
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก กรุงเทพมหานคร นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดและกล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” ภายใต้หัวข้อ “Transforming Thailand: Competition Landscape Reform for a Future-Ready Economy” หรือ “เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย: ปฏิรูปการแข่งขัน สร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต” โดยมีรองศาสตราจารย์สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า กรรมการการแข่งขันทางการค้า นาวาอากาศตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ผู้แทนหน่วยงานกำกับการแข่งขันทางการค้าจากต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ รวมถึงผู้แทนองค์กรระหว่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และสถาบันการศึกษา เข้าร่วม
นางศุภจี กล่าวว่า การปฏิรูปการแข่งขันทางการค้าไม่ใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือภารกิจของหน่วยงานกำกับดูแลแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่เป็นส่วนสำคัญของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต เพราะการแข่งขันเชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหม่ SMEs ธุรกิจขนาดใหญ่ นักลงทุน ไปจนถึงผู้บริโภค
โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีดิจิทัล AI และนวัตกรรม มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งผลให้รูปแบบการแข่งขันทางเศรษฐกิจเปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุด ไปสู่การสร้างความมั่นคง ความยืดหยุ่น และความน่าเชื่อถือ จากการแข่งขันด้วยขนาด ไปสู่การแข่งขันด้วยความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว และจากการขายสินค้าและบริการเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยคุณค่า นวัตกรรม มาตรฐาน และความไว้วางใจ
“ต้นทุนที่ต่ำที่สุดไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดอีกต่อไป แต่เราต้องทำอย่างไรให้เรามีความมั่นคงและความน่าเชื่อถือ ทั้งต่อธุรกิจและต่อประเทศ” นางศุภจีกล่าว
นางศุภจี กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศขนาดใหญ่ และธุรกิจจำนวนมากเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ไม่ได้หมายความว่าไทยจะไม่สามารถแข่งขันได้ สิ่งสำคัญคือความสามารถในการปรับตัวให้เร็ว เข้าใจเทรนด์ และเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นต้องเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการ รวมถึงสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค
สำหรับตลาดภายในประเทศ ต้องสร้างสมดุลและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเติบโตได้ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งมีประมาณ 3.3 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 34.8% ของ GDP จึงจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ง่ายขึ้น
นางศุภจี กล่าวว่า ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกในระดับสูง ดังนั้น การสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดภายในประเทศและการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญ โดย นโยบายการแข่งขันต้องเป็นเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ ไม่ใช่เพียงการกำกับดูแลเมื่อเกิดปัญหา แต่ต้องทำงานเชิงรุก เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถแข่งขันและเติบโตได้
ชู 3 การเปลี่ยนผ่าน สร้างการแข่งขันแห่งอนาคต
นางศุภจี กล่าวว่า เพื่อให้การแข่งขันเป็นพลังสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องขับเคลื่อน “3 การเปลี่ยนผ่าน” ได้แก่
1. จากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว สู่การเป็น Proactive Regulator โดย กขค. ต้องเข้าใจตลาดและออกแบบกรอบการกำกับดูแลก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น รวมถึงนำ “แว่นการแข่งขัน” มาพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบนโยบาย กฎหมาย และมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อไม่ให้กฎระเบียบกลายเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันหรือการเข้าสู่ตลาดโดยไม่จำเป็น
2. จากการคุ้มครองผู้ประกอบการ สู่การคุ้มครอง “โอกาสในการแข่งขัน” เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกขนาดมีโอกาสเข้าสู่ตลาดและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดย กขค. ต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงมาตรการด้าน Credit Term เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการทำธุรกิจและส่งเสริมการอยู่ร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับ SMEs ตลอดจนการดูแลปัญหาที่กระทบต่อการแข่งขัน อาทิ ธุรกิจที่ใช้ “นอมินี”
3. จากการกำกับดูแลแบบแยกส่วน สู่การบูรณาการการทำงาน โดยเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการขยายความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศการแข่งขันที่ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเข้าถึงโอกาสและเติบโตได้
นางศุภจี กล่าวว่า การขับเคลื่อนการแข่งขันทางการค้าในระยะต่อไป มี 3 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ 1. กติกาต้องทันกับตลาด โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่เทคโนโลยีและ AI เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 2. กติกาต้องเปิดโอกาส ให้ผู้ประกอบการรายใหม่และ SMEs สามารถเข้าสู่ตลาดและเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม และ 3. การแข่งขันต้องเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อให้ทุกมาตรการของรัฐสนับสนุนการเติบโตและขยายโอกาสของประเทศ
สำหรับประเด็นค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม กขค. ได้มีมาตรการต่อผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มบางรายให้ระงับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม (GP) เป็นเวลา 6 เดือน พร้อมบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อพิจารณาโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม ถูกต้อง และโปร่งใส ทั้งนี้ การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด และคำนึงถึงความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน
นางศุภจี กล่าวว่า ในฐานะผู้รับผิดชอบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เห็นว่าคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าไม่ควรเป็นหน่วยงานที่ทำงานโดยลำพัง แต่ต้องมีองคาพยพของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันผลักดัน เพื่อให้การกำกับดูแลการแข่งขันสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที เป็นธรรม และทั่วถึง
“เชื่อมั่นว่า การแข่งขันที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ และเป็นเชิงรุก จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ระบบเศรษฐกิจของเราเติบโต เรามาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปิดกว้าง เป็นธรรม แข่งขันได้ และพร้อมสำหรับอนาคต ลงมือปฏิบัติงานร่วมกัน และรับคำแนะนำจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วม เพื่อช่วยกันออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์ และพาประเทศไทยไปสู่การปฏิรูปการแข่งขันและพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยให้สำเร็จ” นางศุภจีกล่าว
สำหรับการประชุมระหว่างประเทศ “TCCT Competition Day 2026” จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เพื่อเผยแพร่ผลการดำเนินงาน องค์ความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์ด้านนโยบายและการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้า ตลอดจนเสริมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการแข่งขันทางการค้าที่เสรีและเป็นธรรม และยกระดับการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของไทยสู่มาตรฐานสากล