
ในวันที่ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น และให้ความสำคัญกับความยั่งยืน “อาหารแห่งอนาคต” หรือ Future Food จึงไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมดาวรุ่งที่ทั่วโลกจับตามอง และประเทศไทยเองก็มีศักยภาพไม่น้อยในสนามใหม่นี้
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มการจดสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactive Compounds) พบว่า เทคโนโลยีด้านนี้เติบโตต่อเนื่องตามกระแสสุขภาพและความยั่งยืน ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
ข้อมูลสิทธิบัตรทั่วโลกสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่า อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเชิงฟังก์ชัน โปรตีนทางเลือก และอาหารออร์แกนิก ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ “สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ” ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึงกว่า 5 แสนล้านบาทภายในปี 2570
แม้อัตราการเติบโตของตลาดเริ่มทรงตัว แต่การแข่งขันกลับยิ่งเข้มข้น ประเทศที่ถือครองสิทธิบัตรมากที่สุด ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ ขณะที่อินเดียและฟิลิปปินส์เริ่มขึ้นแท่นเป็นดาวรุ่งใหม่ในอุตสาหกรรมนี้
สำหรับประเทศไทย “อาหารแห่งอนาคต” ยังเป็นพื้นที่เปิดกว้างให้ผู้ประกอบการและนักวิจัยได้ต่อยอดนวัตกรรม โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาพบว่า เทคโนโลยีที่มาแรงในขณะนี้มีอยู่ 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- โปรตีนจากพืชและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Plant-based Proteins & Bioactive Compounds) กลุ่มที่กลับมาเติบโตหลังยุคโควิด-19 จากกระแสรักสุขภาพ มีสิทธิบัตรทั่วโลกราว 2,100–2,900 ฉบับต่อปี
- โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) การออกแบบสูตรอาหารให้เหมาะกับแต่ละคน มีสิทธิบัตรราว 800–900 ฉบับต่อปี
- เทคโนโลยีการหมัก (Fermentation Technology) ที่ใช้จุลินทรีย์พัฒนาอาหารและสร้างสารออกฤทธิ์ใหม่ ๆ โดยจีนถือเป็นศูนย์กลางหลักของโลก มีสิทธิบัตรราว 200–300 ฉบับต่อปี
- เทคโนโลยีการพิมพ์อาหาร 3 มิติ (3D Food Printing & Precision Nutrition) ที่ช่วยออกแบบอาหารเฉพาะบุคคล เช่น แท่งอาหารสำหรับนักกีฬา หรืออาหารเสริมสารอาหารสำหรับผู้สูงอายุ
ในโลกที่การแข่งขันด้านนวัตกรรมรุนแรงขึ้นทุกวัน สิทธิบัตรจึงกลายเป็น “อาวุธสำคัญ” ที่จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ครองความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ กระทรวงพาณิชย์มองว่า อาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เพียงกระแส แต่คือ “สนามแข่งขันระดับโลก” ที่ไทยต้องเร่งสร้างความพร้อม โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ ตามนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs
ประเทศไทยมีจุดแข็งจากภูมิปัญญาและทรัพยากรท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ เช่น การวิจัยสารออกฤทธิ์จากพืชพื้นถิ่นอย่างกระชายหรือใบบัวบก และการพัฒนานวัตกรรมการหมักจากสินค้า GI (Geographical Indication) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง กรมทรัพย์สินทางปัญญาชี้ว่า ผู้ประกอบการไทยควรปรับแนวคิดจาก “ผลิตมากเพื่อขายวัตถุดิบ” ไปสู่ “คิดวิจัยให้มากเพื่อขายสิทธิบัตร” เพื่อให้คนไทยได้เป็นเจ้าของนวัตกรรมที่โลกต้องการ
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 มีการยื่นคำขอสิทธิบัตรในกลุ่มอาหารแห่งอนาคตแล้วกว่า 190 คำขอ (ของคนไทย 33 คำขอ) และอนุสิทธิบัตร 470 คำขอ (ของคนไทย 441 คำขอ) โดยมีการจดทะเบียนสำเร็จแล้ว 93 ฉบับ และอนุสิทธิบัตร 163 ฉบับ ซึ่งทั้งหมดเป็นของคนไทย
เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมให้เกิดเร็วขึ้น กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้เปิดช่องทาง Fast Track สำหรับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต เพื่อลดระยะเวลาการพิจารณาสิทธิบัตรจากเฉลี่ย 38.5 เดือน เหลือเพียง 12 เดือน และอนุสิทธิบัตรจาก 12 เดือนเหลือเพียง 6 เดือน ปัจจุบันมีผู้ยื่นคำขอผ่านระบบนี้แล้ว 18 คำขอ และได้รับอนุมัติอนุสิทธิบัตรแล้ว 16 ฉบับ ตัวอย่างเช่น ไอศกรีมนมอัลมอนด์เสริมโปรตีนจากจิ้งหรีด สารสกัดต้านอนุมูลอิสระ ข้าวเหนียวกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์คล้ายเนื้อสัตว์ และสูตรจุลินทรีย์โพรไบโอติก
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “อาหารแห่งอนาคต” ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป หากประเทศไทยสามารถผสานความรู้ ภูมิปัญญา และทรัพย์สินทางปัญญาเข้าด้วยกันอย่างมีกลยุทธ์ ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นเจ้าของนวัตกรรมระดับโลกได้ในไม่ช้า และในวันนั้น “นวัตกรรมไทย” อาจเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารในอนาคตของโลกใบนี้