วันที่ 27 สิงหาคม 2568 – กระทรวงพาณิชย์ได้รับรางวัล “สำเภา–นาวาทอง” ประจำปี 2568 รวม 3 ประเภท ได้แก่ รางวัลระดับกระทรวง ระดับกรม และระดับภูมิภาค อันเป็นการตอกย้ำบทบาทในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานโดดเด่นด้านการลดอุปสรรคและการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ พร้อมทั้งสะท้อนถึงความสำเร็จในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
พิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 15 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมี นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธี และได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ประสิทธิภาพหน่วยงานภาครัฐกับการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน”
นายจตุพร กล่าวตอนหนึ่งว่า รางวัลดังกล่าวจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้หน่วยงานภาครัฐปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิต โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมเดินหน้าโครงการ MOC Fondue เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและเพิ่มการเข้าถึงบริการ พร้อมทั้งทดลองโครงการ Sandbox สินค้าเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย และปรับปรุงระบบการค้าภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำว่า การขับเคลื่อนภารกิจจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนและพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค
สำหรับรางวัลในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เข้ารับ รางวัลระดับกระทรวง จากผลงานการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และนโยบายที่ชัดเจน อันนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ ลดข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของ รางวัลระดับกรม กรมการค้าต่างประเทศได้รับการเชิดชูเกียรติจากการจัดทำแผนการอำนวยความสะดวกทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมทั้งพัฒนานวัตกรรมบริการดิจิทัล e-DFT ครอบคลุมบริการหลัก 14 รายการ อาทิ การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการส่งออก–นำเข้า และการออกหนังสือสำคัญการค้าระหว่างประเทศ ผ่านระบบ Single Entry ด้วย One ID ที่ช่วยลดขั้นตอน ระยะเวลา เอกสาร และการเดินทาง (No Visit)
ขณะเดียวกัน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด 9 แห่ง ได้แก่ จันทบุรี ชัยภูมิ อุดรธานี พิษณุโลก ระนอง ชุมพร เชียงราย ปทุมธานี และพัทลุง ได้รับ รางวัลระดับภูมิภาค จากการให้บริการภาคธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ที่สามารถเข้าถึงและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า Ease of Doing Business และ Ease of Investment ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นจากนานาชาติ โดยในปีที่ผ่านมา หอการค้าไทยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐจำนวน 22 หน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลและลดขั้นตอนกว่า 500 รายการ ส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถประหยัดต้นทุนได้กว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานภาครัฐให้ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ด้านนายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการสนับสนุนการลงทุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ กล่าวว่า การพิจารณารางวัล “สำเภา–นาวาทอง” อาศัยหลักเกณฑ์ 3E ได้แก่ Efficiency (ประสิทธิภาพ) Evolution (การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล) และ Effectiveness (ผลสัมฤทธิ์) เพื่อสะท้อนแนวคิด “มุ่งอนาคต รุกนำการเปลี่ยนแปลง” (Proactive & Predictive)
ทั้งนี้ รางวัล “สำเภา–นาวาทอง” ประจำปี 2568 แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับกระทรวง ระดับกรม ระดับกระบวนงาน และระดับภูมิภาค รวมมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน