

”ภูมิธรรม“ โชว์วิชั่น กล้าคิดกล้าทำ ให้ไทยมุ่งสู่การค้ามูลค่าสูง ก้าวให้ทันระเบียบโลกใหม่ พ้นกับดักรายได้ปานกลาง รัฐบาลพร้อมหนุนเอกชนทำเงินให้ประเทศ
วันที่ 25 มกราคม 2567 เวลา 15.30 น.
นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วิชั่นใหม่ประเทศไทยสู่การค้ามูลค่าสูง : Building a High Value-added Economy” ในงานสัมมนาThe Better Future Forward 2024 โดยมีนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมด้วย ที่ SCB Next Tech ชั้น 4 ศูนย์การค้าสยามพารากอน
นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้ตนได้พบกับท่านประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ท่านบอกว่ามั่นใจว่ารัฐบาลนี้มีความมั่นคงแข็งแรง สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เขาได้ ซึ่งรากฐานแรกที่สำคัญอยู่ที่ระบบการเมือง และปัจจุบันปัญหาความท้าทายของระบบเศรษฐกิจโลกมีเยอะ แต่โอกาสของประเทศไทยก็ยังมี ขึ้นอยู่กับคนไทยด้วยกันสร้างโอกาส แก้วิกฤตนำประเทศไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ในอดีตก็จะมีมากขึ้น
สำหรับให้ประเทศไทยการค้ามูลค่าสูง เราจะโฟกัสที่ทำอย่างไรที่จะเพิ่มมูลค่าสินค้า วันนี้เราเป็นประเทศเกษตรกรรม ต้องปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งระเบียบการค้าโลกใหม่ที่เกิดขึ้น ต้องก้าวให้ทัน ทำให้ปัจจัยในประเทศแข็งแรงก็จะสามารถทะลุทะลวงความท้าทายได้มากขึ้น
การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปี 2531 เราก้าวข้ามจากการเป็นประเทศรายได้ต่ำกลายเป็นประเทศรายได้ปานกลาง จนถึงปัจจุบัน 35 ปีมาแล้ว ยังติดกับดักรายได้ปานกลางไม่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ตนคิดว่าปัญหาคือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย วันนี้ท่านประธานาธิบดีแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ถามว่าสิทธิเสรีภาพของคนในสังคมได้รับการยอมรับมากแค่ไหน ซึ่งดีใจที่ได้เห็นกระบวนการยุติธรรมและคดีของคุณพิธาก็มองว่าทำให้บรรยากาศการลงทุนในประเทศดีขึ้น ซึ่งตนก็บอกว่า ยินดีที่เข้ามาช่วยกันทำงาน วันนี้ถ้าเราเลิกมองฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลแบบมิติเก่า ช่วยกันทำงานให้ประเทศก็จะทำให้เดินหน้าไปได้ เราต้องกล้าคิดแบบใหม่ กล้ามองให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง มั่นใจและเชื่อมั่นว่าเราสามารถยกระดับประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสมดุลระหว่างธุรกิจทุกภาคส่วน
กระทรวงพาณิชย์อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งผู้บริโภคต้องการสินค้าราคาถูก ผู้ผลิตต้องการต้นทุนต่ำ ขายราคาสูง ความต้องการที่หลากหลาย ต้องสร้างจุดสมดุลให้เกิดขึ้น วันนี้ไทยเป็นสังคมแห่งสันติ มองหาความปรองดองร่วมกัน โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ระเบียบกติกาการค้าก็เปลี่ยนเรื่อยๆ ทั้งด้านเทคโนโลยีมี AI ดิจิทัล ต้องดูเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก ปรับตัวหาตลาด ทั้งนี้คนเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และรัฐต้องเป็นรัฐสนับสนุน อำนวยความสะดวก ซึ่งรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เราให้เอกชนนำ รัฐซัพพอร์ต ให้เขามีแต้มต่อในการแข่งขัน ในภาคการเกษตร เช่น ชาวนาต่างมีองค์ความรู้ที่เป็นซอฟต์พาวเวอร์ของเขา แต่รัฐต้องเข้าไปช่วยให้เกิดพลังร่วมกัน องค์การคลังสินค้า (อคส.)