
เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดงาน Southeast Asia Trade and Development Forum 2026 ภายใต้หัวข้อ “The Voice of ASEAN: Transforming Crises into Opportunities” ณ โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok ว่า ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันด้านเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร โลกาภิวัตน์ไม่ได้สิ้นสุดลง แต่กำลังปรับโครงสร้างใหม่ โดยให้ความสำคัญกับ Resilience หรือความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว ควบคู่กับประสิทธิภาพมากขึ้น
ดร.ปิยนุช กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านจาก ASEAN 2025 สู่ ASEAN 2045 มีความสำคัญ โดยอาเซียนต้องก้าวจากการเชื่อมโยงไปสู่ความพร้อมรับอนาคต จากความยืดหยุ่นไปสู่ความคล่องตัว และจากการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าโลกไปสู่การสร้างมูลค่าภายในอาเซียนมากขึ้น ทั้งนี้ ผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ครั้งที่ 58 ที่กรุงมะนิลาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนทิศทางเดียวกัน คือ การเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หุ้นส่วนที่เข้มแข็งขึ้น และอาเซียนที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น
จากบริบทดังกล่าว ดร.ปิยนุช หยิบยก 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ (1) การเปลี่ยน Strategic Openness ให้เป็น Strategic Strength (2) การทำให้ Resilience เป็นความสามารถในการแข่งขัน โดยให้ความสำคัญกับ DEFA ซึ่งจะช่วยให้ระบบดิจิทัลของประเทศสมาชิกเชื่อมโยงและทำงานร่วมกันได้ ลดเวลาและต้นทุนทางธุรกิจ ควบคู่กับการนำจุดแข็งของอาเซียนมาเสริมกันเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับภูมิภาคสู่การเป็นแหล่งอาหารและสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่เชื่อถือได้ของโลก และ (3) การให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโตควบคู่กับปริมาณการเติบโต โดยนโยบายการค้าต้องมองไกลกว่าการเติบโตของการส่งออก และคำนึงว่าใครมีส่วนร่วม ใครได้รับประโยชน์ และมูลค่าถูกสร้างขึ้นภายในเศรษฐกิจของเรามากเพียงใด โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค
สำหรับประเทศไทย แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านนโยบาย Balanced Trade ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลใน 3 มิติ ได้แก่ รายได้ ตลาด และสินค้า โดยขยายโอกาสให้เกษตรกรและ SMEs ควบคู่กับการรักษาความเข้มแข็งในตลาดเดิม การกระจายไปสู่ตลาดใหม่ และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศมากขึ้น
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ได้เริ่มนำแนวคิด Co-Creation ลงสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้เปิดตัว India–Thailand Regional Co-creation Partnership ที่กรุงนิวเดลี เนื่องจากอินเดียมีทั้งศักยภาพของตลาดขนาดใหญ่และบทบาทที่เพิ่มขึ้นในฐานะฐานการผลิตระดับโลก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมสำหรับความร่วมมือรูปแบบนี้ และสามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนต่อไป
ดร.ปิยนุช กล่าวทิ้งท้ายว่า The Voice of ASEAN ไม่ได้หมายความว่า ทุกประเทศต้องคิดเหมือนกัน เพราะความหลากหลายคือจุดแข็งสำคัญ ขณะที่หลักการร่วมกันจะทำให้อาเซียนมีน้ำหนักในเวทีโลก โดยอาเซียนควรยืนหยัดบนการเปิดกว้างแทนการแบ่งขั้ว ความร่วมมือแทนการแข่งขันแบบมีผู้ชนะและผู้แพ้ และการเติบโตที่สร้างคุณค่าร่วม พร้อมเปลี่ยนแรงกดดันเป็นการปฏิรูป ความไม่แน่นอนเป็นความยืดหยุ่น การแข่งขันเป็น Co-Creation และความหลากหลายเป็นพลังร่วม เพื่อเปลี่ยนวิกฤตโลกให้เป็นโอกาสของภูมิภาค และเปลี่ยนโอกาสนั้นให้เป็นความมั่งคั่งร่วมกันของประชาชน