

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวม 90,247.03 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 8.36% จากปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิสูงถึง 82.26% ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิ
ตลาดหลักที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด อันดับ 1 คือ อาเซียน ภายใต้ความตกลง ATIGA มูลค่า 33,156.72 ล้านดอลลาร์ รองลงมาเป็น อาเซียน–จีน (ACFTA) มูลค่า 25,131.48 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมีสัดส่วนการใช้สิทธิสูงถึง 96.11% อันดับ 3 อาเซียน–อินเดีย (AIFTA) มูลค่า 9,855.05 ล้านดอลลาร์ อันดับ 4 ไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) มูลค่า 6,859.32 ล้านดอลลาร์ และอันดับ 5 ไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่า 5,613.73 ล้านดอลลาร์
สำหรับสินค้าที่มีการใช้สิทธิ FTA สูงสุด ได้แก่ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ทุเรียนสด ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ แพลทินัมยังไม่ขึ้นรูป และเนื้อไก่ปรุงแต่ง
เมื่อแยกตามกลุ่มสินค้า พบว่า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป มูลค่ารวม 24,606.27 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 27.27% โดยมี ทุเรียน ไก่แปรรูป ผลไม้สด และน้ำตาล เป็นตัวหลัก ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม มูลค่า 65,640.75 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วน 72.73% นำโดย ยานยนต์ ยาง เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ทั้งนี้ “ทุเรียนสด” ยังคงเป็นสินค้าดาวเด่นในการส่งออกไปจีน ภายใต้ ACFTA ด้วยมูลค่ากว่า 4,264.20 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน สินค้ากลุ่มอัญมณีและโลหะมีค่า เช่น เครื่องเพชรพลอย และแพลทินัม มีการเติบโตโดดเด่นในตลาดอินเดีย ภายใต้ AIFTA โดยขยายตัวสูงถึง 162,893.21% และ 395.4% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าศักยภาพที่เติบโตต่อเนื่อง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และเครื่องจักร จากแรงหนุนของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI รวมถึงอาหารแปรรูปและอาหารทะเลแช่แข็ง ที่สอดรับกับความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหารของโลก
นางอารดา กล่าวว่า ในด้านการขยายตลาดใหม่ ไทยยังเดินหน้าความตกลง FTA เพิ่มเติม ทั้งไทย–EFTA ไทย–ภูฏาน และไทย–ศรีลังกา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าใหม่ที่มีศักยภาพ โดยภูฏานเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านการนำเข้าสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เกษตร อาหาร สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ไฟฟ้า
ส่วนศรีลังกาที่เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญ เชื่อมโยงการค้าสู่ตลาดตะวันตก ซึ่งสินค้าไทยที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จาก FTA ไทย–ศรีลังกา ได้แก่ ยานยนต์ สิ่งทอ อัญมณี เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และเม็ดพลาสติก ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการบังคับใช้
นางอารดา กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรมและสัมมนา เพื่อเพิ่มความเข้าใจการใช้สิทธิ FTA โดยตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 1,200 รายในปีงบประมาณ 2569 โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ทั้งนี้ ได้เตรียมจัดสัมมนาใหญ่ "FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย” ในวันที่ 8 เมษายน 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ เพื่ออัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและแนวทางต่อยอดธุรกิจด้วย FTA