ก็ควรทำให้เอสเอ็มอีรายเล็กช่วยให้เขาเติบโตได้มากขึ้น ไม่ใช่ไปทำถุงมือยาง ทำอะไรที่เป็นปัญหา ทำหน้าที่อย่างที่วัตถุประสงค์องค์กร ช่วยเหลือประชาชน และที่ไประนองเมื่อวานซืนก็ไปทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าระบายผลผลิตมังคุด และการระบายสินค้าเกษตรก็คิดวิธีการใหม่ๆ เช่น ระบายผ่านปั๊มน้ำมัน เป็นการบริการจัดการรับมือสินค้า ไม่ทำการตลาดแบบเดิม เพื่อช่วยกระจายสินค้า เร็วๆนี้จะมีการใช้อินฟลูเอนเซอร์จีน 30 ราย คนติดตาม 200-300 ล้านคน มาช่วยไลฟ์สดขายสินค้า รวมไปถึงซีรีส์วาย ก็จะเป็นเครื่องมือช่วยขายสินค้า ล่าสุดตนไปทานร้านอาหารไทยที่สหรัฐอเมริกา ก็มีการเอาอินฟลูเอนเซอร์ 27 คน มาทำคอนเทนต์อาหารไทย รวมถึงที่ไปจีน คุยกับบริษัทค้าน้ำมันที่มีสถานีบริการถึง 30,000 สถานี และร้านมินิมาร์ท 20,000 แห่ง เสนอช่วยกระจายสินค้า
และเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์มองว่า จุดเริ่มต้นของการค้ามูลค่าสูงอยู่ที่ทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมประสานกับส่วนต่างๆ องค์ความรู้ และมีสินค้าจีไอ (Geographical Indication) ที่ตอนนี้ขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 130 รายการ สินค้าเกษตรเช่น ข้าวหอมมะลิ(เชียงราย) ทุเรียนหมอนทอง(จันทบุรี) กาแฟดอยช้าง(เชียงราย) มะพร้าวน้ำหอม(ประจวบคีรีขันธ์) น้ำแร่ภูเขาไฟ(เลย) และปลาร้า(ขอนแก่น) เป็นต้น จะทำให้ค้าขายกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรในประเทศบริหารจัดการให้ดี รัฐส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดขึ้น เอกชนเป็นทัพหน้าเปิดตลาด ถ้าเราทำอย่างครบวงจรจะก้าวเข้าสู่การสร้างสินค้ามูลค่าสูงได้
“ตนมี 3 เรื่องที่ใช้ในการแก้ปัญหา
1.ต้องให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คิดทุกอย่างบนฐานที่ประชาชนได้ประโยชน์ ให้ประชาชนแข็งแรงก็จะเป็นกำลังซื้อที่แข็งแรงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดี
2.ต้องกล้าคิดนอกกรอบ ถ้าทำแบบเดิมก็จะเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา เหมือนเดิม ถ้าทำให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ยอมรับความแตกต่างหาจุดร่วม พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลท่านนายกฯ เราจะทำให้รัฐธรรมนูญมีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด โดยขึ้นอยู่กับความเป็นจริง
3.ต้องกล้าทำ ถ้าไม่กล้าทำสุวรรณภูมิก็ไม่เกิด ถ้าไม่กล้าทำ กล้าคิดนอกกรอบ ถ้าแม้แต่เรายังไม่เชื่อมั่นว่าตัวเองทำได้ แล้วจะให้คนอื่นไปทำได้อย่างไร ท่านนายกฯบอกว่า รัฐมนตรีทุกคนต้อง can do สร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติให้แตกต่างจากเดิมให้ได้ ซึ่งวันข้างหน้ามีความท้าทายมากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ต้องกล้าเดินไปข้างหน้า คิดให้ทะลุไม่กลัวสิ่งที่เกิดขึ้นและต้องให้โอกาสรัฐบาลที่จะทำ” นายภูมิธรรมกล่าว