของบริการมูลค่าสูง และการสร้างกติกาที่คาดการณ์ได้<br />
และแข่งขันอย่างเป็นธรรม รวมถึงความร่วมมือ 23 องค์กร เพื่อแก้ปัญหานอมินี ซึ่งสอดคล้องกับการปฏิรูปภายใต้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD</p>

<p>ด้านการค้าเสรี ไทยมี FTA ที่มีผลใช้บังคับแล้ว 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศคู่ค้า โดยครึ่งแรกของปี 2569 ผู้ส่งออกใช้สิทธิ FTA คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบร้อยละ 81 ของมูลค่าส่งออกที่มีสิทธิใช้สิทธิพิเศษ ขณะที่ FTA กับ EFTA ภูฏาน และศรีลังกาลงนามแล้ว แต่ยังรอมีผลใช้บังคับ&nbsp;<br />
และล่าสุด ไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) สรุปผลการเจรจา CEPA แล้ว คาดว่าจะลงนามในปี 2570 ส่วนการเจรจาไทย - สหภาพยุโรป มีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อาเซียน - แคนาดา ตั้งเป้าสรุปการเจรจาในเดือนพฤศจิกายน 2569 หากความตกลงใหม่ทั้ง 6 ฉบับมีผลใช้บังคับ ไทยจะมี FTA รวม 20 ฉบับ ครอบคลุม 53 ประเทศคู่ค้า</p>

<p>ความสำเร็จของ FTA ต้องวัดจากโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงจำนวนความตกลง กระทรวงพาณิชย์จึงมุ่งขับเคลื่อน FTA ใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) การทำให้ธุรกิจใช้สิทธิได้ง่ายขึ้น เช่น โครงการ FTA GO และโครงการ Boost up SMEs to FTA Markets (2) การให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br />
อย่างระบบ DFT SMART C/O เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงการใช้สิทธิประโยชน์ และ (3) การเชื่อมโยงข้อมูลการค้าระหว่างหน่วยงาน ผ่าน NSW และ ASW นอกจากนี้ ยังมีแนวทางสำคัญ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม<br />
ผ่าน Co-Creation และ Co-Investment &nbsp;ผ่านการร่วมพัฒนาสินค้า ตลาด และการลงทุน หรือ Co-creation โดยไทยเริ่มนำแนวคิดนี้ไปสู่การปฏิบัติผ่าน India&ndash;Thailand Regional Co-creation Partnership นำร่อง&nbsp;<br />
5 สาขา ได้แก่ อาหารแปรรูป สุขภาพและเวลเนส อุตสาหกรรมสีเขียว อัญมณีและเครื่องประดับ และ<br />
การบริการ ขณะเดียวกันไทยยังผลักดันการค้าดิจิทัล โดยเป็นประธานการเจรจากรอบความตกลง DEFA&nbsp;<br />
จนสามารถสรุปผลได้แล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 และเตรียมลงนามในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้&nbsp;</p>

<p>ในช่วงท้าย ดร.กิริฎา สรุปยุทธศาสตร์การค้าระหว่างประเทศของไทยในโลกที่มีการแบ่งขั้ว ภายใต้แนวคิด BCD ประกอบด้วย Balance การสร้างสมดุลทางการค้าและรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์กับทุกฝ่าย Co-create การ่วมพัฒนาสินค้า ตลาด และการลงทุนกับพันธมิตร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน และ Develop การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการและบุคลากรไทยให้แข่งขันและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้อย่างเข้มแข็ง โดยย้ำว่า &ldquo;ความสามารถในการแข่งขัน<br />
ของไทยในอนาคตไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงการเปิดประเทศสู่เศรษฐกิจโลก แต่ต้องสร้างสมดุล ร่วมสร้างสรรค์ และยกระดับขีดความสามารถภายในประเทศ</p>

<p>--------------------------<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
14 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2278</link>
<guid>6aeac52d313dd2278</guid>
<pubDate>Thu, 15 Oct 2026 13:15:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261015a0953df658d5e1d28e98767de456689b131552.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>‘ปลัดพูนพงษ์’ พลิกโฉมมิติใหม่ ‘พาณิชย์’ มอบนโยบาย 3 ส่วน เน้น ‘คน งาน องค์กร’ พร้อมเดินขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/893887.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&lsquo;ปลัดพูนพงษ์&rsquo; พลิกโฉมมิติใหม่ &lsquo;พาณิชย์&rsquo; มอบนโยบาย 3 ส่วน เน้น &lsquo;คน งาน องค์กร&rsquo; พร้อมเดินขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์</p>

<p>ปลัดพาณิชย์ &lsquo;พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์&rsquo; สตาร์ทมิติใหม่กระทรวงพาณิชย์ มอบนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ให้แก่ผู้บริหาร ทูตพาณิชย์ พาณิชย์จังหวัด เน้นสร้างความสมดุลใน 3 มิติ ทั้ง &lsquo;คน งาน และองค์กร&rsquo; *คน : แข่งกันทำงาน แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เน้นสร้างประโยชน์ให้ประชาชนและประเทศอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน *งาน : เน้นลงลึกในเนื้องาน รู้ลึก รู้จริง กำหนดแผนรองรับระยะสั้น - กลาง &ndash; ยาว สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจเดินบนเวทีการค้าด้วยความมั่นคง เป็นที่พึ่งให้เกษตรกรและประชาชน ขณะเดียวกัน พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกภาคธุรกิจและประชาชน...เดินหน้าสู่ Digital Ministry อย่างเต็มรูปแบบ ลั่น!! พาณิชย์ยุคใหม่ต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นเน้นปรับการทำงานให้สอดรับกับปริมาณและทิศทางงานจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานมีความรวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์สูงสุด *องค์กร : ต้องโปร่งใส เป้าหมายต้องชัดเจน ในขณะเดียวกัน จะมุ่งยกระดับและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้เติบโตสอดคล้องกับภารกิจจริง และรองรับ การขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจและการค้าปัจจุบัน</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับ ผู้บริหารกระทรวงฯ ทูตพาณิชย์ ทั่วโลก และพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ วันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 ณ กระทรวงพาณิชย์ ว่า &ldquo;นับจากนี้เป็นต้นไป กระทรวงพาณิชย์พร้อมก้าวสู่มิติใหม่อย่างเป็นทางการ โดยจะเน้นสร้างความสมดุล 3 ส่วน ประกอบด้วย คน งาน และองค์กร ซึ่งทั้ง 3 ส่วน ล้วนมีความสำคัญและเป็นปัจจัยหลักที่จะนำพาให้ &lsquo;พาณิชย์ก้าวสู่กระทรวงแห่งความเป็นเลิศ&rsquo; เป็นที่พึ่งให้ ภาคธุรกิจ เกษตรกร และประชาชนอย่างสมดุลในทุกมิติ</p>

<p>ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า &ldquo;การสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างนโยบาย 3 ส่วน &lsquo;คน งาน และองค์กร&rsquo; มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ภารกิจกระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จและก้าวทันความเปลี่ยนแปลงที่มีความท้าทายรออยู่รอบด้าน ทั้งในระดับท้องถิ่นในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งมีภูมิรัฐศาสตร์และปัญหาที่แตกต่างกัน ฉะนั้น หากทั้ง 3 ส่วน มีความสมดุล เชื่อมั่นว่ากระทรวงพาณิชย์จะพร้อมรับมือกับทุกภารกิจได้ด้วยความมั่นใจ และสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งท้ายที่สุดผู้ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด คือ ประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศชาติ</p>

<p>ส่วนที่ 1 คน ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกระดับล้วนมีความสำคัญและเป็นฟันเฟืองที่จะทำให้ภารกิจ ของกระทรวงฯ ประสบความสำเร็จ ซึ่งคุณค่าของบุคลากรจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการปฏิบัติงาน ผลสัมฤทธิ์ ของงาน และความซื่อสัตย์สุจริต ฉะนั้นเป้าหมายของคนในมิติกระทรวงพาณิชย์ คือ &lsquo;ต้องแข่งกันทำงาน&rsquo; ซึ่งไม่เพียงเฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่ต้องแข่งกันทำงาน แต่ต้องถ่ายทอดถึงระดับปฏิบัติการเพื่อให้บุคลากรทุกระดับมีแรงขับนำพาภารกิจกระทรวงให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่ได้กำหนดไว้ โดยจะเน้นจัดสรรคนให้ตรงตามมิติของงาน เนื่องจากเรามีข้าราชการทั้งกระทรวงเพียง 3,916 คน ดังนั้น บุคลากรทุกคนต้องมีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ พร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพร้อมอำนวยความสะดวกแก่ภาคประชาชน ทุกคนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้และสร้างงานใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อวางรากฐานสู่อนาคตที่เข้มแข็ง</p>

<p>ในขณะที่ความเติบโตในอาชีพราชการ จะใช้หลักความยุติธรรม ความเสมอภาค และความมีศักยภาพ เป็น &lsquo;กติกา&rsquo; เพื่อรักษาและสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และทุ่มเทให้งานราชการอย่างแท้จริง พร้อมสร้างบรรทัดฐานการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งด้วยความโปร่งใสตามความสามารถมาตรฐานการทำงาน และผลงานที่ผ่านมา โดยปราศจากระบบอุปถัมภ์และเส้นสาย ซึ่งเป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจผู้ที่ตั้งใจทำงาน ฉะนั้น ข้าราชการและบุคลากรของกระทรวงพาณิชย์ทุกคนต้องใช้ศักยภาพที่มีอยู่และความตั้งใจทำงานมาเป็นบันได เพื่อก้าวสู่ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ เปลี่ยนแรงกายที่จะใช้วิ่งเต้นเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่สูงขึ้น เป็นพลังกาย/พลังใจตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถในฐานะปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมให้การสนับสนุนข้าราชการและบุคลากรที่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาคนเก่งและคนดีไว้กับกระทรวงพาณิชย์ และพร้อมเสริมสร้างให้กระทรวงพาณิชย์มีข้าราชการและบุคลากรที่มีศักยภาพและมีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติราชการเห็นประโยชน์ของประเทศและองค์กรเป็นหลัก เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแล และสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือ ตัวช่วย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุด คือ ต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการและคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง และคนที่ตั้งใจทำงานจริง ก็จะต้องได้รับการเชิดชูและเติบโต ด้วยระบบคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนมีพลังใจพร้อมรับใช้ประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ</p>

<p>ส่วนที่ 2 งาน ภารกิจหรืองานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ต้องสอดรับกับบริบทการค้า การลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว ประกอบด้วย</p>

<p>1. สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยการจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรม ทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน เน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้า แก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรเพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภค</p>

<p>2. ดูแลระดับราคาสินค้าเกษตร พาณิชย์จังหวัดในฐานะที่เป็นตัวแทนของกระทรวงพาณิชย์ในส่วนภูมิภาคต้องรอบรู้เศรษฐกิจเป็นอย่างดี ต้องรู้ลึก รู้จริง สำหรับข้อมูลในพื้นที่ พร้อมทั้งต้องจัดทำแผนสอดรับ ทุกสถานการณ์รวมถึงฤดูกาลสินค้าเกษตร ที่จะออกสู่ตลาดทั้งในระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยต้องทำงานร่วมกับ ทูตพาณิชย์ เพื่อป้องกันสินค้าเกษตรล้นตลาดหรือราคาตกต่ำ รวมทั้งต้องประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ เพื่อวางแผนร่วมกันในการสื่อสารกับเกษตรกร ในพื้นที่เพื่อกำหนดประเภทและปริมาณการเพาะปลูกสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อความต้องการ ของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ราคาที่ดีและมีผลกำไรในระยะยาว แม้เรื่องการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตต่อไร่จะไม่ใช่ภารกิจโดยตรงของหน่วยงานปลายน้ำอย่างกระทรวงพาณิชย์ก็ตาม</p>

<p>3. ดูแลค่าครองชีพให้มีความเหมาะสม โดยการใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควรจนสร้างความเดือดร้อน ผ่าน 2 มาตรการหลัก (1) ควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น (2) ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น &lsquo;ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ&rsquo;</p>

<p>4. สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการอย่างจริงจัง ทั้ง *การขยายช่องทางทางการค้า : ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกและ e-Commerce โดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง ทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานภายนอก ดำเนินการควบคู่ไปกับการบ่มเพาะศักยภาพเชิงลึก ตามศักยภาพของ SME ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งขนาดและศักยภาพเพื่อให้ตอบโจทย์และเพิ่มขีดความสามารถให้ SME ไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถออกไปสู่ตลาดโลกได้ สนับสนุนให้รายเล็กเติบโต เป็นรายกลาง และรายกลางเป็นรายใหญ่ ขณะเดียวกันก็จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญา เชิงพาณิชย์ เร่งปรับทิศทางสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเน้นที่การส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มมูลค่าควบคู่กับการเพิ่มจำนวนรายการ</p>

<p>5. เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ ทูตพาณิชย์ที่ประจำการในต่างประเทศทั่วโลก ต้องเร่ง &lsquo;รักษาตลาดเดิม และรุกตลาดใหม่&rsquo; อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและขยายตลาดให้ผู้ประกอบการไทยและสินค้าไทย โดยนำข้อมูลเชิงลึกทั้งด้านการค้า การลงทุนของตลาดต่างประเทศมาชี้เป้าให้ผู้ประกอบการไทย เพื่อบอกว่าตลาดโลกต้องการอะไร สินค้าแบบไหน และมีมาตรฐานอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนให้ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ จะเน้นการสร้างมูลค่าสินค้านวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงในตลาดระดับกลาง-สูง ผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ได้อย่างยั่งยืน</p>

<p>6. เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA และกรอบความตกลงทางการค้าที่มีมูลค่า ทางเศรษฐกิจสูง เพื่อไม่ให้สินค้าและบริการไทยเสียเปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก ควบคู่กับการสื่อสารเชิงรุกด้วยข้อมูลเชิงลึกและสื่อที่เข้าใจง่าย เพื่อชี้ช่องการใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ช่วยให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SME นำแต้มต่อทางการค้าไปใช้ขยายตลาดส่งออกได้อย่างเกิดผลสัมฤทธิ์จริง ติดตามและประเมินผลการใช้สิทธิและเร่งแก้ไขอุปสรรคอย่างใกล้ชิด ตลอดจนขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถปรับตัวและปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตได้อย่างเข้มแข็งและเป็นธรรม</p>

<p>7. ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นที่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนสีเทาหรือสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย ผ่านกลไกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 2569 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เน้น 2 กลยุทธ์หลัก (1) การปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด (2) การสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดสองมาตรฐานเลือกปฏิบัติ และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น</p>

<p>8. ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย กระทรวงพาณิชย์ต้องสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับให้เป็นกระทรวงดิจิทัล (Digital Ministry) ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เพิ่มความรวดเร็ว และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการ ซึ่งการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ จะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบกระดาษไปสู่การบริการผ่านระบบเทคโนโลยี อันจะส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและกติกาการค้าโลกยุคใหม่</p>

<p>9. แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย บรรลุวัตถุประสงค์และได้เปรียบทางการค้า ช่วยลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ จะเน้นที่ การปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และพลวัตรทางสังคมที่เปลี่ยนไป บางเรื่องอาจเหมาะสม ในยุคสมัยหนึ่ง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องยกเลิกหรือปรับปรุงของเดิม เนื่องจากไม่เหมาะสมและ ไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อการลดความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลกได้</p>

<p>เน้นย้ำ!! พาณิชย์ยุคใหม่ต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่น เน้นปรับการทำงานให้สอดรับกับปริมาณและ ทิศทางงานจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้การขับเคลื่อนงานมีความรวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์สูงสุด เช่น หากเกิดภัยธรรมชาติ ต้องรู้ว่าวันแรกจะต้องทำอะไร</p>

<p>ส่วนที่ 3 องค์กร กระทรวงพาณิชญ์พร้อมก้าวสู่การเป็นองค์กรภาครัฐที่มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นองค์กรที่มีความโปร่งใส ยืดหยุ่น และมีบุคลากรที่พร้อมทุ่มเทเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเริ่มต้นจากวัฒนธรรมองค์กร ค่านิยมร่วม และการพัฒนาบุคลากรอย่างมีแบบแผน เน้นประสานพลังการทำงานแบบบูรณาการ ที่พร้อมเพิ่มผลิตภาพให้กระทรวงพาณิชย์ เปิดกว้างและเชื่อมโยงหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมกันสร้างความเจริญให้ประเทศ โดยยึด &lsquo;ประชาชนเป็นศูนย์กลาง&rsquo; เบื้องต้นได้วางกรอบการพัฒนากระทรวงพาณิชย์ในหลากหลายมิติ เช่น</p>

<p>มิติการเปลี่ยนผ่าน โดยการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ในการให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนในลักษณะ End-to-End Process เพื่อความรวดเร็วและโปร่งใสลดการเผชิญหน้าระหว่างข้าราชการและภาคธุรกิจ/ประชาชน หลีกเลี่ยงปัญหาการเรียกรับผลประโยชน์สร้างความโปร่งใสให้องค์กร ช่วยภาคธุรกิจและประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเดินทางและลดการใช้กระดาษ นอกจากนี้ จะเน้นการบริหารงานด้วยข้อมูล (Data Driven) ช่วยในการวิเคราะห์/ตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ข้อมูลด้านการตลาดและฤดูกาลเพื่อคาดการณ์ผลผลิตภาคการเกษตรกร เพื่อให้สามารถจัดเตรียมตลาดทั้งในและต่างประเทศรองรับสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น</p>

<p>มิติการปรับเปลี่ยนการปฏิบัติราชการให้มีความคล่องตัว เช่น ลดขั้นตอนการอนุมัติ/อนุญาติให้คล่องตัวมากขึ้น ใช้ระบบดิจิทัลมาพิจารณาอนุมัติ/อนุญาติเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ รวมถึง การยกเลิกคำสั่งและระเบียบปฏิบัติที่ล้าสมัย และเป็นอุปสรรคต่อกการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน ช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน</p>

<p>มิติการพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับภาครัฐยุคใหม่ โดยการเสริมสมรรถนะด้านการบริการเพิ่มการฝึกอบรมพัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมการบริการ การวิเคราะห์ข้อมูล และเพิ่มทักษะความคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อให้เกิดความหลากหลาย เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมขององค์กร บุคลากรพร้อมทุ่มเทเพื่อเป้าหมายเดียวกัน</p>

<p>มิติด้านความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการให้บริการภาครัฐ สร้างการมี ส่วนร่วมทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เช่น การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมสามารถตรวจสอบการปฏิบัติงานและการใช้เงินงบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ ตลอดจนเชิญภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการโครงการต่างๆ ของกระทรวง เพื่อสร้างความโปร่งใส</p>

<p>ในขณะเดียวกัน จะมุ่งยกระดับและปรับโครงสร้างหน่วยงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์และภารกิจจริง เพื่อรองรับการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ในโลกเศรษฐกิจและการค้าปัจจุบัน ทั้งการขอรับจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสม เพื่อให้การทำงานดำเนินไปได้อย่างเต็มศักยภาพและประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน กระทรวงฯ ได้รับงบประมาณ ปี 2570 ทั้งกระทรวงเพียง 8,525.3310 ล้านบาท รวมทั้งการปรับปรุงระดับตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และปรับหน่วยงานภายในเพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจและเกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อยกระดับขีดความสามารถ เสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้แต่ละกรมทำงานได้อย่างคล่องตัว และขับเคลื่อนเป้าหมายในภาพรวมของกระทรวงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นเอกภาพ เช่น การปรับพื้นที่ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศให้เหมาะสม กับตลาด ควรเพิ่มหรือลดพื้นที่ใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด</p>

<p>ปลัดพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า &ldquo;กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของทัพหน้า ทางเศรษฐกิจการทำงานเชิงรุก และการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐด้วยกัน ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม จะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ ซึ่งกระทรวงฯ ไม่สามารถดำเนินการเพียงลำพังเพียงหน่วยงานเดียว ต้องบูรณาการทำงานกับทุกภาคส่วน โดยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ต้องเป็นผู้บริหารที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ช่วยขจัดอุปสรรคทางการค้า และเปิดประตูโอกาสใหม่ๆให้ภาคการค้าไทย&rdquo;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p style="text-align: center;">-------------------------------------</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2277</link>
<guid>6aeac52d314642277</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 16:56:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610141cc83205ca8859e289338719fa6f3966170138.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” มอบตรา Thai SELECT ให้ 3 ร้านอาหารไทยเมืองปูซาน “Thai Bin - I’m Thai และ KAOSAN” เชื่อมอาหารไทยสู่ท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐาน ขยายตลาด เพิ่มโอกาสส่งออก</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_185114765_0.jpg" style="width: 500px; height: 338px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; มอบตรา Thai SELECT ให้ 3 ร้านอาหารไทยเมืองปูซาน &ldquo;Thai Bin - I&rsquo;m Thai และ KAOSAN&rdquo; เชื่อมอาหารไทยสู่ท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐาน ขยายตลาด เพิ่มโอกาสส่งออก</p>

<p>เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี&nbsp;<br />
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เดินหน้าส่งเสริมอาหารไทยในตลาดสาธารณรัฐเกาหลี โดยใช้ตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เป็นกลไกสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานอาหารไทย พร้อมขยายโอกาสให้ร้านอาหารไทยและสินค้าอาหารไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
โดยได้มอบตรา Thai SELECT ให้แก่ร้านอาหารไทยในเมืองปูซาน จำนวน 3 ร้าน ได้แก่ ร้าน Thai Bin ได้รับตรา Thai SELECT ระดับ 2 ดาว ร้าน I&rsquo;m Thai ได้รับตรา Thai SELECT ระดับ 1 ดาว และร้าน KAOSAN ได้รับตรา Thai SELECT Casual ณ ร้าน Thai Bin เขต Dongnae-gu เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี นาย Stanley Park ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (Honorary Trade Advisor: HTA) ณ สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมด้วย</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอาหารไทยและธุรกิจบริการไทยในตลาดต่างประเทศ โดยตรา Thai SELECT ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองคุณภาพอาหารไทย แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ตลอดจนเชื่อมโยงอาหารไทยเข้ากับการท่องเที่ยวและการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอาหารไทยให้เดินทางมาสัมผัสรสชาติอาหาร วัตถุดิบ และวัฒนธรรมไทยในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ</p>

<p>ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวด้วยว่า การส่งเสริม Thai SELECT จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งการประชาสัมพันธ์ให้ตราสัญลักษณ์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และการรักษาคุณภาพของร้านอาหารที่ได้รับตรา เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์อาหารไทยที่มีมาตรฐาน สร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทยในระยะยาว และต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ</p>

<p>ด้านนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ มีนโยบายขยายจำนวนร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT ในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและมาตรฐานเป็นหลัก เพื่อให้ร้านอาหารที่ได้รับตราสามารถสะท้อนเอกลักษณ์และรสชาติอาหารไทยได้อย่างเหมาะสม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ทั้งนี้ กรมฯ จะประสานความร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศในการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อให้ตรา Thai SELECT เป็นที่รู้จักมากขึ้น และช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ร้านอาหารไทยและสินค้าอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ</p>

<p>อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมร้านอาหารไทยในต่างประเทศยังมีส่วนช่วยสร้างความต้องการวัตถุดิบ เครื่องปรุง และสินค้าอาหารจากประเทศไทย เมื่อผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นและนิยมอาหารไทยมากขึ้น ก็จะเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยที่เกี่ยวข้องสามารถขยายตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ประกอบการไทยได้อีกทางหนึ่ง</p>

<p>สำหรับร้าน Thai Bin ตั้งอยู่ในเขต Dongnae-gu เมืองปูซาน เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ระดับ 2 ดาว ให้บริการอาหารไทยต้นตำรับที่ปรุงโดยเชฟชาวไทย พร้อมตกแต่งร้านในบรรยากาศที่สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทย เมนูเด่น ได้แก่ ปูผัดผงกะหรี่ ปูนิ่มผัดผงกะหรี่ ทะเลผัด เล้งแซ่บ และสุกี้</p>

<p>ร้าน I&rsquo;m Thai เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ระดับ 1 ดาว ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2018 ตั้งอยู่ในย่าน Seomyeon ซึ่งเป็นย่านสำคัญใจกลางเมืองปูซาน ให้บริการอาหารไทยรสชาติต้นตำรับในราคาที่เข้าถึงได้ ปรุงโดยเชฟมืออาชีพ มีการทำซอส น้ำจิ้ม และเครื่องเคียงเอง พร้อมปรับเมนูตามฤดูกาลเพื่อแนะนำอาหารไทยที่หลากหลาย รองรับลูกค้าได้ 70 ที่นั่ง โดยลูกค้าประมาณร้อยละ 70 เป็นชาวต่างชาติ และร้อยละ 30 เป็นคนไทย เมนูเด่น ได้แก่ เป็ดย่าง Bangkok Duck ผัดไทย ต้มยำกุ้ง ปูนิ่มผัดผงกะหรี่ ส้มตำ และข้าวผัดกะเพรา</p>

<p>ส่วนร้าน KAOSAN เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ระดับ 2 Casual ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 2023 ตั้งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซาน รองรับลูกค้าได้ 28 ที่นั่ง โดยลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 เป็นชาวต่างชาติ และร้อยละ 10 เป็นคนไทย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทำงานและนักศึกษา ร้านเน้นอาหารไทยที่รับประทานง่าย โดยเฉพาะอาหารประเภทเส้นและข้าว เหมาะสำหรับมื้อกลางวันและมื้ออาหารทั่วไป</p>

<p>ปัจจุบัน มีร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT ทั่วโลกจำนวน 1,602 ร้าน ใน 72 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ ขณะที่สาธารณรัฐเกาหลีมีร้านอาหารที่ได้รับตราดังกล่าวจำนวน 52 ร้าน แบ่งเป็นระดับ 2 ดาว จำนวน 4 ร้าน ระดับ 1 ดาว จำนวน 41 ร้าน และระดับ Casual จำนวน 7 ร้าน สะท้อนถึงโอกาสในการส่งเสริมอาหารไทยและการขยายการรับรู้เกี่ยวกับมาตรฐานอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ</p>

<p>สำหรับเมืองปูซาน มีร้านอาหาร Thai SELECT จำนวน 8 ร้าน ได้แก่ 1. THAI BIN ระดับ 2 ดาว 2. CHANG THAI NOODLE ระดับ 1 ดาว 3. DAL THAI ระดับ 1 ดาว 4. I&rsquo;M THAI ระดับ 1 ดาว (สาขา 1) 5. KONTHAI ระดับ 1 ดาว 6. PHISES ระดับ 1 ดาว 7. I&rsquo;M THAI ระดับ 1 ดาว (สาขา 2) และ 8. KAOSAN THAI ระดับ Casual การดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งส่งเสริมการรับรู้เกี่ยวกับตรา Thai SELECT และสร้างความเชื่อมั่นต่ออาหารไทยในกลุ่มผู้บริโภคชาวเกาหลีใต้ ตลอดจนเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจของร้านอาหารกับการส่งออกวัตถุดิบ เครื่องปรุง และสินค้าอาหารไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM &ldquo;คิดจะส่งออก นึกถึง DITP&rdquo;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2276</link>
<guid>6aeac52d3147f2276</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 11:02:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261014a6a81b2f19b7f1da330daa1e91ea7841110340.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>พาณิชย์ผลักดันระบบ “IP Finance” ผ่านเวที AM2026 เชื่อม “ทรัพย์สินทางปัญญา” สู่แหล่งทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-อาเซียน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_48939118.jpg" style="width: 500px; height: 314px;" /></p>

<p>พาณิชย์ผลักดันระบบ &ldquo;IP Finance&rdquo; ผ่านเวที AM2026<br />
เชื่อม &ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; สู่แหล่งทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย-อาเซียน<br />
&nbsp;<br />
​เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลมระดับสูง (High-Level Roundtable) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนมาใช้ประโยชน์ในการสนับสนุนนวัตกรรม การลงทุน และการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (EUIPO) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้กรอบการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026: AM2026) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์<br />
&nbsp;<br />
​ในการประชุมครั้งนี้ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ &ldquo;การใช้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนขับเคลื่อนทุนนวัตกรรม: เปิดประตูสู่ความเติบโตด้วยการเงินฐานทรัพย์สินทางปัญญา (Financing Innovation via Intangible Assets: Unlocking Growth through IP-Backed Finance)&rdquo; ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในระดับสากล ได้แก่ Mr. Andrea Di Carlo รองผู้อำนวยการบริหาร สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป Mr. Ambroise Fayolle รองประธานธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป Mr. Malhar Nabar ผู้ช่วยอำนวยการฝ่ายยุโรป และหัวหน้าคณะผู้แทนประจำเขตยูโร กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และ Mr. Nicolas Konialidis ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชีย และผู้อำนวยการด้านเทคนิค คณะกรรมการประเมินมูลค่าธุรกิจ สภามาตรฐานการประเมินมูลค่าระหว่างประเทศ โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ สถาบันการเงินจากสหภาพยุโรปและระหว่างประเทศ ภาคเอกชน สำนักงานเลขาธิการอาเซียน และผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน เข้าร่วมรับฟังกว่า 150 คน<br />
&nbsp;<br />
​ดร.กิริฎา กล่าวว่า ปัจจุบันทรัพย์สินไม่มีตัวตน โดยเฉพาะ IP เช่น สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่การนำทรัพย์สินเหล่านี้มาใช้<br />
เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งทุนยังมีข้อจำกัด ทั้งในมิติด้านการประเมินมูลค่า IP การสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างเจ้าของสิทธิ สถาบันการเงิน และผู้ประเมินราคา ตลอดจนการนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ ปัญหา ณ ปัจจุบันคือช่องว่างระหว่างมูลค่าของ IP กับการนำไปใช้ประโยชน์ในระบบการเงิน<br />
ซึ่งสะท้อนโอกาสในการพัฒนากลไกให้ IP สามารถสร้างประโยชน์ต่อภาคธุรกิจได้มากขึ้น<br />
&nbsp;<br />
​ดร.กิริฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความท้าทายสำคัญทั้งของไทยและในระดับภูมิภาค คือการเชื่อมช่องว่างระหว่างการประเมินมูลค่า IP กับการจัดหาเงินทุน โดยมีหัวใจหลักคือการสร้าง &ldquo;ระบบนิเวศการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; (Ecosystem of IP Valuation) ที่ทำให้สินทรัพย์ไม่มีตัวตนสามารถประเมินมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือและนำไปใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้จริง โดยประเด็นดังกล่าวสอดรับกับแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญกับการลดข้อจำกัด ปลดล็อกอุปสรรค และอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ พร้อมยกระดับบทบาทของ IP ให้เป็น &ldquo;สินทรัพย์ทางธุรกิจ&rdquo; ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน<br />
&nbsp;<br />
​ภายใต้แนวทางดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงเร่งวางรากฐานระบบ IP Finance ของไทยใน 2 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการประเมินมูลค่า IP โดยร่วมมือกับสมาคมผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินในประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติในระดับสากลภายในปี 2571 พร้อมทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนากระบวนการรองรับ IP ในฐานะสินทรัพย์ทางธุรกิจ และ 2) การจัดทำโครงการนำร่อง IP Finance Sandbox Thailand โดยนำผู้ประกอบการ SMEs ผู้ประเมินมูลค่า และสถาบันการเงินมาร่วมทดลองและวางรากฐาน<br />
การขับเคลื่อนระบบ IP Finance ของไทยผ่านกรณีศึกษาจริง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาระบบให้สามารถขยายผลได้ต่อไป<br />
&nbsp;<br />
​นอกจากนี้ ดร.กิริฎา ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของไทยในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน พ.ศ. 2569&ndash;2573 (ASEAN Intellectual Property Rights Action Plan 2026&ndash;2030) ซึ่งมุ่งพัฒนากรอบการประเมินมูลค่า IP ระดับภูมิภาค และโครงการนำร่อง IP-backed Financing ในประเทศสมาชิกอาเซียน รวมถึงการร่วมผลักดัน &ldquo;ร่างคู่มืออาเซียนเพื่อความเข้าใจรายงานการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; (ASEAN Guide to Understanding IP Valuation Reports) เพื่อใช้เป็นมาตรฐานกลางสำหรับสถาบันการเงินและนักลงทุนทั่วภูมิภาคในการวิเคราะห์และตรวจสอบรายงานประเมินมูลค่า IP ข้ามพรมแดน<br />
&nbsp;<br />
​ทั้งนี้ บรรยาการการอภิปรายดังกล่าวดำเนินไปอย่างเข้มข้นและได้รับข้อมูลที่น่าสนใจจากทุกภาคส่วน โดยผู้ร่วมอภิปรายต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า การพัฒนาระบบการเงินจากฐานทรัพย์สินทางปัญญาเป็นวาระเร่งด่วน<br />
ที่ต้องขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งในด้านการสร้างมาตรฐานการประเมินมูลค่า IP ที่เป็นสากล การบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงิน และการสร้างความเชื่อมโยงระดับภูมิภาค ซึ่งทุกฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะสนับสนุนประเทศไทยและอาเซียน ทั้งการแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงนโยบาย ตลอดจนความร่วมมือทางเทคนิค เพื่อร่วมกันสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการนวัตกรรมและ SME ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล<br />
--------------</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2275</link>
<guid>6aeac52d3149b2275</guid>
<pubDate>Wed, 14 Oct 2026 09:14:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261014f6d0fe155be253d522a4a80bca7769d8092125.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” ปลื้ม!ผลเจรจาการค้า ACFM 2026 ปูซาน เกาหลีใต้ ทะลุเป้า กว่า 767 ล้านบาท จับคู่ธุรกิจ 396 นัดหมาย ดันคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ปลื้ม!ผลเจรจาการค้า ACFM 2026 ปูซาน เกาหลีใต้ ทะลุเป้า กว่า 767 ล้านบาท จับคู่ธุรกิจ 396 นัดหมาย ดันคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก</p>

<p>วันที่ 13 ตุลาคม 2569<br />
นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยผลการเข้าร่วมงาน Asian Contents &amp; Film Market (ACFM) 2026 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี ระหว่างวันที่ 10&ndash;13 ตุลาคม 2569 ว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวมประมาณ 767.21 ล้านบาท จากการนัดหมายเจรจาการค้ารวม 396 นัดหมาย สูงกว่าเป้าหมาย 500 ล้านบาทภายใน 5 ปี ที่ตั้งไว้ก่อนเข้าร่วมงาน สะท้อนถึงโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยในตลาดต่างประเทศ และศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมโยงกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับนานาชาติ</p>

<p>สำหรับมูลค่าการเจรจาการค้ารวมดังกล่าว แบ่งเป็นมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันที 52.36 ล้านบาท มูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปี 189.89 ล้านบาท และมูลค่าที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 2&ndash;5 ปี อีก 524.96 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าประมาณการทั้งสิ้น 767.21 ล้านบาท หรือ 22.565 ล้านเหรียญสหรัฐ ครอบคลุมโอกาสทางธุรกิจทั้งการซื้อขายคอนเทนต์ การขายลิขสิทธิ์ การร่วมผลิต และการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาไทยสู่ตลาดต่างประเทศ</p>

<p>นายวราวุฒิกล่าวว่า งาน ACFM เป็นหนึ่งในเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์และคอนเทนต์ในเอเชีย ที่เปิดโอกาสให้ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจากหลายประเทศได้พบปะ สร้างเครือข่าย และเจรจาความร่วมมือทางธุรกิจโดยตรง โดยในปี 2569 ประเทศไทยได้รับเลือกเป็น Country of Honor หรือประเทศเกียรติยศแห่งแรกของงาน ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล และเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับตลาดและพันธมิตรใหม่ ๆ</p>

<p>ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ DITP ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นำผู้ประกอบการไทย 20 บริษัทเข้าร่วมเจรจาธุรกิจภายใต้ Thailand Pavilion พื้นที่ 144 ตารางเมตร ประกอบด้วยผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ 12 บริษัท ผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ 6 บริษัท และผู้ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2 บริษัท พร้อมนำภาพยนตร์ไทย 5 เรื่องเข้าร่วมนำเสนอในส่วน Busan Story Market เพื่อผลักดันโอกาสในการขายสิทธิ์นำไปสร้างใหม่ (Remake IP) และเชื่อมโยงกับผู้สร้าง นักลงทุน และพันธมิตรจากต่างประเทศ</p>

<p>ทั้งนี้ อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้จากต่างประเทศ โดยนอกจากการส่งออกผลงานและขายลิขสิทธิ์แล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การร่วมผลิตระหว่างประเทศ การให้บริการด้านการผลิต และการนำ IP ไปพัฒนาเป็นผลงานในตลาดใหม่ ๆ ซึ่งช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์</p>

<p>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศ ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผ่านกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าและเวทีธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่อเปลี่ยนศักยภาพและความคิดสร้างสรรค์ของไทยให้เป็นโอกาสทางการค้า สร้างมูลค่าเพิ่ม และผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยให้เติบโตในตลาดโลกอย่างยั่งยืน</p>

<p>สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2274</link>
<guid>6aeac52d314a42274</guid>
<pubDate>Tue, 13 Oct 2026 15:38:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610132da901989e65f0311d28be8b0e173bbf153903.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” เจาะตลาดปูซาน สำรวจสินค้าไทยใน Shinsegae Food Market เร่งต่อยอดช่องทางค้าปลีกคุณภาพ ขยายโอกาสสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคเกาหลีใต้</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เจาะตลาดปูซาน สำรวจสินค้าไทยใน Shinsegae Food Market เร่งต่อยอดช่องทางค้าปลีกคุณภาพ ขยายโอกาสสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคเกาหลีใต้</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายโอกาสสินค้าไทยในตลาดเกาหลีใต้ ลงพื้นที่สำรวจสินค้าไทยใน Shinsegae Food Market ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในเมืองปูซาน พร้อมเก็บข้อมูลสินค้า พฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการจัดจำหน่าย และแนวโน้มความต้องการของตลาด เพื่อนำไปกำหนดแนวทางส่งเสริมการส่งออกให้ตรงกับตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย</p>

<p>เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจสินค้าไทย ณ Shinsegae Food Market เมืองปูซาน โดยมีนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นาย Stanley Park ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (Honorary Trade Advisor: HTA) ณ สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมลงพื้นที่</p>

<p>นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การสำรวจตลาดต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการทำงานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ช่วยให้ภาครัฐเข้าใจสถานการณ์การค้าและการแข่งขันจากสภาพตลาดจริง ทั้งความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา บรรจุภัณฑ์ การจัดวางสินค้า และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้การส่งเสริมการส่งออกตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำและเป็นรูปธรรม</p>

<p>&ldquo;เกาหลีใต้เป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และความแตกต่างของสินค้า ขณะเดียวกันยังมีความต้องการสินค้าอาหารและสินค้าที่มีเอกลักษณ์ การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสำรวจว่าสินค้าไทยมีวางจำหน่ายหรือไม่ แต่เป็นการศึกษาการแข่งขันและค้นหาโอกาสยกระดับสินค้าไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและต้องการสินค้าคุณภาพ&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับ Shinsegae Food Market ตั้งอยู่บริเวณชั้น B1 ของ Shinsegae Department Store Centum City เมืองปูซาน เป็นช่องทางค้าปลีกระดับพรีเมียมที่คัดสรรสินค้าคุณภาพจากหลากหลายแหล่ง ทั้งผลไม้ตามฤดูกาล เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และสินค้าอาหารและอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีศักยภาพในการนำเสนอสินค้าไทยแก่ผู้บริโภคเกาหลีใต้</p>

<p>จากการสำรวจพบสินค้าไทยหลายหมวดหมู่ ทั้งสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้ ผักและผลไม้กระป๋อง เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ของว่าง กุ้งปรุงรส กะทิ เครื่องปรุงรส และเส้นก๋วยเตี๋ยว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น แชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ตลอดจนแบรนด์ไทยที่เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ อาทิ ชาวเกาะ ชบา สิงห์ Blue Elephant และทองการ์เด้น</p>

<p>นอกจากนี้ ห้างฯ ยังจัดกิจกรรม &ldquo;Thailand Tropical Fruit&rdquo; และ &ldquo;Taste of Thailand&rdquo; นำเสนอผลไม้ไทย ระหว่างวันที่ 12-15 ตุลาคม 2569 &nbsp;อาทิ ทุเรียน มังคุด และมะม่วงน้ำดอกไม้ รวมถึงเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย เช่น น้ำลิ้นจี่ น้ำฝรั่งสีชมพู น้ำมะเขือเทศ น้ำส้ม น้ำแตงโม และน้ำมะพร้าว ตลอดจนซอสปรุงรส เครื่องแกง น้ำจิ้มไก่ และซอสพริก สะท้อนความหลากหลายของสินค้าไทยทั้งกลุ่มผลไม้สด อาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส และเครื่องดื่ม</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำสินค้าไทยเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกระดับพรีเมียมช่วยสร้างการรับรู้และยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และเอกลักษณ์ความเป็นไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการปรับสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อแข่งขันในตลาดเกาหลีใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>ด้านนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ข้อมูลจากการสำรวจจะช่วยให้ DITP เชื่อมโยงข้อมูลตลาดกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์มีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 58 สำนักงานใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการค้า การเจรจาธุรกิจ และการหาช่องทางจำหน่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมกระจายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้ประกอบการไทยในวงกว้าง</p>

<p>&ldquo;การขยายตลาดส่งออกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไปวางขาย แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจตลาดและผู้บริโภคอย่างแท้จริง DITP จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนข้อมูลจากตลาดจริงให้เป็นโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับช่องทางตลาดที่มีศักยภาพ และผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดคุณภาพ เพื่อสร้างรายได้และการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับภาคธุรกิจไทย&rdquo; นายวราวุฒิกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM &ldquo;คิดจะส่งออก นึกถึง DITP&rdquo;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2272</link>
<guid>6aeac52d314b32272</guid>
<pubDate>Tue, 13 Oct 2026 10:12:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261013bb83ef5907917777a534ea900d136f9e101305.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” เจาะตลาดปูซาน สำรวจสินค้าไทยใน Shinsegae Food Market เร่งต่อยอดช่องทางค้าปลีกคุณภาพ ขยายโอกาสสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคเกาหลีใต้</title>
<description><![CDATA[<p>&nbsp;</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เจาะตลาดปูซาน สำรวจสินค้าไทยใน Shinsegae Food Market เร่งต่อยอดช่องทางค้าปลีกคุณภาพ ขยายโอกาสสินค้าไทยสู่ผู้บริโภคเกาหลีใต้</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายโอกาสสินค้าไทยในตลาดเกาหลีใต้ ลงพื้นที่สำรวจสินค้าไทยใน Shinsegae Food Market ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมในเมืองปูซาน พร้อมเก็บข้อมูลสินค้า พฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการจัดจำหน่าย และแนวโน้มความต้องการของตลาด เพื่อนำไปกำหนดแนวทางส่งเสริมการส่งออกให้ตรงกับตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย</p>

<p>เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐเกาหลี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่สำรวจสินค้าไทย ณ Shinsegae Food Market เมืองปูซาน โดยมีนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) นาย Stanley Park ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ (Honorary Trade Advisor: HTA) ณ สาธารณรัฐเกาหลี ร่วมลงพื้นที่</p>

<p>นายพูนพงษ์ กล่าวว่า การสำรวจตลาดต่างประเทศเป็นกลไกสำคัญในการทำงานเชิงรุกของกระทรวงพาณิชย์ ช่วยให้ภาครัฐเข้าใจสถานการณ์การค้าและการแข่งขันจากสภาพตลาดจริง ทั้งความต้องการของผู้บริโภค ระดับราคา บรรจุภัณฑ์ การจัดวางสินค้า และช่องทางจำหน่าย เพื่อให้การส่งเสริมการส่งออกตอบโจทย์ตลาดได้อย่างแม่นยำและเป็นรูปธรรม</p>

<p>&ldquo;เกาหลีใต้เป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และความแตกต่างของสินค้า ขณะเดียวกันยังมีความต้องการสินค้าอาหารและสินค้าที่มีเอกลักษณ์ การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการสำรวจว่าสินค้าไทยมีวางจำหน่ายหรือไม่ แต่เป็นการศึกษาการแข่งขันและค้นหาโอกาสยกระดับสินค้าไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อและต้องการสินค้าคุณภาพ&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับ Shinsegae Food Market ตั้งอยู่บริเวณชั้น B1 ของ Shinsegae Department Store Centum City เมืองปูซาน เป็นช่องทางค้าปลีกระดับพรีเมียมที่คัดสรรสินค้าคุณภาพจากหลากหลายแหล่ง ทั้งผลไม้ตามฤดูกาล เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และสินค้าอาหารและอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีศักยภาพในการนำเสนอสินค้าไทยแก่ผู้บริโภคเกาหลีใต้</p>

<p>จากการสำรวจพบสินค้าไทยหลายหมวดหมู่ ทั้งสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ มะม่วงน้ำดอกไม้ ผักและผลไม้กระป๋อง เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ของว่าง กุ้งปรุงรส กะทิ เครื่องปรุงรส และเส้นก๋วยเตี๋ยว รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น แชมพูและผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ตลอดจนแบรนด์ไทยที่เป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศ อาทิ ชาวเกาะ ชบา สิงห์ Blue Elephant และทองการ์เด้น</p>

<p>นอกจากนี้ ห้างฯ ยังจัดกิจกรรม &ldquo;Thailand Tropical Fruit&rdquo; และ &ldquo;Taste of Thailand&rdquo; นำเสนอผลไม้ไทย ระหว่างวันที่ 12-15 ตุลาคม 2569 &nbsp;อาทิ ทุเรียน มังคุด และมะม่วงน้ำดอกไม้ รวมถึงเครื่องดื่มจากผลไม้ไทย เช่น น้ำลิ้นจี่ น้ำฝรั่งสีชมพู น้ำมะเขือเทศ น้ำส้ม น้ำแตงโม และน้ำมะพร้าว ตลอดจนซอสปรุงรส เครื่องแกง น้ำจิ้มไก่ และซอสพริก สะท้อนความหลากหลายของสินค้าไทยทั้งกลุ่มผลไม้สด อาหารแปรรูป เครื่องปรุงรส และเครื่องดื่ม</p>

<p>นายพูนพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำสินค้าไทยเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกระดับพรีเมียมช่วยสร้างการรับรู้และยกระดับภาพลักษณ์สินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และเอกลักษณ์ความเป็นไทย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้า บรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการปรับสินค้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อแข่งขันในตลาดเกาหลีใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>ด้านนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ข้อมูลจากการสำรวจจะช่วยให้ DITP เชื่อมโยงข้อมูลตลาดกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์มีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ 58 สำนักงานใน 43 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการค้า การเจรจาธุรกิจ และการหาช่องทางจำหน่ายให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมกระจายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้ประกอบการไทยในวงกว้าง</p>

<p>&ldquo;การขยายตลาดส่งออกในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไปวางขาย แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจตลาดและผู้บริโภคอย่างแท้จริง DITP จะทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เปลี่ยนข้อมูลจากตลาดจริงให้เป็นโอกาสทางการค้า เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับช่องทางตลาดที่มีศักยภาพ และผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดคุณภาพ เพื่อสร้างรายได้และการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับภาคธุรกิจไทย&rdquo; นายวราวุฒิกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM &ldquo;คิดจะส่งออก นึกถึง DITP&rdquo;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2273</link>
<guid>6aeac52d314bf2273</guid>
<pubDate>Tue, 13 Oct 2026 10:10:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2026101384b6b97cc014948fccf35255b75d2280101322.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>ไทยขับเคลื่อนการเจรจายกระดับ FTA อาเซียน - เกาหลีใต้ เร่งหารือประเด็นสำคัญ มุ่งบรรลุข้อสรุปภายในปี 70</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_353173531.jpg" style="width: 500px; height: 331px;" /></p>

<p>ไทยขับเคลื่อนการเจรจายกระดับ FTA อาเซียน - เกาหลีใต้ เร่งหารือประเด็นสำคัญ มุ่งบรรลุข้อสรุปภายในปี 70</p>

<p>ไทยร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 3 คืบหน้าต่อเนื่อง ทั้งบทพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า และบทการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค และมุ่งบรรลุข้อสรุปภายในปี 70 ผลักดันคณะทำงานต่างๆ หารือประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ในระหว่างการประชุมแต่ละครั้ง เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าตามแผน</p>

<p>นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยพร้อมด้วยอาเซียนกับเกาหลีใต้ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 29 กันยายน - 1 ตุลาคม 2569 ณ สาธารณรัฐสิงคโปร์ เพื่อหารือความคืบหน้าการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-เกาหลีใต้ (ASEAN-Korea Free Trade Area: AKFTA) พร้อมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การค้าสินค้า กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร เศรษฐกิจดิจิทัล การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงานและวัตถุดิบ การพัฒนาที่ยั่งยืน และประเด็นด้านกฎหมาย</p>

<p>นางสาวโชติมา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ มีความคืบหน้าในการเจรจาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการผลักดันการเจรจาให้ได้ข้อสรุปในสาระสำคัญตามเป้าหมายในปี 2570 โดยเฉพาะในบทพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ขั้นตอนการค้าระหว่างกันมีความสะดวกและชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่างข้อบทแล้ว คิดเป็นร้อยละ 75 ของข้อบท ในขณะที่การเจรจาบทการแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้นำประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคออนไลน์มาพิจารณาภายใต้หัวข้อนี้ เพื่อให้ความตกลงครอบคลุมการค้าในยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น โดยเห็นชอบร่างข้อบทแล้วคิดเป็นประมาณร้อยละ 67 ของข้อบท นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นชอบในหลักการให้ใช้พิธีสารแก้ไขความตกลงเป็นรูปแบบทางกฎหมาย สำหรับการปรับปรุงความตกลง AKFTA เดิม อย่างไรก็ดี ยังมีรายละเอียดด้านกฎหมายและประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องหารือเพิ่มเติม โดยที่ประชุมสนับสนุนให้เร่งหาข้อสรุปในประเด็นเหล่านี้ภายในปี 2569</p>

<p>นางสาวโชติมา เพิ่มเติมว่า ไทยให้ความสำคัญกับการผลักดันการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประสานท่าทีร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน และการสนับสนุนให้คณะทำงานต่างๆ หารือประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในระหว่างการประชุมแต่ละครั้ง เพื่อให้การเจรจามีความคืบหน้าตามแผน โดยเกาหลีใต้จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป ในเดือนธันวาคม 2569 สำหรับปี 2570 ไทยได้เสนอเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน - เกาหลีใต้ ครั้งที่ 5 ในช่วงเดือนมีนาคม 2570 ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนให้การเจรจาดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ เกาหลีใต้เป็นคู่ค้าอันดับ 5 ของอาเซียน และเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 ของไทย โดยในปี 2568 การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 15,567.79 &nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.74 จากปีก่อนหน้า และในช่วงเดือนม.ค. - ส.ค. 2569 การค้าระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ มีมูลค่า 14,474.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 39.38 โดยไทยส่งออกไปเกาหลีใต้ มูลค่า 4,446.97 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และไทยนำเข้าจากเกาหลีใต้มูลค่า 10,027.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 57.20 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม และสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ แผงวงจรไฟฟ้า เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ</p>

<p>----------------------------------</p>

<p>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ&nbsp;<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
12 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2271</link>
<guid>6aeac52d314d32271</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 15:58:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261012f23bd4e2770df117884de50cec102ad5164226.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย 9 เดือนแรกปี 69 ยอดคำขอรับความคุ้มครอง IP ในไทยโตต่อเนื่อง ทะลุ 6.1 หมื่นคำขอ เพิ่มขึ้น 9.59% สะท้อนความสำคัญของ “ทรัพย์สินทางปัญญา” ต่อการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบัน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_48873543.jpg" style="width: 500px; height: 347px;" /></p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผย 9 เดือนแรกปี 69 ยอดคำขอรับความคุ้มครอง IP ในไทยโตต่อเนื่อง<br />
ทะลุ 6.1 หมื่นคำขอ เพิ่มขึ้น 9.59% สะท้อนความสำคัญของ &ldquo;ทรัพย์สินทางปัญญา&rdquo; ต่อการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบัน</p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดสถิติคำขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP)&nbsp;<br />
ในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวและการให้ความสำคัญของผู้ประกอบการ<br />
ทั้งไทยและต่างชาติในการใช้ IP เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน</p>

<p>นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ในการยกระดับการคุ้มครอง IP ของไทยให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทการค้า<br />
การลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ขอรับความคุ้มครองและสนับสนุนการนำ IP ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยภาพรวมการยื่นคำขอรับความคุ้มครอง IP ในไทย ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 (มกราคม - กันยายน) ทั้งเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร และสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ รวมสูงถึง 61,288 คำขอ เพิ่มขึ้นกว่า 9.59% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 (55,923 คำขอ) ทั้งนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 กรมฯ สามารถรับจดทะเบียน IP เพิ่มขึ้นทั้ง 4 ประเภท รวมกว่า 43,379 คำขอ เพิ่มสูงขึ้น 6.34% จากช่วงเดียวกันในปี 2568 (40,791 คำขอ) โดยมีรายละเอียดคำขอจดทะเบียน IP แต่ละประเภท ดังนี้</p>

<p>1) เครื่องหมายการค้า ช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 45,696 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.76% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (41,255 คำขอ) กลุ่มสินค้า/บริการที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) บริการด้านค้าปลีก การขาย และการตลาด 5,500 คำขอ (2) ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอนามัย การรักษาโรค และสมุนไพรที่ใช้ในทางการแพทย์ 5,283 คำขอ (3) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและความงาม 5,131 คำขอ (4) เครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 4,127 คำขอ และ (5) ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพืช ธัญพืช เครื่องปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร 3,492 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 56% และต่างชาติ 44% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นบริษัทของไทยทั้งหมด ได้แก่ (1) บริษัท ฟ็อกซ์ ฟอร์มูเลท จำกัด 172 คำขอ (2) บริษัท ไดมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด 160 คำขอ (3) บริษัท บอร์น อโกรไซเอนซ์ จำกัด 155 คำขอ (4) บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด 94 คำขอ และ (5) บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด 80 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในไทย ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 32,033 คำขอ เพิ่มขึ้น 0.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (31,722 คำขอ)&nbsp;</p>

<p>2) สิทธิบัตรการประดิษฐ์ ช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 6,483 คำขอ เพิ่มขึ้น 3.98% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (6,235 คำขอ) กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครอง<br />
มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ 784 คำขอ (2) นวัตกรรมด้านการสื่อสาร 582 คำขอ&nbsp;<br />
(3) นวัตกรรมแอนติบอดี้และยาชีววัตถุ 297 คำขอ (4) อุตสาหกรรมแมคโครโมเลกุล 184 คำขอ และ (5) อุปกรณ์<br />
ทางการแพทย์ 171 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 13% และต่างชาติ 87% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด&nbsp;<br />
5 อันดับแรก เป็นผู้ยื่นต่างชาติทั้งหมด ได้แก่ (1) บริษัท โตโยต้า จิโดชา คาบูชิกิ ไคชา จากญี่ปุ่น 198 คำขอ (2) บริษัท ควอลคอมม์ อินคอร์ปอเรเต็ด จากสหรัฐอเมริกา 180 คำขอ (3) บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 116 คำขอ (4) บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 111 คำขอ และ (5) บริษัท ยูนิชาร์ม คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น 79 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในไทย ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 4,101 คำขอ เพิ่มขึ้น 10.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (3,710 คำขอ)<br />
3) อนุสิทธิบัตร ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 4,313 คำขอ เพิ่มขึ้น 18.16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (3,650 คำขอ) กลุ่มนวัตกรรมที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด&nbsp;<br />
5 อันดับแรก ได้แก่ (1) อาหารและเครื่องดื่ม 596 คำขอ (2) ยาสมุนไพร 222 คำขอ (3) ระบบสื่อสารและอุปกรณ์ส่งสัญญาณ และการจัดการสารสนเทศ 196 คำขอ (4) อุปกรณ์ทางการแพทย์ 152 คำขอ และ (5) สารเคมีเกษตรและเคมีภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช 77 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 94% และต่างชาติ 6% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นหน่วยงานไทยทั้งหมด ได้แก่ (1) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 123 คำขอ (2) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 122 คำขอ (3) มหาวิทยาลัยบูรพา 109 คำขอ (4) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 93 คำขอ และ (5) มหาวิทยาลัยขอนแก่น 86 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรในไทย ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 1,944 คำขอ เพิ่มขึ้น 33.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (1,459 คำขอ)</p>

<p>4) สิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ ช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีการยื่นคำขอรับความคุ้มครองในไทย 4,796 คำขอ เพิ่มขึ้น 0.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (4,783 คำขอ) แบบผลิตภัณฑ์ที่มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) ลวดลายผ้า 589 คำขอ (2) รถยนต์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง 503 คำขอ (3) บรรจุภัณฑ์ 425 คำขอ (4) เครื่องประดับ 402 คำขอ และ (5) อุปกรณ์ก่อสร้าง 245 คำขอ โดยมีสัดส่วนผู้ยื่นคำขอ คนไทย 65% และต่างชาติ 35% สำหรับผู้ยื่นคำขอมากที่สุด 5 อันดับแรก เป็นสถาบันการศึกษาไทยทั้งหมด ได้แก่&nbsp;<br />
(1) มหาวิทยาลัยศิลปากร 130 คำขอ (2) มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 119 คำขอ (3) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 87 คำขอ (4) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 71 คำขอ และ (5) มหาวิทยาลัยบูรพา 69 คำขอ ทั้งนี้ ตัวเลขการรับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์ในไทย ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 5,301 คำขอ เพิ่มขึ้น 35.92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (3,900 คำขอ)</p>

<p>อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า สำหรับ ลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็น IP ประเภทเดียวที่ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์โดยไม่ต้องจดทะเบียน แต่ผู้สร้างสรรค์สามารถยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ไว้กับกรมฯ ได้ เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงเบื้องต้นในการแสดงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในกรณีที่เกิดข้อพิพาทรวมทั้งเป็นช่องทางให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงผลงานและติดต่อขอใช้ประโยชน์งานลิขสิทธิ์นั้นได้ง่ายขึ้น โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีการยื่นแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ต่อกรมฯ 17,176 ผลงาน เพิ่มขึ้น 63.71% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2568 (10,492 ผลงาน) ผลงานที่มีการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์มากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) วรรณกรรม เช่น งานนิพนธ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 6,714 ผลงาน (2) ศิลปกรรม เช่น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ 4,331 ผลงาน (3) ดนตรีกรรม 3,386 ผลงาน (4) สิ่งบันทึกเสียง 1,345 ผลงาน และ (5) โสตทัศนวัสดุ 1,139 ผลงาน สัดส่วนผู้ยื่นแจ้งข้อมูล คนไทย 99% และต่างชาติ 1% สำหรับผู้แจ้งข้อมูลมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) บริษัท มิวซิกมูฟ จำกัด 711 ผลงาน (2) มหาวิทยาลัยมหิดล 529 ผลงาน&nbsp;<br />
(3) มหาวิทยาลัยขอนแก่น 313 ผลงาน (4) บริษัท เทโร มิวสิค จำกัด 137 ผลงาน และ (5) มหาวิทยาลัยทักษิณ 136 ผลงาน&nbsp;</p>

<p>นางสาวจิตติมา กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าพัฒนาระบบการคุ้มครองและให้บริการด้าน IP อย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ เชื่อมโยงข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ ควบคู่กับการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการ IP เพื่อให้เจ้าของสิทธิได้รับความคุ้มครองและสามารถนำ IP ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2270</link>
<guid>6aeac52d314f42270</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 13:29:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2026101298ae3cb0c8785b47ab69c54f8758039e132955.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของไทย เดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/ดัชนีราคาส่งออกนำเข้า.png" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้าของไทย เดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง<br />
จากแรงขับเคลื่อนของราคาพลังงาน สินค้าเกษตร และสินค้าเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับ AI</p>

<p>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยว่า ดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้าของไทย เดือนสิงหาคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากราคาพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้นตามความกังวลด้านอุปทานในตะวันออกกลางและข้อจำกัดในการขนส่งน้ำมัน ภาวะอุปทานตึงตัวของสินค้าเกษตรและวัตถุดิบจากข้อจำกัดด้านการผลิตและสภาพอากาศ รวมถึงอุปสงค์โลกที่ยังขยายตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อิเล็กทรอนิกส์ และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ โดยมีรายละเอียด ดังนี้</p>

<p>ดัชนีราคาส่งออก เดือนสิงหาคม 2569 เท่ากับ 114.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.2 (YoY) โดยเป็นผลจากแรงหนุนของราคาสินค้าในหลายหมวดสำคัญ โดยเฉพาะสินค้าแร่และเชื้อเพลิง ที่ได้รับผลกระทบจากความกังวลด้านอุปทานของพลังงานโลก ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ได้รับแรงสนับสนุนจากภาวะอุปทานตึงตัวและอุปสงค์โลกที่ยังแข็งแกร่ง รวมถึงความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาส่งออกปรับสูงขึ้นในทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าแร่และเชื้อเพลิง สูงขึ้นร้อยละ 36.2 ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป และน้ำมันดิบ ขยายตัวตามทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นจากความกังวลด้านอุปทาน หลังเกิดการโจมตีโรงกลั่นและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางและรัสเซีย หมวดสินค้าเกษตรกรรม สูงขึ้นร้อยละ 7.2 จากการปรับสูงขึ้นของราคามันสำปะหลัง ตามราคามันเส้นและแป้งมันส่งออกที่ปรับสูงขึ้น และข้าว ยางพารา และไก่ ราคาปรับสูงขึ้น<br />
ตามภาวะอุปทานตึงตัวจากปัจจัยด้านสภาพอากาศ และความต้องการจากตลาดต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น หมวดสินค้าอุตสาหกรรม สูงขึ้นร้อยละ 2.0 อาทิ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อจำกัดด้านอุปทานของตลาดหน่วยความจำ ขณะที่ทองคำ ได้รับแรงหนุนจาก<br />
ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ผ่อนคลายลง สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้า และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ราคาปรับสูงขึ้นตามอุปสงค์ในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้น&nbsp;<br />
จากความต้องการเครื่องปรับอากาศ การลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และความต้องการรถยนต์ในตลาดส่งออกสำคัญ หมวดสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร สูงขึ้นร้อยละ 0.7 จากการสูงขึ้นของอาหารทะเลกระป๋อง<br />
และแปรรูป ตามราคาวัตถุดิบปลาทูน่าที่สูงขึ้น อาหารสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะอาหารสุนัขและแมว ตามอุปสงค์โลก<br />
ที่ขยายตัวต่อเนื่อง ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ ตามทิศทางราคาน้ำมันพืชในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น&nbsp;<br />
และน้ำตาลทราย ตามความกังวลต่อภาวะอุปทานตึงตัว ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ และการนำอ้อยไปผลิต<br />
เอทานอลมากขึ้น</p>

<p>ดัชนีราคานำเข้า เดือนสิงหาคม 2569 เท่ากับ 127.9 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.4 (YoY) โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการนำเข้าสินค้าทุน วัตถุดิบและสินค้ากึ่งสำเร็จรูป&nbsp;<br />
เพื่อรองรับการผลิตและส่งออก โดยเฉพาะการนำเข้าสินค้าในกลุ่มเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์&nbsp;<br />
สินแร่โลหะ และเคมีภัณฑ์ รวมถึงราคาน้ำมันขยายตัวในระดับสูง ตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้<br />
ดัชนีราคานำเข้าปรับสูงขึ้นทุกหมวดสินค้า ประกอบด้วย หมวดสินค้าเชื้อเพลิง สูงขึ้นร้อยละ 30.6 จากราคาน้ำมันดิบ และน้ำมันสำเร็จรูป เป็นผลจากความกังวลด้านอุปทานน้ำมันในตลาดโลก หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านมีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หมวดสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป สูงขึ้นร้อยละ 10.0 จากราคาทองคำ ตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ และธนาคารกลางหลายแห่งหันมาถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาเงินทุนและกระจายความเสี่ยง อุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลกและความต้องการลงทุน<br />
ด้าน AI และ Data Center ที่เพิ่มขึ้น สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ ตามความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโลหะ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี พลาสติก และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค สูงขึ้นร้อยละ 6.0 จากเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม และเสื้อผ้า รองเท้าและผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่น ๆ ตามต้นทุนการผลิต และราคาวัตถุดิบที่ยังอยู่ในระดับสูง หมวดสินค้าทุน สูงขึ้นร้อยละ 4.2 จากเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ&nbsp;<br />
และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ตามการขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้ความต้องการคอมพิวเตอร์&nbsp;<br />
และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้น และหมวดยานพาหนะและอุปกรณ์การขนส่ง สูงขึ้นร้อยละ 1.2 จากรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก รถยนต์นั่ง และยานพาหนะอื่น ๆ ตามความต้องการสินค้ากลุ่มยานยนต์ที่ขยายตัวจากการเร่งการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ายานยนต์ไฟฟ้า ส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น</p>

<p>แนวโน้มดัชนีราคาส่งออก และดัชนีราคานำเข้า เดือนกันยายน 2569 คาดว่ายังคงขยายตัว โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจาก 1) การเติบโตของอุตสาหกรรม AI และการลงทุนใน Data Center ซึ่งสนับสนุนความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) หน่วยความจำ และอุปกรณ์เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง 2) ภาวะอุปทานตึงตัวของตลาดหน่วยความจำ ทำให้ราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังอยู่ในระดับสูง 3) ความต้องการวัตถุดิบอุตสาหกรรมและโลหะ<br />
เพื่อรองรับโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการลงทุนด้าน Data Center พลังงาน และอุปกรณ์ไฟฟ้า จะเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองแดง อะลูมิเนียม และวัตถุดิบอุตสาหกรรม และ 4) ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น และเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำ ขณะที่ปัจจัยที่อาจทำให้ดัชนีราคาส่งออก-นำเข้า ขยายตัวต่ำกว่าที่คาด ได้แก่ 1) การชะลอตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และ AI ซึ่งอาจส่งผลให้<br />
การลงทุนใน Data Center ความต้องการเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI ชิป และหน่วยความจำลดลง และ 2) อุปสงค์โลก<br />
ที่อ่อนแอลง โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และภาวะอุปทานส่วนเกินในบางอุตสาหกรรม ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงาน เคมีภัณฑ์ โลหะอุตสาหกรรม และวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องปรับตัวลดลง&nbsp;</p>

<p>--------------------------------------<br />
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า<br />
12 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2269</link>
<guid>6aeac52d315112269</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 10:41:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261012d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e104140.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” เปิดเกมรุกคอนเทนต์ไทยใน ACFM 2026 ปูซาน ดัน 20 บริษัทเจรจาธุรกิจระดับโลก คาดมูลค่าการค้า 500 ล้านบาทใน 5 ปี</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_184860695.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; เปิดเกมรุกคอนเทนต์ไทยใน ACFM 2026 ปูซาน ดัน 20 บริษัทเจรจาธุรกิจระดับโลก คาดมูลค่าการค้า 500 ล้านบาทใน 5 ปี</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าขยายตลาดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยสู่เวทีโลก ผ่านงาน Asian Contents &amp; Film Market (ACFM) 2026 ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารเข้าร่วมงาน พร้อมด้วยนายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เพื่อผลักดันผู้ประกอบการคอนเทนต์ไทย 20 บริษัท เชื่อมโยงผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก</p>

<p>นายพูนพงษ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และคอนเทนต์ ของไทยมีศักยภาพสูงในการสร้างรายได้จากต่างประเทศ ทั้งการขายลิขสิทธิ์ การจัดจำหน่าย การร่วมผลิต และบริการด้านการผลิต โดย DITP มุ่งนำผู้ประกอบการไทยสู่เวทีการค้าระหว่างประเทศและขยายคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก<br />
สำหรับ ACFM 2026 ถือเป็นเวทีเจรจาการค้าสำคัญของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และบริการเกี่ยวเนื่องระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยได้รับเลือกเป็น Country of Honor ประเทศแรกของงาน ซึ่งจัดควบคู่กับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน (Busan International Film Festival: BIFF) นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยแก่ผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก&nbsp;<br />
โดย DITP นำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน 20 บริษัท ประกอบด้วยผู้ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ 12 บริษัท ผู้ผลิตรายการและละครโทรทัศน์ 6 บริษัท และผู้ให้บริการเกี่ยวเนื่องกับภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2 บริษัท พร้อมจัดกิจกรรม Business Matching ภายใต้ Thailand Pavilion พื้นที่ 144 ตารางเมตร ร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวมทั้งนำภาพยนตร์ไทย 5 เรื่อง ที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับการสร้างใหม่ (Remake IP) ในส่วน Busan Story Market เพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างและนักลงทุนจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 10-13 ตุลาคม 2569</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วม ACFM เกิดการจับคู่เจรจาการค้า 244 คู่ มูลค่ารวม 544.39 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าซื้อขายทันที 67.08 ล้านบาท มูลค่าคาดการณ์ภายใน 1 ปี 164.77 ล้านบาท และมูลค่าคาดการณ์ภายใน 2&ndash;5 ปี 312.54 ล้านบาท สำหรับปี 2569 DITP คาดว่าจะเกิดมูลค่าการเจรจาการค้าภายใน 5 ปี ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการซื้อขาย การร่วมผลิต การให้บริการด้านการผลิต และการต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญาไทยสู่ตลาดโลก</p>

<p>&ldquo;กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก เพื่อเปลี่ยนความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไทยให้เป็นโอกาสทางการค้า รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับสู่ประเทศไทย&rdquo; นายพูนพงษ์กล่าว</p>

<p>สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ &nbsp;โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2268</link>
<guid>6aeac52d3151f2268</guid>
<pubDate>Mon, 12 Oct 2026 09:04:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261012178c6106f7c2508112028b7c7ddb3500090552.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” เปิดจุด “ไทยช่วยไทย  ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม” 20 จุดทั่วกรุง ช่วยประชาชนฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด ขนสินค้าลดสูงสุด 62% พร้อมแผนจัดทั่วประเทศกว่า 3,000 ครั้ง</title>
<description><![CDATA[<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามการจำหน่ายสินค้าตามโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม&rdquo; ณ โครงการอาคารเช่าปากบึง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ระดับน้ำเริ่มลดลงและประชาชนทยอยกลับเข้าพักอาศัย ซึ่งมีความจำเป็นต้องจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อฟื้นฟูบ้านเรือน กรมการค้าภายในจึงเร่งประสานความร่วมมือกับสมาคมผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และภาคเอกชน นำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในชุมชนในราคาประหยัด เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด</p>

<p>สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร กรมฯ จัดรถ Mobile นำสินค้าอุปโภคบริโภคและอุปกรณ์ทำความสะอาดลงพื้นที่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยกำหนดจุดจำหน่ายวันละ 2 จุด รวม 20 จุด ระหว่างวันที่ 9&ndash;18 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00&ndash;20.00 น. เพื่อให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าได้ใกล้บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการฟื้นฟูที่อยู่อาศัย โดยมีสินค้าจำหน่าย 10 หมวด รวมกว่า 30 รายการ ครอบคลุมทั้งอาหารและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน ตลอดจนอุปกรณ์ทำความสะอาดสำหรับฟื้นฟูบ้านเรือน</p>

<p>สินค้าราคาประหยัดที่นำมาจำหน่าย อาทิ ข้าวหอมมะลิ ขนาด 5 กิโลกรัม ราคา 120 บาท ลด 37% ไข่ไก่เบอร์ M คละเบอร์ 2&ndash;3 ขนาด 30 ฟอง ราคา 110 บาท จากราคาตลาด 140 บาท ลด 21% น้ำตาลทราย ขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 22 บาท ลด 19% และน้ำมันปาล์ม ขนาด 1 ลิตร ราคา 42 บาท ลด 16%</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ผลิตโดยตรง อาทิ ของใช้ประจำวันลดสูงสุด 58% สินค้าชำระร่างกายลดสูงสุด 44% สินค้าซักล้างลดสูงสุด 51% และสินค้าอาหารลดสูงสุด 42% รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาด เช่น แปรงขัดพื้น ไม้ถูพื้น และไม้กวาด ลดสูงสุด 62% ช่วยให้ประชาชนสามารถจัดหาสิ่งของที่จำเป็นสำหรับทำความสะอาดและฟื้นฟูบ้านเรือนได้ในราคาประหยัด</p>

<p>ด้านนายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า ขอขอบคุณกรมการค้าภายในที่นำสินค้าราคาประหยัดมาจำหน่ายให้ประชาชนในชุมชนของการเคหะแห่งชาติ โดยได้ประสานความร่วมมือตั้งแต่ช่วงที่ระดับน้ำยังไม่ลดลง เพื่อเตรียมความพร้อมนำสินค้าจำเป็นเข้าถึงประชาชน โดยกิจกรรมนี้สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงฟื้นฟูที่อยู่อาศัยหลังน้ำลดได้เป็นอย่างมาก</p>

<p>นายวัฒนศักย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ว กรมฯ ยังเตรียมขยายการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ&rdquo; ระยะนำร่อง 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม&ndash;ธันวาคม 2569 รวม 3,036 ครั้งทั่วประเทศ โดยจะเริ่มจัดกิจกรรมพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2569 แบ่งเป็นกรุงเทพมหานคร 300 ครั้ง และภูมิภาค 76 จังหวัด รวม 2,736 ครั้ง เพื่อเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาประหยัดอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นจัดกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าได้สะดวก</p>

<p>ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก และผู้ประกอบการให้ดูแลปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมติดตามสถานการณ์ราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา ประชาชนสามารถตรวจสอบวัน เวลา และสถานที่จำหน่ายสินค้าได้ทางเว็บไซต์ www.dit.go.th และเฟซบุ๊ก &ldquo;กรมการค้าภายใน DIT&rdquo; หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคาสินค้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2267</link>
<guid>6aeac52d315292267</guid>
<pubDate>Sat, 10 Oct 2026 14:17:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261010931710faea508ebc9e80a5b7f11653f8141952.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ร่วมต้อนรับนายกฯ ติมอร์-เลสเต เดินหน้าขยายการค้า เร่งสรุป MOU ค้าข้าว เสริมความมั่นคงทางอาหาร เชื่อมโยงตลาดอาเซียน</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ร่วมต้อนรับนายกฯ ติมอร์-เลสเต เดินหน้าขยายการค้า เร่งสรุป MOU ค้าข้าว เสริมความมั่นคงทางอาหาร เชื่อมโยงตลาดอาเซียน</p>

<p>วันที่ 9 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมคณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายไก ราลา ชานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต ในโอกาสเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9&ndash;10 ตุลาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเข้าร่วมการหารือข้อราชการเต็มคณะ</p>

<p>การเยือนครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี และเกิดขึ้นภายหลังติมอร์-เลสเตเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2568 เป็นโอกาสสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมการค้าและการลงทุน การขยายตลาดสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของไทย รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร</p>

<p>ในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยไทยพร้อมเป็นหุ้นส่วนด้านความมั่นคงทางอาหารของติมอร์-เลสเต พร้อมอำนวยความสะดวกในการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของไทย และเร่งสรุปบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการค้าข้าว เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่สินค้าเกษตรไทย และสร้างประโยชน์แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศภายใต้กรอบอาเซียน</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2266</link>
<guid>6aeac52d3152e2266</guid>
<pubDate>Sat, 10 Oct 2026 12:10:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2026101075ef48fa8e910879f1d7b1194900fc3f121205.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” ผนึก 45 พันธมิตร จัด “ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569” </title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ผนึก 45 พันธมิตร จัด &ldquo;ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ลดราคาสูงสุด 50% เร่งกระจายสินค้า ดูแลค่าครองชีพประชาชน</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ผนึกกำลังพันธมิตรภาคเอกชน ห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง ตลาดกลาง และตลาดสดทั่วประเทศ จัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย : อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ระหว่างวันที่ 10&ndash;18 ตุลาคม 2569 รวม 9 วัน นำสินค้าและวัตถุดิบจำเป็นสำหรับเทศกาลกินเจมาจัดโปรโมชั่นลดราคาสูงสุด 50% พร้อมอาหารปรุงสำเร็จและเมนูเจทางเลือก เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์สินค้าและราคาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม</p>

<p>วันที่ 9 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม ณ ตลาดยิ่งเจริญ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยมีนาวาตรี วรวิทย์ เตชะสุภากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ นางณฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการตลาดยิ่งเจริญ นายภัทรพงศ์ บำรุงสุข นายกสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย และผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วม</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพประชาชนในช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการผัก วัตถุดิบประกอบอาหาร และเครื่องปรุงเพิ่มขึ้น ขณะที่ปีนี้ฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางพื้นที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์จึงประสานแหล่งผลิตและผู้ประกอบการเพื่อเร่งกระจายผลผลิตเข้าสู่ตลาด จากการติดตามพบว่าราคาผักหลายชนิดเริ่มกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่สินค้าบางรายการมีการปรับลดราคาในช่วงเทศกาลกินเจ พร้อมจัดหาผักทางเลือกในกรณีที่ผลผลิตบางชนิดมีไม่เพียงพอ</p>

<p>สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานผู้ผลิตและผู้ประกอบการเพื่อบริหารจัดการปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการ พร้อมดูแลราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ขณะเดียวกันผู้ผลิตและผู้จำหน่ายยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ กรมการค้าภายในผนึกกำลังพันธมิตร 45 ราย ครอบคลุมผู้ประกอบการ ห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง ตลาดกลาง และตลาดสด นำสินค้าและวัตถุดิบสำหรับเทศกาลกินเจมาจัดโปรโมชั่นลดราคาสูงสุด 50% พร้อมอาหารปรุงสำเร็จและสินค้าอาหารทางเลือก นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการกระจายสินค้าผ่านเครือข่ายร้านค้าของผู้ประกอบการทั่วประเทศ และเชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายต่าง ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ผลิตไทย</p>

<p>ภายในงานยังมีการนำเสนอเมนูอาหารเจจากนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยเชฟพล ตัณฑเสถียร ร่วมปรุงเมนูยำเส้นโปรตีนและเต้าหู้ฉีกไข่ผำ พร้อมนำเสนอทางเลือกอาหารที่พัฒนาจากนวัตกรรมและวัตถุดิบทางเลือก โดยมีความร่วมมือด้านนวัตกรรมอาหารจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอาหารได้ตามความต้องการ</p>

<p>นางศุภจี กล่าวขอบคุณผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง ตลาดสด และพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือประชาชน พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วม &ldquo;อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม&rdquo; ในเทศกาลกินเจ 2569 ระหว่างวันที่ 10&ndash;18 ตุลาคม 2569 เลือกซื้อสินค้าและอาหารเจจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569</p>

<p>ด้านนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเชื่อมโยงผักสดเข้าสู่ตลาดเพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายและช่วยดูแลราคาสินค้า การร่วมมือกับห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง สถานีบริการน้ำมันและร้านกาแฟภายในสถานีบริการ อาทิ พันธุ์ไทย คาเฟ่ อเมซอน และอินทนิล รวมถึงตลาดกลางและตลาดสด จัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า 5 หมวด ได้แก่ วัตถุดิบอาหารเจลดสูงสุด 50% ซอสปรุงรสลดสูงสุด 50% อาหารสำเร็จรูปลดสูงสุด 50% เครื่องดื่มเจลดสูงสุด 45% และผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) ลดสูงสุด 50% นอกจากนี้ ประชาชนยังสามารถเลือกซื้อวัตถุดิบและสินค้าอาหารเจในราคาพิเศษได้ที่ห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่งชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ Go Wholesale, Tops, Big C, Lotus&rsquo;s, Makro และ 7-Eleven เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ</p>

<p>สำหรับภาพรวมโครงการ มีพันธมิตรเข้าร่วม 45 ราย ครอบคลุมการเชื่อมโยงผักสดจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง 4 แห่ง การจำหน่ายวัตถุดิบและอาหารเจผ่านห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่งและร้านสะดวกซื้อ 697 รายการ ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต (Future Food) 51 รายการ และอาหารปรุงสด&ndash;ปรุงสำเร็จจากร้านอาหารเจ 250 ร้านค้า รวม 852 รายการทั่วประเทศ โดยจัดโปรโมชั่นลดราคาสูงสุด 50% เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและอาหารเจในราคาประหยัด ควบคู่กับการกระจายผลผลิตจากเกษตรกรสู่ตลาดและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการตลอดช่วงเทศกาล</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2265</link>
<guid>6aeac52d3153a2265</guid>
<pubDate>Sat, 10 Oct 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610106f234e0843bb5cf90d5e85a352e90e9f094741.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส” ชูแฟรนไชส์เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพ–กระจายรายได้</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/138310.jpg" style="width: 500px; height: 428px;" /></p>

<p>&ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo;<br />
ชูแฟรนไชส์เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพ&ndash;กระจายรายได้</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; เปิดโอกาสคนไทยเข้าถึงธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีระบบและมาตรฐาน โดยมีแฟรนไชส์เข้าร่วมโครงการกว่า 100 ราย ขณะที่ประชาชนและผู้สนใจประกอบธุรกิจสมัครแล้ว 493 ราย สะท้อนความสนใจในการใช้ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นทางเลือกสร้างอาชีพและรายได้ โดยผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับการสนับสนุนทำเลค้าขายพื้นที่บริเวณห้างแม็คโคร โลตัส ตลาดสดไทย และ PTT Station ทั่วประเทศ รวมกว่า 20,000 ทำเล ขณะเดียวกัน สถาบันการเงิน SME D Bank ธ.กรุงไทย ธ.ออมสิน ร่วมสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยอัตราพิเศษ และมี บสย.ช่วยค้ำประกันเงินกู้</p>

<p>นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; เป็นนโยบายเรือธงของกระทรวงพาณิชย์ที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ดำเนินการภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งดูแลค่าครองชีพของประชาชนควบคู่กับการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน เปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการมีอาชีพหรือหารายได้เพิ่มเติม สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ง่ายขึ้นผ่านระบบแฟรนไชส์ โดยโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; เป็นกลไกในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ประชาชน เปิดโครงการฯ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันมีแฟรนไชส์ซอร์ที่เข้าร่วมโครงการฯ และแสดงข้อมูลบนเว็บไซต์กรมฯ 109 ราย เปิดทางเลือกให้ผู้สนใจสามารถเลือกธุรกิจที่เหมาะสมกับความต้องการและศักยภาพของตนเอง ขณะที่มีผู้ขอสมัครแพ็กเกจแฟรนไชส์แล้ว 493 ราย สะท้อนความสนใจของประชาชนในการเริ่มต้นธุรกิจผ่านรูปแบบแฟรนไชส์ที่มีระบบสนับสนุนและองค์ความรู้รองรับในจำนวนผู้สมัครทั้ง 493 ราย ซึ่งเมื่อผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและตรวจสอบหลักฐานแล้วจะอนุมัติเงินสนับสนุนให้ต่อไป</p>

<p>อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนภายใต้โครงการฯ กำหนดวงเงินสนับสนุนลงทุนร้อยละ 50 &nbsp; &nbsp; &nbsp;ของมูลค่าแพ็กเกจแฟรนไชส์ สูงสุดรายละไม่เกิน 10,000 บาท/ราย โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการสร้างอาชีพ 10,000 ราย ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสการมีงานทำและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการรายใหม่ รวมทั้งเกิดการจ้างงานและ &nbsp; การซื้อขายสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานความร่วมมือกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์ที่ยังมีเงินลงทุนไม่เพียงพอ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมการค้ำประกันสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดในการเริ่มต้นธุรกิจ</p>

<p>และยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ค้าขายในห้างโลตัสและแม็คโครกว่า 2,000 สาขา รวมกว่า 10,000 จุดทั่วประเทศ ให้ผู้เข้าร่วมโครงการใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้า ฟรีค่าเช่าเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ รวมถึงได้รับความร่วมมือจากสมาคมตลาดสดไทย ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100 ตลาด สนับสนุนพื้นที่ค้าขายเพิ่มเติมให้แก่ผู้ประกอบการ และ PTT Station พร้อมเปิดพื้นที่กว่า 8,000 จุดทั่วประเทศให้ผู้ประกอบการที่ซื้อแฟรนไชส์เข้าใช้พื้นที่เป็นทำเลค้าขายเป็นกรณีพิเศษ</p>

<p>โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; เป็นการนำศักยภาพของธุรกิจแฟรนไชส์มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและสร้างรายได้ โดยมุ่งให้ประชาชนที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจสามารถเข้าถึงธุรกิจที่มีระบบและมาตรฐาน ขณะเดียวกันยังช่วยเชื่อมโยงแฟรนไชส์ซอร์กับผู้ประกอบการรายใหม่ ทำให้เกิดการขยายสาขา การจ้างงาน และ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่</p>

<p>เมื่อพิจารณาผลในมิติทางเศรษฐกิจ การสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะตัวผู้ได้รับสิทธิ แต่ยังมีโอกาสก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระดับพื้นที่ ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าแรง และการใช้บริการจากธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยโครงการคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1,100 ล้านบาท<br />
จากการจัดตั้งสาขาและการดำเนินธุรกิจของผู้เข้าร่วมโครงการ</p>

<p>ทั้งนี้ ตัวเลขผู้สมัคร 493 ราย แสดงให้เห็นว่าประชาชนมีความสนใจและต้องการสร้างอาชีพของตนเองผ่านธุรกิจแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง กรมฯ จึงได้ขยายระยะเวลาโครงการฯ ออกไปถึงเดือนธันวาคม 2570 เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนในการเป็นเจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับกระทบจากภัยน้ำท่วม และต้องการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ เปลี่ยนโอกาสจาก คนอยากมีอาชีพ สู่ เจ้าของธุรกิจรายใหม่ จึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย แฟรนไชส์สร้างอาชีพ พลัส&rdquo; สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เว็บไซต์ https://ไทยช่วยไทยแฟรนไชส์.dbd.go.th ช่องทาง Line Official Account @franchisedbdplus Call Center 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5953 และ e-Mail : franchisedbdplus@gmail.com&rdquo; อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์<br />
************************************<br />
ที่มา : กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฉบับที่ 2 / วันที่ 8 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2264</link>
<guid>6aeac52d315552264</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 10:02:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610094ccb7bff34bb6ae6b8469186a4b9f96d100311.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_141378180_0.jpg" style="width: 500px; height: 421px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เสนอ 3 เสาหลักความมั่นคงทางเศรษฐกิจรับบริบทโลกใหม่ สร้างสมดุล-ยืดหยุ่น-กระจายโอกาส<br />
สู่คนไทย บนเวทีเปิดภาคการศึกษาหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69</p>

<p>&nbsp;&nbsp; &nbsp;รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดหลักสูตร วปอ. รุ่นที่ 69&nbsp;<br />
เสนอยุทธศาสตร์ความมั่นคงเศรษฐกิจไทยผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือก<br />
เชิงยุทธศาสตร์ การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือและฟื้นตัว และการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อให้การค้าและการลงทุนสร้างรายได้แก่คนไทย พร้อมเชื่อมพลังภาครัฐ ภาคทหาร&nbsp;<br />
และภาคเอกชนร่วมลดความเปราะบางและเสริมขีดความสามารถของประเทศ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปาฐกถาพิเศษเปิดภาคการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 69 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ณ หอประชุมวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ในหัวข้อ &ldquo;ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไทยในภูมิทัศน์โลกใหม่: การสร้างสมดุลอำนาจ ความยืดหยุ่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน&rdquo; โดยเน้นย้ำว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่ง<br />
ของความมั่นคงแห่งชาติ ไทยต้องรักษาทางเลือกในการร่วมมือกับโลก เตรียมพร้อมรับแรงกระแทก และทำให้โอกาสจากการค้าและการลงทุนสร้างรายได้และความสามารถให้คนไทยอย่างทั่วถึง<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจี ระบุว่า การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การปรับห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI&nbsp;<br />
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสังคมสูงวัย กำลังเปลี่ยนกติกาเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น<br />
นอกประเทศสามารถส่งผ่านถึงต้นทุนธุรกิจ การจ้างงาน และค่าครองชีพได้รวดเร็ว ไทยจึงต้องดูแลเสถียรภาพระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้าง เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดความเปราะบาง โดยเสนอมุมมองให้วาง<br />
แนวทางผ่านยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;เสาหลักแรก Balancing Power: การสร้างสมดุลอำนาจและรักษาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ กระจายตลาดและเครือข่ายหุ้นส่วน รักษาความสัมพันธ์กับขั้วเศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโยงอาเซียน และใช้ประโยชน์จาก FTA พร้อมขยายความร่วมมือแบบ Co-Creation หรือ Sell With สู่การร่วมพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี การลงทุน และตลาด เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมระยะยาว โดยมีความน่าเชื่อถือของฐานการผลิต<br />
และระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นรากฐาน<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;เสาหลักที่สอง Building Resilience: การสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือ<br />
และฟื้นตัว กระจายแหล่งพลังงาน วัตถุดิบ และเส้นทางขนส่ง รักษาความมั่นคงทางอาหาร ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานและระบบดิจิทัล รวมถึงลงทุนรับมือภัยพิบัติเพื่อลดการหยุดชะงักของการผลิตและโลจิสติกส์ ควบคู่กับการรักษากำลังสำรองทางการคลังและดูแลสภาพคล่องของครัวเรือนกับ SMEs ความพร้อมรับวิกฤตจึงเป็น<br />
ทั้งหลักประกันความเป็นอยู่ของประชาชนและปัจจัยสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;เสาหลักที่สาม Driving Sustainable Growth: การขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน&nbsp;<br />
เชื่อมการส่งออกและการลงทุนเข้ากับผู้ผลิตและผู้ให้บริการไทย ให้เกิดมูลค่าเพิ่ม การถ่ายทอดเทคโนโลยี และ<br />
การพัฒนาทักษะในประเทศ พร้อมยกระดับ SMEs ผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงเงินทุน และตลาดใหม่ ต่อยอดเศรษฐกิจผู้มาเยือนและเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ<br />
&nbsp;&nbsp; &nbsp;นางศุภจีกล่าวปิดท้าย ฝากผู้นำจากภาคทหาร ภาครัฐ และภาคเอกชนให้ร่วมขับเคลื่อนความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยทุกนโยบายควรตอบให้ได้ว่า เพิ่มขีดความสามารถของประเทศหรือไม่ ลดความเปราะบางและสร้างทางเลือกหรือไม่ และสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาวหรือไม่ พร้อมเสนอให้พัฒนาข้อมูลการพึ่งพาสินค้าสำคัญ ระบบเตือนภัย และแผนสำรองร่วมกัน เพื่อให้ประเทศตัดสินใจได้ทันการณ์ รักษาความต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และคุ้มครองประชาชนเมื่อเผชิญวิกฤต<br />
---------------------------<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
8 ตุลาคม 2569<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2263</link>
<guid>6aeac52d315682263</guid>
<pubDate>Fri, 09 Oct 2026 09:33:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610091a880dce04e0f24668563d96df3d890c093712.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>นายกฯ “ไทย” ต้อนรับรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ “UAE” ยินดีพาณิชย์ฯ ปิดดีลเจรจา CEPA ไทย - UAE ดึงดูดนักลงทุนศักยภาพสูงสู่ไทย</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_351936540_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>นายกฯ &ldquo;ไทย&rdquo; ต้อนรับรัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ &ldquo;UAE&rdquo; ยินดีพาณิชย์ฯ ปิดดีลเจรจา CEPA ไทย - UAE ดึงดูดนักลงทุนศักยภาพสูงสู่ไทย</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ดร. ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตนได้เข้าร่วมการหารือดังกล่าวด้วย โดยสองฝ่ายได้ร่วมยินดีต่อการสรุปผลการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) ไทย &ndash; UAE และหารือแนวทางต่อยอดผลสำเร็จของการเจรจาฯ ไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น&nbsp;</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า UAE เป็นประเทศแรกในอ่าวอาหรับที่แสดงความสนใจจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) ทวิภาคีกับไทย ซึ่งสองฝ่ายได้เริ่มการเจรจามาตั้งแต่ปี 2566 และสามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ในการประชุมเจรจาจัดทำ CEPA ไทย &ndash; UAE รอบที่ 5 เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ผ่านระบบการประชุมทางไกล ส่งผลให้ความตกลง CEPA ไทย &ndash; UAE เป็นความตกลง FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยผลการศึกษาประเมินว่า การจัดทำ CEPA ไทย-UAE จะส่งผลให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นถึง 318-357 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,700-12,200 ล้านบาท การส่งออกของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 227-243 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,600-8,100 ล้านบาท เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการจัดทำ CEPA ระหว่างกัน โดยสินค้าที่คาดว่าไทยจะส่งออกไป UAE ได้มากขึ้น อาทิ อาหารปรุงแต่ง ทูน่ากระป๋อง ข้าว น้ำผลไม้ ผลไม้ ไก่แช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง เครื่องประดับ ยางล้อ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์และส่วนประกอบ ซึ่งสินค้าเหล่านี้ ฝ่าย UAE จะลดและยกเลิกภาษีให้ไทยภายใต้ CEPA</p>

<p>การจัดทำ CEPA ระหว่างไทยกับ UAE จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้นักธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดการลงทุนในระยะยาว และปูทางให้เกิดการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการดึงดูดนักลงทุน UAE ที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานในไทยด้วย โดยที่ผ่านมา ภายหลังการจัดทำ CEPA ระหว่าง UAE กับประเทศในอาเซียน UAE มีแนวโน้มเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อาทิ การลงทุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับอินโดนีเซีย ในภาคเกษตร พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ และการลงทุนมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับมาเลเซีย ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นสาขาที่ UAE มีศักยภาพ&nbsp;</p>

<p>นางศุภจี เสริมว่า การหารือในวันนี้ UAE ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในสาขาต่าง ๆ ในประเทศไทย อาทิ พลังงาน อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์กับ SME ของไทย นอกจากนี้ ความตกลง CEPA ยังมีบทความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ส่งเสริมให้สองฝ่ายพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) ซึ่งชาวตะวันออกกลาง รวมถึงชาวเอมิเรตส์นิยมมาใช้บริการที่ไทย โดยในปี 2567 มีชาวเอมิเรตส์เดินทางมารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนไทย 40,872 คน สร้างรายได้ให้ไทยกว่า 1,500 ล้านบาท ประกอบกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และมีความพร้อมด้านระบบนิเวศทางธุรกิจ จึงคาดว่า การสร้างความร่วมมือกับ UAE จะช่วยต่อยอดให้อุตสาหกรรมดังกล่าวของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ไทยมองเห็นศักยภาพในการใช้ UAE เป็นจุดเชื่อมโยงกระจายสินค้าต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางอีกด้วย</p>

<p>ทั้งนี้ ในปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก และอันดับที่ 1 ในตะวันออกกลาง และมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ UAE สูงถึง 21,259.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทย 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจาก UAE 16,755.49 โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและทองคำ ซึ่งหากหักมูลค่าการค้าสินค้าดังกล่าวออก ไทยจะได้ดุลการค้าสินค้าประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ&nbsp;</p>

<p>---------------------------------------</p>

<p>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์&nbsp;<br />
8 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2262</link>
<guid>6aeac52d3157d2262</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 16:53:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610083676fb239fc6fc44838757bb02467483165357.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“กรมการค้าภายใน” ขอผู้ประกอบการ จำหน่ายวัสดุซ่อมแซม เครื่องไฟฟ้า บริการซ่อมแซมรถยนต์ ตรึงราคา และเตรียมสินค้า–อะไหล่ให้พร้อม จัดส่วนลด–บริการช่างราคาพิเศษ ช่วยประชาชนฟื้นฟูหลังน้ำลด</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_5709907_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;กรมการค้าภายใน&rdquo; ขอผู้ประกอบการ จำหน่ายวัสดุซ่อมแซม เครื่องไฟฟ้า บริการซ่อมแซมรถยนต์ ตรึงราคา และเตรียมสินค้า&ndash;อะไหล่ให้พร้อม จัดส่วนลด&ndash;บริการช่างราคาพิเศษ ช่วยประชาชนฟื้นฟูหลังน้ำลด</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการฟื้นฟูหลังพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยได้ขอให้ผู้ประกอบการทุกรายตรึงราคาสินค้าและบริการ กำชับให้ ผู้ประกอบการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าและอะไหล่ให้เพียงพอ เร่งเติมสินค้าและกระจายไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านช่างและบริการซ่อมแซม เพื่อรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังน้ำลด &nbsp;โดยมี ผู้ประกอบการที่ร่วมให้ความร่วมมือ ครอบคลุม 3 กลุ่มหลัก ได้แก่</p>

<p>1. หมวดวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้าน อาทิ โฮมโปร, ดูโฮม, ไทวัสดุ, เมกาโฮม และโกลบอลเฮ้าส์&nbsp;</p>

<p>2. หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ทำความสะอาด อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า, โฮมโปร, เมกาโฮม, โกลบอลเฮ้าส์, เพาเวอร์บาย, เพาเวอร์มอลล์, เซ็นทรัล, โรบินสัน, ดูโฮม, ไทวัสดุ และบิ๊กซี&nbsp;</p>

