
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการเยือนตลาดจินหม่าเจิ้งชา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ว่า "ตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการค้าผลไม้สำคัญของยูนนาน โดยมีพื้นที่รวม 120,000 ตารางเมตร และมีความหลากหลายของผลไม้มากกว่าตลาดอื่น ๆ โดยถือว่าเป็นตลาดใหญ่และดำเนินการตามนโยบายของประเทศจีน ในการสนับสนุนการนำเข้าผลไม้อาเซียน โดยตลาดได้จัดตั้ง "เขตผลไม้อาเซียน" เพิ่มขึ้นอีก 70,000 ตารางเมตร และขยายตลาดออนไลน์ คาดว่าโครงการนี้จะแล้วเสร็จและเปิดใช้งานภายในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการค้าผลไม้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสของประเทศไทย ที่มีตลาดผลไม้ขนาดใหญ่ติดกับประเทศไทย"
นายนภินทร กล่าวเพิ่มเติมว่า ”ปัจจุบันจีนถือเป็นตลาดส่งออกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดของไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเริ่มปลูกทุเรียนมากขึ้นและมีข้อได้เปรียบด้านระยะทางที่ใกล้กว่า ไทยจึงต้องรักษามาตรฐานคุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับความนิยมสูงในจีน ข้อที่เป็นปัญหาการส่งออกผลไม้ไทยที่กำลังเผชิญกับกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการตรวจแคดเมียมและสารตกค้าง ซึ่งใช้เวลาเพิ่มขึ้นจากเดิม 4 วัน เป็น 7-8 วัน ส่งผลให้ต้นทุนและระยะเวลาจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจีนกังวลเกี่ยวกับความสดใหม่ของผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียนที่ต้องควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาขนส่งอย่างเคร่งครัด ซึ่งผมได้แจ้งให้กับผู้ประกอบการทราบว่าการมาครั้งนี้เพื่อเป็นการลดปัญหาอุปสรรคที่เป็นข้อกังวลของทางผู้ประกอบการจีน”
“โดยปัจจุบันการขนส่งทางรถไฟลาว-จีน ได้รับการยอมรับว่ามีข้อได้เปรียบเรื่องเวลาและความสะดวกในการควบคุมอุณหภูมิ คาดว่าในปีนี้จะมีการนำเข้าทุเรียนไทยผ่านรถไฟถึง 390 ตู้ โดยล้งไทย เช่น Royal Manor Group และ Fujistar Holding กำลังขยายการส่งออกทุเรียนจากภาคตะวันออกและภาคใต้ของไทย เข้าสู่ประเทศจีน
นายนภินทร ได้กล่าวว่า ไทยมุ่งมั่นขยายการค้ากับจีน ผ่านเส้นทางรถไฟลาว-จีน เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้า โดยเฉพาะสินค้าผลไม้ นอกจากนี้ ไทยพร้อมผลิตผลไม้คุณภาพสูงเพื่อป้อนตลาดจีน โดยร่วมมือกับ Greenery Fruit ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำเข้าผลไม้รายใหญ่ของจีนร่วมมือกับผู้ส่งออกไทย ทำให้ยอดนำเข้าทุเรียนและมะพร้าวสูงถึง 700 ล้านหยวน บริษัทมีแผนเพิ่มยอดนำเข้าทุเรียนจาก 800 เป็น 1,200 ตู้ในปีนี้ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าและสุขภาพของผู้บริโภค Greenery ยังเปิดเผยแผนขยายตลาดด้วย 2 แนวทางหลัก ได้แก่ ใช้เทคโนโลยี AI ถ่ายทอดสดการขายผลไม้ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น และการผสมผสานการท่องเที่ยวกับเกษตรกรรม โดยเปิดโอกาสให้สมาชิก VIP กว่า 6 ล้านคน ได้สัมผัสประสบการณ์การเก็บผลไม้จากสวนโดยตรง
นายนภินทร เน้นย้ำว่า "การลดเวลาขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการผ่านด่าน" เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ผลไม้ไทยยังคงความสดใหม่และรักษามาตรฐานระดับพรีเมียม ภาครัฐไทย-จีน เดินหน้าผลักดันมาตรฐานการส่งออกซึ่งไทยได้ดำเนินอยู่ระหว่างการผลักดันมาตรการลดระยะเวลาการตรวจสอบผลไม้ที่ด่านชายแดนจีนจาก 100% เหลือ 30%เพื่อให้การขนส่งรวดเร็วขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลท้องถิ่นเมืองหมิงเซียง ที่จะช่วยประสานกับรัฐบาลกลางจีน นอกจากนี้ นโยบาย “สี่ไม่” ของกระทรวงเกษตรไทย ได้แก่ ไม่ตัดอ่อน ไม่มีแมลงศัตรูพืช ไม่สวมสิทธิ์ ไม่มีสารตกค้าง ที่เป็นมาตรการควบคุมคุณภาพผลไม้ส่งออก โดยมีการทำ "Big Cleaning" ทุกล้ง เพื่อป้องกันสารตกค้างและการย้อมสี BY2 ซึ่งภาครัฐต้องการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคจีนรับรู้ถึงความตั้งใจของไทยในการผลิตสินค้าคุณภาพ"