Header Image
โครงสร้างการส่งออกของจีนและผลกระทบด้านห่วงโซ่อุปทานต่อบริษัทต่างชาติ
watermark

จีนปรับโครงสร้างการส่งออกดันสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง–อาเซียนเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานกระทบธุรกิจต่างชาติ
สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง รายงานว่า เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ แพลตฟอร์ม China Briefing ของกลุ่ม Ascentium เผยแพร่ข้อมูลและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการส่งออกของจีนใน
ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน ๒๕๖๙ โดยพบว่าโครงสร้างการส่งออกของจีนมีแนวโน้มมุ่งสู่สินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ในขณะที่อาเซียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลต่อ
บริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจหรือจัดหาสินค้าจากจีน โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้
๑. ภาพรวมและการปรับโครงสร้างการส่งออกของจีน
๑) สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงเป็นแรงขับเคลื่อนการส่งออกของจีน

ภาคการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออก และสะท้อน
ขีดความสามารถในการแข่งขันของจีน โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์ขนส่ง และเครื่องจักรไฟฟ้าและชิ้นส่วนมูลค่าสูง ซึ่งได้รับแรงหนุนจากสินค้าเซมิคอนดักเตอร์ รองลงมา ได้แก่ ยานพาหนะทางบก และเครื่องจักรสำนักงาน/เครื่องจักรประมวลผลข้อมูล ตามแนวโน้มความต้องการด้านฮาร์ดแวร์และการขนส่ง
ของตลาดโลก ทั้งนี้ การส่งออกของจีนมีการกระจุกตัวมากขึ้นในกลุ่มสินค้าที่มีกระบวนการผลิตขั้นสูง
๒) อาเซียนมีบทบาทเพิ่มขึ้นเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทาน
การจัดทำโครงสร้างพันธมิตรที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลางส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานมีการเปลี่ยนแปลง 
โดยอาเซียนมีความเชื่อมโยงกับจีนใน ๓ รูปแบบหลัก ได้แก่
(๑) การบูรณาการสินค้าขั้นกลางเพื่อประกอบและส่งออก
(๒) จีนย้ายฐานการลงทุนไปยังอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งในระดับบนของห่วงโซ่อุปทาน ร่วมกับฐานการผลิตในภูมิภาค รวมทั้งสร้างอาเซียนเป็นประตูสำหรับการส่งออกแห่งใหม่
(๓) การส่งผ่านสินค้าเพื่อเลี่ยงภาษี (Transshipment)
๓) กฎถิ่นกำเนิดสินค้าเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของห่วงโซ่อุปทาน
กฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) มีความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากส่งผลต่ออัตราภาษี ความเสี่ยงจากมาตรการตอบโต้การหลีกเลี่ยงการทุ่มตลาด และการได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนความน่าเชื่อถือของฐานการผลิต

๒. มุมมองและข้อเสนอแนะสำหรับภาคธุรกิจ
กลุ่ม Ascentium เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการส่งออกและเครือข่ายพันธมิตรของจีน
อาจส่งผลกระทบต่อบริษัทที่ประกอบการอยู่ในจีน หรือมีการจัดหาชิ้นส่วนและสินค้าจากจีน จึงเสนอแนะแนวทางสำหรับผู้ประกอบการ ๕ ประเด็น ดังนี้
๑) จัดทำแผนผังห่วงโซ่อุปทานอย่างละเอียด
ภาคธุรกิจควรจัดทำและเชื่อมโยงแผนผังห่วงโซ่อุปทานของตนอย่างละเอียด รวมทั้งจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการแปรสภาพสินค้าและที่มาของวัตถุดิบ เพื่อช่วยลดปัญหาการสำแดงถิ่นกำเนิดสินค้าผิดพลาด
๒) ปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด
ภาคธุรกิจควรปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเคร่งครัด และจัดเตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อมสำหรับการตรวจสอบจากศุลกากร
๓) การสร้างฐานการผลิตในภูมิภาคต้องมีการผลิตจริง
กลยุทธ์การสร้างฐานการผลิตในภูมิภาคควรอยู่บนพื้นฐานของการมีกระบวนการผลิตในประเทศที่ตั้งของสถานที่ผลิตสินค้าในระดับที่มากเพียงพอ มีการจ้างแรงงาน และมีการแปรรูปสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเพียงพอ
๔) กระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี การผลิต และมาตรการทางการค้า
กลยุทธ์ด้านการจัดหาสินค้าและการลงทุนควรมุ่งเน้นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยีและการกระจุกตัวของกำลังการผลิตในจีน รวมถึงความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าที่มุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมบางสาขาเป็นการเฉพาะ
๕) ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานอย่างสม่ำเสมอ
ภาคธุรกิจควรตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากกฎระเบียบและมาตรการทางการค้าของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตามรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจควรมีระบบตรวจสอบภายใน การทดสอบสถานการณ์จำลองความเสี่ยงด้านภาษีและกฎระเบียบ (Scenario Testing) และการบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายกฎหมาย และ
ฝ่ายการค้าต่างประเทศ ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน


ที่มา: รายงานของสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงปักกิ่ง อ้างอิงข้อมูลและบทวิเคราะห์จากแพลตฟอร์ม China Briefing ของกลุ่ม Ascentium

 


โครงสร้างการส่งออกของจีน และผลกระทบด้านห(1).pdf วันที่แผยแพร่ 21/10/2569 ดาวน์โหลด

Line Line

คะแนนโหวต :
starstarstarstarstar