<p>3. หมวดศูนย์บริการและค่ายรถยนต์<br />
FIT Auto, Cockpit, Tyre Plus, B-Quik, Autoclik, Autobacs และ MMS รวมถึงค่ายรถยนต์โตโยต้า, ฟอร์ด, อีซูซุ, มิตซูบิชิ และนิสสัน</p>

<p>นอกจากนี้ยังได้ขอให้ ผู้ประกอบการ จัดโปรโมชั่น เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงน้ำลดเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งผู้ประกอบการยินดีให้ความร่วมมืออย่างดี อาทิ ส่วนลดสินค้าจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูบ้าน บริการสำรวจ ตรวจเช็ก หรือซ่อมแซมฟรีหรือในราคาพิเศษ แคมเปญเก่าแลกใหม่ โปรแกรมผ่อนชำระ และการตรวจเช็กซ่อมรถยนต์ในราคาพิเศษ รวมถึงมาตรการอื่น ๆ ที่สามารถดำเนินการเพิ่มเติมได้ ซึ่งทางผู้ประกอบการจะได้ไปพิจารณาและรีบประสานแจ้งกรมการค้าภายในโดยเร็วต่อไป</p>

<p>ทั้งนี้กรมยังได้เชิญชวนให้ห้างค้าปลีกค้าส่งสินค้าและวัสดุก่อสร้าง รวมถึงเครื่องตกแต่ง นำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพหรือสินค้าที่ใช้ในการตกแต่งซ่อมแซมบ้านมาร่วมเปิดจุดจำหน่าย ซึ่งจะมีแผนจัดทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับจังหวัด และระดับภาค ภายใต้โครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; &nbsp;รวมถึงยังได้เชิญชวนภาคเอกชนสนับสนุนสิ่งของจำเป็นเพื่อนำไปช่วยพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหาด้านอุทกภัยอีกด้วย&nbsp;</p>

<p>กรมการค้าภายในจะติดตามความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด และประสานผู้ประกอบการเพิ่มเติม หากพบความต้องการสินค้า อะไหล่ หรือบริการซ่อมแซมเร่งด่วน เพื่อให้มีสินค้าและบริการเพียงพอและทั่วถึง</p>

<p>ขอให้ประชาชนตรวจสอบราคาและเงื่อนไขบริการก่อนซื้อหรือใช้บริการ หากพบการจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นธรรม แจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2261</link>
<guid>6aeac52d3158a2261</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 14:31:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261008ab3339ee3af46d26e5e187e1208299cd143118.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า รัฐบาลผนึกกำลังช่วยผู้ประสบอุทกภัย–ฟื้นฟูหลังน้ำลด ดูแลของจำเป็น คุมราคา เตรียม “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ“ เข้า ครม.พุธหน้า</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_141369463_0.jpg" style="width: 500px; height: 355px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า รัฐบาลผนึกกำลังช่วยผู้ประสบอุทกภัย&ndash;ฟื้นฟูหลังน้ำลด ดูแลของจำเป็น คุมราคา เตรียม &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&ldquo; เข้า ครม.พุธหน้า</p>

<p>วันที่ 7 ตุลาคม 2569 ช่วงค่ำ&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่เคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เพื่อติดตามสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงกลาโหม โดยลงพื้นที่ 3 จุด ได้แก่ เคหะชุมชนร่มเกล้า เฟส 9 โรงเรียนรัตนโกสินทร์สมโภชลาดกระบัง และถนนเคหะร่มเกล้า ซอย 20</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์และเห็นภาพความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ พบว่าบางพื้นที่น้ำลดและเข้าสู่ระยะฟื้นฟูแล้ว ขณะที่บางจุดยังมีความต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะสิ่งของจำเป็นและอุปกรณ์สำหรับผู้ที่มีความต้องการเฉพาะ จึงได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและนำความช่วยเหลือเข้าไปให้ตรงกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด</p>

<p>&ldquo;รู้สึกเห็นใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน วันนี้เราเข้ามาดูพื้นที่ที่น้ำเริ่มแห้งแล้ว แต่ยังมีบางโซนที่มีความต้องการความช่วยเหลืออยู่มาก ซึ่งเราจะต้องลงไปดูแลเพิ่มเติม โดยเฉพาะพื้นที่ที่ยังเข้าถึงได้ยาก เราจะประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว ภารกิจสำคัญจากนี้คือการเร่งฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ ทั้งการเก็บขยะและสิ่งของที่ได้รับความเสียหาย รวมถึงการซ่อมแซมสิ่งของและบ้านเรือนที่จำเป็น โดยกระทรวงพาณิชย์จะร่วมสนับสนุนกำลังคนและอุปกรณ์ ขณะที่กระทรวงกลาโหมและกองทัพจะช่วยสนับสนุนกำลังพลและเครื่องมือในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึง เพื่อให้การฟื้นฟูดำเนินไปอย่างรวดเร็ว</p>

<p>สำหรับพื้นที่ที่สถานการณ์น้ำยังไม่คลี่คลาย กระทรวงพาณิชย์จะยังคงสนับสนุนสิ่งของอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นอย่างต่อเนื่อง โดยจะประสานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนแต่ละจุด</p>

<p>ด้านการดูแลราคาสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้ง Single Command และ War Room ของกรมการค้าภายใน เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้าในพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งด้านปริมาณสินค้า การกระจายสินค้า และราคาสินค้า พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกักตุนและการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อน โดยประชาชนสามารถแจ้งปัญหาสินค้าไม่เพียงพอ การจำหน่ายไม่เป็นธรรม หรือการฉวยโอกาสขึ้นราคาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569</p>

<p>&ldquo;ช่วงที่พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบ เราไม่ควรฉวยโอกาสจากความเดือดร้อน แต่ควรช่วยเหลือกัน หากพบเห็นการขึ้นราคาสินค้าผิดปกติ ขอให้แจ้งสายด่วน 1569 กรมการค้าภายในจะเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการ&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อสถานการณ์น้ำลดและเข้าสู่ระยะฟื้นฟู กระทรวงพาณิชย์เตรียมมาตรการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ&rdquo; เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยจะนำสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดและวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือน มาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและช่วยให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูบ้านเรือนและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว</p>

<p>ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดเตรียมรายละเอียดมาตรการดังกล่าวเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 โดยจะพิจารณารูปแบบการจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทั้งจุดจำหน่ายสินค้าและรถจำหน่ายสินค้าเคลื่อนที่ สำหรับพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมสูงหรือรถทั่วไปไม่สามารถเข้าถึง จะประสานหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อสนับสนุนยานพาหนะและกำลังพลในการนำสิ่งของเข้าไปช่วยเหลือประชาชน</p>

<p>&ldquo;เราเห็นสภาพความเดือดร้อนด้วยตัวเอง จึงจะเร่งดำเนินการและทำอย่างต่อเนื่อง โดยจะพยายามนำความช่วยเหลือไปให้ตรงกับจุดที่มีความเดือดร้อนมากที่สุด และหากพื้นที่ใดต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถประสานเข้ามาได้ กระทรวงพาณิชย์พร้อมทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลประชาชนอย่างเต็มที่&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>สำหรับภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ในการรับมือสถานการณ์อุทกภัย ยังคงมุ่งดูแลประชาชนทั้งในระยะที่เกิดน้ำท่วม ระยะที่สถานการณ์คลี่คลาย และระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยให้ความสำคัญกับการรักษาปริมาณสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น การติดตามและกำกับราคาสินค้า การกระจายสินค้าให้เข้าถึงพื้นที่ รวมถึงการลดภาระค่าครองชีพและสนับสนุนการฟื้นฟูประชาชนในพื้นที่ประสบภัย</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2260</link>
<guid>6aeac52d315a02260</guid>
<pubDate>Thu, 08 Oct 2026 14:04:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261008703d47ad9571d2670ddcf0f44e946316140505.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ลงพื้นที่ “ไทย อกริ ฟู้ดส์” ติดตามผลกระทบน้ำท่วม ภาคอุตสาหกรรมต้องมีแผนรับมือเป็นระดับ หนุนรัฐ–เอกชนประสานงานใกล้ชิด รักษาความต่อเนื่องการผลิต–ส่งออก</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_141320845_0.jpg" style="width: 500px; height: 358px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ลงพื้นที่ &ldquo;ไทย อกริ ฟู้ดส์&rdquo; ติดตามผลกระทบน้ำท่วม ภาคอุตสาหกรรมต้องมีแผนรับมือเป็นระดับ หนุนรัฐ&ndash;เอกชนประสานงานใกล้ชิด รักษาความต่อเนื่องการผลิต&ndash;ส่งออก</p>

<p>วันที่ 7 ตุลาคม 2569&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากอุทกภัย ณ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์อาหาร อาทิ พริกแกง กะทิ น้ำจิ้ม และซอส โดยมีนางพัชรินทร์ สอดห่วง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์ของบริษัท</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ต้องการติดตามสถานการณ์จริงของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าภาคการผลิตและการส่งออกของไทยยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะผู้ผลิตอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและมีตลาดส่งออก ซึ่งจำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและการส่งมอบสินค้าให้กับคู่ค้า</p>

<p>สำหรับบริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ฯ แม้พื้นที่โดยรอบโรงงานจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ตัวโรงงานไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง และบริษัทมีการเตรียมแผนรองรับสถานการณ์และมาตรการดูแลพนักงานและกระบวนการผลิตอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญที่ผู้ประกอบการควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น</p>

<p>&ldquo;เครื่องจักรและสายการผลิตมีความสำคัญ แต่ทรัพยากรบุคคลก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ผู้ประกอบการที่มีความรับผิดชอบต้องดูแลพนักงานควบคู่ไปกับการดูแลการผลิต สิ่งที่บริษัทดำเนินการอยู่ถือเป็นตัวอย่างของการเตรียมความพร้อมที่ดี&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์สภาพอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมควรยกระดับการบริหารความเสี่ยง โดยจัดทำแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินเป็นเทียร์ เพื่อให้สามารถรับมือได้ตั้งแต่สถานการณ์ปกติ ไปจนถึงกรณีที่สถานการณ์รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งควรมีการซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงเมื่อเกิดเหตุการณ์</p>

<p>&ldquo;ถ้าเราคาดการณ์ว่าฝนจะมาในระดับหนึ่ง เราต้องเตรียมความพร้อมให้มากกว่าระดับที่คาดไว้ เพราะวันนี้การพยากรณ์อากาศทำได้ยากขึ้นจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นโรงงานควรมีแผนรองรับหลายระดับ และต้องซักซ้อมให้สามารถรับมือกับสถานการณ์จริงได้&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในส่วนของภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์พร้อมประสานและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกรณีที่สถานการณ์มีการยกระดับและอาจกระทบต่อการผลิตหรือการส่งออก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีหน่วยงานและเครือข่ายที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศและทูตพาณิชย์ทั่วโลก สามารถประสานและสร้างความเชื่อมั่นกับผู้ซื้อ รวมทั้งช่วยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยในกรณีที่เกิดผลกระทบต่อการส่งมอบสินค้า</p>

<p>ขณะเดียวกัน หากเกิดปัญหาด้านการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ รถไฟ รถยนต์ หรือทางอากาศ ผู้ประกอบการสามารถประสานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เพื่อร่วมติดตามและหาแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการส่งออก ขณะที่กรมการค้าภายในจะเข้ามาดูแลเรื่องวัตถุดิบและการบริหารจัดการสินค้า โดยสามารถประสานการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตที่มีศักยภาพ รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการในรูปแบบ Contract Farming เพื่อให้โรงงานสามารถวางแผนวัตถุดิบล่วงหน้า และเกษตรกรมีตลาดรองรับผลผลิตที่ชัดเจน</p>

<p>นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังมีระบบบริการออนไลน์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจ ลดภาระและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดด้านการเดินทางหรือการติดต่อราชการ</p>

<p>&ldquo;วันนี้กระทรวงพาณิชย์มารับโจทย์จากผู้ประกอบการ เราต้องการสร้างความมั่นใจว่า หากสถานการณ์มีการยกระดับ ผู้ประกอบการไม่ได้อยู่เพียงลำพัง ภาครัฐพร้อมประสานและอำนวยความสะดวก ทั้งด้านตลาด การขนส่ง วัตถุดิบ และการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ผลิตของไทยสามารถเดินหน้าการผลิตและการส่งออกได้อย่างต่อเนื่อง&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ นางศุภจี ได้มอบแนวทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประเมินผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า เพื่อรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในต่างประเทศ</p>

<p>นางศุภจี ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการบูรณาการกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการติดตามและประเมินความพร้อมของโรงงานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมอาหาร โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทุกแห่งมีแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินที่ชัดเจน มีการกำหนดระดับสถานการณ์ และมีการซักซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>

<p>&ldquo;เป้าหมายสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ซื้อในต่างประเทศ โดยภาครัฐจะทำหน้าที่ประสานและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้การผลิตและการส่งออกของไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2259</link>
<guid>6aeac52d315ba2259</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 19:22:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610077f98c494bf3a8458065520173f6fe934192229.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” เดินหน้าทัพหลังรับมือน้ำท่วม ดูแลตั้งแต่การผลิตถึงการค้า ลงพื้นที่โตโยต้า ติดตาม Supply Chain อุตสาหกรรม ลดผลกระทบต่อการผลิต–ส่งออก</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u4514/S_141320504_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>วันนี้ (7 ตุลาคม 2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่โรงงานประกอบชิ้นส่วนโตโยต้า จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาคการผลิตและการส่งออก โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลภาคเศรษฐกิจควบคู่กับการช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้ระบบการผลิต การขนส่ง การค้า และการส่งออกสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และไม่ให้ผลกระทบขยายวงกว้าง</p>

<p>การลงพื้นที่ครั้งนี้ต่อเนื่องจากประเด็นที่นางศุภจีได้หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเห็นว่า ในช่วงแรกของสถานการณ์ หน่วยงานต่าง ๆ ได้ระดมการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่แล้ว ขณะเดียวกันจำเป็นต้องเร่งเข้ามาดูแลผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตควบคู่กันไป เนื่องจากหากโรงงานหรือผู้ผลิตชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบ อาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงการผลิต การจ้างงาน การขนส่ง และการส่งออก จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่เพื่อติดตามปัญหาในวันนี้</p>

<p>สำหรับภาคเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมมีภารกิจเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยกระทรวงพาณิชย์ดูแลเรื่องสินค้า การกระจายสินค้า การค้าและการส่งออก ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมดูแลภาคการผลิต โรงงาน และห่วงโซ่อุปทาน การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงเป็นการติดตามอีกด้านหนึ่งของสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่เพียงสินค้าจะไม่ขาดแคลน แต่ต้นทางการผลิตต้องสามารถเดินต่อได้ และผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกต้องเกิดขึ้นน้อยที่สุด</p>

<p>&ldquo;ตอนนี้ทุกฝ่ายแบ่งหน้าที่กันทำค่ะ ทัพหน้าดูแลผู้ประสบภัยและสถานการณ์ในพื้นที่ ส่วนเราทำหน้าที่เป็นทัพหลัง ทำอย่างไรให้ระบบข้างหลังยังเดินต่อได้ ของต้องไม่ขาด โรงงานต้องผลิตได้ การขนส่งและการส่งออกต้องไม่สะดุด เพราะทั้งหมดเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้ง Single Command และ War Room เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้าและการกระจายสินค้าทั่วประเทศ รวมถึงลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้าเพื่อติดตามการทำงานหลังจากสั่งการไปแล้ว ขณะที่การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการขยายการติดตามมาที่ &ldquo;ต้นทาง&rdquo; คือภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกสำคัญของไทย และมี Supply Chain เชื่อมโยงผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการจำนวนมาก</p>

<p>สำหรับกรณีโตโยต้า โรงงานทั้ง 3 แห่งไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง แต่การผลิตได้รับผลกระทบจากผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่การผลิตบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ ทำให้ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ตามปกติ จึงได้กำชับกระทรวงอุตสาหกรรมให้ติดตามทั้งระบบว่า มีโรงงานหรือซัพพลายเออร์จุดใดได้รับผลกระทบ มีวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนใดที่อาจกลายเป็นคอขวด และภาครัฐสามารถเข้าไปช่วยประสานหรือแก้ข้อจำกัดในจุดใดได้บ้าง เพื่อให้การผลิตกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด</p>

<p>&ldquo;วันนี้เรามาดูที่โตโยต้า เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้มีเฉพาะโรงงานประกอบรถยนต์ แต่มีผู้ผลิตและซัพพลายเออร์เชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ ถ้าจุดใดจุดหนึ่งหยุด ผลกระทบอาจต่อเนื่องไปทั้งระบบ เราจึงต้องรู้ให้เร็วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และเข้าไปช่วยประสานแก้ไข&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>สำหรับแนวทางระยะสั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ เพื่อตรวจสอบปัญหาของซัพพลายเออร์ที่ไม่สามารถส่งชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ รวมทั้งประสานนิคมอุตสาหกรรมและฐานการผลิตสำคัญในพื้นที่อื่น เพื่อรวบรวมข้อมูลผลกระทบและพิจารณาแนวทางช่วยเหลือให้ตรงกับปัญหา โดยการติดตามจะไม่จำกัดเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่จะครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นสถานการณ์ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่โรงงาน การขนส่ง คลังสินค้า การกระจายสินค้า ไปจนถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ</p>

<p>ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปพิจารณาในระดับนโยบาย รวมถึงข้อเสนอเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งแรงงานและวัตถุดิบ เพื่อสนับสนุนให้ภาคการผลิตสามารถดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ยังไม่ใช่มาตรการที่มีผลบังคับใช้</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดให้สถานประกอบการใช้ช่วงที่จำเป็นต้องหยุดการผลิตชั่วคราวในการพัฒนาทักษะพนักงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเร่งการผลิตเมื่อการส่งชิ้นส่วนเข้าสู่โรงงานกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และนำแนวทางดังกล่าวไปเป็นตัวอย่างให้โรงงานอุตสาหกรรมอื่นสามารถปรับตัวในช่วงที่ได้รับผลกระทบได้</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า อีกด้านหนึ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน คือ การรักษาความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทย โดยนอกจากเร่งแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบแล้ว จะรวบรวมตัวอย่างพื้นที่อุตสาหกรรม คลังสินค้า และผู้ประกอบการที่สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดี เพื่อสะท้อนให้คู่ค้า นักลงทุน และผู้ประกอบการต่างประเทศเห็นว่า ระบบการผลิตและโลจิสติกส์ของไทยยังมีความพร้อมและสามารถบริหารจัดการภายใต้สถานการณ์ได้</p>

<p>ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปพิจารณาในระดับนโยบาย ได้แก่ การขอให้ภาครัฐพิจารณายกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ และอะไหล่ที่จำเป็นต้องนำเข้ามาเพื่อซ่อมแซมโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และการพิจารณาลดหย่อนภาษีเพิ่มเติมสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเครื่องจักรและโรงงาน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ตามปกติโดยเร็ว ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวจะนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป และยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา</p>

<p>&ldquo;การเป็นทัพหลังไม่ได้หมายถึงรอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ แต่ต้องมองให้ครบทั้งระบบว่า จุดไหนมีความเสี่ยง จุดไหนต้องเข้าไปช่วย และจุดไหนที่ยังเดินได้ดี เราต้องทำให้เดินต่อ เพื่อให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การผลิต และการส่งออกของประเทศเกิดขึ้นน้อยที่สุด&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2258</link>
<guid>6aeac52d315d52258</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 16:21:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261007a35f20994cbaa61df4704d715eceab9d162308.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนรู้จัก 2 GI หัตถกรรม “กระจูดควนเคร็ง–คล้าศรีบุญเรือง” จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ดีไซน์ร่วมสมัย ชวนคนรุ่นใหม่เลือกใช้สินค้า GI สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u4514/Template_เนชั่น_1_.jpg" style="width: 500px; height: 625px;" /></p>

<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญาชวนรู้จัก 2 GI หัตถกรรม &ldquo;กระจูดควนเคร็ง&ndash;คล้าศรีบุญเรือง&rdquo;<br />
จากภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่ดีไซน์ร่วมสมัย<br />
ชวนคนรุ่นใหม่เลือกใช้สินค้า GI สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน<br />
&nbsp;<br />
​กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ชวนทำความรู้จัก 2 สินค้า GI หัตถกรรมไทย ได้แก่ &ldquo;กระจูดควนเคร็ง นครศรีธรรมราช&rdquo; และ &ldquo;ผลิตภัณฑ์คล้าศรีบุญเรือง&rdquo; จังหวัดหนองบัวลำภู ที่สะท้อนเสน่ห์ของงานจักสานจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะจากแหล่งผลิต ผสานภูมิปัญญาที่สืบทอดในชุมชน ก่อนต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ สะท้อนจุดแข็งของงานหัตถกรรมไทยที่สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้แก่ชุมชน<br />
&nbsp;<br />
​นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า งานหัตถกรรมไทยมีจุดแข็งจากความหลากหลายของทรัพยากรและภูมิปัญญาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถนำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ โดยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นเครื่องมือที่ช่วยคุ้มครองอัตลักษณ์และชื่อเสียงที่เชื่อมโยงกับแหล่งกำเนิด พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตนำจุดเด่นของสินค้ามาต่อยอดในเชิงการค้า ทั้งการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ รูปแบบร่วมสมัย และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด จึงเป็นอีกแนวทางในการเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้กับชุมชน สอดคล้องกับแนวนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์<br />
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับสินค้าไทยจากจุดแข็งของแต่ละพื้นที่ เชื่อมโยงอัตลักษณ์กับโอกาสทางการค้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชุมชน<br />
&nbsp;<br />
​นางสาวจิตติมา กล่าวว่า &ldquo;กระจูดควนเคร็ง&rdquo; เป็นหนึ่งในงานหัตถกรรม GI ที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างทรัพยากรในพื้นที่กับภูมิปัญญาของชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดเริ่มต้นจาก &ldquo;ป่าพรุควนเคร็ง&rdquo;<br />
แหล่งธรรมชาติสำคัญในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำขังตลอดปี ดินพรุ<br />
มีอินทรียวัตถุสูง มีสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกชุก ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของกระจูดพันธุ์ใหญ่ ทำให้เส้นกระจูดมีลักษณะเหนียว ยืดหยุ่น แข็งแรง และทนทาน เหมาะสำหรับนำมาแปรรูปและจักสานเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ตั้งแต่กระเป๋า หมวก พัด ตะกร้า เสื่อ ที่รองจาน ที่รองแก้ว โคมไฟ ชั้นวางของ และของที่ระลึกต่างๆ ตามภูมิปัญญาที่สืบทอดกันในชุมชน จนเกิดเป็นงานจักสานที่มีเอกลักษณ์ทั้งด้านวัสดุ ลวดลาย และฝีมือของผู้ผลิตในพื้นที่<br />
&nbsp;<br />
​กระจูดควนเคร็ง นับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อจากส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และมังคุดเขาคีรีวง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้ โดยปัจจุบันมีการนำกระจูดมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดให้จังหวัดนครศรีธรรมราชกว่า 56.24 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมสนับสนุนชุมชนในการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และงานแสดงสินค้า พร้อมเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและแบรนด์ที่สามารถนำงานจักสานไปต่อยอด เพื่อเพิ่มโอกาสให้กระจูดควนเคร็งเข้าสู่ตลาดใหม่ได้มากขึ้น<br />
&nbsp;<br />
​นางสาวจิตติมา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ &ldquo;คล้าศรีบุญเรือง&rdquo; เป็นอีกหนึ่งงานหัตถกรรม GI ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ด้วยสภาพแวดล้อมของอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู<br />
ที่มีแหล่งน้ำธรรมชาติหลายแห่ง ทั้งลำน้ำพะเนียง ลำน้ำพวย ลำน้ำพอง และลำน้ำมอ ประกอบกับมีฝนตกชุกตลอดปี จึงส่งผลให้ต้นคล้าเจริญเติบโตได้ดี และมีคุณสมบัติเหนียว แข็งแรง และทนทาน ชาวบ้านในชุมชน จึงนำมาทำเป็นเครื่องจักสานหลากหลายรูปแบบ อาทิ กระติ๊บข้าว ตะกร้า กระเป๋า และของใช้ต่างๆ นับเป็นการดึงจุดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติมาสร้างคุณค่าและรายได้ให้แก่ชุมชนศรีบุญเรือง<br />
&nbsp;<br />
​ปัจจุบัน &ldquo;คล้าศรีบุญเรือง&rdquo; เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดหนองบัวลำภู ต่อจากเส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน และผ้าขิดสลับหมี่หนองบัวลำภู โดยคล้าศรีบุญเรืองสามารถสร้างมูลค่ากว่า 4.2 ล้านบาทต่อปี และยังมีศักยภาพที่จะต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก หากมีการนำจุดเด่นของวัสดุธรรมชาติมาผสานกับ<br />
การออกแบบร่วมสมัย พัฒนารูปแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานและเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ควบคู่กับการสื่อสารเรื่องราวแหล่งผลิตและภูมิปัญญาของชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าสินค้า รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และเชื่อมโยงผู้ผลิตกับตลาดหรือผู้ประกอบการที่มองหาผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ เพื่อขยายฐานผู้บริโภคให้กว้างขึ้น<br />
&nbsp;<br />
​นางสาวจิตติมา กล่าวทิ้งท้ายว่า หัวใจของการพัฒนาสินค้า GI คือการรักษาจุดเด่นและอัตลักษณ์<br />
ที่เชื่อมโยงกับแหล่งผลิต ควบคู่กับการพัฒนารูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เพื่อให้ภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนสามารถต่อยอดเป็นสินค้าและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง<br />
โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้า GI ทั้งด้านการควบคุมมาตรฐานการผลิต การพัฒนาสินค้า และการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้า GI จากชุมชนเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่และสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน<br />
&nbsp;<br />
​ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลสินค้า GI ไทยได้ที่ Facebook : GI Thailand หรืออุดหนุนผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยตรง โดยสินค้า GI กระจูดควนเคร็ง (นครศรีธรรมราช) สามารถติดต่อได้ที่ร้านกระจูดราตรี (Ratri Handicraft) โทร. 089-731-3865 หรือ Facebook: Krajudratri และสินค้า GI คล้าศรีบุญเรือง (หนองบัวลำภู) สามารถติดต่อได้ที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานเมืองลุ่มภู โทร./Line 093-003-7445 หรือ<br />
กลุ่มจักสานจากต้นคล้าบ้านดอนข่า โทร./Line 086-236-7367<br />
&nbsp;<br />
------------------</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2257</link>
<guid>6aeac52d315f22257</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 15:46:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2026100714f5945b9dc8a8d7a85c880da7fc24a7154726.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>FTA ไทย-EU เข้าใกล้เส้นชัย เร่งเดินหน้าเจรจาเปิดตลาด มุ่งสรุปผลภายในปีนี้</title>
<description><![CDATA[<p>FTA ไทย-EU เข้าใกล้เส้นชัย เร่งเดินหน้าเจรจาเปิดตลาด มุ่งสรุปผลภายในปีนี้<br />
&nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน - 6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ผลการประชุมมีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนของข้อบทต่างๆ (Text) ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาเปิดตลาด และประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากันต่อ การเจรจาหลังจากนี้จึงเข้าสู่ช่วงสุดท้ายซึ่งมีความสำคัญ &nbsp;เพื่อให้สรุปการเจรจาให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย<br />
&nbsp;<br />
นางศุภจี กล่าวว่า &ldquo;การเจรจา FTA ไทย-EU รอบนี้ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุด โดยได้ให้คำแนะนำกับทีมเจรจาอย่างใกล้ชิด และด้วยการเจรจาอย่างเข้มข้นทำให้สามารถขับเคลื่อนการเจรจาให้สรุปผลได้อย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมทุกบท อาทิ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) บทบัญญัติเบื้องต้น พลังงานและวัตถุดิบ กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ในส่วนของการเจรจาเปิดตลาดทั้งด้านการค้าสินค้า การบริการและการลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ ในรอบนี้ก็มีความคืบหน้าที่ดีเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างกัน พร้อมทั้งทำความเข้าใจต่อข้อเรียกร้องและข้อเสนอในสินค้า สาขาบริการและการลงทุนที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ โดยมุ่งให้เกิดการเปิดตลาดที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการคำนึงถึงสินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหวของแต่ละฝ่าย&rdquo;<br />
&nbsp;<br />
นางศุภจี เน้นย้ำว่า FTA ไทย-EU ครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจและกฎหมายในความรับผิดชอบของหลายกระทรวงและหน่วยงาน การกำหนดท่าทีของไทยจึงเป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายไม่เพียงแต่ผลักดันการเจรจาให้สำเร็จ แต่ต้องได้ความตกลงที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาความพร้อมและผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหว<br />
&nbsp;<br />
สำหรับการดำเนินการในระยะต่อไป ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าหารือในเรื่องคงค้าง เพื่อมุ่งหาข้อสรุปด้านการเปิดตลาดและประเด็นที่ยังคงเหลือ โดยไทยและ EU ยังคงมุ่งสู่เป้าหมายให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ภายในปี 2569<br />
&nbsp;<br />
ปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2567 ร้อยละ 3.44 โดยไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 9.27 สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น (1) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (2) อัญมณีและเครื่องประดับ (3) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ (4) ผลิตภัณฑ์ยาง และ (5) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปี 2567 ร้อยละ 3.86 สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น (1) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (2) ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม (3) เคมีภัณฑ์ (4) เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และ (5) เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทั้งนี้ ไทยได้เปรียบดุลการค้า มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2256</link>
<guid>6aeac52d315fc2256</guid>
<pubDate>Wed, 07 Oct 2026 12:42:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610078b516609821f31df3d1d304747dc39b2124356.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>ราคาน้ำมันโลกสูง หนุนเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.82</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_94347302.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>ราคาน้ำมันโลกสูง หนุนเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.82<br />
พาณิชย์เร่งบริหารสินค้า รับมือน้ำท่วม ดูแลค่าครองชีพประชาชน</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ โดยนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) ร่วมแถลงภาวะเงินเฟ้อเดือนกันยายน 2569&nbsp;<br />
และสถานการณ์ราคาสินค้า พร้อมมาตรการบริหารจัดการสินค้าและดูแลค่าครองชีพประชาชน ท่ามกลางผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานโลกและอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ</p>

<p>นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย เดือนกันยายน 2569 เท่ากับ 102.93 เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2568 ซึ่งเท่ากับ 100.11 ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้นร้อยละ 2.82 (YoY) โดยมีปัจจัยสำคัญจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้า จากผลกระทบของวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากพื้นที่ทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย<br />
ถูกโจมตี ส่งผลให้เกิดความกังวลและความเสี่ยงต่อเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบฝั่งเอเชียที่อาจถูกจำกัด อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย เนื่องจากการเจรจาทางการทูตระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีข้อยุติร่วมกัน นอกจากนี้ ราคาอาหารสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นในหลายด้าน ประกอบกับราคาอาหารสด ทั้งไข่ไก่ ไก่สด ผักสด และผลไม้สด ปรับตัวสูงขึ้น โดยผลผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ขณะที่ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก&nbsp;</p>

<p>อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยสูงขึ้นร้อยละ 2.53 (YoY) อยู่ในระดับต่ำอันดับที่ 39 จาก 139 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และอันดับที่ 5 ของอาเซียนจาก 10 ประเทศที่มีการประกาศตัวเลข (ติมอร์-เลสเต บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ สปป.ลาว)</p>

<p>อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่สูงขึ้นร้อยละ 2.82 (YoY) ในเดือนนี้ เป็นผลจากหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม สูงขึ้นร้อยละ 2.67 (YoY) โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน ของใช้ส่วนบุคคล&nbsp;<br />
สิ่งที่เกี่ยวกับการทำความสะอาด อาหารสัตว์เลี้ยง และค่าแต่งผมบุรุษ ขณะที่สินค้าสำคัญบางรายการปรับลดลง อาทิ&nbsp;<br />
ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าจ้างเหมาซ่อมแซมบ้าน ค่าห้องพักโรงแรม และเสื้อผ้าบางรายการ หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้นร้อยละ 3.07 (YoY) จากการสูงขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ อาทิ ข้าวสารเจ้า อาหารสำเร็จรูป ไข่ไก่ ไก่สด เนื้อสุกร ผักสด ผลไม้สด เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องประกอบอาหาร อย่างไรก็ตาม สินค้าหลายรายการปรับลดลง อาทิ ผักสดและผลไม้สดบางชนิด มะพร้าว ซอสหอยนางรม ข้าวสารเหนียว และอาหารโทรสั่ง (Delivery)</p>

