

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เผยสถิติส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรปี 2568 ชี้เทรนด์โลกเปลี่ยน หนุนสินค้าแปรรูปโตแกร่งสวนทางสินค้าเกษตรพื้นฐาน ด้าน “อินเดีย” ผงาดตลาดดาวรุ่งพุ่งแรง ขณะที่ “ข้าว” เผชิญมรสุมอันดับร่วง
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2568 ว่า มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 52,072.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,709,075 ล้านบาท) แม้ในภาพรวมจะหดตัวเล็กน้อย 0.4% แต่สิ่งที่น่าจับตาคือ "สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร" ที่ขยายตัวได้ถึง 4.1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สะท้อนว่าไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากผู้ขายวัตถุดิบสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปสถานการณ์ส่งออกเกษตรไทย ปี 2568: อุตสาหกรรมเกษตรแกร่ง สวนทางเกษตรพื้นฐาน
มูลค่ารวม: 1,709,075 ล้านบาท (หดตัวเล็กน้อย 0.4%)
กลุ่มเกษตรแปรรูป (ดาวรุ่ง): โต 4.1% (ขยายตัวต่อเนื่องปีที่ 2)
กลุ่มเกษตรต้นน้ำ (ท้าทาย): ลดลง 4.1% (ข้าวและมันสำปะหลังชะลอตัว)
ส่วนที่ 1: อุตสาหกรรมเกษตร "เครื่องยนต์หลักตัวใหม่"
กลุ่มนี้ถือเป็นความหวังใหม่ของภาคการค้าไทย โดยมีสินค้าและตลาดที่น่าสนใจดังนี้
อันดับ 1 ยังคงเป็น อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (สัดส่วน 15.63%) ตามมาด้วยอาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี
สินค้าดาวรุ่ง (Growth): กากน้ำตาล (+48.0%) และไขมัน-น้ำมันจากพืชและสัตว์ (+41.9%) เติบโตอย่างโดดเด่น
ตลาดหลัก: สหรัฐฯ ยังครองแชมป์อันดับ 1 แต่ อินเดีย คือม้ามืดที่ขยายตัวสูงถึง 53.5% จนก้าวขึ้นมาเป็นตลาดสำคัญอันดับ 4
แม้ภาพรวมจะหดตัวหลังจากโตต่อเนื่องมา 4 ปี แต่ยังมีช่องว่างในกลุ่ม Niche Market:
วิกฤตข้าว: มูลค่าส่งออกร่วงหนัก 30.0% ทำให้อันดับร่วงจากที่ 2 มาอยู่ที่อันดับ 4 ของกลุ่มเกษตร
โอกาสในวิกฤต: พืชน้ำมันขยายตัวพุ่งกระฉูด 121.1% รวมถึงเครื่องเทศและสมุนไพรที่ยังไปได้สวย
ตลาดศักยภาพ: ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา (+61.9%) และ เวียดนาม (+53.9%) กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่เติบโตสูงสุด
1.การเปลี่ยนผ่านโครงสร้าง: สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร (อาหารและเครื่องดื่ม) กลายเป็นเครื่องยนต์หลัก แทนที่สินค้าโภคภัณฑ์แบบเดิมที่ราคาผันผวน
2.สัญญาณเตือนจากตลาดจีน: แม้จีนจะเป็นตลาดเบอร์ 1 (สัดส่วน 23.72%) แต่เริ่มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ไทยจึงต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่อย่างอินเดียและอาเซียน
3.ความท้าทายเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทย: "ข้าวและมันสำปะหลัง" สินค้าหลักเดิมเผชิญแรงกดดันสูง ต้องเร่งยกระดับสู่สินค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) และลดการแข่งด้านปริมาณเพียงอย่างเดียว เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว
"เราพบสัญญาณบวกจากการที่สินค้าไทยขยับสู่สินค้ามูลค่าสูงขึ้น นี่คือทิศทางที่ถูกต้อง แต่ต้องไม่ประมาท ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินค้าและตลาด (Diversification) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน" ผอ.สนค. กล่าวทิ้งท้าย