Header Image
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประชุมหารือแนวทางด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุดและทุเรียน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดจันทบุรี
watermark

          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหารือแนวทางด้านการตลาดและการรักษาเสถียรภาพราคามังคุดและทุเรียน ภายใต้มาตรการบริหารจัดการผลไม้ ปี 2569 ณ บริษัท อรษา ฟรุ๊ต จำกัด เพื่อเตรียมรับมือผลผลิตมังคุดและทุเรียนที่จะออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยทุกภาคส่วนจะร่วมกันเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน
          ในการประชุมมี นายวรวุฒิ โปษกานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี พล.ต.ท.สุรพล วิรัตน์โยสินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต 1 นายคัมภีร์ ชื่นบาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต 2 นายชรัตน์ เนรัญชร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี เขต 3 นายพิชานนท์ อิงประสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตราด รวมถึงผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมผู้ประกอบการส่งออกทุเรียนและมังคุด หอการค้าจังหวัดจันทบุรี เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และตัวแทนสหกรณ์ เกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เข้าร่วม
          นางศุภจี กล่าวว่า ปีนี้สถานการณ์ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน มีความท้าทายมากกว่าปีก่อน เนื่องจากข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทุเรียนช่วงเปิดฤดูกาลไม่สูงเท่าปีก่อน ประกอบกับปีนี้สภาพอากาศร้อนและแล้ง ทำให้ทุเรียนขนาดเล็กมีจำนวนมาก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคา
          “เราไม่อยากรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ จึงเริ่มทำงานเชิงรุกมาตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้าในต่างประเทศ การเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการขยายตลาดใหม่ในจีนฝั่งตะวันตก รวมถึงส่งทีมกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศไปเจรจากับทางด่านทั้งลาว เวียดนาม และจีน เพื่อรองรับผลผลิตในฤดูกาลผลไม้“ นางศุภจี กล่าว
          สำหรับกรณีการทำตลาดผ่าน Live Commerce และอินฟลูเอนเซอร์ นางศุภจี กล่าวว่า การทำตลาดรูปแบบใหม่ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มอุปสงค์และสร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภค หากมีการทำการตลาดที่เหมาะสม รัฐบาลมีเป้าหมายช่วยระบายผลผลิตโดยไม่ให้กระทบโครงสร้างราคาตลาดหลัก
          ขณะเดียวกัน ยังขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้ประกอบการรักษาคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันการตัดทุเรียนอ่อน ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดต่างประเทศ พร้อมชี้ว่า ไทยต้องใช้จุดแข็งด้านคุณภาพในการแข่งขัน หลังเวียดนามเผชิญปัญหาการตรวจพบสารแคดเมียมในผลผลิตบางส่วน
          ด้านสถานการณ์มังคุด นางศุภจี ระบุว่า ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในช่วงวันที่ 21 พฤษภาคม–10 มิถุนายนนี้ โดยเฉพาะมังคุด จึงต้องเร่งวางมาตรการรองรับ ทั้งการเปิดลานมังคุด การเชื่อมโยงตลาดกับโมเดิร์นเทรด การผลักดันการส่งออก การกระจายผลผลิตผ่านโครงการ“ไทยช่วยไทย” และความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) (ไปรษณีย์ไทย) และภาคเอกชน 
         และเพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภคและช่วยโปรโมท กระทรวงพาณิชย์จะประสานเครือข่ายผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่ม (F&B provider) ทำเมนูอาหารของหวานหรือเครื่องดื่มจากผลไม้
          นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางจัดตั้ง Fruit Processing Center หรือศูนย์พัฒนาคุณภาพไม้ผลจังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นต้นแบบรองรับผลผลิตส่วนเกินในช่วงผลผลิตออกมาก ผ่านการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยหอการค้าจังหวัดจันทบุรีเสนอให้มีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการแปรรูป เช่น ห้อง Pre-cooling ระบบบรรจุภัณฑ์ และเครื่องจักรแปรรูปที่ทันสมัย ส่งเสริมการจัดตั้งลานประมูลมังคุด เพื่อเป็นกลไกส่งเสริมให้เกษตรกรมีช่องทางการขายเพิ่มขึ้น และผู้ซื้อสามารถมาเลือกซื้อตรงกับกลุ่มเกษตรกร ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านราคา 
          “รัฐบาลต้องการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งเรื่องการผลิต การตลาด การแปรรูป การบริหารจัดการน้ำ รวมถึงต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกันอย่างเต็มที่” นางศุภจี กล่าว
          ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าบริหารจัดการผลไม้ปี 2569 ผ่านมาตรการต่าง ๆ ทั้งการกระจายผลผลิตในประเทศ การทำตลาดร่วมกับโมเดิร์นเทรด การสนับสนุนการส่งออก การรณรงค์บริโภคผลไม้ไทย และการส่งเสริมการแปรรูป เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและสร้างรายได้ที่เหมาะสมให้เกษตรกรไทยตลอดฤดูกาลผลไม้ปีนี้
          ด้านสถานการณ์มังคุด ปี 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่าผลผลิตทั้งประเทศอยู่ที่ 318,000 ตัน ลดลง 6% ขณะที่ผลผลิตภาคตะวันออกอยู่ที่ 175,000 ตัน ลดลง 33% โดยผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายน คิดเป็น 58% ของผลผลิตภาคตะวันออก ทั้งนี้ มังคุดไทยพึ่งพาตลาดส่งออกสูงถึง 86% ส่วนการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 14%
          สำหรับสถานการณ์ตลาด ราคามังคุดที่ล้งรับซื้อ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่กิโลกรัมละ 80-85 บาท สำหรับมันรวม กากลาย 60-70 บาท คละ 60-75 บาท และมังคุดตกไซส์ 20-30 บาท ขณะที่การส่งออกมังคุดช่วงวันที่ 1 มกราคม–26 เมษายน 2569 มีจำนวน 590 ชิปเมนต์ ปริมาณรวม 10,042 ตัน มูลค่า 616 ล้านบาท โดยในช่วงวันที่ 20-26 เมษายน 2569 มีการส่งออก 1,190 ตัน มูลค่า 86 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ไทยส่งออกมังคุดรวม 226,442 ตัน มูลค่า 17,018 ล้านบาท

 


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line Line

คะแนนโหวต :
starstarstarstarstar