<p>อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเมื่อหักอาหารสดและพลังงานออก สูงขึ้นร้อยละ 1.50 (YoY) เร่งตัวขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2569 ที่สูงขึ้นร้อยละ 1.44 (YoY)</p>

<p>เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2569 ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปสูงขึ้นร้อยละ 0.25 (MoM) ตามการสูงขึ้นของหมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 0.30 (MoM) โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับสูงขึ้น<br />
ตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมถึงของใช้ส่วนบุคคลบางรายการ ขณะที่ค่ากระแสไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ของใช้ส่วนบุคคลบางชนิด เสื้อผ้า และค่าธรรมเนียมผ่านทางพิเศษปรับลดลง ด้านหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้นร้อยละ 0.18 (MoM) จากการสูงขึ้นของราคาเนื้อสุกร ไก่สด ไข่ไก่ และผลไม้สดบางชนิด เนื่องจากผลผลิตบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ขณะที่ราคาผักสด ผลไม้บางชนิด อาหารโทรสั่ง (Delivery) ซอสหอยนางรม และกะทิสำเร็จรูปปรับลดลง</p>

<p>ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป ไตรมาสที่ 3 ปี 2569 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2568 สูงขึ้นร้อยละ 2.44 (YoY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ลดลงร้อยละ 0.45 (QoQ) ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเฉลี่ย 9 เดือนแรก<br />
ของปี 2569 สูงขึ้นร้อยละ 1.54 (AoA)</p>

<p>สำหรับ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างใกล้ชิด และเร่งบริหารจัดการสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยและสภาพอากาศแปรปรวน โดยเฉพาะผักสดและไข่ไก่ เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอและลดแรงกดดันด้านราคา โดยได้เชื่อมโยงผักจากแหล่งผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดกลางและกระจายต่อไปยังตลาดสด ร้านค้า และร้านอาหาร ทำให้ราคาผักบางรายการเริ่มผ่อนคลายลง สำหรับไข่ไก่ กรมการค้าภายในร่วมกับกรมปศุสัตว์<br />
ขอความร่วมมือฟาร์มยืดระยะการเลี้ยงแม่ไก่ยืนกรง เพื่อเพิ่มไข่ไก่เข้าสู่ระบบประมาณวันละ 2 ล้านฟอง พร้อมขอ<br />
ความร่วมมือรักษาราคาขายหน้าฟาร์มและชะลอการส่งออกบางส่วน ตลอดจนตรวจสอบการจำหน่ายทั้งในการขายส่ง<br />
และขายปลีกอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค ขณะเดียวกัน ได้ประสาน<br />
ห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต และซัพพลายเออร์ ให้เพิ่มสต็อกและปรับแผนกระจายสินค้า รวมทั้งขอความร่วมมือตรึงราคาและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเตรียมเปิดจุดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่สถานการณ์น้ำคลี่คลาย พร้อมดำเนินโครงการ &ldquo;ไทยช่วยไทย ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; กว่า 1,000 จุด ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาด อุปกรณ์ซ่อมแซม เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้างในราคาประหยัด ควบคู่กับการติดตามตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าอย่างใกล้ชิด&nbsp;<br />
เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับราคาและดูแลให้ประชาชนได้รับสินค้าในราคาที่เหมาะสม<br />
แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ไตรมาสที่ 4 ปี 2569 คาดว่าจะเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น ได้แก่ (1) ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวสูงกว่าปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น อีกทั้งสถานการณ์ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลาย เนื่องจากการเจรจาทางการทูตระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีข้อยุติร่วมกัน (2) ราคาอาหารสำเร็จรูปทยอยปรับตัวสูงกว่าปีก่อนหน้า จากต้นทุนที่ปรับขึ้นในหลายด้าน (3) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าโดยสารรถประจำทาง ตามต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงกว่าปีที่ผ่านมา และ (4) ราคาอาหารสดที่มีความอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากอุปทานบางส่วนได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน สำหรับปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่ (1) ค่ากระแสไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน - ธันวาคม 2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.86 บาท ซึ่งต่ำกว่ารอบก่อนที่หน่วยละ 3.95 บาท และ (2) ราคาสินค้าของใช้ส่วนบุคคลมีแนวโน้มปรับลดลง จากภาวะการแข่งขันที่สูง และผู้ประกอบการรายใหญ่จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2569 จากเดิมที่อยู่ระหว่างร้อยละ 1.5 &ndash; 2.5 (ค่ากลางร้อยละ 2.0)&nbsp;<br />
มาอยู่ที่ระหว่างร้อยละ 1.8 &ndash; 2.2 (ค่ากลางร้อยละ 2.0)<br />
-------------------------------------<br />
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า&nbsp;<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
6 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2255</link>
<guid>6aeac52d3161e2255</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 16:37:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261006d6882651a7b85bb8340b79ccf8b8a9f7163751.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>DITP เดินหน้าดันคอนเทนต์วายไทยสู่ตลาดโลก</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_184041510_0.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /></p>

<p>DITP เดินหน้าดันคอนเทนต์วายไทยสู่ตลาดโลก</p>

<p>กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เดินหน้าขยายตลาดคอนเทนต์วายไทย ทั้ง Boys&rsquo; Love (BL) และ Girls&rsquo; Love (GL) สู่ต่างประเทศ หารือแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการและบุคลากร ตั้งแต่การขายลิขสิทธิ์ เผยแพร่ผลงาน จัดกิจกรรม ไปจนถึงการต่อยอดสินค้าและบริการ หวังเพิ่มโอกาสทางการค้าและผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก</p>

<p>เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (นายวราวุฒิ สมหวังประเสริฐ) หารือร่วมกับนายณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม นายกสมาคมส่งเสริมคอนเทนต์ วาย ไทยและคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ เกี่ยวกับการเดินหน้าผลักดันคอนเทนต์วายไทยทั้ง BL และ GL สู่ตลาดต่างประเทศ มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและผู้ผลิตไทย ขยายตลาด สร้างโอกาสทางการค้า และเชื่อมโยงผู้ซื้อ&ndash;คู่ค้าต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>นายวราวุฒิ ระบุว่ากรมฯ เดินหน้าส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และคอนเทนต์ไทย โดยเฉพาะ BL และ GL ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชนและสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาดต่างประเทศให้ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนิน 11 โครงการ มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 201 รายสร้างมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 6,431.89 ล้านบาท ครอบคลุมการเข้าร่วมงานตลาดคอนเทนต์ การจับคู่ธุรกิจ และนำคณะผู้แทนการค้าเจาะตลาดต่างประเทศ ทั้งนี้ กรมฯ ได้รับฟังข้อเสนอจากสมาคมฯ เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมตลาดคอนเทนต์ไทยในระยะต่อไป ทั้งการร่วมงานแสดงสินค้า จับคู่ธุรกิจ ประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงสินค้าเกี่ยวเนื่อง พร้อมวางแผน 12 โครงการในปีงบประมาณ 2570 โดยมี 11 โครงการครอบคลุมตลาดเอเชีย อเมริกาเหนือ ยุโรป และงาน Thailand Content Market ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการไทยเข้าถึงผู้ซื้อและพันธมิตรต่างประเทศ</p>

<p>อุตสาหกรรมซีรีส์วายไทย หรือคอนเทนต์ BL และ GL เติบโตต่อเนื่อง จากการร่วมผลิตกับต่างประเทศ การเติบโตของ GL และคอนเทนต์ Short-form และ Vertical Drama ที่สอดรับกับพฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ขณะที่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ไต้หวัน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ยังมีความต้องการคอนเทนต์ BL และ GL ค่อนข้างสูง และมีโอกาสขยายสู่ลาตินอเมริกา สหภาพยุโรป และออสเตรเลีย</p>

<p>กรมฯ จึงมุ่งผลักดัน BL และ GL ไทยสู่ตลาดโลกผ่านการส่งออกลิขสิทธิ์และต่อยอดสู่ Fan Meeting สินค้า อีเวนต์ การท่องเที่ยว และความร่วมมือทางธุรกิจ เพื่อสร้าง &ldquo;Y-Economy&rdquo; เพิ่มช่องทางรายได้ ขยายตลาด และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์</p>

<p>สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โทร. 1169 หรือเว็บไซต์ www.ditp.go.th และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านแพลตฟอร์ม THAITRADE.COM คิดจะส่งออก นึกถึง DITP<br />
*******************************<br />
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ<br />
5 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2254</link>
<guid>6aeac52d316322254</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 10:37:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610067c6a08b2f58bcdb56420f15f12b42073103835.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>น้ำท่วมธุรกิจต้องไม่สะดุด ‘พาณิชย์’ จัดมาตรการอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ด้วย 3 บริการหลักผ่านช่องทางออนไลน์ 24 ชั่วโมง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/137606.jpg" style="width: 500px; height: 750px;" /></p>

<p>น้ำท่วมธุรกิจต้องไม่สะดุด &lsquo;พาณิชย์&rsquo; จัดมาตรการอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ<br />
ด้วย 3 บริการหลักผ่านช่องทางออนไลน์ 24 ชั่วโมง</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งช่วยเหลือนิติบุคคลที่ประสบภัยน้ำท่วมให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ไม่สะดุด บรรเทาความเดือดร้อนระหว่างและหลังเกิดอุทกภัย เปิดช่องทางออนไลน์ยื่นจดทะเบียนธุรกิจ การยื่นงบการเงิน/นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล พร้อมตั้งทีมเฉพาะกิจอำนวยความสะดวกให้คำปรึกษา/คำแนะนำภาคธุรกิจและประชาชนเต็มที่</p>

<p>นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า &ldquo;จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคต่างๆ ของประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้สร้างความเสียหายแก่นิติบุคคลและประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นอย่างมาก โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงการเยียวยาภาคธุรกิจซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างเร่งด่วน โดยนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตประสบภัยพิบัติ ไม่สามารถเดินทางมาดำเนินการจดทะเบียน นำส่งงบการเงิน สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือดำเนินการอื่นใดต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย</p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบภัยและได้รับผลกระทบ โดยมีมาตรการฯ ดังนี้</p>

<p>1. อำนวยความสะดวกการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัด โดยห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ แก้ไขเปลี่ยนแปลง เลิก และเสร็จการชำระบัญชีของนิติบุคคล ได้ที่ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อจดทะเบียนธุรกิจออนไลน์ และระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (ฺDBD Biz Regist) โดยมีขั้นตอนง่ายๆ เมื่อผู้ใช้งานสมัครสมาชิก/ยืนยันตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ แอปพลิเคชัน DBD e-Service หรือ ThaiD หรือเป๋าตัง ก็สามารถจองชื่อนิติบุคคลที่ปัจจุบันเป็นระบบอัตโนมัติรู้ผลทันที ไม่ต้องรอนายทะเบียนตรวจสอบก่อน พร้อมกรอกข้อมูลรายละเอียดนิติบุคคลในรูปแบบ e-Form ที่สะดวก รวดเร็ว และมีข้อความสำเร็จรูปให้เลือกใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์เอง รวมถึงระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ ข้อมูลบุคคลกับกรมการปกครอง ทั้งนี้ กรมฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจและประชาชน ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 และ Line Official Account : @dbd1570</p>

<p>2. อำนวยความสะดวกการนำส่งงบการเงิน และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ DBD e-Filing ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ได้ที่ Line Application : @sxw0580y และ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 หรือ โทรสายตรง 0 2547 4377, 0 2547 5978 และ e-Mail: efiling.training@gmail.com</p>

<p>3. อำนวยความสะดวกการให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคล ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 23.00 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยภาคธุรกิจและประชาชนสามารถดำเนินการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล และรับรองสำเนาเอกสารผ่านระบบ DBD e-Service ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงเอกสารได้สะดวก รวดเร็ว และสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวในยุคดิจิทัล สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมได้แบบทันทีทันใด ไม่ต้องรอเวลาการเปิดทำการของหน่วยงานราชการ โดยสอบถามเพิ่มเติมได้ทางแอปพลิเคชัน DBD e-Service ทั้งระบบ IOS และ Android, Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 หรือ โทร. 0 2547 5994, 0 2547 5160, 0 2547 4367, 0 2547 4387 และ e-Mail : onlinedocument@dbd.go.th &nbsp; &nbsp;</p>

<p>อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า &ldquo;กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการพัฒนาระบบจดทะเบียนธุรกิจและการให้บริการด้านต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาอำนวยความสะดวก ข้อมูลมีความถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย เพื่อเพิ่มช่องทางและลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับบริการอย่างเต็มรูปแบบ ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ โดยกรมฯ มีความมุ่งหมายให้ช่องทางออนไลน์ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจและช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการติดต่อกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัย แต่ไม่สามารถเดินทางได้ สามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดหรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ ทั้งนี้ กรมฯ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยครั้งนี้ทุกท่าน และพร้อมจับมือก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน&rdquo;</p>

<p>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์<br />
********************************<br />
ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฉบับที่ 1 / วันที่ 6 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2253</link>
<guid>6aeac52d3164f2253</guid>
<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 09:45:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261006b7ec8454fc7f4838cb45e84c09baf47b094521.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“กรมการค้าภายใน” เร่งเติมผักเข้าตลาด รับฝน–น้ำท่วม ราคาหลายรายการเริ่มลด รับเทศกาลกินเจ “อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม”</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_5644352.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&ldquo;กรมการค้าภายใน&rdquo; เร่งเติมผักเข้าตลาด รับฝน&ndash;น้ำท่วม ราคาหลายรายการเริ่มลด รับเทศกาลกินเจ &ldquo;อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม&rdquo;<br />
<br />
นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงสถานการณ์ผักสดในขณะนี้ว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยในหลายพื้นที่เพาะปลูก ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกสำคัญทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับผลกระทบ ทำให้ปริมาณผักเข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม แต่มีฝนตกต่อเนื่อง ก็ได้รับผลกระทบด้านคุณภาพและเกิดความเสียหายต่อผลผลิตบางส่วน โดยเฉพาะผักใบ นอกจากนี้ การขนส่งที่ใช้เวลานานขึ้นยังส่งผลต่อคุณภาพสินค้าและเป็นปัจจัยให้ราคาผักบางรายการปรับตัวสูงขึ้น<br />
เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว กรมการค้าภายในได้เร่งบริหารจัดการด้านปริมาณผัก โดยประสานเชื่อมโยงผลผลิตจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลางสำคัญ อาทิ ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดศรีเมือง และตลาดล้านเมือง เพื่อเพิ่มปริมาณผักเข้าสู่ระบบตลาดและช่วยให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน&nbsp;<br />
ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์ราคาที่ ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นแหล่งกระจายผักรายใหญ่ พบว่า ราคาขายส่งผักบางรายการเริ่มมีแนวโน้มลดลงจากที่เคยปรับสูงขึ้นในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาทิ กะหล่ำปลีเขียว จากราคาสูงสุด 12 บาท/กก. ปัจจุบันอยู่ที่ 8 บาท/กก. พริกจินดาเขียว จาก 70 บาท/กก. เหลือ 42 บาท/กก. พริกจินดาแดง จาก 50 บาท/กก. เหลือ 40 บาท/กก. ผักกาดขาว (ลุ้ย) จาก 18 บาท/กก. เหลือ 17 บาท/กก. และ โหระพา จาก 170 บาท/กก. เหลือ 150 บาท/กก. สะท้อนว่าปริมาณผักที่เข้าสู่ตลาดเริ่มมีมากขึ้นและช่วยให้สถานการณ์ราคาผ่อนคลายลง<br />
ส่วนราคาผักบางรายการ โดยเฉพาะ กลุ่มผักใบและลำต้นอ่อน อาทิ ต้นหอมและใบกะเพรา แม้ราคาจะเริ่มปรับลดลงจากระดับสูงสุด โดยต้นหอมจาก 150 บาท/กก. เหลือ 130 บาท/กก. และใบกะเพราจาก 150 บาท/กก. เหลือ 120 บาท/กก. แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ ผักบุ้งจีน อยู่ที่ 100 บาท/กก. และ ผักบุ้งไทย อยู่ที่ 32 บาท/กก. โดยเริ่มทรงตัวในช่วงวันที่ 3&ndash;4 ต.ค. ส่วน ผักกาดขาว (ลุ้ยจีน) ทรงตัวที่ 13 บาท/กก. ขณะที่ ใบแมงลัก ยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ล่าสุดอยู่ที่ 140 บาท/กก. เนื่องจากได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักในแหล่งผลิตหลัก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง<br />
ในส่วนของการกระจายผลผลิตจากพื้นที่น้ำท่วมขัง กรมการค้าภายในได้ติดตามอย่างใกล้ชิด หากพบจุดใดมีปัญหาหรือมีอุปสรรคต่อการนำผลผลิตเข้าสู่ตลาด จะประสานหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีความพร้อมเข้าไปช่วยแก้ไข เพื่อให้ผักสามารถขนส่งและกระจายเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังเข้าสู่เทศกาลกินเจ ซึ่งความต้องการผักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น<br />
ด้วยเหตุนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเร่งแก้ไขปัญหา โดยกรมจะเพิ่มการเชื่อมโยงผักเข้าสู่ระบบตลาดให้เพียงพอกับความต้องการ ตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคาเพื่อให้ประชาชนซื้อสินค้าได้อย่างเป็นธรรม ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และตรวจสอบเครื่องชั่งเพื่อป้องกันการเอาเปรียบด้านน้ำหนัก พร้อมประสานหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว<br />
อธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเทศกาลกินเจปี 2569 กรมการค้าภายในเตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย : อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม เทศกาลกินเจ 2569&rdquo; ระหว่างวันที่ 9&ndash;18 ตุลาคม 2569 ภายใต้แนวคิด &ldquo;อิ่มบุญ อิ่มคุ้ม&rdquo; โดยร่วมกับตลาดกลาง ตลาดสด ห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ ผู้ประกอบการอาหารอนาคต (Future Food) และร้านอาหาร จัดจำหน่าย อาหารเจปรุงสุกในราคาประหยัด พร้อมจัดโปรโมชั่น วัตถุดิบเจและเครื่องปรุงเจ ลดสูงสุดกว่า 50% รวมถึงอาหารเจพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์อาหารเจรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารเจได้หลากหลาย ในราคาที่เหมาะสม และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเทศกาลกินเจ<br />
อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในจะยังคงติดตามสถานการณ์ผักอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านปริมาณ ราคา และการกระจายผักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้มีผักและสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและกระจายถึงประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสมกับต้นทุน และปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน<br />
กรณีไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าและค่าบริการ มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วนกรณีจำหน่ายสินค้าในราคาสูงเกินสมควร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 29 หากประชาชนพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเครื่องชั่ง สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2252</link>
<guid>6aeac52d3166b2252</guid>
<pubDate>Mon, 05 Oct 2026 13:22:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2026100566d87cafdcefdfae9f0b6238c9e2d7d5132324.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” ร่วมประชุม บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์อุทกภัย เตรียมพร้อมรับมือฝนหนัก 4–10 ต.ค.</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ร่วมประชุม บกปภ.ช. ติดตามสถานการณ์อุทกภัย เตรียมพร้อมรับมือฝนหนัก 4&ndash;10 ต.ค.</p>

<p>วันที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าร่วมการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน</p>

<p>ที่ประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชน พร้อมกำชับทุกจังหวัดและทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานเป็นทีม เตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักในช่วงวันที่ 4&ndash;10 ตุลาคม 2569 เร่งแจ้งเตือนภัย และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิจากโครงการประกันภัยพิบัติแห่งชาติ</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการขนส่งสินค้าทางอากาศ หรือ Cargo อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความสำคัญต่อการส่งออกและความเชื่อมั่นของประเทศ พร้อมขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เร่งดำเนินการจนการบินไทยทบทวนการระงับรับ&ndash;ส่งสินค้า ทั้งนี้ ขอให้ติดตามกระบวนการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขนส่งสินค้ากลับมาดำเนินการได้อย่างราบรื่น</p>

<p>สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย กระทรวงพาณิชย์ได้จัดเตรียม &ldquo;ส้วมกระดาษ&rdquo; จำนวน 1,500 ชุด เพื่อส่งมอบให้ มท.2 เป็นศูนย์กลางในการกระจายและประสานการจัดส่งไปยังพื้นที่ประสบอุทกภัยตามความต้องการ โดยหากพื้นที่ใดมีความต้องการเพิ่มเติม ทั้งในต่างจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร สามารถแจ้งจุดความต้องการเพื่อประสานการจัดส่งต่อไป</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์พร้อมร่วมดูแลประชาชน โดยติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด ให้มีสินค้าเพียงพอ กระจายทั่วถึง และดูแลไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคา หากประชาชนพบปัญหาสินค้าราคาไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2251</link>
<guid>6aeac52d316732251</guid>
<pubDate>Sat, 03 Oct 2026 14:39:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610038dd9898c12a452b88cc0710f1a446843144021.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุด ช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี กำชับ “พาณิชย์” ดูแลสินค้า–ราคา เร่งกระจายไข่ไก่ พร้อมเตรียม “ธงฟ้า” ฟื้นฟูหลังน้ำลด</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ส่งถุงยังชีพ 2,000 ชุด ช่วยน้ำท่วมปราจีนบุรี กำชับ &ldquo;พาณิชย์&rdquo; ดูแลสินค้า&ndash;ราคา เร่งกระจายไข่ไก่ พร้อมเตรียม &ldquo;ธงฟ้า&rdquo; ฟื้นฟูหลังน้ำลด</p>

<p>วันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงานชั่งตวงวัด กระทรวงพาณิชย์<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน และผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ร่วมบรรจุถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุด เพื่อส่งมอบให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคและราคาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องการช่วยบรรเทาและแบ่งเบาภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แม้กระทรวงพาณิชย์จะไม่ใช่หน่วยงานหลักในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่หากพื้นที่ใดมีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษและประสานมายังกระทรวงฯ ก็พร้อมเข้าไปสนับสนุนในส่วนที่สามารถดำเนินการได้</p>

<p>&ldquo;วันนี้เราได้รับคำขอความช่วยเหลือจากจังหวัดปราจีนบุรี จึงมาร่วมกันรวบรวมสิ่งของ โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาคและกระทรวงพาณิชย์ มาบรรจุเป็นถุงยังชีพ 2,000 ชุด เพื่อส่งตรงไปช่วยพี่น้องชาวปราจีนบุรี นอกจากสิ่งของที่ส่งไป เราอยากส่งกำลังใจไปถึงพี่น้องชาวปราจีนบุรีและผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่ว่า พวกเรายังอยู่ตรงนี้ หากมีอะไรที่เราสามารถช่วยแบ่งเบาภาระได้ เราพร้อมที่จะช่วยเหลืออย่างเต็มที่&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>สำหรับถุงยังชีพ ประกอบด้วยสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้จำเป็น อาทิ น้ำมันปาล์ม นม ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ยาสีฟัน และของใช้ในครัวเรือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงประสบภัย</p>

<p>นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือการดูแลไม่ให้สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นขาดแคลน และเร่งกระจายสินค้าให้ทั่วถึง โดยกรมการค้าภายในได้ประสานผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และห้างโมเดิร์นเทรด ให้เติมสินค้าเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์ราคาและการเข้าถึงสินค้าในพื้นที่ประสบภัย รวมทั้งป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า</p>

<p>โดยเฉพาะ &ldquo;ไข่ไก่&rdquo; ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น กรมการค้าภายในได้ประสานผู้เลี้ยง ผู้ประกอบการจำหน่ายทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และผู้ส่งออก เพื่อบริหารจัดการปริมาณไข่ไก่ให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ทั้งขอให้กรมปศุสัตว์ขยายระยะเวลาการปลดระวางแม่ไก่ยืนกรง และขอความร่วมมือให้ผู้ส่งออกชะลอการส่งออกในขณะนี้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อเพิ่มปริมาณไข่ไก่เข้าสู่ตลาดในประเทศก่อนเป็นลำดับแรก พร้อมติดตามการกระจายสินค้าอย่างใกล้ชิด</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัย กรมฯ ได้ติดตามผลกระทบต่อปริมาณไข่ไก่อย่างใกล้ชิด โดยขอความร่วมมือฟาร์มผู้เลี้ยงไก่ไข่เร่งส่งไข่ไก่เข้าสู่ช่องทางการค้าปกติ และกำชับไม่ให้มีการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือผู้ส่งออกชะลอการส่งออกโดยลดปริมาณลงประมาณ 30&ndash;50% ในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้มีไข่ไก่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ</p>

<p>สำหรับในพื้นที่ที่เริ่มคลี่คลายถึงระยะฟื้นฟูหลังน้ำลด กระทรวงพาณิชย์เตรียมจัดกิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย&ndash;ธงฟ้า&rdquo; นำสินค้าอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ทำความสะอาด และวัสดุซ่อมแซมบ้านเรือนมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนประชาชนให้สามารถฟื้นฟูที่อยู่อาศัยกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว</p>

<p>ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาสินค้าไม่เพียงพอ จำหน่ายไม่เป็นธรรม ไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือสงสัยว่ามีการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา สามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2250</link>
<guid>6aeac52d3167e2250</guid>
<pubDate>Sat, 03 Oct 2026 10:01:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610038d4bccde5efcbf441cf77573949c7e5d100128.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title> “ศุภจี” ผนึกภาคี “Synergy for Her” ถักทอพลังใจ สร้างสุขเพื่อสังคม เดินหน้าผลิตเต้านมเทียม 9,300 ชุด ส่งต่อสภากาชาดไทย มอบกำลังใจผู้ป่วยทั่วประเทศ</title>
<description><![CDATA[<p><br />
&ldquo;ศุภจี&rdquo; ผนึกภาคี &ldquo;Synergy for Her&rdquo; ถักทอพลังใจ สร้างสุขเพื่อสังคม เดินหน้าผลิตเต้านมเทียม 9,300 ชุด ส่งต่อสภากาชาดไทย มอบกำลังใจผู้ป่วยทั่วประเทศ</p>

<p>วันที่ 1 ตุลาคม 2569 &nbsp;<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการ &ldquo;Synergy for Her : ถักทอพลังใจ สร้างสุขเพื่อสังคม&rdquo; ณ ห้องนภาลัยบอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ พร้อมร่วมเย็บเต้านมเทียมเชิงสัญลักษณ์ โดยโครงการเกิดจากความร่วมมือของกลุ่มดุสิตธานี สภากาชาดไทย ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และจิตอาสา เพื่อส่งต่อความมั่นใจ ความหวัง และกำลังใจแก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วประเทศ ตั้งเป้าผลิตเต้านมเทียมรวม 9,300 ชุด และส่งมอบผ่านสภากาชาดไทยเพื่อกระจายไปยังผู้ป่วยและโรงพยาบาลทั่วประเทศ</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า ปัจจุบันมะเร็งเต้านมยังเป็นโรคร้ายและเป็นภัยอันดับหนึ่งของสตรีไทย อีกทั้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การสร้างความตระหนักรู้ การคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ตลอดจนการดูแลสุขภาพอย่างครอบคลุม จึงเป็นวาระสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันขับเคลื่อน</p>

<p>ขอขอบคุณกลุ่มดุสิตธานี สภากาชาดไทย ซาบีน่า บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัท แอสตราเซเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงพันธมิตรและจิตอาสาทุกท่าน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยทุกฝีเข็มที่ร่วมกันเย็บเต้านมเทียมในวันนี้ จะถูกส่งผ่านสภากาชาดไทย เพื่อมอบความมั่นใจ ความหวัง และกำลังใจแก่ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั่วประเทศ</p>

<p>&ldquo;นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว ดิฉันเชื่อมั่นว่ากำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ป่วยผ่านพ้นช่วงวิกฤตจากโรคนี้ไปได้ ดิฉันอยากให้พวกเราช่วยกันจับมือกันส่งกำลังใจและความห่วงใย เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญเรื่องนี้โดยลำพัง&rdquo; นางศุภจี กล่าว</p>

<p>ทั้งนี้ โครงการ &ldquo;Synergy for Her : ถักทอพลังใจ สร้างสุขเพื่อสังคม&rdquo; จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม สนับสนุนการดูแลสุขภาพและการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการส่งต่อกำลังใจแก่ผู้ป่วย โดยตั้งเป้าผลิตเต้านมเทียมจำนวน 9,300 ชุด เพื่อส่งมอบผ่านสภากาชาดไทยให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ป่วยทั่วประเทศ</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2249</link>
<guid>6aeac52d316862249</guid>
<pubDate>Sat, 03 Oct 2026 09:58:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261003c4dba1108142e2d763fe17be23fb337d095957.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้า CP All ย้ำสต๊อกสินค้าเพียงพอ สั่งกรมการค้าภายในตั้ง War Room เร่งกระจายสินค้าถึงประชาชน พร้อมจับตาสินค้าจำเป็น–ป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ลงพื้นที่ศูนย์กระจายสินค้า CP All ย้ำสต๊อกสินค้าเพียงพอ สั่งกรมการค้าภายในตั้ง War Room เร่งกระจายสินค้าถึงประชาชน พร้อมจับตาสินค้าจำเป็น&ndash;ป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา</p>

<p>วันที่ 2 ตุลาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์สินค้าและการกระจายสินค้า ณ ศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่า แม้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย แต่ระบบการผลิตและกระจายสินค้ายังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับกรมการค้าภายในติดตามสต๊อกสินค้าและการเปิดให้บริการของห้างค้าปลีกค้าส่ง ร้านสะดวกซื้อ และช่องทางจำหน่ายทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง</p>

<p>นางศุภจี กล่าวว่า ศูนย์กระจายสินค้า CP All แห่งนี้เป็นศูนย์ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่กระจายสินค้าไปยังสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 2,800 สาขา จากเครือข่ายร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศกว่า 16,500 สาขา โดยจากการตรวจสอบพบว่าสต๊อกสินค้ายังมีเพียงพอ และบริษัทมีระบบติดตามสต๊อกและสถานการณ์ของแต่ละสาขา เพื่อปรับการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันได้เพิ่มจุดสต๊อกย่อยในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอีก 44 จุด เพื่อให้สามารถเติมสินค้าเข้าสู่สาขาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p>

<p>ก่อนหน้านี้มีสาขาที่ต้องปิดให้บริการจากสถานการณ์น้ำท่วมประมาณ 210 สาขา ปัจจุบันสามารถฟื้นฟูและกลับมาเปิดให้บริการได้แล้ว 120 สาขา เหลือสาขาที่ปิดให้บริการประมาณ 90 สาขา ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างเร่งดำเนินการ โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนและพนักงานเป็นอันดับแรก</p>

<p>นางศุภจี กล่าวต่อว่า การติดตามสถานการณ์ไม่ได้จำกัดเฉพาะศูนย์กระจายสินค้าแห่งนี้ โดยกรมการค้าภายในได้ติดตามศูนย์กระจายสินค้าและผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งรายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสต๊อกและระบบกระจายสินค้าในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สำหรับพื้นที่ที่น้ำเริ่มลดลง ได้ประสานให้ผู้ประกอบการเตรียมสินค้าไว้ในสาขาใกล้เคียง เพื่อให้สามารถเติมสินค้าได้ทันที ขณะที่พื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมสูง ผู้ประกอบการได้เตรียมสต๊อกเพิ่มเติมและจะทยอยเปิดให้บริการเมื่อมีความพร้อม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ</p>

<p>ด้านการบริหารจัดการในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้กลไก Single Command รวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ทั่วประเทศผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละจุด และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว อาทิ การสนับสนุนด้านการขนส่ง โดยล่าสุดได้ประสานนำถุงยังชีพจำนวน 2,000 ชุดไปยังจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยการดำเนินงานจะไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น</p>

<p>นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้จัดตั้ง War Room โดยมีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นหัวหน้า ทำหน้าที่ประสานผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง ผู้ผลิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ โดยเน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว</p>

<p>นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ไข่ไก่ว่า จากการติดตามร่วมกับฟาร์มผู้ผลิต พบว่าน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อฟาร์มบางแห่ง แต่ภาพรวมยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยกรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ผู้ผลิต ผู้รวบรวม ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เพื่อประเมินสถานการณ์และร่วมกันบริหารผลผลิตให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีความต้องการประมาณ 12 ล้านฟองต่อวัน</p>

