

จากปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำของประเทศไทย ทาง กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินหน้ากางแผนบูรณาการ แก้ปัญหามะพร้าวน้ำหอมราคาตกต่ำอย่างจริงจัง ลุยตรวจล้งมะพร้าวเข้าข่ายนอมินี มุ่งเป้าบริหารจัดการกว่า 2.2 ล้านลูก พร้อมยกระดับ GI สู่ตลาดโลก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างใกล้ชิด ยืนยันสถานะการเข้าช่วยเหลือเกษตรกรแบบ "เชิงรุก" โดยสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการร่วมกันและร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ
พร้อมกับเปิดจุดรับซื้อ ใน 4 จังหวัดหลัก คือ ราชบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และสงขลา พร้อมตั้งจุดจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และในงานธงฟ้า
ซึ่งมีการดำเนินการ ที่สำคัญ ดังนี้
1. การบริหารจัดการตลาดในประเทศ (แบ่งออกเป็น 3 ระยะสำคัญ)
กรมการค้าภายในได้วางกลไก "ดูดซับผลผลิต" เพื่อพยุงราคาไม่ให้ทรุดตัวลงในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด:
ระยะที่ 1 (ก.ค. – ก.ย. 2568): ดูดซับผลผลิตไปแล้ว 830,000 ลูก * เน้นการเปิดจุดรับซื้อในราคานำตลาด ณ อ.บางแพ จ.ราชบุรี
จัดกิจกรรม Pre-Order และโครงการ CSR ร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนรายใหญ่
ระยะที่ 2 (พ.ย. – ธ.ค. 2568): ระบายผลผลิตเพิ่มอีก 460,000 ลูก ใช้ระบบ "พาณิชย์จังหวัด" เชื่อมโยงสินค้าจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรงผ่านแอปพลิเคชัน MOC GO ร่วมกับสถานีบริการน้ำมัน (PT, Susco, PTT, บางจาก) แจกมะพร้าวแทนน้ำดื่มในเขต กทม. และปริมณฑล
สร้างกระแสการบริโภคผ่านรายการ MasterChef Thailand Season 7
ระยะที่ 3 (ม.ค. 2569 – ปัจจุบัน): ตั้งเป้าบริหารจัดการ 1,000,000 ลูก ขยายจุดรับซื้อครอบคลุม 4 จังหวัดหลัก คือ ราชบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม และสงขลา ดึงกลุ่ม Modern Trade (ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ) ตลาดกลาง และตลาดสดทั่วประเทศ เข้ามารับซื้อถึงหน้าสวน
2. ยุทธศาสตร์การส่งออก: ลดการพึ่งพาตลาดเดียว
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กำลังปรับพอร์ตการส่งออกเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีนเพียงอย่างเดียว:
ตลาดเป้าหมายใหม่: รุกตลาดตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพสูง
กิจกรรม Business Matching: เตรียมจัดงานเจรจาธุรกิจสินค้าเกษตร (ปีที่ 7) ในวันที่ 5 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ
ทูตพาณิชย์เชิญผู้นำเข้าจากทั่วโลกเข้าร่วมทั้งออฟไลน์และออนไลน์
มีผู้ส่งออกไทยเข้าร่วม 101 บริษัท (เป็นกลุ่มมะพร้าวถึง 38 บริษัท)
3. มาตรการเข้มงวดด้านการนำเข้า
เพื่อไม่ให้ผลผลิตจากต่างประเทศกระทบราคาในไทย จึงมีการกำหนดมาตรการเข้มงวดกรมการค้าต่างประเทศจึงใช้มาตรการ "กำแพงภาษีและด่านตรวจ"
จำกัดด่านนำเข้า: กำหนดให้การนำเข้ามะพร้าว (ทุกกรอบความตกลง) ต้องผ่านเพียง 2 ด่าน คือ ท่าเรือกรุงเทพ และ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อคัดกรองการลักลอบ
เงื่อนไขพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ
ขอความร่วมมือโรงงานแปรรูปให้ "ชะลอการนำเข้า" ในช่วงที่ผลผลิตไทยออกสู่ตลาดมาก
ตั้งแต่มกราคม 2566 ผู้ประกอบการต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการนำเข้า และ "ต้องรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทยในราคายุติธรรม" ก่อนจึงจะได้รับอนุญาตให้นำเข้านอกโควตา WTO
4. ตรวจสอบเข้มกิจการล้งและกลุ่มทุนต่างชาติ (นอมินี)
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในการประกอบธุรกิจ:
การตรวจสอบใน จ.ราชบุรี: ลงพื้นที่ตรวจสอบล้งมะพร้าว 3 แห่ง และบริษัทที่มีลักษณะเข้าข่ายนอมินี 4 แห่ง
การตรวจสอบกลุ่มเสี่ยง: ตรวจสอบบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นไม่ถึงร้อยละ 50 (สถานะเป็นไทย) จำนวน 217 บริษัท ในจังหวัดราชบุรี
การถือครองที่ดิน: ตรวจสอบการถือครองที่ดินตั้งแต่ 5 ไร่ขึ้นไป พบบริษัทที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น 3 ราย ครอบครองที่ดิน 3 แปลง ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึก
มาตรการขั้นเด็ดขาด: เตรียมลงพื้นที่ตรวจสอบกลุ่มทุนต่างชาติที่ทำการเกษตรผลิตมะพร้าวน้ำหอมเอง ซึ่งถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวฯ โดยจะดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อคุ้มครองเกษตรกรไทย
5. การยกระดับมูลค่าด้วยสินค้าอัตลักษณ์ GI
ยกระดับมะพร้าวน้ำหอมให้เป็นสินค้าพรีเมียมที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล ช่วยสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ในตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง และยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
สินค้า GI ในปัจจุบัน: มีการขึ้นทะเบียนแล้ว 4 รายการ ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี, บ้านแพ้ว, บางคล้า และสามพราน
ความสำเร็จในระดับสากล: เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 "มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี" ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ใน สหภาพยุโรป (EU) อย่างเป็นทางการ