Header Image
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวรองรับมาตรการทางการค้า ในวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ณ กระทรวงพาณิชย์
watermark

          นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมหารือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวรองรับมาตรการทางการค้า โดยมีหมุดหมายสำคัญของการสร้าง “พันธมิตรการค้าแห่งชาติ” ภายใต้แนวคิด “รวมพลัง เสริมแกร่ง สู่ความยั่งยืน : Synergy for Sustainability” ซึ่งการประชุมครั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ จำนวน 6 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และธนาคารเพื่อการส่งออกและการนำเข้าแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนจำนวน 5 หน่วยงาน ได้แก่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เข้าร่วมประชุม รับฟังความคืบหน้า ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้า อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว
          การหารือมุ่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม การบังคับใช้กฎหมายเพื่อสกัดกั้นสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย โครงการเพิ่ม Local Content ไทยสู่ตลาดสหรัฐฯ (RVC-UP) ตลอดจนแผนทำงานร่วมกันเพื่อรับมือความท้าทายในระบบการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
          นางศุภจี เปิดเผยว่า วันนี้เป็นความตั้งใจในการผลักดันความร่วมมืออย่างจริงจัง เรากำลังเผชิญกับสภาวะการค้าของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก เราต้องปรับตัว ต้องเข้มแข็ง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน วันนี้มีความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังโดยกรมศุลกากร สมาคมต่างๆ รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมให้ความเห็นและรับฟังความคืบหน้านโยบาย ถือเป็นการร่วมมือกันจัดการกับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่”
          รมว.ศุภจี ระบุว่า ปัญหาที่ไทยต้องเร่งจัดการร่วมกันมี 3 เรื่องหลัก ได้แก่
             1.สินค้าราคาถูก ด้อยคุณภาพ และผิดกฎหมาย โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่เสี่ยงต่อมาตรฐานและความปลอดภัยของประชาชน
             2.การนำเข้าสินค้าที่แข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม สร้างความเสียหายต่อผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม
             3.การสวมสิทธิถิ่นกำเนิดสินค้า (Transshipment) กระทบต่อขีดความสามารถและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย
           นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้รับฟังผลความคืบหน้าที่ชัดเจน ทั้งการคัดกรองสินค้านำเข้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าประเทศ และการพัฒนาระบบตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อสกัดการสวมสิทธิ พร้อมเดินหน้ายกระดับมาตรฐานการควบคุมสินค้าในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนได้รับสินค้าที่ดี มีคุณภาพ และปลอดภัย โดยสินค้านำเข้าต้องอยู่ในมาตรฐานเดียวกับผู้ผลิตไทย ซึ่งในรายละเอียดแผนงาน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะรับไปขับเคลื่อนต่อในการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ครั้งที่ 1/2568 ในวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ กระทรวงการคลัง โดยมี รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) เป็นประธาน
          ด้านนางกิจจาลักษณ์ ศรีนุชศาสตร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร กล่าวถึงมาตรการควบคุมสินค้าออนไลน์ว่า
          กรมศุลกากรได้เชิญตัวแทนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเข้าหารือและขอความร่วมมือให้แจ้งข้อมูลการขายมายังกรมศุลกากรโดยตรง เพื่อป้องกันการหลุดรอดของสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมขอให้สินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มผ่านการตรวจสอบอย่างถูกต้อง หากสินค้าใดไม่ผ่านมาตรฐานจะไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ
          นอกจากนี้ กรมศุลกากรกำลังปรับระบบภาษีศุลกากรใหม่ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 จะเริ่ม จัดเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าตั้งแต่บาทแรก จากเดิมที่เก็บเฉพาะสินค้ามูลค่าเกิน 1,500 บาท เพื่อปิดช่องว่างสินค้าราคาถูกคุณภาพต่ำหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศ ทำให้หลังจากนี้สินค้าราคาตั้งแต่ 1 บาทเป็นต้นไป เข้าข่ายต้องชำระภาษีศุลกากรนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งภาษีสรรพสามิต
          และนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันนี้ได้ฟังวิธีคิดและการทำงานของกระทรวงพาณิชย์แล้วมีความมั่นใจ เห็นว่าความเห็นของเอกชนได้รับการตอบรับอย่างจริงจัง ทีมงานรู้ปัญหาและการเคลื่อนไหวของเอกชนดี ถือเป็นมิติใหม่ของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าอีคอมเมิร์ซที่เข้าประเทศต้องผ่านมาตรฐานต่างๆ ของไทย เช่น มอก. อย. พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันควบคุมเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย
          ซึ่งการประชุมครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการประกาศจุดยืนร่วมกันสร้างระบบการค้าไทยที่โปร่งใส เป็นธรรม และแข่งขันได้อย่างยั่งยืน กระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการยกระดับความรู้แก่ผู้ประกอบการ อำนวยความสะดวกทางการค้า และปรับปรุงมาตรฐานเพื่อลดอุปสรรคไม่จำเป็น ขณะที่เอกชนจะร่วมพัฒนาคุณภาพสินค้า เทคโนโลยีการผลิต และเพิ่มการใช้วัตถุดิบไทย (Local Content) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลก

 


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image

Line Line

คะแนนโหวต :
starstarstarstarstar