<p>ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ส่งออกลดปริมาณการส่งออก 30&ndash;50% หรือเลื่อนการส่งออกไป 2&ndash;3 สัปดาห์ พร้อมจัดส่งแผนการส่งออกช่วงเดือนตุลาคม&ndash;พฤศจิกายนเป็นรายสัปดาห์ เพื่อให้กรมฯ ติดตามและบริหารปริมาณไข่ไก่ในประเทศอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือผู้เลี้ยงไก่ไข่ขยายระยะเวลาแม่ไก่ยืนกรงอีก 3&ndash;5 สัปดาห์ เพื่อรักษาปริมาณแม่ไก่และเพิ่มผลผลิตเข้าสู่ตลาด พร้อมกำชับฟาร์มผู้ผลิตให้จัดสรรไข่ไก่ผ่านช่องทางการค้าและคู่ค้าตามปกติ โดยเฉพาะห้างค้าปลีกค้าส่ง เพื่อให้มีการกระจายสินค้าอย่างทั่วถึงและป้องกันการฉวยโอกาสในการปรับราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง</p>

<p>นางศุภจี ระบุว่ากระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเร่งบริหารจัดการให้สินค้าจำเป็นกระจายเข้าสู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำชับกรมการค้าภายในส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามและตรวจสอบราคาสินค้า หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นสต๊อกเดิม ให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงติดตามราคาอาหารสำเร็จรูป ศูนย์อาหาร ตลาดสด และร้านจำหน่ายอาหารปรุงสำเร็จ เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบประชาชน</p>

<p>รัฐบาลอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการช่วยเหลือและงบประมาณเพื่อเยียวยาประชาชนหลังสถานการณ์น้ำลด ทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือน ที่พักอาศัย และสถานประกอบการ รวมถึงเตรียมโครงการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดภายใต้แนวทาง &ldquo;ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ&rdquo; เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสนับสนุนการฟื้นตัวของประชาชนหลังสถานการณ์คลี่คลาย</p>

<p>ทั้งนี้ ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการ ให้เลือกซื้อสินค้าและจำหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสม หากพบการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า ขอให้แจ้งมายังสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 โดยผู้ประกอบการที่ขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต กรมการค้าภายในจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพบว่ากระทำความผิดจริง จะได้รับโทษตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับ 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2248</link>
<guid>6aeac52d316942248</guid>
<pubDate>Sat, 03 Oct 2026 09:05:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261003bc3807777725ce108a2480a669cc4063090601.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>ข้าวไทยทำถึง! คต. เสิร์ฟความอร่อย คว้าใจชาวจีนในงาน CAEXPO 2026</title>
<description><![CDATA[<p>ข้าวไทยทำถึง! คต. เสิร์ฟความอร่อย คว้าใจชาวจีนในงาน CAEXPO 2026</p>

<p>กรมการค้าต่างประเทศจัดแสดงสินค้าข้าวไทยในงาน China &ndash; ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 17 &ndash; 21 กันยายน 2569 ณ &nbsp;เมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประชาสัมพันธ์คุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลายของข้าวไทย ตลอดจนสร้างการรับรู้และขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่ข้าวไทยในตลาดจีน&nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดคณะผู้แทนเดินทางไป<br />
จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในงาน China &ndash; ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 17 &ndash; 21 กันยายน 2569 โดยงานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าและบริการที่สำคัญของภูมิภาคจีน &ndash; อาเซียน จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีและได้รับการสนับสนุนจากผู้นำระดับสูงของจีน โดยในปีนี้ รองนายกรัฐมนตรีแห่งสภาแห่งรัฐจีน (นายติง เซวียเซียง) เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถา ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของงานในฐานะเวทีส่งเสริมการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับอาเซียน ขณะที่กรมการค้าต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทยและสร้างความเชื่อมั่น<br />
ในคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทยแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการในตลาดจีน</p>

<p>สำหรับการเข้าร่วมงาน CAEXPO ในปีนี้ กรมฯ ได้ร่วมจัดกิจกรรมใน Thailand Pavilion ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยได้รับเกียรติจากรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ (ร้อยตรีจักรา ยอดมณี) เป็นประธานเปิดคูหา Thailand Pavilion&nbsp;<br />
พร้อมให้เกียรติสาธิตการปรุงอาหารไทยเมนูผัดกะเพราทะเลซึ่งเป็นอาหารไทยที่กำลังได้รับความนิยมในจีน<br />
ให้สื่อมวลชนและผู้ที่สนใจเยี่ยมชมคูหาได้ทานคู่กับข้าวหอมมะลิไทย นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำตัวอย่าง<br />
ข้าวไทยไปจัดแสดง ได้แก่ ข้าวหอมมะลิไทย ข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวหอมไทย และข้าวคุณลักษณะพิเศษ ได้แก่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และข้าวสังข์หยด เพื่อสะท้อนความหลากหลาย คุณสมบัติทางโภชนาการ&nbsp;<br />
รวมทั้งคุณภาพและมาตรฐานของข้าวไทย พร้อมทั้งจัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับข้าวไทยและการเลือกซื้อ<br />
ข้าวหอมมะลิไทย รวมถึงกิจกรรมตอบคำถามชิงของที่ระลึก และการสาธิตการปรุงอาหารไทย เช่น ผัดกะเพราไก่ ส้มตำ ไก่ผัดเม็ดมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง และหมูผัดกระเทียม เป็นต้น และแจกให้ผู้เยี่ยมชมคูหาของกรมฯ ได้ทดลองชิม เพื่อจะได้รับรู้รสชาติ และกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของข้าวหอมมะลิไทย และเกิดความประทับใจและจดจำ และนึกถึงข้าวไทย เมื่อคิดถึงข้าว ทั้งนี้ คูหาของกรมฯ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม&nbsp;<br />
มีผู้เข้าชมแวะเวียนเข้าคูหาอย่างต่อเนื่องและหนาแน่นตลอดการจัดงานประมาณกว่า 3,000 คน ซึ่งต่างชื่นชมและชื่นชอบข้าวไทยว่า มีรสชาติอร่อย นุ่ม หอม รวมทั้งมีคุณภาพและมาตรฐาน โดยสนใจที่จะซื้อข้าวไทย<br />
โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิไทยและข้าวเหนียวไทย เพื่อนำไปหุงทานที่บ้านกับครอบครัว หรือมอบเป็นของขวัญ<br />
ในโอกาสสำคัญของจีน</p>

<p>อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วมงาน CAEXPO ครั้งที่ 23 ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับคุณภาพ มาตรฐาน และความหลากหลายของข้าวไทยแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพบปะผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคชาวจีน เพื่อรับทราบแนวโน้มความต้องการของตลาดและนำเสนอข้าวไทยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในช่วงปี 2565 &ndash;2568 ไทยส่งออกข้าวไปจีนเฉลี่ย 579,585 ตันต่อปี และแม้ในปี 2569 (ม.ค.&ndash;ส.ค.) การส่งออกจะอยู่ที่ 191,953 ตัน ลดลงร้อยละ 58.94 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ข้าวไทยยังถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ&nbsp;<br />
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวขาว ข้าวเหนียว และข้าวหอมมะลิไทย สะท้อนถึงความต้องการข้าวไทยที่มี<br />
ความหลากหลาย และยังมีโอกาสขยายไปสู่การใช้ประโยชน์ในอาหาร ขนม และอุตสาหกรรมต่าง ๆ กรมการค้าต่างประเทศจึงเดินหน้าสร้างโอกาสและขยายช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้าวไทยก้าวไปไกล<br />
กว่าการเป็นสินค้าส่งออก สู่การเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารและวิถีชีวิตของผู้บริโภคชาวจีน พร้อมขับเคลื่อน<br />
ความร่วมมือทางการค้าข้าวระหว่างไทยและจีนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2247</link>
<guid>6aeac52d3169f2247</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 15:35:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261002e11a78a12a51a6820fe064c9219a70ba153618.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“กรมการค้าภายใน” ผนึก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่–ห้าง–ผู้ส่งออก ดูแลการกระจายช่วงอุทกภัย</title>
<description><![CDATA[<p><br />
&ldquo;กรมการค้าภายใน&rdquo; ผนึก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่&ndash;ห้าง&ndash;ผู้ส่งออก ดูแลการกระจายช่วงอุทกภัย<br />
สมาคมฯ ยืนยันผลผลิตต่อเนื่อง ห้างเพิ่มสั่งซื้อเติมสต็อก ผู้ส่งออกชะลอส่ง เพิ่มปริมาณไข่ไก่ตลาดในประเทศ</p>

<p>(วันที่ 1 ตุลาคม 2569) นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์ไข่ไก่ ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ผู้ประกอบการ และห้างค้าส่งค้าปลีกว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์ไข่ไก่อย่างใกล้ชิด หลังหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลให้ไข่ไก่ที่ผลิตได้ เดินทางเข้าสู่ตลาดและถึงมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง แม้อุทกภัยจะส่งผลกระทบต่อแหล่งผลิตไข่ไก่บางพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออก แต่ ผู้ผลิตยืนยันว่าผลผลิตไข่ไก่ยังมีอย่างต่อเนื่อง และพร้อมปรับตัวเพื่อให้ไข่ไก่ที่ผลิตได้ในแต่ละวันออกสู่ตลาดโดยเร็วที่สุด ขณะที่ห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่งได้เพิ่มการสั่งซื้อและปรับระบบการกระจายสินค้า เพื่อให้มีไข่ไก่เพียงพอต่อการจำหน่ายในแต่ละพื้นที่</p>

<p>&ldquo;สถานการณ์ขณะนี้ สิ่งที่กรมฯ ให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องปริมาณไข่ไก่ แต่คือการทำให้ไข่ไก่ จากฟาร์มเดินทางเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งวันนี้เราได้รับความร่วมมือจากทั้งผู้ผลิต ผู้ส่งออก และห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง ทุกฝ่ายกำลังช่วยกันเติมสินค้าเข้าสู่ระบบ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ยังมีการผลิตและนำไข่ไก่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง&rdquo;&nbsp;</p>

<p>ด้านนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า แม้สถานการณ์อุทกภัยจะส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงไก่ไข่ในบางพื้นที่ แต่โดยภาพรวม ผลผลิตไข่ไก่ยังมีตามปกติ และผู้เลี้ยงสามารถปรับตัวเพื่อให้ไข่ไก่ที่ผลิตได้ในแต่ละวันออกสู่ตลาดโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มีสินค้าเข้าสู่ระบบการจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของราคาจำหน่ายต้นทาง สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ได้ ตรึงราคาไข่ไก่หน้าฟาร์ม และขณะนี้ยังไม่มีการปรับเพิ่มราคาแต่อย่างใด พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการดูแลทั้งปริมาณผลผลิตและการกระจายไข่ไก่ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย</p>

<p>นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้ขอให้กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือฟาร์มไก่ไข่ขยายระยะเวลาแม่ไก่ยืนกรงเพิ่มประมาณ 3&ndash;5 สัปดาห์ เพื่อรักษาปริมาณแม่ไก่ในระบบและเพิ่มปริมาณไข่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมกรมฯ ยังได้กำชับให้ฟาร์มทุกแห่งจัดสรรผลผลิตเข้าสู่ช่องทางการค้าปกติและคู่ค้าเดิมเป็นลำดับแรก และเร่งเติมไข่ไก่เข้าสู่ระบบให้เต็มที่</p>

<p>ด้านผู้ส่งออกไข่ไก่ ระบุว่า ยินดีให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายในที่ขอให้ผู้ประกอบการได้ปรับลดการส่งออก 30-50% และให้เลื่อนแผนการส่งออกไปก่อน เพื่อช่วยให้มีไข่ไก่เข้าสู่ตลาดในประเทศมากกว่าความต้องการปกติ &nbsp;โดยกรมการค้าภายในจะได้ติดตามสถานการณ์หากมีความจำเป็นก็จะเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการขึ้น จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ&nbsp;<br />
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในขอให้ผู้ประกอบการแจ้งแผนการส่งออกในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนมายังกรม เพื่อใช้ประกอบการกำกับดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย</p>

<p>นายวัฒนศักย์ กล่าวต่อว่า สำหรับห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่ง กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือให้ เพิ่มปริมาณการสั่งซื้อไข่ไก่ เพื่อเพิ่มสินค้าเข้าสู่ช่องทางค้าปลีกและรองรับความต้องการของประชาชน พร้อมปรับระบบการกระจายสินค้าและบริหารสต๊อกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้มีไข่ไก่จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง<br />
ขอบคุณผู้ประกอบการห้างค้าปลีก&ndash;ค้าส่งที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ทั้งการปรับเปลี่ยนระบบ เพิ่มจำนวนพนักงาน รวมถึงจัดพื้นที่ให้พนักงานพักอาศัย เพื่อให้การดำเนินงานและการกระจายสินค้าสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้ในช่วงที่หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และจะติดตามปริมาณการผลิต การกระจายสินค้า แผนการส่งออก และสถานการณ์ไข่ไก่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ไข่ไก่เข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกอบการประสบปัญหาไม่สามารถขนส่งไข่ไก่ได้ ขอให้ประสานมายังกรมฯ เพื่อให้กรมฯ ประสานหน่วยขนส่งจากกองทัพเข้ามาช่วยสนับสนุนการลำเลียงสินค้า เพื่อให้ไข่ไก่สามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่จำหน่ายและถึงมือประชาชนได้<br />
นอกจากนี้ กรมฯ จะเดินหน้ากิจกรรม &ldquo;ไทยช่วยไทย&ndash;ธงฟ้า ลดค่าครองชีพ&rdquo; เพื่อเพิ่มช่องทางการกระจายไข่ไก่ เชื่อมโยงสินค้าจากระบบการผลิตไปถึงมือประชาชนโดยตรง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมในช่วงสถานการณ์อุทกภัย</p>

<p>ในส่วนของร้านค้าปลีกรายย่อยที่มีการแจ้งปรับเพิ่มราคาไข่ไก่ กรมการค้าภายในได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ร้านค้าได้รับสินค้ามาจากแหล่งใด และมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ หากพบว่ามีการ จงใจปรับขึ้นราคาสินค้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมฯ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p>

<p>&ldquo;ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า ทุกฝ่ายกำลังช่วยกันเติมไข่ไก่เข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง จึง ไม่จำเป็นต้องเร่งซื้อหรือกักตุน ขอให้ซื้อเท่าที่จำเป็นต่อการบริโภคในครัวเรือน เพราะการซื้อในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยให้ไข่ไก่กระจายไปถึงประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึง หากพบปัญหาด้านราคา หรือการจำหน่ายสินค้า สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569&rdquo; นายวัฒนศักย์ กล่าว</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2246</link>
<guid>6aeac52d316ad2246</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 14:09:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261002d66970fa6981e64c5558412f31453b59141056.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ดัชนีนวัตกรรมโลก 2569 ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ของโลก และรั้งอันดับ 3 กลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง สะท้อนโอกาสต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ</title>
<description><![CDATA[<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้ดัชนีนวัตกรรมโลก 2569<br />
ไทยขยับขึ้นอันดับ 44 ของโลก และรั้งอันดับ 3 กลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง<br />
สะท้อนโอกาสต่อยอดนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจ<br />
&nbsp;<br />
​กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO)<br />
จัดอันดับ ดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index: GII) ประจำปี 2569 สะท้อนจุดแข็งของไทย<br />
ทั้งด้านสินค้าสร้างสรรค์ เทคโนโลยีขั้นสูง และทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดยกรมฯ ประกาศเดินหน้าส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นแนวนโยบายที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้ความสำคัญ<br />
&nbsp;<br />
​นางสาวจิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ดัชนีนวัตกรรมโลก หรือ GII เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศในมิติต่างๆ โดยในปีนี้ WIPO ได้ทำการประเมินและจัดอันดับประเทศและเขตเศรษฐกิจกว่า 139 แห่งทั่วโลก ใน 79 ตัวชี้วัด และเผยแพร่รายงาน<br />
GII 2026 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 44 จาก<br />
139 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นมา 1 อันดับจากปีก่อน และรั้งอันดับที่ 3 จาก 35 ประเทศในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle-Income Economies) รองจากจีนและมาเลเซีย<br />
&nbsp;<br />
​นางสาวจิตติมา กล่าวว่า ผลการจัดอันดับ GII 2026 ได้สะท้อนจุดแข็งของประเทศไทยหลายด้าน อาทิ การส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ (Creative Goods Exports) อยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก การส่งออกสินค้า<br />
กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Tech Exports) อยู่ในอันดับที่ 8 ของโลก และความสามารถของบุคลากร<br />
ด้านการวิจัยและพัฒนา (Research talent) อยู่ในอันดับที่ 7 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าไทยมีทั้งฐานการผลิตและ<br />
การส่งออกสินค้าที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี ตลอดจนมีบุคลากรที่สนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย<br />
&nbsp;<br />
​ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวยังมีตัวชี้วัดด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะจำนวนคำขอรับอนุสิทธิบัตรในประเทศ (Utility Models by Origin) ครองอันดับที่ 5 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีของไทย รวมถึงความพร้อมของภาคธุรกิจในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอด ขณะที่ จำนวนการยื่นคำขอสิทธิบัตรออกแบบผลิตภัณฑ์ไทย (Industrial Designs by Origin) อยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก ดีขึ้นจากปีก่อน 4 อันดับ ที่บ่งบอกถึงการให้ความสำคัญกับการออกแบบและการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า ส่วน การลงทุนเพื่อซื้อสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา<br />
จากต่างประเทศ (IP Payments) อยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ชี้ให้เห็นว่าภาคธุรกิจไทยมีความตื่นตัว<br />
ในการนำเข้า ถ่ายทอด และจ่ายค่าสิทธิเพื่อนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมจากต่างประเทศมาใช้ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกเข้ามาต่อยอด ยกระดับ และขับเคลื่อนห่วงโซ่การผลิตภายในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
​อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากรายงาน GII ครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าไทย<br />
มีพื้นฐานที่ดีทั้งด้านการสร้างนวัตกรรม การออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการนำทรัพย์สินทางปัญญาและองค์ความรู้จากทั้งในและต่างประเทศมาใช้ประโยชน์ ซึ่งเป็นโอกาสในการต่อยอดผลงานนวัตกรรม<br />
ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนาไปสู่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์<br />
&nbsp;<br />
​ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาพร้อมผนึกกำลังกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ผู้เชี่ยวชาญจาก WIPO และหน่วยงานภาคี ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างสรรค์ การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครอง ไปจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมใช้กลไกคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ในการบูรณาการภาครัฐ เพื่อให้การส่งเสริมเติบโตสอดรับกับความต้องการของภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว<br />
&nbsp;<br />
----------------</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2245</link>
<guid>6aeac52d316b82245</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 10:57:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/2026100261b01884fbd4640a57810dafd8dc3f18105815.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>อคส. เชื่อมสวนสู่โรงงาน เดินหน้าสร้างตลาดมะพร้าวน้ำหอมไทย จับมือ 3 วิสาหกิจชุมชน – 2 โรงงานแปรรูป เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม</title>
<description><![CDATA[<p>อคส. เชื่อมสวนสู่โรงงาน เดินหน้าสร้างตลาดมะพร้าวน้ำหอมไทย จับมือ 3 วิสาหกิจชุมชน &ndash; 2 โรงงานแปรรูป เชื่อมเกษตรกรสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>30 กันยายน 2569 &ndash; องค์การคลังสินค้า (อคส.) เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านการตลาดสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดย เรือโท วีระชัย โกสาแสง รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า ลงนามสัญญาซื้อขายมะพร้าวน้ำหอม ร่วมกับ 3 วิสาหกิจชุมชนเครือข่าย และ 2 โรงงานแปรรูป ได้แก่ โรงงานโอฬาร และโรงงานฟู่ไหล มุ่งสร้างช่องทางการตลาดที่ชัดเจน เชื่อมโยงผลผลิตจากเกษตรกรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างมั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย</p>

<p>การดำเนินงานครั้งนี้สืบเนื่องจากการประชุมหารือติดตามสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมและแนวทางการจัดตั้งล้งชุมชน ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสาคร ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกันหารือแนวทางบริหารจัดการผลผลิตและการสร้างตลาดรองรับมะพร้าวน้ำหอมของเกษตรกร</p>

<p>การลงนามสัญญาซื้อขายในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสร้างเครือข่ายมะพร้าวน้ำหอมไทย เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง อคส. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกรต้นน้ำผ่านวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการภาคเอกชนปลายน้ำ เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>

<p>3 วิสาหกิจชุมชนเครือข่าย ประกอบด้วย</p>

<p>1. วิสาหกิจชุมชนเดอะพรีเมี่ยมไทย โคโค่@บ้านแพ้ว โดย นายชาญชัย ทรัพย์มา<br />
2. วิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมบ้านกลางคลองตาปลั่ง โดย นายศุภกร จุลสวัสดิ์<br />
3. วิสาหกิจชุมชนต้นไม้ ดินและปุ๋ย โดย นายเดชัชชา สุริวงษ์</p>

<p>ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรเข้าสู่กระบวนการรับซื้อและแปรรูปของ โรงงานโอฬาร และโรงงานฟู่ไหล ซึ่งมีศักยภาพในการรองรับผลผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ช่วยให้เกษตรกรมีช่องทางการตลาดที่ชัดเจนมากขึ้น พร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p>

<p>อคส. เดินหน้าบทบาท &ldquo;เชื่อมตลาด สร้างโอกาส&rdquo; โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และภาคเอกชน เพื่อพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงตั้งแต่ ต้นน้ำ&ndash;กลางน้ำ&ndash;ปลายน้ำ พร้อมสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรและระบบตลาดสินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2244</link>
<guid>6aeac52d316bf2244</guid>
<pubDate>Fri, 02 Oct 2026 09:54:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261002a6bb4faacdff9dcdcb6f6e22bc51eac9095550.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>‘อาเซียน’ จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_347684909_0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>&lsquo;อาเซียน&rsquo; จับมือ EU ลุยการค้าดิจิทัล ถก UK ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผนึกรัสเซียดันการค้า ลงทุน</p>

<p>&lsquo;พาณิชย์&rsquo; เผยผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับคู่เจรจาสำคัญ จับมือสหภาพยุโรปเดินหน้าจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล ยกระดับตลาดที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม ถกสหราชอาณาจักร เห็นชอบปฏิญญาร่วมฉบับใหม่ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว หารือรัสเซีย ผลักดันความร่วมมือการค้าและการลงทุน 11 สาขา และร่วมมือสวิตเซอร์แลนด์ เห็นชอบแผนงานความร่วมมือเศรษฐกิจการค้า&nbsp;</p>

<p>&nbsp;ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา ตนได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ให้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ณ กรุงมะนิลา สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ โดยมีผลการหารือสำคัญ เริ่มจากการประชุมกับคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้า ครั้งที่ 22 ได้รับทราบความคืบหน้าของแผนงานด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-สหภาพยุโรป และการจัดทำหลักการการค้าดิจิทัล (Digital Trade Principles: DTP) ที่ครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการค้าดิจิทัล การโอนย้ายข้อมูลอย่างเสรีและน่าเชื่อถือ ตลาดดิจิทัลที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเป็นธรรม และการสร้างความน่าเชื่อถือในการค้าดิจิทัล โดยตั้งเป้าการดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2569 ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระหว่างอาเซียนกับสหภาพยุโรปให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น</p>

<p>ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับสหภาพยุโรป-อาเซียน (EUABC) ซึ่งจากผลการสำรวจความเชื่อมั่นธุรกิจยุโรป พบว่า ร้อยละ 78 ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะขยายการค้าและการลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้น และร้อยละ 61 ยกให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด แต่ยังมีอุปสรรคเชิงกฎระเบียบและห่วงโซ่อุปทาน และขาดความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคทำให้ธุรกิจยุโรปเสียเปรียบแข่งขัน ทั้งนี้ ไทยย้ำว่า ความแตกต่างเชิงกฎระเบียบเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎระเบียบให้สอดคล้องกัน และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ในท้องถิ่น&nbsp;</p>

<p>ขณะเดียวกัน ตนพร้อมด้วยนายวีระพงษ์ ประภา ผู้แทนการค้าไทย ได้หารือทวิภาคีกับนางดิตเต จูล เยอร์เกนเซน ปลัดคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการค้าและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันการเจรจา FTA ไทย-EU ให้สามารถหาข้อสรุปร่วมกันในสาระสำคัญได้ในการประชุมเจรจารอบที่ 10 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต โดย EU แสดงความเชื่อมั่นและชื่นชมความมุ่งมั่นของไทยในระดับนโยบายในการร่วมผลักดันการเจรจาให้ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ ไทยยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกร และ MSMEs เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ฉบับนี้ได้อย่างเต็มที่<br />
&nbsp;<br />
ดร.กิริฎา กล่าวว่า อาเซียนยังได้ประชุมกับสหราชอาณาจักร (UK) ครั้งที่ 6 ได้เห็นชอบปฏิญญาร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตระหว่างอาเซียน และสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ ฉบับปี 2569 และแผนงานด้านเศรษฐกิจฉบับปรับปรุง เพื่อเป็นแนวทางในการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางการค้า และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว โดยผสานศักยภาพด้านการเงิน เทคโนโลยี และกฎระเบียบของ UK กับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของอาเซียน ซึ่งจะช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายไปสู่การเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน&nbsp;</p>

<p>นอกจากนี้ ยังได้หารือกับรัสเซีย โดยเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนอาเซียน-รัสเซีย ปี 2569-2578 (ASEAN-Russia Strategic Programme on Trade and Investment Cooperation: SPTI) ซึ่งครอบคลุมความร่วมมือ 11 สาขาสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับรัสเซียเป็น 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578 โดยไทยเล็งเห็นศักยภาพของความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะโครงการภูมิสารสนเทศ (Interactive GIS) ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำจืด ซึ่งไทยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานหลัก พร้อมทั้งเสนอให้ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และทรัพยากรของรัสเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายการผลิตของอาเซียน และยังรับทราบความคืบหน้าการดำเนินความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasia Economic Commission) พร้อมทั้งมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อปรับปรุงระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม และขยายโอกาสทางการค้าให้แก่สมาชิกทุกประเทศ</p>

<p>ส่วนการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน เลขาธิการอาเซียน และรัฐมนตรีการค้าสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 5 ได้เห็นชอบแผนงานความร่วมมืออาเซียน&ndash;สมาคมการค้าเสรียุโรป ปี 2569&ndash;2573 เพื่อเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันอย่างเป็นระบบ โดยไทยได้เน้นย้ำว่า การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและผู้ประกอบการ MSMEs เป็นประเด็นสำคัญในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านนวัตกรรมและการแปรรูปอาหารของสวิตเซอร์แลนด์ ควบคู่กับความเข้มแข็งของไทยด้านวัตถุดิบและอาหารแปรรูป รวมทั้งสนับสนุนการปฏิรูปองค์การการค้าโลก เพื่อเสริมสร้างระบบการค้าพหุภาคีให้ทันสมัย เป็นธรรม และเอื้อต่อการขยายโอกาสทางการค้า ทั้งนี้ ไทยยังได้ใช้โอกาสนี้ หารือกับสวิตเซอร์แลนด์ ถึงความคืบหน้าการให้สัตยาบันความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA โดยไทยตั้งเป้าดำเนินกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ความตกลงมีผลใช้บังคับในวันที่ 1 มกราคม 2570</p>

<p>---------------------------------</p>

<p>กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ<br />
กระทรวงพาณิชย์<br />
1 ตุลาคม 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2243</link>
<guid>6aeac52d316da2243</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 16:24:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261001b19d30ae90cf8ddb78c46414d4a74242162616.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” เปิดตัว “ใกล้เก็บเกี่ยว” ผนึก 4 กระทรวง ใช้ข้อมูล–เทคโนโลยี “รู้ก่อน บริหารก่อน” พุ่งเป้ารายพื้นที่ ประเดิมข้าวนาปี ต่อยอด “ข้าวประณีต” เพิ่มคุณภาพ–มูลค่าให้เกษตรกร</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_140787936_0.jpg" style="width: 500px; height: 336px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; เปิดตัว &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; ผนึก 4 กระทรวง ใช้ข้อมูล&ndash;เทคโนโลยี &ldquo;รู้ก่อน บริหารก่อน&rdquo; พุ่งเป้ารายพื้นที่ ประเดิมข้าวนาปี ต่อยอด &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; เพิ่มคุณภาพ&ndash;มูลค่าให้เกษตรกร</p>

<p>เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวแอปพลิเคชัน &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; จากความร่วมมือของ 4 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี โดยเริ่มจากข้าวนาปี ก่อนต่อยอดไปยังสินค้าเกษตรอื่น มุ่งปรับการทำงานจากการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ สู่การ &ldquo;รู้ก่อน บริหารก่อน&rdquo; และกำหนดมาตรการแบบพุ่งเป้ารายพื้นที่ เพื่อให้การดูแลเกษตรกรตรงกับสถานการณ์และความต้องการในแต่ละพื้นที่</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า หัวใจสำคัญของ &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; คือการทำให้ภาครัฐสามารถมองเห็นสถานการณ์สินค้าเกษตรล่วงหน้า และนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทั้งด้านปริมาณ ราคา และแนวโน้มของผลผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมด้านตลาด การกระจายสินค้า และมาตรการดูแลเกษตรกรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและสะท้อนสถานการณ์จากพื้นที่</p>

<p>แนวทางดังกล่าวจะเปลี่ยนการบริหารสินค้าเกษตรจากการใช้มาตรการในภาพรวมไปสู่การ &ldquo;พุ่งเป้ารายพื้นที่&rdquo; เพื่อให้การช่วยเหลือและการจัดสรรทรัพยากรสอดคล้องกับปัญหาและศักยภาพของแต่ละพื้นที่ พร้อมพัฒนาการบริหารจากเรื่องปริมาณและราคาไปสู่คุณภาพและมูลค่า เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต การเก็บเกี่ยว การแปรรูป และการตลาด</p>

<p>สำหรับข้าว ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรนำร่อง &ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; จะเริ่มนำมาใช้ก่อนเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีในช่วงสิ้นปีนี้ พร้อมต่อยอดแนวทาง &ldquo;ข้าวประณีต&rdquo; เพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพการผลิต โดยปัจจุบันมีเกษตรกร 466 กลุ่มที่อยู่ในแนวทางการพัฒนาข้าวประณีต และจะใช้ข้อมูลเพื่อพิจารณาว่าแต่ละพื้นที่มีศักยภาพหรือข้อจำกัดด้านใด เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาให้เหมาะสม และเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลผลิต รวมถึงรายได้ของเกษตรกร</p>

<p>ความร่วมมือของ 4 กระทรวงจะมุ่งให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง ตั้งแต่การติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ การคาดการณ์ล่วงหน้า ไปจนถึงการกำหนดมาตรการและการดำเนินงานในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้การบริหารสินค้าเกษตรมีความรวดเร็ว แม่นยำ และตอบโจทย์เกษตรกรมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการมีข้อมูล แต่ต้องสามารถนำข้อมูลไปสู่การแก้ปัญหาและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม</p>

<p>&ldquo;ใกล้เก็บเกี่ยว&rdquo; จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการยกระดับการบริหารสินค้าเกษตรเชิงรุก โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการมองเห็นสถานการณ์ก่อนเกิดปัญหา พุ่งเป้ามาตรการไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม และต่อยอดจากการบริหารปริมาณและราคาไปสู่การยกระดับคุณภาพและมูลค่า เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้ภาคเกษตรในระยะยาว</p>

<p>ภายในงานมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) นางสาววราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายกฤษ อุตตะมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางสาวชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าร่วมด้วย</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2242</link>
<guid>6aeac52d316ed2242</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 10:06:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202610019e863a20263aebcdd054f4374ba9adf4100746.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” แสดงวิสัยทัศน์วางไทยเป็น “Trusted Partner” ของโลกหลายขั้ว สร้าง “สมดุลใหม่–เติบโต–กระจายตัว” รับโลกการค้าเปลี่ยนแปลง</title>
<description><![CDATA[<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; แสดงวิสัยทัศน์วางไทยเป็น &ldquo;Trusted Partner&rdquo; ของโลกหลายขั้ว สร้าง &ldquo;สมดุลใหม่&ndash;เติบโต&ndash;กระจายตัว&rdquo; รับโลกการค้าเปลี่ยนแปลง</p>

<p>เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แสดงวิสัยทัศน์การวางตำแหน่งประเทศไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลโดยตรงต่อภูมิเศรษฐศาสตร์และทิศทางการค้าโลก โดยมองว่าในวันที่โลกแบ่งขั้วและแต่ละประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน ไทยต้องสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สมดุลกับทุกขั้ว พร้อมยกระดับบทบาทไทยสู่การเป็น &ldquo;คู่ค้าที่โลกไว้วางใจ&rdquo; หรือ Trusted Partner เพื่อสร้างโอกาสใหม่และการเติบโตอย่างยั่งยืน ในการเสวนาพิเศษ &ldquo;ประเทศไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนอย่างไรให้ไปต่อ&rdquo; ซึ่งจัดในการประชุมประจำปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ภายใต้หัวข้อ &ldquo;แผน 14 เปลี่ยนให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand Next Agenda&rdquo;</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า ท่ามกลางโลกที่กำลังจัดระเบียบใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์การค้าและการตลาดบน 3 แนวทางสำคัญ คือ สร้างสมดุลใหม่ หาโอกาสเพื่อการเติบโต และกระจายตัว โดยไทยต้องรักษาความสัมพันธ์และประโยชน์ทางการค้ากับตลาดสำคัญที่มีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจสูง ขณะเดียวกันต้องสร้างสมดุลกับประเทศที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้าในลักษณะต่างกัน และเร่งขยายตลาดใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดการกระจุกตัวของตลาด</p>

<p>&ldquo;เราต้องเป็น Trusted Partner ของประเทศต่าง ๆ เพราะในช่วงที่ทุกประเทศกำลังหาจุดยืนใหม่ในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นว่าเราสามารถเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สร้างประโยชน์ร่วมกันได้&rdquo; รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าว</p>

<p>สำหรับตลาดสำคัญที่ไทยมีดุลการค้าสูง เช่น สหรัฐอเมริกาและอินเดีย ไทยยังต้องรักษาและต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้า ขณะเดียวกัน ในตลาดที่ไทยมีการขาดดุลการค้าอย่างจีน จำเป็นต้องสร้างสมดุลใหม่ โดยใช้ความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นโอกาสในการดึงการลงทุนและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ขณะเดียวกันต้องเร่งขยายตลาดใหม่ เช่น สหภาพยุโรปและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างความสมดุลให้กับโครงสร้างการค้าของไทย</p>

<p>หัวใจสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่ คือการเปลี่ยนจากการมองความสัมพันธ์ทางการค้าเพียงด้านการซื้อขาย ไปสู่การเป็น Global Supply Chain Partners ที่ร่วมกันสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน หรือ Co-creation และ Mutual Benefit เพื่อให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของประเทศต่าง ๆ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว</p>

<p>ก่อนปิดการเสวนา รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวถึงความจำเป็นที่ต้องพลิกโครงสร้างเศรษฐกิจฐานราก เพราะเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังไม่สมดุล โดยภาคเกษตรมีแรงงานสัดส่วนถึงร้อยละ 30 แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 8&ndash;9 จึงต้องยกระดับประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร</p>

<p>ขณะที่ SMEs มีแรงงานสูงถึงร้อยละ 70&ndash;72 แต่สร้าง GDP ได้เพียงร้อยละ 34&ndash;35 จึงต้องเสริมความแข็งแกร่งให้คนตัวเล็ก &ldquo;เริ่มต้นง่าย เติบโตมั่นคง&rdquo; และก้าวขึ้นเป็นแชมเปี้ยนระดับภูมิภาค (Regional Champion) ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ ทักษะและเครื่องมือ (Skills &amp; Tools) การเข้าถึงแหล่งทุน และการเข้าถึงตลาด (Access to Markets)</p>

<p>เป้าหมายสำคัญคือการสร้าง &ldquo;สมดุล การเติบโต และการกระจายรายได้&rdquo; เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจกระจายโอกาสไปยังภาคเกษตร SMEs และคนตัวเล็กอย่างทั่วถึง และนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าการค้า แต่คือการสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากขึ้น ทั้งด้านตลาด ห่วงโซ่อุปทาน และการกระจายโอกาสไปยังผู้ประกอบการและภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความท้าทายจากโลกที่ไม่เหมือนเดิมให้เป็นโอกาส และเติบโตได้อย่างมั่นคงในโลกหลายขั้ว</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2241</link>
<guid>6aeac52d316f92241</guid>
<pubDate>Thu, 01 Oct 2026 09:08:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20261001715d869a864ddc2d0063a57b35e8b5b8091048.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>พาณิชย์ หวังดึง 43 สถานทูตในประเทศไทย ร่วมดูแลนักลงทุนต่างชาติ ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดให้กว่า 100,000 ราย</title>
<description><![CDATA[<p>พุธที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 13.00 น.</p>

<p>พาณิชย์ หวังดึง 43 สถานทูตในประเทศไทย ร่วมดูแลนักลงทุนต่างชาติ<br />
ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดให้กว่า 100,000 ราย</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าแก้ไขปัญหานอมินีต่อเนื่อง ล่าสุดส่งข้อมูลบริษัทจำกัดที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติหรือมีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติร่วมลงทุน ให้ 43 สถานทูตในประเทศไทยร่วมดูแลและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจ/นักลงทุนสัญชาติของตน รวมทั้งเพื่อให้บริษัทปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายการประกอบธุรกิจในประเทศไทย เชื่อ!! จะช่วยส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหานอมินีที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต โดยร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดเพื่อตัดวงจรนอมินีให้หมดสิ้นไปหรือทุเลาเบาบางลง</p>

<p>อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า &ldquo;ล่าสุด กรมฯ ได้ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติหรือมีผู้ถือหุ้นสัญชาติต่างๆ ร่วมลงทุน ไปถึง 43 สถานทูตประจำประเทศไทย รวม 48 สัญชาติ จำนวนกว่า 100,000 ราย เพื่อให้ข้อมูลและจะได้ร่วมกันดูแลและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจ/นักลงทุนสัญชาติของตน รวมทั้งเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลทุกประเทศที่พร้อมสนับสนุนคนในชาติให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องในประเทศอื่นๆ โดยกรมฯ ได้จัดส่งข้อมูลตามสัดส่วนการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1) ชาวต่างชาติถือหุ้น 0.01 - 49.99% 2) ชาวต่างชาติถือหุ้น 50.00 - 99.99% และ 3) ชาวต่างชาติถือหุ้น 100% โดยข้อมูลที่กรมฯ ได้จัดส่งให้ทั้ง 43 สถานทูต เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นทั่วไปจากการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของกรมฯ มิได้หมายความว่าธุรกิจหรือนักลงทุนดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือมีการกระทำความผิดกรณีมีคนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินีแต่อย่างใด&rdquo;</p>

<p>&ldquo;ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีภารกิจในการจดทะเบียนนิติบุคคล กำกับดูแล และติดตามตรวจสอบนิติบุคคลให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมถึงการตรวจสอบการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนเฝ้าระวังและป้องกันการประกอบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ&rdquo;</p>

<p>&ldquo;กรมฯ ขอขอบคุณสถานทูตทุกแห่งที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายและประเด็นปัญหานอมินีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่นักธุรกิจและนักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยสุจริต และขอฝากถึงผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือหรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีอยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ คนไทยที่มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ชาวต่างชาติจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมามีต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก&rdquo; อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์<br />
***********************************<br />
ที่มา : กองข้อมูลธุรกิจ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฉบับที่ 377 / วันที่ 30 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2240</link>
<guid>6aeac52d317032240</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 17:13:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260930bb5f20f4eb91d5834a10ce5ab1545e50171351.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตือนใช้ “โปรแกรมเถื่อน” เสี่ยงมัลแวร์ – ข้อมูลหลุด พร้อมหารือ Adobe เตรียมแพ็กเกจโปรแกรมราคาพิเศษ ชวนผู้บริโภคสนับสนุนซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย  </title>
<description><![CDATA[<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตือนใช้ &ldquo;โปรแกรมเถื่อน&rdquo; เสี่ยงมัลแวร์ &ndash; ข้อมูลหลุด<br />
พร้อมหารือ Adobe เตรียมแพ็กเกจโปรแกรมราคาพิเศษ<br />
ชวนผู้บริโภคสนับสนุนซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย<br />
&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หนุนใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฎหมาย ช่วยลดความเสี่ยงจากมัลแวร์และภัยไซเบอร์ที่อาจแฝงมากับโปรแกรมละเมิดลิขสิทธิ์ พร้อมหารือบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ชั้นนำอย่าง Adobe วางแนวทางยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้สร้างสรรค์และพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์<br />
เผยหารือความเป็นไปได้ในการจัดทำแพ็กเกจโปรแกรม Adobe ราคาพิเศษ สนับสนุนผู้สร้างสรรค์ไทยเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ทำให้สูญเสียรายได้และทรัพยากรที่จะนำมาต่อยอดผลิตภัณฑ์<br />
และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่ผู้ใช้งานอาจประสบปัญหาซอฟต์แวร์ทำงานผิดพลาด และมีความเสี่ยง<br />
ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเฉพาะการดาวน์โหลดโปรแกรมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งอาจมีมัลแวร์ ไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่แฝงมากับไฟล์ที่ติดตั้ง และอาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงินของผู้ใช้งาน<br />
&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ผู้ใช้งานเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของผู้พัฒนาและเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยที่ผ่านมา กรมฯ ได้พูดคุยกับกลุ่มผู้ใช้งานซอฟต์แวร์ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมการออกแบบ สถาปัตยกรรม วิศวกรรม การจัดทำสื่อโฆษณา การผลิตเกม ฯลฯ และพบว่าปัจจัยด้านค่าใช้จ่ายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดของการเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย<br />
การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงควรดำเนินควบคู่กันทั้งการสร้างความตระหนักรู้และการหาแนวทางที่เหมาะสม<br />
กับบริบทของผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม เพื่อส่งเสริมการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกต้อง<br />
&nbsp;<br />
ทั้งนี้ ในการหารือร่วมกับบริษัท Adobe ซึ่งเป็นผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ด้านงานกราฟิกและมัลติมีเดียระดับโลก นำโดย Mr. Simon McMurry, Senior Director, Worldwide License Advisory<br />
เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยกรมฯ และ Adobe ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และแนวทางเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเข้าถึงซอฟต์แวร์ถูกกฎหมายได้ง่ายขึ้น โดยมี<br />
การหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำแพ็กเกจโปรแกรม Adobe ในราคาพิเศษ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับ<br />
ผู้สร้างสรรค์ โดยเฉพาะนักเรียน นักศึกษา ฟรีแลนซ์ ธุรกิจขนาดเล็ก (SMEs) และผู้ใช้งานกลุ่มอื่นๆ สามารถเข้าถึงสิทธิในการใช้งานซอฟต์แวร์ (Software License) ที่ถูกกฎหมาย ทั้งนี้ หากสามารถส่งเสริมให้ผู้ใช้งานเข้าถึงซอฟต์แวร์ที่ถูกต้องได้อย่างสะดวกในราคาที่เข้าถึงง่าย และสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้งาน จะสามารถจูงใจให้ผู้ใช้งานหันมาใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมายได้มากขึ้น<br />
&nbsp;<br />
นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ได้แจ้งต่อ Adobe ว่า กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมให้ความร่วมมือทั้งในด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ด้านการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา โดยกรมฯ ได้จัดทำคลิปรณรงค์ภายใต้แนวคิด &ldquo;ไม่ซื้อ ไม่ใช้<br />
ไม่สนับสนุนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (Do Not Buy, Do Not Use, Do Not Support Intellectual Property Infringement)&rdquo; เพื่อสื่อสารให้ผู้ใช้งานและผู้บริโภคตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย และเคารพสิทธิของผู้พัฒนาและเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้พัฒนาและเจ้าของลิขสิทธิ์มีแรงจูงใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง<br />
&nbsp;<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ทั้งนี้​หากพบการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประชาชนและเจ้าของสิทธิสามารถแจ้งข้อมูลมายัง กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 02-547-4702<br />
สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th โดยผู้ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อประโยชน์ทางการค้า มีโทษปรับและอาจรวมถึงโทษจำคุก ทั้งยังส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือ ภาพลักษณ์ และธรรมาภิบาลขององค์กรธุรกิจอย่างร้ายแรง</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2239</link>
<guid>6aeac52d3170e2239</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 15:34:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260930f6a2cc41626478988e115f3794a3f822153515.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมพัฒนาธุรกิจฯ เตรียม ‘ปิดตำนาน Walk-In’ จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด มุ่งสู่บริการออนไลน์ 100% ดีเดย์ 1 พฤศจิกายน 2569</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/136399.png" style="width: 500px; height: 357px;" /></p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจฯ เตรียม &lsquo;ปิดตำนาน Walk-In&rsquo; จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด<br />
มุ่งสู่บริการออนไลน์ 100% ดีเดย์ 1 พฤศจิกายน 2569</p>

<p>กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าปรับรูปแบบการให้บริการสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ หลังภาคธุรกิจตอบรับระบบ DBD Biz Regist อย่างต่อเนื่อง โดยเดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์สูงถึง 95.15% สะท้อนความพร้อมของภาคธุรกิจในการทำธุรกรรมออนไลน์ ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป กรมฯ จะขออนุญาตให้บริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist ทางช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว เพื่อยกระดับงานบริการภาครัฐ ลดภาระและต้นทุนของภาคธุรกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Digital Government อย่างเต็มรูปแบบ</p>

<p>นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ปรับรูปแบบงานให้บริการเฉพาะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและตั้งบริษัทให้เป็นการจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียว และยุติการรับจดทะเบียนดังกล่าวในรูปแบบกระดาษ (Walk-in) ซึ่งได้รับการตอบรับจากภาคธุรกิจเป็นอย่างดี โดยเห็นได้จากสถิติงานให้บริการที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ใช้บริการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ในรูปแบบออนไลน์ (DBD Biz Regist) ณ เดือนสิงหาคม 2569 สูงถึง 99.99% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อระบบจดทะเบียนดิจิทัลของกรมฯ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ที่มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ</p>

<p>อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า &ldquo;กรมฯ ได้เล็งเห็นความพร้อมของผู้ใช้บริการที่ได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบบริการออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของกรมฯ ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป งานให้บริการจดทะเบียนธุรกิจของกรมฯ พร้อมก้าวไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและขับเคลื่อนหน่วยงานราชการไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างเต็มรูปแบบ โดยขออนุญาตประชาชนและภาคธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดทุกประเภทคำขอในรูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 มีการใช้บริการจดทะเบียนทุกประเภทคำขออยู่แล้วสูงถึง 95.80%)&rdquo;</p>

<p>&ldquo;สำหรับช่วงเวลาล่วงหน้า 1 เดือนนี้ ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถทำความเข้าใจและศึกษารูปแบบการใช้งานระบบ DBD Biz Regist ผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ จดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (ฺDBD Biz Regist) ซึ่งจะมีทั้งคู่มือ และคลิปวิดีโอที่อธิบายการเข้าใช้งานอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดให้ผู้ใช้บริการเมื่อต้องเข้าใช้งานระบบจริง ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือผู้ประกอบการตลอดการใช้งานระบบ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคลและการใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center 1570 หรือผ่านช่องทาง LINE Official Account : @DBD1570 เพื่อรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง&rdquo;</p>

<p>&ldquo;ระบบจดทะเบียน DBD Biz Regist ไม่ได้เป็นเพียงระบบจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลง &lsquo;การเริ่มต้นธุรกิจ&rsquo; ของประเทศไทยจากเอกสารกระดาษ สู่ระบบดิจิทัลที่สะดวก รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และลดต้นทุนได้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานบริการของภาครัฐสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการจดทะเบียนธุรกิจของไทยให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ร่วมกับการเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวตนของผู้ทำธุรกรรม ลดช่องว่างและความเสี่ยงจากการปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงการนำข้อมูลหรือสิทธิของบุคคลอื่นไปใช้โดยมิชอบ ประกอบกับผู้ใช้บริการสามารถใช้งานผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ครอบคลุมบริการตั้งแต่การยื่นคำขอจดทะเบียน แก้ไข เปลี่ยนแปลงนิติบุคคล ติดตามและตรวจสอบสถานะ ไปจนถึงการรับเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้จากทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อด้วยตนเอง&rdquo; อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย</p>

<p>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์<br />
**********************************************<br />
ที่มา : กองทะเบียนธุรกิจ &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ฉบับที่ 376 / วันที่ 30 กันยายน 2569</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2238</link>
<guid>6aeac52d317232238</guid>
<pubDate>Wed, 30 Sep 2026 09:31:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202609301c3eac4cf991d540f73986e15cb6be63093227.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” ขับเคลื่อนคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เดินหน้าแผนปี 70 ดัน Social Enterprise โตยั่งยืน-แข่งขันได้</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/Gemini_Generated_Image_buz5f2buz.png" style="width: 500px; height: 356px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; ขับเคลื่อนคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เดินหน้าแผนปี 70 ดัน Social Enterprise โตยั่งยืน-แข่งขันได้</p>

<p>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ เพื่อพิจารณาทิศทางและแผนการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 รวมถึงกลไกการบริหารและติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานฯ ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดทิศทางการทำงาน มุ่งเพิ่มจำนวนวิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมสร้างความเข้มแข็งให้กิจการสามารถเติบโต แข่งขัน และยืนได้ด้วยตัวเองในระยะยาว<br />
นางศุภจี กล่าวว่า หัวใจของวิสาหกิจเพื่อสังคม คือการใช้ความเข้มแข็งของธุรกิจไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ยิ่งธุรกิจเติบโต ก็ยิ่งสร้างงาน สร้างอาชีพ และขยายโอกาสไปถึงคนและชุมชนได้มากขึ้น ภาครัฐจึงต้องช่วยลดข้อจำกัดและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นต่อการเติบโต ทั้งการพัฒนาศักยภาพ การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ และการเชื่อมโยงโอกาสทางตลาด เพื่อให้วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน<br />
สำหรับสาระสำคัญของการประชุม ที่ประชุมได้พิจารณา แผนปฏิบัติการของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2566&ndash;2570 โดยนำผลการดำเนินงานที่ผ่านมา งบประมาณที่ได้รับจัดสรร รวมถึงโอกาสและความท้าทายในระยะต่อไป มาประกอบการกำหนดทิศทางการดำเนินงาน<br />
แผนดังกล่าวมุ่ง เพิ่มจำนวนและพัฒนาศักยภาพของวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม ส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และมาตรการจูงใจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสนับสนุนสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตของกิจการ และสร้างผลลัพธ์ทางสังคมที่ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม<br />
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณา การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม และการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อเสริมกลไกการบริหาร ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงาน ให้การขับเคลื่อนภารกิจเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด<br />
ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) มีภารกิจในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม ให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์ทางสังคมอย่างต่อเนื่อง</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2237</link>
<guid>6aeac52d3173b2237</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 16:02:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260929c8f79c9d939738fab8a5d2f2da76c1d0160702.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมการค้าภายในสั่งเข้ม! ตรวจราคาสินค้า-ค่าบริการรถสไลด์ รถลาก รับสถานการณ์น้ำท่วม หลังประชาชนร้องเรียน-สอบถามผ่าน 1569 หากพบผิด ดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุดทันที </title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_5480473.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>กรมการค้าภายในสั่งเข้ม! ตรวจราคาสินค้า-ค่าบริการรถสไลด์ รถลาก รับสถานการณ์น้ำท่วม หลังประชาชนร้องเรียน-สอบถามผ่าน 1569 หากพบผิด ดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุดทันที&nbsp;</p>

<p><br />
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้รับ เรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านสายด่วน 1569 กรณีการจำหน่ายสินค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทั้งเรื่องการไม่ปิดป้ายแสดงราคา การจำหน่ายราคาไม่ตรงกับราคาที่แสดง และการจำหน่ายในราคาสูง โดยสินค้าที่มีการร้องเรียน อาทิ ไข่ไก่ แกงถุง อาหารปรุงสำเร็จ ผักสด เนื้อหมู ข้าวกล่อง ทราย น้ำดื่ม นม กะทิกล่อง และชุดตรวจไข้หวัดแบบ 3-in-1 ขณะเดียวกัน ยังมีประชาชนสอบถามข้อมูลเข้ามายังสายด่วน 1569 เกี่ยวกับ ค่าบริการรถสไลด์และรถลาก เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบสถานการณ์น้ำท่วมขัง ทำให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอาจมีความจำเป็นต้องใช้บริการดังกล่าว</p>

<p>จากสถานการณ์ฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนมีข้อจำกัดในการเดินทาง และมีทางเลือกในการซื้อสินค้าลดลง โดยอาจจำเป็นต้องเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าที่อยู่ใกล้บ้านหรือในพื้นที่ที่สามารถเดินทางเข้าถึงได้ ขณะเดียวกัน ผู้ที่มีรถยนต์และประสบปัญหาน้ำท่วมขังอาจมีความจำเป็นต้องใช้บริการรถสไลด์หรือรถลากเพื่อเคลื่อนย้ายรถออกจากพื้นที่</p>

<p>นายวิทยากร จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีข้อมูลร้องเรียนเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงกว่าปกติ พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริงจากข้อมูลของผู้ร้องเรียน รวมถึงติดตามสถานการณ์ด้านค่าบริการรถสไลด์และรถลาก เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชนในช่วงที่มีข้อจำกัดจากสถานการณ์น้ำท่วม</p>

<p>เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าและการให้บริการว่า มีการแสดงราคาอย่างถูกต้อง และจำหน่ายหรือคิดค่าบริการตรงตามราคาที่แสดงไว้หรือไม่ หากพบการไม่ปิดป้ายแสดงราคา การจำหน่ายสินค้าไม่ตรงกับราคาที่แสดง หรือมีพฤติการณ์เรียกเก็บราคาสูงเกินสมควร กรมการค้าภายในจะดำเนินการตามกฎหมายทันที</p>

<p>นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้ร้านค้า ผู้ประกอบการสถานบริการ รวมถึงผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าและให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอย่างเคร่งครัด โดยต้องจำหน่ายสินค้าและคิดค่าบริการให้ตรงกับราคาที่แสดงไว้ ทั้งการจำหน่ายหรือให้บริการ ณ สถานประกอบการและผ่านช่องทางออนไลน์ หากมีการคิดราคาสูงกว่าราคาที่แสดง หรือมีเหตุอันควรเชื่อว่าการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการนั้นมีราคาสูงเกินสมควร อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งกรมการค้าภายในจะตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด</p>

<p>สถิติการรับเรื่องร้องเรียนในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ระหว่างวันที่ 26&ndash;28 กันยายน 2569 กรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนรวม 14 คำร้อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน</p>

<p>ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายเอาเปรียบผู้บริโภค เช่น ไม่ปิดป้ายแสดงราคา จำหน่ายสินค้าในราคาไม่ตรงกับป้ายที่แสดง หรือสงสัยว่ามีการจำหน่ายสินค้าและให้บริการในราคาสูงเกินสมควร ทั้งที่หน้าร้านและช่องทางออนไลน์ สามารถร้องเรียนหรือสอบถามข้อมูลมายัง สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป.</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2236</link>
<guid>6aeac52d3174f2236</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 14:42:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202609293d5302cc8b056bff7b599c01141469b7144321.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าเชิงรุก เปิดช่องทางเช็คสถานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่เป็น “นิติบุคคล” ผ่านระบบ “IP Search” ได้ทันที ลดความเสี่ยงกรณีมีการนำเครื่องหมายการค้าของกิจการที่ “เลิก” หรือ “ร้าง” ไปใช้โดยมิชอบ</title>
<description><![CDATA[<p>กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าเชิงรุก<br />
เปิดช่องทางเช็คสถานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่เป็น &ldquo;นิติบุคคล&rdquo; ผ่านระบบ &ldquo;IP Search&rdquo; ได้ทันที<br />
ลดความเสี่ยงกรณีมีการนำเครื่องหมายการค้าของกิจการที่ &ldquo;เลิก&rdquo; หรือ &ldquo;ร้าง&rdquo; ไปใช้โดยมิชอบ<br />
&nbsp;<br />
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยกระดับการให้บริการข้อมูลเครื่องหมายการค้าเชิงรุก ตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมาใช้ลดขั้นตอนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน โดยกรมฯ ได้เชื่อมโยงช่องทางตรวจสอบสถานะนิติบุคคลกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสถานะของนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าได้ทันทีผ่าน &ldquo;ระบบค้นหาเครื่องหมายการค้า&rdquo; หรือ &ldquo;IP Search&rdquo; เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาก่อนทำธุรกรรมหรือดำเนินการเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าได้รอบคอบยิ่งขึ้น<br />
&nbsp;<br />
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ปัจจุบันเครื่องหมายการค้าจำนวนมากได้รับการจดทะเบียนในนามนิติบุคคล ซึ่งสถานะของนิติบุคคลอาจเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาโดยนิติบุคคลที่ &ldquo;เลิกกิจการ&rdquo; อาจอยู่ระหว่างการชำระบัญชีหรือชำระบัญชีเสร็จสิ้นแล้ว ขณะที่กรณี &ldquo;นิติบุคคลร้าง&rdquo; ซึ่งถูกขีดชื่อออกจากทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า อาจมีการกลับคืนสู่ทะเบียนได้ในภายหลัง ดังนั้น สถานะของนิติบุคคลจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ประชาชนและผู้ประกอบการควรตรวจสอบควบคู่กับข้อมูลเครื่องหมายการค้าจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะก่อนทำธุรกรรมกับบุคคลที่นำเครื่องหมายการค้า<br />
มาใช้ หรืออ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น<br />
&nbsp;<br />
นางอรมน กล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างสะดวกและเป็นปัจจุบันกรมฯ จึงได้เพิ่มช่องทางการตรวจสอบสถานะนิติบุคคลในระบบ IP Search บนเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สิน<br />
ทางปัญญา (https://search.ipthailand.go.th) โดยเมื่อประชาชนค้นหาข้อมูลเครื่องหมายการค้าและพบว่าเจ้าของเครื่องหมายเป็นนิติบุคคล ระบบจะแสดงช่องทาง &ldquo;ตรวจสอบสถานะนิติบุคคล&rdquo; ที่เชื่อมโยงไปยังระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้สามารถตรวจสอบสถานะจากฐานข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบข้อมูลนิติบุคคลโดยตรง<br />
&nbsp;<br />
ทั้งนี้ หากตรวจสอบแล้วพบว่า นิติบุคคลเจ้าของเครื่องหมายการค้ามีสถานะ &ldquo;เลิก (ไม่เสร็จการชำระบัญชี)&rdquo; &ldquo;เลิก (เสร็จการชำระบัญชี)&rdquo; หรือ &ldquo;ร้าง&rdquo; กรมฯ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง<br />
ในการติดต่อ ทำธุรกรรม หรือการพิจารณาความน่าเชื่อถือในการใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว เนื่องจาก<br />
การเปลี่ยนแปลงสถานะของนิติบุคคลอาจมีผลต่อการจัดการทรัพย์สินและสิทธิในเครื่องหมายการค้า ซึ่งอาจเกิดกรณีที่มีบุคคลอื่นนำเครื่องหมายการค้าไปใช้หรือแอบอ้างว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ หรืออาจมีการนำเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไปใช้โดยไม่มีสิทธิหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย<br />
&nbsp;<br />
อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่องทางดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะนิติบุคคลได้สะดวกรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และได้รับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนในการค้นหา และสามารถนำข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงมาใช้ประกอบการพิจารณาก่อนทำธุรกรรมได้อย่างรอบคอบ ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการมีข้อสงสัยหรือประสบปัญหาเกี่ยวกับการใช้ การคุ้มครอง หรือการจัดการสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IPAC) กรมทรัพย์สินทางปัญญา สายด่วน 1368 เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมก่อนดำเนินการต่อไป<br />
&nbsp;<br />
-----------------</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2235</link>
<guid>6aeac52d3175a2235</guid>
<pubDate>Tue, 29 Sep 2026 10:34:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202609293205697913cba95e1ea11f7d697db1c3103546.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>”พาณิชย์“ รับมืออุทกภัย เร่งกระจายสินค้า–ประสานทหารขนส่งพื้นที่เข้าถึงยาก ดูแลของขาด–ราคาไม่ให้พุ่ง แจ้ง 1569</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_140517895.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" /></p>

<p>&quot;พาณิชย์&quot;&nbsp;รับมืออุทกภัย เร่งกระจายสินค้า&ndash;ประสานทหารขนส่งพื้นที่เข้าถึงยาก ดูแลของขาด&ndash;ราคาไม่ให้พุ่ง แจ้ง 1569</p>

<p>วันที่ 28 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมเคารพธงชาติและร้องเพลงชาติไทย เนื่องในวันพระราชทานธงชาติไทย ประจำปี 2569 ณ บริเวณหน้าตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ถึงมาตรการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้จัดระบบ Single Command โดยมีรองปลัดกระทรวงพาณิชย์(ร้อยตรีจักรา ยอดมณี )เป็นศูนย์กลางในการรับข้อมูลจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้าในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งปริมาณสินค้า การกระจายสินค้า และราคาสินค้า</p>

<p>สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและการขนส่งสินค้าเป็นไปด้วยความยากลำบาก กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกระทรวงกลาโหมเพื่อสนับสนุนการขนส่ง เนื่องจากรถขนส่งสินค้าทั่วไปอาจไม่สามารถเข้าถึงบางเส้นทางได้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงหรือเส้นทางถูกตัดขาด</p>

<p>นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับจังหวัดสระแก้ว ซึ่งได้รับรายงานว่ามีความต้องการอาหารสด กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานกระทรวงกลาโหมเพื่อสนับสนุนการขนส่ง โดยนำสินค้าเข้าไปยังพื้นที่กบินทร์บุรี ก่อนกระจายต่อไปยังจังหวัดสระแก้ว ขณะที่ในกรุงเทพมหานคร ได้ประสานกับปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อเตรียมนำสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งของสดและของแห้งที่จำเป็น เข้าไปสนับสนุนพื้นที่ลาดกระบัง ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก</p>

<p>&ldquo;เราดูทั้งในเรื่องของของขาด แล้วก็ไม่ให้สินค้ามีราคาขึ้นอย่างผิดปกติ ถ้ามีจุดไหนที่ยังขาดอยู่ หรือมีจุดไหนที่เห็นราคาขึ้นผิดปกติ แจ้งได้ที่สายด่วน 1569&rdquo; นางศุภจีกล่าว</p>

<p>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการดูแลกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 4 ว่า การดูแลประชาชนไม่ได้มีเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม แต่ยังมีประเด็นเรื่องค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่ต้องดูแลควบคู่กัน โดยกระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างหารือเพื่อจัดสรรงบประมาณกลางส่วนหนึ่งสำหรับช่วยดูแลประชาชนผ่านการจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด</p>

<p>ทั้งนี้ จะเดินหน้ามาตรการ &ldquo;ไทยช่วยไทย&rdquo; เป็นเฟสต่อเนื่อง &nbsp;ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัด โดยในระยะต่อไปจะเร่งกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยก่อน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2234</link>
<guid>6aeac52d3176a2234</guid>
<pubDate>Mon, 28 Sep 2026 11:03:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260928b29530b327065f923c553b05f8a50951110424.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>กรมการค้าภายในประสานทหาร เร่งลำเลียงไข่ไก่ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ส่งถึงประชาชนสระแก้ว</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_5439563.jpg" style="width: 500px; height: 358px;" /></p>

<p>กรมการค้าภายในประสานทหาร เร่งลำเลียงไข่ไก่ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ส่งถึงประชาชนสระแก้ว</p>

<p>นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ส่งผลกระทบต่อเส้นทางคมนาคมและการขนส่งสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการ ห้างร้าน และช่องทางจำหน่ายบางแห่งไม่สามารถขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเข้าสู่พื้นที่ได้ตามปกติ กรมการค้าภายในจึงเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการลำเลียงและกระจายสินค้าให้ถึงมือประชาชนอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 กรมการค้าภายในได้ประสาน ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 19 ขอรับการสนับสนุนยานพาหนะและกำลังพล เพื่อช่วยลำเลียง ไข่ไก่ จำนวน 2,000 แผง จากบริษัท ไชยมงคล จำกัด อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นทางที่สามารถจัดส่งสินค้าได้ ไปยัง ห้างสรรพสินค้าแม็คโคร สาขาสระแก้ว เพื่อกระจายและจำหน่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย</p>

<p>&ldquo;ในช่วงที่เกิดอุทกภัย ปัญหาสำคัญไม่ได้มีเพียงเรื่องสินค้า แต่รวมถึงการขนส่งสินค้าเข้าไปยังพื้นที่ด้วย เมื่อเส้นทางบางส่วนได้รับผลกระทบ ทำให้ห้างร้านหรือผู้ประกอบการไม่สามารถนำสินค้าที่จำเป็นเข้าไปได้ตามปกติ กรมการค้าภายในจึงเร่งประสานหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีศักยภาพด้านการขนส่งและการช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้สามารถลำเลียงสินค้าเข้าไปเติมในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว&rdquo; นายจิรวุฒิกล่าว</p>

<p>รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า การสนับสนุนครั้งนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสระแก้ว ภาคธุรกิจ และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้การกระจายสินค้าในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์สินค้าและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งเติมสินค้าและแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งให้สามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยเร็ว</p>

<p>ทั้งนี้ กรมการค้าภายในขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์สินค้าอย่างต่อเนื่อง และเร่งบริหารจัดการด้านการกระจายสินค้าในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า เพื่อให้สินค้าสามารถกระจายถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2233</link>
<guid>6aeac52d317792233</guid>
<pubDate>Mon, 28 Sep 2026 09:53:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202609283ad6e0a132af00bbce26b49aca9aaa3d103847.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” ถกห้าง-ร้านค้า-ตลาดสด รับมือน้ำท่วม เร่งเติมสินค้าเข้าระบบ ดูแลปริมาณ-ราคา ให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอย่างต่อเนื่อง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/IMG_0736.png" style="width: 500px; height: 500px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ถกห้าง-ร้านค้า-ตลาดสด รับมือน้ำท่วม<br />
เร่งเติมสินค้าเข้าระบบ ดูแลปริมาณ-ราคา ให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอย่างต่อเนื่อง</p>

<p>นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ทำให้ประชาชนบางพื้นที่ได้รับผลกระทบและมีการซื้อสินค้าเพื่อสำรองเพิ่มขึ้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้ กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เพื่อให้มีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการและไม่เกิดการขาดแคลนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ</p>

<p>วันนี้ (27 กันยายน 2569) กรมการค้าภายในได้เชิญผู้ประกอบการและผู้แทนจากทุกช่องทางการจำหน่ายสินค้า ได้แก่ กลุ่มห้างโมเดิร์นเทรด อาทิ แม็คโคร โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ เดอะมอลล์ ฟู้ดแลนด์ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น ซีเจ และสห ลอว์สัน ตลาดสดและตลาดกลาง อาทิ ตลาดไทยเจริญ ตลาดศรีเมือง ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท ตลาดล้านเมือง ตลาดเทิดไท ตลาดหัวอิฐ ตลาดเยส บางพลี ตลาดมีนบุรี ตลาดธันยา ตลาดบางใหญ่ ตลาดบวรร่มเกล้า และตลาดถนอมมิตร รวมถึงห้างท้องถิ่น เข้าร่วมประชุม เพื่อติดตามสถานการณ์การเปิดให้บริการ ปริมาณสินค้า การขนส่งและกระจายสินค้า ตลอดจนหารือแนวทางร่วมกันในการดูแลประชาชนในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม</p>

<p>นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จากการหารือร่วมกัน ภาพรวมระบบการค้าปลีกและค้าส่งยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยห้างโมเดิร์นเทรดยังสามารถเติมสินค้าเข้าสู่ระบบได้ตามปกติ ขณะที่ร้านสะดวกซื้อบางจุดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต อาจได้รับผลกระทบจากการเดินทางและการขนส่ง ทำให้การให้บริการในบางสาขาไม่เป็นไปตามปกติ<br />
ส่วน ตลาดสดและตลาดกลางส่วนใหญ่ยังเปิดให้บริการตามปกติ และมีสินค้าจำหน่าย เพียงแต่ได้รับผลกระทบบางส่วนจากจำนวนพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่เดินทางเข้าตลาดลดลง เนื่องจากข้อจำกัดด้านการเดินทางจากสถานการณ์น้ำท่วม&nbsp;</p>

<p>ทั้งนี้ กรมฯ จะติดตามสถานการณ์การขนส่งและการเปิด-ปิดของแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถเข้าไปสนับสนุนและแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที<br />
สำหรับสถานการณ์ด้านราคา สินค้าที่ต้องเฝ้าระวังในระยะนี้ ได้แก่ กลุ่มผักใบอ่อน อาทิ ผักชี ขึ้นฉ่าย และตั้งโอ๋ ซึ่งมีราคาปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ กะหล่ำปลี มะเขือเทศ และแตงกวา มีราคาปรับลดลง โดยกรมฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านปริมาณผลผลิต สภาพอากาศ และการขนส่ง เพื่อประเมินผลกระทบต่อราคาสินค้าและการบริโภคของประชาชน</p>

<p>สำหรับ เทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 10&ndash;18 ตุลาคม 2569 จากการประเมินสถานการณ์ในขณะนี้ หากไม่มีฝนตกเพิ่มเติมในระดับที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางขนส่ง คาดว่าจะยังสามารถบริหารจัดการสินค้าได้ และไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผักที่ใช้ในช่วงเทศกาลกินเจ อย่างไรก็ตาม กรมฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมและมาตรการรองรับหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง</p>

<p>สำหรับมาตรการช่วยเหลือ กรมการค้าภายในจะดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่<br />
1. ตลาดสดและตลาดกลาง กรมฯ จะช่วยเชื่อมโยงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และผักที่จำเป็น เพื่อให้ตลาดมีสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน พร้อมจัดส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาและเอาเปรียบผู้บริโภค<br />
2. ทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งห้างโมเดิร์นเทรด ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดกลาง และห้างท้องถิ่น จะร่วมกันเป็นช่องทางในการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทราบถึง การเปิด-ปิดให้บริการของร้านและสาขาต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนการเดินทางและเลือกซื้อสินค้าได้สะดวกมากขึ้น โดยกรมฯ จะประสานข้อมูลกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนการกระจายสินค้าไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการ</p>

<p>นายวิทยากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและผลกระทบต่อระบบการค้าอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะในด้านปริมาณสินค้า การกระจายสินค้า และราคา เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นยังมีเพียงพอ และประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่</p>

<p>&ldquo;ขอขอบคุณผู้ประกอบการและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ช่วยกันเติมและกระจายสินค้าอย่างเต็มที่ เพื่อให้สินค้าจำเป็นมีเพียงพอในทุกพื้นที่ โดยกรมการค้าภายในจะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อดูแลประชาชนและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมให้ได้มากที่สุด</p>

<p>หากพบพื้นที่ใดที่สินค้ายังไม่เพียงพอ มีปัญหาในการกระจายสินค้า หรือพบการจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งประสานและแก้ไขปัญหาได้ทันที&rdquo; นายวิทยากร กล่าว</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2232</link>
<guid>6aeac52d317942232</guid>
<pubDate>Sun, 27 Sep 2026 15:32:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260927d736334926f04814fcb86d835206d6ac153453.png" type="image/png" />
</item>
<item>
<title>“พาณิชย์” ตั้ง Single Command รับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ ติดตาม-ประเมิน-แก้ปัญหา เร่งกระจายสินค้า-เพิ่มรอบเติมสต๊อก พร้อมเปิด 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/11.jpg" style="width: 500px; height: 625px;" /></p>

<p>&ldquo;พาณิชย์&rdquo; ตั้ง Single Command รับมือสถานการณ์น้ำท่วมทั่วประเทศ ติดตาม-ประเมิน-แก้ปัญหา เร่งกระจายสินค้า-เพิ่มรอบเติมสต๊อก พร้อมเปิด 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง</p>

<p>วันที่ 26 กันยายน 2569<br />
ร้อยตรีจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามนโยบายและข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิดโดยต้องไม่ให้มีปัญหาสินค้าขาดแคลนและการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าในทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเปิดช่องทางสายด่วน 1569 รับแจ้งการกระทำผิดตลอด 24 ชั่วโมง</p>

<p>กระทรวงพาณิชย์จึงได้ จัดตั้ง Single Command เพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดตาม ประเมินสถานการณ์ และเร่งแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกระทรวงพาณิชย์จากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีรองปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ประกอบด้วยกรมการค้าภายใน และกองบริหารการพาณิชย์ภูมิภาค (กบภ.) สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้การติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นทิศทางเดียวกัน</p>

<p>ร้อยตรีจักรา กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์และผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะด้าน ปริมาณและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค การกระจายสินค้า และการขนส่ง พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อติดตามความต้องการสินค้าและรายงานสถานการณ์เข้าสู่ส่วนกลาง รวมทั้งประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ เร่งกระจายสินค้า เพิ่มรอบการเติมสินค้า และปรับรูปแบบการขนส่งให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ประสบภัย</p>

<p>สำหรับสาขาของห้างค้าส่ง ค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม กระทรวงพาณิชย์ได้ประสานผู้ประกอบการให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และทยอยกลับมาเปิดให้บริการเมื่อพื้นที่และสภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่อง</p>

<p>นอกจากนี้ หากประชาชนพบเห็น การกักตุนสินค้า การฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนผ่าน สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยเร็ว</p>

<p>ร้อยตรีจักรา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์จะติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยมุ่งให้ สินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ การกระจายสินค้าเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และประชาชนได้รับสินค้าในราคาที่เป็นธรรม ตามนโยบายของรัฐบาล</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2231</link>
<guid>6aeac52d317a32231</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 17:51:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202609266512bd43d9caa6e02c990b0a82652dca175211.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>“ศุภจี” สั่ง พณ.รับมือฝนหนัก ดูแลสินค้าไม่ขาด–ราคาไม่แพง ประสานผู้ประกอบการส่งของช่วยพื้นที่จำเป็น</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/IMG_0708.jpeg" style="width: 500px; height: 384px;" /></p>

<p>&ldquo;ศุภจี&rdquo; สั่ง พณ.รับมือฝนหนัก ดูแลสินค้าไม่ขาด&ndash;ราคาไม่แพง ประสานผู้ประกอบการส่งของช่วยพื้นที่จำเป็น</p>

<p>วันที่ 26 กันยายน 2569<br />
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงการรับมือสถานการณ์ฝนตกหนักและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์และสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยเน้นให้ สินค้าไม่ขาดแคลนและราคาไม่แพง พร้อมประสานผู้ประกอบการร่วมกันจัดส่งสินค้าและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ</p>

<p>นอกจากนี้ ได้กำชับให้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ทั้งปริมาณและราคาสินค้าจำเป็น พร้อมรายงานพื้นที่ประสบภัยและความต้องการของประชาชน เพื่อให้กระทรวงฯ สามารถประสานการช่วยเหลือและเชื่อมโยงสินค้าเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ใช้แนวทางดังกล่าวในการรับมือสถานการณ์น้ำท่วม โดยให้ พณจ. ประสานห้างค้าส่ง ค้าปลีก และผู้ประกอบการในพื้นที่เพื่อเติมสต๊อกสินค้า และรายงานปัญหาด้านการขนส่งมายังกระทรวงฯ หากจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน</p>

<p>ทั้งนี้ หากประชาชนพบปัญหาสินค้าราคาไม่เป็นธรรม สินค้าขาดแคลน การกักตุน หรือไม่ปิดป้ายแสดงราคา สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2230</link>
<guid>6aeac52d317ac2230</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 09:47:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260926053cb743cef041ef011cbfddc055b49f094730.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>การค้าชายแดนและผ่านแดน ส.ค. 69 +34.2% รวม 8 เดือนทะลุ 1.5 ล้านล้านบาท</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;">&nbsp;</p>

<p>การค้าชายแดนและผ่านแดน ส.ค. 69 +34.2% รวม 8 เดือนทะลุ 1.5 ล้านล้านบาท<br />
ค้าชายแดนเมียนมากลับมาบวกในรอบ 12 เดือน ค้าผ่านแดนยังแรงต่อเนื่อง +42.1%&nbsp;</p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 201,600 ล้านบาท ขยายตัว 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 103,720 ล้านบาท (+38.2%) และการนำเข้า 97,880 ล้านบาท (+30.3%) โดยไทยได้ดุลการค้าในเดือนสิงหาคม 2569 ทั้งสิ้น 5,840 ล้านบาท ส่งผลให้ 8 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้ารวม 1,543,405 ล้านบาท (+15.3%) เป็นการส่งออก 864,335 ล้านบาท&nbsp;<br />
(+13.2%) การนำเข้า 679,070 ล้านบาท (+18.1%) และไทยได้ดุลการค้า 185,266 ล้านบาท</p>

<p>การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 79,068&nbsp;<br />
ล้านบาท (+23.6%) เป็นการส่งออก 41,059 ล้านบาท (+20.9%) การนำเข้า 38,009 ล้านบาท (+26.8%) และไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 3,049 ล้านบาท โดยการค้าชายแดนกับ มาเลเซียมีมูลค่าสูงสุด 39,109 ล้านบาท&nbsp;<br />
(+45.0%) รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,593 ล้านบาท (+2.0%) เมียนมา 16,366 ล้านบาท (+18.2%) และกัมพูชา 33,241 บาท (-99.7%) ทั้งนี้ สินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 2,763 ล้านบาท เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่น ๆ 1,652 ล้านบาท และน้ำมันสำเร็จรูปอื่นๆ 1,500&nbsp;<br />
ล้านบาท ทำให้ 8 เดือนแรกของปี 2569 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 591,382 ล้านบาท (-7.1%) เป็นการส่งออก 332,178 ล้านบาท (-12.2%) และการนำเข้า 259,204 ล้านบาท (+0.3%)</p>

<p>ด้านการค้าผ่านแดนไปประเทศที่สาม เดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 122,532&nbsp;<br />
ล้านบาท (+42.1%) เป็นการส่งออก 62,661 ล้านบาท (+52.4%) และการนำเข้า 59,871 ล้านบาท (+32.7%) โดยการค้าผ่านแดนกับจีน มีมูลค่าสูงสุด 64,239 ล้านบาท (+36.1%) รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม&nbsp;<br />
มีมูลค่า 24,826 ล้านบาท (+73.9%) และ 13,054 ล้านบาท (+56.1%) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือนสิงหาคม 2569 ได้แก่ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 12,061 ล้านบาท ทุเรียนสด 9,801 ล้านบาท และเครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ 9,481 ล้านบาท ทำให้ 8 เดือนแรกของปี 2569 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 952,023 ล้านบาท (+35.5%) เป็นการส่งออก 532,157 ล้านบาท (+38.0%) และการนำเข้า 419,866 ล้านบาท (+32.5%)</p>

<p>อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวว่า การค้าชายแดนในเดือนสิงหาคม 2569 ขยายตัวสูง 23.6% ต่อเนื่องจาก 2 เดือนที่ผ่านมา โดยการค้าชายแดนไทย - เมียนมา กลับมาขยายตัวอีกครั้ง (+18.2%) ในรอบ 12 เดือน เป็นการส่งออกขยายตัว 66.2% คิดเป็นมูลค่า 10,651 ล้านบาท ในสินค้าสำคัญ ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรอื่น ๆ (เช่น กากถั่วเหลือง บุหรี่ ปลาป่น) 689 ล้านบาท (+209.5%) น้ำมันดีเซล 493 ล้านบาท (+161.3%) และเครื่องดื่มอื่นๆ 342 ล้านบาท (+23.6%) จากความต้องการสินค้าที่เมียนมายังคงจำเป็นต้องนำเข้าจากไทย เช่น เชื้อเพลิง และสินค้าอุปโภคบริโภค ในขณะที่การค้าชายแดนไทย &ndash; มาเลเซีย ยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง (+45.0%) ทั้งการส่งออกและนำเข้าในสินค้าสำคัญในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่นๆ แผงวงจรไฟฟ้า และเทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ ด้านการค้าชายแดนไทย - กัมพูชา พบว่ามีการนำเข้าสินค้าเสื้อผ้าอื่น ๆ มูลค่า 33,241 บาท ณ ด่านศุลกากรคลองใหญ่ จังหวัดตราด ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลกับด่านศุลกากรคลองใหญ่ทราบว่าเป็นชุดยูนิฟอร์มพนักงานที่ส่งเป็นพัสดุไปรษณีย์ EMS ทางอากาศ ซึ่งต้องชำระอากรปากระวางที่ด่านศุลกากรปลายทางตามที่อยู่ของผู้รับในจังหวัดตราด&nbsp;</p>

<p>ด้านการค้าผ่านแดนยังคงขยายตัวสูงต่อเนื่อง (+42.1%) จากความต้องการสูงในตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้สดตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ยางพารา ผ่านทาง สปป.ลาว เข้าสู่ตอนใต้ของจีน นอกจากนี้ การเติบโตของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ส่งผลให้การส่งออก - นำเข้าสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขั้นกลางที่มีมูลค่าสูง เช่น ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ เครื่องรับโทรศัพท์และอุปกรณ์ เทปแม่เหล็ก จานแม่เหล็กสำหรับคอมพิวเตอร์ และวงจรพิมพ์ ขยายตัวได้ดี โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางการประกอบและโลจิสติกส์ที่สำคัญในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และจีน&nbsp;</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2229</link>
<guid>6aeac52d317b82229</guid>
<pubDate>Sat, 26 Sep 2026 09:41:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/202609263cbafe95365fda29f0d5b73d7014e176091616.jpeg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>&quot;ศุภจี&quot; หารือ รมต.การค้าต่างประเทศ UAE เดินหน้า CEPA ดันสินค้าไทยเจาะตลาดตะวันออกกลาง</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_140263788_0.jpg" style="width: 500px; height: 666px;" /></p>

<p>เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ณ สำนักงานผู้แทนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประจำสหประชาชาติ (UAE Mission to the United Nations) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ หารือกับ ดร.ธานี บิน อาเหม็ด อัล เซยูดี รัฐมนตรีการค้าต่างประเทศ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความคืบหน้าการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย&ndash;UAE (Thailand&ndash;UAE Comprehensive Economic Partnership Agreement: CEPA) พร้อมหารือแนวทางขยายความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างสองประเทศ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน</p>

<p>นางศุภจี ระบุว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและ UAE ทั้งด้านการค้าและการลงทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะเร่งประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ทั้งการผลักดัน CEPA การดึงดูดการลงทุนจาก UAE และการส่งเสริมการเชื่อมโยงทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับสินค้าเกษตรและผู้ประกอบการไทย ตลอดจนสร้างโอกาสในการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทยและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย</p>

<p>ปี 2568 UAE เป็นคู่ค้าอันดับที่ 8 ของไทยในตลาดโลก (รองจากจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนามและอินเดีย) และอันดับที่ 1 ในกลุ่ม GCC และตะวันออกกลาง โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 21,259.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.88% โดยไทยส่งออกไป UAE มูลค่า 4,504.23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 23.36% สินค้าส่งออกสำคัญ อาทิ 1. รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ 2. อัญมณีและเครื่องประดับ 3. ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ 4. เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และ 5. เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และไทยนำเข้าจาก UAE มูลค่า 16,755.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.82% สินค้านำเข้าสำคัญ อาทิ 1. น้ำมันดิบ 2. เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ 3. น้ำมันสำเร็จรูป 4. สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และ 5. ก๊าซธรรมชาติ ไทยขาดดุลการค้ามูลค่า 12,251.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2228</link>
<guid>6aeac52d317c42228</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 19:44:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260925d564581e8307fc1f16ba0124d4745ee0194430.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>ส่งออกไทย ส.ค. 69 พุ่ง 24.3% มูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์ ตลาดหลัก-รองขยายตัวดี</title>
<description><![CDATA[<p>นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) แถลงการส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1,157,667 ล้านบาท) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 26 ที่ร้อยละ 24.3 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 19.5 โดยยังได้รับแรงจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง AI ในต่างประเทศ ซึ่งหนุนความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การส่งออกผลไม้ไปจีนกลับมาขยายตัวโดดเด่น โดยเฉพาะทุเรียนสดและมังคุดสด จากผลผลิตภาคใต้ที่ออกสู่ตลาด ด้านตลาดส่งออก ภาพรวมขยายตัวในระดับสูงทั้งตลาดหลักและตลาดรอง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและการขนส่ง รวมถึงความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ทั้งนี้ การส่งออก 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวที่ร้อยละ 18.9&nbsp;<br />
หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวที่ร้อยละ 18.6&nbsp;</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>มูลค่าการค้ารวม</p>

<p>มูลค่าการค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ เดือนสิงหาคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 24.3 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 25.1 ดุลการค้า ขาดดุล 2,482.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภาพรวมการส่งออก 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 266,149.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 18.9 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 303,986.9&nbsp;ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 36.1 ดุลการค้า ขาดดุล 37,837.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการค้าในรูปเงินบาท เดือนสิงหาคม 2569 การส่งออก มีมูลค่า 1,157,667 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 29.7 เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 1,255,876 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 30.4 ดุลการค้า ขาดดุล 98,209&nbsp;ล้านบาท ภาพรวมการส่งออก 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออก มีมูลค่า 8,506,873 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 14.7&nbsp;เทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การนำเข้า มีมูลค่า 9,841,648 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 31.4 ดุลการค้า ขาดดุล 1,334,775 ล้านบาท</p>

<p>การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร</p>

<p>มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวร้อยละ 1.4 (YoY) กลับมาขยายตัวในรอบ 4 เดือน โดยสินค้าเกษตร ขยายตัวร้อยละ 4.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน และสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 1.9 หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ขยายตัวร้อยละ 24.0 ขยายตัวในรอบ 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม) ยางพารา ขยายตัวร้อยละ 23.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ และมาเลเซีย) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 4.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย) อาหารสัตว์เลี้ยง ขยายตัวร้อยละ 17.5 ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย) ไก่แปรรูป ขยายตัวร้อยละ 10.5 ขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp;9 เดือน (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และเนเธอร์แลนด์) และกุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 18.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ และเมียนมา) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ หดตัวร้อยละ 19.1 หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และออสเตรเลีย แต่ขยายตัวในตลาดเมียนมา ไต้หวัน และนอร์เวย์) เครื่องดื่ม หดตัวร้อยละ 5.8 หดตัวต่อเนื่อง 7 เดือน (หดตัวในตลาดเวียดนาม จีน และอินโดนีเซีย แต่ขยายตัวในตลาดเมียนมา ลาว และฟิลิปปินส์) ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ หดตัวร้อยละ 43.9 หดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน (หดตัวในตลาดอินเดีย เมียนมา และเวียดนาม แต่ขยายตัวในตลาดมาเลเซีย เกาหลีใต้ และอินโดนีเซีย) ไก่สดแช่เย็น แช่แข็ง หดตัวร้อยละ 3.0 หดตัวต่อเนื่อง 8 เดือน (หดตัวในตลาดมาเลเซีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น จีน และฮ่องกง) และเนื้อและส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ที่บริโภคได้ หดตัวร้อยละ 11.1 หดตัวต่อเนื่อง 6 เดือน (หดตัวในตลาดเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และฮ่องกง แต่ขยายตัวในตลาดมาซิโดเนีย สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น) &nbsp;ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวร้อยละ 2.4</p>

<p>การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม</p>

<p>มูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 27.1 (YoY) ขยายตัวต่อเนื่อง 29 เดือน โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 42.1 ขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp;29 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และเยอรมนี) เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 151.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 15 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ สิงคโปร์ และจีน) แผงวงจรไฟฟ้า ขยายตัวร้อยละ 19.2 ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน (ขยายตัวในตลาดฮ่องกง มาเลเซีย และสิงคโปร์) อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัวร้อยละ 3.2 กลับมาขยายตัวหลังจากหดตัวในเดือนก่อน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง และอิตาลี) หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 55.6 ขยายตัวต่อเนื่อง 23 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ เม็กซิโก และเนเธอร์แลนด์) เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 40.9 ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ และฮ่องกง) เครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 1,155.7 ขยายตัวต่อเนื่อง&nbsp;3 เดือน (ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ จีน และเวียดนาม) วงจรพิมพ์ ขยายตัวร้อยละ 126.8 ขยายตัวต่อเนื่อง 27 เดือน (ขยายตัวในตลาดจีน เวียดนาม และสหรัฐฯ) ขณะที่สินค้าสำคัญที่หดตัว อาทิ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ&nbsp;หดตัวร้อยละ 7.1 กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน (หดตัวในตลาดออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แต่ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเม็กซิโก) เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 2.2 กลับมาหดตัวในรอบ 3 เดือน (หดตัวในตลาดสิงคโปร์ เวียดนาม และฟิลิปปินส์ แต่ขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ หดตัวร้อยละ 12.9 หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน (หดตัวในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร&nbsp;แต่ขยายตัวในตลาดกัมพูชา เนเธอร์แลนด์ และบราซิล) ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวร้อยละ 22.7</p>

<p>ตลาดส่งออกสำคัญ</p>

<p>การส่งออกไปตลาดสำคัญยังคงขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ทั้งในตลาดหลักและตลาดรอง สอดคล้องกับดัชนี PMI&nbsp;ภาคการผลิตโลกเดือนสิงหาคมที่ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน พร้อมคำสั่งซื้อใหม่สำหรับการส่งออก (New Export Orders) ที่กลับมาขยายตัว โดยสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและ AI ที่เติบโตต่อเนื่องทั่วโลก รวมทั้งยังคงมีการเร่งส่งออกไปสหรัฐฯ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ขณะที่การส่งออกไปตะวันออกกลางและเอเชียใต้ยังคงหดตัวต่อเนื่อง ภาพรวมการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดต่าง ๆ สรุปได้ดังนี้ (1) ตลาดหลัก ขยายตัวร้อยละ 25.4 โดยขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ ร้อยละ 48.7 จีน ร้อยละ 15.5 ญี่ปุ่น ร้อยละ 19.6 สหภาพยุโรป (27) ร้อยละ 23.1 อาเซียน (5) ร้อยละ 19.3 และ CLMV ร้อยละ 0.3 (2) ตลารอง ขยายตัวร้อยละ 17.8 โดยขยายตัวในทวีปออสเตรเลีย ร้อยละ 81.0 ลาตินอเมริกา ร้อยละ 8.8 และรัสเซียและกลุ่ม CIS ร้อยละ 1.9 ขณะที่หดตัวในตลาดทวีปแอฟริกา ร้อยละ 8.8 เอเชียใต้ ร้อยละ 11.4 ตะวันออกกลาง ร้อยละ 7.8 และสหราชอาณาจักร ร้อยละ 8.9 และ (3) ตลาดอื่น ๆ ขยายตัวร้อยละ 66.0</p>

<p>ตลาดสหรัฐอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 48.7 (ขยายตัวต่อเนื่อง 35 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ และผลิตภัณฑ์ยาง ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 42.6&nbsp;</p>

<p>ตลาดจีน ขยายตัวร้อยละ 15.5 (ขยายตัวต่อเนื่อง 3 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง และเครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และยางพารา ทั้งนี้&nbsp;8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 9.9&nbsp;</p>

<p>ตลาดญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 19.6 (ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และเม็ดพลาสติก สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 14.8</p>

<p>ตลาดสหภาพยุโรป (27) ขยายตัวร้อยละ 23.1 (ขยายตัวต่อเนื่อง 12 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 21.9&nbsp;</p>

<p>ตลาดอาเซียน(5) ขยายตัวร้อยละ 19.3 (ขยายตัวต่อเนื่อง 15 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น น้ำมันสำเร็จรูป เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และแผงวงจรไฟฟ้า สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 26.5</p>

<p>ตลาด CLMV ขยายตัวร้อยละ 0.3 (ขยายตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น น้ำมันสำเร็จรูป วงจรพิมพ์ และเครื่องวิดีโอ เครื่องเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ทองแดงและของทำด้วยทองแดง และเครื่องดื่ม ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวร้อยละ 5.6&nbsp;</p>

<p>ตลาดเอเชียใต้ หดตัวร้อยละ 11.4 (หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เม็ดพลาสติก เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และเส้นใยประดิษฐ์ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 7.3&nbsp;</p>

<p>ตลาดทวีปออสเตรเลีย ขยายตัวร้อยละ 81.0 (ขยายตัวต่อเนื่อง 10 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น&nbsp;อัญมณีและเครื่องประดับ น้ำมันสำเร็จรูป และเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 45.3&nbsp;</p>

<p>ตลาดตะวันออกกลาง หดตัวร้อยละ 7.8 (หดตัวต่อเนื่อง 4 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และเครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวร้อยละ 7.5&nbsp;</p>

<p>ตลาดทวีปแอฟริกา หดตัวร้อยละ 8.8 (กลับมาหดตัวในรอบ 7 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น น้ำตาลทราย เคมีภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น ข้าว รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 4.3&nbsp;</p>

<p>ตลาดลาตินอเมริกา ขยายตัวร้อยละ 8.8 (ขยายตัวต่อเนื่อง 9 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 22.1&nbsp;</p>

<p>ตลาดรัสเซียและ CIS ขยายตัวร้อยละ 1.9 (ขยายตัวต่อเนื่อง 5 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่น ๆ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และผลไม้กระป๋องและแปรรูป ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 หดตัวร้อยละ 8.5&nbsp;</p>

<p>ตลาดสหราชอาณาจักร หดตัวร้อยละ 8.9 (หดตัวต่อเนื่อง 2 เดือน) สินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อากาศยาน ยานอวกาศ และส่วนประกอบ ไก่แปรรูป และเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ สินค้าสำคัญที่หดตัว เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ และเครื่องนุ่งห่ม ทั้งนี้ 8 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัวร้อยละ 6.5</p>

<p>แนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไป</p>

<p>แนวโน้มการส่งออกช่วงที่เหลือของปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับ AI และความชัดเจนด้านมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ขณะที่ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และค่าขนส่ง ยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อการค้าโลกที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าผลักดัน การเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย&ndash;สหรัฐฯ (ART) ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ควบคู่กับการขับเคลื่อน 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของการค้าโลก ยกระดับศักยภาพ SMEs และสินค้านวัตกรรม ตลอดจนเร่งเจรจา FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2227</link>
<guid>6aeac52d317de2227</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 14:40:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260925236e9a11c9b070e42a977c10355440d4144059.jpg" type="image/jpg" />
</item>
<item>
<title>&quot;พาณิชย์&quot; ถกค่ายรถยักษ์ใหญ่ในจีน GWM- SAIC ชวนขยายลงทุนอุตสาหกรรม EV</title>
<description><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img alt="" src="https://www.moc.go.th/cms/s1/u3309/S_68263966.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /></p>

<p>นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (นางชนินทร หริ่มเจริญ) พร้อมด้วยคณะผู้แทนกรมฯ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง และมหานครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วงวันที่ 21 &ndash; 24 กันยายน 2569 เพื่อประชุมหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ร่วมกับ Great Wall Motor Co., Ltd. (GWM) และ SAIC Motor Co., Ltd. สองผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ในจีน ตลอดจนโอกาสการขยายตลาดส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า และแนวทางการลดอุปสรรคทางการค้าในตลาดเป้าหมาย</p>

<p>นางอารดาฯ กล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าอย่างใกล้ชิด และจีนเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (Hub) ผลิตรถ EV ในภูมิภาค โดยการเดินทางไปจีนในครั้งนี้กรมฯ ได้ชื่นชมที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญด้านการผลิตที่ได้คุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และขอบคุณบริษัทฯ ที่ได้เข้ามาลงทุนในไทยและสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่การผลิต และได้เชิญชวนทั้งสองบริษัทขยายการลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนวัตถุดิบหลักที่เป็นหัวใจในการผลิตรถ EV อาทิ แบตเตอรี่ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบควบคุมอัจฉริยะ การพัฒนาซอฟท์แวร์ และการออกแบบ เป็นต้น ซึ่งกรมฯ แสดงความพร้อมเป็นหน่วยงานกลางประสานผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่มีศักยภาพและมีการผลิตในระดับมาตรฐานสากล เพื่อนำพาไปสู่การค้าที่ยั่งยืน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกมองเป็นทางผ่านสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศที่สาม&nbsp;</p>

<p>นางอารดาฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า การหารือในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเชิงรุกของกรมการค้าต่างประเทศโดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง ในการสร้างความเข้าใจกับนักลงทุนและผู้ประกอบการต่างประเทศให้เข้าใจถึงความสำคัญด้านถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งในปัจจุบันนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการเข้าถึงตลาดประเทศของคู่ค้า ดังนั้น หากนักลงทุนให้ความร่วมมือในการเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ (Local Content) จะทำให้มีการเชื่อมโยงพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศร่วมกัน (Win-Win Co-Creation) นำไปสู่การเติบโตพร้อมกันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ จากข้อมูลสถิติการค้า World Trade Atlas พบว่า ในปี 2568 ไทยมีการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มูลค่า 478.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในปี 2569 (ม.ค.-ก.ค.) มูลค่า 266.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.32 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน</p>
]]></description>
<link>https://www.moc.go.th/th/gallery/category/detail/id/5/iid/2226</link>
<guid>6aeac52d317ec2226</guid>
<pubDate>Fri, 25 Sep 2026 11:49:00 +0700</pubDate>
<enclosure url="https://www.moc.go.th/file/get/type/thumbnail/file/20260925c1b6f3f0b4c284d615ffb8fbeff1c845114928.jpg" type="image/jpg" />
</item>
</channel>
</rss>